หลักการทำงาน

โพสต์14 ก.ค. 2554 01:09โดยEASY CHECK OUTLET   [ อัปเดต 14 ก.ค. 2554 19:13 ]
          “เครื่องตรวจสอบเต้ารับชนิดมีสายดิน” อาศัยหลักการตรวจวัดแรงดันไฟฟ้าระหว่างคู่สาย 3 คู่สาย ในการตรวจสอบความถูกต้องในการต่อสายที่ขั้วของเต้ารับชนิดมีสายดิน ดังแสดงในรูปที่ 1


รูปที่ 1 แรงดันไฟฟ้าระหว่างคู่สาย

            - ระหว่างสายเส้นที่มีไฟและสายนิวทรัล (L-N) ปกติจะมีค่าแรงดันไฟฟ้าประมาณ 230 โวลต์
            - ระหว่างสายเส้นที่มีไฟและสายดิน (L-G) ปกติจะมีค่าแรงดันไฟฟ้าประมาณ 230 โวลต์
            - ระหว่างสายนิวทรัลและสายดิน (N-G) ปกติจะมีค่าแรงดันไฟฟ้าประมาณ 0 โวลต์

          จาก
รูปที่ 1 เมื่อนำหลอดไฟสัญญาณต่อระหว่างคู่สายทั้งสาม ตามรูปที่ 2 ในกรณีปกติที่มีการต่อสายถูกต้องจะพบว่าหลอดไฟสัญญาณ 1 และ 2 จะติดสว่างเนื่องจากได้รับแรงดัน 230 โวลต์ ส่วนหลอดไฟสัญญาณ 3 จะดับเนื่องจากได้รับแรงดัน 0 โวลต์


รูปที่ 2 สถานะของหลอดไฟสัญญาณ กรณีปกติ

          เมื่อพิจารณากรณีที่สายดินระหว่างแผงเมนสวิตช์และเต้ารับไม่ได้ต่อหรือขาดตามรูปที่ 3 จะพบว่ามีเพียงหลอดไฟสัญญาณ 2 เท่านั้นที่ติดสว่าง ส่วนหลอดไฟสัญญาณ 1 และ 3 จะดับเนื่องจากได้รับแรงดัน 0 โวลต์


รูปที่ 3  สถานะของหลอดไฟสัญญาณ กรณีสายดินขาดหรือไม่ได้ต่อ

          ดังนั้น จึงอาศัยหลักการตรวจวัดแรงดันไฟฟ้าระหว่างคู่สายทั้งสาม โดยใช้ชุดวงจรหลอดแอลอีดีเป็นอุปกรณ์ตรวจสอบและแสดงผล ดังแสดงในรูปที่ 4 สามารถอธิบายการตรวจสอบของแต่ละกรณีได้ดังต่อไปนี้


รูปที่ 4 การจัดวางวงจรของเครื่องตรวจสอบขั้วเต้ารับชนิดมีสายดิน

กรณีที่ 1: 


กรณีปกติต่อสายที่ขั้วเต้ารับถูกต้อง  เมื่อพิจารณารูปที่ 5 จะพบว่าชุดวงจรหลอดแอลอีดี 1 และ 2 จะเปล่งแสงเนื่องจากได้รับแรงดัน 230 โวลต์ ส่วนชุดวงจรหลอดแอลอีดี 3 จะไม่เปล่งแสงเนื่องจากได้รับแรงดัน 0 โวลต์


รูปที่ 5 สถานะของหลอดแอลอีดี กรณีต่อสายถูกต้อง


กรณีที่ 2:


กรณีต่อสายที่ขั้วเต้ารับไม่ถูกต้อง คือ ไม่มีไฟมา (ไม่ได้ต่อสายเส้นที่มีไฟ) หรือ ไม่ได้ต่อสายนิวทรัลและสายดินที่ขั้วของเต้ารับ เมื่อพิจารณารูปที่ 6 จะพบว่าชุดวงจรหลอดแอลอีดี 1 2 และ 3 จะไม่เปล่งแสงเนื่องจากได้รับแรงดัน 0 โวลต์


รูปที่ 6 สถานะของหลอดแอลอีดี กรณีไม่ต่อสายเส้นที่มีไฟ



กรณีที่ 3:


