เว็บมาสเตอร์

สถิติการเข้าชม

หมวดกระทู้ข้าพเจ้า

ตู้เก็บเอกสารของข้าพเจ้า

ลักษณะภูมิประเทศภาคอีสาน

ภูมิลักษณ์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย

 

1.ขนาดที่ตั้ง และอาณาเขต

                ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่ราบใหญ่ตอนใจกลางของแหลมทอง หรืออินโดแปซิฟิก อยู่ระหว่างเส้นแวง 101 องศา กับ 105 องศาตะวันออก และเส้นรุ้ง 14 องศา กับ 18 องศา 30 ลิปดาเหนือ มีทิวเขาเป็นกรอบล้อมรอบพื้นที่อยู่เกือบทุกด้าน จึงมีสภาพเป็นที่ราบสูง พื้นที่แยกออกจากภาคกลาง และภาคตะวันออกโดยมีทิวเขา และป่าใหญ่กั้นไว้ มีลำน้ำโขงกั้นอยู่ทางเหนือและทางตะวันออก และเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับลาว
            ในทางประวัติศาสตร์ ในสมัยโบราณภาคนี้เคยเป็นอาณาจักรขอมก่อนที่จะตกมาเป็นของไทย ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีชนชาวเขมร และส่วยปะปนอยู่กับชนชาติไทยทางตอนใต้ของภาค  ส่วนทางตอนเหนือและตะวันออก มีชนชาวเวียดนามเข้ามาปะปนอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสงครามมหาเอเชียบูรพา ได้มีชาวเวียดนามอพยพเข้ามาอยู่อีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีชนชาติอยู่ทั่วไปทั้งที่เป็นจีนแท้ และลูกผสม
            โดยเหตุที่มีพื้นที่เป็นที่ราบสูง มีอากาศร้อนจัด และหนาวจัด พื้นดินไม่เก็บน้ำจึงมีสภาพแห้งแล้ง พื้นที่อันกว้างขวางจึงเป็นป่าดงและทุ่งหญ้า อย่างไรก็ตามในระยะต่อมาเมื่อได้มีโครงการชลประทานเพิ่มมากขึ้น ทำให้ภาคนี้กลับกลายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำแหล่งที่สองรองจากภาคกลาง
            ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ในวงกระหนาบของประเทศลาวและเขมร การติดต่อกับประเทศลาวทำได้สะดวกตลอดแนวชายแดน เพราะมีเพียงลำน้ำโขงกั้นอยู่ และประชาชนเป็นชนเผ่าเดียวกันกับไทย ส่วนทางเขมรนั้น ทิวเขาพนมดงรักกั้นอยู่อย่างค่อนข้างสมบูรณ์  การติดต่อถูกจำกัดอยู่ตามช่องทางต่าง ๆ ผ่านเขาที่สูงชัน และเป็นแนวยาวตลอด
            ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ประมาณ 155,400 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณหนึ่งในสามของพื้นที่ประเทศไทย และมีประชากรอยู่ประมาณหนึ่งในสามของประชากรทั้งประเทศ

 

2.สภาพทางธรณีวิทยา

            ที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะคล้ายปากปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ โดยมีทิวเขาเลยอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิวเขาเพชรบูรณ์ ทิวเขาดงพระยาเย็น และทิวเขาสันกำแพงอยู่ทางด้านทิศตะวันตก ทิวเขาพนมดงรักอยู่ทางด้านทิศใต้ มีภูเก้าและภูพานอยู่ทางด้านทิศเหนือ และเชื่อมต่อกับทิวเขาเลยมามาพบทิวเขาพนมดงรัก พื้นที่โดยทั่วไปสูงเหนือระดับน้ำทะเล ประมาณ ๑๔๐ - ๒๐๐ เมตร พื้นที่ส่วนใหญ่ลาดเอียงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ ๕๐ เมตร ลักษณะพื้นที่เป็นลูกคลื่นน้อย ๆ เนื้อดินเป็นดินปนทราย และเกือบไม่มีดินตะกอนอยู่เลย
                ภูเขา

           

 

 

 

 

 

มีทิวเขาไม่มากนัก และมีขนาดไม่ใหญ่นัก ส่วนใหญ่จะอยู่ตามริมขอบของภาค มีอยู่ตอนกลางของพื้นที่อยู่บ้างเพียงเล็กน้อย พอจะแบ่งทิวเขาในภาคนี้ออกได้เป็น ๔ ทิวเขาด้วยกันคือ ทิวเขาเลย ทิวเขาภูเก้า ทิวเขาภูพาน และทิวเขาพนมดงรัก
            ทิวเขาเลย  เป็นทิวเขาหินแกรนิต อยู่ในแถบตะวันตกเฉียงเหนือของภาค ในเขตจังหวัดเลยกับจังหวัดอุดร ทิวเขานี้เป็นแขนงของทิวเขาเพชรบูรณ์ ซึ่งแยกออกไปบนพื้นที่ราบสูงทางด้านตะวันออก มีทิศทางจากด้านเหนือ บริเวณฝั่งลำน้ำโขงทางทิศตะวันออกของ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ลงมาทางใต้ต่อกับทิวเขาเพชรบูรณ์ทางด้านตะวันออกในตอนภูผาลาย และภูกระทิง
            ทิวเขาเลยมีความสูงเฉลี่ย ประมาณ ๕๐๐ เมตร ยอดสูงสุด ประมาณ ๑,๐๐๐ เมตร จากระดับน้ำทะเลกับที่ราบเลยออกจากจังหวัดอุดร และขอนแก่น มีลำน้ำที่เกิดจากทิวเขาเลยอยู่สองด้านคือ ด้านที่ไหลลงสู่ลำน้ำโขง ได้แก่ ลำน้ำเลยและลำน้ำสงคราม ส่วนด้านที่ไหลลงสู่ลำน้ำมูลมีห้วยพะเนียง
            ทิวเขาภูเก้า หรือทิวเขาเก้ายอด  เป็นทิวเขาหินแกรนิตขนาดเล็ก อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของอำเภอเมืองอุดร ในเขตอำเภอเมืองหนองบัวลำพู มีทิศทางจากเหนือในเขต อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ทอดตัวลงมาทางทิศใต้ถึงอำเภอภูเวียง และอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
            ทิวเขาภูเก้าเชื่อมต่อกับทิวเขาเลยทางด้านตะวันตก ทางด้านตะวันออกได้ทอดตัวไปใกล้บริเวณหนองละหาน มีความสูงเฉลี่ยประมาณ ๕๐๐ เมตร และมียอดสูงสุดไม่เกิน ๖๐๐ เมตร จากระดับน้ำทะเล
            ลำน้ำที่เกิดจากทิวเขาภูเก้า แบ่งออกได้เป็นสองด้านคือ ด้านที่ไหลลงสู่ลำน้ำโขงได้แก่ห้วยหลวง ด้านที่ไหลลงสู่ลำน้ำมูลได้แก่แควของลำน้ำพอง และแควของลำน้ำมาว ซึ่งไหลลงสู่ลำน้ำชี

 

            ทิวเขาภูพาน  เป็นทิวเขาหินปูน เป็นทิวเขาที่มีขนาดใหญ่ทิวหนึ่งของภาคนี้ ทิวเขานี้ได้แบ่งพื้นที่ราบออกเป็นสองส่วนใหญ่ ๆ คือ ที่ราบนครราชสีมา - อุบล อยู่ทางด้านใต้ กับที่ราบอุดร - นครพนมอยู่ทางด้านเหนือ
            ทิวเขาภูพานเริ่มต้นจากบริเวณทิศตะวันออกของหนองละหาน ในเขตอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ทอดตัวไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ไปจดลำน้ำโขงทางด้านเหนือของปากน้ำมูล ในเขตอำเภอโขงเจียม มีความยาว ประมาณ ๒๕๐ กิโลเมตร ส่วนที่กว้างที่สุด ประมาณ ๙๐ กิโลเมตร ในแนวระหว่างภูหินปูน ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกของอำเภอเลิงนกทา จังหวัดอุบล ฯ กับภูผานา ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกของอำเภอนาแก จังหวัดสกลนคร
            ทิวเขาภูพานมีลักษณะเป็นมุมใหญ่อยู่ทางด้านใต้ของจังหวัดสกลนคร ส่วนที่ทอดตัวออกไปทางทิศตะวันออก และทิศตะวันออกเฉียงใต้นั้น แยกอยู่เป็น ๔ แนวคือ
            แนวที่ ๑  ตอนเหนือสุดจากแนวลำห้วยบางทรายไปหมดที่ภูพระบาท ในแนวลำห้วยคำชะอี ห่างจากลำน้ำโขง ประมาณ ๔ กิโลเมตร ในทิวเขาช่วงนี้มียอดเขาสูงระหว่าง ๒๐๐ - ๖๐๐ เมตร ยอดสูง ๆ ได้แก่ ภูพานสูง ๖๐๒ เมตร ภูลานช้างสูง ๖๒๘ เมตร ตอนตะวันออกสูงสุด ๒๓๐ เมตร และกว้าง ประมาณ ๒ กิโลเมตร
            แนวที่ ๒  เป็นแนวระหว่างห้วยบางทรายกับห้วยมุก เป็นแนวติดต่อกันโดยตลอด ตอนปลายสุดของแนวเขาอยู่ห่างจากลำน้ำโขงประมาณ ๑๐ กิโลเมตร มียอดสูงระหว่าง ๓๐๐ - ๕๐๐ เมตร ลูกตะวันออกสุดสูง ๓๗๖ เมตร และกว้าง ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร
            แนวที่ ๓  เป็นแนวระหว่างห้วยมุกกับห้วยบังอี่ ตอนปลายตะวันออกสุดไปจดลำน้ำโขง บริเวณใต้อำเภอมุกดาหาร ภูเขาตอนปลาย ๆ ด้านตะวันออกไม่ต่อกันเป็นพืด ความสูงของยอดเขา ประมาณ ๒๐๐ - ๔๐๐ เมตร
            แนวที่ ๔  เป็นแนวใต้สุด อยู่ใต้แนวห้วยบังอี่ ทางตอนตะวันออกมีที่ราบคั่นเป็นตอน ๆ และไปจดลำน้ำโขงที่บริเวณภูคำ ในเขตอำเภอโขงเจียม ทิวเขานี้ปันน้ำลงสองด้าน คือด้านลำน้ำโขง และด้านลำน้ำมูล มีลำห้วยเล็กๆ อยู่มากมาย

            ทิวเขาพนมดงรัก  เป็นทิวเขาหินปูนอยู่ทางตอนใต้สุดของภาค เริ่มต้นจากบริเวณช่องตะโก ซึ่งเป็นรอยต่อกับทิวเขาสันกำแพงไปทางทิศตะวันออกจนถึงภูแดนเมือง แล้วทอดตัววกขึ้นเหนือไปสุดที่ลำน้ำโขง ในเขตอำเภอพิบูลมังษาหาร รวมความยาว ประมาณ ๕๐๐ กิโลเมตร เป็นทิวเขาแคบ ๆ มีความกว้างระหว่าง ๔ - ๒๕ กิโลเมตร ทางด้านเหนือมีลักษณะเป็นลาดยาวไปทางพื้นที่ราบสูง ซึ่งสูงประมาณ ๒๐๐ เมตร ส่วนด้านใต้เป็นผาชันลงไปสู่ที่ราบต่ำที่เรียกว่าเขมรต่ำ ยอดเขาสูงโดยเฉลี่ยประมาณ ๕๐๐ เมตร ยอดสูงสุดคือพนมดงรัก สูง ๗๒๑ เมตร อยู่ทางใต้อำเภอเดชอุดม เป็นต้นกำเนิดของลำน้ำโดมใหญ่ ยอดสูง ๆ จะอยู่ในเขต จังหวัดศรีษะเกษ ซึ่งจะมีความสูงเฉลี่ย ประมาณ ๖๐๐ เมตร ได้แก่
            พนมแม่ไก่  สูง ๕๓๒ เมตร อยู่ทางใต้ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์
            พนมตาเหมือน  สูง ๖๗๒ เมตร อยู่ทางใต้ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ
            เขาพระวิหาร   สูง ๖๕๗ เมตร อยู่ในเขต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
            ในทิวเขานี้มีช่องทางผ่านหลายช่อง ที่สำคัญคือ ช่องจอม ช่องเสม็ด และช่องเม็ก
            นอกจากทิวเขาทั้งสี่ดังกล่าวมาแล้ว ยังมีเนินเขาโดด ๆ ไม่สูงนักอยู่ในแถบตะวันออกเฉียงเหนือ ของภาคในบริเวณพื้นที่ระหว่างลำน้ำสงครามกับลำน้ำโขงได้แก่
            ภูสิงห์  สูง ๔๑๘ เมตร ยาวประมาณ ๑๘ กิโลเมตร
            ภูวัว  สูง ๔๒๐ เมตร ยาวประมาณ ๒๐ กิโลเมตร
            ภูเขาเหล่านี้เป็นปลายของทิวเขาที่ต่อเนื่องมาจากดินแดนฝั่งตะวันออกของลำน้ำโขง

ระบบการระบายน้ำ
            การที่เป็นที่ราบสูงที่มีกรอบโดยรอบเป็นภูเขา ทำให้น้ำฝนที่ตกลงมาไหลลงสู่แอ่งตอนกลาง ดังนั้นจึงเกิดน้ำท่วมได้ในฤดูฝน เช่นเดียวกับภาคเหนือและภาคกลาง
            ลำน้ำในภาคนี้ที่เป็นลำน้ำสายใหญ่ คือลำน้ำโขง ซึ่งไหลอยู่ตามขอบของภาคโดยตลอด ส่วนลำน้ำอื่น ๆ เป็นเพียงลำน้ำที่ส่งน้ำให้ลำน้ำโขง

            ลำน้ำโขง  เป็นลำน้ำสายยาวที่สุดสายหนึ่งของทวีปเอเซีย มีความยาว ประมาณ ๔,๔๐๐ กิโลเมตร ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของที่ราบสูงธิเบต ไหลขนานอยู่ในตอนกลาง ระหว่างลำน้ำแยงซีเกียงทางด้านเหนือ และลำน้ำสาละวินทางด้านใต้ ลำน้ำโขงไหลมาทางตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านพื้นที่ภูเขาชัยซอน จนมาถึงที่ราบสูงยูนนานจึงไหลวกลงมาทางใต้ เข้าสู่ประเทศลาว ที่บริเวณเมืองสิงห์ เมื่อไหลมาถึงเมืองห้วยทราย ช่วงนี้ท้องน้ำเต็มไปด้วยหินผาและเกาะแก่งใช้เดินเรือไม่ได้
            ลำน้ำโขงไหลผ่านประเทศไทย และใช้เป็นพรมแดนไทยกับลาว โดยเริ่มตั้งแต่ปากน้ำเหือง จนถึงปากน้ำมูล อาจจะแบ่งออกเป็นตอน ๆ ตามสภาพทางกายภาพที่แตกต่างกันได้ดังนี้
            ตอนระหว่าง อำเภอเชียงของ - อำเภอเมืองหนองคาย ใช้เดินเรือได้บ้างแต่ไม่สดวก เพราะท้องน้ำเต็มไปด้วยเกาะแก่ง และกระแสน้ำไหลเชี่ยว
            ตอนอำเภอเมืองหนองคาย - อำเภอเมืองมุกดาหาร ช่วงนี้ลำน้ำขยายกว้างออก พื้นลำน้ำเปลี่ยนสภาพจากเดิมที่เป็นพื้นหิน และดินแดงมาเป็นพื้นทราย พื้นน้ำราบเรียบใช้เดินเรือได้สดวก ลำน้ำกว้างประมาณ ๗๐๐ - ๑,๐๐๐ เมตร บริเวณจังหวัดนครพนม และกว้าง ๑,๓๕๐ เมตร ในเขตจังหวัดมุกดาหาร และมีความลึกประมาณ ๑๕ - ๒๕ เมตร
            ตอนใต้ลงมาบริเวณอำเภอเขมราฐ  เป็นตอนที่กระแสน้ำไหลเชี่ยวจัด มีเกาะแก่งอยู่กลางน้ำไม่สดวก และยากแก่การเดินเรือ ช่วงนี้มีระยะทางประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร ในระยะต่อมาทางฝรั่งเศสได้จัดการแก้ไข จนใช้เดินเรือได้โดยใช้เรือที่มีระวางขับน้ำไม่เกิน ๓๐ ตัน
            ตอนต่อลงไปถึงแก่งโขน ซึ่งเป็นตอนสุดเขตแดนลาว ลำน้ำโขงไหลเข้าสู่ดินแดนเขมร มีแก่งโขนซึ่งเป็นแก่งใหญ่เป็นลาดหินสูงประมาณ ๑๗ เมตร ได้มีการขุดร่องน้ำอ้อมแก่งนี้เพื่อให้เรืออ้อมลงมาทางใต้
            แควต่าง ๆ ที่ไหลลงสู่ลำน้ำโขงในช่วงที่ไหลผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนี้
            ทางฝั่งตะวันตก ซึ่งอยู่ในฝั่งไทย ได้แก่ ลำน้ำกก ลำน้ำรวก ลำน้ำแม่จัน ลำน้ำอิง ลำน้ำเหือง ลำน้ำเลย ลำน้ำโขง ลำน้ำสงคราม ลำน้ำก่ำ ห้วยบางทราย ห้วยมุก ห้วยบังอี่ และลำน้ำมูล

            ลำน้ำมูล  เป็นลำน้ำใหญ่เพียงสายเดียวบนที่ราบสูงแห่งนี้ นับว่าเป็นเสมือนเส้นโลหิตใหญ่ที่หล่อเลี้ยง พื้นที่ดินทรายอันกว้างขวาง ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาสองทิวด้วยกันคือ ทิวเขาหินแกรนิต ในทิวเขาสันกำแพง เป็นทิวเขาที่เชื่อมทิวเขาดงพระยาเย็นกับทิวเขาพนมดงรัก ทิวเขานี้จะกั้นลำน้ำมูลไว้ทางด้านทิศตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อีกทิวเขาหนึ่งคือทิวเขาหินปูน ซึ่งทอดตัวขนานอยู่ทางด้านตะวันออก ต้นน้ำของลำน้ำมูลอยู่ในเขต อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา แล้วไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านอำเภอโชคชัย แล้วมีลำพระเพลิงไหลมาบรรจบทางฝั่งตะวันตก ผ่านอำเภอท่าช้าง อำเภอพิมาย โดยมีลำเชิงไกรไหลมาบรรจบก่อนถึงอำภเภอพิมาย เมื่อไหลผ่านอำเภอพิมายแล้วมี ลำจักรราชไหลมาบรรจบ จากนั้นไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านเขตอำเภอท่าตูม มีลำปลายมาศ และสตึงเปรี๊ยะซีไหลมาบรรจบ จากนั้นไหลผ่าน จังหวัดศรีสะเกษ มีห้วยระวี และห้วยทับทันไหลมาบรรจบ แล้วไหลผ่านอำเภอเมืองอุบล ฯ โดยมีลำน้ำชีไหลมาบรรจบก่อนถึงจังหวัดอุบล ฯ จากนั้นไหลผ่าน อำเภอพิบูลมังสาหาร แล้วไปบรรจบลำน้ำโขงที่บ้านปากมูล อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบล ฯ ในห้วงนี้ลำห้วยต่าง ๆ ไหลมาบรรจบอีกหลายสาย
            ตอนใกล้ปากแม่น้ำ คือตั้งแต่ อำเภอพิบูลมังสาหารไปถึงลำน้ำโขง ระยะทาง ประมาณ ๓๔ กิโลเมตร มีเกาะแก่งต่างๆ ขวางลำน้ำมูลอยู่รวม ๑๓ แห่งด้วยกัน แก่งเหนือสุดได้แก่ แก่งสะพือ แก่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือ แต่ก็มีประโยชน์เป็นเสมือนฝายกั้นน้ำในลำน้ำมูล ไม่ให้แห้งไปในฤดูแล้ง หากไม่มีแก่งเหล่านี้กระแสน้ำในลำน้ำมูลจะไหลแรงขึ้น และน้ำจะไหลลงสู่ลำน้ำโขงเร็วขึ้นจนหมดสิ้นในระยะเวลาอันชั่งสั้น
            ลำน้ำมูลเป็นลำน้ำสายเดียวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่หล่อเลี้ยงเกือบทุกจังหวัดในภาคนี้ คือ ๑๒ จังหวัดใน ๑๕ จังหวัด เว้น ๓ จังหวัดคือ สกลนคร นครพนม และหนองคาย ในตอนต้นน้ำจะไหลอยู่ในซอกหิน แล้วจึงขยายกว้างออกไปตามลำดับ ในฤดูแล้งลำน้ำบางตอนจะตื้นเขิน ลุยข้ามได้ความเร็วของกระแสน้ำไม่ใคร่เปลี่ยนแปลง ในฤดูน้ำน้ำจะท่วมที่ลุ่มทั้งสองฟาก ในเขตจังหวัดอุบลราชธานีจะกว้างถึงสองกิโลเมตร และนับตั้งแต่อำเภอท่าช้างจนถึงปากมูล จะมีน้ำตลอดปี ลำน้ำมูลมีความยาวทั้งสิ้นประมาณ ๖๐๐ กิโลเมตร ลำห้วยที่สำคัญของลำน้ำมูลได้แก่
                ลำพระเพลิง  ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาสันกำแพง ไหลมาตามซอกเขาในเขต อำเภอปักธงชัย จนถึงบ้านบุหัวช้าง ตำบลตะขบจึงพ้นจากซอกเขาแล้วไหลขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไปบรรจบลำน้ำมูลที่บ้านบุสะเดา ตำบลตะโพก อำเภอปักธงชัย มีความยาว ประมาณ ๙๘ กิโลเมตร ลำน้ำสายนี้มีน้ำเป็นตอน ๆ ใช้เดินเรือไม่ได้
                ห้วยสำราญ  ต้นน้ำเกิดจากเขาหินร่อง ทางด้านตะวันตกของอำเภอปักธงชัย ไหลมาบรรจบกับลำพระเพลิง ที่ตำบลลาดบัวขาว อำเภอโชคชัย ใช้เดินเรือไม่ได้
                ลำตะคอง  ต้นน้ำเกิดจากเขานครนายก เมื่อไหลผ่านทิวเขาไม้จันทน์แล้วก็ไหลผ่าน อำเภอปากช่อง อำเภอสีคิ้ว อำเภอสูงเนิน อำเภอเมืองนครราชสีมา มีความยาวประมาณ ๑๕๕ กิโลเมตร
                ลำเชิงไกร  หรือลำเชียงไกร ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาดงพระยาเย็น ไหลผ่านอำเภอด่านขุนทด อำเภอโพนไทย อำเภอโนนสูง
                ลำปลายมาศ  ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาพนมดงรัก ไหลผ่านอำเภอนางรอง อำเภอลำปลายมาศ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ไปบรรจบลำน้ำมูลที่ ตำบลบ้านแปร
                ลำพระชี (สตรึงเปรี๊ยะซี)  ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาพนมดงรัก บริเวณช่องเสม็ด มีความยาวประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร
                ห้วยระวี  เป็นลำห้วยอยู่ทางด้านตะวันออกของลำพระชี ต้นน้ำเกิดจากป่าบริเวณทิศเหนือของ จังหวัดสุรินทร์ มีความยาวประมาณ ๔๕ กิโลเมตร
                ห้วยทับทัน  ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาพนมดงรัก มีความยาวประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตร
                ห้วยสำราญ  ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาพนมดงรัก บริเวณช่องจอม ไหลผ่าน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ อำเภอขุขันท์ จังหวัดศรีสะเกษ ไปบรรจบลำน้ำมูลทางเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ มีความยาวประมาณ ๑๒๖ กิโลเมตร มีห้วยท่าเอกไหลมาบรรจบบริเวณเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ ห้วยท่าเอกยาว ๙๐ กิโลเมตร
                ห้วยขยุง  เกิดจากแควห้วยหา และแควห้วยขยุง ซึ่งเกิดจากทิวเขาพนมดงรัก แควทั้งสองมาบรรจบกันที่ อำเภอกันทารมณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ในฤดูแล้งน้ำจะแห้งเป็นตอน ๆ

            ลำชี  เป็นสาขาใหญ่ที่สุดของลำน้ำมูล มีขนาด และความยาวเกือบเท่ากัน ลำชีหล่อเลี้ยงจังหวัดในภาคนี้ ๘ จังหวัด มีลำห้วย และลำน้ำเล็กไหลลงสู่ลำชีเป็นจำนวนมาก ตอนต้นน้ำแบ่งออกเป็นสองแคว แควเหนือ ต้นน้ำมาจากบึงอีจ้อย ในทิวเขาเพชรบูรณ์ ไหลมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มาบรรจบกับแควตะวันตก คือลำคันถู ซึ่งเกิดจากทิวเขาดงพระยาเย็น ไหลผ่านอำเภอบำเหน็จณรงค์ อำเภอจตุรัส จังหวัดชัยภูมิ เมื่อแควทั้งสองนี้ไหลมาบรรจบกันแล้ว ก็ไหลผ่านอำเภอเมืองชัยภูมิ อำเภอปัญจคีรี อำเภอเมืองขอนแก่น จากนั้นก็มีลำน้ำพองไหลมาบรรจบ แล้วไหลผ่าน อำเภอโกสุมพิสัย อำเภอเมืองมหาสารคาม จากนั้นมีลำน้ำปาว ลำน้ำไหลไหลมาบรรจบ แล้วไหลต่อไปผ่านอำเภอเมืองยโสธร อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด อำเภอมหาชนะชัย แล้วไปบรรจบลำน้ำมูลที่บ้านท่าดอน  ใกล้อำเภอเมืองอุบล ฯ
                   ลำชีมีลำน้ำไหลมาบรรจบเป็นจำนวนมาก  ที่สำคัญคือ น้ำพอง น้ำปาว และห้วยยาว
                น้ำพอง  เป็นแควใหญ่สุดของลำชี ไหลผ่านเขตจังหวัดเลย อุดร ชัยภูมิ และขอนแก่น ต้นน้ำเกิดจากเขากระทิง (เขากระดิ่ง) มีลำห้วย หลายสายไหลมาบรรจบที่สำคัญคือ น้ำพะเนียง น้ำพาย และน้ำเซิน
                        - น้ำพะเนียง  ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาในจังหวัดเลย และเขาเก้ายอด ไหลมาบรรจบน้ำพองที่บ้านกุดปล้ำ
                        - น้ำพาย  ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาภูกระดึง และรับน้ำจากทิวเขาเพชรบูรณ์ ไหลมาบรรจบน้ำพองที่บ้านกุดหา อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
                        - น้ำเซิน  ต้นน้ำเกิดจากภูเขาเพชรบูรณ์ และขอบที่ราบสูงโคราช ตอนต้นน้ำมีลำห้วยสายเล็ก ๆ ไหลมาร่วมได้แก่ น้ำแสม น้ำหก และน้ำสาย ห้วยเหล่านี้ไหลมาร่วมที่บ้านชุมแพ จังหวัดขอนแก่น แล้วไหลไปบรรจบน้ำพองที่บ้านอู่มุ้ง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
            น้ำพองไหลไปบรรจบ ลำชี ที่บ้านเผือ จังหวัดขอนแก่น มีความยาวประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร
                น้ำปาว รับน้ำจากหนองหาร ในเขตอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดร กับหนองพันสัก จังหวัดกาฬสินธุ์
                        - หนองหาร  ได้รับน้ำจากเขาผาแข็ง มีความกว้างประมาณ ๕ กิโลเมตร ยาวประมาณ ๑๒ กิโลเมตร
                        - หนองพันสัก  ได้รับน้ำจากเขาผาพัก และดงแม่เผ็ด (แม่เปรต) มีขนาดเล็กกว่าหนองหารเล็กน้อย
            น้ำปาวไหลผ่าน จังหวัดกาฬสินธุ์ แล้วไปบรรจบลำชีที่บ้านสิดดั้ง อำเภอกมลาสัย จังหวัดกาฬสินธุ์ มีความยาวประมาณ ๑๗๐ กิโลเมตร
                ห้วยยาว  ไหลมาบรรจบลำชี ถัดจากลำปาวไปทางตะวันออก ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาภูพาน และได้รับน้ำจาก ลำห้วยต่าง ๆ จากดงแม่เปรต ห้วยยาวไหลผ่าน จังหวัดกาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด แล้วไปบรรจบลำชีในเขต จังหวัดยโสธร ตอนต้นน้ำเรียกว่า ห้วยไผ่ เป็นลำน้ำที่เป็นแนวแบ่งเขต อำเภอยางตลาด อำเภอกุฉินารายณ์ และอำเภอกมลาสัย ตอนปลายน้ำเป็นแนวเส้นแบ่งเขต จังหวัดอุบลกับ จังหวัดร้อยเอ็ด มีความยาวประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตร
            ลำน้ำที่ไหลอยู่รอบนอกของที่ราบสูง หรือในลุ่มน้ำโขง เป็นลำน้ำซึ่งเกิดทางแถบเหนือของทิวเขาเลย ทิวเขาเก้าลูก และทิวเขาภูพาน และพวกที่เกิดทางทิศตะวันออกของทิวเขาภูพาน ได้แก่ลำน้ำเหือง ลำน้ำเลย ลำน้ำโมง ลำน้ำสวย ลำห้วยหลวง ลำน้ำสงคราม ลำน้ำยวม ลำน้ำก่ำ ห้วยบางทราย ห้วยมุก ห้วยบังอี่
             ลำน้ำเหือง  เป็นลำน้ำที่ใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่าง อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลยของไทย กับ เมืองแก่นท้าวของลาว เป็นลำน้ำสายเล็ก ๆ ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาเพชรบูรณ์ คือ จากภูกอต่อต่อย ภูขัด และภูสวนแตน ทางด้านเหนือของอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ตอนต้นน้ำชื่อ ลำน้ำราหู ยาวประมาณ ๓๕ กิโลเมตร ไหลอยู่ในหุบเขาแคบ ๆ ช่วงที่เรียกว่าลำน้ำเหืองนับจากบ้านปากหมันถึงบ้านปากเหือง ยาวประมาณ ๑๐๕ กิโลเมตร ไหลอยู่ระหว่างแนวลูกเนิน และภูเขา ได้แก่ แนวภูปางหา และภูเวินทองทางเหนือ กับภูผาแง้มทางฝั่งใต้ ไหลผ่านอำเภอท่าลี่ ลงสู่ลำน้ำโขงที่บ้านปากเหือง ท้องน้ำเป็นหินกรวด ในฤดูน้ำน้ำจะไหลเชี่ยว ฤดูแล้งน้ำน้อย ไม่สดวกต่อการเดินเรือ แควที่สำคัญของลำน้ำเหืองคือ น้ำหมันและน้ำหอย
                น้ำหมัน  เกิดจากภูเวียง (สูง ๒,๐๐๐ เมตร) และภูหล่มล่อ (สูง ๑,๙๐๐ เมตร) ในทิวเขาเพชรบูรณ์ ทางด้านทิศตะวันตกของอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ไหลจากทางทิศใต้ไปตามหุบเขา ผ่านอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ไปบรรจบน้ำเหืองที่บ้านปากหมัน
                น้ำหอย  เป็นแควทางเหนืออยู่ในเขตลาว ต้นน้ำเกิดจากภูสอยดาว และภูหนองใหญ่ในทิวเขาหลวงพระบาง เป็นน้ำ และน้ำหิน แล้วไหลมารวมกันเป็นน้ำหอย ไหลผ่านซอกเขาลงสู่น้ำเหืองที่บริเวณตรงข้ามภูผาแง้ม
            ลำน้ำเหืองมีท่าข้ามอยู่สองแห่งคือที่ บ้านปากเหือง เป็นท่าลุยข้ามของเกวียนในฤดูแล้ง ติดต่อกับอำเภอหล่มสัก - ช่อแดน ที่บ้านเมืองแพร่ เป็นท่าลุยข้ามของเกวียนในฤดูแล้ง ติดต่อกับอำเภอหล่มสักและอำเภอนครไทย
            ลำน้ำเลย  เป็นลำน้ำเล็ก ๆ ยาวประมาณ ๑๕๕ กิโลเมตร ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาหลวง (สูง ๑,๐๐๐ เมตร) และภูกระทิง (สูง ๖๐๐ เมตร) ไหลอยู่บนที่ราบสูงจังหวัดเลย ซึ่งอยู่ในระหว่างเขาแล้วกับทิวเขาหลวง ไหลผ่านจังหวัดเลย แล้วไหลลงสู่ลำน้ำโขง ที่บ้านคดบาท ทางตะวันออกของปากน้ำเหือง ๑๒ กิโลเมตร
            ลำน้ำเลยมีน้ำตลอดปี ในฤดูน้ำน้ำเชี่ยวมาก ท้องน้ำเป็นกรวดและทราย ลำน้ำนี้ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำได้ จากอำเภอเชียงคาน ถึงอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย โดยใช้เรือยนต์ขนาดเล็ก
            ที่อำเภอเชียงคานเป็นท่าข้ามติดต่อกับบ้านสานะคาม ซึ่งติดต่อไปถึงเมืองหลวงพระบางได้
            ลำน้ำเลยได้รับน้ำจากลำธารเล็ก ๆ หลายสาย ที่สำคัญได้แก่ห้วยสาย ซึ่งมีต้นน้ำจากภูแล้วไหลไปทางตะวันตกลงสู่น้ำเลย
            ลำน้ำโมง  เป็นลำน้ำเล็ก ๆ ต้นน้ำเกิดจากภูเขาแก้วลูกใน บริเวณเขาผาถ้ำชัง และเขาผาแข็ง(สูง ๕๐๐ - ๖๐๐ เมตร) ในเขตอำเภอเมืองหนองบัวลำภู ไหลผ่าน จังหวัดอุดร หนองคาย แล้วไหลลงสู่ลำน้ำโขงที่ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ในฤดูแล้งน้ำแห้งเป็นช่วง ๆ ในฤดูน้ำ น้ำมากและไหลเชี่ยว ใช้เรือขนาด ๑๕ ตัน ขึ้นล่องได้
            ลำน้ำสวย  เป็นลำน้ำเล็ก ๆ ยาวประมาณ ๘๐ กิโลเมตร ต้นน้ำเกิดจากพื้นที่เนินในเขตอำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ประกอบด้วย ห้วยวังพันดง ห้วยวัด ห้วยนาเสือ ไหลไปทางทิศตะวันตก รวมกันเป็นลำน้ำสวย แล้วไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้เป็นเส้นแบ่งเขต จังหวัดอุดรธานีกับ จังหวัดหนองคาย ไหลลงสู่ลำน้ำโขงที่บ้านปากสวย จังหวัดหนองคาย ลำน้ำสวยมีน้ำเฉพาะฤดูน้ำเท่านั้น ท้องน้ำเป็นทราย
            ลำห้วยหลวง  เป็นลำน้ำสายเล็ก ๆ ต้นน้ำเกิดจากหมู่เขาเก้าลูก ในเขตอำเภอเมืองหนองบัวลำภู ไหลผ่านอำเภอเพ็ญ อำเภอหนองหาร จังหวัดอุดรธานี อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ไหลลงสู่ลำน้ำโขงที่ อำเภอโพนพิสัย ลำห้วยหลวงมีน้ำไหลตลอดปี
            ลำน้ำสงคราม  เป็นลำน้ำสายยาวที่สุดในแถบที่ราบลุ่มน้ำโขง มีความยาวประมาณ ๓๑๕ กิโลเมตร ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาภูพาน จากหมู่เขาในเขตอำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร และจากทิวเขาผาหัก ในเขตอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ไหลไปทางทิศเหนือ แล้ววกลงมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ไปบรรจบลำน้ำโขงที่ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม
            ลำน้ำนี้ใช้เป็นเส้นทางแบ่งเขตจังหวัดสกลนคร กับจังหวัดอุดรธานี และจังหวัดหนองคายเกือบตลอดทั้งสาย มีน้ำตลอดปี ใช้เดินเรือได้ในฤดูน้ำ เรือขนาด ๕๐ ตัน เดินจากปากน้ำ ถึง อำเภอบ่อศรีสงคราม ในฤดูแล้งใช้ได้เฉพาะเรือขนาดเล็ก ลำน้ำสงครามได้รับน้ำจากแควหลายสาย ที่สำคัญได้แก่ ลำน้ำยวม และลำน้ำก่ำ
                ลำน้ำยวม  เป็นแควสายใหญ่ของลำน้ำสงคราม ยาวประมาณ ๑๑๔ กิโลเมตร ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาภูพาน ไหลผ่าน อำเภอสว่างแดนดิน อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ในฤดูน้ำเรือเดินได้ถึงบ้านหนองแสง อำเภอสว่างแดนดิน ฤดูแล้งน้ำแห้งเป็นช่วง ๆ
                ลำน้ำก่ำ  ต้นน้ำเกิดจากหมู่เขาในทิวเขาภูพาน คือ ภูผานาง ภูผาแดง ภูหินแท่น ไหลจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออกเฉียงใต้ ขนานกับแนวทิวเขาภูพาน ไหลผ่านที่ลุ่มสองแห่งคือ หนองสัง และบึงผีป่าช้า ได้รับน้ำจากลำห้วยเล็ก ๆ ที่เกิดจากเทือกเขาภูพาน หลายสายเกือบตลอดความยาว เริ่มตั้งแต่ห้วยยาง ห้วยก้านเหลือง และห้วยคำชะอี ลำน้ำก่ำยาวประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร ลำน้ำคดเคี้ยวมาก
            ห้วยบางทราย  ต้นน้ำอยู่ระหว่างหมู่เขาในทิวเขาภูพาน ประกอบด้วยห้วยบางทรายเหนือ ต้นน้ำเกิดจาก ภูพอก ภูขี้แก้ว ภูถ้ำเสือ และภูหีบ ห้วยบางทรายใต้ ต้นน้ำเกิดจากภูกำพระ ภูเนย ภูผีหลอก และภูสีฐาน แควทั้งสองไหลมารวมกัน แล้วไหลไปทางทิศตะวันออก ลงสู่ลำน้ำโขงที่ บ้านบางทราย ในเขตอำเภอเมืองมุกดาหาร มีความยาวประมาณ ๙๐ กิโลเมตร
            ห้วยบังอี่ ต้นน้ำเกิดจากภูกันหวด ภูเมย และภูผีหลอก ตอนต้นน้ำ น้ำไหลอยู่ตามซอกเขา ถึงบ้านนาสะแบงน้อย จึงไหลในพื้นที่ราบเล็ก ๆ ระหว่าง ภูหินลิ่ว ทางทิศเหนือกับแนวภูถ้ำเม่น ทางทิศใต้ มีทิศทางไหลไปทางด้านทิศตะวันออก ไหลลงสู่ลำน้ำโขงที่ดอนบังอี่ มีความยาวประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร
หนองน้ำและที่ลุ่ม

            เนื่องจากเป็นที่ราบสูงและเป็นพื้นดินทราย สดวกต่อการระบายน้ำ ในภาคนี้จึงมีหนองน้ำอยู่ไม่มากนัก หนองน้ำขนาดใหญ่ และมีความสำคัญมีอยู่เพียงสามแห่ง ได้แก่ หนองหาร หนองพันสัก และหนองละหาน
            หนองหาร  เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ กว้างประมาณ ๘ กิโลเมตร ยาวประมาณ ๑๓ กิโลเมตร มีน้ำตลอดปี ขนาดของหนองจะขยายออกอีกประมาณเท่าตัวในฤดูฝน กลางหนองมีเกาะเรียกว่า ดอนสวรรค์ ตัวอำเภอเมืองสกลนคร อยู่ติดกับหนองทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้
            หนองพันสัก  มีความกว้างประมาณ ๕ กิโลเมตร ยาวประมาณ ๑๐ กิโลเมตร อยู่ทางทิศเหนือของ จังหวัดมหาสารคาม มีน้ำตลอดปี รับน้ำจากภูผาแข็ง ในทิวเขาเก้าลูกทางตะวันตกมีสภาพเป็นแอ่งพักน้ำที่ไหลมาจากทิวเขาภูพาน และเป็นแหล่งระบายน้ำให้กับลำน้ำปาวในฤดูน้ำ
            หนองละหาน  มีความกว้างประมาณ  ๓ กิโลเมตร ยาวประมาณ ๑๐ กิโลเมตร มีน้ำตลอดปี ตรงกลางมีเกาะเรียกว่าดอนแก้ว ตัวหนองอยู่ทางด้านตะวันออกของ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดร
            นอกจากหนองน้ำขนาดใหญ่ทั้งสามแห่งนี้แล้ว ยังมีหนองน้ำขนาดเล็กอยู่อีกหลายแห่ง อยู่ในเขตจังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย จังหวัดนครพนม จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี

 

พื้นที่ราบ
            พื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบกว้างใหญ่และติดต่อถึงกันได้โดยตลอด มีทิวเขากั้นที่ราบออกเป็นตอนๆ อยู่บ้าง จึงทำให้สามารถแบ่งที่ราบออกเป็นแต่ละตอนดังนี้
            ที่ราบสูงนครราชสีมา - อุบลราชธานี  เป็นที่ราบสูงใจกลางของภาค เป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในตอนที่เข้าใจว่าเป็นปากปล่องภูเขาไฟ เป็นที่ราบกว้างใหญ่บนลุ่มลำน้ำมูล มีพื้นที่อยู่ในเขต ๑๐ จังหวัด แยกออกจากที่ราบจังหวัดเลย และที่ราบจังหวัดอุดร - นครพนม ด้วยแนวทิวเขาเลย ภูเก้าและทิวเขาภูพาน
            ที่ราบสูงอุดร - นครพนม  เป็นที่ราบสูง ส่วนเหนือของภาคในแถบลุ่มน้ำโขง มีพื้นที่อยู่ในเขต ๔ จังหวัดคือ หนอง
คาย อุดรธานี สกลนคร และนครพนม มีแนวทิวเขาภูพานกั้นอยู่ทางตอนใต้ และมีทิวเขาภูเก้ากั้นอยู่ทางทิศตะวันตก บนที่ราบนี้มีลำน้ำสายสั้น ๆ หลายสายไหลลงสู่ลำน้ำโขงในทิศทาง จากทิศใต้ไปทิศเหนือ และทางทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก ลำน้ำที่สำคัญคือ ลำน้ำสงคราม
            ที่ราบสูงเลย  เป็นที่ราบซึ่งมีสภาพเป็นอ่างเล็ก ๆ อยู่ในระหว่างทิวเขาล้อมรอบคือภูเมี่ยง และภูหลวงในทิวเขาเพชรบูรณ์ทางด้านทิศตะวันตก ภูเขาเลย และภูเก้าทางทิศตะวันออก ภูกะดึง และภูผานกเค้าในทิวเขาเพชรบูรณ์ทางด้านทิศใต้ ตอนใจกลางเป็นลุ่มน้ำเลย ซึ่งไหลจากทางทิศใต้ไปทางทิศเหนือ

3. ลักษณะภูมิประเทศ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีลักษณะแยกตัวออกจากภาคเหนือและภาคกลางอย่างเด่นชัด ทั้งนี้เพราะการยกตัว ของแผ่นดินสองด้าน คือ ด้านตะวันตก และด้านใต้ ทำให้ภูมิประเทศตะแคงลาดเอียงไปทางตะวันออก การยกตัวของ แผ่นดิน ด้านตะวันตกทำให้เกิดขอบสูงชันตามแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์ ต่อไปยังแนวเทือกเขาดงพญาเย็น โดยที่ด้านขอบชัน หันไปทางตะวันตกต่อบริเวณที่ราบภาคกลาง ภูมิประเทศทางด้านใต้ตามแนวเทือกเขาสันกำแพง และเทือกเขาดงรัก แผ่นดินยกตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกับทางด้านตะวันตก

โดยที่หันด้านขอบชันไปทางประเทศกัมพูชาคล้าย ๆ กับพื้นที่ตะแคงหรือเอียงไปทางเหนือ บริเวณทางตอนกลางของภาค มีลักษณะเป็นแอ่งคล้ายกระทะทางลุ่มแม่น้ำชีและแม่น้ำมูล                    ทั้งนี้เพราะแนวเทือกเขาภูพานทอดยาวค่อนไปทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของภาคในแนวทิศตะวันออกเฉียงใต้- ตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนทางตอนบน เป็นแอ่งหนอง หารและที่ราบลาดเอียงไปทางแม่น้ำโขง ลักษณะโครงสร้างทางธรณีวิทยาโดยทั่ว ๆ ไปของภาคนี้ส่วนใหญ่ประกอบด้วยหินชั้น ซึ่งมีหินทรายและชั้นเกลือแทรกอยู่ในบางบริเวณ จากการสำรวจพบว่าบางแห่งความหนาของชั้นเกลือนับเป็นร้อยเมตร หินดานที่เป็นหินทรายเหล่านี้เมื่อสึกกร่อนสลายตัวไปเป็นดินทราย ขาดความอุดมสมบูรณ์และไม่เก็บน้ำ ทำให้เกิดปัญหาความแห้งแล้งซึ่งปรากฏอยู่ทั่ว ๆ ไปในภูมิภาคนี้ ทั้ง ๆ ที่บางบริเวณมีปริมาณฝนมากกว่าภาคกลางของประเทศ
             ภูมิประเทศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แบ่งเขตย่อยตามลักษณะและโครงสร้างได้ 4 บริเวณด้วยกัน คือ
             บริเวณภูเขาและที่สูงด้านตะวันตก ครอบคลุมพื้นที่ตามแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์ในเขต ข.เลย ขอนแก่น ทอดยาวมาเชื่อมต่อกับเทือกเขาดงพญาเย็นในเขต จ.ชัยภูมิ และนครราชสีมา ลักษณะภูมิประเทศบริเวณนี้ ส่วนใหญ่ประกอบด้วยภูเขาหินทราย ชุดพระวิหารภูพานและชุดภูกระดึง การกัดเซาะสึกกร่อนบางแห่งยังคงลักษณะภูมิประเทศ เป็นภูเขาที่มีด้านราบและมีขอบชัน (mesa or table land) เช่น ภูกระดึง เขาใหญ่ เป็นต้น เทือกภูเขาสูงเป็นแหล่งเกิดของแม่น้ำลำธารสายสำคัญ ๆ ที่ไหลไปทางตะวันออก ตามแนวลาดเอียงของภูมิประเทศ ได้แก่ แม่น้ำชี แม่น้ำพอง แม่น้ำพรม แม่น้ำเชิญ และลำธารสายสั้น ๆ อีกมากมายบางบริเวณภูมิประเทศเป็นที่สูงสลับลูกเนินเตี้ย ๆ มีที่ราบแคบ ๆ ในเขต จ.ชัยภูมิ เขตนี้บางแห่งยัง

มีป่าดงดิบที่สมบูรณ์แห่งหนึ่งของประเทศ ปัจจุบันป่าดังกล่าวถูกก่นถาง เพื่อทำไร่

                บริเวณเทือกเขาสันกำแพงและเทือกเขาดงรัก ภูมิประเทศทางด้านใต้ของภาคนี้ ด้านที่ติดกับประเทศกัมพูชา พื้นที่ถูกยกตัวสูงขึ้นขนานไปตามแนวละติจูดบริเวณ ประเทศไทย เป็นที่สูงลาดเอียงไปทางเหนือ ส่วนในประเทศกัมพูชาเป็นที่ราบต่ำ จึงมักจะเรียกกันว่าเขมรสูงและเขมรต่ำ แนวเทือกเขาสูงดังกล่าวเป็นแหล่งของต้นน้ำลำธารหลาย สาย เช่น ลำตะคอง ลำพระเพลิง แม่น้ำมูล ลำปลายมาศ ห้วยขะยูง ลำโคมใหญ่และลำโคมน้อย สาขาเหล่านี้ไหลลงสู่แม่น้ำมูลและแม่น้ำโขงในที่สุด ภูมิประเทศที่เป็นที่ราบเชิงเขา มีการกัดเซาะสึกกร่อน บางแห่งเป็นภูมิประเทศมีทั้งที่สูงที่ต่ำสลับกันไปเช่นเดียวกับที่ราบลูกฟูก นอกจากหินชั้นแล้ว บางแห่งยังมีหินอัคนี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหินบะซอลท์ ยุคเทอร์เชียรี แทรกดันตัวขึ้นมาเป็นหย่อม ๆ ในเขต จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีษะเกษ บางบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำชี และแม่น้ำมูล จัดเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำที่มี อาณาบริเวณกว้าง ขวางที่สุดในภูมิภาค นี้บาง แห่งภูมิประเทศเป็นที่ราบลูกฟูก สลับลูกเนิน ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ที่ราบลุ่มแม่น้ำทั้งสองนี้ เนื่องจากเป็นที่ลุ่มต่ำ ประกอบกับบางบริเวณแม่น้ำไหลคดเคี้ยว โค้งตะวัด (meangers) และบางแห่งแม่น้ำลัดทางเดิน จึงมีทะเลสาบรูปแอกปรากฏอยู่ทั่ว ๆ ไป ประชากรตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตนี้หนาแน่นกว่าเขตอื่น ๆ ของภาคส่วนใหญ่มักจะรวมกันอยู่บน ที่ดอนเป็นกลุ่ม ๆ ซึ่งลักษณะการตั้งบ้านเรือนดังกล่าวแตกต่างไปจากการตั้งบ้านเรือนในบริเวณภาคกลางของประเทศ สาขาของแม่น้ำชีในส่วนที่เกิดจากเทือกเขาภูพาน เช่น ลำเซ ห้วยเซบก ไหลลงสู่แม่น้ำชี และไปรวมกับแม่น้ำมูลระหว่าง อ.เขื่องใน กับ อ.วารินชำราบ ในเขต จ.อุบลราชธานี และแม่น้ำมูลไหลลงสู่แม่น้ำโขงในเขต จ.อุบลราชธานีเช่นเดียวกัน

 

แอ่งที่ราบโคราช (Korat basin) เป็นที่ราบต่ำที่อยู่ทางตอนล่าง (ด้านใต้) ของภาค เริ่มตั้งแต่บริเวณชายขอบของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งอยู่ทางด้านใต้ขึ้นไปทางเหนือจดเชิงเขาภูพานและชายขอบของเทือกเขาพญาเย็น ซึ่งอยู่ทางตะวันตกไปทางตะวันออกจนจดแม่น้ำโขง บริเวณแอ่งโคราชนี้มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลูกระนาด สลับกับลุ่มแม่น้ำโดยมีที่สูงอยู่ทางด้านตะวันตกและจะลาดต่ำลงไปทางตะวันออก มีแม่น้ำไหลลงสู่แม่น้ำโขง คือ แม่น้ำชี กับแม่น้ำมูล

                 แอ่งที่ราบสกลนคร (Sakon Nakorn basin) เป็นแอ่งที่อยู่ทางตอนเหนือของภาคมีพื้นที่เล็กกว่าแอ่งที่ราบโคราช เริ่มตั้งแต่บริเวณชายขอบเทือกเขาภูพานขึ้นไปทาง เหนือจนจดริมฝั่งแม่น้ำโขงใน จ.หนองคาย และเริ่มตั้งแต่ภูกระดึงทางตะวันตก ไปจนจดฝั่งแม่น้ำโขงใน จ.นครพนม แอ่งที่ราบนี้จะสูงทางตอนใต้ซึ่งติดกับภูพานแล้วลาดต่ำ ไปทางเหนือและทางตะวันออก แม่น้ำสายต่าง ๆ ที่ไหลผ่านลงสู่แม่น้ำโขง คือ แม่น้ำสงคราม แอ่งน้ำจืดหรือทะเลสาบน้ำจืด คือ หนองหาน ที่ จ.สกลนคร กับหนองหาน ที่ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี

4.ลักษณะภูมิอากาศ
                ประเภทภูมิอากาศ
                ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีลักษณะภูมิอากาศแบบร้อนชื้นสลับร้อนแห้งแล้งหรือฝนเมืองร้อนเฉพาะฤดู
                อุณหภูมิ
                ฤดูร้อนอากาศร้อนจัดโดยทั่วไป อุณหภูมิสูงสุด 43.9 องศาเซลเซียส
ที่ จ.อุดรธานี ฤดูหนาวอากาศเย็นจัด โดยทั่วไปอุณหภูมิต่ำสุด 0.1 องศาเซลเซียส ที่ จ.เลย ทั้งนี้เพราะ เป็น ลักษณะอากาศแบบภาคพื้นทวีป
                ปริมาณน้ำฝน
                ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับฝนอย่างเด่นชัด 2 ทางด้วยกันคือ ฝนจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ได้รับน้อยและไม่สม่ำเสมอเพราะมีทิวเขาเพชรบูรณ์ ดงพญาเย็น สันกำแพง และพนมดงรักกั้นฝนเอาไว้ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนมากจึงเป็นด้านปลายลมของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และฝนจากพายุ ดีเปรสชันที่เคลื่อนที่เข้ามาในทิศทางตะวันออก ไปทางตะวันตกปีละ 3-4 ลูก ทำให้ได้รับฝนเพิ่มขึ้น ซึ่งจังหวัดทางด้านตะวันออกก็จะได้รับฝนมากกว่าจังหวัด ทางด้านตะวันตกเช่นเดียวกัน จังหวัดที่มีปริมาณฝนมากที่สุดของภาคคือ จ.นครพนม จังหวัดที่มีปริมาณฝนน้อยที่สุดคือ จ.นครราชสีมา
                ฤดูกาล
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 3 ฤดู คือ ฤดูฝน ฤดูหนาวและฤดูร้อน
                ฤดูฝน เริ่มประมาณปลายเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายนและไปสิ้นสุดในเดือนตุลาคม ฝนที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นฝนที่มากับลมมรสุมตะวันตก เฉียงใต้และ จากพายุดีเปรสชันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักเกิดปัญหาฝนทิ้งช่วง โดยเฉพาะในปีที่ฝนเริ่มเร็วฝนอาจหยุดไประยะหนึ่งซึ่งจะทำให้พืชผลเสียหาย
              ฤดูหนาว เริ่มประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เดือนตุลาคมเป็นระยะเปลี่ยนฤดูจากฤดูฝนมาเป็นฤดูหนาว มวลอากาศเย็นหรือ ลิ่มความกดอากาศสูงจาก ประเทศจีนเริ่มแผ่ลงมาปกคลุมโดยทั่วไป ซึ่งได้นำความเย็นและแห้งแล้งมาลงสู่พื้นที่ส่วนใหญ่ของภาค ทำให้อุณหภูมิค่อย ๆ ลดลง จังหวัดทางตอนเหนือของภาคได้รับอิทธิพลจาก มวลอากาศเย็น หรือลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือนี้มากที่สุด จึงมีอุณหภูมิต่ำกว่าจังหวัดทางตอนกลาง และตอนใต้ของภาค จ.เลย เป็นจังหวัดที่มีอุณหภูมิโดยทั่วไปต่ำที่สุดของ ภาคและของประเทศ
              ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มได้รับลมตะวันออกเฉียงใต้จากทะเลจีนใต้และจากอ่าวไทย แต่เนื่องจากภูมิภาคนี้อยู่ห่าง ไกลทะเล อุณหภูมิจึงสูงโดยทั่วไปและแห้งแล้ง

 

 

 

 

 

 

5.ทรัพยากรธรรมชาติ

                ทรัพยากรดิน

                หินเปลือกโลกส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหินทราย ซึ่งเมื่อสลายตัวจะเป็นดินทรายที่ขาดความอุดมสมบูรณ์และไม่เก็บน้ำ ทำให้เกิดปัญหา ความแห้งแล้งซึ่งปรากฎอยู่ทั่ว ๆ ไปในภูมิภาคนี้ ทั้ง ๆ ที่มีปริมาณฝนเฉลี่ยมากกว่าภาคกลางของประเทศ ดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีลักษณะต่างกันดังนี้
          - ดินตะกอน พบในบริเวณ ๓ ฝั่ง แม่น้ำสายใหญ่ ได้แก่ แม่น้ำมูล แม่น้ำชี แม่น้ำโขง บริเวณดังกล่าวจะได้รับตะกอนใหม่ทุกปี มีเนื้อดินตั้งแต่ละเอียดปานกลาง ที่เหมาะสำหรับใช้ทำนา มีสภาพการระบายน้ำเลว ส่วนตามคันดินที่มีระบายน้ำดีหรือค่อนข้างดี ส่วนใหญ่ใช้ปลูกพืชสวนครัวได้
          - ดินลานตะพักลำน้ำระดับต่ำ สูงจากระดับน้ำทะเลระหว่าง ๑๒๐-๑๕๐ เมตร มีเนื้อดินละเอียดปานกลางจนถึงหยาบ เป็นดินที่เกิดจากตะกอนน้ำพามาทับถม พื้นที่บางแห่งพบศิลาแลงโผล่งขึ้นมาที่ผิวดิน ดินชั้นล่างบางแห่งมีเกลือการระบายน้ำค่อนข้างเลวและใช้ในการทำนาได้
          - ดินลานตะพักลำน้ำระดับกลางและสูง พบตามภูมิประเทศที่เป็นลูกคลื่น เป็นดินสีเทา เนื้อดินละเอียดปานกลางจนถึงหยาบมาก บางแห่งพบเส้นกรวดลูกรังอยู่ ตอนล่าง มีปฎิกิริยาเป็นกรด ส่วนใหญ่ใช้ในการปลูกพืชไร่หรือพื้นที่เป็นป่าไม้
          - ดินในที่สูงและภูเขา เป็นดินเขตร้อนที่มีสีแดงเหลือง เนื้อดินหยาบจนถึงเป็นลูกรัง ชั้นดินบางมีหินทราย หินกรวดหรือหินดินดาน อยู่ชั้นล่าง พบบริเวณทิวเขา เพชรบูรณ์ ทิวเขาภูพาน ทิวเขาสันกำแพงและทิวเขาพนมดงรัก ส่วนบริเวณภูเขาทางตอนใต้ของภาคมีหินบะซอลต์โผล่แทรกขึ้นมาเป็นหย่อม ๆ บริเวณที่มีดิน ธรรมชาติ จะมีดินแลเตอริติกสีแดง และดินป่าสีน้ำตาล (brown soil)

                ทรัพยากรน้ำ
          - น้ำบนผิวดิน คือ น้ำที่ขังอยู่ตามแม่น้ำ หนอง บึง หรือกุด แต่สภาพทางธรณีวิทยาที่มีภูมิประเทศเป็นลูกคลื่น ผิวดินบางและเป็นดินทรายที่ไม่อุ้มน้ำนั้น เมื่อฝนตกน้ำก็จะไหลลงสู่แม่น้ำอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมในที่ต่ำ และในฤดูแล้งน้ำจะมีการระเหยออกจากผิวดินได้ง่าย จึงมักเกิดความแห้งแล้งขึ้น โดยทั่วไป การพัฒนาแหล่งน้ำบนผิวดินสามารถกระทำได้โดยการสร้างเขื่อน และอ่างเก็บน้ำ ขุดลอกกุดและขุดบ่อเก็บน้ำ โดยรองก้นบ่อด้วยแผ่นพลาสติกหรือ วัสดุอื่นที่กันการไหลซึมของน้ำ เพื่อให้สามารถเก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          - น้ำใต้ดิน มีการเจาะน้ำบาดาลโดยกรมทรัพยากรธรณี สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท กรมพัฒนาที่ดิน กรมการปกครอง เป็นต้น ประมาณ ๒๕,๐๐๐ บ่อ ร้อยละ ๓๐ เป็นแหล่งน้ำใต้ดินที่มีความเค็มจนใช้การไม่ได้ เพราะมีหินเกลือ
อยู่ในระดับตื้นและปริมาณน้ำฝนที่จะไหลซึมลงไปเติมชั้นน้ำบาดาลมีเพียงร้อยละ ๓ ของปริมาณน้ำฝนที่ได้รับเท่านั้น

 

 

 

 

 

ทรัพยากรป่าไม้
                จังหวัดที่มีป่าไม้มากที่สุดตามลำดับคือ จ.ชัยภูมิ (๓,๐๑๑ ตร.กม) จ.เลย (๒,๘๘๙ ตร.กม) จังหวัดที่มีป่าไม้น้อยที่สุดของภาค คือ จ. มหาสารคาม (๓๒ ตร.กม) จังหวัดที่มีป่าไม้ค่อนข้างหนาแน่นที่สุดของภาค คือ จ.อำนาจเจริญ (ร้อยละ ๓๒.๗ ของพื้นที่จังหวัด) จังหวัดที่มีป่าไม้เบาบางที่สุด คือ จ.มหาสารคาม (ร้อยละ ๐.๖ ของพื้นที่จังหวัด)
         ประเภทของป่าไม้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่
          - ป่าไม้ไม่ผลัดใบหรือป่าดิบ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่มีป่าดิบที่สมบูรณ์เหมือนป่าดิบในภาคใต้หรือภาคตะวันออก และป่าดิบที่มีอยู่ในภาคจะมีลักษณะ เป็นป่าดิบแล้ง (Dry-evergreen forest) ซึ่งเป็นป่าดิบที่มีต้นไม้ ไม่ผลัดใบซึ่งมีความสูงปานกลาง มีใบหนาแข็ง เรือนยอดมีใบหนาแน่น เช่น ไม้มะค่าโมง ไม้กระเบากลัก ไม้คงคาเดือด ไม้มะพลับดง ไม้ตะเคียนหิน ไม้ตะแบกต่าง ๆ เป็นต้น ส่วนไม้เล็กและไม้ระดับพื้นดินมีไม่หนาแน่นเท่าป่าดิบชื้น
          - ป่าไม้ผลัดใบ คือป่าที่มีต้นไม้ซึ่งจะผลัดใบในฤดูแล้งเมื่อต้นไม้ขาดน้ำ มักพบในบริเวณที่ไม่สูงจากระดับน้ำทะเลเกินกว่า ๑,๐๐๐ เมตร แบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ
          - ป่าเบญจพรรณ เป็นป่าไม้เนื้อแข็งที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและยังเป็นแหล่งกำเนิดไม้สัก ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีป่าเบญจพรรณเป็นหย่อม ๆ บริเวณ จ.ขอนแก่น ถึง จ.เลย สันนิษฐานว่าเป็นป่าไม้ที่มีผู้นำพันธุ์ไม้ไปปลูกไว้มากกว่าจะเป็นป่าไม้ธรรมชาติ ป่าสักจะมีลักษณะโปร่ง มีไม้สักขึ้นอยู่ห่าง ๆ กัน หรือปะปนกับ ไม้ทิ้งใบชนิดอื่น นอกจากไม้สักแล้ว ป่าเบญจพรรณยังเป็นแหล่งไม้เนื้อแข็งที่ใช้ในการก่อสร้างได้ดี เช่น ไม้แดง ไม้ประดู่ ไม้ชิงชัน ไม้มะค่า ไม้พยุง เป็นต้น
          - ป่าแดง ป่าโคก หรือป่าแพะ เป็นป่าไม้ที่มีมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ ประมาณร้อยละ ๗๕ ของป่าไม้ในภาค พบในเขตเดียวกับป่าเบญจพรรณ ในบริเวณที่เป็นที่ราบหรือเชิงเขาที่มีดินแห้งหรือเป็นดินลูกรังหรือหินกรวดลูกรัง ซึ่งเป็นดินโปร่งถ่ายเทน้ำได้ดี ป่าแดงมีลักษณะเป็นป่าโปร่ง มีต้นไม้ขนาดความสูง ปานกลางหรือต่ำและมีหญ้าสูงเป็นพันธุ์ไม้ปกคลุมดินกับมีไม้พุ่มชนิดต่าง ๆ ตัวอย่างไม้ในป่าแดง ได้แก่ ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้พลวง ไม้เหียง ไม้กราดหรือสะแบง ไม้เขลง ส่วนพื้นที่อุดมสมบูรณ์จะมีไม้ป่าเบญจพรรณด้วย เช่น ไม้แดง ไม้มะค่าโมง เป็นต้น

                ทรัพยากรแร่
                ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีทรัพยากรที่สำคัญ ได้แก่
                 - เกลือหิน แบ่งเป็น ๖ แหล่ง คือ แหล่งชัยภูมิ แหล่งนครราชสีมา แหล่งมหาสารคาม แหล่งยโสธร แหล่ง     

                อุบลราชธานี แหล่งอำนาจเจริญ แหล่งอุดรธานี และแหล่งหนองบัวลำภู
                  - โพแทช มีการขุดพบที่ จ.ชัยภูมิ นครราชสีมา อุดรธานี หนองคาย และสกลนคร
                 - เหล็ก แมงกานีส มีการขุดพบที่ จ.เลย
                  - ยูเรเนียมและกีาซธรรมชาติ พบที่ จ.ขอนแก่น
                 - ยูเรเนียม ทองแดง พบที่ จ.ขอนแก่น
                 - หินทราย พบที่ จ.นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ เป็นต้น
                  - แบไรต์ พบที่ จ.เลย อุดรธานี และหนองบัวลำภู
                  - ยิปซัม พบที่ จ.เลย

ทรัพยากรสัตว์ป่า
                ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เคยเป็นภาคที่อุดมด้วยสัตว์ป่ามาก่อนเพราะเป็นภาคที่มีพืชพรรณเป็นทุ่งหญ้าเมืองร้อนกว้างขวาง ปัจจุบันนี้มีสัตว์ป่าเหลืออยู่น้อยลง ที่เหลืออยู่บ้าง เช่น ตามภู (ภูกระดึง ภูหลวง ภูเรือ ภูหอ) ใน จ.เลย สัตว์ที่พบได้แก่ กระทิง กวาง เก้ง ช้าง ที่ทุ่งกุลาร้องไห้มีนกกระยางขาว นกกระสานวล ที่บึงแวงหรือหนองแวง อ.คอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ มีนกเป็ดน้ำ และมีนกเป็ดแดงบริเวณเหนือเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ สัตว์ที่นับว่ามีชื่อเสียงของประเทศไทย ที่มีแหล่งกำเนิดในภาคนี้ คือ แมวป่า (แมวโคราช)

 

6.สภาพแวดล้อมทางประชากร และสังคม

                ลักษณะทั่วไปของประชากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
           
๑.จำนวนประชากร
           
เนื่องจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดและจำนวนประชากรถึง ๒๑ ล้านคน หรือ ประมาณ ๑ ใน ๓ ของประชากรทั้งหมดในประเทศ จังหวัดที่มีประชากรเกินล้านคนมีถึง ๑๐ จังหวัด คือ นครราชสีมา อุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ และสกลนคร
           
๒.ความหนาแน่นของประชากร
               
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่มีประชากรหนาแน่นเป็นที่ ๒ ของประเทศ รองจากภาคกลาง บริเวณที่มี ประชากรหนาแน่นมากจะอยู่ในจังหวัดที่ตั้งอยู่บริเวณ ที่ราบอันกว้างใหญ่ และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ จังหวัดที่มี ประชากรหนาแน่นที่สุด ได้แก่ จ.มหาสารคาม จังหวัดที่มีความหนาแน่นรองลงไปได้แก่ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ ยโสธร นครพนม อุดรธานี หนองบัวลำภู นครราชสีมา หนองคาย อำนาจเจริญ สกลนคร อุบลราชธานี ชัยภูมิ มุกดาหาร และเลย ซึ่งมีความหนาแน่นน้อยที่สุดในภาค
            
๓.การเพิ่มของประชากร
                
ประชากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราการเกิดสูง เป็นภาคที่มีครอบครัวขนาดใหญ่ เมื่อพิจารณาถึง ภาวะการเจริญพันธุ์ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็นต้นมา พบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่มีภาวะการเจริญพันธุ์สูงที่ สุด เมื่อเทียบกับภาคอื่น ๆ คือ มีอัตราการเพิ่มร้อยละ ๑.๐๕ จังหวัดที่มีอัตราการตายต่ำสุด ได้แก่ จ.อุดรธานี บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ส่วนจังหวัดที่มีอัตราการตายสูง ได้แก่ จ.นครพนม สกลนคร และเลย
            
๔.การอพยพย้ายถิ่นของประชากร
                
ตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิภาคที่มีจำนวนประชากรอพยพย้ายถิ่นภายในภูมิภาคสูงมาก เป็นการอพยพย้ายถิ่นจากจังหวัดตอรนล่างซึ่งมีประชากร หนาแน่นกว่า ที่ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ทำให้ได้ผลผลิตต่ำ ประชากรยากจน ซึ่งได้แก่เขต จ.มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ไปจนถึงจังหวัดตอนบน คือ จ.หนองคาย อุดรธานี หนองบัวลำภู และเลย
                
ส่วนตอนล่างของภาคมีการอพยพย้ายถิ่นในภูมิภาคน้อย เป็นการอพยพย้ายถิ่นจาก จ.นครราชสีมา ศรีสะ เกษ และสุริรนทร์ ไปจนถึง จ.ชัยภูมิ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกพืชไร่ กว้างขวางและต่อไปยังบุรีรัมย์ ซึ่งมีพื้นที่การทำนามาก แต่ ประชากรหนาแน่นน้อยกว่าที่อื่น จ.นครราชสีมาซึ่งเปรียบดังประตสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็มีประชากร เพิ่มมากขึ้น อย่างรวดเร็ว
                 
อย่างไรก็ตามประชากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นยังจัดว่าเป็นประชากรที่มีการอพยพย้ายถิ่นกระจาย ออกไปในภูมิภาคต่าง ๆ มากที่สุด โดยเฉพาะเข้ามายัง ภาคกลางและกรุงเทพฯ เพื่อมาหางานทำเป็นสำคัญ ส่วนมากยังมี ลักษณะเป็นการย้ายชั่วคราว ซึ่งยังคงมีการย้ายเข้าออกอยู่ตลอดเวลา
              
ลักษณะประชากรทางด้านวัฒนธรรมและสังคม
              
๑.เชื้อชาติ
                 
ชาวไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือนับว่าเป็ยเชื้อสายไทยแท้ และยังรักษาวัฒนธรรมในการพูดซึ่งเป็นภาษา ดั้งเดิมหรือรักษาประเพณีได้อย่างดีเช่นเดียวกับชาวไทย ในภาคเหนือ ชาวไทยในภาคอีสานมักถูกเรียกว่า ลาว ซึ่งมีอยู่ หลายพวก เช่น ลาวกาว ลาวพวน ลาวพุงขาว แท้จริงแล้วชาวไทยภาคอีสานเป็นผู้สืบเลือดเนื้อของชนชาติไทย หรือ อ้ายลาวที่มาตั้งอาณาจักรล้านช้าง และในสมัยรัชกาลที่ ๒ จึงได้ทรงยกเลิกเรียกชาวอีสานว่า ลาว แต่ให้เรียกว่า ไทยลาว และเรียกพวกที่อยู่เขต จ.นครราชสีมา ว่า ไทยโคราช
                 
ชาวไทยในภาคอีสานยังแยกออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ เช่น กลุ่มคนไทยแถบลุ่มน้ำโขงที่เรียกว่า ไทยลาวและไทย กะเลิง (หรือไทยย่อและไทยย้อย) มีอยู่ใน จ.สกลนคร และนครพนม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกลุ่มไทยบนที่สูง ได้แก่ ไทยดำ ไทยขาว ไทยแดง ไทยเหนือ ไทยพวกนี้เคยอาศัยในประเทศเวียดนาม แต่เนื่องจากภาวะสงคราม และการเมือง พวกนี้จึงได้ลี้ภัยเข้ามาอยู่ทางตอนเหนือของประเทศลาวและเลยเข้ามาทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ ไทย เป็นพวกที่พูดภราษาไทยเหมือนไทย กลุ่มอื่น นับถือศาสนาและวิญญาณของบรรพบุรุษ นอกจากนี้ยังมีพวกไทยที่ เรียกตัวเองว่า ผู้ไทย ซึ่งมีมากอยู่ใน จ.อุดรธานี หนองบัวลำภู ร้อยเอ็ด ส่วนที่ จ.สกลนคร นครพนมและมุกดาหาร มี พวกไทยพวน
                
๒.ศาสนา
                 
ชาวไทยอีสานนับถือพระพุทธศาสนา ซึ่งถือว่าเป็นศาสนาที่เหมาะสมกับนิสัยใจคอของคนไทย ในระยะแรก นับถือนิกายมหายานแต่ก็ไม่ละทิ้งการนับถือผีสางเทวดา ซึ่งนับถือแต่เก่าก่อน ต่อมาเมื่อมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตที่ขอม เคยปกครอง ก็หันมานับถือพระพุทธศาสนานิกายหินยานจากพวกขอม ซึ่งได้รับมาจากอีนเดียอีกทอดหนึ่ง
                
๓.ภาษา
                 
ภาษาเขียนชาวไทยอีสานมีลักษณะเช่นเดียวกับชาวไทยภาคเหนือ ตัวอักษรของไทยภาคอีสานก็เหมือนตัว อักษรของชาวเหนือ คือ มีสัณฐาณกลมซึ่งได้ต้นเค้ามาจาก อักษรมอญโบราณ ในปัจจุบันชาวไทยภาคอีสานไม่สามารถ เขียนอักษรเหล่านี้ได้แล้ว เพราะใช้ภาษาไทยเหมือนกันทั่วประเทศ เว้นแต่ภาษาพูดที่ยังมีลักษณะเป็นภาษาท้องถิ่น

 

               

 

 

                วัฒนธรรมและประเพณีของชาวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
              ความเป็นอยู่ของชาวไทยภาคอีสานค่อนข้างเรียบง่าย อุปนิสัยซื่อตรง อ่อนโยน ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เป็นมิตร อดทน และมีระบบสังคมเป็นแบบเครือญาติ จนได้ สมญาว่า "ถิ่นไทยดี"อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ตลอดจนสำเนียงภาษาที่ใช้พูดและลักษณะผิวพรรณ แล้ว วัฒนธรรมประเพณีของภาคอีสานแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
             ภาคอีสานตอนบน หรือกลุ่มวัฒนธรรมแม่น้ำโขง ได้แก่ บริเวณพื้นที่เทือกเขาภูพานตอนบนไปจรดริมฝั่งแม่น้ำโขงหรือบริเวณแอ่งสกลนคร มีเทือกเขา
ใหญ ่น้อย รวมทั้งแอ่งต่าง ๆ มากมาย ตามเส้นทางการเดินทางของแม่น้ำโขง มีประชากรจำนวนมากได้อพยพย้ายถิ่นฐานจากฝั่งซ้ายมาสู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม มุกดาหาร ร้อยเอ็ดเลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี และจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากชาวไทยอีสานซึ่งมีมากถึง 95% แล้ว ยังมีชาวผู้ไทยอีกด้วย (เป็นคนไทยที่อพยพมาจากแคว้นสิบสองจุไท หรือบริเวณเมืองแถน หรือเดียนเบียนฟู ของเวียดนามในปัจจุบัน ซึ่งแคว้นสิบสองจุไทนี้เคยเป็นของไทยมาก่อน)
              ภาคอีสานตอนล่าง อยู่ในบริเวณพื้นที่เทือกเขาภูพานตอนล่างหรือบริเวณแอ่งโคราช ลักษณะภูมิประเทศทั่วไปเป็นที่ราบสูง และแนวหินภูเขาไฟที่ดับ สนิทแล้ว เนื่องจากภาคอีสานตอนล่างเคยเป็นเส้นทางการเดินทางของกลุ่มขอมโบราณ จึงมีโบราณสถานเก่าแก่ที่ได้รับอิทธิพลด้านวัฒนธรรมจาก "หัวเมือง เขมรป่าดง" มาก กลุ่มชนในภาคอีสานตอนล่างมีทั้งชาวเขมรสูง ชาวกุย (ส่วย) ชาวไทยโคราช ชาวกระโซ่ ชาวแสก ชาวกุลา และชาวไทยย้อ กลุ่มชนเหล่านี้อาศัยอยู่ใน จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม ยโสธร ศรีสะเกษ และจังหวัดสุรินทร์
             เครื่องแต่งกายพื้นบ้านของภาคอีสานเป็นผ้าทอมือทั้งจากฝ้ายและไหม สตรีไทยอีสานจะนุ่งผ้าซิ่นสั้นแค่เข่า สวมเสื้อแขนกระบอก ห่มสไบ เกล้ามวย และทัดดอกไม้ ส่วนชายนุ่งกางเกงหรือโสร่ง สวมเสื้อ คาดผ้าขาวม้า เครื่องประดับส่วนใหญ่ทำด้วยเงินและทอง
            สมัยโบราณงานทอผ้าถือเป็นกิจกรรมยามว่างจากงานประจำอื่น ๆ นอกจากจะใช้ผ้าทอเป็นเครื่องนุ่งห่ม ผ้าขาวม้า ทอเป็นเครื่องถวายพระ ผ้าห่อคัมภีร์ และผ้ากราบ ผ้าที่มีลวดลายประณีตงดงามขึ้นชื่อของภาคอีสาน คือ ผ้าลายขิต ผ้ามัดหมี่ และผ้าแพรวา
            ภาษาพูดของชาวไทยอีสานคล้ายคลึงกับภาษาลาว ซื่อและสื่อเข้าใจได้ง่าย นับเป็นเอกลักษณ์เด่นอย่างหนึ่งของภาคอีสาน
            อาหารอีสานรสชาติจะแซ่บ เผ็ดจัด และมีครบแทบทุกรส อาหารที่ขึ้นชื่อคือ ส้มตำ ทำได้ทั้งมะละกอ แตงกวา มะม่วง กระท้อน มะยม มะเขือ และสับปะรด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีต้มเครื่องใน ซกเล็ก แจ่วฮ้อน (สุกี้อีสาน) ปลาส้ม ลาบ น้ำพริก และแจ่วต่าง ๆ จิ้มกับผัก ส่วนจังหวัดที่อยู่ติดแม่น้ำโขงจะมีปลาน้ำจืด ให้รับประทานอีกด้วย (โดยเฉพาะปลาบึก) ชาวไทยอีสานส่วนใหญ่จะรับประทานข้าวเหนียว ยกเว้นในบางส่วนของจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ ที่นิยมรับประทานข้าวเจ้ามากกว่าข้าวเหนียว
            การละเล่นในงานเทศกาลและเมื่อว่างจากภารกิจต่าง ๆ ของอีสานเหนือ นิยมการเซิ้งการฟ้อน จังหวะรวดเร็วและสนุกสนาน เช่น เซิ้งบั้งไฟ หมอลำ ฟ้อนภูไท ลำลงข่วง ลำเลาะดูม ประกอบเครื่องดนตรีประเภทพิณ แคน ซอ โปงลาง และโหวด ส่วนการละเล่นของทางอีสานใต้มีเรือมอันเร โจลม้ามวด เรือมตรษ เรือมจันเตราะ เจรี่ยง กันตรึม และกโนบ ติงติง ศิลปะการแสดงพื้นบ้านไม่นิยมใช้เครื่องดนตรีประเภทพิณและโปงลาง แต่จะใช้กลองเส็ง หมาบกั๊บ ธนู
โทนดินเผา กลอง สากไม้ ปี่ ตรัว และเสนงกล
             ด้วยเหตุที่อีสานเป็นดินแดนค่อนข้างแห้งแล้งตลอดปี ชาวอีสานจึงมีประเพณีหรือพิธีแก้เคล็ดเกี่ยวกับการขอฝน เป็นการบนบานศาลกล่าวหรืออ้อนวอน ต่อเทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยบันดาลให้ฝนตก เพื่อพืชพันธุ์ธัญญาหารจะได้เจริญงอกงาม ประเพณีดังกล่าวได้สะท้อนออกให้เห็นในงานบุญต่าง ๆ ที่หาดู ไม่ได้ในภาคอื่น เช่น งานประเพณีบุญบั้งไฟ ตัวบั้งไฟที่จะยิงขึ้นไปบนท้องฟ้าจะประดับด้วยนาคอันเป็นสัญลักษณ์ของผู้ให้น้ำ
             พิธีแห่นางแมว เนื่องจากเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์ที่เกลียดน้ำ ดังนั้นจึงจับแมวมาแห่ไปรอบ ๆ หมู่บ้าน ผ่านบ้านไหนก็จะเอาน้ำสาดเพื่อเรียกร้องให้เทพยดา เห็นใจแมวและยอมให้ฝนตก
                พิธีแฮกนาสู่ขวัญ และพิธีสู่ขวัญวัว- ควาย เป็นพิธีขอความอุดมสมบูรณ์ให้พืชพันธุ์ธัญญาหาร
                สำหรับวัฒนธรรมประเพณีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาของทางหัวเมืองอีสาน กล่าวได้ว่า จังหวัดอุบลราชธานีมีประวัติเป็นรากฐานแห่งการขยายพระพุทธ ศาสนา ประเพณีที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เช่น ประเพณีแห่เทียนพรรษาและงานแห่ปราสาทผึ้ง พิธีทำบุญข้าวประดับดิน พิธีทำบุญข้าวสาก พิธีบุญพระเหวด ประเพณีกอง บวชก่องฮด และพิธีทำบุญข้าวจี่ ส่วนประเพณีอื่น ๆ ที่ยังคงถือปฏิบัติสืบต่อกันมา ได้แก่ ประเพณีกินดอง ประเพณีรำผีฟ้า ประเพณีไหลเรือไฟ ประเพณีแห่ผีตาโขน พิธีผิดผี พิธีบายศรีหรือเรียกขวัญ
            ลักษณะศิลปะที่ปรากฏในประติมากรรมและสถาปัตยกรรมมีทั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์และต่อมาจนถึงสมัยขอมเรืองอำนาจ ดังจะเห็นได้จากโบราณสถาน ที่มีอยู่ทั่วไป เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา และที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี เป็นต้น

 

7.การปรับตัวของประชากรให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
           ๑.การตั้งถิ่นฐานของประชากร
           ประชากรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะตั้งถิ่นฐานอยู่ตามที่ดอน บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำสายสำคัญ คือ แม่น้ำชีและแม่น้ำมูล รูปแบบการตั้งถิ่นฐานของประชากร ในภาคนี้ที่แตกต่างไปจากภาคกลางและภาคเหนือ คือ มีการตั้ง ถิ่นฐานอยู่อย่างหนาแน่นเป็นกระจุกอยู่รอบๆ อ่างเก็บน้ำ เพราะน้ำเป็นปัจจัยสำคัญของการตั้งถิ่นฐานในเขต ที่มีความ แห้งแล้ง ซึ่งเป็นดินปนทรายไม่เก็บน้ำ นอกจากนั้นประชากรจะตั้งถิ่นฐานอยู่ตามแนวเส้นของถนนสายสำคัญที่ตัดผ่าน จังหวัดต่าง ๆ ในภาคนี้ ทำให้เกิดเป็นเมือง ศูนย์กลางที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น เช่น บ้านไผ่ เมืองพล นครราชสีมา
            ๒.อาชีพสำคัญของประชากร
            ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่มากกว่าอื่น ๆ แต่สภาพแวดล้อมไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ ซึ่งไม่เอื้ออำนวย ประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพของประชากรในท้องถิ่นมากนัก คือ มีสภาพส่วนใหญ่เป็นดินทราย มีธาตุอาหารพืชน้อย มีการชะล้างพังทลายสูงและไม่อุ้มน้ำ แม้ว่าภาคนี้จะมีปริมาณฝนตกมากก็ตามแต่มักจะประสบกับความแห้งแล้ง โดย เฉพาะในฤดูแล้งจะขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคและบริโภคอยู่เสมอ และยังประสบปัญหาดินเค็มเป็นบริเวณกว้างอีกด้วย แต่ประชากรในท้องถิ่นส่วนใหญ่ก็พยายามปรับตัว ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม โดยการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก นิยมปลูกข้าวสำหรับใช้บริโภคในครอบครัว นอกจากนั้นยังมีอาชีพอื่น ๆ อีกด้วย ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
             - การเพาะปลูก ได้แก่ ข้าวเจ้าและข้าวเหนียว มีพื้นที่ปลูกข้าวมากกว่าภาคอื่น แต่ผลิตผลต่อพื้นที่ต่ำ ข้าว หอมมะลิเป็นข้าวที่มีชื่อเสียงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พืชไร่ ที่สำคัญและปลูกกันมาก ได้แก่ ปอแก้ว ข้าวโพด มัน สำปะหลัง ยาสูบ มะเขือเทศ ฝ้าย นอกจากนี้มีผักต่าง ๆ เช่น หอม กระเทียม อ้อย ละหุ่ง แตงโมและแตงแคนตาลูป เป็นต้น ผลไม้ เช่น มะละกอ น้อยหน่า ส้ม กล้วย มะม่วง และยังมีพืชที่ทดลอง คือ ยางพาราและมะม่วงหิมพานต์
             - การเลี้ยงสัตว์ มีการเลี้ยงโคร้อยละ ๔๕ ของประเทศ และมีการเลี้ยงสัตว์แบบพื้นเมืองในทุ่งหญ้าธรรม ชาติ โดยเลี้ยงเป็นฝูง ฝูงละ ๕-๑๐ ตัว ส่วนการเลี้ยงสัตว์ แบบการค้ามีที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เป็นต้น การเลี้ยง สัตว์เป็นอาชีพที่สามารถพัฒนาเพิ่มขึ้นได้ โดยการปลูกทุ่งหญ้า คือ การนำพืชอาหารสัตว์ หรือหญ้าต่าง ๆ ไปปลูกทุ่ง หญ้าเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าการเพาะปลูกทั่วไป เช่น หญ้ากินีและพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วฮามาตา ถั่วทาวน์สวิลสติโล เป็นต้น
             นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงช้าง สุกร ไก่ กระบือและมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอีกด้วย
             - การประมง มีการส่งเสริมให้ทำการประมงเพื่อเพิ่มอาหารโปรตีนและเพื่อเป็นสินค้า มีการเลี้ยงปลาตามบ่อ และอ่างเก็บน้ำ ในภาคอีสานมีสถานีประมงและแหล่งเพาะ พันธุ์ปลาอยู่ทั่วไป ซึ่งจะนำปลาไปปล่อยตามแหล่งน้ำต่าง ๆ นอกจากนี้มีการจับปลาบึกซึ่งเป็นปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสงครามด้วย
             - การทำเกลือสินเธาว์หรือเกลือบก เป็นภาคที่มีเกลือสินเธาว์มากที่สุดในประเทศ เพราะภาคตะวันออกเฉียง เหนือมีชั้นเกลือหินกระจายอยู่อย่างกว้างขวาง  เกลือสินเธาว์ เป็นเกลือที่มีโซเดียมคลอไรด์สูงและมีความเค็มกว่าเกลือ สมุทรถึง   ๔   เท่า แหล่งผลิตเกลือสินเธาว์ที่สำคัญ  ได้แก่   อ. พิมาย จ.นครราชสีมา อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร อ.บรบือ จ.มหาสารคามและลุ่มน้ำเสียว
             - อุตสาหกรรม ได้แก่
             - อุตสาหกรรมพื้นเมือง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการทำอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นลักษณะของ

อุตสาหกรรมพื้นเมือง เช่น ทอผ้าไหม ผ้าไหมมัดหมี่ ทอผ้าฝ้ายและ ทำเสื้อผ้า ของใช้จากผ้า ทำเครื่องปั้นดินเผาบ้านด่านเกวียน ทำเครื่องเงินและเครื่องประดับจากเงิน เป็นต้น
              - อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่มีทรัพยากรการท่องเที่ยวอยู่มากมาย ซึ่งจะ ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ ไปเที่ยวในภาคนี้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะมรดกทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นซากสิ่งของโบราณ โครงกระดูกมนุษย์ ปราสาทหินหรือแม้แต่ภาพเขียนสีที่มีอายุนับพันปี นอกจากนี้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีทรัพยากรที่เป็นธรรมชาติที่สำคัญอีกหมายแก่ง เช่น ภูกระดึง ภูหอ ผาแต้ม แก่งต่าง ๆ และ อุทยานต่าง ๆ อีกมากมาย

 

 

 

8. ปัญหาสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

1. ปัญหาดินและน้ำ
          เป็นดินเค็มและสภาพดินเป็นดินทราย เมื่อฝนตกไม่สามารถกักเก็บน้ำ ทำให้ขาดน้ำในช่วงฤดูแล้ง

2. ปัญหาความยากจนและการอพยพย้ายถิ่น
          ซึ่งสภาพความยากจนของประชาชนมีทุกภาค แต่ภาคนี้มีความรุนแรง ทำให้ประชาชนในวัยทำงานส่วนมากอพยพย้ายถิ่น เพื่อหางานทำเข้าสู่เมืองใหญ่กลายเป็นปัญหาสังคมในเขตเมืองใหญ่

3. ปัญหาการลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย
          เนื่องจากภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ ลาวและเขมร
ปัญหาสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ส่งผลกระทบต่อปัญหาประเทศด้วย ดังนั้นรัฐจึงรณรงค์แก้ไขและพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดย โครงการพัฒนาสภาพความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนี้
                1.โครงการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้
                ทุ่งกุลาร้องไห้มีพื้นที่ทั้งหมด 2 ล้านไร้ อยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ และยโสธร เป็นพื้นที่ที่มีความแห้งแล้งที่สุดของภาค ประชาชนที่อยู่ในบริเวณนี้ทำการเพาะปลูกแต่ต้องมีปัญหาเรื่องน้ำ และดินขาดความอุดมสมบูรณ์ การพัฒนาจึงดำเนินการเรื่องต่อไปนี้
                 2.โครงการอีสานเขียว
                โครงการอีสานเขียวหรือโครงการน้ำพระทัยจากในหลวงเกิดขึ้นเมื่อเกิดสภาวะแห้งแล้งในภาคอีสานในหลายจังหวัด ซึ่งได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้อย่างรุนแรง
               
3.โครงการโซง ซี มูล

                เป็นโครงการผันน้ำจากแม่น้ำโขงที่มีปริมาณน้ำมากสู่แม่น้ำซีและแม่น้ำมูลโดย ใช้ระบบคลองส่งน้ำมาหล่อเลี้ยงทั้งภาคให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการเกษตร และเป็นการสกัดกั้นการอพยพของประชากรออกจากถิ่นตน ระยะของการพัฒนาโขง ชี มูล มี 2 ระยะ




                      ข้อมูลจาก 
   http://tc.mengrai.ac.th/punnapa/socal/


Comments