ทฤษฎีการเรียนรู้

    ทฤษฎีการเรียนรู้ (learning theory) การเรียนรู้คือกระบวนการที่ทำให้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความคิด คนสามารถเรียนได้จากการได้ยินการสัมผัส การอ่าน การใช้เทคโนโลยี การเรียนรู้ของเด็กและผู้ใหญ่จะต่างกัน เด็กจะเรียนรู้ด้วยการเรียนในห้อง การซักถาม ผู้ใหญ่มักเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ที่มีอยู่ แต่การเรียนรู้จะเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ผู้สอนนำเสนอ โดยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ผู้สอนจะเป็นผู้ที่สร้างบรรยากาศทางจิตวิทยาที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ ที่จะให้เกิดขึ้นเป็นรูปแบบใดก็ได้เช่น ความเป็นกันเอง ความเข้มงวดกวดขัน หรือความไม่มีระเบียบวินัย สิ่งเหล่านี้ผู้สอนจะเป็นผู้สร้างเงื่อนไข และสถานการณ์เรียนรู้ให้กับผู้เรียน ดังนั้น ผู้สอนจะต้องพิจารณาเลือกรูปแบบการสอน รวมทั้งการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียน

การเรียนรู้ตามทฤษฎีของ Bloom ( Bloom's Taxonomy

Bloom ได้แบ่งการเรียนรู้เป็น 6 ระดับ

  • ความรู้ที่เกิดจากความจำ (knowledge) ซึ่งเป็นระดับล่างสุด
  • ความเข้าใจ (Comprehend)
  • การประยุกต์ (Application)
  • การวิเคราะห์ ( Analysis) สามารถแก้ปัญหา ตรวจสอบได้
  • การสังเคราะห์ ( Synthesis) สามารถนำส่วนต่างๆ มาประกอบเป็นรูปแบบใหม่ได้ให้แตกต่างจากรูปเดิม เน้นโครงสร้างใหม่
  • การประเมินค่า ( Evaluation) วัดได้ และตัดสินได้ว่าอะไรถูกหรือผิด ประกอบการตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลและเกณฑ์ที่แน่ชัด

การเรียนรู้ตามทฤษฎีของเมเยอร์ (Mayor)

ในการออกแบบสื่อการเรียนการสอน การวิเคราะห์ความจำเป็นเป็นสิ่งสำคัญ และตามด้วยจุดประสงค์ของการเรียน โดยแบ่งออกเป็นย่อยๆ 3 ส่วนด้วยกัน

  • พฤติกรรม ควรชี้ชัดและสังเกตได้
  • เงื่อนไข พฤติกรรมสำเร็จได้ควรมีเงื่อนไขในการช่วยเหลือ
  • มาตรฐาน พฤติกรรมที่ได้นั้นสามารถอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด

การเรียนรู้ตามทฤษฎีของบรูเนอร์ (Bruner)

  • ความรู้ถูกสร้างหรือหล่อหลอมโดยประสบการณ์
  • ผู้เรียนมีบทบาทรับผิดชอบในการเรียน
  • ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความหมายขึ้นมาจากแง่มุมต่างๆ
  • ผู้เรียนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง
  • ผู้เรียนเลือกเนื้อหาและกิจกรรมเอง
  • เนื้อหาควรถูกสร้างในภาพรวม

การเรียนรู้ตามทฤษฎีของไทเลอร์ (Tylor)

  • ความต่อเนื่อง (continuity) หมายถึง ในวิชาทักษะ ต้องเปิดโอกาสให้มีการฝึกทักษะในกิจกรรมและประสบการณ์บ่อยๆ และต่อเนื่องกัน
  • การจัดช่วงลำดับ (sequence) หมายถึง หรือการจัดสิ่งที่มีความง่าย ไปสู่สิ่งที่มีความยาก ดังนั้นการจัดกิจกรรมและประสบการณ์ ให้มีการเรียงลำดับก่อนหลัง เพื่อให้ได้เรียนเนื้อหาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
  • บูรณาการ (integration) หมายถึง การจัดประสบการณ์จึงควรเป็นในลักษณะที่ช่วยให้ผู้เรียน ได้เพิ่มพูนความคิดเห็นและได้แสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกัน เนื้อหาที่เรียนเป็นการเพิ่มความสามารถทั้งหมด ของผู้เรียนที่จะได้ใช้ประสบการณ์ได้ในสถานการณ์ต่างๆ กัน ประสบการณ์การเรียนรู้ จึงเป็นแบบแผนของปฏิสัมพันธ์ (interaction) ระหว่างผู้เรียนกับสถานการณ์ที่แวดล้อม


