021 ‘ถ่านไฟฉายตรากบ กับภาษามือ’ รับรองต้องขำกันกลิ้ง ทั้งหูดีและหูหนวก!

 
 

ถ่านไฟฉายตรากบ กับภาษามือ

รับรองต้องขำกันกลิ้ง ทั้งหูดีและหูหนวก!

 

By: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

 

 

เช้าวันนี้....จิบกาแฟขมแล้ว พรรคพวกผมแนะนำให้เปิดยูทูป ดูคุณจอห์น ลูกครึ่งไทยร้องเพลงโฆษณาของถ่านไฟฉายตรากบ ดูแล้วก็น่ารักดี
 
 

วิดีโอ YouTube


ที่น่าแปลกใจ ก็คือ คุณจอห์นได้กลับไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานานกว่า 30 ปีแล้ว แต่ยังสามารถจดจำเพลงโฆษณานี้ได้ แสดงว่าต้องมีความประทับใจเป็นอย่างมาก
 

วิดีโอ YouTube

 

ผมเองก็ชอบเพลงนี้ แต่จำเนื้อร้องได้ไม่เก่งเหมือนคุณจอห์น ตามประสาคนความจำไม่ดี เมื่อได้ยินคุณจอห์นร้องเพลงนี้ก็ทำให้นึกถึงความหลังเก่าๆ ขึ้นมาได้

 

นคร มังคลายน หรือครูนครผู้แต่งเพลงโฆษณาถ่านไฟฉายตรากบนั้น เป็นผู้ที่มีความสามารถในหลายด้าน ถึงขั้นอัจฉริยะทีเดียว เพราะสามารถแต่งเพลง และร้องเพลงที่แต่งขึ้นได้เป็นอย่างดี

 

คนที่แต่งเพลงและร้องเองนั้น หาได้ยากจริง และเพลงที่ท่านแต่งให้คนอื่นร้อง หลายเพลงก็เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนไทย อย่างเช่นเพลงชื่อบางปะกงที่ขึ้นต้นว่า

 

ฝั่งชายน้ำบางปะกง ยามแสงอาทิตย์อัสดง

ใกล้จะค่ำลงแล้วหนา แต่บางปะกงนั้นยังคงสวยงามตา

คราใกล้สนธยา ยิ่งพาให้เราสุขสันต์
 

วิดีโอ YouTube

วิดีโอ YouTube

 

ใครจะรู้บ้างว่า ครูนครเป็นผู้แต่งและใช้เวลาแต่งเพียง 15 นาที เท่านั้น

 

เหตุที่แต่งเพลงนี้ ก็เพียงเพราะท่านขับรถผ่านแม้น้ำบางปะกงในยามเย็น พระอาทิตย์ใกล้จะตก ทำให้เกิดอารมณ์ซาบซึ้งกับภูมิทัศน์ จนหลั่งไหลออกมาเป็นเพลงทั้งเนื้อร้องและทำนอง และได้ให้คุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ขับร้อง จนกลายเป็นเพลงดังระเบิดระเบ้อไปเลยทีเดียว

 

ครูนครก็ทำได้เป็นอย่างดีอีกหลายเรื่อง เช่น การเต้นรำ ท่านก็อยู่ระดับแชมป์ ได้ถ้วยใหญ่มาแล้วหลายครั้ง

 

การแสดงละเม็งละคร จำอวดหรือละครย่อย ก็เรียกเสียงฮาจากผู้ชมได้ตลอด ไหวพริบปฏิภาณก็เป็นเลิศ

 

ผมยังจำได้ดี เมื่อประมาณ 50 ปีก่อน เคยพาน้องสาวไปดูหนังที่เฉลิมบุรี ซึ่งสมัยนั้นก่อนการฉายหนังบางรอบ ก็มีการแสดงหน้าม่านก่อนฉาย ซึ่งมีการร้องเพลงบ้าง มีการแสดงตลกบ้าง บางครั้งก็เป็นละครย่อย

 

ครูนคร มังคลายน ท่านออกมาโชว์หน้าม่านที่โรงหนังเฉลิมบุรี แต่งกายเป็นผู้หญิง เต้นแท้ปและร้องเพลง โดยสมมติตัวเองว่าชื่อมิสซีเซ็กไฉ่น้องสาวของผมดูไปหัวเราะกลิ้งไป เรียกว่าถูกใจเธอมากทีเดียว โดยเฉพาะคำว่า ซีเซ็กไฉ่นั้น เด็กๆสมัยก่อนรู้จักกันเป็นอย่างดี ว่า คือผักดองที่กินกับข้าวต้ม

 

ความสามารถของ ครูนครนั้น มีมากมายหลายอย่าง เล่ากันไม่หมด หากจะเล่าให้ละเอียดต้องเปิดเป็นคอลัมน์พิเศษกันทีเดียว

 

ครูนครนั้น ถือว่าเป็นเจ้าพ่อเพลงโฆษณาทั้งแต่งเอง ร้องเอง วงดนตรีที่บรรเลง ก็เป็นของตัวเองอีก แถมเพลงที่แต่งออกมา ก็ติดหูและติดใจชาวบ้าน

 

เรียกว่าดังคับฟ้าเมืองไทยไปเลย!

 

นอกจากเพลงถ่านไฟฉายตรากบแล้ว ที่ติดหูและติดใจคนไทยในสมัยนั้น และใกล้เคียงกัน ก็คือเพลงโฆษณา กระติกน้ำ-ตรานกยูงที่มีท่อนหนึ่งผมจำได้แม่นยำ เพลงเขาร้องว่า

 

“...อันกระติกน้ำตรานกยูง

ยังจูงใจผู้ใช้ทุกแดน

ไม่มีใดเหมือน เหมือนยูงรำแพน

ไม่มีใดแม้น ตรานกยูง...

 

ยุคนั้น ตู้เย็นยังไม่เฟื่องฟูนักในบ้านเรา คนต่างจังหวัดก็ยังต้องใช้กระติกน้ำ ใส่น้ำแข็งกันอยู่ ซึ่ง กระติกตรานกยูงนี่แหละครับ เป็นที่นิยมของคนไทยโดยทั่วไป และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า

 

เพลงโฆษณาของ ครูนครผลักให้ยอดขายกระติกยี่ห้อนี้ พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

 

อีกเพลงที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ คือเพลงโฆษณายา ทันใจซึ่งตอนหลังเปลี่ยนเป็นทัมใจเพราะเนื้อร้องดีมาก จนผมจำได้ เพลงนี้ขึ้นต้นว่า

 

ทันใจ ทันใจ ยาชั้นดี

คุณสุภาพสตรี มีโรคประจำเดือน มักปวดท้อง

ลองใช้ทันใจสักห่อนะ เดี๋ยวเดียวก็สบาย...

 

เพลงนี้โดนใจผู้คน จนยอด ทันใจพุ่งกระฉูดและอยู่ยงคงกระพันมาจนทุกวันนี้!!

 

ความสามารถรอบด้านของ ครูนครนั้น เป็นที่รู้จักกันดี โดยเฉพาะการเป็นโฆษกวิทยุ ในรายการเล่าข่าว ซึ่งครูทำเป็นคนแรกๆ ชื่อรายการ หนุ่มน้อยฝอยข่าว

 

ชาวบ้านร้านตลาดในยุคนั้น เกือบทุกคนต้องฟังรายการนี้ โดยเฉพาะเพลงเปิดรายการที่ครูแต่งเอง ผมจำได้เลาๆว่าขึ้นต้นด้วยเนื้อเพลงที่ว่า

 

หนุ่มน้อยฝอยข่าว ถึงเรื่องราวเท็จบ้างจริงบ้าง...

 

จากนั้นครูก็เปิดรายการด้วยการเล่าข่าว จากหนังสือพิมพ์เหมือนเช่นคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา และนักจัดรายการอื่นๆ ทำกันอยู่ทุกวันนี้ แต่ของ...

 

ครูนครดูมีสีสันมากกว่า เพราะท่านเล่าเรื่องตลกได้คล่องแคล่ว สามารถทำให้คนฟัง ทั้ง ขำทั้ง ฮาได้

 

ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะตัวท่านเอง เคยทั้งเล่นตลก และละครย่อยมาก่อน การจัดรายการของท่านจึงฟังรื่นหู ไม่มีสะดุด หากในเวลาใด มีเพลงไหนฮิตขึ้นมา ท่านก็ยังร้องให้แฟนๆ ได้ฟังกันอีกด้วย

 

การจัดรายการหนุ่มน้อยฝอยข่าวของครูนครต้องหยุดลง เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับสายตา ที่ตาข้างหนึ่งสูญเสียการมองเห็นไปมาก ท่านก็เกรงดวงตาอีกข้างหนึ่ง ซึ่งต้องใช้งานหนัก พลอยชำรุดตามไปด้วย จำเป็นต้องหยุดรายการไป หลังจากทนอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ และถ่ายทอดให้แฟนๆฟัง ด้วยดวงตาข้างเดียว มานานนับปี

 

 

เวลาฟังเพลงถ่านไฟฉายตรากบทีไร ผมต้องนึกถึงเรื่อง คนใบ้ซื้อถ่านยี่ห้อนี้ทุกครั้งไป เลยจะนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังกัน แต่ก่อนจะเล่า จะขออธิบายเรื่องการสอบสวนคนใบ้ของตำรวจ ให้ท่านฟังสักนิด

 

ตอนเป็นนายตำรวจใหม่ๆ มีการสอบสวนคดีสตรีที่ใบ้ถูกข่มขืน ในโรงพักที่ผมอยู่ คือ สน.พระราชวัง พนักงานสอบสวนต้องเชิญ คุณหญิง กมลา ไกรฤกษ์ (ท่านเป็นมารดาของเพื่อนรุ่นเดียวกันกับผม เรียนด้วยกันมาตั้งแต่เล็กๆที่วชิราวุธ วิทยาลัย) มาเป็นล่ามแปล เพราะตอนนั้นท่านเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนสอนคนหูหนวก คือโรงเรียนเศรษฐเสถียร ซึ่งต้องใช้ ภาษามือสำหรับการสื่อสารกันระหว่างผู้พิการทางหู

 

ภาษามือ นั้น มีทั้งแบบอักษร สะกดเป็นคำเรียกว่า Manual Language หรือแบบ เครื่องหมายแทนคำและ Sign Language เป็นภาษาสำหรับคนหูหนวก ซึ่งเขาใช้มือเป็นการสื่อความหมาย และถ่ายทอดอารมณ์แทนการพูด โดยแสดงสีหน้า และกิริยาท่าทางประกอบ

 

คนหูหนวกส่วนใหญ่ใช้ภาษามือ สื่อความหมายแทนคำพูด ซึ่งเป็นภาษาที่ได้ตกลง และรับรองว่าเป็นภาษามาตรฐานสำหรับคนหูหนวกได้

 

คนเป็นใบ้ส่วนใหญ่ก็คือคนหูหนวกและเมื่อบกพร่องทางการได้ยิน ก็ไม่สามารถเปล่งเสียงเลียนเสียงภาษา ที่ใช้สื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เลยต้องมีภาษาพิเศษ

 

ท่านอาจารย์ กมลา ไกรฤกษ์ เลยมีภารกิจที่ต้องเดินขึ้นลงโรงพักเวลาคนใบ้ เป็นผู้เสียหาย หรือผู้ต้องหา เพราะท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษามือสำหรับคนหูหนวก

 

ส่วนเรื่องที่ผมจะเล่า ท่านผู้อ่านต้องคิดตามไปด้วย แต่เพื่อความเข้าใจ ผมให้ลูกศิษย์ของน้องสาวช่วยวาดรูปประกอบไว้

 

เรื่องมีดังนี้ครับ

 

ชายใบ้คนหนึ่งเดินเข้าไปในร้านของชำ เพื่อซื้อของ ซึ่งลูกสาวเจ้าของร้าน เป็นคนขายประจำ แต่วันนั้นเธอกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัวหลังร้าน จึงปล่อยให้อาม้าดูหน้าร้านแทน

 

อาม้าถามว่า “ลื้อจะเอาอะไร?”

