งานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

 
 

วันนี้เมื่อสามสี่ปีก่อน

 

งานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

 

วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2549

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ตอบแก่พระบรมวงศานุวงศ์ และ พสกนิกรที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม 9มิ.ย.49

 

วิดีโอ YouTube

วิดีโอ YouTube


คลิกที่นี่...ดูคลิปทั้งหมด 12 ตอน (1/12 ถึง 12/12)


ดาวน์โหลดภาพจากสำนักพระราชวัง
http://palaces.thai.net/king60/

คลิปเสียง .mp3:
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร ถวายพระพรชัยมงคลแทนพระบรมวงศานุวงศ์
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถวายพระพรชัยมงคล แทนคณะรัฐมนตรี ข้าราชการทหาร-พลเรือน
http://www.upload-thai.com/download.php?id...5ce5d5bcb25ee57
 
 
 
เพลง Journey On The Earth ที่เปิดในงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน 2549 ไพเราะมากมาก เป็นเพลงที่เวลาฟังแล้วทำให้มีความสุข รู้สึกปลาบปลื้ม ฟังแล้วอบอุ่น อย่างหามิได้ อยากให้ทุกคนได้ฟังกัน เชื่อผม...มีเก็บไว้ฟัง จะรู้สึกดีมากๆ

วันนั้นผมดูทีวีอยู่ แอบน้ำตาไหลเหมือนกัน ตอนที่ในหลวงทรงเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม บวกกับเพลงนี้ที่เปิด และภาพประชาชนนับล้าน ซึ่งผมดีใจ ซึ้งใจครับ ที่ได้เกิดมาใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ท่าน

วิดีโอ YouTube


ดาวน์โหลด 9june2549 JourneyOnTheEarth (ต้นฉบับ)
Dimensions: 640x480 .wmv 30mb
http://www.upload-thai.com/download.php?id=79927a6afd1cabc675649c8451e52ffd


มหาราชผู้ยิ่งใหญ่ :
http://www.mediafire.com/?40dew1y2xjh

รักพ่อ :
http://www.fungdham.com/download/vdo-others/rak-por-karaoke.wmv

ภาพในหลวงทรงผนวช
http://www.youtube.com/watch?v=9eXmF7U__e4&feature=related

ความฝันอันสูงสุด
http://www.youtube.com/watch?v=UyGxzevO6Ds&NR=1

King Bhumibol Adulyadej ความฝันอันสูงสุด
http://www.youtube.com/watch?v=kIh0fLHw9lM&NR=1

 
 
พระราชาจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ที่มาร่วมถวายพระพร
 
 
 
 
 
 
 
วันประวัติศาสตร์ที่โลกต้องจารึก
 
วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2549
 

Journey On The Earth

คือเพลงประกอบตอนที่ในหลวงออกมหาสมาคมครับ

เพลงดีๆ ฝีมือของคุณจำรัส เศวตาภรณ์

ที่ช่วยทำให้บ่อน้ำตาของคนทั้งประเทศ เอ่อล้นกันถ้วนหน้า

 

ดูได้ที่นี่ครับ

http://sites.google.com/site/zone1kongthun/widixo-phelng

 


 
 

ทรงโบกพระหัตถ์ ประชาราษฎร์มหาปิติ

 

ตื้นตัน กลั่นน้ำตาไม่อยู่ เปล่งเสียง "ทรงพระเจริญ"

 

กึกก้องท้องพระราชวังดุสิต

 

พสกนิกรหลั่งไหลถวายพระพรแต่เช้าตรู่

 

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2549 ตั้งแต่เวลาประมาณ 06.00 น. บริเวณด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง ประชาชนจำนวนมากทยอยมารอลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลทรงครองสิริราชสมบัติ 60 ปีในวันนี้ ซึ่งสำนักพระราชวังจัดสถานที่ไว้ให้คณะทูตานุทูต ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชการทั่วไป และประชาชน มาร่วมลงนามถวายพระพร เข้ามาทางประตูวิมานเทเวศร์ ตรงข้ามหาวิทยาลัยศิลปากร โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นอาวุธเพื่อรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด นอกจากนี้บริเวณตรงข้ามกับพระบรมมหาราชวัง มีร้านจัดจำหน่ายของที่ระลึกต่างๆ อาทิ เหรียญ แสตมป์ ธนบัตรฉลองครองราชย์ 60 ปี พร้อมกันนี้สำนักพระราชวังเปิดปราสาทพระเทพบิดร สถานที่ประดิษฐานพระบรมรูปพระบูรพกษัตริยาธิราช ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 8 ให้เข้าถวายบังคม โดยมีประชาชนทยอยเข้าลงนามถวายพระพรและเข้าสักการะสมเด็จพระบูรพกษัตริยาธิราชอย่างเนืองแน่น จนต้องจัดระเบียบการเข้าแถว สำหรับปราสาทพระเทพบิดรจะเปิดให้ประชาชนเข้าปีละ 7 ครั้งเท่านั้น อาทิ วันฉัตรมงคล วันจักรี วันสงกรานต์ วันปิยมหาราช และวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันนี้เปิดให้เข้าเป็นกรณีพิเศษ

ต่อแถวซื้อของที่ระลึกวันมหามงคล

 

