1ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาโปรแกรม

ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง

                “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทาง การดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำ แนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลง


                มีหลักพิจารณา ดังนี้

                กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็นโดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤติ เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา

                คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน

                คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะพร้อม ๆ กัน ดังนี้

1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกิดไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ

3. การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

                เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรุ้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ

1. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ

2. เงื่อนไขความธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความชื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความพากเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

แนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี


 วิธีการทางคอมพิวเตอร์ (
Computer Algorithms)

เมื่อคิดจะเป็นโปรแกรมเมอร์ ต้องเตรียมงานเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมอย่างเป็นขั้นตอนซึ่งเรียกขั้นตอนเหล่านี้ว่า วิธีการทางคอมพิวเตอร์ (Computer Algorithms) วิธีการดังกล่าวประกอบด้วยงาน 5 อย่างได้แก่
 1. การวิเคราะห์งาน (Job Analization) หรือการวิเคราะห์โจทย์ (Problem Analization)

2. การเขียนผังงาน (Flowcharting)

3. การเขียนโปรแกรม (Programming)

4. การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม (Program Testing and Debugging)

5. การจัดทำเอกสารและบำรุงรักษาโปรแกรม (Program Documentation and Maintenance)

วิธีการทางคอมพิวเตอร์เป็นขั้นตอนในการจัดทำโปรแกรมซึ่งควรกระทำ เพื่อทำให้การเขียนโปรแกรมเป็นไปอย่างไม่มีอุปสรรคและได้ผลลัพธ์สมตามมุ่งหมาย ต่อไปนี้จะได้อธิบายถึงความหมายและงานของแต่ละขั้นตอน

การวิเคราะห์งาน

เป็นงานขึ้นแรกที่ต้องกระทำเมื่อเริ่มที่จะเขียนโปรแกรม และถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดการวิเคราะห์งานเริ่มต้นจากการกำหนดขอบข่ายหรือปัญหาของงาน รวบรวมรายและเอียดของงานศึกษาวิเคราะห์โดยละเอียดว่าต้องการให้คอมพิวเตอร์ทำอะไร มีรูปแบบของผลลัพธ์เป็นอย่างไรต้องการข้อมูลอะไรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ และการประมวลผลจะมีขั้นตอนและใช้สูตรอะไรบ้าง การวิเคราะห์จึงเป็นงานขั้นวางแผนเพื่อเตรียมการให้พร้อมที่จะเขียนโปรแกรม

สรุปได้ว่า การวิเคราะห์งานเป็นการศึกษาผลลัพธ์ (Output) ข้อมูลที่นำเข้า (Input) และวิธีการประมวลผล (Process) ที่จะใช้ในการเขียนโปรแกรมนั่นเอง โดยทั่วไปนิยมแบ่งวิธีการวิเคราะห์งานเป็น 5 หัวข้อ ได้แก่

1. สิ่งที่ต้องการ : เป็นการบอกให้ทราบว่างานที่ต้องการให้ทำมีอะไรบ้าง

2. รูปแบบผลลัพธ์ : เป็นการบอกลักษณะหรือรูปแบบที่ต้องการให้คอมพิวเตอร์ทำให้

3. ข้อมูลนำเข้า : ข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผลมีอะไรบ้าง

4. ตัวแปรที่ใช้ : บอกว่าใช้ตัวแปรอะไรแทนข้อมูลนำเข้า หรือแทนค่าที่อยู่ระหว่างการประมวลผล ตลอดจนตัวแปรที่ใช้แสดงผลลัพธ์

5. วิธีการประมวลผล : คือขั้นตอนของคำสั่งหรือวิธีการที่ใช้ในโปรแกรม ซึ่งขั้นตอนบางอย่างจะต้องเรียงลำดับก่อนหลัง สลับลำดับไม่ได้ เพราะจะทำให้ไม่สามารถประมวลผลหรือได้ผลลัพธ์ไม่ตรงตามที่ต้องการ

ตัวอย่างการวิเคราะห์งาน

บริษัทแห่งหนึ่งต้องการทำบัญชีเงินเดือนของพนักงานโดยหักภาษีไว้ด้วย และมีเงื่อนไขในการคำนวณภาษีเป็นดังนี้

รายได้น้อยกว่า 2,000 บาท ยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี

รายได้ตั้งแต่ 2,000 บาทขั้นไป เสียภาษี 4% ของรายได้

จงหาจำนวนเงินที่พนักงานแต่ละคนจะได้รับ และเงินรวมทั้งหมดที่จะต้องจ่ายให้แก่พนักงาน

วิเคราะห์งาน

1. สิ่งที่ต้องการ

1.1 คำนวณเงินที่พนักงานแต่ละคนจะรับหลังจากหักภาษีแล้ว

1.2 คำนวณเงินรวมที่บริษัทจะต้องจ่ายทั้งหมด

2. รูปแบบผลลัพธ์

2.1 ชื่อพนักงานแต่ละคน เงินเดือนพนักงาน เงินภาษีและเงินสุทธิภายหลังหักเงินภาษีของพนักงานแต่ ละคน

2.2 เงินรวมที่บริษัทจะต้องจ่ายทั้งหมด

3. ข้อมูลนำเข้า

3.1 ชื่อและเงินเดือนของพนักงานแต่ละคน

3.2 สัญลักษณ์หรือตัวแปรที่ใช้ทดสอบว่าหมดข้อมูล

4. ตัวแปรที่ใช้

ชื่อตัวแปร ความหมาย

Name ชื่อของพนักงานแต่ละคน

Salary เงินเดือนของพนักงานแต่ละคน

Tax ภาษีที่หักจากเงินเดือนของพนักงานแต่ละคน

Net เงินเดือนสุทธิที่พนักงานแต่ละคนได้รับ

Exit ตัวแปรที่ใช้ทดสอบจบการทำงาน

Total เงินรวมที่บริษัทจะต้องจ่ายทั้งหมด

5. วิธีการประมวลผล

5.1 Total = 0

5.2 รับค่าจากตัวแปร Name, Salary, Exit,ที่ละรายการ

5.3 เปรียบเทียบ Salary กับ 2000

- ถ้า Salary < 2000 ให้ Tax = 0 แล้วไปทำข้อ 5.4

- ถ้า Salary >= 2000 ให้ Tax = (4/100)* Salary แล้วไปทำข้อ 5.4 5.4 Net = Salary – Tax

5.5 Total =Total + Net

5.6 พิมพ์ผลลัพธ์ Name, Salary, Exit,ที่ละรายการ

5.7 เปรียบเทียบ Exit กับ “Y” หรือ “y”

- ถ้าExit = “Y” หรือ “y” ให้ทำข้อถัดไป

- ถ้าไม่เช่นนั้น ย้อนไปทำข้อ 5.2

5.8 พิมพ์ค่า Total

5.9 หยุดทำงาน

การเขียนผังงาน

เป็นขั้นตอนที่นำอาวิธีการจากการวิเคราะห์งานมาเขียนเป็นภาพหรือสัญลักษณ์ เพราะถ้าเป็นงานใหญ่ ๆ ที่มีขั้นตอนมาก การเขียนโปรแกรมจากการวิเคราะห์งานโดยตรงจะทำตามได้ลำบากและการใช้ข้อความหรือคำอธิบายไม่ชัดเจนอาจทำให้งานผิดพลาดได้ ดังนั้นจึงนิยมเปลี่ยนจากคำพูด หรือข้อความในการวิเคราะห์งานมาเป็นรูปภาพ หรือสัญลักษณ์เสียก่อน โดยใช้คำอธิบายข้อความนั้นๆ เขียนเพิ่มเติมในรูป รูปภาพหรือสัญลักษณ์ดังกล่าวเรียกว่า ผังงาน” (Flowchart)


จากตัวอย่างการวิเคราะห์งานของเงินเดือนพนักงาน นำมาแสดงเป็นลำดับผังงานเพื่อนำไปเขียนโปรแกรมได้ดังนี้

การเขียนโปรแกรม

เป็นการเปลี่ยนขั้นตอนของวิธีการในผังงานให้อยู่ในรูปภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่ง การเลือกเขียนโปรแกรม โดยใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดนั้น ขั้นอยู่กับลักษณะและประเภทของงานเช่น ถ้าเป็นงานทางธุรกิจก็เลือกใช้ภาษาโคบอล(ในอดีต) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงขีดจำกัดของเครื่องและโปรแกรมแปลภาษาที่มีอยู่ เพราะบางแห่งอาจจะไม่มีโปรแกรมภาษาที่ต้องการใช้ การเลือกใช้ภาษา ยังต้องพิจารณาความถนัดและความชำนาญของผู้เขียนโปรแกรมด้วยว่าสามารถเขียนโปรแกรมด้วยภาษที่เลือกนั้นหรือไม่

