นิทาน ที่ ๑๖ - ๓๐

นิทาน ที่ ๑๖ เรื่อง แมลงวัน กับ ไหน้ำผึ้ง
 
        หญิงคนหนึ่งทำไหน้ำผึ้งหกราดอยู่บนพื้นเรือน แมลงวันได้กลิ่นน้ำผึ้งก็พากันบินมาจับกินอยู่ในที่ที่หก   ขณะเมื่อกินเพลินอยู่นั้น น้ำผึ้งติดขาติดปีกเกรอะกรังจนกระพือไม่ออก ในไม่ช้าตัวก็คลุกกลั้วอยู่ในน้ำผึ้ง นอดอัดใจตายอยู่เป็นแถว ๆ ในเมื่อจวนจะตาย มันร้องบอกกันว่า "เรานี่เป็นสัตว์โง่เขลามาก มาเสียชีวิตครั้งนี้ก็เพราะเห็นแก่ความอร่อยเท่านั้นเอง"
 
        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  การที่หลงเพลิดเพลินในความสุขเกินไป ย่อมทำให้เกิดทุกข์
 
 
นิทาน ที่ ๑๗ เรื่อง หมาป่า กับ ลูกแกะ
 
        ขณะเมื่อหมาป่ากำลังกินน้ำอยู่ที่ต้นลำธารแห่งหนึ่ง แลเห็นลูกแกะเดิรท่องน้ำมาแต่ไกลหมาป่าตั้งใจว่า
จะจับกินเสีย แต่เมื่อจะกินคิดว่าจะต้องทำให้ลูกแกะเห็นความชอบธรรมของตนเสียก่อน เมื่อคิดดังนั้นแล้วก็ตรงเข้าไปด่าลูกแกะว่า "เองนี่ชาติชั่วเองถือดีอย่างไรจึงมากวนน้ำกินของข้าให้ขุ่นเป็นตมไปดังนี้"  ลูกแกะตกใจ
ร้องตอบไปโดยซื่อว่า "ท่าจะว่าข้าพเจ้ากวนน้ำกินของท่านให้ขุ่นอย่างไรถูก เพราะน้ำในลำธารนี้ไหลจากท่านมายังข้าพเจ้า หาได้ไหลจากข้าพเจ้าไปยังท่านไม่"  หมาป่าก็แกล้งหาความต่อไปว่า "เอาเถิด ถึงเองจะไม่ได้ทำน้ำขุ่นวันนี้ เมื่อปีกลายนี้ เองก็ได้ด่าว่าข้านักหนา" ลูกแกะตัวสั่น ร้องตอบไปว่า  "พุโท่เอ๋ย เมื่อปีกลายนี้ ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้เกิดมาเห็นเดือนเห็นตวันเลย"  หมาป่าตอบว่า "เอาเถอะน่ะ ถึงเองไม่ได้ด่าข้า พ่อของเองก็ด่าข้า เองมีความผิดเหมือนกัน จะมาต่อล้อต่อเถียงกันไปทำไม"  ว่าแล้วก็ตะครุบลูกแกะกินเป็นอาหาร
 
        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  วิสัยพาลย่อมหาเหตุที่จะพาลผู้ไม่มีความผิดให้จงได้
 
 
นิทาน ที่ ๑๘ เรื่อง หมาไล่เนื้ออายุมาก
 
        ยังมีหมาไล่เนื้อตัวหนึ่ง  เมื่อหนุ่ม ๆ อยู่มีกำลังมาก และเคยไล่ต้อนเนื้อตามเชิงเขาให้เจ้าของเสมอมา    ครั้นต่อมาหมาตัวนั้นแก่ลงกำลังก็ถอยอ่อนเพลีย อยู่มาวันหนึ่งเจ้าของหมาตัวนี้ออกไปไล่หมูป่าที่ในป่า  พอฉวยคอหมูได้เขี้ยวก็หักฝังจมอยู่ในเนื้อ หมูหนีรอดไปได้ เจ้าของมาทันเข้า มีความโกรธ เอาด้ามหอกเข้าทุบตีหมาแก่จึงร้องขึ้นว่า  "ท่านจะมีน้ำใจสงสารข้าพเจ้าบ้างเป็นไร ที่หมูรอดพ้นไปได้ทั้งนี้ ใช่ว่าข้าพเจ้าจะแกล้งปล่อยเสียนั้น หามิได้ ที่แท้เป็นด้วยข้าพเจ้าแก่ตัวลง ฟันจึงทานแรงหมูไม่ได้ขอท่านนึกถึงความหลังบ้าง"
 
