การเมืองการปกครอง



 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เกิดจากการรวมตัวของรัฐต่างๆ อย่างหลวมๆ ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2514 เป็นต้นมาและได้แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2514 ให้เป็นฉบับถาวรเมื่อ ปี 2539 โดยได้มีการลงนามในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2539 (ถือเป็นวันชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศเป็นปึกแผ่นมั่นคง 

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นสหพันธรัฐ (Federation) ประกอบด้วย 7 รัฐ แต่ละรัฐมีระบบการปกครองท้องถิ่นของตนเอง มีกรุงอาบูดาบีเป็นเมืองหลวงถาวร โดยมีรัฐบาลกลาง (Federal Government) ดูแลนโยบายและกิจการที่สำคัญของประเทศ เช่น การต่างประเทศและความมั่นคง เป็นต้น ซึ่งประกอบด้วย 

สภาสูงสุด (Federal Supreme Council) ประกอบด้วยเจ้าผู้ครองรัฐทั้ง 7 รัฐ เป็นผู้วางทิศทางของนโยบายทั่วไปและออกกฎหมายของประเทศและเป็นผู้เลือก ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีจากสมาชิกสภาฯ การตัดสินใจใช้คะแนนเสียงอย่างต่ำ 5 คะแนน (โดยต้องมีรัฐอาบูดาบีและรัฐดูไบ) ซึ่งประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ เชคคอลิฟะห์ บิน ไซอิด อัลนะห์ยัน (H.H. Sheikh Khalifa bin Zayed Al-Nahyan) ทั้งนี้ ประธานาธิบดีจะเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วย อนึ่ง นับจากการก่อตั้งประเทศเป็นที่ตกลงกันโดยปริยายว่าตำแหน่งประธานาธิบดีจะ อยู่กับเจ้าผู้ครองรัฐอาบูดาบีและตำแหน่งรองประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีจะ เป็นของเจ้าผู้ครองรัฐดูไบ

คณะรัฐมนตรี (Federal Council of Ministers) มีสมาชิก 21 คน ทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารขึ้นตรงต่อสภาสูงสุด แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี 

สภาแห่งชาติของสหพันธรัฐ (Federation National Council - FNC) มีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 40 คน มีวาระ 2 ปี ประกอบด้วยสมาชิก 20 คนที่ได้รับการแต่งตั้งโดยเจ้าผู้ครองรัฐแต่ละรัฐ และอีก 20 คนมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2549 จากเดิมที่สมาชิกทั้งหมดมาจากการแต่งตั้ง และเริ่มวาระสมาชิกสภาฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 การเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นก้าวแรกของการพัฒนาการทางการเมืองในสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์เพื่อให้คนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์คุ้นเคยและตระหนักถึงการมีส่วนร่วม ทางการเมือง และแสดงให้เห็นบทบาทของสตรีที่มีมากขึ้นทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากมีสมาชิกเป็นสตรีรวม 9 คน (มาจากการเลือกตั้ง 1 คน) อย่างไรก็ตาม สภาแห่งชาติของสหพันธรัฐยังไม่มีอำนาจในการบัญญัติกฎหมายเช่นเดียวกับรัฐสภา ในระบอบประชาธิปไตย แต่ทำหน้าที่คล้ายสภาที่ปรึกษาและกลั่นกรองกฎหมายเพื่อเสนอให้สภาสูงสุด พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งพิจารณาข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีในเรื่องต่างๆ ด้วย โดยคาดว่าในอนาคตจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้อำนาจสภาฯ และเพิ่มจำนวนสมาชิกให้มากขึ้น

ศาลสูงสุด (Federal Supreme Council) 

แม้ว่าเจ้าผู้ครองรัฐมีอำนาจและมีสิทธิค่อนข้างมากในการกำหนดนโยบายในรัฐตน การเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ เชคโมฮัมเมด บิน ราชิด อัล มัคทูม (H.H. Sheikh Mohammed bin Rashid Al Maktoum) เจ้าผู้ครองรัฐดูไบและการสนับสนุนที่เข้มแข็งของ เชคโมฮัมเมด บิน ไซอิด อัลนะห์ยัน (H.H. Sheikh Mohammed bin Zayed Al Nahyan) มกุฎราชกุมารรัฐอาบูดาบี มีแนวโน้มจะนำไปสูการมีนโยบายร่วมกันในระดับสหพันธรัฐ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีเสถียรภาพทางการเมืองสูง ที่ผ่านมาการเกิดวิกฤติและความไร้เสถียรภาพในตะวันออกกลางกลับมีผลให้สถานะ ของประเทศดีขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันมักพุ่งสูงขึ้นทำให้มีรายได้จากการส่งออกน้ำมันเพิ่ม ขึ้น

นโยบายต่างประเทศ 

 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศตะวันตก มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ ทั้งนี้ โดยรวมแล้วสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มักเลือกแสดงท่าทีและดำเนินนโยบายเกี่ยวกับ ความมั่งคงร่วมกันในกรอบภูมิภาคมากกว่าจะแสดงจุดยืนโดยลำพัง แต่ในระยะหลังได้แสดงท่าที ข้อคิดเห็นต่อประเด็นการเมืองในภูมิภาคอย่างเปิดเผยมากขึ้น โดยเป็นหนึ่งในกลุ่ม Arab Quartet (ประกอบด้วย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน ซาอุดิอาระเบีย และอียิปต์) ที่ตั้งขึ้นเพื่อประสานท่าทีระหว่างสมาชิกกลุ่มประเทศอาหรับกับกลุ่ม International Quartet เกี่ยวกับพัฒนาการและสถานการณ์ในภูมิภาค และเพื่อชี้แจงทัศนะและท่าทีของอาหรับ โดยไม่ต้องการให้ International Quartet มีบทบาทนำฝ่ายเดียวในการกำหนดระเบียบวาระ ของกระบวนการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง
นโยบายด้านการต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีหลักการต่อต้านความรุนแรง และการรุกราน การส่งเสริมความร่วมมือกับสันติประเทศ การไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของประเทศอื่นๆ การส่งเสริมการเจรจาหารือเพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ การสนับสนุนการดำเนินการที่ยุติธรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และการให้ความช่วยเหลือมิตรประเทศ
 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีพันธมิตรทางการทหารในวงกว้าง โดยกองทัพเรือและกองทัพอากาศของสหรัฐฯ ใช้เป็นฐานขนส่งบำรุงกำลัง (ฐานทัพอากาศที่อาบูดาบี และท่าเรือ Jabel Ali ที่ดูไบ) ร่วมมือกับกองทัพในภูมิภาคและระหว่างประเทศ และมีการสั่งซื้ออาวุธสงครามที่ทันสมัยจากหลายประเทศ เพื่อรองรับสถานการณ์ในภูมิภาค โดยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่มีอู่ต่อเรือและซ่อมเรือรบของตนเอง (Abu Dhabi Shipbuilding) และล่าสุดได้ลงนามความตกลงด้านความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรตามลำดับ เพื่อวางกรอบความร่วมมือในเรื่องการสำรวจและใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างสันติ และความตกลงด้านความร่วมมือทางทหารกับฝรั่งเศส เพื่อให้ฝรั่งเศสตั้งฐานทัพถาวรในปี 2552 โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศที่ 4 ในตะวันออกกลางที่ประกาศแผนจะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ อนึ่ง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เน้นย้ำจุดยืนว่าตนสนับสนุนสนธิสัญญาการไม่แพร่กระจาย อาวุธนิวเคลียร์ และสนับสนุนให้ตะวันออกกลางปราศจากอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction - WMD)

แม้จะมีการขู่จากกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ แต่ยังไม่มีการปฏิบัติการก่อการร้ายเกิดขึ้น ขณะที่รัฐประกาศและให้ความมั่นใจว่าประเทศปลอดภัยจากการก่อการร้าย แต่ก็มีการออกฎหมายและมาตรการต่างๆ ที่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่ารัฐมีความกังวลต่อความมั่นคงปลอดภัยภายในประเทศ ทั้งนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อยู่ในกลุ่มประเทศที่กลุ่มก่อการร้าย อัลไคดาห์ ได้ประกาศว่าเป็นเป้าหมายในการปฏิบัติการก่อการร้าย เนื่องจากเป็นรัฐที่ร่วมมือให้สหรัฐฯ ใช้ดินแดนของตนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร

Comments