 

ชายใบ้ทำเครื่องหมายสินค้า ที่ต้องการจะซื้อ ตามลำดับขั้นตอนดังนี้ คือ

 

1. ยกมือขึ้นสองข้าง แบมือซ้ายคว่ำลง กำมือขวา แตะกำปั้นมือขวาเข้าใต้มือซ้ายที่แบอยู่ (คล้ายๆกับกริยา ขอเวลานอก หรือ time out ระหว่างการแข่งขันกีฬา...ท่านผู้อ่านกรุณาทำมือตามไปด้วย จะได้ฟีลลิ่งดี...ไม่เชื่อลอง)

 

2. ปล่อยมือทั้งสองข้างลง แล้วยกแขนขวาขึ้นระดับสายตา มือขวากำหลวมๆ แล้วแตะมือซ้ายเข้าใต้ข้อศอกขวา แล้วดีดนิ้วมือขวาออกทั้งห้านิ้ว 

 
3. ปล่อยมือทั้งสองข้างลงจากท่าที่ 2 ยกฝ่ามือซ้ายหงายขึ้น แบออก คว่ำฝ่ามือขวาประกบบนฝ่ามือซ้ายที่หงาย แล้วซอยฝ่ามือขวาบนมือซ้าย 2-3 ครั้ง

 

เท่านั้นแหละครับ ปรากฏว่า...อาม้าร้องลั่นยกมือปิดตา เพราะคิดว่านายใบ้จะทำอุบาทว์ลามกจกเปรต!

 

อาหมวยหลานสาว ซึ่งกำลังทำกับข้าวอยู่หลังร้านได้ยินเสียง ทิ้งตะหลิว ออกมาหน้าร้าน อาม้าเล่าให้ฟังปากคอสั่น นังหมวยเธอกลับยิ้ม แล้วถามหนุ่มใบ้ว่า “ลื้อจะซื้ออะไร?”

 

ลูกค้าก็ตีใบ้ ย้อนตามข้อที่ผมเขียนเอาไว้ ตั้งแต่ข้อ 1-3 โดยมีอาหมวยยืนดู แล้วเธอก็ตีใบ้กลับด้วยข้อ 1 และข้อ 2

 

พอถึงข้อ 3 เธอเอาฝ่ามือประกบกัน และขยับมือเหมือนคนใบ้ทำ แต่โบกมือขวาไปๆมาๆ

 

ต่อจากนั้นอาหมวยเธอเอาปลายนิ้วชี้ซ้าย แตะปลายนิ้วหัวแม่โป้งข้างเดียวกัน เป็นรูปวงกลม แทงนิ้วชี้มือขวาสอดเข้าไปในมาวงไม่รีนั้น (กรุณาดูภาพประกอบ) ขยับนิ้วชี้ ชักเข้า ชักออก...ฉึกฉึก ฉักฉัก ...ในวงกลมสองสามที!

 

ลูกค้าใบ้มองดูแล้ว ทำเหมือนเธอ คือทำวงกลมด้วยมือซ้ายอย่างเดียวกัน แทงนิ้วชี้มือขวามาระหว่างวงแล้วซอยยิกๆ เสร็จสรรพยกมือขึ้นแบบคุณตุ่น คือ กางนิ้วชี้ กับนิ้วกลาง ขึ้นมาสองนิ้ว

 

อาหมวยยิ้มรับ ไปหยิบถ่านไฟฉาย Eveready ตราแมวเก้าชีวิตให้ 2 ก้อน คุณใบ้ยิ้มชอบใจ แล้วควักเงินออกมาชำระค่าสินค้า แล้วเดินออกจากร้านไป

 

ตรงนี้ขออธิบายว่า...

 

การยกมือขึ้นสองข้าง แบมือซ้าย เอามือขวาเอามือขวากำเป็นกำปั้น แตะมือขวาเข้าใต้มือซ้าย ภาษามือ แปลว่า “ถ่าน

 

ยกมือขึ้นสองข้าง แบมือซ้าย เอามือขวาเอามือขวากำเป็นกำปั้น แตะมือขวาเข้าใต้มือซ้าย แล้วดีดนิ้วเข้าออกทั้งห้านิ้ว ภาษามือ แปลว่า “ไฟฉาย

 

ยกมือซ้ายหงายขึ้น แบออก คว่ำมือขวาประกบบนมือซ้ายที่หงาย แล้วซอยมือขวาบนมือซ้ายขยับเหยงถี่ๆ แปลว่า “กบ

 

หมายความว่า...

 

คุณใบ้ผู้ชาย แกจะมาขอซื้อถ่านไฟฉายตรากบสองก้อน แต่อาม้าตกใจ เพราะเกรงว่าคุณใบ้หน้ามืด จะมาขอร่วมเพศ 2 ที/หรือ 2 ครั้ง

 

ใครเล่า จะไม่กลัว!

 

อาหมวยที่มาคลี่คลายปัญหา โดยเอามือขวาขี่มือซ้ายขย่มหนุบๆหนับๆ โบกมือพร้อมส่ายหน้า แปลว่า หมายความว่าถ่านไฟฉาย ตรา-กบนั้น “ไม่มี

 

แล้วไอ้ที่ทำนิ้วมือซ้ายเป็นวงกลม แทงนิ้วชี้มือขวามาระหว่างวงกลมแล้วซอยยิกๆ นั่นน่ะ หมายความว่า

 

เธอมีแต่ถ่านตรา Eveready หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าถ่านตราแมวเก้าชีวิตซึ่งท่านผู้อ่านคงเคยเห็นถ่านไฟฉาย คุณภาพดี ยี่ห้อเก่าแก่คู่เมืองไทย ซึ่งผมเองก็ยังใช้อยู่ทุกวันนี้ และคงจะสังเกตเห็นสัญลักษณ์ ยี่ห้อของถ่านชนิดนี้ (ตามรูป) คือ รูปแมวดำทำท่ากระโดด ลอดรูเลข 9 (เลขอารบิค)
 
 คุณใบ้ก็ยกนิ้วชี้ กับนิ้วกลาง ขึ้นมากางออก แปลว่าจะซื้อถ่านตราแมว 2 ก้อน

 

การซื้อขายจึงผ่านไปได้ อย่างเรียบร้อย!

 

ก่อนจบกาแฟขม ขนมหวาน ในวันนี้ อยากจะเล่าตามความทรงจำในวัยเยาว์ ซึ่งตอนนั้นผมเป็นวัยรุ่น กำลังชอบเพลงของเอลวิส เพรสลีย์ เคยเล่นดนตรี และร้องเพลงของนักร้องอมตะคนนี้ กับวงแจ็สของวชิราวุธ ออกวิทยุ อ.ส.ในพระราชวังดุสิต รวมทั้งการแสดงในสวนอัมพรในวันขึ้นปีใหม่ และบางครั้งก็เคยร้องเพลงถวายหน้าพระที่นั่ง ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์อย่างพลอยแกมเพชรในเรื่องดังกล่าวด้วย

 

ในสมัยที่เพลงของเอลวิสยังเฟื่องฟู มีเพลงฮิตของราชานักร้องคนนี้ชื่อเพลง Poor Boy และครูนคร ก็นำเพลงนี้มาใส่เนื้อไทย เป็นเพลงโฆษณาไป

 

วันหนึ่ง ผมไปที่ห้องอัดเสียงของครอบครัวเพื่อน ชื่อห้องอัดเสียง ศรีกรุงซึ่งเป็นโรงหนังด้วย ครูนครกำลังเตรียมการอัดเสียงอยู่พอดี

 

ผมเข้าไปในห้องอัดกับเพื่อน ได้ยินครูนครบอกว่า

 

น่าจะเอาเพลง Poor Boy ไปทำเพลงโฆษณาขายยาแก้ไส้เลื่อนนัก

 

มีคนในห้องอัดถามว่า โฆษณาแก้ไส้เลื่อนเป็นอย่างไร?”

 

ผมได้ยินครูนครร้องแบบฉับพลันทันที โดยใช้ทำนองของเพลง Poor Boy ท่านร้องว่า

 

เด็กเกิดอาการ ไข่ยานโตงเตง

ต้องถอดกางเกง มานุ่งโสร่ง...

 

ท่านร้องไปจนจบเพลง มีการพูดคั่นและปิดท้าย เหมือนกับเพลงโฆษณาถ่านไฟฉายตรากบด้วย แต่เสียดายที่ผมจำได้ไม่หมด

 

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า แค่เนื้อเพลงที่บรรยายถึงความทุกข์ของเด็ก ที่เป็นโรคไส้เลื่อน จนถุงอัณฑะต้องยานโตงเตง และกวัดแกว่งจนเป็นภาระ ถึงขั้นนุ่งกางเกงไม่ได้ ต้องเปลี่ยนมา นุ่งโสร่งแทน ทำให้เราเห็นภาพของผู้ป่วย ที่เป็นโรคนี้อย่างชัดเจน แล้วพลอยหวาดหวั่นไปกับเขาด้วย

 

เฮ้อ...คงลำบากอยู่นะครับ!
 
 
 
Comments