น้ำพริกปล๋าหลิม, คน-รัก-กัน

 
 
 
 

น้ำพริกปล๋าหลิม

 

          บางท่านอาจจะสงสัยว่า  ปล๋าหลิม  มันเป็นปลาอะไรกัน  เพราะไม่เคยได้ยินชื่อหรือคุ้นหูมาก่อน   ปล๋าหลิม  เป็นชื่อที่ชาวเหนือใช้เรียก  ปลาช่อน  ยังไงครับ  ปลาช่อน  ก็คือ  ปล๋าหลิม  และ  ปล๋าหลิม  ก็คือ  ปลาช่อน  นั่นเอง  ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดที่มีรสชาติอร่อยกว่าปลาชนิดอื่น ๆ  ไม่ว่าจะเอามาย่าง  มาปิ้ง  มาทอด  มาแกง  หรือแม้กระทั่งเอามาตำเป็นน้ำพริก  มันเอร็ดอร่อยไปหมด  เรียกว่า  ปล๋าหลิม  เป็นปลาสุดยอดอร่อยของปลาน้ำจืดก็ว่าได้

 

สมัยยังเด็กๆ คุณแม่สอนให้ผมรู้จักช่วยเหลือตัวเองไม่ให้เป็นภาระแก่ใคร ๆ ท่านบอกว่า เมื่อโตขึ้นจะได้ไม่ลำบาก”  คุณแม่ของผมเป็นครูสอนหนังสือระดับชั้นมัธยมอยู่โรงเรียนเอกชน ท่านต้องไปถึงโรงเรียนแต่เช้า ๆ หน้าที่ประจำวันของผมที่ได้รับมอบหมายจากคุณแม่ในขณะนั้น  ผมต้องตื่นนอนแต่เช้ามืดทุก ๆ วัน  สิ่งแรกที่ผมต้องทำหลังจากล้างหน้าแปรงฟันและเก็บที่นอนหมอนมุ้งให้เข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้วก็คือ  ก่อไฟที่เตาไฟเพื่อนึ่งข้าวเหนียว ซึ่งจะต้องแช่ข้าวสารค้างคืนตั้งแต่คืนก่อนหรือก่อนนอน  เสร็จแล้วจึงจะรีบไปจ่ายตลาด  แล้วรีบกลับมาทำกับข้าว  เมื่อรับประทานข้าวเช้าเรียบร้อยแล้ว  จึงจะแต่งชุดนักเรียนและสะพายกระเป๋าหนังสือเดินเท้าไปโรงเรียนซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณครึ่งกิโลเมตร

 

          ผมมีชุดนักเรียนที่คุณแม่ซื้อให้ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่หนึ่ง 4-5 ชุด  ในวันหยุดเรียนประจำสัปดาห์  ผมจะจัดการซัก-รีดด้วยตัวเอง  ส่วนชุดอยู่กับบ้าน  เสื้อผ้าของคุณพ่อคุณแม่และคนอื่น ๆ ในบ้าน  คุณแม่จะเป็นคนซัก-รีดเอง

 

          กางเกงสีกากีตัวเก่งของผม  ตัดจากผ้าเวสป้อยท์เนื้อหนา  ส่วนเสื้อเชิ้ตสีขาวก็ตัดจากผ้าลินินซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า  ผ้าริมเขียว  ทั้งหมดเป็นชุดนักเรียนที่ทนทานเอามาก ๆ  ท่านเชื่อไหมครับ ชุดนักเรียนทั้ง 4-5 ชุดที่ผมมีอยู่นี้  ผมใส่มันตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่หนึ่งจนถึงชั้นมัธยมปีที่หกแน่ะ เริ่มตั้งแต่มันยาว ๆ หลวม ๆ  จนกระทั่งมันสั้นและคับติ้วเลยทีเดียวเชียว

 

