หน้าอ่าน...หน้าศึกษา...7

 

เป็นพ่อเป็นแม่คน...

 

เรื่องนี้ให้เก็บเอาไปคิดเป็นการบ้าน...

 

โดย...ธนวุฒิ ดุษฎีปัญจพร 12-01-2553

 

เมื่อครั้งยังทำงาน...ผมมีลูกน้องคนนึง เธอเป็นคนต่างจังหวัดเรียนจบแล้วทำงานเลย เธอเป็นคนสวย...จัดว่าสวยกว่าลูกน้องหญิงหลายๆคนในแผนกของผม พอถึงสิ้นเดือนทีไรจะมีลูกน้องคนอื่นๆมาฟ้องผมอยู่เสมอๆว่าเธอยืมเงินแล้วไม่ยอมใช้พูดผัดวันประกันพรุ่งเอาตัวรอดไปวันๆ บรรดาลูกน้องที่มาฟ้องผม ขอร้องให้ผมช่วยหักเงินเดือนของเธอในเดือนต่อไปให้ด้วย

 

ผมเอาประวัติมาดู เธอคนนี้บริษัทจ่ายเงินเดือน 1,500 อ่ะ...คุณๆผู้อ่านอย่าเพิ่งติ ตอนนั้นน่ะค่าแรงขั้นต่ำวันละ 15 บาทนะครับ 1,500 นี่นับว่าหรูแล้ว ผู้จัดการได้เงินเดือน 5,000 หัวหน้าแผนกอย่างผม 3,500 สมัยนั้นมีเพลงฮิตอยู่เพลง เนื้อร้องว่า...ทำงานทั้งวันได้พันห้า เดินไปเดินมาได้ห้าพัน...

 

ผมเรียกเธอมาสอบถาม เธอร้องห่มร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ผมเลยปล่อยให้นั่งร้องไห้อยู่ต่อหน้าเกือบชั่วโมง หลังจากหยุดสะอึกสะอื้นแล้ว เธอก็เล่าเรื่องราวต่างๆให้ผมฟัง

 

เธอเล่าว่าเป็นคนต่างจังหวัด(ขอสงวนครับ) เข้ามาเรียนต่อปริญญาตรีจนจบ แล้วทำงานที่บริษัทได้ปีกว่า จะต้องส่งเงินให้พ่อแม่ 500 ทุกๆเดือน แรกๆก็ส่งได้สม่ำเสมอไม่ขาดตกบกพร่อง ก็อย่างว่าแหละผู้หญิงค่าใช้จ่ายส่วนตัวมันสารพัด ค่ารถค่ากินอยู่ ค่าเช่าหอพัก ไหนจะต้องตัดเสื้อผ้าใส่อีกล่ะ จะให้ใส่เสื้อผ้าซ้ำๆเหมือนชุด นศ.ได้อย่างไรล่ะ

 

ระยะหลังๆเมื่อเงินไม่พอใช้เธอก็หยิบยืมเพื่อนๆในแผนก แล้วก็ลามไปแผนกอื่นด้วย เธอใช้วิธีหมุนยืมเงินคนนั้นไปใช้คนนี้ ยืมเงินคนนี้ไปใช้คนนั้น สลับสับไปสับมาจนกระทั่งหนี้พอกพูนเป็นงูกินหางยาวเหยียดเหยียบหมื่นแน่ะ

 

เมื่อไม่มีเงินบางเดือนเธอก็หยุดส่ง แล้วต้นเดือนวันนึงพ่อแม่พร้อมกับพี่และน้องจากต่างจังหวัดก็มาเยี่ยม เธอดีใจจนเนื้อเต้นที่พ่อแม่มาเยี่ยมคงมาถามสารทุกข์สุขดิบมั้ง แต่เธอก็ต้องผิดหวัง เพราะเจอหน้ากันคำถามแรกที่ได้ยิน ทำไมไม่ส่งเงิน? และคำด่าอีกสารพัด มากันสี่คนเพื่อจะทวงเงิน 500 น่ะเนี่ยะ ค่ารถไปกลับค่ากินก็หมดแล้ว...

