ผลของฉัน

ชิ้นงานวิทยาศาสตร์

การนำทาง

    ดาวตก

    โดย Alaska
    เป็นกระทงร้อน 1 ปี
    babilon
    ปรากฏการณ์ฝนดาวตกนั้นเกิดจากธารฝุ่นอุกกาบาต
    ที่ดาวหางปล่อยทิ้งไว้ตามทางโคจร ประกอบด้วยแร่ธาตุหลายชนิด 
    จับตัวกันอย่างโปร่งๆเหมือนแป้งอัดเม็ด ไม่ได้มีโครงสร้างแข็งแกร่งอย่างก้อนหิน
    คะแนน: 21 ชอบ, 0 ไม่ชอบ

    คลับ: ความรู้ เรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจจากฟิสิกส์ราชมงคลและเว็ปต่างๆ

    Tag:

    ชนิด: บทความ - ประเภท: อื่นๆ
    8 บทวิจารณ์  |  22,129 คนอ่าน
    21
    คะแนน
    ภาพประกอบ
    ฝนดาวตกเกิดจากอะไร
    บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด

    ตลอดเวลาที่ผ่านมา ยังไม่มีใครทราบองค์ประกอบของดาวหาง จึงยังไม่มีใครทราบว่าปรากฏการฝนดาวตกหรือพายุดาวตกมีความสัมพันธ์กับดาวหางจริงหรือไม่ จนในปี ค.ศ. 1949 เฟรด วิปเพิล นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันได้เสนอทฤษฎีส่วนประกอบของดาวหางขึ้น โดยกล่าวว่าดาวหางนั้นประกอบด้วยน้ำแข็ง กลุ่มแก๊สต่างๆ และธุลีในอวกาศ โดยที่ส่วนหัวของดาวหางนั้นจะมีใจกลางอยู่ข้างในหรือที่เรียกว่านิวเคลียส (nucleus) ซึ่งมีส่วนประกอบต่างๆเหล่านี้อัดตัวรวมกัน สรุปแล้วดาวหางก็คือก้อนหิมะสกปรกนั่นเอง ซึ่งความรู้นี้เองที่ต่อมาทำให้สามารถไขปริศนาความสัมพันธ์ระหว่างดาวหางและฝนดาวตกได้

    The image “http://www.imo.net/mission_meteor.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.

    ในปี ค.ศ. 1966 พายุดาวตกเลโอนิดกลับมาอีกครั้งพร้อมกับการปรากฏตัวของดาวหางเทมเพล-ทัตเทล การค้นพบดาวหางในปีนั้นเดิมทีนักดาราศาสตร์คิดว่าเป็นดาวหางดวงใหม่ แต่เมื่อคำนวณวงโคจรแล้วจึงได้ทราบในภายหลังว่าเป็นดาวหางเทมเพล-ทัตเทลที่ไม่ได้ปรากฏตัวให้เห็นมาเกือบร้อยปีแล้วนั่นเอง

    พายุดาวตกเลโอนิดที่เกิดขึ้นในปี
    ค.ศ. 1966 ที่เห็นเป็นเส้นสว่าง
    หลายสิบเส้นคือดาวตกแต่ละดวง
    ส่วนที่เห็นเป็นจุดสว่างคือดวงดาว
    ในท้องฟ้า

    พายุดาวตกในปี ค.ศ. 1966 นั้นตกหนักมาก นักสังเกตการณ์บางรายระบุว่าสามารถเห็นดาวตกถึงวินาทีละ 40 ดวง ซึ่งนั่นหมายความว่าพายุดาวตกในครั้งนั้นมีปริมาณดาวตกถึง 150,000 ดวงต่อชั่วโมงทีเดียว แต่หลายปีต่อมา นักดาราศาสตร์นำข้อมูลจากผู้สังเกตการณ์พายุดาวตกในที่ต่างๆมาประมวลใหม่อีกครั้ง แล้วประเมินเป็นค่าเฉลี่ยว่าพายุดาวตกในครั้งนั้นเฉลี่ยแล้วมีปริมาณดาวตกราว 15,000 ดวงต่อชั่วโมง

    ลูกไฟที่เกิดขึ้นในปรากฏการณ์
    พายุดาวตกเลโอนิดปี ค.ศ. 1966

    ฝนดาวตกเกิดจากอะไร

    เมื่อนักดาราศาสตร์ทราบองค์ประกอบของดาวหาง ในที่สุดก็สามารถทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ฝนดาวตกได้ ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ทราบกันดีแล้วว่าปรากฏการณ์ฝนดาวตกนั้นเกิดจากธารฝุ่นอุกกาบาตที่ดาวหางปล่อยทิ้งไว้ตามทางโคจรนั่นเอง

    ฝุ่นอุกกาบาต (meteoroid) ประกอบด้วยแร่ธาตุหลายชนิด จับตัวกันอย่างโปร่งๆเหมือนแป้งอัดเม็ด ไม่ได้มีโครงสร้างแข็งแกร่งอย่างก้อนหิน ฝุ่นอุกกาบาตมีหลายขนาด ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กราวเม็ดทรายละเอียด ส่วนน้อยจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น คือมีขนาดราวก้อนกรวด

    ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าดาวหางก็มีการโคจรรอบดวงอาทิตย์และทิ้งธารฝุ่นอุกกาบาตเอาไว้เบื้องหลัง และโลกก็มีการโคจรรอบดวงอาทิตย์เช่นกัน ดังนั้นหากวงโคจรของโลกและดาวหางมีโอกาสมาอยู่ใกล้ชิดกันหรือตัดกัน โลกก็มีโอกาสที่จะโคจรฝ่าเข้าไปในธารฝุ่นอุกกาบาตของดาวหางได้

    แผนภาพแสดงการโคจรของโลกและดาวหาง เมื่อโลกโคจรเข้ามาใกล้แนวโคจรของดาวหางก็จะฝ่าธารฝุ่นอุกกาบาตที่ดาวหางทิ้งไว้ ทำให้เกิดฝนดาวตกขึ้นในโลก หากฝุ่นอุกกาบาตมีความหนาแน่นสูงก็จะทำให้เกิดฝนดาวตกเป็นจำนวนมากและกลายเป็นพายุดาวตก

    เมื่อโลกโคจรฝ่าเข้าไปในธารฝุ่นอุกกาบาต แรงดึงดูดของโลกจะดึงดูดให้ฝุ่นอุกกาบาตเหล่านี้ตกลงมาในโลก โดยทั่วไปแล้วฝุ่นอุกกาบาตที่อยู่ในธารอุกกาบาตไม่ได้ล่องลอยอยู่นิ่งๆ แต่ฝุ่นเหล่านี้จะเดินทางอยู่ในอวกาศด้วยความเร็วเช่นกัน โดยฝุ่นอุกกาบาตจะมีความเร็วก่อนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกอยู่ในช่วง 11-71 กิโลเมตร/ชั่วโมง

    ฝนดาวตกเกิดจากการที่โลก
    เข้าไปใกล้เส้นทางการโคจร
    ของดาวหาง (ไม่ใช่เข้าใกล้
    ตัวดาวหาง) และโคจรฝ่า
    เข้าไปในธารฝุ่นอุกกาบาตที่
    ดาวหางทิ้งไว้

    เมื่อฝุ่นอุกกาบาตพุ่งฝ่าชั้นบรรยากาศของโลกก็จะเปล่งแสงออกมา ทำให้ผู้ที่สังเกตอยู่บนผิวโลกเห็นเป็น ดาวตก นั่นเอง การเปล่งแสงของฝุ่นอุกกาบาตนี้หากอธิบายด้วยภาษาง่ายๆก็คือ เมื่อฝุ่นอุกกาบาตเสียดสีกับบรรยากาศของโลกก็จะลุกไหม้และเปล่งแสงออกมา

    ดาวตกเปล่งแสงได้อย่างไร

    การเปล่งแสงของดาวตกนั้น หากจะอธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์แล้วจะอธิบายได้ว่า เมื่อฝุ่นอุกกาบาตพุ่งฝ่าเข้ามาในบรรยากาศของโลก พลังงานจลน์อันเกิดจากความเร็วที่ฝุ่นเหล่านี้ชนกับโมเลกุลของแก๊สออกซิเจนในบรรยากาศชั้นบนจะทำให้อะตอมของแก๊สออกซิเจนและอะตอมของฝุ่นอุกกาบาตเสียอิเล็กตรอนไป กลายเป็นไอออน (ion, โดยเฉพาะแก๊สที่กลายเป็นไอออนจะเรียกว่าพลาสมา) เมื่อไอออนเหล่านี้เสียอิเล็กตรอนไปก็พยายามชิงอิเล็กตรอนมาเพื่อทำให้ตนเองกลายเป็นอะตอมที่เสถียรเหมือนเดิม และเมื่อไอออนได้อิเล็กตรอนคืนมาก็จะเกิดการคายพลังงานขึ้น โดยพลังงานที่ปลดปล่อยออกมานั้นอยู่ในรูปของพลังงานแสง ดังนั้นเราจึงเห็นฝุ่นอุกกาบาตเปล่งแสงให้เห็นเป็นดาวตกเมื่อฝ่าเข้ามาในบรรยากาศของโลก

    หากเราถ่ายภาพดาวตกด้วยฟิล์มสีก็จะพบว่าแสงที่ดาวตกเปล่งออกมานั้นมีได้หลายสี นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาองค์ประกอบของฝุ่นอุกกาบาตได้จากสีของแสงที่เปล่งออกมานี่เอง เรียกว่าการศึกษาสเปกตรัม (spectrum) ของฝุ่นอุกกาบาต สเปกตรัมที่ฝุ่นอุกกาบาตเปล่งออกมาเมื่อผ่านชั้นบรรยากาศของโลกจะบอกถึงธาตุที่เป็นส่วนประกอบได้ดังนี้

    ดาวตกที่เกิดจากฝนดาวตกเพอร์เซอิด จะสังเกตเห็นว่าแสงที่เปล่งจากดาวตกมีหลายสี นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาองค์ประกอบของฝุ่นอุกกาบาตได้จากสเปกตรัมของแสงที่ดาวตกเปล่งออกมา

    สีของแสง
    ธาตุที่เป็นส่วนประกอบ
    แสงสีส้มเหลือง
    เหลือง
    เขียวแกมน้ำเงิน
    ม่วง
    แดง
    เขียว
    โซเดียม
    เหล็ก
    แมกนีเซียม
    แคลเซียม
    ซิลิคอน
    ออกซิเจน

    บางครั้งเราอาจพบจากภาพถ่ายดาวตกว่ามีรอยทาง (persistent train) สว่างคล้ายควันเกิดขึ้นตามทางที่ดาวตกพุ่งผ่านไปและเป็นสีเขียว แสงสีเขียวที่เปล่งจากรอยทางนั้นไม่ได้เกิดจากธาตุของฝุ่นอุกกาบาต แต่เป็นบริเวณที่อากาศกลายเป็นพลาสมา

    รอยทาง (persistent train)
    คล้ายควันที่เกิดจากการพุ่ง
    ฝ่าบรรยากาศของดาวตก
    รอยทางที่เปล่งแสงสว่างนี้
    เกิดจากอะตอมของแก๊ส
    ออกซิเจนในบรรยากาศที่
    ถูกฝุ่นอุกกาบาตพุ่งชนและ
    กลายเป็นพลาสมา พลาสมา
    ของออกซิเจนจะปลดปล่อย
    พลังงานออกมาในรูปแสงสี
    เขียว รอยทางที่เห็นนี้คงอยู่
    นานถึง 30 นาที ภายนี้ถ่ายจาก
    ปรากฏการณ์ฝนดาวตกใน
    คืนวันที่ 17 พฤศจิกายน ปี
    ค.ศ. 1996