ในส่วนประชาชนทั่วไป สำนักพระราชวังเปิดให้ลงนามบริเวณเต็นท์หน้าอาคารสหทัยประชาคม มีประชาชนใส่เสื้อเหลืองเข้าถวายพระพรตั้งแต่ช่วงเช้า นอกจากลงนามถวายพระพรแล้ว ประชาชนจำนวนมากยังเข้าแถวรอซื้อดวงตราไปรษณียากรพิเศษบริเวณที่ทำการไปรษณีย์ เช่นเดียวกับที่หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาพระบรมมหาราชวัง ก็มีประชาชนทยอยเข้ารับธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติที่สั่งจองไว้อย่างต่อเนื่อง ธนบัตรดังกล่าวเป็นธนบัตรราคาฉบับละ 60 บาท ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยจัดพิมพ์ขึ้นจำนวน 9,999,999 ฉบับ และรับจองฉบับละ 100 บาท เป็นธนบัตรสีเหลือง ด้านหน้าเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ และพระบรมฉายาลักษณ์ มีฟอยล์สีเงินสลักตราสัญลักษณ์เฉลิมฉลองครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และพระครุฑพ่าห์ ด้านหลังเป็นรูปพระบรมฉายาลักษณ์ และพระบรมสาทิสลักษณ์ที่ทรงบำเพ็ญกรณียกิจ ทั้งนี้รายได้จากการจำหน่ายธนบัตรจะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ลานพระรูปแน่นตั้งแต่กลางคืน

 

สำหรับบรรยากาศบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า มีประชาชนเรือนหมื่นปักหลักจับจองพื้นที่ตั้งแต่ช่วงดึกคืนที่ผ่านมา จนลานพระบรมรูปทรงม้าต่อเนื่องไปตลอดแนวถนนราชดำเนินนอก ถึงช่วงสะพานมัฆวานรังสรรค์ เนืองแน่นไปด้วยผู้คน มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเหลืองอร่ามของเสื้อที่ทุกคนพร้อมใจกันสวมใส่เพื่อรอเฝ้าฯ รับเสด็จและรอชื่นชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะเสด็จออกสีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม ช่วงเวลาประมาณ 10.00 น.วันที่ 9 มิ.ย. กระทั่งเวลา 06.00 น.ลานพระบรมรูปทรงม้าก็แน่นขนัดไปด้วยคลื่นมหาชนในบรรยากาศสวมใส่เสื้อผ้าสีเหลืองจนแทบไม่มีที่ยืน และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มพื้นที่ถนนราชดำเนิน ต่อเนื่องไปสุดลูกหูลูกตา ผู้ที่เพิ่งเดินทางมาไม่สามารถเบียดแทรกเข้าไปพื้นที่ด้านในได้ ขณะที่ผู้ที่อยู่ด้านในก็ไม่สามารถออกมาด้านนอกได้เช่นกัน เด็กนักเรียนโรงเรียนต่างๆ หลายคนเริ่มเป็นลม ต้องพึ่งบริการแพทย์สนามที่เตรียมยาลม ยาดม ยาหม่อง ไว้บริการ

สียง"ทรงพระเจริญ"กระหึ่มรับเสด็จ

 

เวลาประมาณ 09.00 น.บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าต่อเนื่องไปตลอดแนวถนนราชดำเนิน ก็แน่นขนัดไปด้วยคลื่นมหาชนสวมใส่เสื้อเหลืองนับล้านคน ทุกคนต่างตื่นเต้นและใจจดจ่อเพื่อรอเฝ้าฯรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธีบวงสรวงบูรพมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ และเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ ประชาชนเข้าเฝ้าฯถวายพระพร เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติเป็นปีที่ 60 กระทั่งเวลา 10.00 น.เมื่อขบวนรถพระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินมาถึงพระราชวังดุสิต ประชาชนเรือนล้านที่เฝ้าฯรอรับเสด็จทุกคนพร้อมใจกันยกมือพนม และเปล่งเสียงถวายพระพรว่า "ทรงพระเจริญ" เสียงดังกึกก้องไปทั่วลานพระบรมรูปทรงม้า

ทุกเส้นทางเข้าลานพระรูปติดขัด

 

บริเวณรอบๆลานพระบรมรูปทรงม้า ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่เวลา 05.00 น. มีประชาชนทยอยมากันเป็นครอบครัว และหมู่คณะ แต่ละคนต่างถือธงชาติและธงตราสัญลักษณ์ นอกจากนี้หน้าวัดเบญจมบพิตรบรรยากาศก็ไม่แพ้กัน แต่ประชาชนมาหนาตากว่าเนื่องจากเป็นเส้นทางเข้าไปใกล้ลานพระบรมรูปทรงม้ามากที่สุด แต่พอถึงช่วงเช้าส่วนใหญ่ก็ต้องผิดหวัง เนื่องด้วยมีประชาชนนั่งและยืนจนแน่นล้นออกมาไม่สามารถเดินต่อไปได้อีก ประชาชนจำนวนมากต้องเดินย้อนกลับไปผ่านหน้าวัดเบญจมบพิตรไปทางทำเนียบรัฐบาล เพื่อเดินต่อไปยังสี่แยกมิสกวัน และสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งยังพอเบียดเสียดเลื่อนไหลไปได้ ตลอดแนวบริเวณที่มีประชาชนนั่งรออยู่นั้น มีเจ้าหน้าที่พยาบาลจากหลาย ร.พ. มาคอยเดินอำนวยความสะดวกดูแลและปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่เด็กและคนชรา ที่มีอาการวิงเวียน เป็นลม นอกจากนั้นยังมีจุดบริการน้ำดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชงน้ำร้อนตั้งอยู่เป็นระยะๆ และยังมีรถสุขาเคลื่อนที่ของกทม.ที่ต้องจอดหลบเพื่อไม่ให้เสียทัศนียภาพ ขณะเดียวกันทำเนียบรัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการเปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้ห้องน้ำได้ แต่ต้องแลกบัตรประชาชนผ่านเข้ามาครั้งละ 8-10 คนเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และความปลอดภัยของสถานที่ราชการ