 

ทั้งพ่อแม่พี่และน้องพากันกลับหลังจากเธอควักเงินที่เหลือสำหรับใช้จ่ายส่วนตัวในเดือนนั้น 1,200 ให้ไปทั้งหมดเลย แล้วก็นึกไม่ออกว่าจะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายจนถึงสิ้นเดือน

 

ผมสะเทือนใจเมื่อได้ยินได้ฟังที่เธอเล่ามา แต่ก็พูดอะไรไม่ออก ผมน่ะนิสัยส่วนตัวเป็นคนขี้สงสารคนอยู่แล้ว คิดในใจว่าจะช่วยเธออย่างไรดี ปรึกษากับผู้จัดการก็ได้ข้อสรุป ให้เธอยืมเงินสวัสดิการพนักงาน 10,000 เพื่อเอาไปใช้หนี้ทั้งหมด แล้วให้เธอใช้คืนผ่อนส่งเดือนละ 100 จนครบไม่คิดดอกเบี้ยโดยมีผมเป็นผู้ค้ำประกัน ถ้าเธอส่งตามนี้ก็ 100 เดือน 8 ปีกว่าๆ บ้าไหมล่ะ...นิสัยช่วยเหลือคนอื่นของผม หลังจากนั้นเรื่องราวต่างๆก็เงียบสงบจนผมลืมไปเลย

 

2 ปีต่อมา วันปีใหม่เธอเอาผลไม้มาสวัสดีผม ผมรับผลไม้และสวัสดีตอบ เธอยื่นถุงหนาๆส่งให้ ผมเปิดดูแบ็งค์ร้อยเป็นปึก (ตอนนั้นแบ็งค์ร้อยสูงสุด ยังไม่มีแบ็งค์ 500, 1,000) ถามว่าเอาเงินมาทำไมรึ เธอบอกว่าเอามาใช้หนี้ที่ยืมเงินสวัสดิการพนักงานไปเมื่อ 2 ปีก่อน ผมบอกว่าเอาคืนไปเก็บไว้ใช้เถอะ เงินที่ยืมก็ใช้คืนเดือนละ 100 จนครบเหมือนเดิมนั่นแหละ

 

เธอบอกว่าตอนนี้มีเงินเหลือใช้ เมื่อมีหนี้ก็อยากจะใช้คืนให้หมดๆไป ผมซักถามอะไรอีกหลายอย่าง เธอเล่าให้ฟังว่า เธอใช้เวลาตอนเย็นจนถึงดึกดื่นค่อนคืนหลังเลิกงานที่บริษัทไปเป็นหมอนวดในอ่าง เพราะเธอมีความสวยเป็นทุนอยู่แล้วจึงมีรายได้งามเป็นที่ถูกอกถูกใจของแขกที่มาใช้บริการให้ทิปเธอครั้งละมากๆ บางครั้งแขกก็ออฟเธอออกไปข้างนอกด้วย

 

เธอเล่าอะไรต่ออะไรให้ฟังอีกหลายๆเรื่องแต่ผมไม่ขอนำมาขยายต่อนะครับ สุดท้ายเธอว่าจะขอลาออกจากงานเพื่อไปเป็นหมอนวดเต็มตัว ผมค้านบอกว่า จะลาออกไปทำไมล่ะ อยู่ทำงานต่อไปเถอะ แล้วถือโอกาสตักเตือนเธอ...

 

ความสวยความงามเป็นสิ่งไม่จีรังยั่งยืน ผมบอกให้เธอเอารูปถ่ายเมื่อสองปีก่อนมาเทียบกับรูปถ่ายปัจจุบัน จะเห็นว่าเธอแก่ลงหน้าเริ่มเหี่ยวย่นไม่เต่งตึงเหมือนก่อนแล้ว การทำงานอย่างนั้นมันทำได้แค่ประเดี๋ยวประด๋าวพอเริ่มแก่ก็เริ่มหมดราคา ตอนนี้เมื่อมีราคาก็ควรจะตักตวงเงินที่ได้ก็เก็บฝากธนาคารเอาไว้ เมื่อเริ่มหมดราคาก็ให้เลิกเลย

 

สำหรับงานที่บริษัทถึงแม้ว่ารายได้จะน้อยกว่าแต่ก็เป็นงานที่มั่นคงเชิดหน้าชูตา เอาไว้เผื่อวันข้างหน้าเมื่อเธอเจอคนที่รักเธอจริง ตอนนี้ให้พยายามรักษาเนื้อรักษาตัวไม่ให้เป็นกามโรค (สมัยนั้นยังไม่มีเอดส์) หมั่นไปตรวจดูแลสุขภาพให้ดีๆ (คลินิคหมอเพียร เวชบูล ที่สี่แยกหลานหลวง)

 

