แก๋งฮังเล, เคล็ดลับแก้ห้องนอนเหม็นอับ

 
 
 
 

แก๋งฮังเล

 

          แก๋งฮังเล  ต้นตำรับดั้งเดิมเป็นกับข้าวของชาว ม่าน หรือ พม่า   ซึ่งท่านผู้รู้สันนิษฐานว่า   ชาวล้านนาคงจะรับเอามาตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณสมัยเมื่อต่างฝ่ายต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตกเป็นเมืองขึ้นแก่กัน  และได้สืบทอดผสมผสานอย่างกลมกลืนสืบเนื่องต่อ ๆ กันมา  จนกลายเป็นกับข้าวบน ขันโตก ของชาวเหนืออีกชนิดหนึ่งไปโดยปริยาย

 

          แก๋งฮังเล  เป็นแกงที่มันเยิ้ม  น้ำแกงก็คือน้ำมันหมูผสมกับเครื่องเทศ หรือเครื่องแกง หรือ ผงฮังเล   ซึ่งจะให้รสชาติอร่อยทางปาก   และหอมกลิ่นเครื่องเทศทางจมูก

 

เครื่องเทศ หรือเครื่องแกง หรือ ผงฮังเล หาซื้อได้ตามร้านขายเครื่องยาโบราณทั่ว ๆ ไป  แต่ถ้าเป็นจังหวัดทางภาคเหนือจะหาซื้อได้ง่าย  เพราะมีวางขายเรียกว่าเกือบจะทุกที่ทุกร้านเลยก็ว่าได้

 

แก๋งฮังเล  เมื่อแกงแต่ละครั้งรับประทานกันได้ร่วมอาทิตย์โดยไม่บูดเลย (ไม่ใส่ยากันบูด)  ถ้าเอาหม้อแกงตั้งไว้บนไฟอ่อน ๆยิ่งหลายวันยิ่งมีรสชาติอร่อยมากขึ้น  เพราะเนื้อหมูจะเปื่อยยุ่ยแต่สภาพยังคงเป็นก้อนอยู่เหมือนเดิมอีกทั้งยังสามารถดัดแปลงเป็น  แก๋งโฮ๊ะ  (แกงรวม)  ได้อีกด้วย

 

เครื่องปรุง  แก๋งฮังเล

 

หมูเนื้อแดงครึ่งกิโลกรัม  หมูสามชั้น 1 กิโลกรัม  กระดูกซี่โครงหมูมีเนื้อหนา ๆ ครึ่งกิโลกรัม  กระเทียมและหัวหอมหรือหอมแดงรวมกัน 1 ถ้วย  ขิงแก่ 2-3 แง่ง  มะขามเปียก 1 กำใหญ่หรือจะใช้กระท้อนแทนก็ได้  พริกแห้ง 4-5 เม็ดหรือพริกขี้หนูแห้ง 10-12 เม็ด  หัวหอม 5 หัว  กระเทียม 2 หัว  กะปิดี 1 ช้อนโต๊ะ  ขมิ้นผง 1 ช้อนโต๊ะ  ซีอิ๊วดำ  และผงฮังเล 1 ซอง

 

วิธีปรุง  แก๋งฮังเล

 

หมูเนื้อแดงครึ่งกิโลกรัม และหมูสามชั้น 1 กิโลกรัม หั่นเป็นก้อนคล้ายสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ขนาด 2 คูณ 2 นิ้ว  และกระดูกซี่โครงหมูมีเนื้อหนา ๆ ครึ่งกิโลกรัม หั่นเป็นชิ้น ๆ  รวมใส่หม้อเตรียมไว้

 

ปอกเปลือกกระเทียม และหัวหอม หรือหอมแดง รวมกันประมาณ 1 ถ้วย   ขิงแก่ 2-3 แง่ง      ปอกเปลือกแล้วซอยบาง ๆ จนหมด   มะขามเปียก 1 กำใหญ่  แช่น้ำพอท่วมแล้วคั้นเอาแต่น้ำข้น ๆ   หรือจะหั่นกระท้อนแทนก็ได้ มากน้อยตามใจชอบ

 

พริกแห้ง 4-5 เม็ด หรือจะใช้พริกขี้หนูแห้ง 10-12 เม็ด แทนก็ได้  (แช่น้ำจนนิ่ม  บีบให้แห้ง)  หัวหอม 5 หัว  กระเทียม 2 หัว  กะปิดี 1 ช้อนโต๊ะ  เกลือป่น 1 ช้อนชา  ใส่ครกตำให้ละเอียดจนเข้ากันดี  แล้วตักใส่หม้อเนื้อหมูที่หั่นเตรียมไว้  ใส่ขมิ้นผง 1 ช้อนโต๊ะ  ผงฮังเล 1 ซอง  ซีอิ๊วดำพอสมควรเพื่อแต่งสีเนื้อหมูให้เข้มพองาม  และน้ำล้างครก  ใช้มือขยำคลุกเคล้าให้เข้ากัน  ทิ้งไว้สักพักจะมีน้ำหมูซึมออกมา

 

ปิดฝาหม้อให้เรียบร้อย แล้วยกขึ้นตั้งบนไฟอ่อนที่สุด จนกระทั่งน้ำหมูเดือดปุด ๆ  นาน ๆ ครั้งใช้ไม้พายคนสักครั้ง  เพื่อไม่ให้เนื้อหมูติดก้นหม้อ  รักษาระดับไฟให้อ่อนคงที่ไว้  ปล่อยให้เดือดต่อไปเรื่อย ๆ  จนกระทั่งน้ำหมูแห้งมีน้ำมันหมูออกมาแทน  เนื้อหมูก็จะเปื่อยพอดี  เทน้ำมะขามเปียกที่คั้นเตรียมไว้ใส่ลงไปในหม้อ  เคี่ยวต่อไปอีกสักพัก  จนน้ำมะขามเปียกที่ใส่ลงไปกลายเป็นน้ำมันทั้งหมด

         

เอากระเทียมและหัวหอม หรือหอมแดง ที่ปอกเปลือกรวมกัน 1 ถ้วย กับขิงซอยที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในหม้อ  คนให้เข้ากัน  ชิมรสให้กลมกล่อมด้วยเกลือป่น  รสดี  (อย่าใส่น้ำตาล)  เมื่อกระเทียมหัวหอมสุกได้ที่จึงดับไฟ   เป็นอันเสร็จกรรมวิธีในการ แก๋งฮังเล   พร้อมตักใส่ถ้วยรับประทานกับข้าวเหนียวหรือข้าวสวยร้อน ๆ ได้ทันที

 

          เคล็ดลับ  ในการ  แก๋งฮังเล  ให้อร่อยสุด ๆ   ต้องใช้ไฟอ่อนที่สุด  และรักษาระดับไฟให้คงที่ เพราะเนื้อหมูจะสุกและเปื่อยได้ที่ก็พอดีกับที่น้ำหมูแห้งกลายเป็นน้ำมัน  ที่สำคัญที่สุด  อย่าคนบ่อย ๆจะทำให้เนื้อหมูเละ  และเมื่อเนื้อหมูเปื่อยได้ที่ดีแล้ว  จึงใส่น้ำมะขามเปียกลงไป   เพราะเจ้าน้ำมะขามเปียกนี่แหละที่เป็นตัวรัดไม่ให้เนื้อหมูเละ

 

          ต้นตำรับ  แก๋งฮังเล  ฉบับดั้งเดิม  เขาไม่ใส่น้ำตาล  ครับผม

วิดีโอ YouTube

วิดีโอ YouTube

 
 
ห้องนอนใครเหม็นอับมาทางนี้...
 
มีเคล็ดลับวิธีแก้มา((((((((บอก))))))))
 
 

เพื่อนๆทุกๆคนครับ

 

เพราะคิดถึง...เพราะรัก...น่ะ

 

ไม่คิดถึง...ไม่รัก...ไม่ชอบกัน เคล็ดลับอันนี้มะบอกนะเนี่ย...

 

อู๊ย! อีตาThanawut ใช้อันนี้เรียกค่อยสุภาพหน่อยเดี๋ยวโดนเซ็นอ่ะ...แต่คนข้างบ้านที่มาใช้บริการผม พิมพ์งานใบเสนอราคา วันดีคืนร้ายก็ยกคอมพิวเตอร์ ยกnotebookมาให้ผมเป่าคาถาไล่ไวรัสให้ เขาเรียกผมว่า คุณตาคอม...ครับ ไม่ใช่ๆคอมมูนิดคอมมูหน่อยนะ...อย่าเข้าใจผิดๆ

 

เอ้าเริ่มใหม่... อู๊ย! อีตาThanawut อ้อนแม่ยก หวานซะไม่มีล่ะ สงสัยลูกสาวคงงามแต้ๆ...อิอิ เสียจาย...มะมีลูกสาวมีแต่ลูกชายกำลังเรียนวิศวคอมฯปี 3 อ่ะ นอกเรื่องไปแล้ว กลับมากลับมาต่อ...