กรณีต่อสายที่ขั้วเต้ารับไม่ถูกต้อง คือ ไม่ได้ต่อสายดินที่ขั้วของเต้ารับ เมื่อพิจารณารูปที่ 7 จะพบว่าชุดวงจรหลอดแอลอีดี 2 จะติดสว่างเนื่องจากได้รับแรงดัน 230 โวลต์ ส่วนชุดวงจรหลอดแอลอีดี 1 และ 3 จะมีลักษณะอนุกรมกันแบ่งกันรับแรงดันชุดละ115 โวลต์ แต่ออกแบบไม่ให้มีกระแสไหลผ่าน ทำให้ชุดวงจรหลอดแอลอีดี 1และ 3 ไม่เปล่งแสง


รูปที่ 7 สถานะของหลอดแอลอีดี กรณีไม่ต่อสายดิน




กรณีที่ 4:


กรณีต่อสายที่ขั้วเต้ารับไม่ถูกต้อง คือ ไม่ได้ต่อสายนิวทรัลที่ขั้วของเต้ารับ เมื่อพิจารณารูปที่ 8 จะพบว่าชุดวงจรหลอดแอลอีดี 1 จะเปล่งแสงเนื่องจากได้รับแรงดัน 230 โวลต์ ส่วนชุดวงจรหลอดแอลอีดี 2 และ 3 จะไม่เปล่งแสง เนื่องจากมีลักษณะอนุกรมกันแบ่งกันรับแรงดันชุดละ115 โวลต์ แต่ออกแบบไม่ให้มีกระแสไหลผ่าน


รูปที่ 8 สถานะของหลอดแอลอีดี กรณีไม่ต่อสายนิวทรัล




กรณีที่ 5:


กรณีต่อสายที่ขั้วเต้ารับไม่ถูกต้อง คือ มีการต่อสายนิวทรัลสลับกับสายเส้นที่มีไฟ เมื่อพิจารณารูปที่ 9 จะพบว่าชุดวงจรหลอดแอลอีดี 2 และ 3 จะเปล่งแสงเนื่องจากได้รับแรงดัน 230 โวลต์ ส่วนชุดวงจรหลอดแอลอีดี 1จะไม่เปล่งแสงเนื่องจากได้รับแรงดัน 0 โวลต์


รูปที่ 9 สถานะของหลอดแอลอีดี กรณีต่อสายนิวทรัลสลับกับสายเส้นที่มีไฟ




กรณีที่ 6:


กรณีต่อสายที่ขั้วเต้ารับไม่ถูกต้อง คือ มีการต่อสายดินสลับกับสายเส้นที่มีไฟ เมื่อพิจารณารูปที่ 10 จะพบว่าชุดวงจรหลอดแอลอีดี 1 และ 3 จะเปล่งแสงเนื่องจากได้รับแรงดัน 230 โวลต์ ส่วนชุดวงจรหลอดแอลอีดี 2 จะไม่เปล่งแสงเนื่องจากได้รับแรงดัน 0 โวลต์


รูปที่ 10 สถานะของหลอดแอลอีดี กรณีต่อสายดินสลับกับสายเส้นที่มีไฟ




กรณีที่ 7:


กรณีต่อสายที่ขั้วเต้ารับไม่ถูกต้อง คือ มีการต่อสายนิวทรัลสลับกับสายเส้นที่มีไฟและไม่ได้ต่อสายนิวทรัลที่ขั้วของเต้ารับ เมื่อพิจารณารูปที่ 11 จะพบว่าชุดวงจรหลอดแอลอีดี 3 จะเปล่งแสงเนื่องจากได้รับแรงดัน 230 โวลต์ ส่วนชุดวงจรหลอดแอลอีดี 1 และ 3 มีลักษณะอนุกรมกันแบ่งกันรับแรงดันชุดละ115 โวลต์ ซึ่งออกแบบให้มีกระแสไหลผ่านได้ โดยชุดวงจรหลอดแอลอีดี จะเปล่งแสงปกติ ส่วนชุดวงจรหลอดแอลอีดี จะเปล่งแสงแบบหรี่


รูปที่ 11 สถานะของหลอดแอลอีดี กรณีต่อสายนิวทรัลสลับกับสายเส้นที่มีไฟและไม่ได้ต่อสายนิวทรัล


Comments