๒.กระแสธรรม

กระแสธรรม
  
คำนำ
 
           ขอนไม้เล็ก ๆ ที่หล่นลงท่ามกลางธารน้ำอันเชี่ยวกรากย่อมถูกพัดไปอย่างไร้
จุดหมายสุดแต่กระแสน้ำนั้นจะมีกำลังพาไป   ชีวิตมนุษย์ที่เกิดมาด้วยอำนาจแห่ง
ความหลงก็ล้วนตกอยู่ในกระแสโลกอันจะต้องถูกพัดพาไป สุดแต่ใครสร้างกรรมใดไว้ หนทางหนึ่งหนทางเดียวเท่านั้นที่จะยกจิตของเราให้พ้นจากกระแสโลกเข้าสู่กระแสธรรม ก็คือ การปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อท่านได้อ่านและทำจิตพิจารณาตามธรรมคำสอนของ หลวงพ่อสนอง   กตปุญฺโญ ในหนังสือนี้จบลงทั้งหมดหรือแม้เพียงบางส่วนแล้ว กระแสความสงบเย็นจากธรรมคงซึมซาบเข้าสู่จิตใจของท่านเพื่อเป็นกำลังต้านทานกระแสโลกอันสับสนวุ่นวายบ้างไม่มากก็น้อย   คุณความดีใดๆ
ที่ท่านได้จากหนังสือเล่มนี้ขออุทิศถวายเป็นเครื่องสักการบูชาแด่พระพุทธองค์ผู้ทรงนำกระแสธรรมให้เกิดขึ้นในโลก
 
 

                                          คณะศิษย์

     กุมภาพันธ์  ๒๕๓๙
 
 

 กระแสธรรม (หน้าที่ ๕)

           การฟังธรรมให้เกิดความเข้าใจคือการพิจารณาไปตามกระแสธรรม   
กระแสธรรมอยู่ที่ไหน?     กระแสธรรมก็อยู่ที่ใจของเรา  ใจเรานั่นแหละเป็นผู้มี
กระแสธรรม
          ความร้อนใจก็เพราะขาดกระแสความเย็น  ความเย็นเป็นธรรมะคือดับร้อนใจ 
ความไม่สงบใจ  เป็นกระแสของความปรุงแต่งเรื่องราวเก่า ๆ ที่ไม่สบายใจ  เราก็เอา
กลับมาคิดใหม่  ก็กลายเป็นเรื่องสับสน  เป็นเรื่องไม่สงบสุข  เราต้องมีกระแสธรรม
ความเข้าใจในธรรม  รู้จักห้ามใจ
          คนเราที่ว่ามีกิเลสน่ะ  ที่จริงไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่โตอะไรมาก  แต่ถ้าสะสมไว้
ก็เป็นเรื่องทุกข์มากเท่านั้นเอง  กิเลส  นั้นแปลว่า  เครื่องเศร้าหมอง  ทำให้เศร้าหมองใจ เช่น เราให้ทานไม่เป็น เรามีความยึดว่าสมบัติของเรา  แก้วแหวน  บ้านเรือน  ทรัพย์สมบัติ  แม้แต่ร่างกายเราก็ยึดว่าเป็นของเรา  เมื่อเราเสียสละไม่ได้ก็ถูกกิเลสครอบงำ  เกิดความเสียดายถ้าทุกสิ่งทุกอย่างเสียไป
          คนเราเมื่อเกิดความเสียดายแล้ว  เมื่ออะไรไม่สมหวังก็จะเกิดความคับแค้นใจ 
เกิดความต่อต้าน  เกิดความกังวล  เกิดความโกรธ  ความเกลียด  ความชังขึ้นมา  เพราะเราไม่พอใจสิ่งที่เราเสียไป
            ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจึงสอนให้เรารู้จักคำว่า  เสียสละ ละวาง แต่ที่เราจะเสียสละละวางทำใจให้สบายได้เราต้องมีสมาธิ   สมาธิ  คือ  ความตั้งใจมั่น  เช่น  เราหัดภาวนาหายใจเข้า  พุท  หายใจออก โธ  ไม่ไปยึดอารมณ์ภายนอกก็เรียกว่า  
ลมละวาง   ลมไม่โกรธไม่ชัง   ไม่หวงไม่หึง   ไม่เสียดายอะไร  ใครจะดีจะชั่ว
เรื่องของเขา  มันรู้ว่าดีชั่วที่ตัวเรา  ทุกข์สุขที่ตัวเรา.

 

อย่าเกลียดกันเลย (หน้าที่ ๗)