 

ถ้าห้องนอนบ้านใครมีกลิ่นเหม็นอับๆทึบๆชอบกลๆล่ะก้อ ผมมีวิธีแก้ที่เด็ดขาดชัวร์ๆ 100% ไม่ใช่อโรม่าอะโรแมวน่ะ เคล็ดลับของผมนี่ถูกที่สุดในโลก อะคุยซะไม่มีใครเกินล่ะ แล้วทีนี้ห้องนอนเราบ้านเราใครที่เข้ามาจะทักทันที ก็มันหอมสดชื่นเข้าไปถึงหัวใจ และสำหรับตัวเราเองตอนกลางคืนก็นอนหลับสบายๆไม่ฝันร้ายไม่ตกใจตื่นขึ้นมาตอนดึกๆด้วย ตื่นขึ้นมาตอนเช้าๆ อ้า...โลกนี้ช่างสดชื่นสดใสให้รื่นเริงสุขสำราญเหมือนดอกใบบานยามเช้า โอ้ย...สุขสดชื่นอะไรจะปานนั้น

 

ดูรูปกันอีกครั้ง เดี๋ยวจะเม้าท์ให้ฟัง (อ่าน)

 
 

ก่อนอื่นให้ซื้อยาผงแดง นั่นแน่...ตาThanawut จะแนะนำอะไรก็ไม่พ้นแดงแด้งแดง...อุตส่าห์หนีกระทู้ข้างนอกเข้ามาก็เจอแดงแด้งแดงอีก...เฮ้อเบื่อๆๆ เพื่อนๆที่รักและคิดถึงทุกๆท่านอย่าเพิ่งเบื่อครับ ก็ยาเขาชื่อนี้จริงๆนะครับ ถ้ามันมียาชื่อ ยาผงม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง เอาให้ครบสีรุ้ง 7 สีเลยผมก็จะแนะนำครับ อิอิ...

 

ถ้าใครไม่รู้จักยาผงแดงก็ให้ถามคนเมืองเหนือดูเขารู้จักกันทุกๆคนแหละ ฝากเขาซื้อก็ได้นะครับสะดวกกว่า กรุงเทพฯหรือต่างจว.อาจหายาก คนเหนือใจดีกันทุกๆคน... สมัยเด็กตอนผมเรียน ป.1-ป.2 ผมเคยตาม "แม่เฒ่า" (คุณยายทวด-ท่านเป็นคุณแม่ของคุณแม่ของคุณแม่ของผม โอ๊ย...ลำดับไม่ถูก) ไปกินไปนอนที่บ้านเพื่อนของคุณยายทวดท่านนี้แหละ ที่บ้านเขาทำยาผงแดงขาย อ้อลืมบอก...อยู่ที่อำเภอป่าซางครับ

 

ลูกสาวเพื่อนของคุณยายทวดที่ผมเรียกท่านว่า "คุณป้าเพ็ญศรี" เป็นคนดูแลกิจการ ผมก็จำยี่ห้อไม่ได้แล้วตรากระต่ายหรือหมาบ้านหมาป่าอะไรนี่แหละ ก็ไม่ทราบว่าตอนนี้ลูกๆหลานๆของท่านยังสืบทอดตามบรรพบุรุษอยู่หรือเปล่า ถ้าผมผ่านไปแถวป่าซางผมไม่กล้าแวะบ้านเขา เพราะลูกสาวคุณป้าเพ็ญศรีซึ่งก็รุ่นราวคราวเดียวกัน เขาไม่ชอบขี้หน้าผม ตอนเรียน ม.3-ม.4 เขาเรียนที่ ร.ร.ประจำจังหวัดหญิง ล.พ.2 ส่วนผมเรียนที่ ม.ธ.เมธีวุฒิกร ตอนนั้นผมซนสะเด็ดยาด ทะลึ่งเกะกะเกเรระรานเขาไปเรื่อยแหละ... นี่นี่ ตาThanawut นอกเรื่องอีกแล้ว กลับมากลับมา แล้วห้องตรู...จะหายเหม็นอับมั้ยวะเนี่ย...