เวลาซักชุดนักเรียนที่ใช้แล้วเสร็จ  ก่อนจะนำไปตากแดด  ผมจะ ลงแป้ง (ใช้แป้งมัน 2 หรือ 3 ทัพพี ละลายน้ำพอสมควร  แล้วราดด้วยน้ำต้มเดือดหนึ่งกา  ใช้ไม้คนให้เข้ากันจนน้ำแป้งสุกเหลว  ก่อนใช้ผสมน้ำนิดหน่อย  เมื่อซักผ้าน้ำสุดท้ายแล้ว  จึงนำผ้าทั้งหมดลงแช่สักครู่  เหมือนกับแช่น้ำยาปรับผ้านุ่มนั่นแหละซึ่งสมัยนั้นยังไม่มี แล้วบิดผ้าที่แช่พอหมาด ๆ สะบัดผ้าให้เรียบตึงก่อนจะนำไปตากแดดให้แห้ง)

 

เวลารีดต้องพรมน้ำแต่เบาบางเพื่อให้ผ้าชื้นเสียก่อน  จึงจะรีดให้ผ้าเรียบจนขึ้นกลีบคมกริบได้  เวลาใส่เท่อย่าบอกใครเชียว แต่ถ้าวันไหนฝนตกแล้วหลบไม่ทันจนเปียกไปทั้งตัว  น้ำแป้งที่ลงไว้มันจะพากันละลายออกมาจากเสื้อและกางเกงที่สวมใส่จนรู้สึกเหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัว  และคันยุบ ๆ ยิบ ๆ ไปหมด

 

          ในวันหยุดเรียนประจำสัปดาห์  หลังจากเสร็จกิจวัตรประจำวันแล้ว  ตอนบ่าย ๆ ผมจะว่าง  ซึ่งส่วนมากผมจะนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ต้นลำไยที่ปลูกไว้ภายในบริเวณบ้าน  หนังสือที่อ่านมีทั้งหนังสือเรียน หนังสือนิยายเรื่องอ่านเล่น  ซึ่งสมัยนั้นหนังสือชุด  พล-นิกร-กิมหงวน  กำลังฮิตติดอันดับ  ผมติดตามอ่านมาตลอดจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่  เพราะอ่านแล้วรู้สึกตลกขบขัน  เป็นการคลายเครียดที่ดีเยี่ยมอีกวิธีหนึ่งด้วยเช่นกันครับ

 

          แต่จะมีบ้างเป็นบางครั้ง  ที่เพื่อน ๆ จะมาชวนไปเที่ยว  หรือไม่ก็ชวนไปตกปลาสถานที่ไปตกปลาก็ตามห้วยหนองคลองบึงหรือตามท้องทุ่งท้องนาใกล้ ๆ บ้าน  ส่วนมากจะตามท้องทุ่งท้องนามากกว่า เฉพาะเจาะจงต้องเป็นท้องทุ่งท้องนาของคุณย่าของผมเอง  (ซึ่งต่อมา ที่นา เหล่านี้เป็นมรดกของคุณพ่อ  และปัจจุบันตกทอดมาถึงผม)

 

          ในสมัยนั้น  ถ้าพูดกันถึงเรื่องข้าวปลาอาหารการกินกันแล้ว  มันมีอยู่มากมายอย่างเหลือเฟือจริงๆ เท่าที่จำได้ประชาชนทั้งประเทศในสมัยนั้นทั้งหญิงและชายมีรวมกันแค่สิบหกล้านคนเท่านั้นเอง  ถึงกับมีคำพูดที่พูดกันจนติดปากว่า  ในน้ำมีปลา  ในนามีข้าว  สำหรับปลาหายห่วงไปได้เลยมีชุกชุมมากมาย  ผู้คนส่วนมากจะเลือกกินเฉพาะปลาตัวใหญ่ ๆ ตัวโต ๆ ที่มีขนาดเท่าท่อนแขนของผู้ใหญ่ขึ้นไปเท่านั้น  ส่วนปลาเล็กปลาน้อยตัวขนาดนิ้วสองนิ้วเมินเสียเถอะ  ถ้าตกได้หรือจับได้ก็จะปล่อยลงห้วยหนองคลองบึงหรือแม่น้ำลำคลองไปทั้งหมด

 

