บันทึกแห่งกาลเวลา


โดย   กรกฎ ชมจันทร์

กระดิ่งก้ามปู

 

........ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เดินชมความสวยงามของโบราณ สถานอันเป็นมรดกโลกอยู่นาน ด้วยความเหนื่อยจึงแวะหาซื้อน้ำดืม ได้น้ำโพลาลิสมาหนึ่งขวดก็นั่งดื่มใต้ร่มไม้ มองทิวทัศน์รอบไปอย่างร่องรอย เมื่อสายลมพัดผ่านมา นำพาความชุ่มเย็นมาด้วย และพร้อมกับได้ยินเสียงกระดิ่ง ซึ่งทำจากดินเผาส่งเสียงกระทบกันดังไพเราะมาก จนทำให้ข้าพเจ้าหวลคิดถึงกระดิ่งกล้ามปูที่ข้าพเจ้าเคยทำกับเพื่อนๆในวัยเด็ก ภาพต่างๆเหล่านั้น เด่นชัดขึ้นเป็นลำดับๆ

 ........ในช่วงที่ข้าพเจ้าอายุประมาณ 7 ขวบ ตอนนั้นก็น่าจะเรียนอยู่ชั้น ป.1 ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังซนเลยทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ละก็ ข้าพเจ้าจะตื่นนอนแต่เช้ามืดเลยละ หาข้าวปลากินแล้วก็รีบมารวมตัวกับเพื่อนสมาชิกคนอื่นๆ

 ........จากนั้นก็ต้องวางแผนเพื่อตกลงกันว่าวันนี้จะออกตะลอนไปไหนดี ซึ่งก็จะไม่พ้นบริเวณตลิ่งข้างแม่น้ำ เพราะหมู่บ้านที่ข้าพเจ้าอยู่นั้นมีแม่น้ำสาย เล็กๆไหลผ่าน และก็จะมีอีกสถานที่หนึ่งก็คือ ทุ่งนา ที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน ของข้าพเจ้าไม่มากนัก

 ........แต่ส่วนใหญ่ข้าพเจ้าและเพื่อนๆจะชอบที่จะออกตะลุยท้องนามากกว่า เพราะกิจกรรมในท้องทุ่งมีมากเหลือเกินและสนุกสนาน แถมอยู่ไกลบ้านด้วย ไม่ต้องกลัวผู้ใหญ่จะตามหาเจอ กิจกรรมในท้องทุ่งได้แก่ การหาจับปลากัดเพื่อเอาเลี้ยงไว้สำหรับกัดกัน ปักเบ็ด วิดปลามาปิ้งกิน กัน หาลูกตาลที่สุกงอม ที่ล่วงหล่นลงมาจากต้นนำกลับไปบ้านเพื่อให้แม่ทำขนมตาลให้กิน หรือไม่ก็แอบปีนต้นตาลกันเลย เพื่อที่จะขึ้นไปเอาน้ำตาลสดจากกระบอกที่เจ้าของเขาทำไว้ แต่ก็ต้องผ่านการชิมจากพวกเราก่อนเสมอๆ มีบางครั้งที่พวกเราไปเจอบ่อกระแช่ หรือน้ำตาลเมานั่นแหละที่ชาวบ้านแอบทำแล้วซ่อนทับด้วยใบตาลแห้งเอาไว้เพื่อไม่ให้ถูกจับ แต่ก็ไม่วายที่จะพ้นสายตาพวกเราไปได้เราก็ทดสอบกันไปคนละหลายอึก จนเดินไม่ตรงทางเสียแล้ว บางคนเกือบตกหัวคันนาก็มี

 ........และอีกกิจกรรมที่สนุกตื่นเต้นเร้าใจมากๆเลย เราต้องมีความกล้าและใจถึงด้วยนั้นก็คือการล้วงรูปูเพื่อจับปูเอามาเผาหรือต้มกินกัน ขั้นตอนการจับปูก็ไม่ยากเท่าไหร่ ตอนแรกเราก็ต้องออกสำรวจหารูปูกันซะก่อน ดูไม่ยากว่าอันไหนเป็นรูปู ถ้าเป็นรูปูบริเวณหน้าปากทางเข้าจะมีกองดินปิดรูอยู่และก็จะพบรอยเท้าปูที่มันย่ำอยู่หน้าปากหลุม ถ้าเห็นอย่างที่กล่าวมาแล้วก็สามารถเชื่อได้ว่า รูนั้นเป็นรูปูแน่ ๆ ไม่ใช่รูงูแต่ประการใด จากนั้นก็ใช้มือเล็กๆของเรานี่แหละคุ้ยดินปากหลุมออกมา จากนั้นก็ตัดสินใจแสดงความกล้าหาญออกไปโดยสอดมือเข้าไปในรูปู ส่วนใหญ่รูปูจะลึกมากสำหรับพวกเรา คงประมาณเกือบสุดแขนของข้าพเจ้าในวัยเด็กนั้นแหละ ค่อยๆเอามือสัมผัสหยั่งเชิงให้เจอตัวปูซะก่อน ส่วนใหญ่เจ้าปูเมื่อเจอผู้รุกรานมันก็จะใช้ก้ามอันแข็งแรงของมัน หนีบไปมาหยั่งเชิงเช่นกัน เวลามันจะหนีบเรา ก็ชักมือออกหนีมัน จากนั้นเราก็ต้องเป็นฝ่ายรุกบ้างคือต้องรีบคว้าเลยทันทีที่ก้ามทั้ง 2 ของมันก่อนที่มันจะทันตั้งตัวหนีบเราได้ทัน บีบให้แนบกับลำตัวของมันไม่ให้มันสามารถขยับตัว ขยับก้ามอันแข็งแรงของมันได้ เพราะถ้าพลาดก็หมายถึง อันตรายที่จะตามมาก็คือ โดนเจ้าปูหนีบนิ้วอ่อน ๆ จนเจ็บปวดถึงกับร้องไห้ได้ เพราะเพื่อน ๆ บางคนพลาดท่าเจ้าปูกล้ามใหญ่ โดนมันหนีบเข้า แล้วมันจะไม่ยอมปล่อยง่ายๆด้วยซิ บางคนถึงกับร้องไห้จ้าเลย แต่ก็มีวิธีให้มันปล่อยจากการหนีบก็คือ อย่าขยับเขยื้อนมือ ให้นิ่งสงบอดทนเอาไว้ไม่นานมันก็จะปล่อยเอง แต่ผู้ใหญ่มักแนะนำให้ตะโกน ออกไปว่า “โอ๊ยปวดขี้” ดัง ๆ แล้วมันจะปล่อยเอง แต่ก็ไม่เห็นจะจริงตรงไหนเลย เพราะเพื่อนบางคนทดลอง ตะโกนแต่ก็ไม่เป็นผล เราซึ่งอยู่ข้างๆ คอยดูแลเพื่อน สงสารเพื่อน ได้ยินเพื่อนตะโกนออกมาอย่างนี้ จากสงสารเพื่อนกลายมาเป็นตลกขำขัน หัวเราะกันท้องแข็งเลย คงจะเป็นอุบายของคนสมัยโบราณก็ได้ ที่จะทำให้เรื่องเจ็บปวดเป็นเรื่องขำขันก็ได้ใครจะรู้