 

เมื่อได้ยาผงแดงมาแล้วก็ฉีกซองเทใส่ถาดโฟมหรือถาดพลาสติกก็ได้ ดูตามรูป แล้วเอาไปวางไว้ใต้หน้าต่าง หัวเตียง หรือหลังแอร์-พัดลมก็ได้ แต่ตอนวางถาดต้องเลือกที่เหมาะๆนะครับ กันไว้เผื่อหลงลืมเอามือไปปัดเท้าไปเตะหรือโดนลมพัดตรงๆแรงๆ ยาผงแดงฟุ้งกระจายเต็มห้องเลย ทีนี้เก็บกวาดยากซะด้วยแหละ

 

ไวทันใจเหมือนหนังไทยโกห้าโกเจ็ด...ห้องก็หายเหม็นอับไปในพริบตา...พริบตาเดียวจริงๆ จากห้องเหม็นอับๆทึบๆกลายเป็นห้องห้อมหอม...สดชื่น...ตามสมุนไพรที่เขาใช้ทำยาผงแดงนั่นแหละ ชื่นจาย...ชื่นใจ...ถ้าจะให้หอมทั้งบ้าน ก็ทำอย่างเดิมแหละเอาไปวางไว้ทั่วบ้านซัก 3-4 จุด

 

ยาผงแดงที่แนะนำให้ซื้อน่ะราคาไม่แพงซื้อยกโหลเลยถูกลงมาอีกหน่อย อิอิ งก งก อีกนิด...เดี๋ยวจะเข้าใจผิดกันยกใหญ่ ยาผงแดงที่ว่านี่ไม่ใช่ยาดับกลิ่นนะครับ แต่เป็นยาแก้ลมวิงเวียน บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้จุกเสียด คลื่นเหียน อาเจียน เป็นยาแผนโบราณ ถ้าจะเปรียบก็เป็นยาหอมปราบลมนี่แหละครับ เวลาเป็นลมคนเมืองเหนือจะใช้ยาผงแดงนี่แหละปราบลม...

 

ส่วนผม...ชอบเอามะนาวผลใหญ่ๆทั้งผลใช้มีดคมๆฝานเป็นแผ่นบางๆ แตะเกลือป่นนิดหน่อยแล้วเอาไปคลุกกับยาผงแดง ใส่ปากอมสักครู่แล้วก็เคี้ยวกลืนลงคอ คุณเอ๊ย...ทั้งซ่าๆจี๊ดๆเปรี้ยวๆเค็มๆมันๆขมๆ อร่อยอย่าบอกใครเชียว แต่ถ้าใครไม่ชอบขมก็เอาเปลือกมะนาวทิ้งไป เหอ เหอ พูดแล้วเปรี้ยวปากย้ำยายไย๋เยย...อิอิ

 
 

อะไรนะครับ...อ๋อ...อ๋อ... ผมเหรอครับ! นับง่ายๆ เอาเลขท้าย พ.ศ.สองตัวบวก 10 นั่นแหละอายุของผมล่ะ... ผมประสบความสำเร็จในชีวิตระดับหนึ่ง เรียนจบก็ทำงานตั้งหลักตั้งฐานผ่อนบ้านซื้อที่ดินและมีครอบครัว ต่อสู้กับชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวจนชาชิน ฐานะก็พอมีกินมีใช้ไม่เดือดร้อนหรือเป็นกังวลเหมือนคนแก่อีกหลายๆคนบนโลกเก่าๆผุๆใบนี้

 

หลังจากผมเรียนหนังสือจนจบชั้นสูงสุด(ในสมัยนั้น)ของจังหวัดลำพูนแล้ว ปี พ.ศ. 2506 ผมได้รับโอกาสจากท่านผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือให้ไปฝึกงานที่ นสพ. "ไทยเหนือ" โรงพิมพ์ "สงวนการพิมพ์" จังหวัดเชียงใหม่ ได้ฝึกงานและกินนอนอยู่ที่นั่นสองปีเต็มๆ ได้รับเบี้ยเลี้ยงเดือนละ 200 บาท ซึ่งสมัยนั้นนับว่ามากมายพอสมควรสำหรับเด็กฝึกงาน เพราะค่าแรงงานขั้นต่ำที่จังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้นเขาจ่ายกันที่ 8 บาทต่อวัน

 

