บุพกรรมพุทธองค์

เรื่องบุรพกรรมของพระองค์ ส่อแสดงให้เห็นว่า บูชาสักการะที่พระองค์ได้รับในช่วงเสด็จไปที่นครไพศาลี เป็นผลของกุศลกรรมในอดีต

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อคราวที่พระศาสดา ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภบุรพกรรมของพระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า มตฺตาสุขปริจจาคา เป็นต้น


ในอรรถกถาพระธรรมบท พระพุทธโฆษาจารย์เล่าว่า ในกาลครั้งหนึ่ง เกิดภาวะขาดแคลนอาหารในเมืองไพศาลี จุดเริ่มต้นมาจากการเกิดภาวะฝนแล้งขึ้นก่อน เมื่อเกิดภาวะฝนแล้งนี้ก็ทำให้การทำนาทำไร่ไม่ได้ผล ประชาชนจึงไม่มีอาหารรับประทานอย่างเพียงพอ ทำให้สูญเสียชีวิตเพราะความอดอยาก ติดตามมาด้วยการเกิดโรคระบาด เนื่องจากมีซากศพของคนตายมากจนไม่สามารถฝังหรือเผาได้ทัน มีกลิ่นของซากศพเน่าเหม็นคละคลุ้งไปทั่วเมือง กลิ่นเหม็นนี้จึงดึงดูดให้พวกอมนุษย์ให้เข้ามาเมืองเพื่อกินซากศพ เพราะฉะนั้น ในตอนนั้น ชาวเมืองจึงประสบกับภัย 3 อย่างพร้อมๆกัน คือ 1. ภัยเกิดจากหาอาหารได้ยาก 2.ภัยเกิดจากอมนุษย์ และภัยเกิดจากโรคระบาด 

เมื่อเกิดภัยเหล่านี้ขึ้นมา ชาวเมืองไพศาลีต่างก็แสวงหาที่พึ่ง จากแหล่งต่างๆที่พวกเขาคิดว่าจะมาช่วยเหลือเพื่อขจัดปัดเป่าภัยเหล่านี้ได้ และในที่สุดพวกเขาตัดสินใจไปทูลอัญเชิญพระศาสดาเสด็จมาสู่เมืองไพศาลี ทั้งนี้ก็โดยเข้าใจว่าพระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์ เมื่อพระองค์เสด็จมาสู่เมืองไพศาลีแล้ว ภัยต่างๆก็จะสงบลงได้ 

ดังนั้น ชาวเมืองไพศาลีจึงได้ส่งคณะของเจ้ามหาลิเจ้าชายแห่งลิจฉวีและบุตรของปุโรหิตไปเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร เพื่อขอประทานทานวโรกาสให้พระศาสดาเสด็จมาโปรดชาวเมืองไพศาลี และพระศาสดาทรงรับคำอาราธนา เพราะทรงทราบด้วยพระญาณพิเศษว่า “ในเมืองไพศาลี เมื่อเราสวดรตนสูตร อาชญาจักแผ่ไปตลอดแสนโกฏิจักรวาล ในกาลจบพระสูตร การบรรลุธรรมจักมีแก่สัตว์แปดหมื่นสี่พัน ภัยเหล่านั้นก็จักสงบไป”

เมื่อพระศาสดาทรงรับคำอาราธนาเสด็จเยือนเมืองไพศาลีครั้งนี้แล้ว พระเจ้าพิมพิสารทรงรับสั่งให้ซ่อมแซมถนนหนทางระหว่างกรุงราชคฤห์กับฝั่งแม่น้ำคงคา ทรงรับสั่งให้ตระเตรียมการต่างๆ เช่น ที่ประทับของพระศาสดาและหมู่ภิกษุสงฆ์ในทุกระยะทางหนึ่งโยชน์ เป็นต้น 

เมื่อการตระเตรียมต่างๆสำเร็จเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พระศาสดาก็ได้เสด็จไปยังเมืองไพศาลี พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จำนวน 500 รูป โดยพระเจ้าพิมพิสารได้ตามเสด็จในครั้งนี้ด้วย ในวันที่ 5 คณะเสด็จของพระศาสดาก็มาถึงที่ฝั่งแม่น้ำคงคา พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงส่งข่าวไปถึงพวกเจ้าลิจฉวีทั้งหลายเพื่อให้รับช่วงการเสด็จต่อไป ซึ่งทางอีกฟากฝั่งหนึ่งของแม่น้ำคงคานั้น 

พวกเจ้าลิจฉวีก็ได้มีการตระเตรียมต้อนรับพระศาสดาเช่นเดียวกันโดยได้ทำการซ่อมแซมถนนหนทางเสด็จจากฝั่งแม่น้ำคงคาถึงกรุงไพศาลี ตลอดจนสร้างที่ประทับของพระศาสดาและหมู่ภิกษุสงฆ์ไว้ตามจุดต่างๆทุกระยะทางหนึ่งโยชน์เหมือนอย่างที่ทางพระเจ้าพิมพิสารทรงสร้าง ครั้นพระศาสดาได้เสด็จข้ามแม่น้ำคงคา พร้อมด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์แล้ว พระเจ้าพิมพิสาร ก็ได้ประทับเพื่อรอรับการเสด็จกลับของพระศาสดา ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคานั่นเอง

ทันทีที่พระศาสดาและภิกษุสงฆ์เสด็จข้ามถึงอีกฟากฝั่งหนึ่งของแม่น้ำคงคา ก็ได้เกิดเหตุมหัศจรรย์ภาวะฝนแล้งที่เกิดขึ้นเป็นเวลายาวนานก็ได้พลันมลายหายไป เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก น้ำฝนได้ไหลพัดพาเอาซากศพที่เน่าเหม็นมนุษย์ลงสู่แม่น้ำคงคา ทำให้เมืองไพศาลีสะอาด ปราศจากสิ่งปฏิกูลเน่าเหม็นทั้งปวง 

พระศาสดาได้ประทับที่เรือนพักรับรองที่ทางเจ้าลิจฉวีจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษที่กลางเมืองไพศาลี ท้าวสักกเทวราช พร้อมด้วยเทวดาทั้งหลาย ได้เสด็จลงมาจากสวรรค์มาถวายบังคมพระศาสดา ส่งผลทำให้พวกอมนุษย์บางพวกที่เข้ามาอยู่ในเมืองต้องหลบหนีออกไปอยู่ห่างจากเมืองไป เพราะไม่สามารถอยู่ในที่ชุมนุมของเหล่าเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ได้ 

ในเย็นวันนั้นเอง พระศาสดารับสั่งให้พระอานนท์เรียนพระปริตรชื่อ รัตนสูตร (ซึ่งคำสวดขึ้นต้นด้วย ยานีธ ภูตานิ สมาคตานิฯลฯ) จากพระองค์จนจำได้ขึ้นใจก่อน จากรับทรงสั่งให้นำบาตรของพระองค์มาใส่น้ำพุทธมนต์ ทรงให้พระอานนท์เดินตามพวกเจ้าลิจฉวีที่ถือบาตรน้ำมนต์นั้นนำหน้า แล้วทำการสวดรัตนสูตรและประพรมน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์นี้ในระหว่างกำแพงทั้งสามชั้นของเมืองไพศาลี 

เมื่อพระอานนท์ทำอยู่อย่างนี้เป็นเวลา 7 วัน ด้วยอานุภาพของพระปริตรที่ชื่อ รัตนสูตร นี้ ทำให้คนป่วยเป็นจำนวนมากหายจากโรคระบาด และเดินตามพระอานนท์ไปเฝ้าพระศาสดา เมื่อถึงวันที่ 7 สถานการณ์ในเมืองไพศาลีก็กลับคืนสู่ภาวะปกติปกติ ภัยทั้งสามก็ได้หายไปจนหมดสิ้น 

พวกเจ้าลิจฉวีและประชาชนชาวเมืองไพศาลีต่างมีความยินดีปรีดา ต่างสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระศาสดา และได้ตามเสด็จส่งพระศาสดาจนถึงฝั่งแม่น้ำคงคา และพระเจ้าพิมพิสาร ตลอดจนเหล่าทวยเทพ พระพรหม และพระยานาคทั้งหลาย ก็ได้รอรับเสด็จพระศาสดาและหมู่ภิกษุสงฆ์ จากนั้นพระศาสดาและภิกษุสงฆ์ได้เสด็จเยือนนาคภพของพระยานาคเพื่อโปรดพระยานาคทั้งหลาย เมื่อเสร็จสิ้นการเยือนนาคพิภพแล้วก็ได้เสด็จคืนสู่กรุงราชคฤห์ 

เมื่อคณะของพระศาสดาและหมู่ภิกษุสงฆ์กลับถึงกรุงราชคฤห์แล้ว พวกภิกษุเมื่อกลับจากบิณฑบาตแล้ว ในเวลาเย็นวันหนึ่ง ได้นั่งสนทนากันในธรรมสภาว่า “น่าชม! อานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย น่าประหลาดใจ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายพากันเลื่อมใสในพระศาสดา พระราชาทั้งหลายทรงทำพื้นที่ให้สม่ำเสมอในหนทาง 8 โยชน์ ทั้งฝั่งนี้ฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำคงคา เกลี่ยทรายลง ลาดดอกไม้สีต่างๆ โดยส่วนสูงประมาณเพียงเข่า ด้วยความเลื่อมใสอันไปแล้วในพระพุทธเจ้า น้ำในแม่น้ำคงคาก็ดาดาษ ด้วยดอกปทุม 5 สี ด้วยอานุภาพนาค เทวดาทั้งหลายก็ยกฉัตรซ้อนๆกันขึ้นตลอดถึงอกนิฏฐภพ ห้องจักรวาลทั้งสิ้นเกิดเป็นเพียงดังว่ามีเครื่องประดับเป็นอันเดียว และมีมหรสพเป็นอันเดียว” 

พระศาสดาได้ตรัสบอกภิกษุทั้งหลายที่สนทนากันนั้นว่า “ภิกษุทั้งหลาย เครื่องบูชาและสักการะนี้ มิได้บังเกิดขึ้นแก่เราด้วยพุทธานุภาพ มิได้เกิดขึ้นด้วยอานุภาพนาคเทวดาและพรหม แต่ว่าเกิดด้วยอานุภาพแห่งการบริจาคมีประมาณน้อยในอดีต” 

พระองค์ได้ทรงนำเรื่องในอดีตของพระองค์มาทรงเล่า เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า บูชาและสักการะที่พระองค์ได้รับสืบเนื่องมาจากผลของกุศลกรรมในอดีตชาติว่า เมื่อครั้งที่พระองค์เกิดเป็นสังขพราหมณ์ ได้ถอนหญ้าที่ลานพระเจดีย์ของพระพุทธเจ้าชื่อสุสิมะ ด้วยผลแห่งกรรมครั้งนั้น เกิดเป็นอานิสงส์ให้คนทั้งหลายทำหนทาง 8 โยชน์ถายพระองค์ ให้ทางนั้นปราศจากตอและหนาม ทำให้สะอาด ปรับพื้นให้สม่ำเสมอ พระองค์ได้เกลี่ยทรายลงในลานพระเจดีย์นั้น ด้วยผลของกรรมนั้น ทำให้เกิดเป็นอานิสงส์ให้ผู้คนพากันช่วยกันเกลี่ยทรายในหนทาง 8 โยชน์นั้น พระองค์ได้ทำการบูชาด้วยดอกไม้ป่าที่พระสถูปนั้น ด้วยผลของกรรมนั้น ทำให้ผู้คนพากันมาโปรยดอกไม้สีต่างๆลงในหนทาง 8 โยชน์ และทำให้บังเกิดมีดอกบัว 5 สี ดารดาษอยู่ในแม่น้ำคงคาครอบคลุมพื้นที่ 1 โยชน์ พระองค์ได้ประพรมพื้นที่ในลานพระเจดีย์นั้น ด้วยน้ำในลักจั่น ด้วยผลของกรรมนั้น บันดาลให้ฝนโบกขรพรรษตกลงในเมืองไพศาลี พระองค์ได้ติดธงแผ่นผ้าและผูกฉัตรไว้บนพระเจดีย์ ด้วยผลของกุศลกรรมนั้น บันดาลให้ทั่วทั้งจักรวาลปลิวไสวไปด้วยธงชัย ธงแผ่นผ้า และเศวตฉัตร 

พระศาสดาได้สรุปเรื่องของ กฎแห่งกรรม ที่บังเกิดกับพระองค์อีกครั้งหนึ่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุดังนี้แล บูชาสักการะนั่นเกิดขึ้นแก่เรา ด้วยพุทธานุภาพก็หาไม่ เกิดด้วยอานุภาพแห่งนาคเทวดาและพรหมก็หาไม่ แต่ว่า เกิดขึ้น ด้วยอานุภาพแห่งการบริจาคมีประมาณน้อย ในอดีตกาล”

จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า

มตฺตาสุขปริจจาคา
ปสเส เจ วิปุลํ สุขํ
จเช มตตาสุขํ ธีโร
สมฺปสสํ วิปุลํ สุขํ ฯ

ถ้าบุคคลพึงเห็นสุขอันไพบูลย์ 
เพราะสละสุขพอประมาณเสีย
ผู้มีปัญญา เมื่อเห็นสุขอันไพบูลย์ 
ก็พึงสละสุขพอประมาณเสีย 
(จึงจะได้พบสุขอันไพบูลย์)

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.
Comments