ประวัติความเป็นมาของการใช้สี การผสมสีตามทฤษฎีสี ลักษณะของสีร้อน  สีเย็น  สีคู่ประกอบ  สีขัด  และสีกลมกลืน

   สิ่งทั้งหลายที่มีอยู่บนโลกและนอกโลก ทั้งเป็นสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ซึ่งเราเรียกว่าธรรมชาติ นั้นถูกเคลือบด้วยแสง เมื่อสายตาของเรากระทบกับแสงที่เคลือบสิ่งนั้นทำให้มองเห็นเป็นสีต่างๆ
คำว่า “สี” พนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้คำจำกัดความไว้ว่า “ลักษณะของแสงสว่าง ปรากฏแก่ตาให้เห็นเป็นสีขาว ดำ แดง เขียว เป็นต้น : สิ่งที่ทำให้ตาเห็นเป็นขาว แดง เขียว เป็นต้น”

ความเป็นมาของการใช้สี
   สี คือ  คลื่นแสงในระดับความถี่ต่างๆ  ที่กระทบวัตถุแล้วสะท้อนเข้าตาเรา  ในทางศิลปะ  สี หมายถึงเนื้อของวัตถุธาตุอย่างใดอย่างหนึ่งที่สามารถทา  ย้อม  เปลี่ยนสีของวัตถุให้เป็นสีใหม่ได้   โดยอาจได้มาจากดิน  หิน  พืช  ผลไม้  หรือเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจากสารต่างๆ
   มนุษย์ค้นพบและรู้จักนำมาใช้ในการบันทึกเรื่องราว  และเป็นสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวันตั้งแต่ยุคหิน  ภาพเขียนสีในผนังถ้ำอัลตามิราในประเทศสเปน  และถ้ำลาสโคในประเทศฝรั่งเศส  ยืนยันให้เห็นว่ามนุษย์รู้จักใช้สีในการวาดภาพแล้ว  สีเหล่านั้นได้มาจากดิน  พืช  และเลือดของสัตว์

สีวัตถุธาตุ
   สีวัตถุธาตุ  หมายถึง  สิ่งที่มีความเป็นสีในตัวเอง โดยไม่ต้องมีสีใดๆมาผสม  จัดเป็นสีขั้นต้นหรือสีปฐมภูมิ ซึ่งทั่วไปเรียกว่าแม่สี มีทั้งสีที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  และสีที่มนุษย์ผลิตขึ้น  สีวัตถุธาตุที่รู้จักกันโดยทั่วไปมีอยู่ 3 สี สีแดง  สีเหลือง  สีน้ำเงิน

แม่สีวัตถุธาตุทั้ง 3 สีนี้ บางทีก็เรียกกันว่าสีขั้นที่ 1 ซึ่งสามารถทำให้เกิดสีขั้นที่ 2และที่ 3 ต่อไปได้อีก  ด้วยวิทีการนำเอาเนื้อสีมาผสมกันในอัตราส่วนที่เท่ากัน

   สีที่ได้จากการผสมกันของแม่สีเป็นคู่ๆในอัตราส่วนเท่ากัน  ดังนี้
      แดง   ผสมกับ   เหลือง   เป็น   ส้ม   
      แดง   ผสมกับ   น้ำเงิน   เป็น   ม่วง
      เหลือง   ผสมกับ   น้ำเงิน   เป็น   เขียว
   สีที่ได้จากการผสมกันของแม่สีคือ  ส้ม  ม่วง  เขียว  เรียกว่าสีขั้นที่ 2 ถ้านำสีทั้ง 6 สีมา คือแม่สีและสีขั้นที่ 2 มาผสมกันเป็นคู่ๆ ในอัตราส่วนเท่ากันจะได้อีก 6 สี