ในอดีตการเขียนโปรแกรมอาจจะเขียนลงบนกระดาษที่จัดทำขึ้นมาเป็นพิเศษเรียกว่ากระดาษลงรหัส(Coding Form) ซึ่งอาจเป็น กระดาษลงรหัสเฉพาะภาษานั้น ๆ เช่น กระดาษลงรหัสของภาษาโคบอล(COBOL) , ภาษาฟอร์แทรน (FORTRAN) เพื่อให้ความสะดวกต่อการบันทึกโปรแกรมบนสื่อข้อมูล เช่น บัตรเจาะรู หรือเทปแม่เหล็ก เพราะจะทำให้เข้าใจรูปแบบ และเจาะบัตรได้อย่างถูกต้อง กระดาษแบบฟอร์มนี้จะตีไว้เป็นตารางเท่ากับจำนวนคอลัมน์ของบัตร (ถ้าใช้บัตร) ดังนั้น ถ้าต้องการเจาะคำสั่งลงบนช่องไหนของบัตรก็เขียนคำสั่งใส่ลงไปให้ตรงช่องที่มีหมายเลขกำกับไว้ ู้จัดเตรียมโปรแกรมลงสื่อทำการเจาะบัตร ตามที่เขียนไว้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจกฎเกณฑ์ของภาษานั้น แต่ละบรรทัดของกระดาษลงรหัสจะหมายถึงบัตร 1 บัตร หรือถ้าเป็นสื่อข้อมูลอื่น ๆ ก็หมายถึงแต่ละคำสั่ง กระดาษลงรหัสเหมาะสำหรับงานที่ต้องการความเป็นระเบียบเรียบร้อย และมีความชัดเจนแก่ผู้จัดเตรียม หรือบันทึกลงสื่อ

แต่ปัจจุบันเราสามารถพิมพ์และบันทึกคำสั่งในหน้าต่างแก้ไขโปรแกรม (Editor) ของโปรแกรมนั้นๆ ได้เลย เช่นโปรแกรม Visual Basic,โปรแกรมภาษา Basic, โปรแกรมภาษา Pascal หรือ โปรแกรมภาษา C เป็นต้น


การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม

การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม หมายถึง การตรวจสอบความถูกต้องของคำสั่งหรือโปรแกรมที่เขียนขึ้น และแก้ไขข้อผิดพลาด (Bugs) ของโปรแกรมที่ทำให้ไม่สามารถให้ผลลัพธ์ตามต้องการการแก้ไขข้อผิดพลาดเรียกว่า Debug โดยทั่วไป ข้อผิดพลาดที่เกิดจากการเขียนโปรแกรมมี 2 ชนิดคือ

1. ข้อผิดพลาดที่เกิดจากการเขียนรหัสคำสั่งไม่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ของภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ ซึ่งเรียกว่า Syntax Error หรือ Coding Error เช่น ตามกฎเกณฑ์ของภาษาฟอร์แทรน การอ่านข้อมูลใช้คำว่า READ แต่ผู้เขียนโปรแกรมอาจจะสะกดผิดเป็น REAC เป็นต้น ในรอบแปล (COMPILATION RUN) จะสามารถตรวจสอบ และให้ข่าวสารความผิดพลาด (Error Message) ออกมาได้

2. ข้อผิดพลาดทางตรรก หรือเรียกกันว่า Logic Errors หรือ Runtime Error เป็นข้อผิดพลาดที่ทำให้ผลลัพธ์ไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของงาน เช่น ผู้เขียนโปรแกรมต้องการให้นำค่า A ไปบวกกับค่า B แต่เขียนเครื่องหมายเป็นลบก็จะทำให้ค่าที่คำนวณได้ไม่ถูกต้อง ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อผิดพลาดนี้ได้โดยใช้ข้อมูลทดสอบ (TEST DATA) หรือข้อมูลที่ทราบคำตอบในขั้นปฏิบัติการ (Execution Run) ถ้าโปรแกรมถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ได้จะต้องตรงกับคำตอบที่ทราบ

การตรวจสอบโปรแกรมเพื่อหาข้อผิดพลาดดังกล่าวอาจจะกระทำเป็นขั้นตอนดังนี้ คือ

1. การตรวจสอบก่อนนำโปรแกรมเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยผู้เขียนโปรแกรมเรียกวิธีการนี้ว่า Desk Checking วิธีการนี้จะตรวจสอบว่าโปรแกรมสามารถให้ผลลัพธ์ตามต้องการหรือไม่

เป็นการตรวจสอบข้อผิดพลาดทางตรรกโดยกำหนดข้อมูลชุดหนึ่งขึ้นมาแล้วแทนค่าตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่เขียนเป็นโปรแกรมไว้แต่ต้นจนจบ โดยสมมุติว่าเป็นการปฏิบัติงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ วิธีการเช่นนี้จะช่วยลดข้อผิดพลาดทางตรรกได้มากก่อนจะส่งโปรแกรมเข้า

เครื่องคอมพิวเตอร์ต่อไป

2. การตรวจสอบโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อผ่านการตรวจสอบขั้นแรกแล้ว จึงส่งโปรแกรมเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมข้อมูลสมมติที่ทราบคำตอบ ขั้นแรกเครื่องคอมพิวเตอร์จะทำการตรวจ Syntax Error หรือข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์ ถ้ามีที่ผิด เครื่องคอมพิวเตอร์จะพิมพ์ข่าวสาร ข้อผิดพลาดนี้ออกมา ถ้าไม่มีข้อผิดพลาดก็สามารถผ่านไปสู่รอบแปล (Compilation run) จนได้ผลลัพธ์ออกมา ถ้าได้คำตอบตรงตามที่ทราบก็ค่อนข้างมั่นใจว่าโปรแกรมน่าจะถูกต้อง

การจัดทำเอกสารและการบำรุงรักษาโปรแกรม

1. เอกสารประกอบโปรแกรม มีความสำคัญงานกับงานเขียนโปรแกรมมาก และอาจจะเริ่มทำไปพร้อมกับการเขียนโปรแกรม โดยทั่วไปเอกสารที่จัดทำมีอยู่สองประเภทคือ คู่มือผู้ใช้ (Users Manual) และคู่มือโปรแกรมเมอร์ (Programmers Manual) ในเอกสารคู่มือผู้ใช้จะอธิบายวิธีการใช้โปรแกรม ส่วนคู่มือโปรแกรมเมอร์จะมีรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับ ชื่อโปรแกรม ชื่อผู้เขียนโปรแกรม วันที่เขียนโปรแกรม จุดประสงค์ของโปรแกรม สื่อที่ใช้บันทึกข้อมูลเข้าผลลัพธ์ที่ได้ วิธีการหรือขั้นตอนต่าง ๆ ในโปรแกรม รวมทั้งผังงาน ฯลฯ โดยที่เอกสารชนิดแรกจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้โปรแกรมในขณะที่คู่มือโปรแกรมเมอร์จะมีประโยชน์ต่อการปรับปรุงแก้ไขโปรแกรมในอนาคต

2. การบำรุงรักษาโปรแกรม คือ การปรับปรุงแก้ไขโปรแกรมให้ทันสมัยสมกับภาวการณ์

ที่เป็นอยู่ เช่น ถ้าเป็นโปรแกรมคำนวณเงินรวมของเงินฝากธนาคาร เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยก็จะต้องแก้ไขปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยเสียใหม่ เพื่อให้ผู้ใช้โปรแกรมเอง หรือผู้ใช้โปรแกรมนำไปปรับปรุงแก้ไขให้เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่มี นอกจากนี้ การบำรุงรักษาโปรแกรมยังรวมไปถึง การรักษาสื่อข้อมูลที่มีโปรแกรมบันทึกอยู่ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้

สรุปได้ว่า เมื่อต้องเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะต้องนำมางานนั้นมาวิเคราะห์รายละเอียดของงาน เขียนผังงาน โดยแสดงเป็นรูปภาพตามลำดับ แล้วจึงนำไปเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ที่เลือก หลังจากมีการทดสอบว่าโปรแกรมถูกต้องแล้ว จึงนำไปดำเนินการเพื่อส่งเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ทำการประมวลผลต่อไป โดยจัดทำเอกสารประกอบโปรแกรมไว้สำหรับผู้ใช้งานโปรแกรม และสำหรับการแก้ไขในอนาคต   เช่น

START

Read SIDE1, SIDE2, HEIGHT

Compute AREA = ((SIDE1 + SIDE2)*HEIGHT)/2

Print AREA

STOP

3. การเขียนโปรแกรม (Program Coding)

ซึ่งเป็นขั้นตอนหลังจากที่ได้มีการออกแบบโปรแกรมแล้ว ขั้นตอนนี้เป็นการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ เช่น ภาษา C ,ภาษา Pascal เป็นต้น ทั้งนี้แต่ละภาษาจะมีความเหมาะสมในการใช้งานแตกต่างกันออกไป

4. การทดสอบโปรแกรม (Program Testing)

เป็นการนำโปรแกรมที่ลงรหัสแล้วเข้าคอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจสอบรูปแบบกฎเกณฑ์ของภาษา และผลการทำงานของโปรแกรมนั้น ถ้าพบว่ายังไม่ถูกก็แก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งการเกิด Error ของโปรแกรมมักมีมาจาก 2 สาเหตุเท่านั้น คือ

1. Syntax Error คือ ข้อผิดพลาดที่เกิดจากการเขียนโค้ดคำสั่ง (Source Code) ที่ไม่ตรงกับไวยากรณ์ (Syntax) ของภาษาโปรแกรมมิ่งนั้นๆ

2. Logic Error เป็นข้อผิดพลาดที่เกิดจากการออกแบบอัลกอริทึมให้ทำงานผิดวัตถุประสงค์

ข้อผิดพลาดของโปรแกรม เรียกว่า “Bug”

ส่วนการแก้ไขข้อผิดพลาด เรียกว่า “Degug”

โปรแกรมที่ทำงานไม่ได้ตามวัตถุประสงค์ เรียกว่ามี “Error”

5. การบำรุงรักษาโปรแกรม (Program Maintenance)

เมื่อโปรแกรมผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว และถูกนำมาให้ผู้ใช้ได้ใช้งาน ในช่วงแรกผู้ใช้อาจจะยังไม่คุ้นเคยก็อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาบ้าง ดังนั้นจึงต้องมีผู้คอยควบคุมดูแลและคอยตรวจสอบการทำงาน การบำรุงรักษาโปรแกรมจึงเป็นขั้นตอนที่ผู้เขียนโปรแกรมต้องคอยเฝ้าดูและหาข้อผิดพลาดของโปรแกรมในระหว่างที่ผู้ใช้ใช้งานโปรแกรม และปรับปรุงโปรแกรมเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น หรือในการใช้งานโปรแกรมไปนานๆ ผู้ใช้อาจต้องการเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบงานเดิมเพื่อให้เหมาะกับเหตุการณ์ นักเขียนโปรแกรมก็จะต้องคอยปรับปรุงแก้ไขโปรแกรมตามความต้องการของผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง

 

7.2ภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์

ภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์

ภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์คือ ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำคัญคือหากไม่มีภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์จะไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากขาดชุดคำสั่งในการทำงาน

คอมพิวเตอร์จะสามารถทำงานได้จะต้องมีการเขียนโปรแกรมหรือซอร์ฟแวร์ เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานโปรแกรมต่าง ๆ ที่เขียนขึ้นมานั้น จะต้องเขียนไปตามกฎเกณฑ์ของภาษาที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ เรียกว่า ภาษาคอมพิวเตอร์

1. ภาษาเครื่อง (Machine language)

2. ภาษาแอสเซมบลี (Assembly language)

3. ภาษาชั้นสูง (High-level language)หรือ ภาษารุ่นที่ 3 (3GL:Third Generation Language)

4. ภาษาชั้นสูงมาก (Very high-level language)หรือภาษารุ่นที่ 4 (4GL)

1. ภาษาเครื่อง (Machine language)

เป็นภาษาพื้นฐานที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ แต่ละคำสั่งประกอบขึ้นจากกลุ่มตัวเลข 0 และ 1 ซึ่งเป็นเลขฐานสอง

2. ภาษาแอสเซมบลี (Assembly language)

เป็นภาษาที่ใช้สัญลักษณ์ข้อความ แทนกลุ่มของตัวเลขฐานสอง เพื่อให้ง่ายต่อการเขียนและการจดจำมากขึ้น การทำงานของโปรแกรมจะต้องทำการแปลภาษาแอสเซมบลีให้เป็นภาษาเครื่อง โดยใช้ตัวแปลที่เรียกว่า แอสเซมเบลอร์ (Assembler)

3. ภาษาชั้นสูง (High-level language) ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น โดยมีลักษณะเหมือนกับภาษาอังกฤษทั่วไป ผู้เขียนไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับฮาร์แวร์แต่อย่างใด ภาษานี้จำเป็นต้องมีตัวแปลภาษาเครื่องเช่นกัน เรียกตัวแปลนี้ว่า คอมไพเลอร์ (compiler)หรือ อินเตอร์พรีเตอร์ (Interpreter)อย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวอย่างของภาษาชั้นสูง เช่น ภาษาปาสคาล ภาษาซี ภาษโคบอล ภาษเบสิก ภาษาฟอร์แทรน

ภาษาระดับสูง (High Level Languages)

ภาษาระดับสูง เป็นภาษาที่ง่ายต่อการเรียนรู้และการนำไปประยุกต์ใช้งาน สามารถทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างชนิดกันได้ โปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วยภาษาระดับสูง จำเป็นต้องมีตัวแปลภาษาเพื่อให้เป็นภาษาเครื่องที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ โดยโปรแกรมแปลภาษามี 2 ประเภท คือ คอมไพเลอร์ และอินเตอร์พรีเตอร์ ตัวอย่างของภาษาระดับสูง ได้แก่

5.4.2.1 ภาษาฟอร์แทรน (Fortran Language)

FORTRAN ย่อมาจาก FORmula TRANslator เป็นภาษาระดับสูงภาษาแรกที่ได้มีการใช้อย่างแพร่หลาย เป็นภาษาที่ใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ชนิดเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ มินิคอมพิวเตอร์ และไมโครคอมพิวเตอร์ เหมาะกับงานคำนวณทางด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่มีการคำนวณมาก ๆ มีฟังก์ชันการคำนวณให้ผู้ใช้เลือกใช้ได้มาก เหมาะกับนักวิจัย นักสถิติ หรือวิศวกร

ข้อดี คือ คำสั่งส่วนใหญ่จะง่ายและสั้น โปรแกรมที่ถูกพัฒนาขึ้นบนเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทหนึ่งจะสามารถนำไปแก้ไขและใช้งานบนเครื่องคอมพิวเตอร์อีกประเภทหนึ่งได้ ข้อเสีย คือ ไม่เหมาะกับงานทางธุรกิจที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับงานทางด้านการรับข้อมูลเข้า (Input) และข้อมูลออก (Output) ที่ต้องสร้างรายงานมากๆ หรืองานที่ต้องการเก็บข้อมูลเป็นไฟล์

5.4.2.2 ภาษาโคบอล (Cobol Language)

COBOL ย่อมาจาก Common Business – Oriented Language เนื่องจากภาษาฟอร์แทรนมีข้อจำกัด คือ ไม่เหมาะกับงานธุรกิจ ที่ต้องมีการออกรายงานมากๆ ภาษาโคบอลจึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เหมาะกับงานธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีข้อมูลมาก ๆ เช่น งานธนาคาร หรือใช้สำหรับออกรายงานที่ซับซ้อนที่ต้องการความสวยงาม

ข้อดีของภาษาโคบอล คือ ไม่ขึ้นอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถเขียนโปรแกรมเพื่อใช้งานได้ทั้งบนไมโครคอมพิวเตอร์ มินิคอมพิวเตอร์ และเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ โดยอาจต้องแก้ไขโปรแกรมเพียงเล็กน้อย และยังสามารถจัดการเกี่ยวกับข้อมูลเข้า/ออก ได้ง่าย มีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษ ทำให้เป็นภาษาที่อ่านและเข้าใจได้ง่าย และมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการเขียนโปรแกรม ส่วนข้อเสีย คือ มีความยาวในการเขียนโปรแกรมค่อนข้างมาก และเยิ่นเย้อ ไม่เหมาะกับการคำนวณที่ซับซ้อน

5.4.2.3 ภาษาเบสิค (BASIC Language)

BASIC ย่อมาจาก Beginner’s All-purpose Symbolic Instruction Code ภาษาเบสิคถูกพัฒนาเพื่อใช้ในการสอนนักศึกษา ปัจจุบันได้ขยายการใช้งานไปสู่งานทางธุรกิจอีกด้วย ภาษาเบสิคนิยมใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์และมินิคอมพิวเตอร์ สามารถเขียนโปรแกรมได้ง่ายและรวดเร็วกว่าภาษาอื่น เหมาะกับงานธุรกิจขนาดเล็ก และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มศึกษาการเขียนโปรแกรม

ลักษณะการทำงานของภาษาเบสิค เป็นแบบโต้ตอบ (Interactive) คือ ผู้ใช้สามารถ ติดต่อสื่อสารกับเครื่องได้ระหว่างที่มีการเขียนโปรแกรม และรันโปรแกรม ทำให้ผู้เขียนโปรแกรมสามารถพิมพ์โปรแกรมเข้าเครื่อง และแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที เมื่อพบข้อผิดพลาด ข้อดีของภาษานี้คือ ง่ายต่อการเรียนรู้และสามารถใช้งานได้บนเครื่องทุกระดับ และยังสามารถถูกเขียนขึ้นเพื่อใช้ทำงานได้หลายประเภท ข้อเสีย คือ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เกื้อหนุนต่อการเขียนโปรแกรมอย่างมีโครงสร้างที่ดี จึงไม่เหมาะในการพัฒนาโปรแกรมที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากมีความเร็วในการประมวลผลค่อนข้างช้า

5.4.2.4 ภาษาปาสคาล (Pascal Language)

ภาษาปาสคาล ถูกพัฒนาขึ้นมาจากภาษา ALGOL – 60 ภาษาปาสคาลเป็นภาษาที่นิยมใช้กับเครื่องเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ มินิคอมพิวเตอร์ และไมโครคอมพิวเตอร์ นิยมนำมาใช้ใน การเรียน การสอนเขียนโปรแกรมเบื้องต้นในสถานศึกษาต่าง ๆ

ข้อดี คือ เป็นภาษาที่มีโครงสร้างที่ดีมาก สามารถเขียนโปรแกรมแบ่งเป็นโปรแกรมย่อยได้อย่างง่าย ทำให้การพัฒนาและแก้ไข ทำได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับผู้เริ่มต้นเขียนโปรแกรมอย่างมีโครงสร้าง และไม่จำกัดอยู่กับงานลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ส่วนข้อเสีย คือ ไม่เหมาะกับงานธุรกิจอย่างแท้จริง เพราะไม่สามารถจัดการกับข้อมูลที่มีปริมาณมาก ๆได้ดีเท่ากับโคบอล

5.4.2.5 ภาษาซี (C Language)

ภาษาซี เป็นภาษาที่นิยมใช้ในการเขียนโปรแกรมมาก เป็นภาษาระดับสูงที่มีประสิทธิภาพในการทำงานใกล้เคียงกับภาษาแอสแซมเบลอร์ เริ่มแรกการพัฒนาภาษาซีใช้เพื่อเขียนซอฟต์แวร์ระบบ แต่ปัจจุบัน สามารถใช้ในงานด้านต่าง ๆ มากมาย เช่น ระบบการจัดการฐานข้อมูล โปรแกรมทางธุรกิจ โปรแกรมสำเร็จรูป และสามารถสร้างกราฟิกได้

ข้อดีของภาษานี้ คือ ทำงานได้เร็วมากเมื่อเทียบกับภาษาอื่นๆ สามารถทำงานได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างประเภท โดยมีการคอมไพล์ใหม่ แต่ไม่ต้องแก้ไขโปรแกรมอย่างใด ส่วน ข้อเสีย คือ ยากที่จะเรียนรู้มากกว่าภาษาอื่น เนื่องจากลักษณะคำสั่งไม่มีรูปแบบที่แน่นอน และ ตรวจสอบโปรแกรมได้ยาก ไม่เหมาะจะใช้สร้างโปรแกรมที่ต้องมีการออกรายงานที่มีรูปแบบที่ ซับซ้อนมาก ๆ

4. ภาษาชั้นสูงมาก (Very high-level language)เป็นภาษาที่มีลักษณะคล้ายภาษาพูดตามปกติของมนุษย์ ภาษานี้จะช่วยให้การเขียนโปรแกรมเร็วมากขึ้นกว่าภาษาในรุ่นที่ 3 เนื่องจากมีเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างแบบฟอร์มหน้าจอ เพื่อจัดการกับข้อมูลรวมไปถึงการออกรายงาน เมนูต่าง ๆ ตัวอย่างของภาษาชั้นสูงมากได้แก่ informix-4GL, MAGIC , Delphi , Power Builder ฯลฯ


รูปแบบ โครงสร้างและการใช้งานภาษาคอมพิวเตอร์

โปรแกรมจะประกอบด้วยโครงสร้างหรือรูปแบบการทำงานที่เป็นโครงสร้างตรรกะเชิงควบคุม โดยมีโครงสร้างของคำสั่งที่คล้ายกันทั่วไปทุกคำสั่งจะมีคำสั่งพื้นฐานต่อไปนี้

1. คำสั่งการรับข้อมูลเข้า และการแสดงผล

2. คำสั่งการกำหนดค่า

3. คำสั่งการเปรียบเทียบเงื่อนไข

4. คำสั่งการทำซ้ำหรือการวนลูป



โครงสร้างของคำสั่งในภาษาแอสแซมบลี

คำสั่งในภาษาแอสแซมบลี แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกกำหนดการทำงาน เรียกว่า OP-CODE (Operation Code) ส่วนที่สองเรียกว่า Operand มีหน้าที่กำหนดเกี่ยวกับข้อมูล

รูปแบบชุดคำสั่ง

• identifier คือชื่ออ้างอิงใช้ตั้งชื่อเพื่อเรียกถึงในภายหลัง (ถ้ามี)

• operation คือคำสั่ง

• operand คือตัวดำเนินการที่ต้องใช้ในคำสั่ง(ถ้ามี)

• ;comment คือคำอธิบายโปรแกรมจะต้องเขียนคำอธิบาย(ถ้ามี)ไว้หลังเครื่องหมายเซมิโคลอน

 