เธอเชื่อผมและอยู่ทำงานที่บริษัทต่อไปไม่ลาออก วันปีใหม่อีกปีเธอก็เอาผลไม้มาสวัสดีผมอีก คราวนี้บอกว่าเธอเลิกอาชีพหมอนวดแล้ว เงินที่ได้ทั้งหมดเอาไปปลูกบ้านใหม่และฝากธนาคารในชื่อของพ่อแม่หลายหมื่น

 

ผมได้ฟังโล่งอกไปทีที่เรื่องจบลงแบบแฮ็ปปี้เอ็นดิ้งมีความสุขด้วยกันทุกๆฝ่าย แต่มานึกถึงว่าถ้าเรื่องมันจบแบบตรงข้ามล่ะ สมมุติว่าเธอเป็นกามโรค หน้าตาซีดเซียวอมโรคไม่มีเรี่ยวแรง แล้วชีวิตเธอจะเป็นเช่นไร ใครจะรักษาอุปการะเลี้ยงดูเธอ...คิดแล้วไม่อยากจะคิดต่อให้มันสังเวชยิ่งไปกว่านี้อีก

 

แต่คุณๆผู้อ่านไม่ต้องเป็นห่วงเธอครับ เพราะอานิสงส์ที่เป็นคนกตัญญูต่อพ่อแม่ ปัจจุบันนี้เธออยู่ที่เจนีวาอายุ 50 กว่าๆ มีความสุขกับฝรั่งเนื้อคู่ของเธอมีลูกด้วยกัน 2 คนสวยหล่อทั้งคู่เรียนจบ Dr.มีงานทำเป็นหลักเป็นฐานมีครอบครัวกันแล้ว ตอนนี้เธอเป็นทั้งคุณย่าและคุณยาย เธอเลี้ยงลูกทั้ง 2 แบบคนไทยเลี้ยงลูกไม่ให้ห่างไปไหนให้ปลูกบ้านอยู่ใกล้ๆในละแวกเดียวกันไปมาหาสู่สะดวกสบาย เมื่อปลายปีที่ผ่านมาผมก็เพิ่งแวะไปเยี่ยมเธอมาครับ

 

เรื่องนี้ผมเอามาเล่าให้เป็นอุทาหรณ์แก่พ่อแม่ทุกๆคน จะเอาแต่เงินของลูกอย่างเดียวโดยไม่คิดว่าลูกจะหาเงินมาจากไหนอย่างถูกต้องหรือไม่อย่างไร นี่ถ้ารู้ว่าเงินที่เอามาปลูกบ้านใหม่และเงินฝากธนาคารได้มาจากหยาดน้ำกามของลูก เดาไม่ถูกว่าพ่อแม่ของเธอจะเฉยๆหรือซาบซึ้งหรือรังเกียจเดียดฉันท์กันแน่
 
 

ไหนๆก็เล่าเรื่องลูกน้องก็ขอแถมอีกคนครับ เป็นผู้ชายคนขับรถของบริษัท นายคนนี้ผมสังเกตเห็นเวลาพักเที่ยงจะห่อข้าวจากบ้านมากินที่ทำงานทุกๆวัน นัยว่าเป็นคนประหยัดดี ผมคิดจะให้รางวัลตอนสิ้นปีว่าเป็นคนรู้จักประหยัดรู้จักใช้จ่ายในสิ่งที่ควรไม่ควร

 

เรื่องมาแตกเอาตรงวันสิ้นเดือนวันเงินเดือนออก เมียของคนขับรถนายนี้อุ้มลูกสาวประมาณ 1 ขวบและจูงลูกชายประมาณ 3 ขวบ เข้ามาขอพบผมที่ห้องทำงาน ร้องห่มร้องไห้จะขอรับเงินเดือนของสามี ผมถามว่าทำไมล่ะ เธอเล่าให้ฟังว่า วันรับเงินเดือนก่อนกลับบ้านพ่อเจ้าประคุณสามีจะแวะกินเหล้าเลี้ยงเพื่อนเลี้ยงฝูง กว่าจะถึงบ้านก็ครึ่งคืนค่อนคืน เหลือเงินติดกระเป๋าไม่กี่ร้อย มันไม่พอใช้จ่ายในครอบครัวซึ่งมีลูก 2 คน

 

ผมเรียกคนขับรถมาสอบถาม แล้วเอาเงินเดือนออกมาวางต่อหน้า บอกให้คุณเมียหยิบเอาไปเลยเท่าที่คิดว่าจะพอใช้จ่ายจนถึงสิ้นเดือน พ่อสามีมองหน้าผมทำตาปริบๆ หัวหน้าแล้วผมจะเอาที่ไหนไปใช้หนี้ล่ะ ผมถามว่าหนี้เท่าไหร่ ตอบว่าเป็นหนี้เพื่อนหนึ่งพันครับ