 ........หลังจากได้ปูมาหลายตัวแล้ว นำมาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นก็ถึงเวลาทำบาปกันแล้วนำปูมาเผาบริเวณกองไฟ ที่ก่อขึ้นง่ายๆ จากฟางข้าว ใบตาล จากกิ่งไม้ที่พอจะหาได้ แล้วก็โยนเจ้าพวกปูเคราะห์ร้าย เหล่านั้นลงบนกองไฟที่กำลังครุกรุ่น เจ้าปูดิ้นพลิกไปมา ขาก็ตะกายไปมา ไม่นานมันก็ตาย ดูแล้วช่างเป็นภาพที่โหดร้าย แต่สำหรับเราแล้วในวัยเด็กมันคืออาหารที่อร่อยมากๆ เลยเชียว เราไม่ได้นึกถึงบาป บุญคุณโทษ ใดๆทั้งนั้นเราคิดถึงแต่ความสนุกสนาน และได้อาหารมื้อกลางวันก็พอแล้ว ปูที่ถูกเผาจะส่งกลิ่นหอมไปรอบๆกองไฟ พวกเราถึงกับน้ำลายสอเลยทีเดียว เมื่อเผาเสร็จก็ถึงเวลาเปิบพิสดารกันแล้ว เลือกมุมใครมุมมันนิ่งแทะเนื้อปู กันอย่างเอร็ดอร่อยเสียงที่เคยเจี๊ยวจ๊าวก็เงียบไปช่วงหนึ่ง

 ........พวกเราจะบรรจงแทะเนื้อบริเวณก้ามของมันอย่างนิ่มนวลที่สุด เพราะส่วนนี้แหละ ที่จะนำไปทำกระดิ่งก้ามปูเพื่อที่จะได้นำไปแขวนตามชานบ้าน เวลาลมพัดมามันก็จะส่งเสียง ซึ่งเกิดการกระทบกันของกล้ามปูดัง ก้อก แก้ก ๆ ๆ ๆ……. เสียงไพเราะดี

 ........ขั้นตอนการทำกระดิ่งก้ามปูก็ไม่ยาก คัดเลือกกล้ามที่มีขนาดใหญ่ นำกล้ามมาแคะเนื้อออกให้หมด แล้วนำบริเวณฐานของกล้ามมาตัดให้เรียบเป็นรูปเหมือนระฆัง และนำส่วนที่ปูใช้สำหรับหนีบมาคว้านเนื้อออกให้หมดเช่นกัน และนำส่วนนี้มาเป็นกระเดื่อง นำเชือกมามามัดแล้วสอดเข้าไปในกล้ามที่เป็นรูประฆังร้อยเชือก ปล่อยเชือกให้ยาวออกมาสำหรับมัดติดด้วยใบตาล โดยนำใบตาลมาตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยม ผืนผ้าขนาดเท่าไม้บรรทัด และยาวประมาณคืบ เพื่อใช้เป็นตัวสำหรับปะทะแรงลม
และทำให้กระดิ่งแกว่งไปมาด้วย ก็จะเกิดเสียงอันไพเราะออกมา จากการกระทบกันของก้ามปู บางครั้งฟังเพลินจน จะทำให้เราหลับได้เลยทีเดียว

 ........นอกจากแขวนตามชานบ้านแล้ว ยังนำมาแขวนที่เปลของเด็กอ่อนได้ด้วยเมื่อแปลแกว่งไปมาเรียกกระดิ่งก็จะดัง
ช่วยกล่อมให้เด็กน้อยหลับได้ด้วย กว่าจะได้กระดิ่งก้ามปูมาก็แสนยากเย็น แต่ก็คุ้มสำหรับเสียงอันไพเราะ อย่างนี้จะไม่ให้ข้าพเจ้าคิดถึงกระดิ่งก้ามปูได้อย่างไร

 ........ข้าพเจ้าจัดการกับขวดน้ำ ลงถังขยะแล้ว แบกสำภาระให้เข้าที่ ในห้วงของความคิด ยังคงได้ยิน เสียงของกระดิ่งก้ามปู ดั้งอยู่อย่างไพเราะ เท้าก็ก้าวเดินต่อไป…..

::.บ้านบัณฑิตอาสาสมัคร รุ่น31.::