แม่ฮ่องสอน - เมืองสามหมอก

    แม่ฮ่องสอน เมืองที่หลายคนคงรู้จัก ว่าเป็นจังหวัดหนึ่งทางเหนือ มีเขาเยอะๆ ไปแล้วต้องอ้วกเพราะโค้งมันเยอะจนขึ้นชื่อ เวลานั่งรถจะเมารถได้ ก่อนไปผมก็รู้แค่นั้น ทำใจไว้ว่าต้องอ้วกแน่ๆ ตอนก่อนจะไป ผมเดินทางออกจากกรุงเทพฯ กับโบว์ ในตอนกลางคืนที่ท่ารถหมอชิต มีรถไปที่แม่ฮ่องสอนโดยตรงเลย โดยใช้เวลาประมาณ15 ชั่วโมง เราสองคนนั่งรถออกจากกรุงเทพฯ เวลา 18.00 น. ไปถึงสถานีขนส่งแม่ฮ่องสอนประมาณ 8.30 น. ลงจากรถแล้วต่อ ตุ๊กตุ๊กพื้นเมืองไปที่ Guest House ชื่อว่า Coffee Morning ที่เราจองไว้
     
      

     Coffee Morning Guest House เป็นที่พักที่จัดสไตล์ บูติก เกสเอาท์ แบบที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน จัดแบบชิวๆ ข้างล่างเป็นร้านกาแฟสำหรับรองรับ ลูกค้า และนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมา ส่วนชั้นบนก็จัดให้เป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาสัมผัสบรรยากาศของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

      

     เราไปถึงตอนเช้า แล้วทำการ check in กับพนักงานของ guest house เอากระเป๋าไปเก็บ อาบน้ำชำระความสกปรก และทำให้สดชื่นเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ผมก็ลงมาที่ชั้นหนึ่งที่เป็นร้านกาแฟ เพื่อรอรถเช่า ที่จะมาส่งให้เราใช้สำหรับการเดินทางครั้งนี้ ผมลงมาดูเมนูของร้านนี้แล้วก็สะดุดกับเมนู ที่มีชื่อ ของส่วนผสมหลักของขนมหวานที่ผมชอบที่สุดอยู่ ก็คือ cream cheese เมนูที่ทางร้านมีชื่อว่า เบเกิล ครีมชีส ผมก็สงสัยเอ๊ะว่ามันจะเป็นยังไง ครีมชีส สามารถเอามากินเปล่าๆ กับขนมปังได้ด้วยเหรอ ด้วยความอยากรู้อยากลองผมจึงไม่รีรอที่จะสั่งมาประเดิมซัก 1 ที่พร้อมด้วย คาปูชิโนร้อนๆ อีก 1 ถ้วย

          

     หลังจากได้รถเช่า มาแล้วผม และโบว์ก็ขับรถ ออกจาก อ.เมืองแม่ฮ่องสอน เพื่อจะเดินทางไปที่ดอยแม่อู่คอ เพื่อจะไปชมทุ่งดอกบัวตอง ตามที่ได้วางโปรแกรมกันเอาไว้สองข้างทางของถนนเต็มไปด้วยต้นไม้ และทางโค้ง พุ่มไม้ ต้นสัก เติบโตให้ร่มเงาเต็มสองข้างทาง ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงเราก็ไปถึงบริเวณ อำเภอขุนยวม ที่เป็นทางเริ่มต้นขึ้นไปสู่ดอยแม่อู่คอ ทางที่ขับต่อไปเป็นทางชันมาก และยังลดเลี้ยวเคี้ยวขด ขับลำบากมากจริงๆครับ เพราะรถที่เราใช้มีกำลังแค่ 1300 เท่านั้น เวลาขึ้นต้องใช้ เกีย 2 สลับกับเกีย 1 ตลอดเวลา น้อยมากที่จะเข้าสู่เกีย 3 เดินทางไปได้ซักพักจะพบชุมชนของหมู่บ้านชาวเขาที่นั่นมาตั้งร้านสองฝากฝั่งของถนน เพื่อขายสินค้าพื้นเมือง และอาหารการกินต่างๆ พวกมันเผา ผักต่างๆ แต่ก็แปลกที่ร้านอาหารบนนั้นมีอยู่ร้านเดียว ถ้าไม่นับร้านไก่ย่าง ที่เราแวะไปซื้อไก่ย่างมากินกินเพิ่ม เราทั้งสองคนด้วยความหิวเลยสั่งเมนูง่ายๆ ชื่อ ข้าวราดหมูผัดกะเพราะไข่ดาว กินกับไก่ย่างที่ซื้อมาจากร้านข้างๆ(ซึ่งแปลกมากเพราะสีแดงผิดปกติ สงสัยเป็นสูตรแม่ฮ่องสอนเพราะที่ป้ายร้านเขียนว่า ไก่ย่างแม่อ่องสอน) ผมก็ตระหนักว่า ไก่ย่างนี่ยังมีหลายแบบเลย ตั้งแต่ ห้าดาว วิเชียรบุรี สนามมวย เมนูเดียวยังทำได้หลากหลายขนาดนี้ คนเรานี่ช่างคิดช่างทำ ช่างหาความแตกต่างให้ตัวเองดีแท้ 

          

     พอขับขึ้นไปตามทางซักพัก ผ่านทุ่งรวงข้าวสีทองที่ชาวนากำลังเก็บเกี่ยวข้าวอยู่ ผ่านทางขึ้นเขาสองข้างทาง ก็จะมาเจอทุ่งดอกบัวตองเหลืองอร่าม ที่มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ แต่ว่าไปคราวนี้ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ ดอกบัวตองบานแค่ 30% เท่านั้นตามที่เจ้าของร้านขายข้าวบอกมา แต่แค่นั้นก็สวยมากแล้วครับ(ทราบได้จากที่ผมเอาไปโพสต์ที่ web pantip ก้มีคนเข้ามาให้ point มากมาย และชมว่าสวยงาม งิงิ แอบดีใจครับ ที่ภาพของเราต้องตาต้องใจผู้ชม)
 
         

     หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศ จนเต็มอิ่ม ถ่ายรูปจนเต็มที่แล้ว เราสองคนก็ลงมาข้างล่าง เดินทางกลับไปยังตัวเมือง แม่ฮ่องสอน เพื่อที่จะไปชมพระอาทิตย์ลับเมืองสามหมอกที่พระธาตุดอยกองมู ที่เป็นจุดที่สูงที่สุดในตัวเมือง ระหว่างทางกลับเราแวะถ่ายรูปทุ่งนาสีทอง ที่ผมชอบมากแต่ภาพที่ถ่ายมาอาจจะแสดงสีสัน และรายละเอียดได้ไม่เท่าสายตาของคนที่ไปสัมผัสจริงๆ และยังได้ไปเที่ยวที่น้ำตกแม่สุรินทร์ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำตกชั้นเดียวที่สูงที่สุดที่หนึ่งในประเทศ

           

     ตกเย็นก่อนกินข้าว ขับรถขึ้นไปบนจุดที่สูงที่สุดในเมืองแม่ฮ่องสอน เพื่อไปดูพระอาทิตย์ตก และไหว้พระธาตุ บ้างบนนั้นมีร้านกาแฟ TOP4 ของที่นั่นร้านนึงชื่อ Before Sunset เป็นร้านกาแฟที่เอาไว้ชมวิวเวลาพระอาทิตย์ตกดิน ที่มีทิวเขาสลับซับซ้อน และมีหมอกเกิดขึ้นมาบนทิวเขายามเย็น ทำให้เกิดภาพภูเขาสลับซับซ้อนสวยงามมาก สมชื่อเมืองสามหมอกจริงครับพึ่งรู้สึกตอนที่ขึ้นมาบนนี้เองครับ อากาศก็เย็นสบายสงบแต่เสียดายมีทัวร์ลงมาเยอะไปหน่อย ทำให้บรรยากาศด้อยๆ ลงไป แต่ก็อย่างว่าสถานที่เที่ยวที่ดีๆ ก็มักจะมีคนมาเที่ยวมากมาย

          

     ร้านอาหารที่เราไปกินกันตอนเย็นเป็นร้านอาหารที่ขึ้นชื่อ ตอนกลางคืนของที่นั่นชื่อร้าน ใบเฟิร์น สั่งกับข้าวมาสองสามอย่างครับ เพื่อดับความหิวจากการเดินทางมาทั้งวัน หมูนอกคอก, น้ำพริกหนุ่ม, ไก่อุ๊บส คือ เมนูที่เราสั่งมากินกับข้าวสวยร้อนๆ หมูนอกคอก มีลักษณะเป็นหมูหมักกับข้าวเนียวแล้วเอามาทอด ส่วน ไก้อุ๊บส ถือว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของที่นั่น ทำจากไก้ผัดกับใบมะกรูด กับพริก มีรสชาติร้อนแรงอร่อย กินแล้วเรียกเหงื่อ และทำให้รู้สึกอบอุ่นสมเป็นอาหารทางภาคเหนือ 

          

     ยามกลางคืนหลังจากกินข้าวเสร็จ เราสองคนก็มาเดินที่ ตลาดกลางคืน ที่นั่น เจอวงดนตรีเมืองเหนือที่ทำงานกันแบบครอบครัว ก็เลยแวะทักทาย และอุดหนุน CD ของเค้ามาแผ่นนึงเอาไว้เปิดฟังตอนเที่ยววันที่เหลือ เดินๆไปสุดตลาด ก็เป็นหนองจองคำ เลยเดินเข้าไปข้างในเที่ยวที่นั่นต่อยามกลางคืนมีไฟประดับประดาสวยงามมาก ออกจากวัดก็ไปแวะร้านกาแฟบ้านตัวเล็ก... จากนั้นก็กลับไป เกสเฮ้าส์ แล้วก็นอนหลับพักผ่อน ปุ๋ยๆ

     เช้าวันที่สอง หลักจากเราไปกินข้าวเช้ากันที่ตลาด ที่ร้าน โจ๊กเสวย  จากนั้นเราสองคนก็ขับรถออกจากเมืองเชียงใหม่อำลา "Coffee Morning" และตัวเมืองเชียงใหม่ชั่วคราวเพื่อมุ่งสู่ บ้านรักไทย และ ปางอุ๋ง สองข้างทางผ่านเต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่น และดอกไม้สวยงาม และยังได้ไปแวะพระตำหนักปางตอง เพื่อไปเล่นกับแกะ ด้วย

     บ้านรักไทย เป็นสถานที่ที่มีอ่างเก็บน้ำ และมีชาวจีนยูนาน อาศัยอยู่ ผู้คนที่นั่นยึดอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก พืชที่ทำการปลูก และผลิตส่งออกจากที่นี่ก็คือ ใบชา ซึ่งมีหลากหลายชนิด เราสามารถไปหาชิมอาหารจีนยูนาน สูตรดั้งเดิมที่นี่ได้ เมนูที่เป็นที่นิยม คือ ขาหมูหมั่นโถว ยำใบชา และ หมูพันชั้น

          

          

    ปางอุ๋ง เขื่อนกักเก็บน้ำ ที่มีหมอก ลอยอยู่เหนือน้ำในตอนเช้า และตกเย็น
    ตกตอนบ่ายสี่โมง เราก็ไปถึงปางอุ๋ง อ่างเก็บน้ำที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ซึ่งหลายๆคน เคยเห็นรูปจากในหนังสือหรือว่าในเวป จะเห็นเป็นหมอกลอยอยู่บนผิวน้ำ แต่นอกเหนือจากนั้นในยามกลางคืน เราจะสามารถเห็นดวงดาวได้ชัดเจน จนสามารถมองเห็นทางช้างเผือกเป็นสายสีขาวคาดท้องฟ้ายามค่ำคืนได้ทีเดียว ตอนเช้าก็ไปล่องแพ และชมดอกไม้เมืองหนาวที่สีสันสวยงาม

          

          

     ตอนสายๆ เราก็ออกจากปางอุ๋ง และไปหาข้าวกินในตัวเมืองเชียงใหม่จากนั้นก็ไปรอรถทัวร์ที่สถานีกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี ....

Comments