ท่านเจ้าของ ผู้จัดการ และบรรณาธิการ คือ คุณสงวน โชติสุขรัตน์ ท่านเป็นนักโบราณคดีเมืองล้านนาด้วย ท่านเป็นคนมีน้ำใจดี โอบอ้อมอารี และมีเมตตา ท่านอบรมสั่งสอนและถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ทั้งทางด้านหนังสือพิมพ์ และงานในโรงพิมพ์แขนงต่างๆ ให้แก่ผมเหมือนกับผมเป็นลูกหลานของท่านคนหนึ่ง ท่านสอนให้ผมรู้ซึ้งถึงคุณค่าของการศึกษา และการใฝ่หาความรู้ให้กับตัวเอง ท่านย้ำอยู่เสมอๆไม่ให้ผมทิ้งการเรียน และแนะนำให้ผมเอาเวลาว่างหลังเลิกงานตอนเย็นไปเรียนกวดวิชาที่โรงเรียนใกล้ๆโรงพิมพ์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในปีถัดไป

 

ครั้นถึงปลายปี พ.ศ. 2508 ผมจึงกราบเท้าอำลาท่านผู้มีพระคุณ "คุณสงวน โชติสุขรัตน์" เบน "เข็มทิศชีวิตของตัวเอง มุ่งหน้าสู่ "กรุงเทพมหานครด้วยปณิธานอันแน่วแน่และแรงกล้า สอบเข้าเรียนต่อจนจบวารสารศาสตร์ แล้วไปฝึกงานที่ นสพ.เดลินิวส์สมัยอยู่สี่พระยาโน่น... จากนั้นชีวิตหักเหผมไม่ได้ทำงาน นสพ.ฉบับไหนเลย แต่จับผลัดจับผลูถูกเพื่อนลากเข้าไปทำงานในบริษัทคอมพิวเตอร์ที่พ่อของมันเป็นหุ้นส่วน มะงุมมะงาหราตั้งแต่คอมฯตัวใหญ่โตมโหฬารเท่าตึก 3-4 ชั้นจนมันเล็กลงๆเหลือกระจี๊ดเดียวเท่าเมล็ดถั่วเขียว ผมเพลิดเพลินกับงานที่ไม่ได้อยู่ในสายที่เรียนมาจนกระทั่งเกษียณอายุ...ได้รางวัลปลอบใจจากบริษัทฯหลายตังค์

 

ชีวิตผมตั้งแต่หนุ่มๆจน 63 แล้วปีนี้ พูดแล้วจะหาว่าคุย ผมไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนันทุกชนิด พูดแล้วอาย...บางทีได้เลขเด็ดมาก็แอบๆเล่นเหมือนกัน ซื้อทีไรถูกครับ...ถูกกินหมดตูด...ยังจำได้ไหม ตอนที่ไทยรัฐบอกเลข สามสี่งวดติดๆกัน คนถูกกันทั้งประเทศ เราก็อยากจะรวยกับเขามั่ง งวดหน้าทุ่มซักพัน...คุณเอ้ย...งวดนั้นถูกกินเรียบ ต้องขอโทษคุณๆที่ไม่ถูกในงวดนั้นด้วย ผมสารภาพครับเป็นเพราะผมซื้อตามนั่นแหละเลขมันเลยไม่ออก ถูกกินหมดตูดกันเป็นแถวๆ

 

อุปนิสัย พูดยังกับคุณครูเขียนในสมุดประจำตัวนักเรียนเลยแฮะ...ผมไม่ชอบเที่ยวในที่อโคจร แล้วอีกอย่างผมเป็นคนรักบ้านรักครอบครัวครับ ผมไม่เจ้าชู้ประตูดิน ไม่สำส่อน มีเมียก็มีเป็นคนๆไป (พูดชอบกลๆ) ชีวิตผมจึงสบายๆเมื่อตอนแก่ หลานก็ไม่มีให้เลี้ยง ทุกวันนี้มีความสุขครับ วันๆได้ท่องเที่ยวไปทั่วโลกส่วนมากก็อยู่หน้าคอมฯนั่นแหละ ค้นหาข้อมูลและเก็บเกี่ยวประสบการณ์รื้อฟื้นความทรงจำในอดีตแล้วขุดขึ้นมาเล่ามาเขียนให้คุณผู้อ่านที่เป็นแควนๆติดตามกระทู้ของผมไง ความสุขของผมทุกวันนี้จึงมีเหลือเฟือมากพอที่จะแบ่งปันแจกจ่ายให้ทุกๆท่านได้อย่างเต็มที่ด้วยความเต็มใจครับ และทุกวันนี้ผมยังทำเว็บบล็อก update ข้อมูลเองถึง 7 เว็บนะครับ

 

เว็บแรก northfoodd
เว็บที่สอง northspot
เว็บที่สาม กองทุนโซน1
เว็บที่สี่ fashionblog
เว็บที่ห้า dukdikpic
เว็บที่หก labour1
และเว็บที่เจ็ดเว็บน้องใหม่ RedBkk.

 

ว่างๆ ก็ขอเชิญชวนทุกๆท่าน click เข้าไปเยี่ยมชมกันได้นะครับ รับรองมีสาระบันเทิงและบทความที่ประเทืองปัญญาให้ความรู้อย่างลึกซึ้ง เพียบ!

 

เอ้า! มาต่อให้จบๆ...พูดถึงสุขภาพของผม สุขภาพร่างกายของผมแข็งแรง ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน จะมีก็เป็นต้อหินต้อกระจก ผมก็ได้สามสิบบาทนี่แหละ ผ่าตาข้างซ้ายใส่เลนส์เทียม ไม่งั้นผมพิการตาบอดไปแล้วครับ

 

ผมเป็นทั้งต้อหินต้อกระจก เป็นทั้งสองข้าง ข้างซ้ายผ่าไปแล้ว เหลือข้างขวาคุณหมอเฝ้าดูอาการอยู่ครับ ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องผ่าละครับ ทุกวันนี้ต้องไปรับยาที่ รพ.นพรัตนราชธานี ทุกเดือน คุณหมออุดม ภู่วโรดม เป็นคุณหมอรักษาผมและผ่าตัดตาให้ผมครับ คุณหมอบอกว่าผมต้องหยอดตาเพื่อรักษาความดันในลูกตาไปตลอดชีวิต ค่าผ่าตัดตาของผม...อะอะ...สามสิบบาทครับ เขาว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนค่าผ่าตัดตาอย่างน้อยก็สองสามหมื่นขึ้น แล้วอย่างนี้จะให้ผมลืมคุณทักษิณได้อย่างไร...อิอิ อ้าว...อ้าว...อีตาThanawut วกเข้าหาการเมืองจนได้แฮะ

 

แล้วอีกอย่างนึงผมไม่อยากจะเซด...ผมแข็งแรงก็จริงแต่ตอนนี้เตะปี๊บไม่ดังแล้วครับ ถึงจะดังก็ไม่ดังโป้งโป้ง ดังแค่แปะแปะ ก็ขอสารภาพครับ ผมไปรักษาและก็เป็นคนไข้ที่หนีหมอ คุณหมอเรียกผมตรวจเพื่อหาเชื้อเอดส์เชื้ออดก็หาไม่เจอ ตรวจปัสสาวะ เลือดก็แล้ว เอกซเรย์ก็แล้ว เอานิ้วมือในถุงมือยางเข้าไปควานตรวจดูว่าเป็นริดสีดวงก็แล้วไม่เจอ ครั้งสุดท้ายก่อนที่ผมจะหนีหมอ พอเข้าห้องพบหมอคุณหมอไม่พูดอะไร ไม่อธิบายที่มาที่ไปว่าอะไร จู่ๆก็ให้ใบสั่งผ่าตัด ตอนนั้นผมไม่รู้ไปรู้ตอนที่อยู่หน้าห้องจ่ายเงิน ถามเขาว่าทำไมมันมากนัก(ไม่ถึง 5 พัน) น้องคนที่ห้องรับเงินบอกว่าค่าผ่าตัดค่ะ

 

ตอนนั้นผมเนี่ยะใจหายแว้บ มันทำใจไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่ค่าผ่าตัดแพงนะครับ รับตรงๆว่ากลัวครับ กลัวการผ่าตัดเป็นที่สุด ต้องกราบขอโทษงามๆคุณหมอที่ รพ.รามาฯด้วยครับ ที่ตอนนั้นผมใจเสาะจริงๆ

 

แต่ที่ผ่าตัดตาตอนหลังๆนี่ ทั้งภรรเมียทั้งลูกด้วยช่วยกันปลอบหร็อก ผมจึงยอมใจอ่อนยอมผ่าตัดตา แล้วก็จริงอย่างคุณหมออุดมว่าผ่าตัดตาเจ็บเหมือนกัน เหมือนถูกมดกัด น่ะครับ
 
 
 
Comments