   สิ่งที่ได้จากการผสมกันของแม่สีกับสีขั้นที่ 2 คือ
      แดง   ผสมกับ   ส้ม   เป็น   ส้มแดง   
      เหลือง   ผสมกับ   ส้ม   เป็น   ส้มเหลือง
      แดง   ผสมกับ   ม่วง   เป็น   ม่วงแดง
      น้ำเงิน   ผสมกับ   ม่วง   เป็น   ม่วงน้ำเงิน   
      เหลือง   ผสมกับ   เขียว   เป็น   เขียวเหลือง
      น้ำเงิน   ผสมกับ   เขียว   เป็น   เขียวน้ำเงิน
   สีที่ได้จากการผสมกันของแม่สีกับสีขั้นที่ 2 คือ ส้มแดง ส้มเหลือง  ม่วงแดง
ม่วงน้ำเงิน  เขียวเหลือง  เขียวน้ำเงิน เรียกว่าสีขั้นที่ 3

   ถ้านำแม่สีทั้ง 3 สีมาผสมกัน ในอัตราส่วนเท่ากันจะเกิดสีกลาง  ซึ่งมีลักษณะคล้ายสีเทา
   การผสมกันของแม่สีกับสีขั้นที่ 1 และสีขั้นที่ 2 ทำให้เกิดสีขึ้นมาทั้งหมด 12 สีสีทั้งหมดนี้เมื่อนำมาเรียงกันเป็นวงกลมตามคู่ของการผสมจะทำให้เกิดเป็นวงธรรมชาติ
 

   วงสีธรรมชาติ คือ สีที่ได้จากการผสมกันของแม่สีกับสีขั้นที่ 2 ทำให้เกิดสีขั้นที่ 3
เมื่อนำมาเรียงกันเป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกา  ดังนี้
   แดง  ส้มแดง  ส้ม  ส้มเหลือง  เหลือง  เขียวเหลือง  เขียว  เขียวน้ำเงิน  น้ำเงิน 
ม่วงน้ำเงิน  ม่วง  ม่วงแดง


จากวงสีธรรมชาติเกิดชนิดของสีที่สำคัญและเป็นประโยชน์ในการวาดภาพระบายสีให้สวยงาม 2 ประเภท  คือ
1.   วรรณะของสี
2.   สีคู่ประกอบ


1.   วรรณะของสี
วรรณะของสี  หมายถึง  กลุ่มสีภายในวงสีธรรมชาติให้ความรู้สึกในการ
แตกต่างกัน  แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม  ได้แก่  สีวรรณะร้อน และ สีวรรณะเย็น 

สีวรรณะร้อน
สีวรรณะร้อน หมายถึง สีที่ให้ความรู้สึกร้อนแรง  สว่าง  จัดจ้า ทำให้นึกถึงไฟหรือความร้อน  แสดงถึงเวลากลางวันโดยเฉพาะเวลาในตอนเที่ยงและบ่าย ในการวาดภาพสีวรรณะร้อน  มักจะให้ความรู้สึกร้อนแรง  รุนแรง  ไม่สงบ
ส่วนใหญ่เมื่อกล่าวถึงสีร้อนจะนึกถึงสีในกลุ่มแดงและเหลืองซึ่งเป็นสีที่มีความสดใส  สีวรรณะร้อนในวงสีธรรมชาติมี 6 สีได้แก่ ม่วงแดง แดง  ส้มแดง  ส้ม  ส้มเหลือง  เหลือง
สีวรรณะร้อนอาจเรียกอีกอย่างว่าสีวรรณะอุ่น

สีวรรณะเย็น  หมายถึง สีที่ให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็น ทำให้นึกถึงน้ำแข็งบรรยากาศตอนรุ่งอรุณและเวลากลางคืน และแสดงถึงความสุภาพอ่อนโยนความอุดมสมบูรณ์
   เมื่อกล่าวถึงสีวรรณะเย็นมักจะนึกถึงสีในกลุ่มสีเขียวและน้ำเงิน วรรณะเย็นในวงสีธรรมชาติมี 6 สี ได้แก่ เขียวเหลือง  เขียว  เขียวน้ำเงิน  น้ำเงิน   ม่วงน้ำเงิน  ม่วง


การใช้สีวรรณะร้อนและวรรณะเย็น
   สีวรรณะร้อน และ สีวรรณะเย็น ให้ประโยชน์อย่างมากต่อการเขียนภาพการสร้างบรรยากาศ  เช่น  ทิวทัศน์ป่าที่ร่มรื่น  ควรใช้สีวรรณะเย็น  ภาพทิวทัศน์ท้องทุ่งที่เหลืองอร่ามไปด้วยรวงข้าวควรใช้วรรณะร้อน
   ภาพคนหรือสัตว์ที่แสดงความดุร้าย  โกรธ  ใช้สีวรรณะร้อนจะช่วยให้อารมณ์ของภาพดียิ่งขึ้น  เช่นเดียวกับ คน หรือ สัตว์ ที่ต้องการแสดงถึงการใจเย็นต้องใช้สีวรรณะเย็น
   นอกจากจะมีประโยชน์ในการวาดภาพระบายสีแล้ว  สีวรรณะร้อน และ สีวรรณะเย็น ยังมีประโยชน์อย่างยิ่งในการตกแต่งภายในอาคารบ้านเรือน  เช่น  ห้องที่ต้องการความสงบสุขควรทาด้วยสีเขียว  ส่วนห้องที่ต้องการความสง่างามควรทาด้วยสีแดงเข้ม
   การใช้สีในการวาดภาพระบายสีหรือการตกแต่งภายในแล้วมักจะประสบปัญหาอย่างหนึ่งคือ  การจืดชืด  หมดความเงางามลงในเวลาอันรวดเร็วเนื่องจากสีกลุ่มเดียวกันให้ความรู้สึกกลมกลืนเมื่อมองนานไปก็จะทำให้หยุดนิ่ง ไม่เร้าความสนใจ  ดังนั้นการใช้สีวรรณะใดวรรณะหนึ่งเพียงอย่างเดียว  จึงดูน่าเบื่อ
   วิธีการแก้ความน่าเบื่อ  คือ  นำสีต่างวรรณะเข้าไปร่วมอยู่ด้วยแต่ต้องเข้าใจในการใช้สี  นั่นคือ  ไม่ใช้อัตราส่วนที่เท่ากัน  เพราะจะเกิดการแข่งกันเอง  การใช้สีต่างวรรณะมักจะทำโดยสัดส่วย  80 ต่อ 20 หมายถึงถ้ามีพื้นที่  100 ส่วนให้เลือกใช้ สีวรรณะร้อน และ สีวรรณะเย็น  ตามต้องการหรือตามที่วางแผนไว้เพียง 80  ที่เหลือ  20   ส่วน  ให้ใช้วรรณะตรงข้ามหรือในกลุ่มทั้ง 6 สีก็ได้

2.   สีคู่ประกอบ
   สีคู่ประกอบ  หมายถึง  สีที่มีจำนวนการสะท้อนในจำนวนเท่ากันให้รู้สึกในการมองตรงข้ามกัน เช่น  สีหนึ่งให้ความรู้สึกร้อนแต่อีกสีเย็น เช่น เขียวกับแดง  หรือ สีหนึ่งให้ความรู้สึกสนุกสนาน แต่อีกสีเสร้าโศก เช่น เหลืองกับม่วง สีประกอบจึงเรียกอีกอย่างว่า  สีคู่ปฏิปักษ์  หรือ สีตัดกัน
   ในวงสีธรรมชาติมีสีคู่ประกอบทังหมด 6 คู่โดยดูจากสีตรงข้ามกันและเริ่มจาก แดงกับเขียว  สีประกอบทั้ง 6 คู่  ที่กล่าวถึงได้แก่
      แดง      ตรงข้ามกับ   เขียว     
      ส้มแดง      ตรงข้ามกับ   เขียวน้ำเงิน             
      ส้ม      ตรงข้ามกับ   น้ำเงิน         
      ส้มเหลือง   ตรงข้ามกับ   ม่วงน้ำเงิน         
   เหลือง      ตรงข้ามกับ   ม่วง 
      เขียวเหลือง   ตรงข้ามกับ   ม่วงแดง
   หมายความว่าสีจำนวน 6 คู่มีความขัดแย้งในตัวไม้ควรใช้ในปริมาณที่เท่ากันเพราะจะทำให้ประกายของแต่ละสีแข่งกันจนความงดงามหมดไป  ดังนั้น เมื่อจำเป็นต้องใช้สีคู่ประกอบในแต่ละคู่จึงจำเป็นต้องใช้ตามหลักเกณฑ์ที่มีไว้