    โดยทั่วไปแล้วฝุ่นอุกกาบาตที่จะสามารถเปล่งแสงให้คนบนผิวโลกเป็นเป็น ดาวตก ได้ต้องมีขนาดใหญ่พอควร กล่าวคือ ฝุ่นอุกกาบาตที่มีขนาดราว 0.5 มิลลิเมตรจะทำให้เกิดดาวตกเป็นเส้นจางๆที่พอมองเห็นได้ แต่หากขนาดต่ำกว่านี้ก็จะมองไม่เห็นแล้ว ฝุ่นอุกกาบาตที่ก่อให้เกิดดาวตกที่เห็นได้ชัดจะมีขนาดอยู่ในช่วง 1 มิลลิเมตรถึง 1 เซนติเมตร ซึ่งฝุ่นอุกกาบาตขนาดประมาณ 1 เซนติเมตรจะทำให้เห็นเป็นดาวตกดวงใหญ่หรือที่เรียกกันว่า ลูกไฟ (fireball) นั่นเอง

    ลูกไฟที่เกิดจากพายุดาวตก
    เลโอนิดในปี ค.ศ. 1997
    ภาพเคลื่อนไหวแสดง
    การตกของลูกไฟ

    ดาวตกหรือฝุ่นอุกกาบาตที่ตกเข้ามาในโลกมักจะจะเผาไหม้ไปหมดในชั้นบรรยากาศที่ระดับความสูงราว 80-120 กิโลเมตรเหนือผิวโลก หากฝุ่นอุกกาบาตมีขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตรก็อาจเผาไหม้ไม่หมดและมีเศษซากตกลงมาถึงผิวโลกได้ ชิ้นส่วนที่เหลือจากการเผาไหม้และตกลงมาถึงพื้นโลกนี้เราเรียกว่า อุกกาบาต (meteorite) นั่นเอง

    The image “http://www.thatphanom.com/webboard/photo/13dec081111121227272263120081213112527.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.

    ผู้ที่ชมฝนดาวตกบางครั้งอาจได้ยินเสียงฟ้าร้องดังครืนครันมาแต่ไกล เสียงนี้ไม่ใช่เสียงฝนฟ้าคะนองแต่อย่างใด แต่เป็นเสียงจากฝนดาวตกนั่นเอง กล่าวคือ เมื่อฝุ่นอุกกาบาตที่มีขนาดไม่เล็กละเอียดนัก เมื่อพุ่งเข้ามาในโลกนั้นจะเผาไหม้ได้ช้ากว่าฝุ่นอุกกาบาตที่เล็กละเอียด และจะพุ่งตกลงมาในชั้นบรรยากาศได้ลึกกว่า และด้วยความเร็วเหนือเสียงหลายเท่า ฝุ่นอุกกาบาตที่มีความเร็วเหนือเสียงเหล่านี้จะทำให้เกิดคลื่นกระแทก (shock wave) ขึ้นในชั้นบรรยากาศ บางครั้งผู้ที่อยู่ที่พื้นโลกจึงได้ยินเสียงฝนดาวตกดังครืนครันเหมือนฟ้าร้อง

    เมื่อเราทราบเกี่ยวกับธารฝุ่นอุกกาบาตและการเกิดดาวตกแล้ว มาถึงตอนนี้ก็คงพอสันนิษฐานได้ว่าฝนดาวตกนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อโลกโคจรฝ่าเข้าไปในธารฝุ่นอุกกาบาตก็จะทำให้เกิดดาวตกเข้ามาในโลกหลายดวง เราก็เรียกว่า ฝนดาวตก (meteor shower) ปริมาณของฝนดาวตกที่เกิดขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของธารฝุ่นอุกกาบาต หากธารฝุ่นอุกกาบาตมีฝุ่นหนาแน่นมากก็จะก่อให้เกิดฝนดาวตกอย่างถี่ยิบ หากฝนดาวตกนี้มีปริมาณกว่า 1,000 ดวง/ชั่วโมง เราจะจัดฝนดาวตกนี้ว่าเป็น พายุดาวตก (meteor storm)