          พูดถึงเรื่อง ปล๋าหลิม ในอดีตสมัยยังเด็ก ๆ ของผมนั้น  มีอยู่ครั้งหนึ่งเช้าวันอาทิตย์เป็นวันหยุดเรียนประจำสัปดาห์  ในวันนั้นผมได้ขออนุญาตคุณแม่ออกไปตกปลากลางทุ่งกับเพื่อน ๆ ที่มาชวน  ขณะกำลังเดินไปตามถนน  ผมและเพื่อน ๆ เกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน  ตกลงจะไม่ไปตกปลากันละ  แต่จะชวนกันนั่งรถยนต์โดยสารประจำทางไปเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่แทน ซึ่งอยู่ห่างจากจังหวัดลำพูนเพียง 26 กิโลเมตร ได้ดูหนังไทยหนึ่งรอบที่โรงหนัง สุริวงศ์  เดินชมสินค้าในร้านค้าที่ถนนท่าแพ  แล้วแวะเข้าตลาด ต้นลำไย  โผล่เข้าไปตลาด วโรรส   เพื่อซื้อหาข้าวเหนียวนึ่งร้อน ๆ   จิ๊นทอด  และน้ำพริกหนุ่ม   มานั่งรับประทานกันที่สวนหย่อมใต้สะพาน นวรัตน์ หลังจากที่วิ่งไล่กันจนเหนื่อย

 

ในวันนั้นเป็นวันที่พวกเราสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจอย่างที่สุดเชียวแหละ  เที่ยวกันเพลินกว่าจะกลับกันได้ก็เกือบจะมืดค่ำแล้ว  พอก้าวลงจากรถประจำทางสายเชียงใหม่-ลำพูน  มีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้ไปเที่ยวด้วยมากระซิบบอกผมว่า  คุณพ่อคุณแม่ของผมกำลังตามหาตัวผมกันจ้าละหวั่นอย่างเคร่งเครียด   ด้วยความกลัวว่าจะถูกทำโทษฐานโกหก  ผมจึงรีบปลีกตัวจากเพื่อน ๆ เข้าไปใน กาดแลง ซึ่งตลาดเกือบจะวายอยู่แล้ว  เปล่า...ผมไม่ได้เข้าไปหลบซ่อนตัวนะครับ  โปรดอย่าเข้าใจผิด  ผมเข้าไปเพื่อหาซื้อ  ปล๋าหลิม  เลือกเอาตัวใหญ่ที่สุดได้มา 2-3 ตัว  จึงรีบหิ้วกลับบ้านไปทันที

 

ตกลงวันนั้นผมรอดจากการถูกทำโทษจากคุณพ่อคุณแม่ไปได้

 

          ที่รอดก็เพราะ... ก้าวแรกที่ผมเดินเข้าไปในบริเวณบ้าน สีหน้าของผมคิดว่ามันคงจะขาวซีดด้วยความกลัว  ส่วนหัวใจก็เต้นระรัวเหมือนพระตีกลองเพล  สองมือที่หิ้วปลาทั้งพวงนั้นเล่าก็สั่นผับ ๆ พอ ๆ กับขาทั้งสองข้าง  คุณพ่อยืนจ้องหน้าผมเขม็ง  ส่วนคุณแม่มองผมด้วยสายตาแห่งความห่วงอาทร และท่านคงจะสังเกตเห็น  แต่ก่อนที่คุณพ่อจะทันพูดอะไรออกมา   คุณแม่รีบตัดบททันที

 

แลงนี้ต๋ำน้ำพริกปล๋าหลิมกั๋นเต๊อะ

 

โดยปกติคุณพ่อของผมเป็นคนมือหนัก  ผมกลัวเพราะ ตี เจ็บ  เนื่องจากท่านรับราชการเป็นเจ้าพนักงานป่าไม้  ต้องหิ้วตราประจำตัวเพื่อประทับท่อนไม้เดือนหนึ่ง ๆ เป็นร้อย ๆ ต้น  ผมเคยทดลองยกดู  ตราประทับแต่ละอันมันหนักเป็นกิโล ๆ

 

          ด้วยความรักความผูกพันที่คุณแม่มีต่อลูกชายหัวปลีตัวดีของท่านคนนี้  ซึ่งท่านคงมองเห็นสภาพของผมในขณะนั้นเพียงแว๊บเดียว  ผมคิดว่าคงจะล้วงลึกเข้าไปรับรู้ถึงในหัวอกหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะของผม  ท่านจึงแก้ไขสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียดในขณะนั้นให้ผ่อนคลายลง  ซึ่งที่สุดคุณพ่อก็โอนอ่อนผ่อนตามแต่โดยดี

 

นี่แหละครับที่เขาว่า...