        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ผู้ใหญ่เมื่อจะลงโทษผู้น้อย อย่าถือแต่เพียงเท่าที่ตาเห็นเป็นประมาณ ควรจะพิเคราะห์เหตุผลให้เห็นความจริงเสียก่อนจึงค่อยทำลงไป
 
 
นิทาน ที่ ๑๙ เรื่อง หมาอยู่ในรางหญ้า
 
        หมาตัวหนึ่งลงไปนอนอยู่ในรางหญ้าของวัวครั้นวัวเข้ามาในโรงจะกินหญ้า  หมาตัวนั้นก็ลุกขึ้นไล่งับ ขับไล่ไม่ให้วัวเข้าไปใกล้ราง วัวนึกแค้นจึงพูดขึ้นว่า "ดูเถิด ตัวมันเองก็ไม่กินหญ้า แล้วมันยังหวงห้ามไม่ให้ผู้ที่กินหญ้าเข้าไปกินด้วย"
 
        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  การเห็นแก่ได้ไม่รู้จักประโยชน์ที่จะมีแก่ตัวหรือไม่นั้น ย่อมเป็นการที่ผู้อื่นเขาติเตียน
 
 
นิทาน ที่ ๒๐ เรื่อง ไก่แจ้ กับ เหยี่ยว
 
        ไก่แจ้สองตัว  ต่างเถียงกันด้วยแดนหากิน ตัวหนึ่งต้องการจะหากินในลานบ้านแต่ลำพัง ไม่ให้มีใครเข้า
มาแย่ง อีกตัวหนึ่งไม่ยอม จึงเกิดตีกันขึ้นในมิช้ามินาน ตัวที่ไม่ยอมถูกคมเดือยเข้าที่หน้า เป็นแผลลึก จะขันสู้
อยู่ต่อไปอีกไม่ได้ ก็จะต้องวิ่งหนีไปซุกส้อนอยู่ที่มุมกำแพง ตัวที่ชนะ เมื่อเห็นดังนั้นก็มีใจกำเริบ บินขึ้นไปกระพือปีกโก่งคอขันเย้ยอยู่บนกำแพง ทันใดนั้นเหยี่ยวตัวหนึ่งกำลังหิว บินผ่านมาเห็นเข้าก็เฉี่ยวเอาไก่ตัวนั้นไปกิน
ไก่ตัวที่แพ้ เมื่อออกมาจากที่ส้อน ไม่แลเห็นตัวชนะก็เที่ยวคุ้ยเขี่ยหากินในลานบ้านแต่ลำพังได้ตามสบาย
 
        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  เมื่อทำการอะไรได้สมหมายแล้วอย่ากำเริบ ถ้ากำเริบนัก มักมีภัยมาถึงตัว           ในภายหลัง
 
 
นิทาน ที่ ๒๑ เรื่อง หมาจิ้งจอกหางด้วน
 
        หมาจิ้งจอกตัวหนึ่ง ไปเที่ยวลักไก่ชาวบ้านหางไปติดกับที่เขาวางไว้สำหรับดักหมาจิ้งจอก ก็ดิ้นรนจน
หางขาด ตัวรอดไปได้ขณะเมื่อเดิรกลับไปที่อยู่ หมาหวนระลึกถึงที่ตัวหางด้วน ก็นึกละอาย กลับเห็นว่าถ้าตาย
เสียเมื่อติดกับยังจะดีกว่าอยู่ แต่เมื่อจำจะต้องมีชีวิตอยู่ดังนี้ ก็จำจะต้องหาเพื่อนที่หางด้วนอย่างเดียวกันให้มาก ๆ ความอดสูนั้นจึงจะลดหย่อนลง คิดแล้วจึงเรียกบรรดาเพื่อนหมาจิ้งจอกมารวมกันอยู่ในที่แห่งหนึ่งแล้วประกาศว่า  "นี่แน่ะท่านทั้งหลายเรามีเรื่องสำคัญที่จะเล่าให้ท่านฟัง  หางนั้นเป็นของรุงรังน่าเกลียดน่าชังมาก ซ้ำจะใช้ประโยชน์อะไรก็ไม่ได้ เมื่อเราตรองเห็นดังนี้ จึงไปตัดเสีย ทำให้เดิรคล่องแคล่วประเปรียว แลดูรูปโฉมงดงามขึ้นอีกเป็นอันมาก เรามานึก ๆ ดูก็ประหลาดใจว่าหมาจิ้งจอกจำพวกเรามีมานานแล้ว เหตุไรจึงไม่มีใครนึกสะดุดใจ
ขึ้นบ้างว่าหางเป็นของรุงรังและน่าเกลียด  ที่เรามาคิดเห็นขึ้นได้ก่อน ถ้าพวกท่านทั้งหลายอยากจะได้ความศุข
อย่างเราบ้าง  ก็จงพากันไปตัดหางเสียให้หมดทุก ๆ ตัว"  พอหมาหางด้วนพูดขาดคำลง หมาจิ้งจอกตัวหนึ่งได้รู้เรื่องที่ หางหมาตัวนั้นไปติดกับจึงเล่าเรื่องที่จริงให้ฝูงหมาจิ้งจอกทราบทั่วกัน แล้วเลยเย้ยว่า  "หางของเจ้าเจ้าทำให้งอกออกมาเสียอย่างเดิมให้ได้ก่อนเถิด อย่ามาสอนให้เราไปตัดลุ่นตามอย่างเจ้าเลย"
 
        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  จะเอาความชั่วของตัวไปหลอกเพื่อนว่าเป็นความดีนั้น เขารู้ทันก็จะกลับขายหน้าเสียยิ่งกับบอกเขาเสียตามจริง
 
 
นิทาน ที่๒๒ เรื่อง ลูกแพะ กับ หมาป่า
 
        ลูกแพะตัวหนึ่งเดิรไปเที่ยวหากินแต่ลำพังไปพบหมาป่าเข้าที่กลางทาง  หมาป่าจึงออกไล่กวดจะจับกินเสีย  เมื่อลูกแพะเห็นจวนตัวจะวิ่งหนีไปไหนไม่พ้น และจะหาที่พึ่งที่ไหนก็ไม่ได้อีกแล้วจึงแกล้งทำเป็นใจดี แข็งใจ
ร้องไปแก่หมาป่าว่า  "นี่แน่ะท่าน ไหน ๆ ข้าพเจ้าก็จะหนีไม่พ้น จำจะต้องเป็นเหยื่อของท่านอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจะขอฟังเสียงปี่ให้เพราะจับใจสักหน่อยเถิด"  หมาป่าได้ฟังดังนั้นก็ตามใจ ฉวยปี่ได้แล้วลุกขึ้นนั่งยอง ๆ เป่าให้ฟังอยู่ที่ข้างก้อนหิน ส่วนลูกแพะก็ลุกขึ้นเต้นสองขาให้เข้ากับเสียงปี่ ทันใดนั้นหมาไล่เนื้อตัวหนึ่งอยู่ใกล้ ได้ยินเสียง
วิ่งมาดูพบหมาป่าเข้าก็ไล่กวดไป ขณะเมื่อหมาป่าจะวิ่งหนี หมาป่าร้องไปแก่ลูกแพะว่า "สมควรแล้วที่เราจะต้องวิ่งหนี เพราะเราก็เป็นแต่เพียงหมาป่าผู้มีหน้าที่ที่จะเห่าหอน และจับสัตว์กินเท่านั้นแล้วยังจะเผยอหน้ามาเป่าปี่
กับเขาด้วย"
 
        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  การหมกมุ่นเอาเป็นธุระในสิ่งซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของตนจะต้องกระทำย่อมเป็นเหตุให้เสียประโยชน์แก่ตนได้
 
 
นิทาน ที่ ๒๓ เรื่อง หมาจิ้งจอก กับ เม่น
 
        หมาจิ้งจอกตัวหนึ่งกำลังกระหายน้ำวิ่งหอบมาแต่ไกล มาเห็นลำธารขวางหน้าอยู่ ไม่ทันพิจารณาว่าน้ำกำลังไหลเชี่ยว ก็กระโจนลงไปจะกินน้ำ กระแสน้ำในลำธารนั้นจึงพัดเอาหมาจิ้งจอกลอยไปติดอยู่ในซอกหินแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นตลิ่งสูงชัน หมาจะปีนขึ้นไปไม่ได้ ก็เกาะก้อนหินนิ่งอยู่แต่พอไม่ให้จมน้ำตาย ฝ่ายตัวเหลือบฝูงหนึ่งได้กลิ่นหมาจิ้งจอกก็มาตอมกัดกินเลือดกลุ้มอยู่ ในขณะนั้นมีเม่นตัวหนึ่ง ลงมาจากป่าจะกินน้ำ พอแลเห็นหมาจิ้งจอกก็นึกสมเพชจึงร้องไปว่า "ตัวเหลือบตอมกัดท่านอยู่ออกเป็นกลุ่ม ทำไมจึงนิ่งทนอยู่ได้ เราจะลงไปช่วยปัดให้จะเอาหรือไม่"  หมาจิ้งจอกได้ฟังก็ตอบไปแก่เม่นว่า  "อย่าเลยท่านเอ๋ย เหลือบฝูงนี้มันกินเลือดเราอิ่มทุกตัวแล้ว ถึงมันจะตอมเราต่อไปมันก็เป็นแต่ตอมอยู่เปล่า ๆ จะกัดกินเลือกเราอีกมิได้ ถ้าท่านไล่เหลือบฝูงนี้ไปเสีย เหลือบฝูงอื่น ที่ยังหิว ก็จะพากันมากัดกินเลือดเรา แทนเหลือบฝูงนี้อีก"
 
        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ถึงเราได้รับความทุกข์อยู่บ้างเพียงใด การที่จะคิดหลีกเลี่ยงความทุกข์นั้น
ควรพิจารณาเสียก่อน บางทีหลีกความทุกข์น้อย จะถูกความทุกข์ใหญ่อย่าให้เป็นได้เช่นนั้น
 
 
นิทาน ที่ ๒๔ เรื่อง อึ่งอ่าง กับ วัว
 
        วัวตัวหนึ่งเที่ยวและเล็มหญ้ากินอยู่ตามชายทุ่งขณะเมื่อเดิรเลียบไปตามริมคู  พะเอินย่างเท้าไปเหยียบถูกอึ่งอ่างครอกหนึ่งตายเกือบหมด เหลืออยู่แต่ตัวเดียว ครั้นแม่อึ่งอ่างกลับมาจากหากิน ลูกอึ่งอ่างจึงเล่าเรื่อง
ให้แม่ฟังว่า  "แม่ แม่ เมื่อตะกี้มีสัตว์อะไรตัวหนึ่ง ใหญ่โตจริง ๆ มาเหยียบลูกของแม่ตายหมด รอดอยู่แต่ฉัน
ตัวเดียวเท่านั้น"  แม่ถามว่า "สัตว์อะไรจึงใหญ่นักหนา ใหญ่เท่านี้ได้ไหม" ว่าแล้วก็พองตัวขึ้น ลูกตอบว่า
"มันใหญ่กว่านั้นอีกแม่"  แม่อึ่งอ่างก็พองตัวขึ้นอีก ลูกตอบว่า "มันใหญ่กว่านั้นอีกแม่"  แม่อึ่งอ่างก็พองตัวขึ้นอีก แล้วถามลูกว่า    "เท่านี้ได้ไหม" ลูกตอบว่า "นั่นก็ยังโตไม่ได้ครึ่งตัวของมันเลยแม่"  แม่ได้ฟังดังนั้นมีความ
ขัดเคือง นึกอยู่แต่ในใจว่า ไฉนตนจะทำให้ตัวโตเท่าเทียมสัตว์ใหญ่นั้นไม่ได้ เมื่อคิดดังนั้นแล้ว ก็ค่อย ๆ เบ่ง
ให้ตัวพองขึ้นทีละน้อย ๆ จนเกินขนาด ท้องแตกตายอยู่กับที่
 
        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  การทนงตัวอยากจะเท่าเทียมผู้ที่สูงกว่าตัว ด้วยอุบายที่ผิดธรรมดา ย่อมเกิดความเสียหายแก่ตนเอง
 
