ทองคำในเม็ดทราย
 
เรื่องนรกสวรรค์เป็นคำที่ทุกศาสนาพูดกันว่า ทำดีเพื่อพระเจ้าแล้วจะไปสวรรค์ ไม่เชื่อพระเจ้าแล้วจะไปลงนรก บางคนก็เชื่อ บางคนก็ไม่เชื่อ บางศาสนาก็เชื่อเลยว่า ทุกคนเชื่อพระเจ้าแล้วจะไปสวรรค์ ไม่เชื่อพระเจ้าแล้วจะตกนรกจริงๆ  โดยไม่สงสัยเลย เพราะเชื่อมาแต่เล็กๆ
ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนว่าต้องเชื่ออย่างเดียวเลย ไม่ต้องหาเหตุผลเลยว่า นรก สวรรค์ที่ตายไปแล้วนั้นอยู่ที่ไหน ตนเองก็ไม่เคยเห็นเลย และก็กลัวมากกลัวเอามากๆเลยทีเดียว
เราจึงคิดว่าเราจะเชื่อเลยเสียทีเดียวเลยหรือ ไม่ต้องค้นคว้าหาเหตุผลโดยปัญญาของเราเองบ้างหรือ  ทั้งๆที่เรายังไม่เคยพบเห็นเลย ว่านรกสวรรค์รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เขาบอกว่ามีจริงเราก็เชื่อ  ทั้งๆที่ไม่เคยพิสูจน์เลยคงจะเหมือนกับเด็กถูกหลอกว่า ผีมีจริง ไปไหนคนเดียวกลางค่ำกลางคืน  เดี๋ยวผีจะหลอกเป็นไข้หัวโกร๋น เด็กก็เลยกลัวผีมาเสียตั้งแต่ยังเล็กๆ
เพราะกลัวจะพบผี..กลางคืนพอมืดก็นึกหวาดกลัวจนเคยชิน พอโตขึ้นมาก็พูดกันต่อให้เด็กได้ยิน ทุกคนเลยกลัวผีหลอก  ทั้งๆที่ยังไม่เคยพบผีเลย คนที่ไม่เคยเห็นผีก็หลอกกันต่อๆมาว่ามืดแล้วจะเห็นผี  ก็ต้องหาเพื่อนนอน..หรือไม่ไปไหนคนเดียวในที่เปลี่ยวเพราะกลัวจะพบผี เรื่องนี้เป็นอุปมาอุปไมยเหมือนกับคนกลัวเรื่องนรกเชื่อเรื่องสวรรค์ ทั้งๆ ที่ตนเองยังไม่เคยเห็นนรกสวรรค์เลย
ก็เล่ากันต่อๆ มาว่าต้องเชื่ออย่างเดียวไม่อย่างนั้นก็จะตกนรกไม่ไปขึ้นสวรรค์ ถ้าเราเกิดมาอยู่ในท่ามกลางความเชื่อที่สว่างไม่เกิดมาในที่มืดเลย เพราะเราเกิดมามีผู้อบรมสั่งสอนให้เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ
ไม่เชื่อสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ.. เราได้ถูกอบรมสั่งสอนโดยเหตุและผลให้ใช้สติปัญญาพิจารณาได้ถ่องแท้แน่ใจก่อนจึงค่อยเชื่อโดยเหตุผลตามความเป็นจริง อย่าเชื่อตามเขาเล่าว่า.. อย่าเชื่อตามเขาบอกว่ามีหรือไม่มีจริง
อย่าเชื่อตามคนหมู่มากเขาบอกให้เชื่อและอย่าเชื่อตามพ่อแม่ปู่ย่าตายายเขาบอกว่ามีจริงก็อย่าพึ่งไปเชื่อ อย่าเชื่อโดยเดา อย่าเชื่อโดย..... อย่าเชื่อข่าวลือ  อย่าเชื่อมงคล.... อย่าเชื่อว่าเขาเล่าตามกันมา อย่าเชื่อตามตำราโบราณเก่าแก่ว่าเขาเป็นมหายาน อย่าเชื่อโดยที่.....ความเห็นที่ผิดๆ .....จึงไตร่ตรองหาเหตุผลและปฏิบัติพิสูจน์ให้เห็นจริงโดยตนเป็นคนเห็นเองและเข้าใจถ่องแท้แน่นแนว่าเห็นสวรรค์นรกจริงตามที่เขาบอก
ไม่ใช่เชื่อทั้งๆที่ตนเองยังไม่เคยเห็นเลยไม่รู้จริงเลยก็เชื่อจนหมดใจ ฉะนั้นหลักความเชื่อนี้ต้องอาศัยเหตุผลตรองตามด้วยปัญญา ไม่มีใครในโลกนี้เห็นเองรู้เองโดยที่ไม่ศึกษาหาเหตุผลตรองตามความเป็นจริง
เรื่องนรกสวรรค์นั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและอยู่กันคนละมิติ  จะมาพูดยืนยันว่าทุกคนเห็นนั้นขอถามว่านรกหน้าตาเป็นมันเป็นอย่างไร  ทุกคนที่ไม่รู้จริงก็ตอบไม่ได้บอกว่าเขาบอกกันต่อๆมา ฉะนั้นถ้าเราจะพิสูจน์กันในชาตินี้.....
นรกมีจริงคือคนที่ทำบาป เช่นไปฆ่าเขาตัวเองต้องติดคุกต้องรับโทษ อย่างนี้เรียกว่านรกขุมที่หนึ่ง  คือ..สัตว์ที่เป็นมนุษย์บาปมากต้องตกนรกทั้งเป็น เพราะต้องคดีติดคุกตลอดชีวิต  อย่างนี้เรียกว่านรกมีจริงเพราะจิตใจไม่มีความสุขเลยตลอดชีวิต  มีเจ้ากรรมนายเวรเขาตามทวงคืนจึงต้องทรมานอยู่ในคุกอย่างเดียว  หรือบางครั้งไปฆ่าเขาแล้วเขาก็มาฆ่าเราหรือมาฆ่าลูกเมียเรา เราก็จะรู้สึกว่าเจ็บปวดทั้งกายทั้งใจ  เหมือนตกนรกจริงๆทีเดียว นรกบนดินสวรรค์บนดินก็มีอยู่จริงพอจะเชื่อพิสูจน์ได้ ผ่านนรกขุมที่หนึ่งไปแล้วก็คงจะเป็นนรกขุมที่สอง  คือ ลักจี้ ปล้น ชกชิงวิ่งราว งัดแงะ ลักเล็กโขมยน้อย ปล้นฆ่าเผาบ้านเผาเมืองให้คนอื่นเดือดร้อน  พวกนี้ก็เป็นนรกที่เร่าร้อนทั้งเป็น  หาที่อยู่ไม่ได้ต้องหนีเข้าดงเข้าป่า  ในที่สุดก็ต้องถูกกฎหมายบ้านเมืองลงโทษได้รับความเดือดร้อนอยู่ร่ำไป  ก็อยู่กินไม่มีความสุขจะพบแต่สิ่งที่ไม่ดี  เร่าร้อนตลอดชีวิตเลยทีเดียว  เรียกว่านรกบนดินไม่มีใครบันดาล  ตนเองแหละก็ตกนรกเอง  และนำพาญาติพี่น้องและครอบครัวลงนรกกันทั้งตระกูลเลยทีเดียว
อย่างนี้เราไม่ปฏิเสธเลยว่านรกไม่มีจริง  ลองไปถามคนที่เป็นโจรที่ปล้นฆ่าเขาสิว่า  ทำแล้วมีความสุขไหม  แล้วทำแล้วได้อะไร.. กินอิ่มไหมนอนหลับไหม..
ไม่เลย...ทุกคนที่ปล้นฆ่าเขาไม่มีความสบายใจได้เลย  เพราะบาปกรรมมีจริงในชาตินี้  ตนเองบันดาลเอง...
เราคุยเรื่องนรกขุมที่สองผ่านไปแล้ว  ก็จะต้องคุยถึงนรกขุมที่สามกันบ้าง นรกขุมที่สามคือ ผิดข้อกาเม  คือผิดลูกเขาเมียเขา  ข้อนี้เป็นชู้ผัวเขาเมียเขาทุกคนทำไปแล้วจะพบแต่ความร้อนใจ  ทุรนทุราย  สับสนวุ่นวาย หาความสงบสุขในครอบครัวไม่ได้  แล้วชีวิตนี้จะไม่พบความรักที่แท้จริงเลย  เรียกว่าตกนรกทั้งเป็นทีเดียว ที่ว่าขึ้นต้นงิ้วหนามโง้งนั้น  เพราะใจคนทำมันถูกทิ่มแทง  เจ็บปวดเร่าร้อนจนทนไม่ได้  เรียกว่าเจ็บปวดดั่งขึ้นต้นงิ้วทีเดียว  นรกนั้นเราเป็นผู้สร้างเองไม่มีใครบันดาล  เมื่อพูดถึงนรกขุมที่สามจบแล้ว ขอพูดนรกขุมที่สี่  มุสาวาทา นรกขุมนี้ใครทำก็ตกนรกเต็มตัว คือ พูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ  พูดเหยียดหยามผู้อื่นให้เจ็บช้ำน้ำใจ
คนที่ตกนรกขุมนี้ ในที่สุดก็จะขาดญาติมิตรและไม่มีบริวาร  จะพบแต่คนไม่ดีตอบแทนอย่างทุกข์ทรมานหาคนรักจริงไม่ได้  และโดนข้อหาฟ้องร้องถูกคดีความให้เกิดความเสียหาย
ในชีวิตนี้จะพบแต่คนทรยศหักหลังตลอดชีวิต  จะไม่มีคนนับถือ จะมีแต่คนเหยียดหยาม  และกล่าวร้ายต่างๆนานา เท่ากับตกนรกทั้งเป็นในชีวิตนี้ทีเดียว  นรกขุมสุดท้ายคือนรกขุมที่ห้า  คนดื่มน้ำเมาและเสพยาเสพติดให้โทษทุกชนิด จะกลายเป็นคนวิกลทางจิตใจ  ฟั่นเฟือนเสียสติ  ทำอะไรก็ขาดสติยั้งคิด  และเสียทรัพย์เกิดอุบัติเหตุในชีวิต  ไม่มีคนรักและนับถือ ถูกคนดูถูก ครอบครัวแตกร้าวหาความสงบสุขไม่ได้ในชีวิต เมื่อเมาแล้วทำผิดศีลได้ทุกข้อ  ไม่ยั้งคิด ถึงติดคุกติดตาราง เกิดอุบัติเหตุได้ทุกเวลา  แม้แก่ตัวก็จะเป็นคนหลงลืม ความจำเสื่อม ปัญญาอ่อน จะพบแต่เรื่องราวไม่ดีหรือข่าวร้ายตลอดชีวิตเลยทีเดียว นรกบนดิน เราเป็นผู้ก่อเราทำเอง

หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