            ความโกรธ  ความเกลียด  ความชัง  ความอิจฉาปองร้าย  คิดถึงคนอื่นในแง่ไม่ดีนั่นไม่ใช่เป็นความสุขของเรา  เรารู้ว่าการคิดไม่ดีเป็นความทุกข์ของเราอย่างมาก ความทุกข์ไม่ใช่คนอื่นเบียดเบียนเรา  ความทุกข์จริง ๆ แล้วคือตัวเราเบียดเบียนตัวเราต่างหาก เช่น  เราโกรธเขาทั้ง ๆ ที่เขาก็ยิ้มกับเรา  เราเกลียด เราอิจฉาริษยาเขาทั้ง ๆ ที่บางทีเขาเป็นคนดีเหนือเรา  เป็นคนมีใจสูงกว่าเรา  หรือบางคนใจต่ำกว่าเรา  แต่เราก็กลับไปโกรธ 
ไปเกลียดเขา
          สภาพอย่างนั้นเหมือนคนเกลียดตัวหนอน  แมงป่อง  แมลงสาบ  กิ้งกือ  คางคก  เกลียดสัตว์เลื้อยคลาน  ตัวสัตว์พวกนั้น  มันไม่ได้ทุกข์ใจอะไรเลยที่เราไปเกลียดมัน 
คนที่เกลียดนั่นแหละกลับทุกข์มาก  ตกใจหวั่นไหว  ถึงกับนั่งไม่ติดนอนไม่ติด  เพราะเกิดความเกลียด  แล้วก็เกิดความกลัวขนลุกขนชัน     นี่แหละทุกข์ไม่ได้มีใครทำให้เรา   ไม่ใช่สัตว์พวกนั้นทำให้เรา  แต่เรานั่นแหละทำเอง  สัตว์พวกนั้นมันไม่ได้เกลียดเราเลย  แต่ใจเราต่างหากที่ไปเกลียดกลัวมัน
          กิเลสนั่นต่างหากที่ทำลายจิตใจเรา  ไม่ใช่คนอื่นทำลายเรา  แต่คนไปเข้าใจว่าสังคมทุกวันนี้ไม่ดีเลย  มีแต่คนไม่ดีมีแต่คนกะล่อน  มีแต่คนกินเหล้าเมายา  มีแต่คน
ไม่เรียบร้อย  มีแต่ผู้ชายผู้หญิงไม่ดี  ผู้ชายก็คบไม่ได้  ผู้หญิงก็คบไม่ได้  สังคมสมัยนี้
ไม่ดีเลย  เราไปมองสังคมไม่ดี  ความเป็นจริงนั่นไอ้ตัวที่เราคิดนั่นมันไม่ดีต่างหาก 
ความเกลียด ความโกรธ ความไม่พอใจ ในตัวเรานั่นแหละคือตัวสังคมที่ไม่ดีในใจเรา 
เราไม่สามารถทำใจเราให้มีเมตตาต่อคนที่เขาไม่ดี  เราอภัยให้เขาไม่ได้
          เหมือนเราเห็นไอ้กือไอ้คก คลานมา  เราก็โกรธเกลียดมัน  บางคนถึงกับทุบตีมัน  เห็นแล้วเกิดความไม่สุขใจ  แต่แท้ที่จริงแล้วมันมีของมันอยู่ก่อนเรา  มันเกิดก่อนเราอีกสัตว์พวกนี้  น่าเกลียดมาก่อนเรา  น่ารักมาก่อนเรา  แต่เรามาสมมุติมาเกลียดโกรธมัน
ฉะนั้นจึงว่าทุกข์ไม่มีใครทำให้เรา  คนที่เกิดมาในโลกนี้ไม่ใช่ใครทำให้เราเลย  ตัวเราทำ
ตัวเราเอง  อย่าไปโทษว่าคนโน้นไม่ดี  คนนี้ไม่ดี 
            แต่ถ้าทำใจมีธรรมะล่ะ?  เราใจเย็น เราไม่โกรธ  ใครแหย่ก็ไม่โกรธ เราเป็นภรรยา
ที่สามีแหย่ไม่โกรธ   เราเป็นสามีที่ภรรยาแหย่ไม่โกรธ   เราเป็นผู้ที่เพื่อนแหย่ไม่โกรธ  ใครกระทบก็ไม่หวั่นไหว    ใครล่ะเป็นคนที่น่าเกลียด?  ใครล่ะเป็นคนที่น่ารัก?  ใครล่ะเป็นคนที่สร้างทุกข์ให้กับตัวเอง?       ถ้าเรายอมรับความจริงแล้ว  ทุกข์จะไม่เกิด
กับเราเลยเหมือนใบบัวขังน้ำแต่ใบบัวไม่เคยเปียกน้ำเลย  ฉันใดก็ฉันนั้น  บุคคลที่มีธรรมะ
ย่อมไม่โกรธไม่รำคาญ และไม่เกลียดไม่ชังตอบ  ใจบุคคลนั้นย่อมไม่ขุ่นมัวเลย.
 
 

ยาก ง่าย (หน้าที่ ๑๐)

            คนที่ว่าหมดบุญวาสนา  หมดบารมี  ที่อยากฆ่าตัวตาย  อยากทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องของใจที่ทำใจให้สงบไม่ได้  คลี่คลายปัญหาของตัวเองไม่ได้  คิดว่าคนอื่น
ไม่ดีกับเรา  แต่แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่หรอกมันอยู่ที่ใจของเรา  เหมือนกับเราไปมอง
ข้อสอบน่ะ  ข้อสอบมันยากจริง ๆ  ที่จริงข้อสอบมันไม่ยากหรอก  แต่เราทำไม่ได้เอง
          ถ้าข้อสอบยากทุกคนก็คงสอบไม่ผ่านแท้ที่จริงข้อสอบไม่ยากเลยข้อสอบเป็นกลาง  เพราะเราไม่ขยันเรียน เราไม่มีสมาธิอ่านหนังสือเอง เราไม่มีสติปัญญาที่จะจดจำสนใจเอง  พอไปตอบแล้วข้อสอบก็ยาก  ยากสำหรับคนที่ไม่ตั้งใจ     แต่สำหรับคนที่มีสมาธิตั้งใจ
จดจำศึกษาเล่าเรียนง่ายนิดเดียว  ทั้ง ๆ ที่ข้อสอบอันเดียวกัน  มันยากมันง่ายต่างกัน
ที่ใจเราเท่านั้นเอง
          เราก็มาเปรียบเทียบกับคนเรา   ทุกข์ไม่ใช่ใครทำให้  มันเป็นเรื่องของใจเราเอง 
อย่าไปโทษคนอื่น  อย่าไปโทษคนโน้นคนนี้ว่าไม่ดี   ที่โกรธที่เกลียดนั้นใจเราไม่ดี  ที่ไปรักไปหลงนั้นเพราะใจเราก็ไม่ดี    โทษทุกข์มันตามมาเพราะเราไม่ได้ใช้ปัญญาในการฝึกจิตตัวเองนั่นเอง.
 
 

เราทำเราเอง (หน้าที่ ๑๒)