ทฤษฎีการเรียนรู้ 8 ขั้น ของกาเย่ (Gagne)

  • การจูงใจ ( Motivation Phase) การคาดหวังของผู้เรียนเป็นแรงจูงใจในการเรียนรู้
  • การรับรู้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ (Apprehending Phase) ผู้เรียนจะรับรู้สิ่งที่สอดคล้องกับความตั้งใจ
  • การปรุงแต่งสิ่งที่รับรู้ไว้เป็นความจำ ( Acquisition Phase) เพื่อให้เกิดความจำระยะสั้นและระยะยาว
  • ความสามารถในการจำ (Retention Phase)
  • ความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว (Recall Phase )
  • การนำไปประยุกต์ใช้กับสิ่งที่เรียนรู้ไปแล้ว (Generalization Phase)
  • การแสดงออกพฤติกรรมที่เรียนรู้ ( Performance Phase)
  • การแสดงผลการเรียนรู้กลับไปยังผู้เรียน ( Feedback Phase) ผู้เรียนได้รับทราบผลเร็วจะทำให้มีผลดีและประสิทธิภาพสูง
องค์ประกอบที่สำคัญที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ จากแนวคิดนักการศึกษา กาเย่ (Gage)


  • ผู้เรียน ( Learner) มีระบบสัมผัสและ ระบบประสาทในการรับรู้
  • สิ่งเร้า ( Stimulus) คือ สถานการณ์ต่างๆ ที่เป็นสิ่งเร้าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
  • การตอบสนอง (Response) คือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้

การสอนด้วยสื่อตามแนวคิดของกาเย่ (Gagne)

  • เร้าความสนใจ มีโปรแกรมที่กระตุ้นความสนใจของผู้เรียน เช่น ใช้ การ์ตูน หรือ กราฟิกที่ดึงดูดสายตา
  • ความอยากรู้อยากเห็นจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้เรียนสนใจในบทเรียน การตั้งคำถามก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง
  • บอกวัตถุประสงค์ ผู้เรียนควรทราบถึงวัตถุประสงค์ ให้ผู้เรียนสนใจในบทเรียนเพื่อให้ทราบว่าบทเรียนเกี่ยวกับอะไร
  • กระตุ้นความจำผู้เรียน สร้างความสัมพันธ์ในการโยงข้อมูลกับความรู้ที่มีอยู่ก่อน เพราะสิ่งนี้สามารถทำให้เกิดความทรงจำในระยะยาวได้เมื่อได้โยงถึงประสบการณ์ผู้เรียน โดยการตั้งคำถาม เกี่ยวกับแนวคิด หรือเนื้อหานั้นๆ
  • เสนอเนื้อหา ขั้นตอนนี้จะเป็นการอธิบายเนื้อหาให้กับผู้เรียน โดยใช้สื่อชนิดต่างๆ ในรูป กราฟิก หรือ เสียง วิดีโอ
  • การยกตัวอย่าง การยกตัวอย่างสามารถทำได้โดยยกกรณีศึกษา การเปรียบเทียบ เพื่อให้เข้าใจได้ซาบซึ้ง
  • การฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดทักษะหรือพฤติกรรม เป็นการวัดความเข้าใจว่าผู้เรียนได้เรียนถูกต้อง เพื่อให้เกิดการอธิบายซ้ำเมื่อรับสิ่งที่ผิด
  • การให้คำแนะนำเพิ่มเติม เช่น การทำแบบฝึกหัด โดยมีคำแนะนำ
  • การสอบ เพื่อวัดระดับความเข้าใจ
  • การนำไปใช้กับงานที่ทำในการทำสื่อควรมี เนื้อหาเพิ่มเติม หรือหัวข้อต่างๆ ที่ควรจะรู้เพิ่มเติม

แนวคิดในการสอนภาษาอังกฤษ

    การสอนภาษาอังกฤษที่ ดร.ยาเอล เบจาราโน (Dr. Yael Bejarano) นักการศึกษาชาวอิสราเอลได้สร้างเป็นหลักสูตรที่ผ่านการศึกษาวิจัยและได้รับความนิยมใช้อย่างแพร่หลายในประเทศอิสราเอลและประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองอีกมากมายหลายประเทศนี้คือหลักสูตร My First English Adventure เป็นหลักสูตรการสอนที่ยึดทฤษฎีการเรียนรู้ 3 แนวคิดทฤษฎีใหญ่ๆได้แก่

ก.      แนวคิดทฤษฎีของเพียเจต์ (Piaget) ที่กล่าวไว้ว่าการเรียนรู้ของคนเรานั้น เป็นการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นการผสมผสานการรับรู้สิ่งใหม่ๆเข้ากับความรู้เดิม เกิดการตีความหมายใหม่อีกครั้งหนึ่ง จนเกิดเป็นความรู้ใหม่ขึ้นมา

ข.      แนวคิดทฤษฎีของไวกอตสกี้ (Vygotsky) ซึ่งกล่าวไว้ว่าการเรียนรู้ของคนเรานั้นมีขอบเขต และขอบเขตของการเรียนรู้นั้นสามารถขยายตัวออกไปได้ถ้าได้รับการกระตุ้นเสริมอย่างถูกวิธี

ค.      แนวคิดทฤษฎีของบรูเนอร์ (Bruner) ที่กล่าวถึงเรียนรู้ไปทีละลำดับขั้น อาศัยการสร้างความช่วยเหลือดุจดังการใช้ "นั่งร้าน" ในการก่อสร้างอาคาร และบรูเนอร์กล่าวว่า "ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาสติปัญญา"

 

แนวคิดทฤษฎีทั้ง 3 สามารถนำมาผสมผสานเข้าด้วยกันได้ในลักษณะดังนี้

         การขยายขอบเขตของการเรียนรู้              
แนวคิดทฤษฎีทั้ง 3 สามารถนำมาผสมผสานเข้าด้วยกันได้ในลักษณะดังนี้

                            

                                                   EA

                              ก. เพียเจต์                                                                                           ค. บรูเนอร์

                                                                การแก้ปัญหา                                                                            การเรียนรู้ไปทีละลำดับขั้น

                                                                การสร้างองค์ความรู้                                                               การกระทำเป็นกิจวัตร

                                                                การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5                            ข. ไวกอตสกี้

                                                                                                                                                                     ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

                                                                                                                                                                     การเรียนรู้แบบร่วมมือกัน

                                                                                                   การขยายขอบเขตของการเรียนรู้

                             

          ดร.ยาเอลเชื่อในแนวคิดทฤษฎีการอ่านของ ริชาร์ด ทักเกอร์ (Richard Tucker) ที่กล่าวว่ายิ่งเริ่มต้นได้เร็วเพียงใดก็ส่งผลได้ดีกว่าเพียงนั้น และในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน เนื้อหาในการจัดการเรียนการสอนต้องเหมาะสม ครอบคลุมทั้งด้านเนื้อหาความรู้และจิตพิสัย มีการนำเสนอด้วยเทคนิคที่เหมาะสมโดยใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หลากหลาย เมื่อนำแนวคิดทฤษฎีทั้งหลายที่กล่าวข้างต้น มาประยุกต์เข้ากับแนวทางในการจัดการเรียนการสอนว่า จะสอนอะไร (What)  และสอนอย่างไร (How)แล้ว ก็เกิดเป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เป็นภาษาที่สองอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นการเรียนรู้ไปตามลำดับขั้นดังนี้

1.      เป็นการเรียนรู้ระดับการฟังและพูด (Oral/Aural) เป็นการเริ่มต้นเรียนรู้คำศัพท์และการสื่อสารด้วยภาษาพูด เป็นการพัฒนาทักษะการฟัง พูด และสื่อความหมาย

2.      ระยะที่สองนี้เป็นการเรียนรู้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ (Emergent Literacy Skill & Phonemic Awareness) ทักษะทางภาษาและการตระหนักรู้ในเรื่องของการออกเสียงจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เด็กๆเข้าใจในแนวคิดและเนื้อหาของนิทาน สามารถคาดคะเนเรื่องราวของนิทานได้ เข้าใจคำสั่งเบื้องต้นต่างๆ เช่น "มานี่ซิ"  "หลับตา"  "ก้าวจากซ้ายไปขวา" ฯลฯ

3.      เริ่มต้นเรียนรู้ในเรื่องของการอ่านและการเขียน (Beginning of Reading and Writing) เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักษรกับเสียง สามารถจำแนกและผสมเสียงต่างๆได้ รู้วิธีในการสร้างเสียงต่างๆ ทั้งคำคล้องจองและการจำแนกความหมายของตัวอักษรต่างๆ สามารถเขียนคำสั้นๆที่ประกอบด้วยพยัญชนะและสระเพียง 2-3 ตัวได้ รู้จักคำที่เป็นคำข้างเคียงต่างๆ สามารถปรับเปลี่ยนเสียงไปตามการแปรเปลี่ยนของพยัญชนะที่เป็นอักษรนำได้ สามารถอ่านและสร้างความหมายในประโยคง่ายๆได้ เข้าใจในเนื้อหาที่ไม่ยาวนักและสามารถเข้าใจในเรื่องราวที่นิทานสื่อความหมายให้ได้

การเรียนรู้ภาษาอังกฤษของเด็กๆจะเป็นไปในลักษณะที่เด็กๆเข้าใจในโครงสร้างของภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง จากการจัดการเรียนการ

สอนที่อาศัยนิทานเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ การเรียนการสอนจึงเป็นไปอย่างมีชีวิตชีวา มีการอ่านที่มิใช่เป็นเพียงการพัฒนาทักษะในการถอดรหัสสัญลักษณ์เท่านั้น แต่เป็นการอ่านอย่างเข้าใจความหมาย (Reading Comprehension)  ที่ทำให้เด็กๆเข้าใจถึงอารมณ์ของตัวละคร จึงมีประเด็นในการเล่าเรื่องราว มีการโต้ตอบในการเล่นบทบาทสมมติ เด็กๆมีความมั่นใจในการแสดงออก นิทานต่างๆที่ใช้ในหลักสูตรนี้เป็นนิทานที่เลือกสรรให้สอดคล้องกับเนื้อหาที่จะสอน เป็นการบูรณาการคำศัพท์ ไวยากรณ์และบทสนทนาไว้ให้สอดคล้องกับเรื่องราวที่น่าสนใจและอยากติดตาม จึงทำให้เด็กๆเกิดความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนิทานแล้ว กิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ยังอาศัยสื่อต่างๆอีกหลากหลายชนิด ตั้งแต่ภาพสัญลักษณ์ (Flashcard) หุ่นมือ เกม สมุดกิจกรรม (Activities Books) ซีดี ทั้งที่เป็นภาพและเสียง ฯลฯ ที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ กิจกรรมที่จัดขึ้นมีตั้งแต่การเล่านิทาน การใช้ดนตรี เพลงและการเคลื่อนไหว ไปจนถึงการใช้งานศิลปะ ฯลฯ

                หลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษหลักสูตรนี้แบ่งเนื้อหาในการจัดการเรียนการสอนออกเป็นหน่วยต่างๆ 8 หน่วย เริ่มตั้งแต่หน่วยแรกคือ เรื่องครอบครัว (Family) หน่วยที่สองเรื่องบ้าน (Home) หน่วยที่สามเรื่องเพื่อนๆที่โรงเรียน หน่วยที่สี่เรื่องราวในชั้นเรียน (In the classroom) เป็นต้น ฯลฯ ภาพรวมของกิจกรรมการสอนในหน่วยที่ 1-4 ได้แก่

 

หน่วยที่ 1

หน่วยที่ 2

หน่วยที่ 3

หน่วยที่ 4

หัวเรื่องและเนื้อหาทางการเรียนรู้ภาษา

ครอบครัว

  • แนะนำตัว
  • การทักทาย
  • การเข้าใจและแสดงการตอบสนองต่อคำสั่ง
  • สมาชิกในครอบครัว
  • สี
  • จำนวนนับ 1-10
  • การแสดงออกทางอารมณ์
  • การปฏิบัติตามคำชี้แนะ

บ้าน

  • แนะนำตัว
  • การทักทาย
  • การตอบและถามคำถาม
  • การบรรยายถึงสิ่งที่ทำในบ้าน
  • การบรรยายเรื่องสถานที่
  • การบรรยายถึงลักษณะภายนอกของบ้าน
  • จำนวนห้องในบ้าน
  • การปฏิบัติตามคำชี้แนะ

เพื่อนที่โรงเรียน

  • การทักทายและการแนะนำ
  • การปฏิบัติตามคำชี้แนะ
  • การพรรณนาถึงสรรพสิ่ง
  • ชื่อของอุปกรณ์ในห้องเรียนและวิธีการใช้งาน
  • การขอร้องอย่างสุภาพ
  • การแสดงความชอบและความไม่ชอบ
  • สามารถแยกแยะความแตกต่างทางวัฒนธรรมในห้องเรียน

ในห้องเรียน

  • การทักทาย
  • การปฏิบัติตามคำชี้แนะ
  • การเข้าใจและการตอบสนองต่อคำสั่ง
  • การบรรยายถึงตำแหน่งแห่งที่
  • การพรรณนาถึงสิ่งต่างๆและการทำงาน
  • การใช้เวลาในการแสดงออก
  • การแสดงอาการชอบและไม่ชอบ
  • การนับ 11-15

หนังสือและนิทาน

  • Five Little Monkeys
  • Not Now, Bernard
  • The Frog family on a Hot Day
  • Goldilocks
  • Review: Not Now, Bernard
  • We Can Share at School
  • The Wheels on the Bus
  • Cookies’ Weeks
  • I Like Books

ทักษะทางภาษา

* เข้าใจว่าภาษาอังกฤษนั้นอ่านจากซ้ายไปขวา     * สามารถจำแนกตัวละครที่สำคัญได้     * รู้จักตัวอักษร

 * เข้าใจว่าหนังสือคืออะไร ปกและชื่อเรื่องมี       *  เรียนรู้เนื้อหาจากนิทาน                * รู้จักเสียงของตัวอักษร

    เพื่ออะไร

* สามารถคาดเดาเรื่องราวจากหน้าปกได้               * สามารถแสดงออกตามเรื่องราวได้       * ตระหนักรู้ถึงโครงสร้างของเสียงในคำ

* เดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในลำดับต่อไป              * เข้าใจในลักษณะของอารมณ์ในเรื่อง  * เกิดทักษะในการถอดรหัสสัญลักษณ์

* เข้าใจในลำดับเรื่องราวของนิทาน                      * มีการตอบสนองต่อเนื้อหาของเรื่อง    * สามารถอ่านคำที่คุ้นเคยและอ่านประโยค

                                                   เป็นการเฉพาะตัว                                     สั้นๆได้

* มีส่วนร่วมในการอ่านอย่างมีปฏิสัมพันธ์           * เข้าใจในความเป็นเหตุเป็นผลของ

                                                                                     ความสัมพันธ์ในเรื่องได้

* สามารถเล่าเรื่องราวในนิทานได้ใหม่โดยมุ่งเน้นไปที่ภาพในหนังสือได้

มิติของการเรียนรู้

ทักษะทางการเรียนรู้                                           ทักษะทางสังคม                                    จิตพิสัย

* การปฏิบัติตามชี้แนะ          * การจำแนกแยกประเภท    * การต่อรองและบรรลุข้อตกลง      * การสร้างความนับถือตนเอง

* การจับคู่                              * การเรียงลำดับ                   * การร่วมมือสร้างสรรค์งานกลุ่ม    * การสร้างความเชื่อมั่นแก่ตนเองใน           

                                                                                                                                                           การใช้ภาษาอังกฤษ

* การจัดหมวดหมู่                * การวิเคราะห์                      * การรู้จักผลัดเปลี่ยนรอคอย          * มีความภูมิใจในผลงาน

* การคาดคะเน                     * การแสดงออกถึงสิ่งที่ได้    * การให้ความช่วยเหลือเพื่อนๆ     * การพัฒนาทัศนคติในทางบวกต่อ

                                                  เรียนรู้มา                                 เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย                     ภาษาอังกฤษ

* ความสามารถจำแนกแยกแยะระหว่างสิ่งที่เป็นจริง     * การช่วยเหลือผู้อื่น                        * การเพิ่มพูนแรงจูงใจในการเรียนรู้

    กับสิ่งที่เป็นจินตนาการ

 

 

 

 

                                                                                                                                                                   

 




Comments