เสด็จฯ มาถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม

 

แล้ววันเวลามหามงคลครั้งสำคัญยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของปวงชนชาวไทยก็มาถึง เมื่อเวลา 10.00 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต มาถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนพระราชพิธี เริ่มจากพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช และเสด็จออกมหาสมาคม รับการถวายพระพรชัยมงคล ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม โดยเจ้าพนักงานเตรียมการพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ณ พลับพลาพิธี พระที่นั่งอนันตสมาคม เชิญพระพุทธปฏิมาปางประจำรัชกาลพ่อขุนศรีอินทราทิตย์แห่งกรุงสุโขทัย สมเด็จพระเจ้าอู่ทองแห่งกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชขึ้นประดิษฐานที่พลับพลาพิธี และพระที่นั่งชุมสายและเครื่องบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชไว้พร้อม

สีหบัญชรพร้อมรับถวายพระพร

 

บริเวณท้องพระโรงพระที่นั่งอนันตสมาคม ที่พระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร เจ้าพนักงานตั้งพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ ประดิษฐานพระมหาพิชัยมงกุฎราชกกุธภัณฑ์ เครื่องขัตติยาราชูปโภค แวดล้อมด้วยต้นไม้ทอง เงิน หน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร ทอดพระราชอาสน์ และเครื่องราชูปโภค สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม มุขด้านทิศใต้ทอดผ้าทิพย์ตราพระครุฑพ่าห์ เป็นที่สำหรับเสด็จออกมหาสมาคมเพื่อรับการถวายพระพรชัยมงคล บริเวณสนามหญ้าหน้าพระที่นั่งสีหบัญชร ได้ตั้งแท่นพิธีพร้อมเสาบัววางพานดอกไม้ธูปเทียนแพ สำหรับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทูลเกล้าฯ ถวาย และตั้งเสาบัววางพานดอกไม้ธูปเทียนแพ สำหรับนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ทูลเกล้าฯ ถวายตามลำดับ โดยด้านหลังเป็นแถวคณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการทหาร-พลเรือน ผู้แทนศาสนาอื่นๆ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทตามตำแหน่งหน้าที่ ส่วนบริเวณด้านหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม มีแถวตำรวจหลวงยืนเฝ้าฯ รักษาการณ์ และนายทหารราชองครักษ์ยืนเฝ้าฯ ตามหน้าที่

ร้องเพลงสดุดีมหาราชาดังกึกก้อง

 

ประชาชนนับล้านคนที่เฝ้าฯ รอรับเสด็จเต็มพื้นที่บริเวณหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ทั้งบริเวณด้านหน้า ด้านข้าง บริเวณหน้าสวนสัตว์ดุสิตเขาดินวนา ตลอดแนวถนนจนถึงบริเวณหน้าพระราชวังสวนจิตรลดา ส่วนทางด้านถนนราชดำเนิน ประชาชนที่มารอเฝ้าฯรับเสด็จแม้จะไม่สามารถเข้ามาใกล้ด้านหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม แต่ก็ยังคงทยอยเข้ามาจนเต็มถนนราชดำเนิน ทั้งราชดำเนินใน ราชดำเนินกลาง ราชดำเนินนอก จนถึงสะพานมัฆวานรังสรรค์ต่อเนื่องยาวไปถึงบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยมีเจ้าหน้าที่ยืนแจกธงชาติ และธงสีเหลืองตราสัญลักษณ์ครองราชย์ 60 ปีแก่ประชาชนหลายจุด ทุกคนที่เฝ้าฯรอรับเสด็จต่างพร้อมใจกันร่วมร้องเพลงสดุดีมหาราชา สลับกับส่งเสียงคำว่า "ไชโย" และ "ทรงพระเจริญ" เป็นระยะๆจนดังกระหึ่มกึกก้องได้ยินไปไกลหลายก.ม. เมื่อทุกพระองค์เสด็จฯเข้าสู่พลับพลาพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธปฏิมาปางประจำรัชกาลสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนพัดรองที่ระลึกพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชแด่สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ 10 รูป แล้วประทับพระราชอาสน์ ทรงศีล สมเด็จพระราชาคณะถวายศีลจบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งชุมสายที่ตั้งเครื่องบวงสรวง บริเวณด้านหน้าพลับพลาพิธี ทรงแปรพระพักตร์สู่ปราสาทพระเทพบิดรและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช โหรหลวงลั่นฆ้องชัย พราหมณ์เป่าสังข์ ภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์ ชาวพนักงานประโคมแตร ดุริยางค์
 

เสด็จฯออกยังสีหบัญชร

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ประทับพระราชอาสน์ที่มุขหน้าพลับพลาพิธี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชครูวามเทพมุนี หัวหน้าพราหมณ์ อ่านประกาศบวงสรวง ในขณะนั้นผู้ที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททุกหมู่เหล่ายืนประนมมือแสดงคารวะบูชา ผินหน้าไปทางพระที่นั่งชุมสาย เมื่อพระราชครูวามเทพมุนีอ่านประกาศบวงสรวงจบ โหรหลวงลั่นฆ้องชัย พราหมณ์เป่าสังข์ ภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์ ชาวพนักงานประโคมแตร ดุริยางค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมแด่สมเด็จพระราชาคณะ และพระราชาคณะ แล้วทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายพระพรชัยมงคลคาถาพิเศษ ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา แล้วพระสงฆ์ออกไปรับพระราชทานฉันที่ตำหนักสวนบัวเปลว จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินขึ้นท้องพระโรงพระที่นั่งอนันตสมาคม เวลา 11.30 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินออกยังพระที่นั่งสีหบัญชร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม และพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี เลขาธิการพระราชวัง ราชเลขาธิการ สมาชิกราชสกุล และสตรีผู้มีบรรดาศักดิ์ และพสกนิกร เข้าเฝ้าฯทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

สมเด็จพระบรมฯ นำถวายพระพรชัย

 

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงยืนเฝ้าฯ ที่แท่นหน้าสีหบัญชร เมื่อพร้อมแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จออกสีหบัญชรมุขด้านทิศใต้ ชาวพนักงาน มโหระทึก ประโคมแตรฝรั่ง ทหารกองเกียรติยศ 3 เหล่าทัพถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ 21 นัด พระสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรเจริญชัยมงคลคาถา ย่ำฆ้องกลองระฆัง พร้อมกับการประกอบพิธีกรรมของศาสนาอื่นๆ เมื่อสิ้นสุดเพลงสรรเสริญพระบารมีแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ แล้วกราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลแทนพระบรมวงศานุวงศ์ ใจความว่า "ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า เหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ มีความปีติ ปราโมทย์ เป็นพ้นประมาณ ที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้มาประชุมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล ในมหาสมาคมอันยิ่งใหญ่นี้ นับแต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย เมื่อ 60 ปีที่แล้ว ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ได้ทรงปฏิบัติพระองค์ และปฏิบัติพระราชกิจโดยบริสุทธิ์ บริบูรณ์ทุกสถาน ทั้งตามระบอบการปกครอง และตามโบราณขัตติยะจารีต พระเกียรติคุณแห่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงเป็นที่ประจักษ์ทั่วไป ทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวโลก ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์สุดประเสริฐ เลิศด้วยบุญญาธิการ และเพรียบเพ็ญด้วยพระบารมี

พระบารมีมีเป็นอเนกประการ

 

"พระบารมีแห่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทนั้น มีเป็นอเนกประการ เกินกว่าจะกล่าวขานได้ในเวลาอันจำกัด ณ มหามงคลสมัยพิเศษนี้ ข้าพระพุทธเจ้า ขอรับพระราชทานยกพระบารมีประการหนึ่ง ขึ้นอ้างถวายราชสดุดี ได้แก่ สัจจะบารมี การรักษาสัจจะที่ตั้งไว้แก่ตนเอง และให้แก่ผู้อื่น ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงธำรงรักษาอย่างอุกฤษฏ์อยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ เมื่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงยินยอมรับสิริราชสมบัติ ได้มีพระราชดำรัสในท่ามกลางมหาสมาคม กอปรด้วย ประธานสภาผู้แทนแทนราษฎร นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการผู้ใหญ่ ว่าข้าพเจ้าจะทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ และเพื่อความผาสุกของประชาชนอย่างเต็มความสามารถ และในคราวที่ทรงรับพระบรมราชาภิเษก ได้ทรงประกาศพระปฐมบรมราชโองการ ซึ่งเป็นทั้งพระราชปณิธานและสัจจะวาจา พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย ว่าเราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม "ตลอดเวลาที่ผ่านมาใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงปฏิบัติพระองค์มั่นคงในราชนิติธรรมของพระมหากษัตริย์ มีทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตร สังคหวัตถุ พร้อมทั้งเป็นธรรมอันเป็นพละ คือกำลังของผู้ครองแผ่นดิน 5 ประการ และทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชภาระของพระมหากษัตริย์ ในอันที่จะปกป้องสรรพภัยพิบัติ และดำรงความผาสุกสวัสดิ์ของราชอาณาจักร และประชาชนอยู่สม่ำเสมอเป็นนิจ เห็นได้จากโครงการต่างๆ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระราชดำริขึ้น เพื่อปรับปรุงและพัฒนาแหล่งทำกิน ตลอดจนการประกอบสัมมาอาชีพของพสกนิกร และที่ใดมีทุกข์ เดือดร้อน แม้อยู่ในถิ่นที่ทุรกันดารห่างไกล ก็ทรงพระราชอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ อีกทั้งเมื่อเกิดเหตุคับขัน เป็นอันตรายแก่ความมั่นคงของบ้านเมือง ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ไม่เคยทรงหวั่นหวาดที่จะเผชิญและแก้ไข ทรงใช้ความถูกต้อง ความกล้าหาญ พร้อมทั้งพระขันติ และพระปรีชาญาณอันสุขุม คลี่คลายสถานการณ์ต่างๆ ทุกคราวมา

เป็นร่มฉัตรปกประเทศชั่วกาลนาน

 

"พระราชภารกิจนั้นแม้จะเป็นภาระที่หนักและลำบากยิ่ง แต่ด้วยเหตุที่ทรงดำรงมั่นอยู่ในพระราชสัจจะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงมิได้ทรงย่อท้อหรือหวั่นไหว หากมีพระราชหฤทัยที่แน่วแน่ และมุ่งมั่น ทำให้พระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ที่ทรงปฏิบัติ บำเพ็ญ บรรลุศุภผล ยังประโยชน์และความผาสุกมั่นคง ให้เกิดแก่ประชาราษฎร์และประเทศไทยอย่างกว้างใหญ่ไพศาล ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทั่วทุกเขตคามในขอบขัณฑสีมาอาณาจักร จึงมีความผาสุกร่มเย็นทั่วหน้ากันด้วยพระบารมีแห่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อมอยู่เป็นนิจกาล "ในมหามงคลสมัยที่ทรงครองสิริราชสมบัติยั่งยืนนานมาครบ 60 ปี จึงเป็นวาระอันควรที่คนไทยทั้งชาติจะได้ร่วมกันแสดงความจงรักภักดี ให้ทรงมีพระราชหฤทัยผ่องแผ้ว เบิกบาน โปร่งปลอดจากเรื่องรบกวนกังวล ข้าพระพุทธเจ้าเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ จึงขอพระราชทานยึดสัจธรรมขึ้นเป็นที่ตั้ง ร่วมจิตกันถวายเป็นสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งปวงจะตั้งตัว ตั้งใจไว้ให้มั่นคง ในความซื่อสัตย์สุจริต และในความจงรักภักดี จะรักษาเกียรติและความสามัคคีให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเสมอทุกเมื่อ จะตั้งใจประพฤติตัว ปฏิบัติงานตามภาวะฐานะและหน้าที่ของตน โดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ และจะละเว้นการประพฤติปฏิบัติที่จะทำให้เป็นที่ระคายเคืองเบื้องยุคลบาท กับขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล "ขออานุภาพคุณพระรัตนตรัยและเทวาดิเทพน้อยใหญ่ ผู้ปกปักบริรักษ์สยามรัฐสีมามีพระสยามเทวาธิราชเป็นอาทิ กับทั้งพระบรมเดชานุภาพแห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ อีกอำนาจแห่งพระราชกุศลบารมีที่ทรงสั่งสมตลอดมา หาประมาณมิได้ จงพร้อมเพรียงกันเกื้อกูลและอภิบาลบำรุงใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ให้ทรงพระเกษมสวัสดี ทรงผ่องแผ้วด้วยพระบุญราศีสูงส่งทั้งในพระราชหฤทัยและพระวรกาย อริราชศัตรูหมู่พาลทั้งหลายพ่ายแพ้แก่พระมหากรุณาอันพิสุทธิ์ไพศาล พระกิตติคุณ บุญญาธิการแผ่ไกลในทิศานุทิศ พระราชประสงค์จงสัมฤทธิ์ทุกประการ เสด็จสถิตยั่งยืนนานในมไหศุริยสมบัติ เป็นร่มฉัตรปกประเทศเป็นบุญเขตรุ่งเรืองร่มเย็นสำหรับข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และประชาชาวไทยถ้วนหน้าได้พึ่ง ได้อาศัยด้วยความผาสุกสวัสดีตลอดไปชั่วกาลนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ"

ประมุข 3 ฝ่ายร่วมถวายพระพร

 

จากนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินเข้าเฝ้าฯ ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งอนันตสมาคม ต่อมานายกรัฐมนตรีเปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ แล้วกราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคล แทนคณะรัฐมนตรี ข้าราชการทหาร พลเรือน และราษฎรทุกหมู่เหล่า ประธานรัฐสภาเปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ แล้วกราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคล แทนสมาชิกรัฐสภา ประธานศาลฎีกาเปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ แล้วกราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคล แทนข้าราชการตุลาการ จบ ทหารกองเกียรติยศ 3 เหล่าทัพถวายความเคารพ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวแทนกล่าวคำกราบบังคมทูล ว่า "ข้าพระพุทธเจ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในนามของคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกหมู่เหล่าขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสกราบบังคมทูลพระกรุณาสำแดงความจงรักภักดี และความปลาบปลื้มปีติปราโมทย์ในมหามงคลสมัยที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงสถิตในราไชศวรรยราชสมบัติครบ 60 ปี อันยาวนานกว่าการครองสิริราชสมบัติของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ของไทย "การที่ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤตภัยนานาปวงประชามีความผาสุกสวัสดี เหตุเพราะพระบรมเดชานุภาพใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเป็นสำคัญ แม้ในด้านการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน ก็ทรงอุทิศพระองค์ด้วยพระวิริยอุตสาหะ ผู้ใดที่เกิดและเติบโตมาในต่างจังหวัด หรือเคยทำงานในชนบท จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองนี้ในเวลา 60 ปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน จากผืนดินที่ราษฎรเคยแห้งแล้ง ดินเค็ม เป็นป่าเสื่อมโทรม บ่อพรุ หรือกันดารน้ำ กลายเป็นป่าเขียวขจี ทำการเกษตรได้ เก็บกักน้ำไว้ใช้ได้ มีฝนหลวงมีระบบชลประทาน จากดินแดนที่ราษฎรเคยปลูกพืชเสพติด เผาป่า ขาดการศึกษา ขาดหมอ กลายเป็นดินแดนที่อุดมด้วยลูกท้อ ลูกพลับ หน่อไม้ฝรั่ง ไม้ดอก มีการเลี้ยงสัตว์ รู้จักการแบ่งพื้นที่ปลูกบ้านเลี้ยงปลา และทำนา จนมีรายได้พออยู่พอกิน ถนนและสะพานในหลายถิ่นเริ่มก่อสร้าง ทางเริ่มลาดยาง คลองเริ่มขุด ป่าเริ่มปลูกใหม่ โรงเรียน โรงพยาบาลเริ่มมีขึ้นทั่วถึง โครงการต่างๆที่สนองประโยชน์สุขแก่ประชาชนปรากฏขึ้นมากมาย

รัชกาลนี้เป็นสมัยแห่งการปฏิรูป

 

"คณะรัฐบาลที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน และข้าราชการทั้งหลาย ย่อมเป็นที่ประจักษ์พยานยืนยันได้ว่าการพัฒนาเหล่านี้ไม่มีวันสำเร็จ หากมิได้อาศัยพระเดชะพระบารมีทรงอำนวยหรือพระราชทานคำแนะนำ ส่วนใดที่คิดอ่านทำกันไปเอง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อทรงทราบ ก็ได้พระราชทานคำแนะนำ ให้ลองปรับการปฏิบัติเสียใหม่ โดยคำนึงถึงประชาชนเป็นที่ตั้ง และระวังการนำทฤษฎีที่ไม่สอดคล้องกับบ้านเมืองไทยมาใช้ "ทำให้ข้าพระพุทธเจ้าหวนรำลึกถึงพระราชปรารถเมื่อกว่า 20 ปีมาแล้วว่า "เมื่อข้าพเจ้าเข้ามารับหน้าที่ ในเวลานั้น ทุกอย่างดูทรุดโทรมไปหมด วังทั้งวังเกือบจะพังลงมา เวลานั้นสงครามเพิ่งสิ้นสุดลง ข้าพเจ้าต้องค่อยๆ ก่อร่างสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ ข้าพเจ้าค่อยๆทำไปทีละเล็กละน้อย ดังนั้นเราจะเรียกรัชกาลนี้ได้กระมังว่าเป็นรัชกาลแห่งการปฏิรูป" ปวงข้าพระพุทธเจ้าคิดเห็นด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมว่ารัชกาลนี้เป็นสมัยแห่งการปฏิรูปโดยแท้ และรู้สึกสุขใจ อีกทั้งเป็นบุญยิ่งนักที่ได้มีโอกาสทำราชการสนองพระเดชพระคุณ ในการค่อยๆ ก่อร่างสร้างบ้านเมืองขึ้นมาใหม่

เป็นศูนย์รวมขวัญ กำลังใจ พลังของชาติ

 

"ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงสถิตเป็นหลักประธานที่ยืนยงยิ่งใหญ่กว่าการเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ เพราะทรงเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธา ขวัญ กำลังใจ และพลังของชาติ ที่ขับเคลื่อนให้ประเทศนี้ก้าวไปด้วยความเพียร ความพอดี และความมีสติปัญญา สรรพกิจที่ทรงบำเพ็ญและเป็นคุณาประโยชน์ แม้จะทรงยกให้เป็นผลงานของรัฐบาล และข้าราชการทั้งหลายด้วยพระมัทวธรรม อ่อนน้อมถ่อมพระองค์ แต่รัฐบาลขอประกาศว่าความจำเริญพัฒนาและความสงบร่มเย็นเป็นสุขของชาติบ้านเมือง ล้วนเนื่องด้วยแห่งอำนาจแห่งพระมหากรุณาธิคุณโดยแท้ คำประกาศถวายพระราชสดุดีของเลขาธิการสหประชาชาติเมื่อไม่กี่วันมานี้ที่ว่า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนา เป็นคำรับรองของโลกที่ยังความปลาบปลื้มมาแก่ปวงข้าพระพุทธเจ้ายิ่งนัก นับว่าทรงปฏิบัติบริหารพระราชภาระครองแผ่นดินโดยธรรมด้วยความบริสุทธิ์ บริบูรณ์ เยี่ยงธรรมิกราชาและมหาราช สอดคล้องกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นิติประเพณี และทศพิธราชธรรมจรรยาทุกประการ " ณ มหามงคล ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสวยสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสตั้งจิตอธิษฐาน เปล่งสัจจะวาจาด้วยความจงรักภักดี ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล ด้วยอำนาจแห่งพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในทุกศาสนาทั่วสากลจักรวาล สมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์ทุกพระองค์และพระราชกุศลทศบารมีที่ได้ทรงบำเพ็ญมาตลอดเวลา 60 ปี โปรดดลบันดาลอภิบาลรักษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขอจงทรงพระเกษมสำราญนิราศภัยโรคาพาธ มีพระราชดำริในพระราชกิจใด จงทรงสำเร็จพระราชปรารถนา ขอพระบรมเดชานุภาพและพระราชกฤษดาภินิหาร จงแผ่ไพศาลขจรขจาย ขอพระบรมราชวงศ์จักรียืนยงสถาพรมิรู้สิ้น ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ทรงครองสิริราชสมบัติเป็นร่มฉัตรปกเกล้าปกกระหม่อมปวงข้าพระพุทธเจ้าตราบจิรัฐติกาล เทอญ"

กระแสพระราชดำรัสในหลวง

 

จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประทับสีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม และทรงมีกระแสพระราชดำรัส ความว่า "ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาอยู่ในท่ามกลางมหาสมาคม พร้อมพรั่งด้วยบุคคลจากทุกสถาบันในชาติ ตลอดจนประชาชนชาวไทย ขอขอบใจในคำอวยพร และการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ ที่ทุกคนตั้งใจจัดให้ข้าพเจ้าเป็นพิเศษ "ทั้งรัฐบาลที่ได้จัดงานครั้งนี้ ได้เรียบร้อยและงดงาม น้ำใจไมตรีของประชาชนชาวไทย ที่ร่วมกันแสดงออกทั่วประเทศ รวมทั้งที่พร้อมเพรียงกันมาในวันนี้ น่าปลาบปลื้มใจมาก เพราะแต่ละคนได้แสดงออก และตั้งใจมาด้วยความหวังดีจากใจจริง จึงขอขอบใจทุกๆคน ที่จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดี และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคนทุกฝ่ายนี้ ทำให้ข้าพเจ้าเห็นแล้วมีกำลังใจมากขึ้น นึกถึงคุณธรรมเป็นที่ตั้ง ขอความรัก ความสามัคคี ที่ทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกันรักษาและพัฒนาชาติบ้านเมือง ให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันมาได้ตลอดรอดฝั่ง

พระราชทานคุณธรรมสี่ประการ

 

"ประการแรก คือการที่ทุกคน คิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา มุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน ประการที่สอง คือ การที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงานประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสำเร็จผลทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่น และแก่ประเทศชาติ ประการที่สาม คือการที่ทุกคนประพฤติ ปฏิบัติตน อยู่ในความสุจริต ในกฎกติกา และในระเบียนแบบแผนโดยเท่าเทียมเสมอกัน ประการที่สี่ คือการที่ต่างคนต่างพยายามทำความคิดความเห็นของของตนให้ถูกต้องเที่ยงตรงและมั่นคงอยู่ในเหตุในผล หากความคิดจิตใจและการประพฤติปฏิบัติลงรอยเดียวกันในทางที่ดีที่เจริญนี้ ยังมีพร้อมมูลอยู่ในกาย ในใจของคนไทย ก็มั่นใจได้ว่า ประเทศชาติไทยจะดำรงมั่นคงอยู่ตลอดไปได้

 

"จึงขอให้ท่านทั้งหลายในมหาสมาคมนี้ ทั้งประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ได้รักษาจิตใจและคุณธรรมนี้ไว้ให้เหนียวแน่น และถ่ายทอดความคิดจิตใจนี้กันต่อไปอย่าให้ขาดสาย เพื่อให้ประเทศชาติของเราดำรงยืนยงอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ทั้งในปัจจุบันและในภายภาคหน้า

"ขอให้อำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล จงรักษาประเทศชาติไทยปลอดพ้นจากภัย จากอันตรายทุกสิ่งและอำนวยความสุขความเจริญสวัสดี ให้เกิดมีแก่ประชาชนชาวไทยทั่วหน้ากัน"

 

เมฆบังแสงแดดอย่างน่าอัศจรรย์

 

ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ ประทับยังสีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม สภาพอากาศด้านนอกนั้นแดดร้อนจัด แต่เมื่อเสด็จฯประทับออกสีหบัญชร ด้วยพระบารมีปกเกล้าฯส่งผลให้มีเมฆมาบดบังแสงแดด ให้เกิดความร่มเย็นแก่ประชาชนที่มาเฝ้าฯรับเสด็จอย่างน่าอัศจรรย์ และเมื่อทรงมีกระแสพระราชดำรัสจบและเสด็จฯกลับ ปรากฏว่าเมฆที่มาบังแดดนั้นหายไป สร้างความประหลาดใจกับประชาชนที่มารอเข้าเฝ้าชมพระบารมีอย่างยิ่ง

พสกนิกรนับล้านปิติได้ชื่นชมพระบารมี

 

ภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสตอบประชาชนนับล้านคนที่มาร่วมถวายพระพร พระองค์ทรงประทับยืนและทรงแย้มพระโอษฐ์ตลอดเวลา พร้อมโบกพระหัตถ์ทักทายประชาชน ทันทีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงโบกพระหัตถ์ทักทายตอบประชาชนที่เปล่งเสียงถวายพระพรว่า "ทรงพระเจริญ" อย่างกึกก้องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทอดพระเนตรประชาชนที่เฝ้าฯรับเสด็จนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงนำกล้องดิจิตอลส่วนพระองค์ถ่ายรูปประชาชนพร้อมกับแย้มพระโอษฐ์ด้วย โดยประชาชนทุกคนที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ต่างปลาบปลื้มจนไม่สามารถกลั้นน้ำตาแห่งความปีติไว้ได้ ไม่ว่าชายหรือหญิง ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างพากันพนมมือถวายพระพรชัยมงคลขอพระองค์ "ทรงพระเจริญ" ด้วยน้ำตาอาบแก้ม อีกทั้งยังโบกธงตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติตลอดเวลา และยังคงอยู่รอส่งเสด็จฯกลับแม้แสงแดดจะแผดจ้าก็ตาม

พร้อมใจร้องเพลงส่งเสด็จฯกลับ

 

กระทั่งเวลา 12.00 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินกลับเข้าสู่พระที่นั่งอนันตสมาคม โดยระหว่างที่ประชาชนเฝ้าฯรอส่งเสด็จฯกลับนั้น ทุกคนพร้อมใจกันร่วมร้องเพลงสดุดีมหาราชาอีกครั้ง จากนั้นเวลาประมาณ 13.00 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับโดยรถยนต์พระที่นั่ง ประชาชนร่วมใจกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีส่งเสด็จฯ พร้อมทั้งส่งเสียงตะโกนคำว่า "ทรงพระเจริญ" โดยขณะที่รถยนต์พระที่นั่งแล่นผ่านออกมานอกรั้วพระที่นั่งอนันตสมาคม มีชายคนหนึ่งกระโดดเข้าหารถยนต์พระที่นั่ง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวไว้ได้ทัน หลังจากขบวนรถยนต์พระที่นั่งแล่นผ่านไปจนลับตา ประชาชนที่มาเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคลและชื่นชมพระบารมี เริ่มทยอยเดินทางกลับบ้านด้วยความปีติยินดี และต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้สึกปลาบปลื้มและซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ที่ได้มาร่วมในพิธีมหามงคลครั้งสำคัญยิ่งใหญ่ ได้เป็นส่วนหนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของชาติไทยครั้งนี้

ต้นเสียงทรงพระเจริญ :
http://www.mediafire.com/?40dew1y2xjh

 

สำนักข่าวต่างประเทศ เผยแพร่ข่าวไปทั่วโลก

 

ทางด้านสำนักข่าวต่างประเทศรายงานพระราชพิธีมหามงคลของปวงชนชาวไทยครั้งนี้ โดยสำนักข่าวเอพี รายงานว่า ประชาชนชาวไทยหลายแสนคนมาร่วมชุมนุมกันบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 9 มิ.ย. เพื่อจะได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ชาวไทยต่างใส่ชุดสีเหลืองสดใสรอเข้าเฝ้าฯ ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม พร้อมกับกล่าวถวายพระพรให้พระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน เอพี รายงานอีกว่า ในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศต่างร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ด้วยการแต่งกายชุดสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์จาก 25 ประเทศ มีกำหนดการเข้าร่วมพระราชพิธีต้นสัปดาห์หน้า

จากลานพระรูปไปต่อสนามหลวง

 

สำหรับบรรยากาศบริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ตลอดทั้งวันมีกิจกรรมทางศาสนาเทิดพระเกียรติ ตั้งแต่เวลา 07.00 น. โดยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกรุงเทพฯ เป็นประธานทำบุญตักบาตรพระภิกษุสงฆ์ 161 รูป ช่วงบ่ายกรมการศาสนานิมนต์พระภิกษุสงฆ์ 1,200 รูปประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ พร้อมกับเจริญกิจภาวนาเป็นเวลานาน 9 นาที เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล จากนั้นผู้นำศาสนา อาทิ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ขึ้นสวดถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในช่วงบ่ายภายหลังเสร็จพระราชพิธีที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ประชาชนจำนวนมากเดินทางออกจากบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าและถนนราชดำเนินมุ่งหน้ามายังบริเวณท้องสนามหลวง เพื่อเข้าร่วมพิธีถวายพระพรรวมทั้งจับจองพื้นที่โดยรอบ เพื่อเตรียมเข้าร่วมพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรในตอนค่ำวันเดียวกัน โดยมีองค์กรภาคเอกชนและมูลนิธิต่างๆ นำอาหาร เครื่องดื่ม มาบริการทั่วทั้งท้องสนามหลวง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ส่วนบริเวณข้างสโมสรทหารเรือ ท่าราชวรดิฐ มีประชาชนหลั่งไหลมารอชมการซ้อมใหญ่วันสุดท้ายของกระบวนเรือพระราชพิธี ที่เตรียมไว้ถวายสมเด็จพระประมุขและผู้แทนพระประมุขประเทศต่างๆที่เสด็จมาเข้าร่วมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีได้ทอดพระเนตรในวันที่ 12 มิ.ย.

นายกฯ นำจุดเทียนชัยสนามหลวง

 

เวลา 19.15 น. พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมด้วยคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เดินทางมาถึงมณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมี ครม. ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ สมาชิกรัฐสภา และผู้ว่าฯกทม. พร้อมด้วยประชาชนเรือนแสน ร่วมพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงครองสิริราชสมบัติ 60 ปี โดยเวลา 19.29 น.พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นประธานจุดเทียนชัย นำกล่าวถวายพระพร ก่อนร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และสดุดีมหาราชา จากนั้นจุดพลุเฉลิมพระเกียรติทั้งจากภาคราชการและเอกชนตามจุดต่างๆทั่วกทม. สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้คนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน สำหรับพลุที่จุดที่สนามหลวงเพื่อสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แบ่งเป็นชุดต่างๆ อาทิ ชุดทศพิธราชธรรรม ชุดครองราชย์ 60 ปี ชุดพระบารมีแผ่ไปในสากล ชุดปราชญ์แห่งสายน้ำ ชุดมหาราชดวงใจไทยทั่วหล้า ทุกชุดมีความสวยงามตระการตาอย่างยิ่ง เมื่อจบการจุดพลุบริเวณสนามหลวง มีมหรสพสมโภชต่างๆ มากมาย เช่น ดนตรีลูกทุ่ง ชกมวย และหนังกลางแปลง

 

ขอขอบคุณ...

ข้อมูลโดย ศูนย์รวมข่าว 91 เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย ข่าวสด เมื่อวันที่ 10-6-2549

 
 
 
Comments