            คนที่เที่ยวด่าเขา   นินทาเขา   เกลียดคนโน้นชังคนนี้   หาเรื่องใส่คนโน้น  หาเรื่องใส่คนนี้  เขาเรียกว่าคนไม่มีกุศล  ไม่มีการรู้ทันใจตัวเอง  แม้แต่ความคิดตัวเองก็ไม่รู้ทัน  มันหลอกเราให้ไปด่า  มันหลอกเราให้ไปว่า  มันหลอกเราให้ไปทำอะไรต่ออะไรผิด ๆ อยู่เรื่อย  แล้วก็มาไม่สงบ  ก็กลับมาทุกข์คนเดียว  กินไม่ได้  นอนไม่หลับ  เจ็บใจ
อยู่คนเดียว  อันนี้เรียกว่าเราไม่ฉลาด
          แต่ถ้ามีปัญญาล่ะ?   ฉลาดซิ!   จะไปคิดว่าใคร   ด่าใครจะไปอิจฉาริษยาใคร  จะไปมองใครในแง่ร้าย     ใจเรามันไม่ดี  มันไม่ดีที่ใจเรานี่เอง  มันไปมองคนอื่นไม่ดี... 
ไม่เอา!  นึกว่าคนอื่นไม่ดี... ไม่เอา!  ต้องมองคนในแง่ดี  แค่นี้ใจเราก็เป็นทุกข์แล้ว เราคิดด่าคิดว่า คิดแช่งคนอื่น  ใจเราก็ร้อนแล้ว  ใจอย่างนี้ไม่ดี  ไม่เอา! ”
          เราก็พยายามไม่เชื่อใจตัวเอง  ทำยังไงนะใจพวกนี้จึงจะหายไปได้  ใจที่ไม่ดี
มันคอยเกิดอยู่เรื่อย  เดี๋ยวด่าคนโน้นเดี๋ยวว่าคนนี้ เดี๋ยวคิดโน่นคิดนี่  มันไม่หยุดคิดซะที  คิดแต่แง่ไม่ดี  ต้องเข้าหาธรรมะ  ต้องฝึกสมาธิ  ต้องหัด พุทโธ  ย้ำใจตัวเองไว้บ่อย ๆ ต้องย้ำใจตัวเองไว้บ่อย ๆ เหมือนตอกตะปูให้ติดแน่นฝังลึกเข้าไปในเนื้อไม้ให้ถอนไม่ออก  เราก็ต้องมีสติย้ำไว้ในใจเราว่า  โกรธไม่ดี  โลภไม่ดี  หลงไม่ดี  เกลียดชังอิจฉาริษยาคนอื่นไม่ดี ไม่ดีนี่เราต้องพยายามนึกว่าไม่ดีอยู่ที่ใจ...  เราไม่เอา ไม่ดีเราไม่เอา  เราจะเอาดี
          เราจะเอาดีก็ต้องรู้ใจเรา  ใจที่ไปคิดว่าคนโน้นคนนี้ไม่ดีเราก็ต้องพยายามทำจนหมดคำด่าว่า  จนกลายเป็นชม  เป็นการติไม่ดีที่ตนเองแล้วก็ชมคนอื่นดี โอ้... คนโน้นเขาก็ดี  คนนี้เขาก็ดี พอเรามองคนอื่นดี ๆ ใจเราก็ดี  ดีตลอดวัน สุขตลอดวัน 
สงบตลอดวัน  เย็นตลอดวัน  สบายตลอดวันไม่มีทุกข์ใจ   ไม่มีทุกข์ใจเพราะอะไร?  เพราะคิดแต่ดีๆ  มองแต่ดีใจก็เย็นลง  ใครเป็นคนทำให้เรา?    เราทำเราเอง  ทุกข์ก็สร้างขึ้นมาเอง  สุขก็สร้างขึ้นมาเอง
            เมื่อเรามองคนอื่นในแง่ดี ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดีจนหมด ดีแล้วเป็นยังไง?  ดีก็เอาไปใช้ได้  ดีไปถึงสวรรค์ถึงนิพพาน  ทำใจให้ดีอย่างเดียว  ทุกสิ่งทุกอย่างสิ่งแวดล้อมก็ดีหมด
เหมือนเรามานั่งที่วัดสังฆทานวันนี้     ถ้าใจไม่ดีเป็นไง?  นั่งไม่สบายเลย  เอ้า?  เป็นไง 
ไม่สบาย?  ก็ใจมันไม่ดี!  แค่ใจไม่ดีถึงแม้สถานที่มันดีเราก็ไม่สบาย  สถานที่มันเย็นสบายแต่ใจเรามันไม่ดี  มันก็ไม่สบาย   มันหงุดหงิดอึดอัดขัดเคือง  มันไม่สบายใจ   แต่ถ้าใจของเราดีว่าไง?  โอ้... สถานที่มันก็เย็นสบายทุกสิ่งทุกอย่างมันก็สงบ   สิ่งแวดล้อมมันก็ดีหมด  ตัวเราก็ดีทุกคนก็ดีหมด  มองอะไรดูดี  มันสบายใจไปหมดเลย.
 
 

ฝึกใจให้ฉลาด (หน้าที่ ๑๕)

            เรามาปฏิบัติธรรมนี่เพื่อจะฝึกใจเราให้เกิดกุศโลบายคือฝึกฝนให้ฉลาด  ให้ฉลาด
ในการหยุดคิด   เพื่อไม่ให้วุ่นวายเมื่อเราภาวนาหนักเข้าๆ มันก็หยุดคิดได้   ฉลาดขึ้นมาได้ตัดกรรม คือ  ความทุกข์ใจได้  ธรรมะก็มีเท่านี้เองที่จะทำใจเราให้เป็นกลาง 
ทำใจของเราให้เยือกเย็น  ทำใจของเราให้เป็นกลางก็คือ  ทำใจให้ว่าง  ทำใจให้สว่าง  ทำใจให้เฉย  ให้สงบ
          ชีวิตคนเราเมื่อเข้าถึงพุทธศาสนาแล้ว   เราก็มีที่พึ่งทางใจอย่างนี้   สิ่งอื่นก็เป็นผลพลอยได้  คนเราพอมีสติปัญญา   มีบุญกุศลขึ้นมาจะทำมาหากินก็เจริญวันเจริญคืน 
อยู่กับครอบครัวก็อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข  ไม่มีปัญหาในครอบครัว  พอแก้ปัญหา
หัวใจตัวเองตก   ทุกสิ่งทุกอย่างที่มาก็ดีหมด.
 
 
ได้เดี๋ยวนี้! (หน้าที่ ๑๖)
            ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นคำสอนที่อัศจรรย์ซึ่งผู้ได้ปฏิบัติแล้ว
ย่อมนำความพ้นทุกข์และดับทุกข์ได้เห็นในปัจจุบันชาตินี้  ไม่ต้องไปรอผลตอบแทน
ในชาติหน้า  ทำเมื่อใดก็ได้รับผลเมื่อนั้น  ทำใจดีเดี๋ยวนี้ก็ได้รับผลตอบแทนดีเดี๋ยวนี้ 
ได้กำลังใจเดี๋ยวนี้  อิ่มใจเดี๋ยวนี้  สงบใจเดี๋ยวนี้  เย็นใจเดี๋ยวนี้ทุกข์ต่าง ๆ ก็จะดับเดี๋ยวนี้เลย
          แต่เราจะต้องเข้ามาฝึกมาปฏิบัติธรรม  เช่น   การทำสมาธินี่เราจะต้องทำอยู่เสมอ 
ได้บ้างเสียบ้าง   แล้วมันจะเป็นผลดีตามมาเอง  มีแต่จะเจริญ  มีแต่จะงอกงาม  มีแต่จะ
ค้ำจุนจิตใจเราให้สูงส่งไปทุกวัน ฉะนั้นทำความดีต้องไม่ท้อถอยใครไม่ทำเราก็ทำของเรา.
 
 

จับอารมณ์ (หน้าที่ ๑๙)

             หลักการปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมของอริยสาวกแม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า   
ก็ปฏิบัติอยู่ในหลักของมหาสติปัฏฐาน ๔  คนธรรมดาฟังธรรมะแล้วรู้สึกว่าหนัก  
แต่ที่จริงนั้นไม่หนัก  เพราะเราจะต้องใช้สติปัญญาของเราพิจารณาตาม  จึงจะรู้หลัก
และจะเข้าใจความลึกซึ้งละเอียดอ่อนในธรรมะได้ดี  ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะมองเห็นว่าธรรมะนี่ไกลตัวเรา  ยากสำหรับที่พวกเราจะไปคิดไปนึก
            ความเป็นจริงธรรมะนี่คือจิตของเรา  คือกายของเรา  มันเป็นเรื่องของกายใจเรา
ทั้งหมด  แต่ว่าจิตของเรานั้นมีโมหะครอบงำอยู่มาก เพราะนิวรณ์นั้นมาฉาบทา  เช่น  ความหดหู่  ท้อถอย  ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ความปวดเมื่อย  หรือความง่วงเหงาหาวนอน  หรือไม่ให้เกิดปัญญา  ส่วนมากผู้ปฏิบัติก็มาติดตรงนิวรณ์ธรรม ๕ อย่างนี้
          ที่พระพุทธเจ้าทรงไปแสดงอภิธรรม ๗ คัมภีร์ให้แก่พุทธมารดาและเทวดาฟังนั้นน่ะ
ทำไมจึงไม่แสดงให้มนุษย์ฟัง  เพราะเป็นเรื่องจิต  เจตสิก  รูป  นิพพาน   เรื่องอารมณ์
ทั้งนั้นเลย  คำว่า อารมณ์   นี่นะ  เราๆ ทุกคนที่จริงก็รู้ว่าอารมณ์     แต่เราไม่รู้ว่าเราจะจับอารมณ์ของเรานี้ได้อย่างไร  อารมณ์คนเรานี่มีทั้งสุขทั้งทุกข์  ทั้งดีใจเสียใจ  อารมณ์ดีอารมณ์ร้าย  การที่จับอารมณ์ของเราไม่ได้  เราจึงไม่สามารถหยุดใจได้  ก็กลายเป็นคน
มีอารมณ์มาก  เป็นคนฟุ้งซ่านมาก  เป็นคนคิดมาก  อันนี้เรียกว่าเราไม่รู้เท่าทันอารมณ์
            เรื่องนี้เป็นของละเอียด  เป็นนามธรรม  ต้องใช้สติสัมปชัญญะพิจารณาอารมณ์
จนเกิดความรู้เห็นอารมณ์นั้น ๆ  เช่น เราเกิดความโกรธเราก็จะรู้ว่าความโกรธมาจากไหน  อ๋อ! ได้ยินเสียงที่เขาพูดว่า "เราไม่ดี"  ก็เกิดอารมณ์   พอเสียงกระทบหูปุ๊บ  เราเกิดความ
ไม่พอใจ  เอ้า!  เสียงนั้นไปส่งเสียงปรุงแต่งอยู่ที่จิตของเรา รับผัสสะเกิดเวทนา  เกิดตัณหา
เกิดอุปาทานยึดมั่นถือมั่นว่าเขาพูดว่าเราไม่ดี  เราจะเกิดความไม่พอใจกลายเป็นโทสะร้ายขึ้นมา   มันละเอียดจนเรามองไม่เห็น
            ธรรมะที่เราจะเรียนรู้นี้จะต้องเรียนกันแบบใช้ปัญญาอันละเอียดอ่อน   เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นเป็นธรรมะสำหรับคนที่มีปัญญาฟังแล้วจะรู้ลึกซึ้งเข้าใจได้   เพราะเป็นเรื่องนามธรรม    มองด้วยตาเนื้อไม่เห็น     จับไม่ได้     พิสูจน์ไม่ได้ด้วยวัตถุเคมีหรือด้วยวิทยาศาสตร์ใด ๆ  แต่พิสูจน์ได้ด้วยการประพฤติปฏิบัติด้วยการมีศีล 
มีสมาธิ  มีปัญญา หรือมีสติปัฏฐาน ๔ เข้าไปพิจารณาไตร่ตรองอารมณ์นั้นๆ  ที่เข้าไปกระทบสัมผัสแก่อายตนะของเรา  แล้วเรารู้ทันทีว่า อ้อ... ของอันนี้มีจริง.
 
 

ตัวตัณหา (หน้าที่ ๒๒)

             คนหลงนี่ก็ไม่จำเป็นว่าคนชั้นไหน  คนชั้นไหนก็หลงได้  เหมือนดังสมัยก่อน  พระราชาองค์หนึ่งประกาศว่า  ให้จับตัวตัณหาออกมาที  พระราชาองค์นี้เป็นคนมีตัณหามาก  เห็นลูกเมียใครสวย ๆ รักหมด  ก็บอกให้จับตัวตัณหาออกมาที  ถ้าจับได้จะให้รางวัลอย่างงามเลย  พระราชาองค์นี้อยากจะรู้จักตัวตัณหาทั้ง ๆ ที่ตัวเองเป็นคนมีตัณหาแต่จับตัวตัณหาไม่ได้
            ทุกคนก็ไปควานหาตัวตัณหามากมาย  เพื่อหวังจะได้ไปรับรางวัลจากพระเจ้า
แผ่นดิน  แต่ไม่มีใครจับได้เลย  คนทั้งเมืองจับตัณหาไม่ได้  แต่พระราชธิดาจับได้  เพราะมาคิดว่า  จับตัณหามันไม่ยากหรอกนะ  คนเรามันหลงอยู่แล้วใคร ๆ ก็หลง

            พระราชธิดาจึงไปทูลพระราชา  กระหม่อมจับตัวตัณหาได้แล้ว

            เออ! เจ้าจับเอาไว้ที่ไหน? 

        คืนนี้เที่ยงคืนให้เสด็จพ่อมาคนเดียว  กระหม่อมฉันจับตัวตัณหามาไว้ที่ห้อง

            พระราชธิดานี่ก็พูดเป็นคำแบบธรรมะนะโยม  คิดเป็นธรรมะนะ  อย่าคิดเป็นเรื่องในทางอื่น  เพราะว่าคำว่าตัณหานี่ ไม่ใช่ว่าคนธรรมดาจะไม่หลง  ไม่ใช่ว่าชนชั้นไหนจะไม่มีตัณหา  คนยิ่งมีความสุขมีความสะดวกสบายมากเท่าไหร่ยิ่งมีตัณหามาก   ทีนี้เสร็จแล้วพระราชธิดาก็ประพรมน้ำหอมอย่างดี  แล้วก็นอนเปิดไฟสลัว ๆ  พระราชาเปิดประตูก็คลำเข้ามา  เพราะมันไม่ค่อยเห็นนี่เข้ามาคลำ   อุ๊ย! นี่มันผู้หญิงนี่  พอคลำถูกเนื้อ
ถูกตัว  โอ้.. นี่ผู้หญิงนี่  ไม่นุ่งผ้า  เปลื้องหมดทั้งตัว  สาวรุ่นด้วย       
พอรู้อย่างนั้นก็ลืมตัวเลย  พ่อก็ลืมตัวไม่ได้คิดว่าเป็นลูกสาวของตนเอง  เพราะพลางไฟ
ไว้อย่างดี  พ่อก็เกิดตัณหาหน้ามืดขึ้นทันที ะทำมิดีมิร้ายกับลูกสาว    ทีแรกนางก็ไม่แสดงตัว  รอจนพระราชาเกิดตัณหาเต็มที่ก่อน  จึงบอก    เสด็จพ่อ นี่ลูกนะ  กระหม่อมฉันจับตัวตัณหาได้แล้ว  นี่ไงตัวตัณหา!     
เออลูก!  พ่อตาสว่างแล้ว  พ่อเข้าใจแล้ว  ตัวตัณหาอันนี้เอง  ตัณหาคือตัวหน้ามืดนี่เอง  ลูกสาวตัวเองก็ไม่รู้จักว่าลูกสาวตัวเอง
            นี่คือตัวตัณหา  ไม่ใช่ว่าตัณหานี่จะอยู่กับคนชั้นไหน  วรรณะไหน  ขึ้นอยู่กับยามที่เราเผลอตัว  ที่เราได้เราก็อยากได้อีก ไม่รู้จักอิ่มนั่นแหละคือตัวตัณหา.
 
 
 ใจติดเบรค (หน้าที่ ๒๕)
          สมาธิทำให้คนฉลาด  ทำให้คนรู้จักใจตัวเอง  สมาธินี่เป็นการทำเบรค  คนเราโดยมากใจไม่มีเบรค  เพราะไม่มีสมาธิ  ไม่มีสติ  ไม่มีการควบคุมใจของตนเอง ก็กลายเป็นคนใจไม่ดี  คอยมีเรื่องอยู่ทุกวัน  เพราะขาดสติทุกวัน  แต่ถ้าเราทำใจดี ๆ แล้ว  ก็ไม่มีเรื่องอะไรกับใคร  มีแต่เรื่องดีให้เขาทั้งวัน  พูดเมื่อไหร่ก็สบายใจเมื่อนั้น  นั่นแหละเพราะใจดี
        ฉะนั้นทำ จดี ดีกว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างก็ตามมาดีพูดให้คนดีใจ  อย่าพูดให้คนเสียใจ  อย่าพูดให้คนทะเลาะกัน พูดให้คนเขาดีกัน  ถ้าพูดไม่ดีก็หยุดพูด   ทำใจให้มันดีก่อน
เดี๋ยวมันก็ออกมาดีเอง  ปัญหาก็แก้กันตรงใจอย่างเดียว.
 
       

เกาถูกที่คัน (หน้าที่ ๒๖)

            ใจคนเรานี่ห้ามคิดยาก  ห้ามไม่ได้แน่...  ความคิดยิ่งมีมากก็คิดมาก  การงานมาก
ก็คิดมาก  ปัญหามาก  มีรักมากก็คิดมาก  ทุกข์มากห่วงมากกังวลมาก  จะทำอย่างไร
มีมากยิ่งเป็นทุกข์ใหญ่
            คนเรานึกว่ามีมากมันจะดี  รักมาก ๆ นึกว่าจะสบาย  รักมาก ๆ  กลับหวงมาก
ห่วงมาก    เอ...เมื่อก่อนนึกว่ารักน้อย ๆ ไม่ดีอยากจะรักมาก ๆ อยู่ใกล้กันคงจะรักกันมาก คงจะสุขไปแต่งไปขอมาอยู่ด้วยกัน      อ้โฮ!... รักมากคราวนี้โกรธมากเลย ระวังมาก
หวงมาก เป็นทุกข์เป็นกังวลมาก  เหมือนลูกเราเรารักมาก  ก็ทุกข์ห่วงมาก  แต่ถ้าลูกคนอื่น  เราไม่รักไม่ห่วงเลย...  จะเจ็บจะไข้จะตายเราไม่เคยทุกข์เลยเพราะไม่ใช่ลูกของเรา 
ไม่ใช่สามีเรา  ไม่ใช่ภรรยาเรา  เราก็ไม่ห่วง  แต่เราจะทุกข์เฉพาะคนที่เรารักมาก ๆ
            มันได้มามาก กลับเป็นทุกข์ใช่ไหม ?  ถ้าคนเราไม่รู้จัก  มีมากกลับเป็นทุกข์  ฉะนั้นถ้าเรามีศีลมีธรรมมากๆ  มันก็ไปสกัดกั้นความทุกข์ใจความหลงอันนั้นออกไป  ก็กลายเป็นความสุขสงบขึ้นมาแทน  ก็แก้ปัญหาหัวใจได้     เราเข้ามาวัดนี้ก็แก้ปัญหาตรงจุด 
เราเรียกว่า เกาถูกที่คัน  เกาตรงหัวใจ  ทุกข์ตรงหัวใจก็แก้ตรงหัวใจ.
 
 
ตามไปดู (หน้าที่ ๒๘)
            ตามไปดูเถอะ  ดูความคิดนึกนั่นแหละ!  ไอ้จิตที่เขาเรียกว่าบุญว่าบาป  ที่ว่าวิญญาณ  ที่ว่า นรก สวรรค์ นิพพาน นั่นแหละจิต   ถ้าเราไม่รู้คิดแล้วก็ไม่เห็นอะไรเลย  ถ้าเรานั่ง
ไม่รู้จิตคิดจะให้มันสงบอย่างเดียว  เราจะไม่รู้อะไรเลย
          บางคนเข้าใจผิดว่า  เอ... มีแต่ความคิดนึก  ไม่ได้อะไรเลย  นั่ง ๆ ไปก็มีแต่ความคิดนึก  ไม่เห็นได้อะไร  ไม่เห็น  เห็นอะไร”    แต่หารู้ไม่ว่านั่นแหละตัวพยาน     ที่เรารู้เรื่องความคิดนึกนั่นแหละเอาจิตไปจดจ่อให้เห็นอยู่ตลอดเวลา  เห็นว่าคิดไปไหน  คิดถึงใคร  คิดอะไรๆ  ให้ตามติดเหมือนกับตำรวจตามผู้ร้าย  เห็นตัวแล้วไม่ยอมทิ้งก็จับผู้ร้ายได้ 
จิตของเราก็เช่นกัน  เราก็ตามดูความคิดของเรา  คิดอะไรก็ตามดูไปเถอะให้มันจบสิ้น
ให้ได้  ถ้าไม่ตามดูเราจะไม่รู้เรื่อง บุญบาป  เรื่องนรก สวรรค์ นิพพาน ที่จิตได้
          บางคนไม่รู้เลยเลิกเลย  พอนั่งคิดโน่นคิดนี่  เลิกดีกว่านอนดีกว่าเมื่อยแล้ว 
ไม่เอา...  กลัวจิตตัวเองคิดไม่หยุด  แต่หารู้ไม่ว่านั่นแหละธรรมะเกิดแล้ว   การที่ตามดูจิตตัวเองได้  จะใช้ได้แล้ว  แต่ว่าคนเราไปกลัวความคิดตัวเองเลยเลิก  นึกว่าไม่สงบ   นึกว่านั่งแล้วไม่ได้อะไร  นั่นแหละได้แล้ว  ถ้าคนไหนรู้ใจตัวเองนั่นแหละใช้ได้ให้ตามดูใจตัวเองคิดนึกไปเรื่อยไปเลยทั้งวันทั้งคืน  จะเว้นก็เวลาหลับ  ตื่นขึ้นมาก็ตามดูจิต  ภาวนาเรื่อย ๆ  ตามดูหนักเข้า ๆ เราก็จะรู้ทันทีเลย  คล้ายว่าตามจิตจน จนน่ะ  พอจิตมันจนท่าแล้ว
มันจะหยุด  จะทำให้เรารู้เรื่องต่าง ๆ ภายในจิตหมด   ฉะนั้นการดูจิตนี้คือถูกต้อง  ไม่ต้องไปสงสัย.
 
 

ลมเบา ๆ (หน้าที่ ๓๐)

            ลองสังเกตสิ!  เวลานั่งลมหายใจเราเบา ๆ  เข้าเบา ๆ  ออกเบา ๆ  เราจะรู้เลยว่าจิต
ของเรานี่สบาย  มีความสุขกว่าที่คิดที่หายใจหยาบ ๆ  ที่หายใจแรง ๆ  ถอนหายใจเฮือก ๆ จิตไม่เป็นสุขเลย  เพราะมันคิดหยาบ ๆ
          แต่พอเรานั่งภาวนาแล้วจิตเราละเอียด  ลมหายใจมันเบา... แทบจะไม่รู้ลม  เราจะรู้เลยว่าจิตเรานี่สบาย   นั่งสบาย  เดินสบายไม่ค่อยทุรนทุราย  เวทนาปวดเมื่อยก็ไม่ค่อยมี  มีก็เหมือนไม่มี   เราจะรู้ทันทีว่าลมหายใจเบา ๆ  นี่จิตมันเกิดความสุขสงบ  นั่นเป็นวิธี
ทำที่เรารู้ที่ตัวทันที   แค่เท่านี้เราก็จะได้รับความสุขทุกครั้งไปที่เราภาวนา  ลองทำให้เกิดขึ้นมันก็ได้ผลทันที.
 
 

ไม่สงบก็ไม่รู้ (หน้าที่ ๓๑)

            ถ้าเราไม่ปฏิบัติธรรม  เราจะไม่รู้เลยว่าใจเราเป็นอย่างไร      เมื่อเรารู้ใจของเราแล้ว  เราก็น้อมไปพิจารณาคนอื่นได้ว่าเขาก็คงคิดเหมือนเรา  มีความคิดนึกทุกอย่างทั้งเรื่องเก่า เรื่องใหม่  ทั้งสุขทั้งทุกข์  ทั้งดีทั้งชั่ว  ทั้งอดีตอนาคต  ถ้าเราไม่สงบก็ไม่รู้เลยว่าเราคิดถึงขั้นนี้  แต่พอเรามาสงบเราก็รู้เลยว่าใจเราคิดนึกอยู่ตลอดเวลาเว้นอยู่เวลาหลับเท่านั้นเอง
          แต่ถ้าเราไม่ภาวนาเราจะไม่รู้เลยว่าความคิดมี  นึกว่าเราไม่ได้คิดอะไรมากมาย 
การที่ฝึกจิตตัวเองก็เพื่อให้รู้สิ่งอันนี้  เป็นการสร้างสติสร้างสมาธิปัญญาให้เกิดขึ้น         ถ้าหาไม่แล้วบางคนก็หลง   คนที่หลงนั้นไม่รู้จักอารมณ์จิตตัวเองเลย  ไม่รู้เลยว่าคิดอะไร  ดีใจ  เสียใจ  คิดถึงใคร  เป็นห่วงใครก็ไม่รู้แล้วมันก็ไปตามความคิด  จนกลายเป็นคนหลง
ทำให้เกิดอารมณ์เร่าร้อนขัดเคืองฟุ้งซ่าน  โกรธไม่รู้ตัว    โลภไม่รู้ตัวเมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วจึงว่าไม่รู้ทันใจตัวเองเพราะขาดสมาธิ  ขาดสติ
          เมื่อมาปฏิบัติแล้วเราก็จะรู้เรื่องอย่างนี้  ก็มีสติทัน  มีการควบคุมจิตตัวเองไม่ให้มันคิดอะไรมากมาย  ถ้าคิด  เราก็ภาวนาไว้    การที่ไม่ปล่อยไปตามอารมณ์มาก ๆ  ทำให้เกิดความสบายใจ  เกิดปล่อยวางได้มากขึ้น  การศึกษาจิตก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาไปในแนวนี้.
  
 

จับจิต (หน้าที่ ๓๓)

            จิตนี้มีอิทธิพลมาก  มีอิทธิพลทุกอย่างทั้งเรื่องเป็นทุกข์ก็ดี  เป็นสุขก็ดี  พอเราคิดถึงใครขึ้นมามันทำให้เราเร่าร้อนทันที  จะเป็นความพอใจหรือไม่พอใจ  หรือถ้าเราทำใจสงบไม่ได้  เสียใจอะไรมาก ๆ นี่ทำให้เราตีนอ่อนมืออ่อนทันที  นี่ก็เป็นอิทธิพลของความคิด
          ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากความคิด  ถ้าเราไม่ฝึกเราก็ไม่สามารถจะแก้ความรู้สึกอันนี้ได้  ก็คงปล่อยไปตามความทุกข์  ทุกข์อะไรมันก็เกิดของมันเรื่อยไป ไม่สามารถจะมีเครื่องแก้ได้เลย  การมาปฏิบัติธรรมนั้นเหมือนธรรมโอสถ  เป็นยาแก้โรคใจ   เป็นโรงพยาบาลอย่างดี เป็นหมออย่างดี
          การศึกษาจิตนี่  พระพุทธเจ้าก็ศึกษามาแล้วจนจบจิต    พวกเราที่ยังเป็นวัฏฏะ
เวียนว่ายตายเกิดอยู่ก็เพราะเราศึกษาจิตไม่จบ  เพราะเรายังหลงจิตอยู่  ยังไม่รู้ว่าจะจับจุดพิจารณาอย่างไร   ทำอย่างไรที่จะเข้าไปรู้ให้ถึงธรรมอันนั้น  เพราะเรายังอยู่ในวัฏฏะ  ความลังเลสงสัย ไม่แน่ใจเพราะจิตไม่มีตัวตน ก็เลยไม่รู้ว่าจะมองดูอย่างไร จะจับอย่างไร   เขาเรียกว่าฆ่าจิตไม่ตาย   จิตนั้นมีความโลภ  โกรธ  หลง อยู่ในนั้นอยู่แล้วเราก็ไม่สามารถไปจับเขามาดูมาฆ่า   หรือมาบีบคั้นให้มันหมดไปได้อย่างไร
          เมื่อไม่มีตัวตนเราก็ต้องใช้วิธีจับจิตแบบไม่มีตัวตนก็คือ  ใช้การภาวนา  เอาจิตเข้าไปไว้ตรงใดตรงหนึ่งให้จิตเป็นหนึ่ง  เมื่อจิตใจจดจ่ออยู่เป็นหนึ่งก็ปรากฏความคิดขึ้นมา 
 คิดไปเรื่องโน้นเราก็ตั้งสติ  คิดไปเรื่องนี้เราก็รู้สติว่าเราคิดอะไร  พอเรารู้ทันหนักเข้าๆ  มันก็รวมเป็นใจว่าง  ใจว่างใจสว่างนั่นคือตัวรู้ทันจิต  ทำให้เกิดปัญญาญาณรอบรู้เท่าทันจิตตัวเองเกิดความสุขสงบขึ้นมา.
 
 
 
ตามรอยพระบาท (หน้าที่ ๓๗)
          ที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ก็รู้เรื่องวาระจิตของพระองค์  รู้เรื่องความปรุงแต่งคิดนึก 
แล้วก็ละความปรุงแต่งคิดนึกที่ท่านบอกว่า  นิโรธสัจจ์   นิโรธ  แปลว่า  ดับ 
ดับความรู้สึกตัวเองทุกอย่างเป็นสุขเป็นทุกข์ก็ไม่ยึดถือ  ถึงตัวตนไม่มีแต่ว่ามันปรากฏ  พระองค์ก็รู้จนถึงจิต  จนถึงความดับ  มันก็ไม่สร้างทุกข์ให้กับจิตบุคคลผู้มีความดับ
          คนที่ทุกข์ ทุกวันนี้ก็เพราะว่าไม่มีความดับ  ดับไม่ได้ปัญญาไม่ถึง  รู้ไม่เท่าทัน 
มันละเอียดอ่อนจึงมองไม่เห็นสภาวะเหล่านี้  แต่ผู้ปฏิบัติเท่านั้นแหละที่ยึดหลักภาวนา  เอาอานาปานสติเป็นหลัก  อานาปานสติจะทำให้จิตไม่หลงเหมือนกับเรานั่งอย่างนี้  ถ้าเราภาวนาได้  เราดูลมหายใจของเราเรื่อย  หายใจเข้ารู้  หายใจออกก็รู้  จะไม่มีการเผลอตัว
จะไม่หลับ  แต่ถ้าเราภาวนาไปเรื่อย ๆ  ลืมลมหายใจ  ลืมภาวนา  เราหลับเมื่อไรไม่รู้เลย
แต่พอเราได้สติมาภาวนาต่อเราก็ตื่นขึ้นอีก   เราจะรู้ทันทีว่าถ้าเรายึดหลักภาวนา
อานาปานสตินี่จะไม่มีการหลับ  จะตื่นขึ้นมา  ถึงจะง่วงเหงาหาวนอนก็สามารถที่จะภาวนาข้ามไปได้ พระพุทธเจ้าก็ทรงปฏิบัติอย่างนี้.       
 
 
 
ดูทางใน (หน้าที่ ๓๙)
            การปฏิบัติธรรมก็ไม่ได้ไปปฏิบัติที่อื่น  ปฏิบัติที่กายใจเรานี่เอง  เห็นก็เห็นเรื่องที่กายใจ  รู้ก็รู้เรื่องที่กายใจ  สงบก็สงบที่กายใจ  พิจารณาก็พิจารณาที่กายใจ  กายอาการ ๓๒  ของเรานี่เองเป็นเครื่องพิจารณา  ไม่ได้พิจารณาที่คนอื่น
          การปฏิบัติจึงไม่ใช่เป็นของยากอะไร  ความคิดนึกที่เป็นทุกข์ทรมานใจ
สิเป็นของยาก  คิดไปแล้วดับไม่ได้  มันจึงเป็นของยาก  ภาวนาที่เป็นเรื่องง่าย ๆ แต่ต้องทำให้ชำนิชำนาญ        ที่พระพุทธเจ้าสอนสาวกทั้งหลายก็สอนให้ดูตัวเอง  บางคนศึกษา
ไปทั่วหมดเลย  ศึกษาตำรับตำรา  ศึกษาศาสนาโน้นศาสนานี้แทบล้มแทบตายไม่เคยรู้จักตัวเอง      พอมาถึงพระพุทธเจ้า  พระองค์บอกให้ดูตัวเอง  เอ... ดูตัวเองนี่ง่าย บางคนน้อมเข้ามาเห็นตัวเองเลยว่า ตัวเองนั่งอย่างไร  เดินอย่างไร  กินอย่างไร  คิดนึกอย่างไร เห็นตัวเองนั่นบรรลุเลย       
         เหมือนอย่างที่พวกเรานั่งกรรมฐานนี่  พอเราเห็นหน้าตัวเองก็สงบทันที  เราเห็น
ลมหายใจก็สบายทันที  พอเราไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ ไม่สบายทันที พระพุทธเจ้าจึงบอกให้
ดูตัวเองนี่ง่าย  ดูผม  ดูขน  ดูเล็บ  ดูฟัน  ดูหนัง  กรรมฐาน  คือการดูนั่นเอง  ไม่ใช่หลับหูหลับตาไม่ดูอะไร  หลับตาแต่ดู... ดูทางใน.
 
 
 
ดูกายใจ (หน้าที่ ๔๑)
          ธรรมะตามหลักพระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐  พระธรรมขันธ์ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน 
ก็สอนเรื่องดูกายใจนี่เอง  ดูกาย  ดูใจ ดูผม  ดูขน  ดูเล็บ ดูฟัน ดูหนัง พิจารณาผม ขน  เล็บ  ฟัน  หนัง  พิจารณาความคิดนึกของเรา เป็นสุขเป็นทุกข์  สงบหรือไม่สงบ ก็รู้เรื่องของกายใจนี่เอง
          ที่คนเราไปศึกษาข้างนอกมากๆ  จึงได้แต่ความวุ่นวาย  เพราะไม่เคยดูกายใจตัวเอง  ไปเห็นผมคนโน้นสวย  เห็นขนคนนี้สวย เห็นปรุงแต่งแต่เรื่องสวยงาม  เห็นเล็บ  เห็นขน  เห็นหนังคนโน้นสวยคนนี้สวย  ใจมันก็เลยไม่สงบ  พอมาดูตัวเรา เราก็หลงว่ามันเป็นอย่างนี้เรียกว่าไม่ได้ดูตัวเองหรือดูแต่ไม่ได้พิจารณาให้แจ้งชัด จิตมันก็เลยฟุ้งซ่านไม่สงบ 
          เรียนรู้กรรมฐาน ก็คือ เรียนรู้เรื่องของตัวเองตามความเป็นจริง  แล้วก็ไปรู้เรื่องธาตุ ๔  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  แยกกายแยกใจตัวเอง  การที่เราเรียนรู้แยกกายแยกใจ  ทำให้จิต
ของเราสบายไม่ข้อง  ไม่ไปวิตกกังวล   จึงว่าเราต้องมาคิดถึงเรื่อง ความเกิด แก่เจ็บ ตาย  ถ้าเราไม่คิดถึงเรื่องความเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  เลยเราก็คงไม่เป็นสุข พอเราคิดแล้ว
เรื่องราวต่าง ๆ  มันก็ปล่อยวางได้  ดีใจเสียใจเราก็ปลงได้
          เรื่องของการปฏิบัติมันก็ไม่มีอะไรมาก  นอกจากเรื่องพิจารณาตัวเอง  ถ้าเรามาดูเรื่องอย่างนี้มันก็ไม่ยากอะไร  ก็ไม่ใช่ของลำบากอะไร  แล้วพอมาเห็นเรื่องของตัวเรา 
เราก็สงบมีความรู้มีปัญญาเกิดขึ้น  ควบคุมใจตัวเองได้ก็เป็นของดีที่สุด.
 
 
ธรรมของโสดาบัน (หน้าที่ ๔๓)
            สุขเมื่ออดีตที่แล้วมาต่างกับความสุขปัจจุบัน สุขที่แล้วมาวันวุ่นวาย  สุขครั้งนี้มันสุขสงบเย็น  สุขมีหลักธรรม  สุขไม่มีปัญหา เราก็ต้องอาศัยการทำใจ  ฝึกไปเรื่อย ๆ
          พระพุทธเจ้าบอกให้รู้จิตเห็นจิต  เราก็นั่งดูจิตเรา  เดิน  นั่ง  นอน  กิน  คิดนึกก็ดูจิตเห็นจิตนั่นแหละใช้ได้  ใครดูได้คนนั้นมีปัญญา  สติสมาธิปัญญาก็รวมอยู่ตรงนั้น 
การตามดูรู้จิตตนเองเป็นธรรมของโสดาบันนะ  ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไปดูจิตตัวเองออก 
จิตมีราคะมีโทสะ มีโมหะพอใจไม่พอใจ  เฝ้าดูจิตภายในจิตตัวเอง  ถ้าไปดูข้างนอก
มันไม่เห็น  ต้องดูที่มันเกิดมันดับไปตามอารมณ์ที่มันกระทบ

          ตาเห็นรูปพอใจไม่พอใจ  หูได้ยินเสียงพอใจไม่พอใจ  ดูที่จิตทั้งหมด    มันเกิดปรุงแต่งระยะสั้นๆ    ระยะเร็วๆ     ถ้าเราดูได้ก็สงบเลย  ดูไปดูมาจิตมันคิดอะไรก็เฉย.

 
 
หลับตาดูใจ (หน้าที่ ๔๔)
            บุญคือใจเย็นนั่นเอง  บุญเหมือนเสาหลักหินไม่หวั่นไหวไม่โยกโคลง  ใครจะว่านั่งกรรมฐานไม่ดี เราก็เห็นว่ามันดีทั้งนั้น ใครว่าหลับตามันไม่ฉลาด หลับตานั่นแหละมันรู้ดี  มันรู้มากกว่าคนไม่หลับตา
        เมื่อก่อนลืมตาไม่รู้ใจตนเองหรอก โกรธมาตั้งนานแล้วแต่พอหลับตามันเลิกโกรธได้
เมื่อก่อนลืมตามันก็ขี้โกรธ  แต่พอมาหลับตาทำใจให้สงบมันไม่โกรธ  เลยว่าหลับตาดี 
ทำให้ได้ดูใจตัวเองบ่อยๆ  ถ้าใจดีแล้วมันดีไปเอง
        โลกทั้งโลกทุกวันนี้  เขาวิ่งหาความสุขจัง  แต่เขาไม่พบก็เพราะเขาไม่ได้ดูใจตัวเองนั่นเอง. 
 
 
  
 
 

 

กระแสธรรม หน้าที่ ๔๕ (ต่อ...)