เขาตั้งชื่อพายุกันอย่างไร



    

    กาแลกซีทางช้างเผือก  อาจไม่ได้แบนราบอย่างที่คิดนักดาราศาสตร์เผยภาพแบบจำลอง 3 มิติ ของกาแล็กซีทางช้างเผือก ที่มีลักษณะขอบจานของกาแล็กซีบิดโค้งไปมา ไม่แบนเรียบเหมือนที่นักดาราศาสตร์เคยเข้าใจในอดีตนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ พัฒนาแบบจำลอง 3 มิติ ของกาแล็กซีทางช้างเผือกขึ้นใหม่ จากข้อมูลการสังเกตการณ์ในโครงการ Optical Gravitational Lensing Experiment โดยการศึกษาการจายตัวของมวลสารภายในกาแล็กซีทางช้างเผือก ด้วยวิธีการวัดตำแหน่งการกระจายตัวของดาวแปรแสง

เซเฟอิด (Cepheid variable star) กว่า 2,431 ดวง แบบจำลองดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ดาวแปรแสงเซเฟอิด ไม่ได้มีการกระจายตัวในแผ่นจานกาแล็กซีสม่ำเสมอกันตลอดทั้งแผ่น แต่ยังมีการกระจายตัวออกแนวแผ่นจานบริเวณขอบของกาแล็กซีอีกด้วย จึงทำให้นักดาราศาสตร์เชื่อว่า กาแล็กซีทางช้างเผือกของเราไม่ได้มีลักษณะเป็นแผ่นจานแบนเรียบสม่ำเสมอเหมือนที่เคยเข้าใจในอดีต แต่กลับมีรูปร่างบิดโค้งงอบริเวณขอบของกาแล็กซี

ดาวแปรแสงเซเฟอิด เป็นดาวฤกษ์ยักษ์ที่มีความสว่างสูงกว่า 100 - 1000 เท่าของดวงอาทิตย์ จึงเป็นเป็นวัตถุท้องฟ้าที่นักดาราศาสตร์ให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากง่ายต่อการสังเกตการณ์และสามารถระบุตำแหน่งในกาแล็กซีได้อย่างแม่นยำ ถึงแม้อยู่ในระยะที่ห่างไกลหรือมีกลุ่มฝุ่นแก๊สในอวกาศมาบดบัง

    งานวิจัยดังกล่าว นอกจากจะสร้างความประหลาดใจต่อนักดาราศาสตร์เป็นอย่างมากแล้ว ยังทำให้เกิดคำถามที่ตามมาอีกว่า “ลักษณะขอบจานกาแล็กซีที่บิดโค้งเกิดมาจากสาเหตุใด” ซึ่งปัจจุบัน แม้ยังไม่มีคำตอบที่สามารถฟันธงและอธิบายธรรมชาติของมันได้อย่างชัดเจน แต่นักดาราศาสตร์บางคนให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า การบิดโค้งของขอบจานกาแล็กซีอาจเกิดจากแรงโน้มถ่วงภายในกาแล็กซีที่อ่อนแรงลง จนทำให้ดาวฤกษ์หรือมวลสารบริเวณขอบไม่สามารถรักษาสมดุลเอาไว้ได้ หรืออาจเกิดจากแรงกระทำจากปัจจัยอื่นภายนอก เช่น สสารมืด กาแล็กซีข้างเคียง หรือกลุ่มแก๊สโดยรอบกาแล็กซีทางช้างเผือก จึงส่งผลให้ขอบจานกาแล็กซีบิดโค้งไปมาตามที่ปรากฏในแบบจำลอง

เรียบเรียง : เจษฎา กีรติภารัตน์ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.

อ้างอิง : https://www.sciencealert.com/a-second-independent-study-has…

https://phys.org/news/2019-08-d-milky-galaxy-cepheids.html

ในภาพอาจจะมี กลางคืน และข้อความ


จันทรายาน 2

      22 กรกฎาคม 2562 เวลา 16:13 น. ตามเวลาประเทศไทย - องค์การวิจัยอวกาศแห่งอินเดีย (ISRO) ส่งยานสำรวจดวงจันทร์ “จันทรายาน 2” ขึ้นสู่อวกาศสำเร็จ ขึ้นชื่อเป็นยานสำรวจดวงจันทร์ที่ใช้งบประมาณน้อยที่สุด

“ภารกิจสำรวจดวงจันทร์ครั้งที่ 2 ในรอบ 11 ปี ของประเทศอินเดีย”

