อวัยวะรับสัมผัสต่างๆ

 อวัยวะ ชนิดสิ่งกระตุ้น ชนิดตัวรับ *ตัวรับ* เส้นประสาทเข้า
 ตา แสง Photoreceptor Rod & cone cell CN II
หู คลื่นกล Mechanoreceptor Hair cell CN VIII
 จมูก รับคลื่น chemoreceptor Olfactory neuron CN I
 ลิ้น รับรส chemoreceptor Gustatory cell CN VII , IX
 ผิวหนัง ทางกล
อุณหภูมิ 
ความเจ็บปวด
 Mechanoreceptor
 themoreceptor
 pain receptor

มีมากกว่า 10 ชนิด
ที่ลำตัวและแขน ขา ใช้
spinal nerve

ตา เป็นอวัยวะรับแสง Photoreceptor


1.sclera เหนียว ชั้นนอกสุด หนาและเหนียวเรียกว่าตาขาว ตรงกลางตาขาวโปร่งใสเหมือนกระจะเรียกว่า

กระจกตา (cornea) (ต้อลำไย) ช่วยหักเหแสง สามารถเปลี่ยนถ่ายได้ 

2.choroid มีหลอดเลือดมาหล่อเลี้ยงและมีรงควัตถุ (melanin) ทำให้เกิดสีที่ม่านตา (iris) จะมีรูเรียกว่า

รูม่านตา (pupil) รับแสงเข้าหาเลนส์ตา (lens) (ต้อกระจก) รูม่านตาสามารถขยายหรือหรี่ได้ด้วย ANS 

ควบคุมก-น2ชนิด คือ ก-นรัศมีและก-นวง irisเปรียบเทียบได้กับไดอะแฟรมของกล้อง

3. retina มีเซลล์รับแสง มีเซลล์รูปแท่ง (rod cell) ไวแสง แยกสีไม่ได้ เซลล์รูปกรวย (cone cell) 

ต้องการแสงมาก ตรงกลางretinaจะมีcone cell อยู่มากเรียก fovea ไม่มีเซลล์รับแสงเรียก 

จุดบอด (blind spot)

Cone cell เกิดกระแสประสาทมีสาร idopsin ซึ่งไวต่อแสง 3 ชนิดต่างกัน คือ แดง น้ำเงิน เขียว

เลนส์ตา ช่วยหักเหแสง ปรับโฟกัสโดยทำงานร่วมกับเอ็นยึดเลนส์ (suspensory ligament) และ

กล้ามเนื้อยึดเลนส์ (cililaty muscle)


วัตถุใกล้ ก-นยึดเลนส์หด เอ็นยึดเลนส์หย่อน เลนส์ป่อง ความยาวโฟกัสสั้นลง รูม่านตาหรี่

ระบบประสาทที่ควบคุมparasym

วัตถุไกล ก-นยึดเลนส์คลาย เอ็นยึดเลนส์ตึง เลนส์แฟบ ความยาวโฟกัสยาวขึ้น รูม่านตาขยาย

ระบบประสาทที่ควบคุมsym

โครงสร้างที่ช่วยหักเหแสง 1.กระจกตา 2.เลนส์ 3.ของเหลวในลูกตา

ความผิดปกติของตาที่ควรรู้

1.สายตาสั้น : เลนส์โค้งมากไป หรือกระบอกตายาว ทำให้ภาพตกก่อนเรตินา ใส่แว่นเลนส์เว้า

2.สายตายาว : เลนส์โค้งน้อยไป หรือกระบอกตาสั้น ทำให้ภาพตกหลังเรตินา ใส่แว่นเลนส์นูน

3.สายตาเอียง : ผิวกระจกตาหรือเลนส์ตาไม่สม่ำเสมอ ต้องใส่เลนส์ทรงกระบอก(เลนส์กาบกล้วย)

4.ต้อกระจก : เลนส์ตาเป็นฝ้า

5.ต้อหิน : ของเหลวที่อยู่ในช่องเลนส์และหลังอุดตัน ทำให้ปวดตา

6.ต้อเนื้อ ต้อลม : ตาดำ ตาขาว ถูกกระทบกระเทือน

หู

 
Ampulla & cochlea มี hair cell

# = ช่วยขยายคลื่นเสียง

หูแบ่งออกเป็น 3 ส่วน 

1.หูชั้นนอก มีใบหู(pinna) และรูหู (auditory canal) นำเสียงไปให้เยื่อแก้วหู 

(ear drum , tympanic membrane) กั้นชั้นกลางกับชั้นในออกจากกัน ช่วยขยายคลื่นเสียง 13-17 เท่า

2.หูชั้นกลาง มีกระดูหู 3 ชิ้น คือ ค้อน(malleus) ทั่ง(incus) โกลน(stapes) ช่วยขยายเสียง 1.3 เท่ามี

ท่อeustachian tube เจริญมาจากช่องเหงือก

3.หูชั้นใน มีcochleaรับเสียง และsemicircular canal ช่วยทรงตัว สร้างกระแสประสาทเข้า CNVIII

การรับเสียง เมื่อeardrumและกระดูกหู ขยายสัญญาณคลื่นเสียงประมาณ 17-22 เท่าการส่งคลื่นเข้าไปในcochlea ของเหลวจะ

สั่นจะทำให้hair cell สั่นตาม แล้วสร้างกระแสประสาทคนเราได้ยินเสียงไม่เกิน 20-20,000Hz และ

ความดัง 0-120 dB

อวัยวะรับเสียงและทรงตัวในvertebrate

    -ปลามีเส้นข้างลำตัว(lateral line) และมี semicircular canal

    -amphibian มีตั้งแต่ ear drum เข้าไป

    -reptile และ นก มีตั้งแต่ auditory canal กระดูหูแค่ชิ้นเดียว

    -ใบหูพบเฉพาะในmammal (ส่วนใหญ่) พวกออกลูกเป็นไข่

จมูก

รับกลิ่นด้วยเซลล์รับกลิ่น (olfactory n.) มี Biunipolar ปลานdendriteมีcilia สร้างกระแสประสาทเข้าCNI

ลิ้น

บนลิ้นจะมีปุ่มลิ้น(papilla) มีตุ่มรับรส(tase bud)ในตุ่มมีเซลล์รับรส(gustatory cell)กระแสประสาทจะถูกส่ง

หลังจากเข้าสู่คู่ที่ 7 กับ 9 ตุ่มรับรสมี5รสคือ เปรี้ยว หวาน เค็ม ขม และรสอุมามิ

ผิวหนัง

1.หนังกำพร้า (epidermis) เจริญมาจากectodermมีปลายประสาทรับความเจ็บปวด

2.หนังแท้ (dermis) เจริญมาจากชั้นmesodermมีต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน เซลล์ขน หลอดเลือดฝอย
Comments