    เรื่องแนะนำ:
    บทวิจารณ์ร้อนของ @cloud
    คำสั่ง โหวต  
     22 คะแนน โดย SNAP_MAN
    เมื่อ 1 ปี
    555
    ดีครับ ข้อมูลดี บวกให้ครับ เข้าคลับผมสิครับ มาเลย มาสมัครคลับความรู้ของผมครับ
    บทวิจารณ์ของ @cloud
    คำสั่ง โหวต  
    1 คะแนน โดย Oa99
    เมื่อ 1 ปี
    เน็ตล่ม
    อ่านไม่ทัน
    คำสั่ง โหวต  
    1 คะแนน โดย oatxxx
    เมื่อ 1 ปี
    อำมา 2 ปีกว่าแย้วววว..ไม่มีใครดีหรือเลว 100% (ที่รักหมายเลข 1-8 คือ ตาเบียร์ ตาโต๋ ตาต้อง ตากานต์ ตาอ็อด ตาโบ้ ตาจิ้ม ตาเปิ้ล เรียงตามลำดับค ...
    อืมห์......การเสียดสีทำให้เกิดความประหลาดใจ
    คำสั่ง โหวต  
    1 คะแนน โดย น้องสุ
    เมื่อ 1 ปี
    อย่าขอพรสิ่งใด นอกจากปัญญา

    ขอบคุณสำหรับความรู้คะ

    คำสั่ง โหวต  
    1 คะแนน โดย kar
    เมื่อ 1 ปี
    คิดเถิงที่นี่คับ
    ความรู้ล้วนๆเลยคับ+ปายเลย
    คำสั่ง โหวต  
    1 คะแนน โดย nw
    เมื่อ 1 ปี
    --«-(¯`v´¯)«-- love ♥•´¯`♥•
    คำสั่ง โหวต  
     22 คะแนน โดย SNAP_MAN
    เมื่อ 1 ปี
    555
    ดีครับ ข้อมูลดี บวกให้ครับ เข้าคลับผมสิครับ มาเลย มาสมัครคลับความรู้ของผมครับ
    คำสั่ง โหวต  
    1 คะแนน โดย ลิงบินได้
    เมื่อ 1 ปี
    ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าว่าเอ็งอย่าโวย



    โอ้วขอบใจมากน้อ  เพิงรู้นะเนี้ย
    คำสั่ง โหวต  
    1 คะแนน โดย First007
    เมื่อ 1 ปี
    สวัสดีปีใหม่ครับ ^^
     เข้ามาดู... บวกให้
    เสนอบทวิจารณ์กระทงด้วย Facebook
    โปรดละเว้นการโพสข้อความหรือภาพอันผิดกฎหมาย หรือลบหลู่สถาบันหลักของชาติ ระบบจะบันทึก IP Address ของท่านตามกฎของกระทรวง​หากเราถูกดำเนินคดี ข้อมูลของท่านจะถูกส่งให้ตำรวจเพื่อดำเนินการต่อไป
    ขอความกรุณาอย่างพึ่งโพสต์ กระทง/กระทู้/บทวิจารณ์ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ขอบคุณค่ะ
    เรื่องเด็ด: อื่นๆ
    กระทงล่าสุดโดย: Alaska
    แนะนำจาก Facebook
    เรื่องเด็ดๆ
    เรื่องใหม่ๆ (คะแนนไม่ถึง 5)
    เพื่อนคุณจาก Facebook

    โหลดแล้ว 0 หน้า  |  Thailand Web Stat  |  แนะนำเว็บ DrJoke



    Comments