ข่าววิทยาศาสตร์

ขอเชิญทุกท่านเข้ามาอัพเดทข่าวสารทางวิทยาศาสตร์ที่นี่ทุกวันครับ...

พบวิธีรักษา "เมลิออยด์" โรคฮิตคนไทย แต่น้อยคนรู้จัก

posted Feb 4, 2014, 8:45 PM by Sakdawoot Maungkorn


มข.- นักวิจัย มข. พบวิธีรักษา "เมลิออยด์" โรคที่คนไทยเป็นบ่อยแต่น้อยคนรู้จัก ด้วยยาเพียงขนานเดียว ลดอาการข้างเคียงได้มาก
       
       ศ.พญ.เพลินจันทร์ เชษฐ์โชติศักดิ์ หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อละเวชศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เปิดเผยถึง การค้นพบการรักษาโรคเมลิออยด์ด้วยยาที่สะดวกและปลอดภัยกว่ายาที่ใช้ใน ปัจจุบัน
       
       "โรคเมลิออยด์เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อ บัวร์โคเดเรีย ซูโดมัลเลอิ (Burkhoderia pseudomallei) ซึ่งพบในดินและน้ำ เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทยโดยเฉพาะภาคอีสาน ซึ่งมีผู้ป่วยใหม่มากกว่า 2000 รายต่อปี โรคนี้เป็นโรคที่มีความรุนแรงมาก อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40%" ศ.พญ.เพลินจันทร์กล่าว
       
       ทั้งนี้ ผู้ป่วยต้องได้รับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดเป็นเวลาอย่างน้อย 10 วันในโรงพยาบาล และผู้ป่วยที่รอดชีวิตมีอัตราการกลับเป็นซ้ำสูง ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลต้องได้รับยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำอีกอย่างน้อย 12-20 สัปดาห์
       
       สูตรยามาตรฐานในการรักษาช่วงป้องกันการกลับเป็นซ้ำประกอบด้วย การใช้ยาโคไธม็อกซาโซลซึ่งประกอบด้วยยา 2 ชนิดในเม็ดเดียวกัน ร่วมกับยาด็อกซีไซคลิน ซึ่งสูตรนี้มีผลข้างเคียงพอสมควรทำให้ผู้ป่วยอาจจะไม่สามารถทนต่อผลข้าง เคียงของยาได้ และมีข้อมูลว่า ออสเตรเลียมีการรักษา โดยใช้ยาโคไธม็อกซาโซลตัวเดียว
       
       "คณะผู้วิจัยได้ทำการศึกษาประสิทธิภาพ และผลของการใช้ยาโคไธม็อกซาโซล ตัวเดียวเปรียบเทียบกัน โคไธม็อกซาโซลร่วมกับ ด็อกซีไซคลิน ในการรักษาผู้ป่วยโรคเมลิออยด์ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ป่วยมีอัตราการกลับเป็นซ้ำไม่ต่างกันระหว่างการรักษาด้วยยาโคไธม็อกซาโซ ลตัวเดียว กับได้รับยาโคไธม็อกซาโซลร่วมกับด็อกซีไซคลิน นอกจากนี้ผลข้างเคียงในกลุ่มที่ได้รับยาขนานเดียวยังน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับ ยา 2 ขนาน" ทีมวิจัย มข.ระบุ
       
       จากผลของการวิจัยนี้จึงนำมาสู่การใช้โคไธม็อกซาโซลตัวเดียว เป็นยามาตรฐานในการรักษาผู้ป่วยเมลิออยด์ในระยะป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
       
       ศ.พญ.เพลินจันทร์ กล่าวอีกว่า การศึกษานี้เป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์วิจัยเมลิออยโดสิส มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ หน่วยวิจัยโรคเขตร้อนมหิดล-อ๊อกฟอร์ด มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ทำการศึกษาที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี โรงพยาบาลมหาสารคามและโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 626 ราย ซึ่งเป็นการวิจัยที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการศึกษามา การศึกษานี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารที่มีชื่อเสียงคือวารสารแลนเซท (Lancet) เมื่อวันที่ 24 พ.ย.56
       
       รศ.ดร.สุรศักดิ์ วงศ์รัตนชีวิน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเมลิออยโดสิส คณะแพทยศาสตร์ กล่าวว่า ในปัจจุบัน ศูนย์วิจัยโรคเมลิออยโดสิส มีชุดตรวจวินิจฉัยระดับเบื้องต้น ซึ่งสามารถตรวจหาเชื้อของโรคเมลิออยโดสิส ซึ่งสามารถใช้เวลาเพียง 2 นาที ก็สามารถทราบได้ว่าใช่หรือไม่ และปัจจุบันได้ทดลองใช้ในโรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ ผลค่อนข้างดี สามารถช่วยให้การวินิจฉัยโรคได้เร็ว ถูกต้อง แม่นยำขึ้น และผู้ป่วยก็ได้รับการรักษาหายจากโรคได้เร็วขึ้นด้วย
       
       "โรคเมลิออยด์มักพบในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานและเป็นชาวไร่ชาวนาซึ่ง สัมผัสดินและน้ำระหว่างการทำงาน เป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทย แต่ประชาชนไม่ค่อยรู้จักหรือคุ้นเคยรวมทั้งไม่รู้วิธีการป้องกันกับโรคนี้ ดังนั้นการป้องกันคือการสวมรองเท้าบูท ระหว่างการทำไร่ทำนา หลีกเลี่ยงการทำงานระหว่างที่มีฝนตกพายุลมแรง และดื่มน้ำที่สะอาด เพียงเท่านี้ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงและห่างไกลจากโรคนี้ได้" รศ.ดร.สุรศักดิ์

ส่ง “สาหร่ายไก" ฝ่ากระแสฮิต “มาริโมะ”

posted Feb 4, 2014, 8:43 PM by Sakdawoot Maungkorn

ส่ง “สาหร่ายไก ฝ่ากระแสฮิต “มาริโมะ”
เด็กๆ หรือวัยรุ่นเห่อของนอก หรือของแปลกไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะมันเป็นเช่นนั้นมาทุกสมัย แต่ผู้ปกครองและคุณครูในยุคนี้ได้เปรียบมากกว่าคนรุ่นก่อน เพราะมีข้อมูลให้ค้นหาและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ราคาถูกให้เลือกใช้อย่างเหลือ เฟือ จึงควรใช้ช่วงเวลาที่เด็กกำลังคลั่งไคล้ นี้ สร้างเป็นบทเรียนเล็กๆ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ หรือการค้นหาข้อมูลจากเว็บไซด์ต่างประเทศเปิดโอกาสให้เกิดความรู้ใหม่ๆ หรือค้นหาความสนใจเฉพาะทางให้กับเด็กๆ ได้ (buymarimo.com)
       สาหร่ายมาริโมะก้อนกลมน่ารักจากญี่ปุ่นกำลังอินเทรนด์แพคขายกันแทบ ไม่ทัน อันที่จริงสาหร่ายก้อนกลมแบบนี้ ไม่ได้มีแค่ที่ญี่ปุ่น แต่มีคู่แฝดสัญชาติไทยชื่อ “สาหร่ายไก” ซึ่งเติบโตในแม่น้ำใสสะอาด ต่างกันแค่ถิ่นที่อยู่ซึ่งมีผลทำให้รูปร่างไม่เหมือนกัน
       
       มาริโมะสาหร่ายก้อนกลม "กิ๊ก" ถือเป็นของเล่นชีวภาพแบบคลาสสิคที่ไม่เคยตกยุค เพราะไม่ใช่พึ่งฮิตในช่วงนี้ แต่เคยเป็นที่สนใจของวัยรุ่นไปจนถึงกลุ่มคนรักต้นไม้น้ำและปลาตู้สวยงามใน ประเทศไทยมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ด้วยรูปร่างกลมกลิ้งน่ารัก แค่พ่อค้าแม่ค้าสมองใสจับใส่ในแพคเกตสวยๆ โรยกรวยทรายสีสด ใครเห็นก็อดใจซื้อไม่ได้ แม้ก้อนหนึ่งจะมีราคาหลายร้อยบาทก็ยอมควักจ่าย แล้วสาหร่ายชนิดนี้ต่างจากตะไคร่น้ำในอ่างปลาของเราตรงไหน?
       
       มาริโมะ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aegagropila linnaei โดยพบได้เกือบทั่วโลก เริ่มมีการรายงานการค้นพบตั้งแต่ปี พ.ศ 2360 โดยนักวิทยาศาสตร์ชื่อ Anton E. Sauter ซึ่งพบสาหร่ายนี้เป็นครั้งแรกในทะเลสาบ Zeller ประเทศออสเตรีย ส่วนแหล่งน้ำอื่นๆ ที่พบได้มาก คือ ทะเลสาบ Mývatn ประเทศไอซ์แลนด์ ในญี่ปุ่นพบที่ทะเลสาบ Akan โดยมีชื่อพื้นเมืองเรียกต่างกันไปตามแหล่งที่พบ
       
       ชื่อ “มาริโมะ” ตั้งโดยนักพฤษศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ทัตซึฮิโก๊ะ คาวากามิ (Tatsuhiko Kawakami) แปลว่า “สาหร่ายลูกบอล” จึงเป็นเพียงหนึ่งในชื่อท้องถิ่นที่เรียกในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ด้วยความน่าสนใจหลายอย่าง ทั้งลักษณะที่แปลก ความจำเพาะของถิ่นที่อยู่ อัตราการเติบโตเชื่องช้า และความเชื่อเรื่องโชคลางของคนท้องถิ่นในฮอกไกโด ทำให้กลายเป็นสาหร่ายล้ำค่าจนต้องจัดงานเฉลิมฉลองให้กับเจ้าสาหร่ายชนิดนี้ ทุกปี
       
       สิ่งที่ทำให้สาหร่ายมาริโมะต่างจากสาหร่ายหรือตะไคร่น้ำที่เราเห็น กันทั่วไป มีปัจจัยสำคัญ 2 ข้อ คือ ลักษณะการแตกกิ่งก้านตามธรรมชาติ และลักษณะที่อยู่อาศัยใต้ทะเลสาบ ปัจจัยแรกคือการแตกกิ่งก้านของสาหร่าย Aegagropila linnaei มีลักษณะสั้นป้อม และแตกออกรอบๆ ข้อ ซึ่งแตกต่างจากสาหร่ายชนิดอื่นๆ ที่มักมีกิ่งก้านยาวและแตกต่อๆ กันออกไปเป็นเส้นยาวสยาย เมื่อผสานกับปัจจัยที่สอง คือแหล่งอาศัยใต้ทะเลสาบที่มีกระแสน้ำหมุนวนจากอิทธิพลของลม ก็ทำให้พวกมันเติบโตแตกกิ่งก้านไปพร้อมกับการหมุนกลิ้งตลอดเวลา การเติบโตอีกแบบหนึ่งที่ทำให้เกิดสาหร่ายกลมๆ ได้ ก็คือการแตกหักของหน่อที่จมลงไปเติบโตใต้ตม ก็ทำให้สาหร่ายเติบโตเป็นก้อนกลมอัดแน่นเพราะแตกแขนงออกมาทุกทิศทางเท่าๆ กัน ได้เช่นกัน
       
       หากใครสงสัยว่าถ้าสภาพใต้ทะเลสาบเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีกระแสน้ำกล่อมกลิ้งพวกมัน หรือถ้านำสาหร่าย Aegagropila linnaei มาเลี้ยงในน้ำนิ่งแล้วไม่เขย่าให้มันเติบโตได้ทุกทิศทางอย่างอิสระจะทำให้ มันเปลี่ยนรูปร่างไปไหม? คำตอบก็ คือ มาริโมะจะไม่เป็นก้อนกลมแต่จะกลายเป็นตะไคร่น้ำทรงแบนๆ เบี้ยวๆ เหมือนตะไคร่น้ำที่เราพบตามบ่อปลา หรืออ่างบัวทั่วๆ ไป เพราะในธรรมชาติหากหน่อแขนงน้อยๆ ของสาหร่าย Aegagropila linnaei บังเอิญหักไปติดตามก้อนหิน หรือหน้าดิน สาหร่ายกลุ่มใหม่ก็จะไม่มีโอกาสเติบโตมาน่ารักกลมกิ๊กอย่างเพื่อนๆ

ส่ง “สาหร่ายไก ฝ่ากระแสฮิต “มาริโมะ”
หากทำความเข้าใจ ง่ายๆ มาริโมะไม่ได้แตกต่างจากตะไตร่ตามอ่างบัวมากนัก แต่ลักษณะการแตกแขนงและสภาพที่มันเติบโตทำให้กลายเป็นก้อนกลม ดังนั้นการตรวจสอบว่ามาริโมะ หรือสาหร่าย Aegagropila linnaei เป็นชนิดนั้นจริงหรือไม่? ทำได้โดยดูจากผิวสัมผัส หรือส่องใต้กล้องจุลทรรศน์ โดยสาหร่ายหรือตะไคร่น้ำของไทยที่เป็นฝาแฝดของกับมาริโมะได้แก่ สาหร่ายไก ในสกุล Cladophora และ Rhizoclonium และสาหร่ายเตา สกุล Spirogyra (scale bar = 10 um : ภาพโดย ดร. จีรพร เพกเกาะ)
       แล้วในบ้านเราพบสาหร่ายที่มีลักษณะคล้ายๆ แบบนี้บ้างไหม? หรือมีสาหร่ายไทยชนิดไหนโตมาเป็นก้อนกลมๆ บ้างหรือเปล่า? จากข้อมูลที่นายปรี๊ดสอบถามผู้เชื่ยวชาญก็ได้คำตอบว่า สาหร่ายที่มีลักษณะเป็นเส้นสายสีเขียวคล้ายมาริโมะ ในประเทศไทยมักเรียกรวมๆ ว่า “สาหร่ายไก” ซึ่งหมายถึงสาหร่ายชนิดที่มีเส้นสายยาวๆ ที่ไหลพลิ้วอยู่ใต้น้ำไหล ใช้ทำอาหารได้ โดยส่วนมากเป็นสาหร่ายสกุล Cladophora และ Rhizoclonium ส่วนเจ้า Aegagropila linnaei นั้นก็พบได้บ้างเช่นกัน แต่มีจำนวนน้อย
       
       มักพบสาหร่ายไกในแหล่งน้ำสะอาด ไหลแรง ในอ่างเลี้ยงบัว หรือบ่อปลา มีช่วงการเติบโตสูงสุดจนเก็บเกี่ยวมาทำอาหารท้องถิ่นได้ และในช่วงฤดูหนาวต่อต้นฤดูร้อน โดยเฉพาะที่แม่น้ำน่าน และแม่น้ำโขง ซึ่งสามารถนำมาปรุงเป็นเมนู “สาหร่ายไกยี” สินค้า OTOP ชื่อดังของ จ.น่าน เป็นผงสาหร่ายผสมสมุนไพร คล้ายผงโรยข้าวของญี่ปุ่น
       
       ด้วยกระแสที่แรงจัดของเจ้ามาริโมะ ทำให้พ่อค้าแม่ค้าบางคนนำสาหร่ายไกและสาหร่ายเตามาปั้นเป็นก้อนกลมๆ หลอกขายว่าเป็นมาริโมะ จนต้องฉะกันเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตหลายราย แล้วแบบนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นมาริโมะของจริง? ผู้เชี่ยวชาญด้านสาหร่ายแนะนำว่าวิธีที่ง่ายที่สุด คือ การสังเกตความแตกต่างของผิวสัมผัส และการส่องใต้กล้องจุลทรรศน์
       
       หากดูด้วยตาเปล่า สาหร่ายที่มีลักษณะเป็นเส้นสายนั้นดูแทบไม่ต่างกัน แต่สารที่สะสมในผนังเซลล์ เช่น ไคตินทำให้มีผิวสัมผัสต่างกันออกไป เช่น สาหร่ายไกสกุล Cladophora และ Rhizoclonium ที่พบในน้ำไหลถึง แม้จะนุ่มเบา แต่ก็มักมีผิวสัมผัสหยาบกระด้างเล็กน้อย ส่วนสาหร่ายเตาหรือสกุล Spirogyra ซึ่งพบในน้ำนิ่ง มีลักษณะนุ่มและลื่นมาก ส่วนมาริโมะหรือ Aegagropila linnaei นั้นมีเส้นสายที่ค่อนข้างนุ่มไม่หยาบ ไม่ลื่นเท่าสาหร่ายเตา แต่ถ้านำมาส่องใต้กล้องจุลทรรศน์ ก็จะบอกลักษณะได้ชัดเจนจากการแตกกิ่งก้านที่ต่างกัน
       