 

ความรักของพ่อแม่  ยิ่งใหญ่นักปานขุนเขา

 

          สองมือแม่มีความรัก  พร้อมตักที่แสนอบอุ่น

 

          หยดหนึ่งน้ำนมกิน  ทดแทนไม่สิ้นพระคุณแม่เอย

 

          และอีกประการหนึ่ง   เป็นเพราะ  น้ำพริกปล๋าหลิม  เป็นกับข้าวโปรดของคุณพ่อของผมด้วย  ถ้ามื้อไหนมีวางบน  ขันโตก  ท่านจะเจริญอาหารรับประทานได้เป็นสองเท่าเลยทีเดียว

 

 

'อุบลวรรณ พงษ์สวัสดิ์' คุณแม่ผู้ให้ชีวิต'Thanawut' ภาพนี้ท่านอายุ43(2518) ถ้ายังอยู่ปีนี้78 ส่วน'Thanawut'27พ.ค.53เต็ม63วันนี้ขอรำลึกถึง'แม่อุบล'ของลูกๆ...เริ่มต้นท่านเป็นครูสอนภาษาอังกฤษโรงเรียนเอกชน เป็น'ครูอุบล'ของลูกศิษย์ลูกหามากมาย ลาออกไปเป็นguideบ.ทอมมี่รับทัวร์ทหารสงครามเวียดนามที่มาพักร้อนในเมืองไทย ตอนนั้นถ้าได้ดูทีวีถ่ายทอดสดมวยเวทีราชดำเนินจะเห็นภาพ'แม่อุบล'ตัวเตี้ยๆอ้วนจ้ำหม้ำยืนชี้มือชี้ไม้ปากพูดอธิบายไม่หยุดให้ลูกทัวร์ฝรั่งฟัง และสุดท้ายของชีวิตท่านเป็นoperatorโรงแรมใหญ่แถวๆราชประสงค์ เป็น'พี่อุบล'ของน้องๆในที่ทำงาน ท่านเสียชีวิตด้วยความดันโลหิตสูงที่รพ.รามาธิบดี...

 

คุณแม่อุบลวรรณ พงษ์สวัสดิ์ เป็นบุตรคนโตของคุณตาสุมิตร-คุณยายจันทน์หอม พงษ์สวัสดิ์ มีน้องชาย 2 คน คุณน้าศิริศักดิ์ พงษ์สวัสดิ์ และคุณน้า พ.อ.ปริวัติ พงษ์สวัสดิ์

*

* 

          โดยธรรมชาติของ   ปล๋าหลิม   หรือ   ปลาช่อน   มันเป็นปลาที่ดูแลครอบครัวของมันเองได้อย่างน่าชื่นชมทีเดียว  ทั้งพ่อปลาและแม่ปลาต่างจะช่วยกันดูแล   คอยว่ายวนเวียนเฝ้าดูฝูงลูก ๆ ของมัน  เพื่อไม่ให้ปลาอื่น ๆ ว่ายเข้ามาใกล้ และขโมยลูก ๆ ของมันไปกิน  พอมันเห็นปลาอื่น ๆ ว่ายเข้ามาใกล้  พ่อปลาและแม่ปลาก็จะรีบเข้าไปขับไล่ทันที  หรือไม่ก็กัดกินปลาอื่น ๆ ที่ว่ายเข้ามาใกล้เป็นอาหารของมันไปเสียเลย

 

และนับเป็นเวรเป็นกรรมของ ปล๋าหลิม หรือ ปลาช่อน อีกอย่างหนึ่ง ที่มันต้องผุดขึ้นมาสูดลมหายใจที่ผิวน้ำอยู่บ่อย ๆ ครั้ง ซึ่งเป็นเพราะมันหายใจใต้น้ำด้วยเหงือกเหมือนอย่างปลาอื่น ๆ ไม่ได้ จึงเป็นโอกาสของมนุษย์อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่จะจับมันมาเป็นอาหารได้อย่างง่ายดาย

 

เฮ้อ...อนิจจัง...เวรกรรม...เวรกรรม...แล้วจะกินมันลงหรือนี่...

 

          แต่...อย่าคิดอะไรมากครับท่าน  ถึงอย่างไรมันก็เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่จะต้องเกิดมาเพื่อเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งให้มนุษย์อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ได้กินเป็นอาหารอยู่นั่นเอง...

 

แฮ่...แฮ่...ขออโหสิกรรม...

 

เครื่องปรุง  น้ำพริกปล๋าหลิม

 

          ปล๋าหลิมหรือปลาช่อนตัวใหญ่ 1 ตัว   กะปิดี 1 ช้อนโต๊ะหรือปลาร้าตัวเล็ก ๆ 2-3 ตัว   พริกหนุ่ม 10 เม็ด  หัวหอม 5 หัว  กระเทียม 2 หัว  มะนาว 1-2 ลูก  ต้นหอม-ผักชี  ผักกาดขาว  ใบบัวบก  ถั่วฝักยาว  แตงกวา  และมะเขือเปราะอ่อน ๆ ตามใจชอบ

 

วิธีปรุง  น้ำพริกปล๋าหลิม

 

          เอาปล๋าหลิมหรือปลาช่อนตัวใหญ่ 1 ตัว  ขอดเกล็ดผ่าท้องควักไส้ทิ้ง  ใช้มีดคม ๆ บั้งตามลำตัว  ใส่กระทะเติมน้ำพอท่วม  ยกตั้งไฟต้มจนสุก  แล้วตักปลาใส่จานไว้  น้ำต้มปลาที่เหลืออย่าทิ้ง  เอากะปิ 1 ช้อนโต๊ะหรือปลาร้าตัวเล็ก ๆ 2-3 ตัวใส่ลงไป  ต้มให้เดือดอีกครั้ง  กรองเอาแต่น้ำใส่ถ้วยเตรียมไว้

 

          พริกหนุ่ม 10 เม็ด  หัวหอม 5 หัว  กระเทียม 2 หัว  เผาไฟจนสุกหอมได้ที่  (ใช้คั่วในกระทะก็ได้ไม่ต้องใส่น้ำมัน)  ลอกเปลือกดำ ๆ ทิ้ง  แล้วเอาทั้งหมดใส่ครกตำรวมกันจนแหลกได้ที่  แกะเนื้อปลาที่ต้มไว้ใส่ลงไปในครก  ตำให้เข้ากัน  เอาน้ำต้มปลาที่กรองใส่ถ้วยเตรียมไว้ใส่ลงไปพอขลุกขลิก บีบมะนาวสัก 1-2  เสี้ยว   ปรุงรสด้วยรสดี  น้ำปลา  กะให้เค็มนำ  เผ็ดตาม  เปรี้ยวนิดหน่อย  และหวานธรรมชาติ  (ไม่ใส่น้ำตาล)  ตักใส่ถ้วย  โรยหน้าด้วยต้นหอม-ผักชีหั่นฝอย

 

           รับประทานแกล้มกับ  ผักสด  เช่น  ผักกาดขาว  ใบบัวบก  ถั่วฝักยาว  แตงกวา  และมะเขือเปราะอ่อน ๆ   อร่อยแซบ...อย่าบอกใครเชียวครับคุณ
 
 
 
 
 

นิทานพื้นบ้าน-ตำนานขนม คน-รัก-กัน

 

ไอ้กะทิ หนุ่มน้อยแห่งดงมะพร้าวเตี้ย  แอบมีความรักกับ หนูแป้ง สาวสวยประจำหมู่บ้านซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียวของผู้ใหญ่บ้าน  ทั้งคู่เจอกันวันลอยกระทง  และสัญญากันต่อหน้าพระจันทร์ ไม่ว่าข้างหน้าแม้จะมีอุปสรรคขวางกั้นเพียงใด ทั้งคู่ก็จะขอยึดมั่นความรักแท้ที่มีต่อกันชั่วฟ้าดินสลาย

 

ไอ้กะทิ ก้มหน้าก้มตาเก็บหอมรอมริบหาเงินเพื่อมาสู่ขอลูกสาวจากผู้ใหญ่บ้าน แต่กลับถูกปฏิเสธแถมยังโดนผู้ใหญ่ส่งชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธครบมือมาลอบทำร้าย  แต่ไอ้กะทิก็ไม่ว่ากระไร  มันพาร่างอันสะบักสะบอมกลับไปบ้าน นอนหยอดน้ำข้าวต้มซะหลายวัน  แต่ใจยังตั้งมั่นว่า วันหน้าจะมาสู่ขอหนูแป้งใหม่จนกว่าผู้ใหญ่จะใจอ่อน

 

แต่แล้วความฝันของไอ้กะทิ ก็พังพินาศเมื่อผู้ใหญ่ยก หนูแป้ง ลูกสาวคนสวยให้แต่งงานกับปลัดหนุ่มจากบางกอก  ไอ้กะทิ รู้ข่าวจึงรีบกระเสือกกระสนหมายจะมายับยั้งการแต่งงานครั้งนี้   ซึ่งผู้ใหญ่บ้านก็วางแผนป้องกันไว้แล้ว  โดยขุดหลุมพรางดักรอไว้ แต่แม่แป้งแอบได้ยินแผนร้ายเสียก่อน จึงลอบหนีออกมาหมายจะห้ามหนุ่มคนรักไม่ให้ตกหลุมพราง

 

คืนนั้นเป็นคืนเดือนแรม หนูแป้งวิ่งฝ่าความมืดออกมาเพื่อดักหน้าไอ้กะทิ   ไอ้กะทิเห็นหนูแป้งวิ่งมาก็ดีใจทั้งคู่รีบวิ่งเข้าหากัน  ฉับพลัน!!ร่างของหนูแป้งก็ร่วงหล่นลงไปในหลุมพรางของผู้ใหญ่ผู้เป็นพ่อ  ต่อหน้าต่อตาไอ้กะทิ  อารามตกใจนายกะทิก็รีบกระโดดตามลงไปเพื่อช่วยเหลือหนูแป้ง  และก็อารามดีใจเหมือนกันสมุนชายฉกรรจ์ของผู้ใหญ่บ้านซึ่งแอบซุ่มอยู่   ก็รีบเข้ามาโกยดินฝังกลบหลุมที่ทั้งคู่หล่นลงไป  เพราะคิดว่าในหลุมมีเพียงไอ้กะทิผู้เดียว...

 

รุ่งเช้าผู้ใหญ่บ้านสั่งให้ขุดหลุมเพื่อดูผลงาน  แทบไม่เชื่อสายตาเบื้องล่างปรากฏร่างของ ไอ้กะทิตระกองกอดทับร่างหนูแป้งลูกสาวของตน  ทั้งสองนอนตายคู่กันอย่างมีความสุข  เมื่อรอยยิ้มถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตา  ผู้ใหญ่บ้านรำพึงต่อหน้าศพของลูกสาวว่า...

 

พ่อไม่น่าคิดทำลายความรักของลูกเลย

 

ตั้งแต่นั้นมาอนุสรณ์แห่งความรักที่กระทำสืบทอดกันมาจนเป็นประเพณี ทุกแรม 6 ค่ำ เดือน 6 ชาวบ้านที่ศรัทธาในความรักของไอ้กะทิ กับ แม่แป้ง ก็จะตื่นตั้งแต่เช้ามืด เข้าครัวเพื่อทำขนมที่หอมหวานปรุงจากแป้ง และกะทิ บรรจงหยอดลงหลุม  พอสุกได้ที่ก็แคะจากหลุม แล้วนำมาวางคว่ำหน้าซ้อนกันเป็นสัญลักษณ์ว่าจะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป

 

ขนมนี้จึงถูกเรียกขานกันในนาม ขนมแห่งความรักหรือ ขนม คน-รัก-กัน ต่อมาถูกเรียกย่อ ๆ ว่า ขนม ค-ร-กนั่นเอง

 

5 5 5 แล้วก็จบลงด้วย ประ...กา...ระ...ฉะ...นี้...

 
 
 
 

วิดีโอ YouTube

 
ร้านน้องสาวแม่ยายผม (แม่ยายเสียไปแล้ว)
 
ลูกชายผมประจบเก่ง...เรียกเค้าว่า ยายเล็ก ครับ

 

ร้านตั้งอยู่หน้าห้างคาร์ฟูร์ ถนนรามคำแหงหรือถนนสุขาภิบาล3 บางกะปิ

 

ถ้ามีธุระผ่านไปก็แวะลองชิมดูนะครับ...นะครับ...ชาเย็นหวานหอม...อะหรอย...อร่อย

 
 
 
Comments