   การใช้สีคู่ประกอบ วิธีการใช้สีคู่ประกอบให้งดงามและเกิดคุณค่ามี 2 วิธีคือ
1.   การลดค่าของสี  เมื่อต้องการใช้สีในการวาดภาพหรือตกแต่งอาคารแต่รู้สึกรุนแรงไปให้ลดค่าของสีลงในสัดส่วน 95 ต่อ5 ถ้าต้องการลดค่าของสีมากๆก็เพิ่มส่วนผสมของสีตรงข้ามขึ้นแต่ไม่ควรเป็น50-50เพราจะทำให้ไม่เหลือค่าของสีใดเลย
2.   การเพิ่มค่าของสี  เมื่อต้องการใช้สีในวงสีธรรมชาติแต่ความสดใสยังไม่พอ ต้องการให้มีประกายสะท้อนมากขึ้น  ให้ใช้วิธีนำสีประกอบ    ที่ตรงข้ามกับวงสีธรรมชาติมาวางคู่กันโดยใช้สัดส่วน 50-50
สีคู่ประกอบในวงสีธรรมชาติทั้ง 6 คู่ เมื่อนำไปวาดวัตถุกลม เช่น ผลไม้ แก้วถ้วย ซึ่งจะมีจุดสว่างหรือที่ เรียกว่า  ไฮไลท์แสดงให้รู้ว่าวัตถุมีความกลมกลืนหรือมีส่วนนูนรับแสงโดยปกติแล้วถ้าเป็นการวาดด้วยน้ำหนัก ขาว ดำ มักจะแต้มสีขาวลงไปในส่วนนั้นแต่ถ้าวาดภาพระบายสีมักใช้วิธีการที่เรียกว่าสีขัดกันมาใช้

สีขัดกัน หมายถึง  การสีคู่ประกอบมาใช้ด้วยกันโดยไม่ต้องผสมกันในสัดส่วน 95-5เพื่อต้องการแสดงจุดที่มีความสว่างที่สุดของวัตถุมีสี  เช่นการระบายสีแอปเปิ้ลแดงให้กลมกลืน  ต้อง
ใช้เขียว 5 ส่วนแต้มลงบนจุดที่รับแสงมากที่สุด สีเขียวจะทำให้ผลแอปเปิ้ลมีความกลมขึ้น 

สีส่วนรวม
สีส่วนรวม  หมายถึง การครอบคลุมของสีใดสีหนึ่งที่มีต่อพื้นที่ส่วนใหญ่เช่น ภาพทิวทัศน์ป่าที่มีดอกไม้เล็กๆย่อมมีสีเขียวเป็นสีส่วนรวม  สีส่วนรวมนี้จะช่วยให้ภาพมีความกลมกลืนเป็นเอกภาพ  สีส่วนรวมจะเป็นอย่างไรอยู่ที่การวางโครงสีก่อนลงมือวาด  ภาพวาดระบายสีที่สมบูรณ์ควรมีสีส่วนรวมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
 
เอกรงค์
สีเอกรงค์  คือ การใช้สีเพียงสีเดียว ในทางทัศนศิลป์  สีเอกรงค์ หมายถึง ภาพวาดระบายสีหรือการตกแต่งอาคารที่ใช้เพียงสีเดียว  ภาพวาดสีเอกรงค์อาจเกิดจากสีแดง    น้ำเงิน ม่วง หรือสีอื่นๆโดยการใช้สีเอกรงค์ อาจจะทำให้เกิดน้ำหนักอ่อนแก่ได้ ทำให้เกิดระยะของสี

ไปที่หน้าแรก กรอบรูป GFT     สาระน่ารู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพ