บทเรียนออนไลน์

    ประวัติดนตรีไทย


    สมัยกรุงสุโขทัย

                ทางโบราณคดีมีหลักฐานว่า ก่อนที่จะถึงยุคสุโขทัย  ดินแดนสุวรรณภูมิมีความเจริญมาเป็นลำดับ คือยุค  ทวาราวดี  ยุคศรีวิชัย  ยุคลพบุรี  ยุคเชียงแสน     แล้วมาถึงสุโขทัย

                ในแต่ละยุคนี้ไม่มีหนังสือเล่มใดกล่าวถึงดนตรีไทยเลย  คงมีแต่ภาพปูนปั้นสมัยทวาราวดี  จะเห็นว่า  ในภาพคงเป็น  พิณน้ำเต้า  ฉิ่ง  กรับ

                เครื่องดนตรีสมัยกรุงสุโขทัย

                พอค้นได้บ้างจากหลักฐาน  ตามหลักศิลาจารึกบ้าง    จากหนังสือที่เขียนขึ้นบ้าง จากจารึกวัดพระยืน  เป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการสมโภชน์ที่เกิดขึ้นในลำพูน  มีข้อความว่า ตีพาทย์ดังพิณ  ฆ้องกลองปี่สรไน  พิสเนญชัย  ทะเทียด  กาหล  แตรสังข์  มานกังสดาล  มรทงค์  ดงงเดือด  เสียงเลิศเสียงก้อง  อีกทั้งคนโห่อือดาสะท้านทั้งนครหริภุญชัย   ซึ่งข้อความนี้แสดงว่ามีเครื่องดนตรีหลายชนิดแล้วคือ ตีพาทย์, ดังพิณ, ฆ้อง, กลอง, ปี่สรไน, มรทงค์ ,  พิสเนญชัย, ทะเทียด, กาหล, แตรสังข์,  กังสดาล,  ดงงเดือด

                ตีพาทย์   คือ   บรรเลงพาทย์  หมายถึงเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีและเป่าประกอบกัน  ได้แก่  ปี่  ฆ้อง  กลอง  ตะโพน  ฉิ่ง  ( ซึ่งท่านผู้รู้เชื่อกันว่าระนาดสมัยนั้นไม่มี )

                ดังพิณ   คือ  ดีดพิณให้มีเสียงดัง  ซึ่งในสมัยนั้นคือพิณเพี้ย  หรือ พิณน้ำเต้า หรือ  กระจับปี่  ซึ่งผู้เขียนสันนิษฐานว่าเป็นกระจับปี่มากกว่า  เพราะสามารถทำลำนำได้ดีกว่าพิณเพี้ย  และพิณน้ำเต้า

                กลอง  ที่ใช้ในสมัยนั้นมีหลายประเภท  ตั้งแต่ ทับ  ( ตะโพน  ในปัจจุบัน  )  บัณเฑาะว์ ไปจนถึงกลองประเภทกลองทัด  เล็กลงมาเป็นกลองตุ๊ก  หรือกลองแอว์  ( ใช้ในพิธีต่าง ๆ ในภาคเหนือในปัจจุบันนี้ )

                ปี่สรไน   คือ  ปี่ไฉน   มีบางท่านกล่าวว่าคือ  ปี่ใน  นั่นเอง

                พิสเนญชัย  คือ  ปี่เสนง  หรือ  เขนง  ซึ่งเป็นภาษาเขมร  แปลว่า  เขา   พิสเนญชัย    ก็คือ ปี่ที่ทำจากเขาสัตว์นั่นเอง

                ทะเทียด  แปลว่า  กลองสองหน้า   ได้แก่  กลองมลายู  ใช้ในกระบวนพยุหยาตรา 

                กาหล   คือ  แตรงอน  เป็นแตรที่ทำด้วยโลหะรูปร่างคล้ายเขาสัตว์  เช่นเดียวกับ   พิสเนญชัย

                แตรสังข์     คือ  เครื่องเป่าชนิดหนึ่งทำด้วยเขาสัตว์  ใช้เป่าอย่างแตร

                มรทงค์   เป็นกลองสองหน้า  มีสานเร่งเสียงทำด้วยหนังคือ   กลองตะโพน  นั่นเอง

                ดงงเดือด   เข้าใจว่าเป็นเครื่องอย่างหนึ่ง  ที่ดังจนขนาดเดือด  ก็น่าจะเป็นกลองทัดเท่านั้นนอกจากนี้ยังมี 

                ฉิ่ง   กับ  แฉ่ง   ซึ่งฉิ่งคงไม่มีปัญหา  แต่แฉ่งคงเป็น  ฉาบนั่นเอง

                บัณเฑาะว์   ไทยได้รับมาจากอินเดีย

                กรับ   สันนิษฐานว่าเป็น  กรับพวง 

                ซอพุงตอ  เข้าใจว่าเป็น  ซอสามสาย

                กังสดาล  คือ  ระฆังวงเดือน  ทำด้วยโลหะทองเหลือง  พบทั่วไปตามวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือ

                มโหระทึก   เป็นกลองหล่อด้วยโลหะผสม  ประกอบด้วยทองแดง  ตะกั่ว  ดีบุก

                จะเห็นได้ว่าสมัยสุโขทัย  มีเครื่องดนตรีครบทั้ง  ดีด  สี  ตี  เป่า  แล้ว 

    ลักษณะการประสมวงดนตรี  มี 4 ประเภท

                     1.การบรรเลงพิณ มีคนเดียวเป็นผู้ชาย ร้องและดีดพิณคลอไปด้วย พิณที่ดีดส่วนมากเป็นพิณน้ำเต้า

            2.วงขับไม้ มี 3 คน  เป็นผู้ชายล้วน ขับร้อง 1 คน สีซอสามสาย 1 คน ไกวบัณเฑาะว์ 1 คน ใช้ในพิธีสำคัญเช่น สมโภชช้างเผือก

                    3.วงปี่พาทย์เครื่องห้า  มีเครื่องดนตรีได้แก่ กลอง ,ฉิ่ง, ตะโพน, ฆ้อง, และปี่

                    4.วงเครื่องประโคม
      จัดขึ้นในงานสำคัญเท่านั้น มี 2 ชนิด

    4.1    ประโคมแตรมโหระทึก  ใช้ในเวลาพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออก และเสด็จ

             พระราช ดำเนินขบวนน้อย

    4.2    ประโคมแตรสังข์กลองชนะ ใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินกระบวน พยุหยาตรา

             บทเพลง สมัยสุโขทัย สันนิษฐานว่าได้แก่เพลงเทพทอง,  ขับไม้บรรเฑาะว์,      นางนาค  เป็นต้น


     

    สมัยกรุงศรีอยุธยา

                ดนตรีไทยในสมัยนี้เจริญรุ่งเรืองขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก  ประชาชนนิยมเล่นดนตรีกันมากขึ้น  จนบางครั้งเกินขอบเขต  จนสมัยพระบรมไตรโลกนาถ  ต้องมีกฎมณเฑียรบาล  กำหนดไว้ว่า ห้ามร้องเพลงเรือ  เป่าขลุ่ย  เป่าปี่  สีซอ  ดีดกระจับปี่  ดีดจะเข้  ตีโทนทับ  ในเขตพระราชฐาน

                เครื่องดนตรีสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

                คือเครื่องดนตรีที่เล่นกันมาเมื่อครั้งกรุงสุโขทัยนั่นเอง  แต่ได้วิวัฒนาการขึ้นทั้งในด้านรูปร่าง  และการประสมวงดนตรี  วิธีการบรรเลงก็ประณีตขึ้นกว่าแต่ก่อน  กับมีเครื่องดนตรีบางชนิดเพิ่มขึ้น  เครื่องดนตรีที่มีหลักฐานว่าบรรเลงในสมัยกรุงศรีอยุธยา  จากข้อความข้างต้นก็มี   ขลุ่ย  จะเข้  โทน  ทับ  ส่วนที่ว่าสีซอนั้นก็คงเป็นก็คงเป็นซอทั้ง  3   อย่างคือ  ซออู้  ซอด้วง  ซอสามสาย

                จะเข้นั้นวิวัฒนาการมาจากพิณนั่นเอง  พิณนั้นถือดีดนาน ๆเข้าก็เมื่อย วางดีดกับพื้นเห็นสบาย  จึงได้ปรับปรุงให้เหมาะกับวิธีที่จะดีดกับพื้น   ซึ่งเดิมทำรูปร่างเหมือนจระเข้จริง ๆ ต่อมาวิวัฒนาการขึ้น  เพื่อประโยชน์ในทางเสียงและความสะดวกในการบรรเลง  จึงเปลี่ยนรูปร่างให้กระทัดรัดขึ้น  จนกลายเป็นจะเข้ในปัจจุบัน

                สำหรับโทนนั้น  ในสมัยนี้เริ่มใช้ตีคู่กับ  รำมะนา   

    ลักษณะการประสมวงดนตรี  มี 4 ประเภท

     1. วงขับไม้ได้ปรับปรุงของสมัยสุโขทัยเอาวงขับไม้และบรรเลงพิณ มารวมกัน

     2. วงเครื่องสาย  ยังไม่มีแบบแผนที่แน่นอน

     3. วงมโหรี มี ซอสามสาย  กระจับปี่  ขลุ่ย  โทน  กรับพวง  รำมะนา

     4. วงปี่พาทย์  เหมือนสมัยสุโขทัย แล้วเพิ่มระนาด

            บทเพลง สมัยอยุธยาที่มีชื่อเสียงได้แก่ เพลงแขกต่อยหม้อ  เพลงธรณีร้องไห้  เพลงทะเลบ้า เป็นต้น







    สมัยกรุงรัตนโกสินทร์


    สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยนี้ เมื่อบ้านเมืองได้ผ่านพ้นจากภาวะศึกสงคราม และได้มีการก่อสร้างเมืองให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น เกิดความ สงบร่มเย็น โดยทั่วไปแล้ว ศิลป วัฒนธรรม ของชาติ ก็ได้รับการฟื้นฟูทะนุบำรุง และส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น โดยเฉพาะ ทางด้าน ดนตรีไทย ในสมัยนี้ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเจริญขึ้นเป็นลำดับ ดังต่อไปนี้ คือ


    สมัยรัชกาลที่ 1 ดนตรีไทย ในสมัยนี้ส่วนใหญ่ ยังคงมีลักษณะ และ รูปแบบตามที่มีมาตั้งแต่ สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่พัฒนาขึ้นบ้างในสมัยนี้ก็คือ การเพิ่ม กลองทัด ขึ้นอีก 1 ลูก ใน วงปี่พาทย์ ซึ่ง แต่เดิมมา มีแค่ 1 ลูก พอมาถึง สมัยรัชกาลที่ 1 วงปี่พาทย์ มี กลองทัด 2 ลูก เสียงสูง (ตัวผู้) ลูกหนึ่ง และ เสียงต่ำ (ตัวเมีย) ลูกหนึ่ง และการใช้ กลองทัด 2 ลูก ในวงปี่พาทย์ ก็เป็นที่นิยมกันมา จนกระทั่งปัจจุบันนี้

    สมัยรัชกาลที่ 2 อาจกล่าวว่าในสมัยนี้ เป็นยุคทองของ ดนตรีไทย ยุคหนึ่ง ทั้งนี้เพราะ องค์พระมหากษัตริย์ ทรงสน พระทัย ดนตรีไทย เป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ ในทาง ดนตรีไทย ถึงขนาดที่ ทรงดนตรีไทย คือ ซอสามสาย ได้ มีซอคู่พระหัตถ์ชื่อว่า " ซอสายฟ้าฟาด" ทั้งพระองค์ได้ พระราชนิ พนต์ เพลงไทย ขึ้นเพลงหนึ่ง เป็นเพลงที่ไพเราะ และอมตะ มาจนบัดนี้นั่นก็คือเพลง " บุหลันลอยเลื่อน" มีการใช้กลองสองหน้าแทนกลองตะโพน,กลองทัด ในวงปี่พาทย์เพราะมีเสียงดังเกินไป  ไม่เหมาะกับการบรรเลงในอาคาร

    สมัยรัชกาลที่ 3 วง ปี่พาทย์ได้พัฒนาขึ้นเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ เพราะได้มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้ม มาคู่กับระนาดเอก และประดิษฐ์ฆ้องวงเล็กมาคู่กับ    ฆ้องวงใหญ่

    สมัยรัชกาลที่ 4 วงปี่ พาทย์ได้พัฒนาขึ้นเป็นวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ เพราะได้มีการประดิษฐ์ เครื่องดนตรี เพิ่มขึ้นอีก 2 ชนิด เลียนแบบ ระนาดเอก และระนาดทุ้ม โดยใช้โลหะทำลูกระนาด และทำรางระนาดให้แตกต่างไปจากรางระนาดเอก และระนาดทุ้ม (ไม้) เรียกว่า ระนาดเอกเหล็ก และระนาดทุ้มเหล็ก นำมาบรรเลงเพิ่มในวงปี่พาทย์เครื่องคู่ ทำให้ ขนาดของ วงปี่พาทย์ขยายใหญ่ขึ้นจึงเรียกว่า วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ อนึ่งในสมัยนี้ วงการดนตรีไทย นิยมการร้องเพลงส่งให้ดนตรีรับ หรือที่เรียกว่า " การร้องส่ง" กันมากจนกระทั่ง การขับเสภาซึ่งเคยนิยมกันมาก่อนค่อย ๆ หายไป และการร้องส่งก็เป็นแนวทางให้มีผู้คิดแต่งขยายเพลง 2 ชั้นของเดิมให้เป็นเพลง 3 ชั้น และตัดลง เป็นชั้นเดียว จนกระทั่งกลายเป็นเพลงเถาในที่สุด ( นับว่าเพลงเถาเกิดขึ้นมากมายในสมัยนี้) นอกจากนี้ วงเครื่องสาย ก็เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลนี้เช่นกัน

    สมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการปรับปรุงวงปี่ พาทย์ขึ้นใหม่ชนิดหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียกว่า " วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์" โดยสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สำหรับใช้บรรเลงประกอบการแสดง "ละครดึกดำบรรพ์" ซึ่งเป็น ละครที่เพิ่งปรับปรุงขึ้นในสมัยรัชกาลนี้เช่นกัน หลักการปรับปรุงของท่านก็โดยการตัดเครื่องดนตรีชนิดเสียงเล็กแหลม หรือดังเกินไปออก คงไว้แต่เครื่องดนตรีที่มีเสียงทุ้ม นุ่มนวล กับเพิ่มเครื่องดนตรีบางอย่างเข้ามาใหม่ เครื่องดนตรี ในวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จึงประกอบด้วยระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ ระนาดทุ้ม ระนาดทุ้มเหล็ก ขลุ่ย ซออู้ ฆ้อง หุ่ย ( ฆ้อง 7 ใบ) ตะโพน กลองตะโพน และเครื่องกำกับจังหวะ

    สมัยรัชกาลที่ 6 ได้การปรับปรุงวงปี่ พาทย์ขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง โดยนำวงดนตรีของมอญมาผสมกับ วงปี่พาทย์ของไทย ต่อมาเรียกวงดนตรีผสมนี้ว่า "วงปี่พาทย์มอญ" โดยหลวง ประดิษฐ ไพเราะ ( ศร ศิลป บรรเลง) เป็นผู้ปรับปรุงขึ้น วงปี่พาทย์มอญดังกล่าวนี้ ก็มีทั้งวงปี่พาทย์มอญเครื่องห้า เครื่องคู่ และเครื่องใหญ่ เช่นเดียวกับวงปี่พาทย์ของไทย และกลายเป็นที่นิยมใช้บรรเลงประโคมในงานศพ มาจนกระทั่งบัดนี้ นอกจากนี้ยังได้มีการนำเครื่องดนตรีของต่างชาติ เข้ามาบรรเลงผสมกับ วงดนตรีไทย บางชนิดก็นำมาดัดแปลงเป็นเครื่องดนตรีของไทย ทำให้รูปแบบของ วงดนตรีไทย เปลี่ยนแปลงพัฒนา

    สมัยรัชกาลที่ 7 พระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสน พระทัย ทางด้าน ดนตรีไทย มากเช่นกัน พระองค์ได้พระราชนิพนธ์ เพลงไทยที่ไพเราะไว้ถึง 3 เพลง คือ เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง 3 ชั้น เพลงเขมรละออองค์ (เถา) และเพลงราตรีประดับดาว (เถา) พระองค์และพระราชินีได้โปรดให้ครูดนตรีเข้าไปถวายการสอนดนตรีในวัง แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่ระยะเวลาแห่งการครองราชย์ของพระองค์ไม่นาน เนื่องมาจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และพระองค์ทรงสละราชบัลลังก์ หลังจากนั้นได้ 2 ปี มิฉะนั้นแล้ว ดนตรีไทย ก็คงจะเจริญรุ่งเรืองมาก ในสมัยแห่งพระองค์ อย่างไรก็ตามดนตรีไทยในสมัยรัชกาลนี้ นับว่าได้พัฒนารูปแบบ และลักษณะ มาจนกระทั่ง สมบูรณ์ เป็นแบบแผนดังเช่น ในปัจจุบันนี้แล้ว

    รัชกาลที่ 9 ได้มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะพระองค์ทรงโปรดการดนตรีทุกประเภท จนเป็นที่ยกย่องสรรเสริญจากชาวโลก ทั้งในและต่างประเทศอย่างท่วมท้น พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้อีกมากมาย อีกทั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็ได้ทรงโปรดปรานดนตรีไทยเป็นอย่างยิ่ง ทรงบรรเลงดนตรีไทยได้ทุกชนิด ทรงใฝ่พระราชหฤทัยอย่างจริงจัง ดังที่ เสรี หวังในธรรม กล่าวว่า ดนตรีไทยไม่สิ้นแล้ว เพราะพระทูลกระหม่อมแก้วเอาใจใส่  ได้มีการประสมวงดนตรีไทยขนาดใหญ่เรียกว่า วงมหาดุริยางค์ ตามดำริของท่านครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) โดยอาจารย์ประสิทธิ์ ถาวร

     




    Č
    Comments