ร้อยเรื่องร้อยรส

การปรุงอาหารไทย

posted Dec 23, 2012, 10:42 PM by ชัยวุฒิ บุญประดิษฐ์

 
       
                     การปรุงอาหารไทย
   การปรุงอาหารไทยไม่ใช่ศาสตร์ที่ยากเกินไปสำหรับทุกคน รสชาติของอาหารไทยเกิดจากการปรุงรสอย่างกลมกล่อมของเครื่องปรุงและวัตถุดิบหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรต่าง ๆ (ใบกะเพรา, พริก, ผักชี, ขิง, กะทิ, กระเทียม, หอมแดง, ใบมะกรูด, น้ำปลา และซิอิ๊ว เป็นต้น) ในการปรุงอาหารไทย มักจะใช้น้ำมันในการทำอาหารในปริมาณที่น้อย และผ่านการปรุงอย่างรวดเร็ว เพื่อคงไว้ถึงรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุง ซึ่งวิธีการปรุงอาหารไทยหลักๆ มีรายละเอียดดังนี้
        การปรุงอาหารด้วยวิธีการผัด
    การปรุงอาหารด้วยวิธีการผัด ( STIR-FRYING ) : วิธีนี้เป็นวิธีปรุงอาหารที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก ถ้าคุณไม่มีกระทะหลุมแบบที่ใช้กันโดยทั่วไป กระทะแบนสำหรับทอดก็สามารถใช้แทนกันได้ ก่อนการผัดทุกครั้งจะต้องตั้งไฟจนกระทะร้อนได้ที่ก่อนจะใส่วัตถุดิบ (เนื้อสัตว์ หรือ ผัก) ลงไปในกระทะ ในการผัดนั้น นิยมใช้ตะหลิว (ทั้งที่ทำจากโลหะ หรือไม้) เพื่อกลับอาหารในกระทะอย่างรวดเร็ว เมื่ออาหารสุก รีบปรุงรสและนำออกจากกระทะและเสิรฟขณะที่อาหารยังร้อนๆ เนื่องจากขั้นตอนการผัดนั้นมักจะใช้เวลาสั้น วัตถุดิบต่างๆที่จำเป็นต้องใช้ในการประกอบอาหารประเภทนั้นจะต้องถูกเตรียมให้พร้อมก่อนเริ่มการผัด ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อทำการผัดอาหารแล้วจะได้อาหารที่สุกพอดี ไม่ไหม้จากการที่ต้องเสียเวลาเตรียมวัตถุดิบอื่นๆขณะที่ผัดอาหาร เคล็ดลับที่สำคัญในการผัดอาหารทะเลนั้น เวลาผัดจะต้องใช้ไฟสูง และผัดอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผิวด้านนอกของอาหารทะเลสุก ขณะที่ภายในยังนุ่ม (ปรุงงเกือบสุก - จะได้รสชาติดีที่สุด) อาหารทะเลที่ปรุงสุกเกินไปจะรสชาติไม่อร่อย ผิวแข็ง และกระด้าง
        การปรุงอาหารด้วยวิธีการตุ๋น
    การปรุงอาหารด้วยวิธีการตุ๋น ( STEWING ) : การตุ๋นจะช่วยรักษาคุณประโยชน์ของสารอาหารไว้ได้เกือบครบถ้วน โดยสารอาหารที่สำคัญจากเนื้อสัตว์ ผักและสมุนไพรต่างๆ จะยังคงอยู่ในน้ำที่ตุ๋นอาหาร เนื้อสัตว์ที่หยาบกระด้างเมื่อผ่านการตุ๋นแล้วจะทำให้เนื้อนุ่มน่ารับประทาน ในการตุ๋นอาหารโดยทั่วไป เนื้อสัตว์มักจะถูกหั่นเป็นชิ้นๆ ขนาดใกล้เคียงกัน และเติมน้ำลงไปพอท่วมเนื้อ และใส่ในหม้อต้มปิดด้วยฝาที่สนิท ตั้งไฟอ่อนๆ เพื่อค่อยๆตุ๋นให้วัตถุดิบภายในสุกอย่างช้าๆ น้ำที่ได้จากการตุ๋นสามารถใช้เสิรฟกับอาหารในลักษณะน้ำราดได้อีกด้วย
     การปรุงอาหารด้วยวิธีการนึ่ง
    การปรุงอาหารด้วยวิธีการนึ่ง ( STEAMING ) : ในการปรุงอาหารด้วยวิธีนึ่งนั้น อาหารจะถูกปรุงให้สุกโดยใช้ไอน้ำที่เกิดจากการต้มน้ำภายใต้อาหารนั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นอาหารจะไม่มีการสัมผัสโดยตรงกับน้ำที่ต้ม ซึ่งจะส่งผลให้คุณค่าของสารอาหารยังคงอยู่กับอาหารอย่างครบถ้วน และที่สำคัญในการนึ่งนั้นแทบจะไม่ต้องเติมน้ำมันลงไปในการนึ่งเลย ทำให้การนึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เคล็ดลับที่สำคัญสำหรับการนึ่งอาหารให้รสชาติดีนั้น วัตถุดิบที่ใช้จะต้องสดมากๆ การนึ่งอาหารโดยทั่วไปจะต้องมีจานที่สามารถทนความร้อน (ทำจากเซรามิก, แก้ว, กระเบื้องก็ได้ ไม่แนะนำให้ใช้จานที่ทำจากพลาสติกหรือเมลามีน) และต้องมีซึ้ง (Steamer) โดยใส่น้ำต้มให้เดือดและนำอาหารที่ต้องการนึ่งวางบนจานทนความร้อนและใส่เข้าไปในซึ้ง และปิดฝาให้สนิท
      การปรุงอาหารด้วยวิธีการทอด 
     การปรุงอาหารด้วยวิธีการทอด ( DEEP FRYING ) : วิธีการทอดนั้นจะทำให้อาหารสุกโดยการใส่เนื้อสัตว์หรือผักลงไปในน้ำมันที่ตั้งจนร้อน ปริมาณน้ำมันที่ใส่จะต้องมากพอที่จะท่วมอาหารที่จะนำไปทอด การทอดนั้นนิยมทอดในกระทะแบบหลุมหรือกระทะชนิดแบนก็ได้ อุณหภูมิของน้ำมันที่ใช้ในการทอดเป็นปัจจัยที่สำคัญมากในการปรุงอาหาร ถ้าน้ำมันไม่ร้อน เมื่อใส่อาหารลงไปทอด จะส่งผลให้อาหารอมน้ำมันและไม่น่ารับประทาน ขณะเดียวกันถ้าอุณหภูมิน้ำมันสูงเกินไป อาหารที่นำไปทอดก็จะไหม้ อุณหภูมิน้ำมันที่เหมาะสำหรับการทอดอยู่ที่ 180 องศาเซลเซียส (หรือประมาณ 350 องศาฟาเรนไฮต์) เมื่อทอดเสร็จแล้วควรสะเด็ดน้ำมันออกจากอาหารที่ทอด ตะแกรงลวดโลหะเป็นที่นิยมใช้ในการสะเด็ดน้ำมัน นอกจากนั้นกระดาษซับน้ำมันก็สามารถใช้ดูดซับน้ำมันออกจากอาหารที่ทอดได้ อาหารที่ผ่านการสะเด็ดน้ำมันเป็นอย่างดีจะช่วยคงความกรอบให้ยาวนานขึ้นอีกด้วย
      การปรุงอาหารด้วยวิธีการย่าง
     การปรุงอาหารด้วยวิธีการย่าง ( GRILLING ) : การปรุงอาหารด้วยวิธีการย่างนั้น จะนำอาหารที่ต้องการปรุงให้สุก วางไว้บนไฟหรือความร้อน ซึ่งอาจเป็นเตาถ่าน, เตาไฟฟ้า บางครั้งอาจใช้เตาอบ หรือตั้งกระทะไว้บนไฟในการย่างอาหารก็ได้ ในการย่างอาหารไทยนั้น อาหารอาจถูกย่างโดยตรงกับไฟ หรืออาจห่อด้วย ใบไม้หรือฟลอยส์อลูมิเนียม สำหรับใบไม้ที่นิยมใช้นั้นก็มีใบตอง และใบเตย ซึ่งอาหารที่ห่อและนำไปย่างจะมีกลิ่นหอม ชวนน่ารับประทาน การย่างที่ถูกต้องนั้น จะต้องมีการกระจายความร้อนให้ทั่วอาหารเพื่อไม่ให้อาหารไหม้ ดังนั้นการกลับหน้าอาหารจึงมีความจำเป็น เคล็ดลับการย่างเนื้อสัตว์ให้อร่อยต้องย่างให้ผิวภายนอกให้สุก และพยายามให้เนื้อภายในเกือบสุก ด้วยวิธีนี้จะได้เนื้อที่นุ่ม ไม่หยาบกระด้าง และน่าทานเป็นอย่างมากการปรุงอาหารด้วยวิธีการยำ ( SALADS ) : อาหารที่ปรุงด้วยวิธีการยำนั้น จำเป็นต้องเน้นรสชาติที่จัด และ เน้นเครื่องปรุง วัตถุดิบที่สดมากๆ รสชาติอาหารยำจะเป็นการผสมผสานกันของรสเปรี้ยว, รสเค็ม และรสเผ็ดร้อนของพริก ขณะที่การเพิ่มรสหวานนิดหน่อยจะช่วยทำให้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น สำหรับรสชาติของอาหารยำนั้นสามารถปรับได้ตามประเภทของอาหาร ในขั้นตอนการยำ วัตถุดิบต่างๆจะถูกหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ และนำไปลวกน้ำร้อนอย่างรวดเร็ว ในการคลุกวัตถุดิบและเครื่องปรุงเข้าด้วยกัน ต้องทำอย่างระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นอาหารจะเละ ไม่น่ารับประทาน เมื่อยำอาหารเสร็จแล้ว ต้องรีบเสิรฟทันที อาหารที่ยำเสร็จแล้วปล่อยทิ้งๆไว้นานๆรสชาติของอาหารจะไม่อร่อย เนื่องจากวัตถุดิบที่อยู่ในอาหารจะดูดน้ำยำไปจนหมด ทำให้เสียรสชาติเดิมที่ยำเสร็จใหม่ๆ

สมุนไพรไทย

posted Dec 16, 2012, 11:37 PM by ชัยวุฒิ บุญประดิษฐ์

          "สมุนไพรไทย"

        "สมุนไพรไทย"
     "สมุนไพรไทย"ที่ไว้ใช้ประกอบอาหารพร้อมสรรพคุณที่น่ารู้อาหารไทยมีลักษณะโดดเด่นเป็นพิเศษในเรื่องการผสมผสานทางคุณค่าอาหารและสรรพคุณทางยาเพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพสูงสุดทั้งในแง่การป้องกันและการบำรุงรักษา ในปัจจุจบันอาหารไทยกำลังได้รับความนิยมระดับนานาชาติ มีร้านอาหารไทยจำนวนมากเปิดในเมืองใหญ่ต่างประเทศ เช่น ลอสแอนเจลลิสและนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกา กรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษและเมืองต่างๆ อีกมากมาย
      กรรมวิธีในการจัดเตรียม ประกอบ ตกแต่งอาหารไทยให้อร่อยต้องเริ่มต้นด้วยความพิถีพิถันในการเลือกซื้อเครื่องปรุงที่สดใหม่ จัดเก็บเพื่อรอนำไปประกอบอาหารด้วยวิธีที่ถูกต้อง วัตถุดิบในส่วนของพืชผักและสมุนไพรที่ใช้ในการทำอาหารไทยมีหลากหลายประเภทและพืชผักสมุนไพรที่ใช้ในการปรุงอาหารซึ่งพืชผักและสมุนไพรไทยที่เป็นเครื่องปรุงหลักๆ มีดังต่อไปนี้

  ใบกระเพรา
ประเภท: ไว้ประกอบอาหาร
สรรพคุณทางยา: ใบสดมีน้ำมันหอมระเหยเป็นยาแก้ขับลม ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง บำรุงธาตุ ขับผายลม แก้อาการจุกเสียดในท้อง นอกยังมีฤทธิ์ลดไขมัน ลดน้ำตาล ลดความเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดอุดตันและความดันโลหิตสูง
ไม่เฉพาะแต่คนไทยเท่านั้นที่รู้จักรับประทานใบกะเพราเป็นอาหารและยา ชาวเอเชียทุกชาติก็รู้จักใบกะเพราและบางชาติก็รู้จักใช้ประโยชน์จากใบกระเพราด้วย อย่างเช่นชาวอินเดียที่บูชาใบกระเพราเป็นใบไม้ศักดิ์สิทธิ์ตั้งชื่อให้ว่า โฮลลี่ เบซิลและยังใช้สมุนไพรตัวนี้ปรุงอาหารประจำวัน ซึ่งก็ไม่ต่างกับคนไทยที่อาศัยกลิ่นและรสของใบกระเพราดับกลิ่นคาวและชูรส


    อบเชย
ประเภท: ไว้ปรุงรสอาหาร
สรรพคุณทางยา: แก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ขับลม ทำให้ท้องเป็นปกติดี ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้ท้องร่วง ขับปัสสาวะ ย่อยไขมัน แก้อ่อนเพลีย มีสารต้านแบคทีเรียและสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยเบาหวาน
นิยมใช้อบเชยในการทำเครื่องแกงเช่น พริกแกงกระหรี่ประเภทผัด ใช้เป็นไส้กระหรี่ปั๊ปหรือใช้ร่วมกับโป๊ยกั้กในอาหารคาวประเภทต้มเช่น พะโล้และเนื้อตุ๋น ส่วนในประเทศแถบตะวันตก มักใส่อบเชยในของหวาน เช่น ซินนามอนโรลล์ ใช้ผงอบเชยละเอียดโรยหน้ากาแฟใส่นมและนอกจากนี้ยังมีลูกอม หมากฝรั่งและยาสีฟันรสอบเชยอีกด้วย


      พริกขี้หนู
ประเภท: ไว้ปรุงรสอาหาร
สรรพคุณทางยา: บรรเทาอาการไข้หวัดและการหายใจสะดวกสบายยิ่งขึ้น ลดการอุดตันของหลอดเลือด ลดปริมาณสารโคเลสเตอรอล บรรเทาอาการเจ็บปวด
พริกขี้หนูโดยปกติผลมักชี้ขึ้น มีลักษณะทั้งแบนๆ กลมยาวจนถึงพองอ้วนสั้น ขนาดของผลมีตั้งแต่ขนาดผลเล็กไปจนกระทั่งมีผลขนาดใหญ่ ผลแก่มีรสเผ็ดจัด ในการนำมาประกอบอาหารสามารถใช้ได้ทั้งในรูปพริกสด พริกแห้ง พริกป่นหรือนำมาดองกับน้ำส้ม พริกเป็นส่วนประกอบหลักของน้ำพริกแกง ใช้ปรุงรสอาหารให้มีรสเผ็ดตามต้องการในอาหารไทยทุกประเภท

   พริกชี้ฟ้า
ประเภท: ไว้ปรุงรสอาหาร
สรรพคุณทางยา: พริกชี้ฟ้าทำให้เจริญาอาหาร ช่วยระบบย่อยอาหารให้ดีขึ้น แก้หวัด ขับลม ช่วยสูบฉีดโลหิต บำรุงธาตุ และยังมีวิตามินเอสูง ซึ่งเป็นสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระอันก่อให้เกิดโรคมะเร็ง
พริกชี้ฟ้ามีผลรูปทรงกระบอกยาวมีลักษณะเป็นกระเปาะปลายเรียวแหลม มักโค้งงอ ยาว 6-9 เซนติเมตร ผิวเป็นมันสีเขียว เมื่อผลแก่สุกจะเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นแดงหรือเหลือง ผลพริกมีความเผ็ดแตกต่างกันไป บางพันธุ์เผ็ดจัด บางพันธุ์ไม่เผ็ดเลย ใช้ประกอบอาหารได้หลายชนิดหรือใช้ปรุงแต่งให้อาหารมีสีสันสวยงามมากขึ้น


    ส้มซ่า
ประเภท: ไว้ปรุงรสอาหาร
สรรพคุณทางยา: ผิวลูก รสปร่า หอม ใช้ทำยาหอมแก้ลมวิงเวียน หน้ามืดตาลาย แก้ท้องขึ้น อืดเฟ้อ น้ำในลูกรสเปรี้ยวอมหวาน กัดฟอกเสมหะ แก้ไอ ฟอกโลหิตใบส้มซ่าและรักษาโรคผิวหนัง
ส้มซ่าเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ผลโตกว่าผลมะกรูดเล็กน้อยคล้ายส้มจุก ผิวหยาบขรุขระค่อนข้างหนา เปลือกผลมีกลิ่นหอม นิยมนำไปหั่นเป็นฝอยๆ ใส่หมูแนม ปลาแนมและหมี่กรอบ เพิ่มกลิ่นหอมทำให้ชวนรับประทานยิ่งขึ้น น้ำขนมจีนที่เป็น "น้ำพริก" เมือนำผลส้มซ๋าแก่จัดผ่าครึ่งผลใส่ลงไปจะช่วยให้มีกลิ่นหอมและช่วยเพิ่มรสชาติในการรับประทาน


  กานพลู
ประเภท: ไว้ประกอบอาหาร
สรรพคุณทางยา: เปลือกต้น แก้ปวดท้อง แก้ลม คุมธาตุ ใบ แก้ปวดมวนดอกตูม รับประทานขับลม ใช้แต่งกลิ่น ดอกกานพลูแห้งมีกลิ่นหอมจัดมีน้ำมันหอมระเหยมาก รสเผ็ด ช่วยขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อและปวดท้อง
กานพลูเป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมเฉพาะ ส่วนที่นำมาใช้ได้แก่ เปลือกต้น ใบ ดอกตูม ผล น้ำมันหอมระเหย วิธีใช้ในการประกอบอาหารแกะเอาเกสรออกก่อน จึงคั่วเพื่อให้มีกลิ่นหอมและมีรสเผ็ด ถ้าใส่ในพริกแกงต้องนำไปป่นก่อนเช่น แกงมัสมั่น แกงบุ่มไบ๋ เป็นต้น หรือจะใช้ทั้งดอกก็ได้ เช่น ใส่ในต้มเนื้อ ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงได้หลายชนิด


  ผักชี
ประเภท: ไว้ประกอบอาหาร
สรรพคุณทางยา: ช่วยให้ผื่นหัดออกเร็วขึ้น แก้เด็กเป็นผื่นแดงไฟลามทุ่งผล - แก้บิด ถ่ายเป็นเลือด ถ่ายเป็นมูก แก้ริดสีดวงทวาร มีเลือดออก แก้ท้องอืดเฟ้อ เมล็ด - แก้ปวดฟัน ปากเจ็บ
ผักชีเป็นพืชล้มลุก สามารถใช้ทุกส่วนบริโภค ลำต้นมีสีเขียวเข้มและใบมีขนาดเล็ก สามารถนำมาประกอบอาหารหรือกินสดๆ ก็ได้ นอกจากจะใช้ในการตกแต่งอาหารสวยงามแล้วผักชียังช่วยดับความคาวของอาหารได้หลากหลายชนิด


   ยี่หร่า
ประเภท: ไว้ประกอบอาหาร
สรรพคุณทางยา: ขับเสมหะ แก้นิ่ว ขับระดูขาว ช่วยย่อย แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยให้เจริญอาหาร หญิงหลังคลอดกินจะช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำนม
ยี่หร่าหรือเป็นพืชตระกูลกระเพรา อาหารไทยใช้ยี่หร่าในการปรุงแต่งกลิ่นอาหาร ยี่หร่าเม็ดเล็กจะมีกลิ่นหอมกว่าเม็ดใหญ่ รสเผ็ดร้อนและขม วิธีใช้ในการประกอบอาหารก่อนใช้ต้องคั่วเมล็ดแก่ผ่านการตากแห้ง ทุบหรือโขลกหมักเนื้อสัตว์ดับกลิ่นคาว ให้กลิ่นหอมผสมกับเครื่องแกงเช่น แกงเผ็ด แกงกะหรี่ แกงเขียวหวาน พะแนง หรือใช้แต่งกลิ่นขนมปังหรือเค้ก


   ข่า
ประเภท: ไว้ประกอบอาหาร
สรรพคุณทางยา: ช่วยขับโลหะและน้ำเหลือง ใช้ขับลมในลำไส้ด้วย เนื้อไม้ใช้ปรุงกับสะค้านและต้นดาวเรือง นำมารับประทานรักษาฝีลมและใช้ปรุงเป็นยาหอมลม รักษาท้องขึ้นอืดเฟ้อจุกเสียดและเป็นยาบำรุงธาตุด้วย
ข่าเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นลงหัวอยู่ใต้ดิน ลักษณะภายนอกของลำต้นมีข้อและปล้องเห็นได้ชัดเจน ส่วนที่นำมาใช้ในการประกอบอาหารเป็นเหง้า ดอกและหน่ออ่อน อาหารไทยใช้ข่าเป็นเครื่องเทศแต่งกลิ่นอาหารและดับกลิ่นคาวพวกเนื้อสัตว์ต่างๆ เช่น ต้มยำปลา ข้าวต้มปลา ต้มข่าไก่เป็นต้น เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงต่างๆ ดอกและลำต้นอ่อนใช้รับประทาน


  กระเทียม
ประเภท: ไว้ปรุงรสอาหาร
สรรพคุณทางยา: ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ความดันโลหิตสูงและปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด รักษาโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้ นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันโรคหวัดได้อีกด้วย
ส่วนที่ใช้อยู่ในหัวหรือกลีบ หัวใช้สดหรือแห้งก็ได้ กระเทียมนำมาประกอบอาหารหรือใช้ดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์และเพิ่มรสชาติให้ักับอาหารประเภทผัดต่างๆ ทั้งยังใช้กระเทียมเจียวโรยหน้าตกแต่งอาหารหรือใช้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในเครื่องแกงชนิดต่างๆ นอกจากนี้ใบและหัวกระเทียมสดยังเป็นผักใช้รับประทาน รวมถึงสามารถนำไปทำกระเทียมดองด้วย


  ขิง
ประเภท: ไว้ประกอบอาหาร
สรรพคุณทางยา: ขิงมีฤทธิ์อุ่น ช่วยขับเหงื่อ ไล่ความเย็น ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยให้เจริญอาหารและทำให้ร่างกายอบอุ่น ในทางยานิยมใช้ขิงแก่ เพราะขิงยิ่งแก่จะยิ่งเผ็ดร้อนและจะมีใยอาหารมาก
ขิงมีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีนวลมีกลิ่นหอมเฉพาะ ส่วนที่ใช้นำมาประกอบอาหารได้แก่เหง้า หน่ออ่อน เนื้ออ่อนในลำต้นและช่อดอกอ่อน ขิงเป็นเครื่องเทศที่ใช้ในการแต่งกลิ่นอาหาร เพิ่มรสชาติและดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์และยังมีสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายมากมายทั้งโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียมและวิตามินเอ


  กระชาย
ประเภท: ไว้ประกอบอาหาร
สรรพคุณทางยา: กระชายมีรสเผ็ดร้อน สารสำคัญในรากและเหง้ากระชายมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ในลำไส้ช่วยเจริญอาหารและแก้โรคในช่องปากและเป็นยาอายุวัฒนะ
กระชายเป็นพืชล้มลุกมีเหง้าหรือลำต้นอยู่ใต้ดิน ซึ่งมีลักษณะเรียว ยาวอวบน้ำ ตรงกลางเหง้าจะพองคล้ายกระสวย ออกเกาะกลุ่มกันเป็นกระจุกเนื้อข้างในเป็นสีเหลืองมีกลิ่นหอม ส่วนที่ใช้ในการประกอบอาหารคือเหง้าและรากเป็นส่วนผสมของเครื่องแกงขนมจีนน้ำยา ใช้เพื่อดับกลิ่นคาวเนื้อและปลา เช่น ผัดเผ็ดปลาดุก แกงเผ็ดเนื้อ หลนปลาร้าเป็นต้น


  ผลและใบมะกรูด
ประเภท: ไว้ประกอบอาหาร
สรรพคุณทางยา: ช่วยบำรุงหัวใจ ระบบการไหลเวียนของโลหิต แก้ไอ ลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ แก้ช้ำใน อาการเกร็ง แก้ฝีภายในและขับเสมหะ
ใบและผิวมะกรูดเป็นเครื่องเทศผสมใน เครื่องแกงหลายชนิดของแกงเผ็ดและผัดเผ็ด น้ำมะกรูดมีรสเปรี้ยวใช้ปรุงอาหารดับกลิ่นคาว นิยมใส่น้ำมะกรูดในปลาร้าหลน แกงส้ม แกงเทโพ ใบมะกรูดโดยการฉีกหรือหั่นฝอยเพื่อกลบคาวหรือแต่งกลิ่นในแกงเผ็ด ผัดเผ็ด ฉู่ฉี่ปลา แกงต้มส้ม ต้มยำ ห่อหมก ทอดมันและใช้โรยหน้าอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วเพื่อแต่งกลิ่น


  มะนาว
ประเภท: ไว้ปรุงรสอาหาร
สรรพคุณทางยา: แก้ไอ ขับเสมหะ รักษาท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้โรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม แก้อาเจียน เมาเหล้า ขจัดคราบบุหรี่และบำรุงสายตา
มะนาวเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งมีรสเปรี้่ยวจัดอยู่ในสกุลส้ม นับเป็นผลไม้ที่มีคุณค่า น้ำมะนาวใช้เป็นเครื่องปรุงรสอาหารให้เปรี้ยว ใส่ในต้มยำ ส้มตำ พล่า ยำ น้ำพริกชนิดต่งๆ เช่น น้ำพริกกะปิ ปลากหมึกนึ่งมะนาวและใช้ผสมน้ำเป็นเครื่องดื่ม


  ตะใคร้
ประเภท: ไว้ประกอบอาหาร
สรรพคุณทางยา: ขับเสมหะ แก้ไอ เลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม นอกจากนี้ยังช่วยแก้อาการปวดศีรษะ แก้อาเจียน เมาเหล้า ขจัดคราบบุหรี่ บำรุงตาและบำรุงผิว
ตะไคร้เป็นพืชที่เจริญเติบโตง่าย มีทรงพุ่มสูงประมาณ 1 เมตร สามารถนำมาใช้ได้ทั้งต้นทั้งในส่วนของลำต้น หัว ใบและราก สามารใช้ปรุงอาหารได้หลายอย่าง อีกทั้งยังนิยมนำมาต้มเป็นน้ำดื่มช่วยให้เจริญอาหาร มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยเพิ่มเกลือแร่ที่จำเป็นหลายชนิดเช่นแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็กและวิตามินเอ


  ใบสาระแหน่
ประเภท: ไว้ประกอบอาหาร
สรรพคุณทางยา: แก้อาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับลมในกระเพาะก้อาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อและช่วยขับลมในกระเพาะ น้ำมันสาระแหน่ช่วยขจัดลมร้อน ถอนพิษไข้ ใช้ผสมยาหรือยาอมเพื่อให้เย็นชุ่มคอ
ส่วนที่นำมาใช้เป็นใบสดและลำต้น ใช้รับประทานเป็นผักสดเป็นเครื่้องเคียงแกล้มกับน้ำพริก พล่า ยำ ช่วยดับกลิ่นคาวและช่วยให้อาหารมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน สาระแหน่มักใช้เป็นส่วนผสมในการทำไอศกรีมและชาสมุนไพรทั้งร้อนและเย็น มักผสมในอาหารกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ


  ลูกจันทน์เทศ
ประเภท: ไว้ประกอบอาหาร
สรรพคุณทางยา: แก้การอักเสบของทางเดินปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ ใช้เป็นยาขับลม ในอินเดียนำไปผสม เป็นยารับประทานแก้ปวดหัว เป็นไข้หรือทำให้ลมหายใจมีกลิ่นสะอาดและแก้อาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารลูกจันทน์เทศและดอกจันท์เป็นเครื่งอยาที่ใช้มากในยาไทยและเป็นเครื่องเทศที่รู้จักกันทั่วโลก มีรสเผ็ดร้อน กลิ่นหอมเฉพาะ เนื้อมีรสเปรี้ยวฝาดเล็กน้อย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน เนื้อผลคือส่วนของเมล็ดมีสีน้ำตาลเข้ม ดอกคือส่วนขอเยื่อหุ้มมีสีแดงเข้ม ใช้เป็นเครื่องปรุงแต่งอาหารคาวหวานหลายชนิดเช่น ขนมปัง เนื้อตุ๋นต่างๆ แกงมัสมั่นเป็นต้น


    ใบเตย
ประเภท: ไว้ประกอบอาหาร
สรรพคุณทางยา: บำรุงหัวใจช่วยลดการกระหายน้ำ ลดน้ำตาลในเลือดและนอกจากนี้ยังแก้โรคเบาหวานอีกด้วย มีลักษณะใบยาวเรียว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบผิวใบเป็นมัน สามารถนำมาใช้ในส่วนของลำต้น รากและใบสด เป็นพืชที่รู้จักกันดีของคนไทยสามารถนำไปใช้ประโชบน์ได้สารพัดอย่าง นำมาปรุงอาหารประเภทคาวหวานและเครื่องดื่ม ช่วยดับกลิ่นคาวเพิ่มกลิ่นหอมของอาหารให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น ใบเตยหอมจะให้ทั้งสีและกลิ่น สีที่ได้จากใบเตยคือสีเขียว


   พริกไทย
ประเภท: ไว้ประกอบอาหาร
สรรพคุณทางยา: พริกไทยนั้นมีประโยชน์หลายอย่างเช่น รักษาโรคหลอดเลือดอักเสบเรื้อรัง อาการอ่อนเพลีย โรคผิวหนังหรือแม้กระทั้งระบบย่อยอาหารของเด็กเล็กอีกด้วย
เป็นเครื่องเทศที่ให้รสเผ็ดร้อน สามารถนำมาทำพริกไทยแห้งเป็นเครื่องปรุงสำหรับอาหาร หากนำมาทำให้แห้งทั้งเปลือกจะได้พริกไทยดำ เนื่องจากผงของเปลือกเป็นสีดำปนอยู่ ส่วนพริกไทยขาวได้จากการลอกเปลือกออก พริกไทยเป็นส่วนผสมในเครื่องแกงทุกชนิด คนไทยใช้พริกไทยสดในการประกอบอาหาร เช่น แกงเผ็ด แกงป่า ผัดเผ็ดเป็นต้น


  งา
ประเภท: ไว้ประกอบอาหาร
สรรพคุณทางยา: มีโปรตีน ที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย คือ กรดอะมิโนเมธิโอนีน งานั้นมีแคลเซียมมากว่านมวัวถึง 6 เท่าแก้โรคปัสสาวะอุตตัน ไอแห้งและกระตุ้นการงอกของเส้นผม
งาเป็นพืชล้มลุก เมล็ดเล็กๆ สีขาวหรือสีดำ มีประโยชน์ต่อร่างกายให้คุณค่าทางโภชนาการสูงอุดมด้วยวิตามินบี ใช้เป็นอาหารและเครื่องเทศ สามารถบีบเอาน้ำมันได้ กลิ่นและรสของเมล็ดงาคล้ายกับถั่ว สามารถนำไปประกอบอาหารได้ทุกประเภทหรือดับกลิ่นครวปลาและอาหารทะเล น้ำมันงาใช้ทำน้ำสลัดเพื่อสุขภาพหรือเป็นน้ำมันปรุงอาหาร


  หอมแดง
ประเภท: ไว้ประกอบอาหาร
สรรพคุณทางยา: หัวหอม มีรสฉุน ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ช่วยย่อยและเจริญอาหาร แก้บวมน้ำ แก้อาการอักเสบต่าง ๆ ขับพยาธิและช่วยให้ร่างกายอบอุ่น
หอม แดงช่วยดับกลิ่นคาวและเพิ่มรสชาติ เป็นส่วนประกอบสำคัญในเครื่องแกงทุกชนิด ใช้ในอาหารประเภทแกงเผ็ด ต้มโคล้ง แกงเลียง ต้มยำ อาหารประเภทหลน อาหารประเภทยำ ลาบ น้ำพริกต่างๆ อาจาด เมี่ยง เครื่องเคียงของข้าวซอย ใช้ในขนมหวาน เช่นขนมหม้อแกง ใช้หอมแดงซอย เจียวให้เหลืองโรยหน้า ต้นและใบใช้เป็นผักสดสำหรับเป็นเครื่องเคียง


  ต้นหอม
ประเภท: ไว้ประกอบอาหาร
สรรพคุณทางยา: ช่วยในการขับเหงื่อและบพรุงหัวใจ ถ้ากินสดๆ อย่างต่อเนื่องสามารถลดไขมันในเส้นเลือดได้ ถ้านำต้นหอม 5-6 ก้าน ต้มกับขิง 2 แว่น กรองน้ำดื่ม ขับเหงื่อและลดไข้
ต้นหอมเป็นพืชตะกูลเดียวกับกระเทียม มีหัวสีขาวหรือสีขาวปนม่วงอยู่ใต้ดิน สามารถนำมารับปะรทานได้ทุกส่วนทั้งใบ ดอกและหัว มีกลิ่นฉุนและรสซ่านิยมนำมารับประทานเป็นผักเคียงกับอาหารชนิดอื่นๆ เช่น ขาวหมูแดง ส่วนใบใช้โรยหน้าอาหารและใส่ในต้ม ผัด ยำ หรือแกงต่างๆ รวมถึงสามารถนำไปดองด้วย


   ขมิ้น
ประเภท: ไว้ประกอบอาหาร
สรรพคุณทางยา:เป็นยาลดกรด ขับลมแก้ปวดท้อง แก้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อทำให้การบีบตัวของลำไส้ลดลลง ใช้เป็นยาเจริญอาหาร ขับน้ำเหลืองและช้รักษารอบเดือนไม่ปกติ
มีลักษณะเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อเป็นสีเหลือง เหลืองเข้มจนสีแดงจัด มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว นำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งสดและแห้ง เหง้าแห้งนิยมป่นเป็นผง ใช้ประกอบอาหารได้หลากหลายชนิดใช้ปรุงแต่งกลิ่นและรสในอาหาร โดยเฉพาะอาหารทางภาคใต้เช่นแกงเหลือง แกงไตปลา แกงกะหรี่ ไก่ทอดขมิ้นเป็นต้น
ที่มา

มารยาทการรับประทานอาหาร

posted Dec 16, 2012, 11:25 PM by ชัยวุฒิ บุญประดิษฐ์   [ updated Dec 16, 2012, 11:50 PM ]

                          
"มารยาทการรับประทานอาหาร"

ปกติแล้วเราจะเคยได้ยินแต่การเปิดสอนมารยาทบนโต๊ะอาหารแบบตะวันตกกัน เพื่อที่จะได้ไม่เขินหรือทำผิดๆ ถูกๆ แต่ก็ไม่ได้สอนมารยาทไทยบนโต๊ะอาหารเหมือนกับฝรั่งบ้าง ซึ่งคนไทยก็มีวิธีการกินโดยใช้ช้อน และส้อมเช่นกัน

ช้อนและส้อมเรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือสำหรับการกินของคนไทยแล้ว การจัดโต๊ะอาหารแบบไทยจึงมีช้อนกับส้อมจะวางคู่กันทางขวามือของจาน โดยส้อมจะอยู่ซ้าย และช้อนจะอยู่มือขวา หรือจะวางสลับกันเพื่อคนที่ถนัดซ้ายก็ได้ ซึ่งการใช้ช้อนส้อมของคนไทยนั้นมีธรรมเนียมแตกต่างจากพวกยุโรปและอเมริกาตรงที่คนไทยจะใช้ช้อนในการตักข้าวเข้าปาก แต่สำหรับคนยุโรปจะใช้ส้อมตักข้าวแทน ซึ่งตรงนี้ดูแล้วรู้สึกว่าจะไม่เหมาะเพราะข้าวของไทยเราร่วนไม่เกาะติดกันเป็นก้อนแบบข้าวจีนหรือญี่ปุ่นที่เหมาะกับการใช้ตะเกียบคีบหรือการพุ้ยใส่ปาก

การเสริฟอาหารแบบไทยจะมี 2 ลักษณคือ แบบแรกจะเป็นการจัดสำรับเฉพาะคน โดยต่างคนต่างมีชุดของตนเอง ไม่เกี่ยวกับใคร เพราะสมัยโบราณคนไทยมีครอบครัวใหญ่ มีคนเยอะ ลูกเยอะ ครัวเลยต้องใหญ่ตามไปด้วย แต่จะให้กินกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาคงจะยาก ในครัวเลยจัดสำรับส่งไปให้ตามที่พักของแต่ละคน เมื่อรับประทานเสร็จก็เก็บมา

ลักษณะที่สอง จะเป็นแบบนั่งล้อมวงกัน โดยมีกับข้าวอยู่กลางโต๊ะ คนรับประทานจะมีจานข้าวของใครของมัน แต่กับข้าวนั้นจะตักใส่จานจนครบแล้วลงมือกิน แต่คนไทยเป็นชาติที่กินข้าวทีละคำ โดยมีการจัดวางกับข้าวที่ต้องการจะกินลงบนข้าวแล้วใช้ช้อนตักข้าวและกับนั้นด้วยปริมาณที่พอเหมาะ โดยมี “ส้อม” เป็นตัวช่วยเขี่ย แต่งให้ข้าวและกับที่ต้องการอยู่ในช้อนพอคำก่อนจะส่งเข้าปาก

การจับช้อนส้อม ก็ไม่ต้องกำให้แน่นมาก การจับด้วยนิ้วโป้งและนิ้วชี้เป็นหลัก โดยมีนิ้วที่เหลือเป็นตัวรองรับน้ำหนักช้อน โดยข้อศอกจะไม่ยกขึ้นมาวางบนโต๊ะซึ่งจะเหมือนกับมารยาทบนโต๊ะอาหารหลายๆ ชาติ

  เมื่อต้องการตักอาหารมาใส่จานตนเองจะใช้ช้อนกลางตัก ไม่ใช้ช้อนของตนตัก หรือถ้ามีแกงจืดที่ต้องการซดน้ำ ก็จะใช้ถ้วยแบ่งเล็กๆ ถ้าไม่มีก็ให้ใช้ช้อนกลางตักมาใส่ช้อนตัวเอง และที่สำคัญเวลาซดน้ำแกงต้องไม่มีเสียงดัง การเคี้ยวก็จะปิดปาก ไม่เคี้ยวอาหารให้มีเสียงดังแจ๊บๆ หรือพูดคุยขณะอาหารอยู่ในปาก หรืออ้าปากโดยที่ผู้อื่นมองเห็นอาหารในปาก การคายก้างหรือเศษอาหารในปาก จะคายลงช้อนก่อน แล้วนำวางไว้ที่ขอบจาน หากมีเศษอาหารที่ไม่ต้องการรับประทานหลงเหลืออยู่ในจานเมื่อรับประทานเสร็จก็ใช้ช้อนส้อมกวาดมากองไว้รวมกัน

  เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วก็จบด้วยการรวบช้อนและส้อมเข้าหากัน โดยวางคู่กันในจานคล้ายเลขสิบเอ็ด ซึ่งจะหมายถึงเรารับประทานเสร็จแล้ว ถ้าหากไปงานเลี้ยงแล้วพนักงานเสริฟคอยตักข้าวเติมให้ตลอด ทั้งๆที่อิ่มแล้ว ก็มองดูในจานข้าวว่าช้อนส้อมว่างยังไ

ที่มา : http://gotoknow.org

"วัฒนธรรมอาหารการกินของคนไทย"

posted Dec 16, 2012, 11:15 PM by ชัยวุฒิ บุญประดิษฐ์

              "วัฒนธรรมอาหารการกินของคนไทย"
   "วัฒนธรรมอาหารการกินของคนไทย"
  สภาพทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำลำคลองหลายสายไหลผ่าน จึงเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวชั้นเลิศแห่งหนึ่งของโลก ชีวิตคนไทยในอดีตล้วนผูกพันกับสายน้ำ อีกทั้งยังมี ชายฝั่งทะเลเหยียดยาวทั้งด้านอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน อันเป็นแหล่งอาหารประเภทปลานานาชนิด ซึ่งเป็นที่มาของคำพังเพยเปรียบเปรยถึงความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารการกินของไทยว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" 
 
  เมื่อสังคมไทยเริ่มติดต่อกับต่างประเทศ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ รวมทั้งด้านอาหารการกิน โดยได้รับรูปแบบอาหารบางชนิดมาปรับปรุง ดัดแปลงเป็นรสชาติแบบไทย ทำให้เกิดตำรับอาหารใหม่ ๆ มากมาย กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศใน แต่ละภาคของประเทศไทยมีความแตกต่างทางสภาพแวดล้อมและภูมิภาค รวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น     ดังนั้น อาหารการกินของคนแต่ละภาคจึงต่างกันไปตามแต่วัตถุดิบที่หาง่ายที่นั้นๆ ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

       ภาคกลาง
    คนไทยภาคกลางนิยมรับประทานข้าวเจ้า เป็นอาหารหลัก  มีกับข้าวหลายอย่างในแต่ละมื้อ โดยทั่วไปจะรับประทานอาหารที่มีรสกลมกล่อม ออกหวานนำเล็กน้อย วิธีปรุงซับซ้อน มีการตกแต่งจานอาหารให้สวยงามน่ารับประทาน อย่างเช่น น้ำพริกลงเรือ ซึ่งเป็นการนำน้ำพริกกะปิมาผัดให้แห้งจัดอย่างสวยงามแล้วรับประทานร่วมกับ เครื่องเคียงต่างๆ เช่น หมูหวาน ไข่เค็ม ปลาดุกฟู เป็นต้น

       ภาคเหนือ

           อาหาร ของภาคเหนือ ประกอบด้วยข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก มีน้ำพริกชนิดต่าง ๆ เช่น  น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง มีแกงหลายชนิด เช่น แกงโฮะ แกงแค นอกจากนั้นยังมีแหนม ไส้อั่ว แคบหมู  และผักต่าง ๆ สภาพอากาศก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้อาหารพื้นบ้านภาคเหนือแตกต่างจากภาคอื่น ๆ  นั่นคือ การที่อากาศหนาวเย็นเป็นเหตุผลให้อาหารส่วนใหญ่มีไขมันมาก เช่น น้ำพริกอ่อง แกงฮังเล ไส้อั่ว เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่น อีกทั้งการที่อาศัยอยู่ในหุบเขาและบนที่สูงอยู่ใกล้กับป่า จึงนิยมนำพืชพันธุ์ในป่ามาปรุงเป็นอาหาร เช่น ผักแค บอน หยวกกล้วย ผักหวาน ทำให้เกิดอาหารพื้นบ้าน ชื่อต่าง ๆ เช่น แกงแค แกงหยวกกล้วย แกงบอน อาหารพื้นบ้านภาคเหนือมีความพิเศษตรงที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมการกินจาก หลายกลุ่มชน เช่น ไทใหญ่ จีนฮ่อ ไทลื้อ และคนพื้นเมือง

       ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
    ภูมิประเทศส่วนใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  อยู่ห่างไกลทะเลค่อนข้างแห้งแล้ง   คนอีสานรับประทานข้าวเหนียวเป็นหลัก รับประทานพืชผักที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ส่วนเนื้อสัตว์ต่างๆ นั้นได้มาจากสัตว์ซึ่งชาวบ้านเลี้ยงไว้เองในครัวเรือน รสชาติของอาหารค่อนข้างจัด ไม่นิยมอาหารที่มีรสหวาน  รสเปรี้ยวเกินไป ประกอบอาหารด้วยการปิ้งมากกว่าการทอด นอกจากสะดวกแล้วยังไม่ต้องมีอุปกรณ์มากมาย  นอกจากนี้ยังรับประทานแมลงต่างๆ เช่น มดแดง  ตั๊กแตน ดักแด้ แมงกุดจี่ ฯลฯ ที่สามารถหาได้ทั่วไปในธรรมชาติอีกด้วย

        ภาคใต้
         เป็นภาคที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลมากที่สุดลักษณะ ภูมิประเทศ   เป็นแหลมที่ยื่นลงไปในทะเลผู้คนที่อาศัยในดินแดนแถบนี้จึงนิยมทำการประมง เพราะมีทรัพยากรในท้องทะเลมากมาย เมื่ออาศัยอยู่ชายทะเลอาชีพเกี่ยวข้องกับทะเล    อาหารหลักในการดำรงชีวิตจึงเป็นอาหารทะเล  รสชาติของอาหารมีรสจัดกว่าภาคอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปได้แก่ แกงไตปลา แกงเหลือง น้ำบูดู และเนื่องจากรสของอาหารค่อนข้างเผ็ด คนใต้จึงนิยมรับประทานผักสดกับอาหารเป็นเครื่องเคียงเพื่อช่วยรสความเข้มข้น ของแกงต่างๆ
ที่มา

ร้อยเรื่องร้อยรส

posted Dec 16, 2012, 11:01 PM by ชัยวุฒิ บุญประดิษฐ์

         ประวัติอาหารไทย  
                         
  
         
              ประวัติอาหารไทยอาหารไทย ขึ้นชื่อได้ว่ามีประวัติมาช้านาน ผู้คนส่วนใหญ่ทั้งในและต่างประเทศต่างนิยมชมชอบในอาหารไทยกันมากมาย โดยเฉพาะชื่อเสียงในด้านความเข้มข้นและจัดจ้านของรสอาหารที่ติดปากติดใจผู้คนมานับศตวรรษโดยส่วนใหญ่อาหารไทยจะมีวิธีการประกอบอย่างง่ายๆ และ ใช้เวลาในการทำไม่มากนักโดยเฉพาะทุกครัวเรือนของคนไทย จะมีส่วนประกอบอาหารติดอยู่ทุกครัวเรือนไม่ว่าจะเป็น พริก แห้ง กุ้งแห้ง น้ำปลา กะปิ ส้มมะขาม กระเทียม หัวหอมตลอด จนปลาบ้าง รวมทั้งส่วนประกอบอาหารจำพวกผัก และเนื้อสัตว์นานาชนิด เพราะมีวิธีนำมาประกอบที่มีด้วยกันหลายรูปแบบไม่ ว่าจะเป็นแกง ต้ม ผัด ยำ รวมทั้งอาหารไทยได้รับอิทธิพลในการปรุงอาหารรวมทั้งรูปแบบในการรับประทานอาหารตั้งแต่ อดีต อาทิการนำเครื่องเทศมาใช้ในการประกอบ  อาหารก็ได้รับ อิทธิพลมาจากเปอร์เชียผ่านอินเดียหรืออาหารจำพวกผัดก็ได้ รับอิทธิพลมาจากประเทศจีน เป็นต้น เมนูอาหารไทยที่ขึ้นชื่อลือชาหลายชนิดจึงประกอบไปด้วยอาหารมากมายกว่า 255 ชนิดอาหารไทยถือว่ามีลักษณะพิเศษ   เนื่องจากประเทศไทยเป็นอู่ข้าว อู่น้ำ มีอาหารตามธรรมชาติที่มีพิเศษตามภูมิอากาศ  และภูมิประเทศที่หลากหลายตลอดทั้งปีรวมทั้งคนไทยมีศิลปะอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว    จึงแสดงออกซึ่งศิลปะวิทยาของคนในรูปแบบการปรุงแต่งและการกิน อาหารที่มีลักษณะเฉพาะ   ตั้งแต่เรื่องการผสมกลมกลืนในการปรุงแต่งรูป  รส  กลิ่น ให้กลมกล่อมอร่อยและรสจัดอย่างโดดเด่นเป็นพิเศษในเรื่องการจัดรูปแบบและอาหารไทย    เป็นอาหารที่ประกอบด้วยรสเข้มข้นมีเครื่องปรุงหลายอย่างรสชาติอาหารแต่ละอย่างมีรสเฉพาะตัวการใช้เครื่องปรุงรสต่างๆก็ไม่เหมือนกันผู้ประกอบอาหารไทยต้องศึกษาจากตำราอาหารไทยและผู้เชี่ยวชาญการทำอาหารไทยให้อร่อยต้องใช้ความชำนาญและประสบการณ์ตลอดจนกรรมวิธีในการประกอบอาหารไทยผู้ทำจะต้องพิถีพิถัน ประณีตมีขั้นตอนเพื่อให้อาหารน่ารับประทานรสชาติของอาหารไทย 
       
            การทำอาหารไทย    ผู้ประกอบอาหารจะทำให้ได้ผลดีต้องขึ้นอยู่ที่การฝึกฝนและ
รู้วิธีการทำอาหาร รู้จักดัดแปลงตกแต่งอาหารชนิดต่าง ๆ ให้สะดุดตาสะดุดใจ
ต่อผู้ได้พบเห็นทำให้เกิดความอยากรับประทานอาหาร เมื่อรับประทานแล้วจะต้องติดใจ
ในรสชาติ และกลิ่นของอาหาร  การทำอาหาร ผู้ทำจึงควรหมั่นฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ 
เพื่อให้มีประสบการณ์ต่ออาหารชนิดนั้นๆและเพื่อเป็นการปูพื้นฐานความรู้เรื่องอาหาร
ประเทศไทยมีภูมิภาคท้องถิ่นที่แตกต่างกันมากมายทำให้สภาพความเป็นอยู่ของ
ประชาชนในแต่ละชุมชนมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันโดยรวมถึงอาหารการกินด้วยอาหารของ
แต่ละภูมิภาคย่อมมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป 
      ..................อาหารไทยแท้กับอาหารไทยแปลง.................
                    อาหารไทยแท้
          อาหารไทยแท้คืออาหารที่คนไทยทำกันมาแต่โบราณ ส่วนมากเป็นแบบง่ายๆ เช่น ข้าวแช่ ต้มโคล้ง แกงป่า น้ำพริก เป็นต้น และหลน ขนมไทยแท้ก็ปรุงมาจากแป้ง น้ำตาล กะทิเป็นส่วนใหญ่ เช่น ขนมเปียกปูน ขนมเปียกอ่อน ตะโก้ ลอดช่อง เป็นต้น และถ้าใส่ไข่ ส่วนมากมักจะเป็นขนมไทยที่รับมาจากชาติอื่น
                    อาหารไทยแปลง
          คืออาหารไทยที่แต่งแปลงมาจากเทศ หรืออาหารไทยที่รับมาจากต่างประเทศ บางชนิด
คนไทยคุ้นเคย จนไม่รู้สึกว่าเป็นของชาติอื่นเช่น แกงกะหรี่ แกงมัสมั่น ที่จริงนั้นดัดแปลงมาจาก
ของอินเดีย และแกงจืดต้มจืดทั้งหลายก็ดัดแปลงมาจากอาหารจีน เป็นต้น  อาหารหวานหรือขนมหลายอย่าง ได้รับการถ่ายทอดมาจากชาวยุโรปที่เข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น ทองหยิบ ทองหยอดทองโปร่ง ฝอยทอง และ สังขยาเป็นต้น
ที่มา 

1-5 of 5