 
นิทาน ที่ ๒๕ เรื่อง ลูกปู กับ แม่ปู
 
        วันหนึ่งเวลาน้ำลงงวด ปูสองตัวแม่ลูกพากันไต่ลงไปหากินตามชายเลน ขณะเมื่อไต่ไปนั้น ลูกเดิรหน้า แม่เดิรหลัง ตาแม่จับอยู่ที่ลูก พอไต่ไปได้สักหน่อย แม่ก็ร้องบอกไปแก่ลูกว่า "นั่นทำไมเจ้าจึงเดิรงุ่มง่ามซัดไปเซมาดังนั้น จะเดิรให้ตรง ๆ ทางไม่ได้หรือ จะได้ไปถึงที่หากินเสียเร็ว ๆ  มัวเดิรคดไป่คดมาเช่นนี้ น้ำก็จะขึ้นมาเสียก่อนเราไปถึงที่"  ลูกปูจึงย้อนถามมาว่า  "แม่จะให้เดิรให้ตรงทางนั้นเดิรอย่างไรฉันก็ยังไม่รู้  แม่ลองเดิรให้ฉันดูสักที"  แม่ปูก็เดิรตรงไม่ได้ ด้วยวิสัยปูย่อมเดิรคดไปคดมาเป็นธรรมดา  แต่หากแม่ปูไม่รู้สึกตัวเอง
 
        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  การที่จะสั่งสอนผู้อื่นให้ทำอย่างใดนั้น เราทำอย่างนั้นได้เองจึงควรสอนผู้อื่น
 
 
นิทาน ที่ ๒๖ เรื่อง พวกหนู ประชุมปฤกษากัน
 
        ยังมีหนูฝูงหนึ่ง  ถูกแมวรบกวนอยู่เสมอเป็นนิจ จะออกไปเที่ยวหากินในที่ใด ก็ให้ครั่นคร้ามแมวตัวนั้น
เป็นกำลัง  ถึงแก่พากันอดอาหารซุกซ่อนอยู่แต่ในรัง  หนูจึงนัดประชุมปฤกษากันถึงว่าจะทำอย่างไรดี ที่จะ
หลบหลีกให้พ้นแมวไปได้ หนูต่างตัวต่างก็คิดเห็นแปลก ๆ กัน  แต่ก็ไม่ตกลงกันได้เป็นเด็ดขาดว่าจะทำอย่างไรดี  ในที่สุดลูกหนูตัวหนึ่งออกความเห็นขึ้นว่า ควรจะเอาลูกพรวนไปผูกคอแมวไว้เสีย เมื่อแมวมาหนูจะได้ยินเสียงลูกพรวนแต่ไกล พอมีเวลาวิ่งหนีแมวทัน หนูทั้งหลายก็พากันเห็นดี ตกลงจะทำตามคำแนะนำของลูกหนู ทันใดนั้น หนูแก่ตัวที่นั่งฟังอยู่จึงกล่าวขึ้นว่า "ที่ว่าดังนั้น เราก็เห็นชอบด้วย แต่เราอยากจะขอถามสักคำว่า หนูตัวไหนจะเป็นผู้รับอาสาเอาลูกพรวนไปผูกคอแมว"
 
        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  การพูดพล่อย ๆ แต่ปาก ถึงแม้ว่าจะเป็นความเห็นดีวิเศษสักปานใด  แต่ถ้าทำไม่ได้จริง ๆ ดังพูดแล้ว ก็หาประโยชน์บมิได้
 
 
นิทาน ที่ ๒๗ เรื่อง นก อินทรีย์ กับ หมาจิ้งจอก
 
        นกอินทรีย์คู่หนึ่งทำรังอยู่บนต้นไม้ มีหมาจิ้งจอกตัวหนึ่งออกลูกอยู่ในโพรงโคนต้นไม้ต้นเดียวกันนั้น วันหนึ่งเวลาหมาจิ้งจอกไปเที่ยวหากินหนทางไกล ทิ้งลูกไว้ในโพรงไม้แต่ลำพัง นกอินทรีย์บินลงมาเฉี่ยวเอาลูกหมาจิ้งจอกขึ้นไปไว้บนรังตัวหนึ่ง หมายว่าจะเอาไปให้ลูกของตัวกิน หมาจิ้งจอกกลับมาเห็นลูกหายไป และได้ยินเสียงร้องอยู่บนยอดไม้ ก็รู้ว่านกอินทรีย์ลักเอาไป จึงออกมาตะเกียกตะกายโคนต้นไม้ร้องอ้อนวอนขอให้นกอินทรีย์
ส่งลูกกลับคืนมาให้แก่ตน ฝ่ายข้างนกอินทรีย์ถือว่าตัวอยู่บนยอดไม้สูง หมาจิ้งจอกจะทำอันตรายแก่ตนมิได้
ก็พูดจาโอหังก้าวร้าวไม่ยอมคืนลูกให้แก่หมาจิ้งจอก หมาจิ้งจอกมีความโกรธ คิดผูกพยาบาท จึงไปคาบเอาคบ
ที่ชาวบ้านเขาจุดทิ้งไว้ มารมใต้รังนกอินทรีย์ นกอินทรีย์ได้ไอไฟร้อน กลัวรังและลูกของตนจะเป็นอันตรายไหม้เกรียมไป ก็ต้องยอมรับผิดแก่หมาจิ้งจอก แล้วก็คืนลูกให้โดยดี
 
        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ถ้าตนเป็นผู้ใหญ่ก็อย่ารังแกผู้น้อย เพราะถ้าผู้น้อยมีความโกรธคิดผูกพยาบาท
ขึ้นมาบ้าง ก็อาจจะให้ร้ายแก่ตนได้
 
 
นิทาน ที่ ๒๘ เรื่อง ชาวสวน กับ ลูก
 
        ชาวสวนผู้หนึ่ง  เมื่อจวนจะตายอยากจะสอนลูกของตนให้รู้จักทำสวนจะได้ดำรงวงษ์ตระกูลของตนต่อไป  จึงเรียกลูกเข้ามานั่งพร้อมหน้ากัน แล้วสั่งว่า  "นี่แน่ะเจ้าทั้งหลาย พ่อก็จวนจะสิ้นลมหายใจอยู่แล้ว ทรัพย์สมบัติ
ที่พอจะให้เจ้านั้น อยู่ในสวนหลังบ้านเราทั้งสิ้น"  พอสั่งดังนั้นแล้ว ชาวสวนก็สิ้นใจ ครั้นปลงศพพ่อเสร็จลง พวกลูกจำคำที่พ่อสั่งได้ สำคัญว่าพ่อเอาทรัพย์ฝังไว้ในสวน จึงเอาจอบเสียมไปเที่ยวขุดพรวนดินค้นหาทรัพย์จนทั่ว 
ก็ไม่พบทรัพย์ ครั้นอยู่มา ต้นไม้ที่ในสวนนั้น ครั้นเมื่อดินซุยขึ้น และได้เลนซึ่งเขาโกยขึ้นมาจากท้องร่องเป็นปุ๋ย
อันดี   ก็แตกกิ่งก้านสาขางอกงามขึ้นโดยรวดเร็ว เมื่อถึงระดูก็มีลูกดก เหล่าลูกเจ้าของสวนก็ขายได้เงินทวีขึ้นกว่าปีก่อนๆ อีกหลายเท่า 
 
        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ถึงคนโง่ ถ้ามีความเพียรก็ย่อมได้รับผลอันดี
 
 
นิทาน ที่ ๒๙ เรื่อง ท้อง กับ ตัว
 
        ครั้งหนึ่งส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มีมือปากและฟันเป็นต้น เกิดถุ้งเถียงเกี่ยงงอนกันขึ้นกับท้อง ส่วนเหล่านั้นหาความว่าท้องไม่ได้ทำการงานอะไร นิ่งอยู่เฉย ๆ คอยแต่จะอิ่มเท่านั้น แต่ส่วนมือตีน ร้องทำการงานต่าง ๆ
เหน็จเหนื่อย แม้ปากก็ต้องเคี้ยวอาหารสำหรับแต่จะให้ท้องอิ่ม ส่วนเหล่านี้ เกิดอิจฉาท้องขึ้นมาจึงพากันนิ่ง
เฉยเสีย  มือก็ไม่หยิบของส่งเข้าปาก ปากก็ไม่อมอาหารไว้และฟ้นก็ไม่เคี้ยว ด้วยหวังจะแกล้งทรมานท้องให้
อดอยาก ในไม่ช้า ร่างกายของคนผู้นั้นก็ซูบผอมไป  ส่วนที่คบคิดกันแกล้งท้องก็พากันอ่อนเพลียกระวนกระวายไปตามกัน   จึงได้รู้สำนึกว่าตัวผิด เพราะส่วนในร่างกายทุก ๆ ส่วนต้องอาศรัยกัน จะแยกกันมิได้ ถ้าแยกกัน
เสียแล้ว ก็ต่างถึงความลำบากเสียหายไปด้วยกัน
 
        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  กิจธุระกันใดที่ต้องช่วยกันทำหลายคน ถ้าคนเหล่านั้นเกี่ยงแย่งไม่ปรองดอง
ช่วยเหลือกันและกัน ปล่อยให้เสียการ ก็เสียประโยชน์ของคนเหล่านั้นด้วยกันทุกคน
 
 
นิทาน ที่ ๓๐ เรื่อง เทพารักษ์ กับ คนตัดไม้
 
        ยังมีชาวป่าผู้หนึ่ง ขณะที่ตัดต้นไม้อยู่ริมลำธาร ทำขวานหลุดมือ พลัดตกจมหายลงไปในน้ำ ตัวเป็นคน
ว่ายน้ำไม่เป็น ครั้นจะลงไปงมก็กลัวจมน้ำตาย ไม่รู้ที่จะทำประการใดก็ลงนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ริมลำธารนั้น เทพารักษ์ที่เป็นผู้รักษาลำธารมีความสงสาร จึงมาปลอบโยนเอาใจให้หยุดร้องไห้ แล้วก็ลงไปงมเอาขวานทองขึ้นมาส่งให้เล่มหนึ่ง ชายผู้นั้นเห็นว่าไม่ใช่ขวานของตน ก็ไม่รับเอา จึงบอกไปแก่เทพารักษ์ว่า  "ขวานของข้าพเจ้าไม่ใช่เล่มนี้" เทพารักษ์ก็วางขวานนั้นเสีย ลงไปงมให้ใหม่ คราวนี้เทพารักษ์ถือขวานเงินขึ้นมาส่งให้
ชายผู้นั้นก็ไม่รับอีก ยืนยันว่าไม่ใช่ขวานของตนอยู่นั่นเอง ครั้งนี้เทพารักษ์งมเอาขวานเหล็กเล่มที่ตกน้ำนั้น
ขึ้นมาให้ ชายผู้นั้นก็ดีใจ ยกมือขึ้นไหว้แล้วรับเอา เทพารักษ์เห็นชายผู้นั้นเป็นคนซื่อสัตย์ จึงเลยยกขวานเงินและขวานทองทั้งสองเล่มนั้นให้ด้วย
 
        เมื่อชายผู้นันกลับบ้าน เพื่อนบ้านใกล้เคียงได้รู้เรื่องที่ได้ขวานเงินขวานทอง เพราะขวานตกน้ำ ก็พากัน    เล่าลือต่อ ๆ กันไป ยังมีชายอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นสหายของชายสัตย์ซื่อผู้นั้นเมื่อได้ทราบข่าวเล่าลือ นึกอยากจะใคร่ได้ขวานเงินขวานทองบ้าง จึงฉวยขวานของตนเข้าป่าไปที่ข้างลำธารนั้น ทำทีดังว่าตัดไม้ แล้วก็เหวี่ยงขวานลงไปในน้ำ แกล้งทำเป็นนั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่ข้างลำธาร ในมิช้ามินาน เทพารักษ์องค์นั้นก็มาปลอบโยนดังเช่นที่ทำกับขายผู้สัตย์ซื่อคนก่อน แล้วก็ลงไปดำเอาขวานทองขึ้นมายื่นให้ ถามว่า "นี่ขวานของเจ้าหรือมิใช่"  ชายผู้นั้นแลเห็นขวานทองก็ดีใจ รีบตะลีตะลาน รับว่าเป็นขวานเล่มที่ตนทำตกน้ำในทันที เทพารักษ์จึง่า  "เมื่อเจ้ารักจะประพฤติเป็นคนไม่ซื่อสัตย์สุจริตอยู่ดังนี้ ก็อย่าเอาขวานทองเล่มนี้เลย ถึงขวานเล่มที่ทำตกน้ำ ข้าก็จะไม่งมให้ ด้วยเหมือนกัน"  พอว่าดังนั้นแล้ว  เทพารักษ์ก็หายไปกับทั้งขวานทองเหลือแต่ชายผู้นั้นนั่งแลตลึงอยู่คนเดียว
 
        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  หาประโยชน์ด้วยความซื่อสัตย์แน่นอน ดีกว่าหาด้วยความเท็จ
 
 
 
 
 
 
Comments