       รู้ถึงขนาดนี้แล้วนักวิจัยไทยทำอะไรบ้างไหม? นักวิจัยบ้านเราก็ไม่น้อยหน้านะครับ มีการสร้างนวัตกรรมสร้างมาริโมะแบบไทยๆ และจดสิทธิบัตรมาตั้งแต่ปี 2551 รวมถึงมีการจำหน่ายในท้องตลาดมานานแล้ว โดย อ.ราเมศ จุ้ยจุลเจิม จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ซึ่งนำสาหร่ายไกสกุล Cladophora มากระตุ้นให้เกิดการแบ่งเซลล์แบบพิเศษเพื่อทำให้เกิดการแตกกิ่งก้านสั้นๆ โดยรอบแขนงข้อและเมื่อนำไปเกาะกับโครงสร้างที่ปั้นเป็นก้อนกลมและสร้างระบบ น้ำหมุนวนก็ทำให้สาหร่ายไกไทยๆ เติบโตได้แบบมาริโมะของญี่ปุ่นได้เหมือนกัน ที่สำคัญสาหร่ายบอลแบบไทยๆ นี้มีความสามารถในการบำบัดน้ำในตู้ปลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยช่องว่างภายในก้อนสาหร่าย เรียกว่านำถ้าใส่ลงในตู้ปลาก้อนนึงก็ได้ถึงสองเพราะทั้งน่ารักและทำให้น้ำใส ได้ในก้อนเดียว
       
       การเห่อของแปลก ของนำเข้าเป็นพักๆ ของวัยรุ่นไทยคงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่น่าติดว่าในยุคทุนนิยมที่การตลาดข้ามชาติทำได้ง่ายดาย พอๆ กับเข้าถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ท่วมท้น กลับไม่ค่อยมีส่วนกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ บนฐานคิดแบบไทยๆ สักเท่าไหร่นัก มาริโมะจึงน่าจะเป็นตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่แม้คนทั่วไปจะมองว่าจุดขายของมันคือความกลมกิ๊กเฉพาะตัว แต่สาหร่ายก็ไม่ได้ขายแค่ตัวมันเอง คนท้องถิ่นต่างหาก ที่สร้างเรื่องราวที่เริ่มต้นจากนิเวศวิทยาท้องถิ่น จนขยายสู่วัฒนธรรม ความเชื่อ และกลายเป็นมูลค่าทางการตลาดในที่สุด เพราะมาริโมะไม่ใช่แค่ก้อนสาหร่าย แต่เป็นการขายเรื่องราวของพวกมันในธรรมชาติ และความเป็นญี่ปุ่นไปพร้อมๆ กัน
       
       ความหลากหลายทางชีวภาพในบ้านเราสูงกว่าญี่ปุ่นหลายเท่า คนไทยรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ด้อยหรือมีความคิดสร้างสรรค์น้อยหน้าใคร หากเริ่มต้นสนใจมองสิ่งมีชีวิตรอบๆ ตัวให้ชัดเจนมากขึ้น ไม่แน่สักวันเราอาจจะมีสินค้า หรือนวัตกรรมใหม่ๆ วางขายทั่วโลกไม่แพ้เจ้ามาริโมะ
       
       

       
       

       
       ขอบขอคุณ
       ดร.จีรพร เพกเกาะ หน่วยวิจัยความหลากหลายของสาหร่ายและแพลงก์ตอน ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
       
       อ้างอิง
       ยุวดี พีรพรพิศาล สนิท มกรแก้วเกยูร อิศรพงษ์ พงษ์ศิริกุล และคณะ. 2549. รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการ “ศักยภาพของสาหร่ายน้ำจืดขนาดใหญ่ในการนำมาเป็นอาหารและยา”. สกว.
       
       ศิริเพ็ญ ตรัยไชยาพร บุญสม วราเอกศิริ และจงกล พรมยะ. 2553. รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการ “การเพาะเลี้ยงสาหร่ายสีเขียว สกุล Cladophora เพื่อเป็นอาหารปลาบึก (ระยะ 2)”. สกว.

ส่ง “สาหร่ายไก ฝ่ากระแสฮิต “มาริโมะ”
       เกี่ยวกับผู้เขียน
       “นายปรี๊ด” นักศึกษาทุนปริญญาเอกด้านชีววิทยา ซึ่งมีประสบการณ์ในแวดวงวิทยาศาสตร์อย่างหลากหลาย ทั้งงานสอน บทความเชิงสารคดี ผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ทำสื่อการสอน ของเล่นเชิงวิทยาศาสตร์กรรมการตัดสินโครงงาน วิทยากรบรรยายและนักจัดกิจกรรมเพื่อการจุดประกายวิทยาศาสตร์จากสิ่งใกล้ตัว
       
       ติดตามอ่านบทความของนายปรี๊ดที่จะมาแคะคุ้ยเรื่องวิทย์ๆ...สะกิดต่อม คิด ให้เรื่องเล็กแสนธรรมดากลายเป็นความรู้ก้อนใหม่ ได้ทุกวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์

10 ตัวอย่างผัก-ผลไม้ปรับปรุงพันธุ์ไม่ใช้ GMO

posted Feb 4, 2014, 8:43 PM by Sakdawoot Maungkorn

10 ตัวอย่างผัก-ผลไม้ปรับปรุงพันธุ์ไม่ใช้ GMO
พริกหวานขนาดเล็ก
       1. พริกหวานขนาดเล็ก (Snack-sized Sweet Bell Peppers) เป็นพริกหวานที่พัฒนาพันธุ์ขึ้นโดยบริษัทมอนซานโต้ มีขนาดเพียง 1 ใน 3 ของพริกหวานสายพันธุ์ทั่วไป วางจำหน่ายเป็นแพ็คคล้ายเบบี้แครอท (baby carrot) ภายใต้ชื่อทางการค้าว่า เบลลาฟินา (BellaFina)

10 ตัวอย่างผัก-ผลไม้ปรับปรุงพันธุ์ไม่ใช้ GMO
มะเขือเทศเจมการ์เดน
       2. มะเขือเทศเจมการ์เดน และเทรเชอร์การ์เดน (Garden Gem and Garden Treasure Tomatoes) เป็นมะเขือเทศ 2 สายพันธุ์ ที่มีรสชาติเยี่ยมยอดแบบมะเขือเทศแอร์ลูม (heirloom) กับมีผิวเรียบเนียน เนื้อหนาแหน่นแบบมะเขือเทศในท้องตลาดทั่วไป พัฒนาสายพันธุ์โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida)

10 ตัวอย่างผัก-ผลไม้ปรับปรุงพันธุ์ไม่ใช้ GMO
ผักกาดเฟรสคาดา
       3. ผักกาดเฟรสคาดา (Frescada) พัฒนาพันธุ์โดยบริษัทมอนซานโต้ เป็นผักกาดลูกผสมระหว่างผักกาดโรมัน (Romaine) และผักกาดไอซ์เบิร์ก (Iceberg) ใบมีสีเขียวสด รสหวาน กรอบ อร่อยยิ่งขึ้น

10 ตัวอย่างผัก-ผลไม้ปรับปรุงพันธุ์ไม่ใช้ GMO
- พริกฮาบานาดา (Habanada)
       4. พริกฮาบานาดา (Habanada) พัฒนาพันธุ์โดยนักวิจัย มหาวิทยาลัยคอร์เนล ผลพริกมีสีส้มคล้ายสีลูกพลับ กลิ่นและรสคล้ายกับพริกฮาบาเนโร แต่ปราศจากความเผ็ดร้อนของพริกต้นฉบับ

10 ตัวอย่างผัก-ผลไม้ปรับปรุงพันธุ์ไม่ใช้ GMO
หัวหอมเอเวอร์ไมล์ด (EverMild)
       5. หัวหอมเอเวอร์ไมล์ด (EverMild) หัวหอมสีเหลืองอ่อนๆ รสหวานอร่อย และที่สำคัญคือไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองในดวงตา เป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาโดยบริษัทมอนซานโต้ เพื่อให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันมีหัวหอมรับประทานเพียงพอในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเป็นช่วงที่หัวหอมขนาดตลาดในสหรัฐฯ

10 ตัวอย่างผัก-ผลไม้ปรับปรุงพันธุ์ไม่ใช้ GMO
หัวบีทแบดเจอร์ทอร์ช
       6. หัวบีทแบดเจอร์ทอร์ช, หัวบีทซันเซต และหัวบีทเฟลม (Badger Torch, Sunset and Flame Beets) เป็นหัวบีท 3 สายพันธุ์ ที่สวยงามสง่ามากๆ ด้วยเนื้อในสีส้มสดแซมด้วยลวดลายสีทอง และเนื้อสัมผัสกรอบอร่อย เป็นหัวบีทที่ปรับปรุงพันธุ์โดยนักวิจัย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน (University of Wisconsin-Madison)

10 ตัวอย่างผัก-ผลไม้ปรับปรุงพันธุ์ไม่ใช้ GMO
บร็อคโคลีเบเนฟอร์เต้
       7. เบเนฟอร์เต้บร็อคโคลี (Beneforte broccoli) บร็อคโคลีสายพันธุ์ปรับปรุงจากบริษัทมอนซานโต้ ที่อุดมด้วยสารกลูโคราฟานิน (glucoraphanin) ที่มีฤทธิ์ช่วยต้านมะเร็งและเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ

10 ตัวอย่างผัก-ผลไม้ปรับปรุงพันธุ์ไม่ใช้ GMO
มะเขือเทศสีม่วงครามกุหลาบ
       8. มะเขือเทศสีม่วงครามกุหลาบ (Indigo Rose Tomato) เป็นมะเขือเทศที่มีสีม่วงเข้มเหมือนกับมะเขือม่วง (eggplant) เพราะมีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นสารที่ให้สีม่วงในผักผลไม้ และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ พัฒขึ้นโดยจิม ไมเออร์ส นักปรับปรุงพันธุ์พืชจากมหาวิทยาลัยโอเรกอนเสตต
       Indigo Rose, a truly purple tomato, from OSU's program to breed for high levels of antioxidants. (Photo by Tiffany Woods.)