 

เรื่องมันจึงถึงบางอ้อ ไอ้ที่ห่อข้าวมากินที่ทำงานทุกๆวันน่ะไม่ใช่รู้จักประหยัดหรอก แต่เป็นเพราะไม่มีต่างหาก หาเงินทั้งเดือนเพื่อเอามากินเหล้าวันเดียว แล้วก็หยิบยืมเงินเพื่อนๆใช้จนชนเดือน พอสิ้นเดือนก็ใช้คืนแล้วยืมใหม่ต่อเนื่องกันอย่างนี้แหละ ฝ่ายเมียอยู่ที่บ้านเลี้ยงลูกก็อาศัยค้าขายเล็กๆน้อยๆหาค่ากับข้าวไปวันๆ พ่อสามีก็ถือโอกาสห่อข้าวเอามากินที่ทำงานทุกๆวันไง

 

ผมแก้ปัญหาด้วยการควักเงินในกระเป๋าของตัวเองหนึ่งพันให้เอาไปใช้หนี้ ถามว่าเงินที่เหลือวางบนโต๊ะหลังจากเมียหยิบเอาไปแล้วพอใช้จ่ายถึงสิ้นเดือนมั๊ย ตอบว่าพอครับ ตกลงผมให้ผ่อนใช้คืนเดือนละร้อยจนกว่าจะครบหนึ่งพัน

 

คล้อยหลังไปปีกว่า เมียของคนขับรถนายนี้จูงลูกสาวลูกชาย เข้ามาขอพบผมที่ห้องทำงานอีก คราวนี้ไม่ร้องห่มร้องไห้ แต่หน้าตายิ้มแย้มดูสดใสสวยขึ้นกว่าครั้งก่อนเยอะ เธอและลูกๆใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ สังเกตที่คอมีสร้อยทองคำเส้นเบ้อเหิ่ม เข้ามาถึงเธอยกมือไหว้และบอกให้ลูกๆไหว้ผมด้วย

 

คราวนี้เธอมาขอบคุณผมครับ
 
 

วิดีโอ YouTube

 
ดาวน์โหลด Saonoi_water (ต้นฉบับ) Dimensions: 640x480 .wmv 6.95mb
 

วิดีโอ YouTube

สาวน้อยเล่นน้ำเปียกปอน จากสิบสองปันนาเชียงรุ่ง
 
 

เชียงรุ่ง: สิบสองปันนา

 

สิบสองปันนา หรือ สิบสองพันนา หรือชื่อเต็มว่า เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา มีความหมายคือ 12 เมือง มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง ซึ่งในอดีตเป็นเมืองของชาวไทลื้อ

 

ที่ตั้ง: ตั้งอยู่ทางใต้สุดมณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

 

ภูมิประเทศ: เขตปกครองตนเองพิเศษสิบสองปันนามีเนื้อที่ประมาณ 19,700 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตติดกับแขวงหลวงน้ำทา แขวงพงสาลี ของประเทศลาวและรัฐฉาน ของประเทศพม่า โดยมีแม่น้ำโขงไหลผ่านตอนกลาง

 

ประวัติเมืองสิบสองปันนา: เมืองสิบสองปันนานั้นได้เป็นราชอาณาจักรหอคำเชียงรุ่ง เมื่อประมาณ 830 ปีก่อน โดยพญาเจืองหรือสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 1

 

อาณาจักรสิบสองปันนาเริ่มเป็นปึกแผ่นและแผ่ขยายอาณาเขตมากที่สุดในยุคท้าวอินเมือง สามารถขยายอาณาเขตเข้าไปยึดถึงเชียงตุง เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) เชียงแสน ล้านช้าง จึงเป็นเหตุให้การอพยพชาวไทลื้อจากเชียงรุ่งและอีกหลายหัวเมืองเข้าไปสู่ดินแดนดังกล่าว เพื่อเข้าไปตั้งชุมชนปกครองหัวเมืองประเทศราช

 

สิบสองปันนาดำรงความมั่นคมเฟื่องฟูอยู่ 100 กว่าปี ก็ถูกรุกรานโดยชาวมองโกลและตกอยู่ในการปกครองของจีนในปี พ.ศ.1833 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อจากชื่อภาษาไทลื้อมาเป็นภาษาจีนและเจ้าผู้ครองนครชาวไทลื้อถูกเรียกว่าเจ้าแสนหวีฟ้า

 