       “จันทรายาน 2 (Chandrayaan-2)” เป็นยานสำรวจดวงจันทร์ลำที่ 2 ของประเทศอินเดียต่อจากยาน “จันทรายาน 1 (Chandrayaan-1)” ที่ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อปี พ.ศ. 2551 โดยองค์การวิจัยอวกาศแห่งอินเดีย (ISRO) มีแผนลงจอดบริเวณใกล้กับขั้วใต้ของดวงจันทร์ระหว่างหลุมอุกกาบาตเมนซินัส ซี (Manzinus C) กับ เซมเปียเลียส เอ็น (Simpelius N)
       หากสำเร็จจะเป็นยานลำแรกที่สามารถลงจอดบริเวณใกล้กับขั้วใต้ของดวงจันทร์ได้เป็นลำแรกของโลก

“ยานโคจรรอบดวงจันทร์ ยานลงจอด และรถสำรวจ” ภารกิจนี้ประกอบด้วยยานควบคุมทางไกล 3 ประเภท ได้แก่ ยานโคจรรอบดวงจันทร์ ยานลงจอดบนพื้นผิวชื่อว่า “วิกรม (Vikram)” และยานเคลื่อนที่ได้ชื่อว่า “ปราจาน (Pragyan)” ทั้ง 3 ลำถูกส่งขึ้นสู่อวกาศโดยจรวดที่ทรงพลังที่สุดของประเทศอินเดีย ชื่อว่า GSLV-Mk III คาดว่าจะลงจอดบนดวงจันทร์ช่วงต้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2562  “ภารกิจราคาถูก แต่ผลลัพธ์มหาศาล”

      ภารกิจจันทรายาน 2 ใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 4,300 ล้านบาท (เพียงครึ่งเดียวของงบประมาณที่ใช้สร้างภาพยนตร์ Avenger : End Game ที่ใช้ไป 8,900 ล้านบาท) เป็นภารกิจสำรวจดวงจันทร์ที่ใช้งบประมาณน้อยที่สุด มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทดสอบเทคโนโลยีการลงจอดบนดวงจันทร์ ทดสอบรถหุ่นยนต์สำรวจที่พัฒนาโดยประเทศอินเดีย รวมทั้งศึกษาภูมิศาสตร์ของดวงจันทร์ วิเคราะห์แร่ธาตุ ทำแผนที่ 3 มิติ และค้นหาน้ำแข็งบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งองค์ความรู้ที่ได้จากภารกิจนี้จะกลายเป็นข้อมูลพื้นฐานของการส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ในอนาคต

“จันทรายาน 2 - ความภาคภูมิใจของประชาชนประเทศอินเดีย”

    - เป็นภารกิจแรกของโลกที่ส่งยานลงจอดบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ 
    - เป็นภารกิจแรกของอินเดียที่พัฒนาเทคโนโลยีด้วยตัวเอง
    - เป็นภารกิจแรกของอินเดียที่จะศึกษาพื้นผิวของดวงจันทร์
    - ทำให้ประเทศอินเดียเป็นประเทศลำดับที่ 4 ของโลก ที่ส่งยานลงจอดบนดวงจันทร์

    การสำรวจอวกาศคือความท้าทายที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์โลก ความยากและความอันตรายจะทำให้มนุษย์พัฒนาขีดจำกัดทางด้านเทคโนโลยีให้สูงขึ้นอยู่เสมอ ท้ายที่สุดภารกิจจันทรายาน 2 จะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ยังคงต้องเฝ้าติดตามต่อไป แต่ภารกิจนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศอินเดียที่ยกระดับเทคโนโลยีอวกาศของประเทศตัวเองให้ทัดเทียมกับประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ เรียบร้อยแล้ว

เรียบเรียง : ธนกร อังค์วัฒนะ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.

อ้างอิง : 
[1] https://www.isro.gov.in/…/gslv-mk-iii-m1-chandrayaan-2-miss…
[2] https://en.wikipedia.org/wiki/Chandrayaan-2