10 ตัวอย่างผัก-ผลไม้ปรับปรุงพันธุ์ไม่ใช้ GMO
อีสเทิร์นบร็อคโคลี
       9. อีสเทิร์นบร็อคโคลี (Eastern Broccoli) บร็อคโคลีสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยมหาวิทยาลัยคอร์เนล ร่วมกับกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐฯ (USDA)
       ที่สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีในแถบชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ

10 ตัวอย่างผัก-ผลไม้ปรับปรุงพันธุ์ไม่ใช้ GMO
เมลอแรงก์แคนตาลูป
       10. เมลอแรงก์แคนตาลูป (Melorange Cantaloupe) พัฒนาขึ้นโดยบริษัทมอนซานโต้ เพื่อให้ได้แคนตาลูปที่เมื่อสุกแล้วมีรสชาติหวาน เนื้อแน่น ไม่เละ แม้ผ่านไปหลายสัปดาห์

สิ่งมีชีวิตสุดท้ายบนโลกคือ...

posted Jul 3, 2013, 9:52 PM by Sakdawoot Maungkorn

สิ่ง มีชีวิตสุดท้ายที่จะเหลือบนโลกคือ "จุลินทรีย์" ที่ทนสภาพสุดหฤโหดบนโลกได้หลังได้รับอิทธิพลจากดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมาก ขึ้น (บีบีซีนิวส์)
       สิ่งมีชีวิตสุดท้ายที่จะ เหลือบนโลกคือ “จุลินทรีย์” ซึ่งหลายคนอาจพอเดาได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาให้แน่ชัดกว่า โดยใช้แบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ประมวลผลพบว่าอีกหลายพันล้านปีข้างหน้าต่อจาก นี้ สิ่งมีชีวิตสุดท้ายที่จะเหลือบนโลกคือสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ดังกล่าวที่อาศัยอยู่ใต้ดิน
       
       ทีมวิจัยใช้แบบจำลองทางคอมพิวเตอร์วิเคราะห์ว่าหลังจากที่ดวงอาทิตย์ ของเราใหญ่ขึ้นและเจิดจ้ามากกว่าที่เป็นอยู่ในอีกหลายพันล้านปีข้างหน้าจะ เป็นอย่างไร บีบีซีนิวส์ระบุว่าพวกเขาพบว่า จะมีเพียงจุลินทรีย์ที่จะต่อกรกับสภาพอันสุดหฤโหดที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง ของดวงอาทิตย์ได้
       
       แจ็ค โอ'มัลลีย์ เจมส์ (Jack O'Malley James) จากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์ (University of St Andrews) ในสกอตแลนด์ ในสภาพอนาคตข้างหน้านั้นจะมีออกซิเจนเหลืออยู่ไม่มาก จุลินทรีย์เหล่านั้นต้องอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนต่ำหรือไม่มี เลย มีความดันสูงและอยู่ท่ามกลางความเค็มของเกลือสูง เพราะมหาสมุทรระเหยเป็นไอ
       
       อนาคตของสิ่งมีชีวิตบนโลกผูกติดกับดวงอาทิตย์ ซึ่งเวลาที่ล่วงเลยไปมากเท่าไหร่ ดวงอาทิตย์ของเราก็ยิ่งส่องแสงเจิดจ้าเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งเซนต์แอนดรูวส์ ดันดี และเอดินบะระ ในสก็อตแลนด์ จึงใช้ข้อเท็จจริงนี้เพื่อพยากรณ์สภาพแวดล้อมในอนาคตของโลกเรา ซึ่งในเวลาเป็นพันล้านปีนั้น ความร้อนจากดวงอาทิตย์จะยิ่งร้อนแรงขึ้น น้ำในมหาสมุทรก็จะเริ่มระเหย
       
       โอ'มัลลีย์ เจมส์ ซึ่งยังศึกษาปริญญาเอกอยู่นั้นอธิบายว่า การที่น้ำมหาสมุทรระเหยนั้นทำให้มีน้ำในบรรยากาศมากขึ้น และเนื่องจกไอน้ำนั้นเป็นก๊าซเรือนกระจกอย่างหนึ่ง ก็จะกลายเป็นปัจจัยเดินผลกระทบจากภาวะเรือนกระจก และท้ายสุดโลกจะร้อนขึ้นไปถึง 100 องศาเซลเซียส หรืออาจจะมากกว่านั้น บวกกับสิ่งที่เราทำในปัจจุบันเข้าไปด้วย และเมื่อรวมปัจจัยเรื่องระดับออกซิเจนที่ลดลง ก็จะนำไปสู่การการสูญพันธุ์ของพันธุ์และสัตว์ใหญ่อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่นานจะเหลือเพียงกลุ่มจุลินทรีย์ที่เรียกว่า “เอกซ์ตรีโมไฟล์” (extremophiles) ที่เหลือรอด
       
       จุลินทรีย์ดังกล่าวพบได้ในบนโลกในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายได้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า สิ่งมีชีวิตที่ว่านี้จะเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่ทนต่อความร้อน ความแห้งแล้งและบรรยากาศอันเป็นพิษของโลกในอนาคต พวกเขายังเชื่ออีกว่า จุลินทรีย์พันธุ์อึดนี้จะรวมกลุ่มกันอยู่รอบๆ น้ำหยดสุดท้ายที่อยู่ใต้ดิน
       
       สุดท้ายเมื่อสภาพแวดล้อมเลวร้ายอย่างถึงที่สุดพวกมันก็จะหายไปจากโลก เช่นกัน และประมาณ 2.8 พันล้านปีข้างหน้า โลกจะปราศจากสิ่งมีชีวิตอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า การศึกษาการอุบัติและล่มสลายของชีวิตบนดาวเคราะห์ของเรานั้น จะให้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า สิ่งมีชีวิตสามารถอยู่รอดได้ที่ใดบ้างในเอกภพ
       
       “หากคุณหาดาวเคราะห์คล้ายโลก และบันทึกภาพชั่วขณะของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนพื้นผิวดาวนั้น คุณจะได้เห็นสิ่งมีชีวิตจำพวกจุลินทรีย์ มากกว่าจะได้เห็นสิ่งมีชีวิตที่มีร่างกายซับซ้อนอย่างที่เราเห็นบนโลกทุก วันนี้” โอ'มัลลีย์ เจมส์ บอกทางบีบีซีนิวส์
       
       นักวิจัยยังบอกอีกว่า เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงน้อยๆ ของอัตราส่วนก๊าซในบรรยากาศ และเป็นสิ่งที่ช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถตรวจวัดการดำรงอยู่ของจุลินทรีย์ เหล่านั้นบนดาวเคราะห์คล้ายโลก ซึ่ง โอ'มัลลีย์ เจมส์กล่าวว่า สิ่งที่ชี้วัดได้ดีอย่างหนึ่งคือ “ก๊าซมีเทน” ซึ่งสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต แต่ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณและระดับของก๊าซดังกล่าวว่าจะสามารถตรวจวัดจากชั้น บรรยากาศได้หรือไม่ หากเราสามารถเก็บข้อมูลระดับก๊าซที่เจือจางเหล่านี้ในดาวเคราะห์ที่อยู่แสน ไกลได้ เราก็อาจจะตรวจหาจุลินทรีย์ดังกล่าวได้