โปรแกรมในภาษาซี

จะประกอบด้วยฟังก์ชันอย่างน้อย หนึ่งฟังก์ชัน คือ ฟังก์ชัน main โดยโปรแกรมภาษาซีจะเริ่มทำงานที่ฟังก์ชัน main ก่อน ในแต่ละฟังก์ชันจะประกอบด้วย

1. Function Heading ประกอบด้วยชื่อฟังก์ชัน และอาจมีรายการของ argument (บางคนเรียก parameter) อยู่ในวงเล็บ

2. Variable Declaration ส่วนประกาศตัวแปร สำหรับภาษาซี ตัวแปรหรือค่าคงที่ทุกตัว ที่ใช้ในโปรแกรมจะต้องมีการประกาศก่อนว่าจะใช้งานอย่างไร จะเก็บค่าในรูปแบบใดเช่น interger หรือ real number

3. Compound Statements ส่วนของประโยคคำสั่งต่างๆ ซึ่งแบ่งเป็นประโยคเชิงซ้อน (compound statement) กับ ประโยคนิพจน์ (expression statment) โดยประโยคเชิงซ้อนจะอยู่ภายในวงเล็บปีกกาคู่หนึ่ง { และ } โดยในหนึ่งประโยคเชิงซ้อน จะมีประโยคนิพจน์ที่แยกจากกันด้วยเครื่องหมาย semicolon (;) หลายๆ ประโยครวมกัน และ อาจมีวงเล็บปีกกาใส่ประโยคเชิงซ้อนย่อยเข้าไปอีกได้

ภาษาคอมพิวเตอร์แต่ละภาษาจะมีข้อดี ข้อจำกัดและความเหมาะสมในการใช้งานแตกต่างกัน ดังนั้นในการพัฒนาโปรแกรมจึงต้องคำนึงถึงลักษณะงานที่ต้องการทำและภาษาคอมพิวเตอร์ที่มีคุณสมบัติเฉพาะ

ภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม มีการคิดค้นขึ้นมาหลายภาษา เพื่อให้เหมาะสมกับการทำงานในแต่ละแบบ

-Pascal เหมาะสำหรับ การพัฒนาโปรแกรมเชิงวิทยาศาตร์ในระดับกลาง และ application ต่างๆ

-Basic เหมาะสำหรับการฝึก programming กับโปรแกรมที่ไม่มีความซับซ้อนมาก

-Cobol เหมาะสำหรับ การสร้างโปรแกรมทางธุระกิจที่กระชับสำหรับระบบทางธุระกิจ( ภาษานี้เป็นต้นเหตุของ y2k bug เพราะมีการนำไปใช้ในการย่อ วันที่)

-Fortran เหมาะสำหรับ การ programming การคำนวณต่างๆทางคณิตศาตร์

-C เหมาะสำหรับ การเขียนที่ต้องการความรวดเร็ว เล็ก และมีประสิทธิภาพ มีลักษณะเด่นคือสามารถติดต่อกับระดับ hardware ได้มีความใกล้เคียงกับภาษาเครื่องมากที่สุดรองจาก asmbly

การพัฒนาโปรแกรมมัลติมีเดีย

มัลติมีเดีย (Multimedia) หรือ สื่อหลายแบบ เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์ สามารถผสมผสานกันระหว่าง ข้อความ ข้อมูลตัวเลข ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง ไว้ด้วยกัน ตลอดจน การนำเอาระบบโต้ตอบกับผู้ใช้ (Interactive) มาผสมผสานเข้าด้วยกัน

การพัฒนาโปรแกรมมัลติมีเดีย จะใช้คอมพิวเตอร์ในการพัฒนาและแสดงผลในลักษณะสื่อหลายชนิด เช่น ตัวหนังสือ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว และเสียงรวมกัน โดยมุ่งเน้นการโต้ตอบและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้เป็นสำคัญ

2. การพัฒนาโปรแกรมมัลติมีเดีย มีดังนี้

1) เทคโนโลยีมัลติมีเดียที่นำมาใช้ในคอมพิวเตอร์

2) ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่จำเป็นสำหรับงานด้านมัลติมีเดีย
3) ประโยชน์ของสื่อมัลติมีเดีย

องค์ประกอบของมัลติมีเดีย
-มัลติมีเดียที่สมบูรณ์ควรจะต้องประกอบด้วยสื่อมากกว่า 2 สื่อตามองค์ประกอบ ดังนี้

-ตัวอักษร

-ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว

-เสียง

-การเชื่อมโยงแบบปฏิสัมพันธ์

-วีดิทัศน์ เป็นต้น

อ้างอิง : https://sites.google.com/site/ppaonnd/

 

 

Comments