หลังจากที่พม่าได้ก่อตั้งอาณาจักรตองอูและขยายอาณาเขตของตนไปทางตะวันออก พม่าได้ยึดเมืองสิบสองปันนา จากนั้นจึงได้แบ่งเมืองสิบสองปันนาออกเป็น 12 หัวเมือง ได้แก่ เมืองฮาย เมืองม้าง เมืองหุน เมืองแจ้ เมืองฮิง เมืองลวง เมืองอิงู เมืองลา เมืองพง เมืองอู่ เมืองอ่อง และ เมืองเชียงรุ่ง จึงเรียกเมืองเหล่านนี้รวมกันว่า สิบสองปันนา และในช่วงสมัยนี้เป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมพม่าและพระพุทธศาสนาได้เข้าแผ่ขยายเข้าไปในเขตสิบสองปันนา

 

สมัยรัตนโกสินทร์: ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หลังจากพระองค์ได้ส่งทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ และ อาณาจักรล้านนา จากพม่าแล้ว พระองค์ได้โปรดให้พระเจ้ากาวิละเป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองเชียงรุ่งและกวาดต้อนพลเมืองชาวไทลื้อในสิบสองปันนา ไทลื้อเมืองพน เมืองหย่วน เมืองล่า ชาวไทขึนและชาวไทใหญ่จากเมืองเชียงตุง มาอยู่ที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และน่านเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรียกกันว่ายุค "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" อันเป็นวิธีฟื้นฟูอาณาจักรล้านนา เพราะในช่วงก่อนนั้นพม่าได้กวาดต้อนชาวล้านนาไปอยู่ที่ พุกาม และ มัณฑะเลย์ ไปจำนวนมาก

 

เชียงรุ่งถูกยื้อแย่งดึงโดยอาณาจักรใกล้เคียงไปมาอยู่ไม่นาน กระทั่งยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคมในช่วงรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส เข้ามาขีดเขตอำนาจของตนให้พม่าไปอยู่กับอังกฤษ สิบสองปันนาอยู่กับจีน เชียงตุงไปกับพม่า และฝรั่งเศสคุมลาว กัมพูชาและเวียดนาม

 

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองเชียงรุ่งถูกยุบจากเมืองหลวงเป็นแค่หัวเมืองและเจ้าปกครองนครทั้งหลายก็ถูกปลด ในปัจจุบันคนที่มีแซ่เต๋าก็คือเชื้อเจ้าในสิบสองปันนาที่เคยครองเมืองทั้งหลายเหล่านี้

 

 

สิบสองปันนา เป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ด้วยตั้งอยู่ตรงกลางที่ลุ่มหุบเขาริมแม่น้ำโขง ซึ่งชาวไทลื้อเรียกว่า แม่น้ำล้านช้าง ชาวจีน เรียกว่า แม่น้ำหลันช้าง หรือ หลันชาง หรือ หลันชางเจียง สิบสองปันนา มีสภาพภูมิอากาศแบบป่าฝนเขตร้อน มีฝนตกชุก ไม่มีหิมะตก อากาศไม่หนาวเย็นจนเกินไป ผืนดินจึงอุดมไปด้วยป่าไม้เขตร้อน มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีความเขียวขจีตลอดทั้งปี ในผืนป่าก็อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่าอย่างช้างและนกยูง ที่เป็นเสมือนสัตว์สัญลักษณ์ของสิบสองปันนา ซึ่งดินแดนอื่นในประเทศจีนอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีสภาพความอุดมสมบูรณ์เช่นนี้

 

สิบสองปันนาจึงเป็นแหล่งปลูกข้าว อ้อย ยางพารา กาแฟ ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ส่งขายไปยังเมืองอื่นๆ ในประเทศจีน สิบสองปันนาได้รับสมญานามว่าเป็นอาณาจักรแห่งต้นไม้ เป็นเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของมณฑลยูนหนาน และเป็นดินแดนหนึ่งที่รัฐบาลจีนภาคภูมิใจเพราะทำให้จีนได้ชื่อว่ามีผืนแผ่น ดินอันกว้างใหญ่ไพศาล มีสภาพภูมิประเทศและผืนป่าครบ ตั้งแต่ดินแดนน้ำแข็งแบบขั้วโลกจนถึงป่าเขตร้อนเหมือนเช่นแถบเส้นศูนย์สูตร อย่างผืนป่าสิบสองปันนา

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
คลิกนี้เพื่อให้กำลังใจ...คอลัมน์ซ้ายมือล่างสุด... 
 
 
 
Comments