ภาพน่าประทับใจ! ฝูงโลมาแหวกว่ายนำหน้าวาฬอพยพ

posted Jul 3, 2013, 9:51 PM by Sakdawoot Maungkorn



ฝูงโลมาโต้คลื่นที่เกิดขึ้นระหว่างวาฬสีเทาอพยพ (โนอา/ไลฟ์ไซน์)
       นักวิทยาศาสตร์จับภาพน่าประทับใจ ระหว่างฝูงโลมานับสิบไหลไปตามคลื่นที่เกิดจากการแหวกว่ายของ "วาฬสีเทา" ขณะอพยพจากแปซิฟิกเหนือเพื่อไปออกลูกที่ชายฝั่งเม็กซิโก
       
       ในภาพถ่ายทางอากาศที่เผยแพร่โดยองค์การสมุทรศาสตร์และบรรยากาศสหรัฐ (National Oceanic and Atmospheric Administration) หรือโนอา (NOAA) นั้นแสดงให้เห็นฝูงโลมาธรรมดา (common dolphin) กำลังสนุกกับการไหลไปตามคลื่นที่เกิดขึ้นระหว่างวาฬสีเทา (gray whale) กำลังอพยพ
       
       ภาพดังกล่าวบันทึกที่ความสูง 182 เมตร ใกล้เกาะคาตาลินา (Catalina Island) ทางชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ โดยไลฟ์ไซน์ระบุว่า ทุกปีฝูงวาฬสีเทาราว 20,000 ที่อาศัยทางฝั่งตะวันออกของแปซิฟิกเหนือจะอพยพจากถิ่นหากินในแถบอาร์กติกลง ไปยังชายฝั่งเม็กซิโกเพื่อออกลูกและดูแลลูกน้อย
       
       การติดตามสัตว์ในสปีชีส์ย่อยดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในโครงการของโนอา เพืิ่อศึกษาสุขภาพและชีวิตสัตว์ในอันดับซีตาเซียน (Cetacean) หรือสัตว์จำพวกวาฬและโลมา โดยภาพถ่ายทางอากาศยังแสดงให้เห็นได้ว่าวาฬเหล่านั้นกำลังตั้งท้องหรือมีลูก น้อยคลอเคลียอยู่ด้วยหรือไม่ในระหว่างการเดินทางอพยพประจำปี
       
       นอกจากนี้ภาพถ่ายทางอากาศยังเป็นสิ่งชี้วัดโดยอ้อมถึงความสมบูรณ์ของ ระบบนิเวศในอาร์กติก เพราะร่างกายของวาฬระหว่างอพยพจะเป็นกระจกสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมในถิ่นหากิน ของวาฬ ซึ่งเวย์น เพอร์รีแมน (Wayne Perryman) นักชีววิทยาในโครงการติดตามวาฬของโนอาให้ความเห็นว่าพวกเขาสามารถศึกษาสภาพ แวดล้อมในอาร์กติกได้จากทะเลในซานดิเอโกเพราะวาฬเหล่านั้นผ่านชายฝั่งของ สหรัฐฯ
       
       เนื่องจากอาร์กติกอุ่นขึ้นทำให้อาหารสำหรับวาฬบาลีน (baleen whales) หรือวาฬมีซี่กรองอย่างวาฬสีเทาขยับขึ้นไปทางเหนือมากขึ้น ดังนั้น สัตว์เลี้ยงรูปด้วยนมทางทะเลขนาดใหญ่อย่างวาฬสีเทาจึงต้องเดินทางไกลขึ้น เพื่อล่าเหยื่อ ซึ่งเพอร์รีแมนและคณะกำลงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระยะทางที่ไกลขึ้นในการอ พยพ กับอัตราความสำเร็จในการตั้งท้อง
       
       ข้อมูลจากไลฟ์ไซน์ระบุอีกว่า ครั้งหนึ่งวาฬสีเทาทางฝั่งตะวันออกเกือบจะสูญพันธุ์ แต่จำนวนประชากรวาฬก็ฟื้นขึ้นมาได้ในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนวาฬในอดีตก่อน วาฬจะลดจำนวนลง

ภาพวาฬสีเทาที่กำลังตั้งท้อง (โนอา)

เจ๋งดี! แผ่นฟิล์มจากแกลบตรวจวัดสารก่อมะเร็งในอากาศได้

posted Jun 6, 2013, 10:12 PM by Sakdawoot Maungkorn


 ผศ.ดร.สิริลักษณ์ เจียรากร นักวิชาการศูนย์วิจัยมลพิษอากาศในอาคาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยว่า สารที่มีเบนซีนเป็นองค์ประกอบจัดอยู่ในกลุ่มของสารก่อมะเร็ง ซึ่งนอกจากเบนซีนแล้วยังมีสารที่เป็นอนุพันธ์ของเบนซีนได้แก่ โทลูอีน เอทิลเบนซีน และไซลีน การรั่วไหลมักพบในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการใช้สารดังกล่าวและเกิดจากการเผา ไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งสามารถพบได้ในบรรยากาศทั่วไปโดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น
       
       “นอกจากนี้ยังพบว่าสารเคมีที่ใช้ในบ้านหรือในสำนักงาน เช่น สี ตัวทำละลาย หมึกพิมพ์ มีส่วนประกอบของเบนซีน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหามลพิษในอาคาร ทำให้ร่างกายมีการสะสมสารดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้ ซึ่งอุตสาหกรรมที่ใช้เบนซีนเป็นตัวทำละลาย มีอยู่จำนวนมากในประเทศไทย และจากข่าวที่พบได้บ่อยคือการรั่วไหลโดยง่ายเนื่องจากเบนซีนสามารถละเหยเป็น ไอได้ในอุณหภูมิห้อง ดังนั้น ในประเทศไทยที่สภาพภูมิอากาศค่อนข้างร้อนการระเหยเป็นไอของเบนซีนจึงเกิด ขึ้นได้ง่าย” ผศ.ดร.สิริลักษณ์
       
       ในกรณีที่เกิดการ “รั่วไหล” อย่างฉับพลันมักมีกลิ่นสัญญาณรุนแรง และรั่วไหลออกไปนอกอาคาร เร่งเตือนให้ไหวตัวได้ทัน แต่การ“รั่วไหล” ชนิดที่เรียกได้ว่าเจือจางแต่ต่อเนื่องโดยเฉพาะกับพนักงานในโรงงาน อุตสาหกรรมเสียเองดูเป็นอันตรายที่เสี่ยงและยากต่อการควบคุมโดยหน่วยงานภาค รัฐ แต่ละครั้งของการรั่วไหลส่วนใหญ่ มักเกิดจากความไม่ตั้งใจและการเยียวยาด้วยหลักวิชาการง่ายๆ ว่าสารระเหย “เบนซีน” สามารถระเหยเจือจางไปได้เองภายในไม่กี่ชั่วโมง
       
       สำหรับการตรวจวัดความเข้มเข้นของสารในกลุ่มเบนซีนต้องใช้เครื่องตรวจ วัดที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพง ทำให้ไม่สามารถตรวจวัดได้บ่อย หรือไม่สามารถตรวจสอบได้ครอบคลุมบริเวณกว้าง ผศ.ดร.สิริลักษณ์จึงเน้นการพัฒนากรรมวิธีการผลิตวัสดุที่ใช้ในการตรวจวัดสาร ประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายอย่างเบนซีนเพื่อประยุกต์ใช้แทนเครื่องตรวจวัดที่ ต้องนำเข้าและมีราคาแพง
       
       งานวิจัยดังกล่าวเริ่มจากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวัสดุเก็บ อากาศเพื่อตรวจหาสารพิษในสถานประกอบการ มาต่อยอดเป็นกรรมวิธีการผลิตฟิล์มทีเอ็ม-เอสพีวี (TM-SPV) จากซิลิกาที่ได้จากแกลบ เพื่อใช้ในการตรวจวัดสารระเหยเบนซีนและอนุพันธ์ของเบนซีนในสถานประกอบการ โดยกรรมวิธีผลิตแผ่นฟิล์มที่มีสมบัติตรวจวัดสารระเหยเบนซีนและอนุพันธ์ของ เบนซีน ทำได้ด้วยการปรับปรุงผิวสมบัติของวัสดุเซอร์เฟสโฟโตโวลท์เตจหรือเอสพีวี (Surface Photovoltage : SPV) อันเป็นเทคโนโลยีทางเลือกที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นวัสดุตรวจวัดสาร ประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย
       
       ข้อได้เปรียบของการตรวจวัดด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวเมื่อเทียบกับหัว ตรวจวัดชนิดอื่น คือมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ราคาไม่แพง ใช้งานง่าย สามารถตอบสนองได้ทันทีและมีความจำเพาะกับสารที่ต้องการตรวจวัด เนื่องจากโครงสร้างที่ประกอบไปด้วยส่วนของโลหะ ฉนวน-กึ่งตัวนำ ซึ่งในส่วนของฉนวนดังกล่าวสามารถปรับแต่งสมบัติของผิวให้มีความจำเพาะกับ ก๊าซที่ต้องการตรวจได้ โดยนำวัสดุนาโนซิลิกาจากแกลบที่มีลักษณะเป็นรูพรุน มีรูปร่างเหมือนรังผึ้ง และดูดซับสารระเหยได้ดี มาประยุกต์ใช้เป็นส่วนหนึ่งของฉนวนโดยทำหน้าที่ดูดซับก๊าซเบนซีน
       
       เมื่อขยายภาพด้วยกล้องจุลทรรศน์ขนาด 150,000 เท่า จะพบว่ามีอนุภาคเรียบกลมเกาะกันเป็นกลุ่มเหมือนหลอดที่มัดรวมกันคล้ายรัง ผึ้ง เราสามารถปรับแต่งผิวสมบัติให้มีความจำเพาะสำหรับการดูดซับก๊าซแต่ละชนิดได้ โดยการปรับความมีขั้วที่ผิวของวัสดุให้สอดคล้องกับสมบัติความมีขั้วของก๊าซ แต่ละชนิด แผ่น SPV ที่ผ่านการเคลือบผิวหน้าด้วยวัสดุพรุนดังกล่าว เป็นเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ที่จะนำไปสู่การพัฒนาวัสดุตรวจวัดสารประกอบอินทรีย์ ระเหยง่าย
       
       "ปัจจุบันยังไม่มีผู้ผลิตเครื่องตรวจวัดดังกล่าวได้ในไทย หากนำมาพัฒนาต่อยอดเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการตรวจวัดสารประกอบอินทรีย์ระเหย ง่ายได้ในเชิงพาณิชย์ จะสามารถทดแทนการนำเข้าอุปกรณ์ตรวจวัดในปัจจุบันซึ่งต้องนำเข้าและมีราคาแพง ได้” ผศ.ดร.สิริลักษณ์

เป้าหมายใหม่โจมตีไวรัส “เอชไอวี” อยู่ที่โปรตีนในเปลือกหุ้ม

posted Jun 6, 2013, 10:11 PM by Sakdawoot Maungkorn


นักวิทย์เผยโครงสร้างโปรตีนภายใน เปลือกหุ้มเชื้อเอชไอวีเป็นครั้งแรก เผยทำหน้าที่ปกป้องจีโนมไวรัสไม่ให้ถูก ซึ่งเป็นจุดอ่อนและเป้าหมายใหม่ของการพัฒนายาต้านเอดส์ ยับยั้งเชื้อแพร่กระจาย-แก้ปัญหาเชื้อดื้อยา
       
       ทีมนักวิจัยสหรัฐฯ รายงานในวารสารเนเจอร์ (Nature) เมื่อปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาว่า พวกเขาสามารถพิสูจน์ว่าโครงสร้างของเปลือกหุ้มไวรัสชั้นในส่วนที่เรียกว่า แคพซิด (capsid) นั้น ประกอบเข้าด้วยกันในระดับอะตอมได้อย่างไร ซึ่งการค้นพบนี้ถือเป็นการเปิดทางให้กับนักวิทยาศาสตร์ในการพัฒนายาใหม่ สำหรับต้านเชื้อเอชไอวี (HIV) vyoเป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์
       
       ทั้งนี้ แคพซิดคือโปรตีนส่วนที่ห่อหุ้มเพื่อปกป้องสารพันธุกรรมหรือจีโนมของไวรัส โดยนักวิทยาศาสตร์ทราบกันอยู่แล้วว่าแคพซิดนั้นมีรูปต่างคล้ายโคน ซึ่งเกิดจากหน่วยย่อยของโปรตีนที่เรียกว่าแคพโซเมอร์ (capsomer) จำนวนมาก มาประกอบเข้าด้วยกันเป็นร่างแห แต่การพิสูจน์โครงสร้างที่ถูกต้องของแคพซิดด้วยวิธีมาตรฐานในปัจจุบันยังทำ ได้ยาก เนื่องจากแคพซิดนั้นมีขนาดใหญ่ ไม่สมมาตร และมีรูปร่างไม่แน่นอน
       
       ทว่า ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก (University of Pittsburgh) มลรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ ได้ใช้เทคนิคการสร้างภาพขั้นสูงร่วมกับคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (supercomputer) ในการคำนวณหาว่าโปรตีนกว่า 1,300 หน่วย มาประกอบรวมกันจนกลายเป็นแคพซิดรูปร่างคล้ายโคนได้อย่างไร ตามรายงานข่าวในบีบีซีนิวส์
       
       กระบวนการนี้ได้เผยให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์สำคัญระหว่างโมเลกุล ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการประกอบกันและเสถียรภาพของเปลือกหุ้มไวรัส โดยส่วนของเปลือกหุ้มสารพันธุกรรมของไวรัสนี้ถือเป็นจุดอ่อนของไวรัส ที่นักวิทยาศาสตร์ต้องออกแบบยาใหม่ๆ เพื่อโจมตีเชื้อเอชไอวี โดยพุ่งเป้าไปที่แคพซิด เพื่อแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาให้ได้ผล
       
       "แคพซิดเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากต่อการเพิ่มจำนวนของไวรัส ดังนั้นการที่เรารู้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างของมัน จะนำเราไปสู่การพัฒนายาใหม่ที่สามารถรักษาหรือป้องกันการติดเชื้ออย่างได้ ผล" ดร. เพ่ยจิน จาง (Dr Peijun Zhang) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาโมเลกุล วิทยาลัยแพทยศาสตร์ (School of Medicine) มหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัยกล่าว
       
       แคพซิดยังคงทำงานได้ตามปกติในการปกป้องจีโนมของเชื้อเอชไอวี และนำพามันเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ แต่ทันทีที่เข้าสู่เซลล์ มันจะแยกออกเป็นส่วนๆ เพื่อปลดปล่อยสารพันธุกรรมที่มันห่อหุ้มเอาไว้ เพื่อให้ไวรัสทำสำเนาพันธุกรรมและเพิ่มจำนวนมากขึ้น การพัฒนายาที่มีผลต่อการทำงานของแคพซิด ไม่ว่าจะโดยการป้องกันไม่ให้แคพโซเมอร์ประกอบกันเป็นแคพซิด หรือป้องกันไม่ให้แคพซิดแยกส่วนออกจากกัน อาจหยุดการเพิ่มจำนวนไวรัสได้" ดร. เพ่ยจิน จาง อธิบาย
       
       หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวเพิ่มเติมว่า อัตราการกลายพันธุ์ที่เป็นไปอย่างรวดเร็วของเชื้อเอชไอวีนั้น ทำให้เกิดการดื้อยาที่นับว่าเป็นปัญหาอย่างยิ่งต่อการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอ วี ซึ่งการเข้าไปใกล้เป้าหมายในครั้งนี้ถือเป็นอีกทางเลือกที่มีประสิทธิภาพต่อ การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในปัจจุบัน ที่ส่วนใหญ่มุ่งไปที่เอนไซม์เป้าหมายบางชนิดเท่านั้น
       
       ด้านศาสตราจารย์ไซมอน โลเวล (Prof Simon Lovell) นักชีววิทยาโครงสร้าง จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ (University of Manchester) กล่าวว่า ไม่เพียงแต่นักวิจัยจะทำสิ่งที่ยากมากๆ ได้สำเร็จแล้ว พวกเขายังพบผลพวงที่น่าสนใจอย่างแท้จริงอีกด้วย
       
       "ปัญหาใหญ่ของเชื้อเอชไอวีคือมันพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วชนิดที่ว่ายา ใดๆที่คุณใช้อยู่นั้นจะไม่ได้ผล เพราะจะเกิดการดื้อยา ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกันเป็นสูตรค็อกเทล และนี่ก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่ง เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถพยายามเพื่อพัฒนายาชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อใช้ร่วมกับยาเดิมที่มีอยู่" ศาสตราจารย์โลเวลกล่าว

ไร้มลพิษก็ไม่รอด! พบหลักฐาน “มะเร็ง” ในมนุษย์โบราณ “นีแอนเดอร์ทัล”

posted Jun 6, 2013, 10:10 PM by Sakdawoot Maungkorn

  
หลักฐานเก่าสุดที่เราเคยมีเกี่ยว กับโรคมะเร็งคือในมนุษย์อียิปต์เมื่อ 1,000-4,000 ปีก่อน แต่นักวิทยาศาสตร์เพิ่งพบหลักฐานการเป็นมะเร็งที่ยาวนานกว่านั้นในมนุษย์ โบราณ “นีแอนเดอร์ทัล” ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ซึ่งเคยอายุอยู่บนโลกเมื่อ 120,000 ปีก่อน
       

       จากการศึกษาฟอสซิลโครงกระดูกของมนุษย์โบราณนีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) ซึ่งพบในถ้ำที่คราปินา โครเอเชีย บีบีซีนิวส์ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ได้พบสัญญาณของโรคมะเร็งกระดูก นับเป็นหลักฐานเก่าที่สุดของมะเร็งในฟอสซิลมนุษย์ และได้ให้เงื่อนงำถึงประวัติศาสตร์อันซับซ้อนของมะเร็งในมนุษย์
       
       ทีมนักวิทยาศาสตร์สหรัฐที่ศึกษาเรื่องนี้ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานใน วารสารพลอสวัน (PLOS One) ซึ่งการศึกษาก่อนหน้านี้เผยว่าหลักฐานเก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับมะเร็งกระดูก นั้น อยู่ในชิ้นส่วนของมนุษย์อียิปต์โบราณที่เคยอาศัยอยู่เมื่อ 1,000 - 4,000 ปีก่อน  
       
       “มันคือมะเร็งที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งพบในฟอสซิลมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าการอาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากมลพิษนั้นไม่ ได้ช่วยปกป้องคุณจากมะเร็ง แม้กระทั่งนีแอนเดอร์ทัลที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อ 120,000 ปีก่อน” ดร.เดวิด เฟรเยอร์ (Dr.David Frayer) นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคนซัส (University of Kansas) สหรัฐฯ
       
       ฟอสซิลถูกขุดขึ้นจากแหล่งโบราณคดีที่สำคัญ ซึ่งให้หลักฐานกระดูกมนุษย์โบราณประมาณ 900 ชิ้น พร้อมกับเครื่องมือหิน และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งโดยนักรังสีการแพทย์ซึ่งใช้รังสีเอกซ์และ เครื่องซีทีสแกน (CT scans) ตรวจวิเคราะห์ หากแต่ซี่โครงที่เป็นมะเร็งนั้นไม่ได้เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ ดังนั้น จึงไม่อาจประเมินผลกระทบจากมะเร็งต่อสุขภาพโดยรวมได้  
       
       แม้ว่าการสกัดดีเอ็นเอจากฟอสซิลจะล้มเหลว แต่นักวิจัยก็หวังว่าฟอสซิลอื่นๆ จะเผยให้เห็นมะเร็งในนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ได้
       
       ด้าน แคท อาร์นีย์ (Kat Arney) ผู้จัดการข้อมูลวิทยาศาสตร์ของสถาบันวิจัยมะเร็งอังกฤษ กล่าวว่า บางคนอาจคิดว่ามะเร็งนั้นคือโรคสมัยใหม่ แต่มีหลักฐานของโรคนี้จากฟอสซิล กระดูกและมัมมี่ที่มีอายุเป็นพันๆ ปี ส่วนการค้นพบล่าสุดก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเสียทีเดียว แม้ว่าการค้นรักษานี้จะเป็นเรื่องยากก็ตาม แต่ก็ช่วยฉายให้เห็นประวัติศาสตร์อันซับซ้อนของมะเร็งในมนุษย์และญาติดึกดำ บรรพ์ของเราได้

เชื่อไหมว่า ... โนเบลฟิสิกส์เนื้อหอมกว่าโนเบลสันติภาพ

posted Oct 23, 2012, 7:40 PM by Sakdawoot Maungkorn

ฉลาด ขยัน มุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ และมีโชคเข้าข้างอยู่บ้าง ก็อาจจะทำให้ใครสักคนได้คว้ารางวัลยิ่งใหญ่ แต่ปัจจัยอาจไม่ใช่แค่นั้น จบจากไหน ตกฟากเมื่อใดที่ไหน พื้นดวงเหล่านี้ที่ผู้ได้รับโนเบลมีคล้ายๆ กัน จนอาจกลายเป็นปัจจัยที่ซ่อนอยู่ หรือแม้แต่ในบางเรื่องที่ไม่น่าเชื่อที่จำนวนคนโสดที่ตกอยู่กับนักสันติภาพมากกว่านักฟิสิกส์ !!

แต่ละปีเราก็ลุ้นกันว่า ใครจะได้รางวัลโนเบลไปครองบ้าง ใน 6 สาขา ที่ทยอยประกาศในช่วงต้นเดือนตุลาคมเป็นประจำ นอกจากผลงานอันน่าทึ่งที่สร้างประโยชน์ให้แก่มนุษยชาติที่ส่งผลให้พวกเขาได้รางวัลสำคัญแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่สำนักข่าวบีบีซี ได้ประมวลข้อมูลจากผู้ได้รับรางวัลโนเบลทั้งหมดตั้งแต่ปี 1901 มาทำเป็นอินโฟ กราฟิก (Info graphic)

บีบีซีเข้าไปสำรวจข้อมูลส่วนตัวของผู้ได้รับรางวัลโนเบลตั้งแต่ปีแรก ใน 8 ข้อ เพื่อทำสถิติว่าผู้ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ส่วนใหญ่แล้วจะมีลักษณะร่วมอย่างไร

จนออกมาเป็นสูตรสำเร็จพิชิตโนเบล โอกาสส่วนใหญ่ตกเป็นของ....

ชายอายุ 61 ปี เกิดในช่วงฤดูใบไม้ผลิ จากสหรัฐอเมริกา จบฮาร์วาร์ด แต่งงานแล้ว ไม่สวมแว่น โกนหนวดเป็นประจำ

อายุเท่าไหร่?

เฉลี่ย 61 ปี

ผู้ได้รับรางวัลส่วนใหญ่จะมีอายุอยู่ในช่วง 46-65 ปี และมากกว่า 66 ปีขึ้นไปในแบบสูสี แต่ในสาขาฟิสิกส์ เคมี และการแพทย์ ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 46-65 ปี ถือว่าหนุ่มกว่าสาขาอื่นๆ

อายุน้อยที่สุด คือ วิลเลียม ลอว์เรนซ์ บรากก์ (William Lawrence Bragg) วัย 25 ปีรับรางวัลพร้อมพ่อของเขาในสาขาฟิสิกส์ปี 1915

อายุมากที่สุด คือ เลโอนิด เฮอร์วิคซ์ (Leonid Hurwicz) รับสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2007

เฮอร์วิคซ์ (ซ้าย) รับโนเบลเศรษฐศาสตร์ปี 2007 ด้วยวัย 89 ปี และเสียชีวิตในปีถัดมา ส่วนบรากก์ (ขวา) รับรางวัลโนเบลตั้งแต่อายุ 25 ปี
เกิดฤดูไหน?

ส่วนใหญ่มีช่วงที่เกิดกระจัดกระจายกันไปทั้ง 4 ฤดู (ใบไม้ผลิ, ร้อน, ใบไม้ร่วง และ หนาว) แต่ส่วนใหญ่เกิดในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงเริ่มอบอุ่น

นอกจากนี้ ยังมีผู้เกิดวันที่ 28 ก.พ., 21 พ.ค., 28 มิ.ย.(7 คน)

มาจากทวีปใด?

30% ของทุกสาขา มีผู้ได้รางวัลเกิดที่สหรัฐอเมริกา

จริงๆ แล้วยุโรปเป็นแหล่งกำเนิดของนักวิชาการโนเบล ผู้ได้รับสาขาวรรณกรรมเกิดจากทวีปนี้ 76% ส่วนสาขาทางวิทยาศาสตร์ได้รับรางวัลมากกว่า 50% แต่จำนวนของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเกิดที่อเมริกามากกว่าทวีปอื่นๆ

เพศไหน?

คงไม่ต้องสรุปก็น่าจะเห็นชัดเจนว่า เวทีนี้เป็นของผู้ชาย ซึงฟิสิกส์ เคมี และเศรษฐศาสตร์ มีผู้หญิงได้รางวัลเพียง 1-2% ส่วนสาขาที่ผู้หญิงได้ก้าวขึ้นรับรางวัลมากที่สุดคือ สันติภาพ 15% และสาขาวรรณกรรมมี 11%

ในสาขาฟิสิกส์มีผู้หญิงเพียง 2 คนที่ได้รับรางวัลโนเบล คือ มารี กูรี (Marie Sklodowska Curie) ในปี 1903​ และ มาเรีย เมเยอร์​ (Maria Goeppert Mayer) ในปี 1963​ ส่วนสาขาเศรษฐศาสตร์ ตั้งแต่มอบมามีผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นคือ เอลินอร์ ออสตรอม (Elinor Ostrom) ในปี 2009

โนเบลเป็นเวทีของผู้ชาย แต่ผู้หญิงก็เริ่มมีพื้นที่เข้ามาได้บ้างแล้ว แต่หญิงที่เป็นตำนาน อย่างสาขาฟิสิกส์ มีเพียง 2 คนเท่านั้นคือ มารี กูรี ปี 1903​ (ซ้าย) และ มาเรีย เมเยอร์ ปี 1963 (กลาง) และหญิงหนึ่งเดียวในสาขาเศรษฐศาสตร์ คือ เอลินอร์ ออสตรอม ปี 2009 (ขวา)
จบจากไหน?

ในงานวิจัยนับตอนเรียนปริญญาตรี ผู้รับรางวัลในสาขาเศรษฐศาสตร์ 78% จบการศึกษาจากสถาบันที่ติด 1 ใน 100 ของโลก ส่วนสายวิทยาศาสตร์ทั้งหมดเกือบครึ่งที่จบจากสถาบันในลิสต์เดียวกัน

ส่วนสาขาวรรณกรรมและสันติภาพนอกจากจะมีอัตราการเข้าเรียนที่สถาบันชั้นนำน้อยแล้ว นักเขียนโนเบลถึง 43 รายที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย และนักสันติภาพโนเบลอีก 21 ราย ที่ไม่สนใจใบปริญญา

ฮาร์วาร์ด แคมบริดจ์ และโคลัมเบีย เป็นสถาบันที่มีโนเบลครบ 6 สาขา

(ข้อมูลอันดับสถาบันการศึกษา บีบีซีได้อ้างอิงการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกของ นิตยสาร Times ในปี 2012-2013)

โสดหรือไม่?

ผู้ได้รับรางวัลโนเบลส่วนใหญ่แต่งงานแล้ว และใครจะเชื่อว่า นักฟิสิกส์ที่ (น่าจะ) พูดกับใครไม่ค่อยรู้เรื่อง กลับมีสถานภาพสมรสแล้วระหว่างรับรางวัลถึง 94%

ส่วนสาขาสันติภาพเป็นโสดถึง 31% และวรรณกรรมตามติดมาที่ 22%

บางทีโนเบลฟิสิกส์อาจจะเคร่งเครียดแค่บริเวณโต๊ะทำงาน แต่อาจจะโรแมนติกจนน่าหลงใหล เฉพาะอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เองก็มีภรรยาถึง 2 คน ส่วนโนเบลสาขาสันติภาพส่วนหนึ่งมอบให้ผู้นำทางจิตวิญญาณ อย่างทะไลลามะ และ แม่ชีเทเรซา หรือคนอื่นๆ ที่อยู่กับผู้คนจนไม่ได้ตัดสินใจแต่งงาน
แว่นตาสวมไหม?

ไม่น่าเชื่อเลยว่า เหล่าผู้ได้รับรางวัลโนเบลส่วนใหญ่ แม้จะคร่ำเครียดกับตำรา หรือตัวหนังสือขนาดไหน ก็ยังรู้วิธีการรักษาสายตาตัวเอง เว้นเสียแต่สาขาเศรษฐศาสตร์ที่มีผู้สวมแว่น 51%

แว่นตาที่ประหลาดที่สุด คือ อีมิล ฟิชเชอร์ (Emil Fischer) เคมีปี 1902

หนวดเครามีขนาดไหน?

แม้ว่าจะต้องจดจ่อกับการสร้างผลงานตรงหน้า แต่การโกนหนวดบ้างก็ไม่ทำให้เหล่าผู้ได้รางวัลโนเบลรู้สึกเสียเวลา ราว 60-80% ของคนเหล่านี้ โกนหนวดเป็นประจำ

แต่แชมป์หนวดที่ยาวที่สุดเป็นของวิลเฮล์ม เรินท์เกน (Wilhelm Rontgen) ฟิสิกส์ปี 1901

แว่นตาที่น่าจดจำของฟิชเชอร์ (ซ้าย) โนเบลเคมี 1902 และหนวดที่โดดเด่นของเรินท์เกน (ขวา) โนเบลฟิสิกส์ปี
1901
 

ตะลึง! วาฬเบลูกาส่งเสียงคล้ายคน

posted Oct 23, 2012, 7:39 PM by Sakdawoot Maungkorn

นักวิจัยในสหรัฐฯ แทบช็อคเมื่อพบว่าวาฬเบลูกาตัวหนึ่งส่งเสียงคล้ายเสียงพูดของมนุษย์ โดยก่อนหน้านี้เชื่อว่ามีเพียงโลมาที่เราสามารถสอนให้เลียนรูปแบบและความสั้นยาวของเสียงในภาษาพูดของคนได้ และไม่มีสัตว์อื่นที่เลียนเสียงได้เป็นธรรมชาติเช่นนั้น
นักวิทยาศาสตร์พบวาฬเบลูกาส่งเสียงคล้ายเสียงพูดของมนุษย์ได้ (บีบีซีนิวส์)

       
       หากแต่นักวิจัยกลับได้ยินวาฬเบลูกาอายุ 9 ปีที่ชื่อ NOC ทำเสียงระดับเสียงที่ต่ำกว่าปกติ และได้อธิบายสิ่งที่วาฬดังกล่าวทำในวารสารเคอเรนต์ไบโอโลจี (Current Biology) ซึ่งบีบีซีนิวส์ระบุว่า สิ่งที่เป็นปริศนาแรกคือการหาคำตอบว่าเสียงดังกล่าวเกิดขึ้นจากที่ไหน

ทั้งนี้ เคยมีคำบอกเล่าเกี่ยวกับการทำเสียงคล้ายมนุษย์ในวาฬชนิดนี้ แต่ไม่มีใครเคยบันทึกเสียงดังกล่าวได้ กระทั่งเมื่อนักดำน้ำที่มูลนิธิสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเลสหรัฐ (National Marine Mammal Foundation) ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ พูดตอนขึ้นจากดำน้ำว่า “ใครบอกให้ฉันออกไป?” ทำให้นักวิจัยได้พบตัวอย่างของวาฬที่เขาจะได้ศึกษา และพวกเขาก็แยกได้ว่า NOC คือวาฬที่ส่งเสียงดังกล่าวจากเทปที่บันทึกไว้

ทีมวิจัยพบว่า เสียงนั้นเปล่งออกมาด้วยความเร็วเฉลี่ย 3 ครั้งต่อวินาที ซึ่งชวนให้นึกถึงการพูดของมนุษย์ และจากการวิเคราะหืเสียงที่บันทึกไว้ เผยให้เห็นความถี่ของเสียงที่เปล่งออกมานั้น แผ่ออกไปอย่างสอดประสานในแบบที่ไม่เหมือนการเปล่งเสียงปกติของวาฬ แต่กลับคล้ายการเสียงของคนมากกว่า

จากนั้นทีมวิจัยก็ตบรางวัลให้ NOC เมื่อออกเสียงคล้ายการพูดของคนได้ โดยสอนให้วาฬตัวนี้ออกเสียงด้วยการออกคำสั่งและใส่เครื่องแปลงความถี่แรงดันภายในช่องโพรงจมูก ซึ่งเป็นตำแหน่งกำเนิดเสียง เพื่อจับตาดูว่าเสียงจะออกมาอย่างไร แล้วได้พบว่าวาฬตัวนี้สามารถเปลี่ยนแรงดันภายในช่องแคบของจมูกซ้ำๆ ได้ และยังพองถุงเวสติบูลาร์แซค (vestibular sac) ในช่องโพรงจมูก ที่ปกติเอาไว้ป้องกันน้ำเข้าไปในปอด เพื่อขยายช่วงความถี่ต่ำในการเปล่งเสียง

แซม ริดจ์เวย์ (Sam Ridgway) ประธานมูลนิธิสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเลและเป็นหัวหน้าทีมวิจัยเรื่องนี้ กล่าวว่าจากการสังเกตของพวกเขาชี้ให้เห็นว่า วาฬชนิดนี้ยังต้องปรับกลไกออกเสียงเพื่อออกเสียงให้คล้ายเสียงพูด ซึ่งเสียงที่พวกเขาได้ยินนั้นเป็นตัวอย่างชัดๆ ของการเลียนออกเสียงของวาฬเบลูกาหรือวาฬขาว (white whale)
 

1-10 of 22