ในภาพอาจจะมี ท้องฟ้า และสถานที่กลางแจ้ง
        ดวงอาทิตย์ก็อาจเกิดซูเปอร์แฟลร์ได้
         บนดวงอาทิตย์ มีการปะทุชนิดหนึ่งที่แผ่พลังงานร้อนแรงออกมาอยู่เสมอ เรียกว่า
การลุกจ้า หรือ แฟลร์ แต่พลังงานจากการลุกจ้าที่พบบนดวงอาทิตย์นี้อาจเทียบไม่ได้กับการลุกจ้าที่พบในดาวฤกษ์บางดวง ในปี 2552 กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยมีภารกิจค้นหาดาวเคราะห์ต่างระบบที่คล้ายโลก สิ่งที่กล้องเคปเลอร์ พบไม่ได้มีเพียงดาวเคราะห์เท่านั้น แต่ยังพบการปะทุรุนแรงจากดาวฤกษ์ดวงอื่นที่ทำให้ดาวทั้งดวงสว่างขึ้นอย่างฉับพลัน เป็นการปะทุคล้ายกับการลุกจ้าบนโลก แต่รุนแรงมากกว่านับร้อยนับพันเท่าจนมองเห็นได้ไกลจากระยะหลายร้อยปีแสง นักดาราศาสตร์เรียกการประทุดังกล่าวว่า ซูเปอร์แฟลร์
            สาเหตุของการเกิดซูเปอร์แฟลร์ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด เดิมนักดาราศาสตร์เชื่อกันว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในดาวฤกษ์อายุน้อย ๆ เท่านั้น ส่วนดวงอาทิตย์ของเรามีอายุมากแล้ว จึงไม่มีโอกาสเกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์แฟลร์ จึงไม่มีเหตุต้องกังวล  แต่กังวลเสียหน่อยก็ดีเหมือนกัน เพราะนักวิจัยคณะหนึ่งที่นำโดย ยุตะ โนะสึ นักวิจัยจากห้องทดลองบรรยากาศและฟิสิกส์อวกาศของมหาวิทยาลัยโคโลราโดโบลเดอร์ พบว่าซูเปอร์แฟลร์ก็มีโอกาสเกิดขึ้นในดาวฤกษ์ที่มีอายุไล่เลี่ยกับดวงอาทิตย์ได้เหมือนกัน แม้โอกาสและความถี่จะน้อยนิดก็ตามคณะของโนะสึได้ศึกษาจากข้อมูลจากยานกายยาขององค์การอีซาและจากหอดูดาวอาปาเชพอยต์ในนิวเมกซิโก พบว่ามีซูเปอร์แฟลร์ 43 ครั้งที่เกิดขึ้นบนดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ 
           ดังนั้นปัญหาตอนนี้ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์ได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าจะเกิดขึ้นอีกทีเมื่อไหร่ ซึ่งก็ไม่มีใครบอกได้  อย่างไรก็ตาม นักดาราศาสตร์ยังคงเชื่อว่าช่วงวัยของดาวฤกษ์ก็มีส่วนสำคัญ ดาวฤกษ์อายุน้อยอาจเกิดซูเปอร์แฟลร์ได้ประมาณสัปดาห์ละครั้ง ส่วนดาวฤกษ์อย่างดวงอาทิตย์มีโอกาสเกิดครั้งหนึ่งในรอบหลายพันปี หากดวงอาทิตย์เกิดซูเปอร์แฟลร์จริง ก็มีโอกาสที่ทิศทางของรังสีนั้นจะพุ่งมายังโลก อานุภาพการทำลายอาจรุนแรงถึงขั้นรบกวนการทำงานของเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง และรบกวนการสื่อสารผ่านดาวเทียม
            "ถ้ามันเกิดขึ้นสักพันปีก่อน ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก็แค่มีแสงเหนือแสงใต้ชุดใหญ่ให้ชมอย่างตระการตาเท่านั้นเอง แต่หากเกิดในปัจจุบันก็มีปัญหาแน่ เพราะการปะทุจะรบกวนระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างมากทั่วทั้งโลก จึงต้องมีการเตรียมตัวที่ดี" โนะสึอธิบาย
             ผลการวิจัยนี้ในที่ประชุมสมาคมดาราศาสตร์อเมริกันครั้งที่ 234 ในเซนต์ลุย

อภิธานศัพท์

การลุกจ้า - flare เกิดจากการปลดปล่อยสสารและพลังงานอย่างฉับพลันบนดาวฤกษ์ ทำให้บรรยากาศของดวงอาทิตย์ร้อนขึ้น เกิดขึ้นนานเพียงไม่กี่นาที แผ่รังสีเอกซ์เป็นส่วนใหญ่ แต่สังเกตได้ง่ายในช่วงคลื่นที่ตามองเห็นและคลื่นวิทยุ
ดาวเคราะห์ต่างระบบ - exoplanet
ดาวเคราะห์ที่เป็นบริวารของดาวฤกษ์หรือดาวแคระน้ำตาลดวงอื่นที่ไม่ใช่ดวงอาทิตย์

    ที่มา: