ตำรายาของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล

ตำรายาของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล


ความจริง "ห้องสุขภาพอนามัย" นี้ตั้งใจจะเปิดห้องตั้งแต่ "วันงดสูบบุหรี่โลก" เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ แต่บังเอิญ "เว็บแดนพระนิพพาน" เดินทางมาล่าช้า เนื่องจากมัวแต่ไปไหว้ "รอยพระพุทธบาท" ทางภาคเหนืออยู่

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เรื่องสำคัญที่จะกล่าวนี้ คงจะเกี่ยวเนื่องกับทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ เพราะมีโรคทาง "ร่างกาย" เหมือนกันหมด ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า "ร่างกายเป็น..โรคนิทธัง" คือเป็น "รังของโรค" หรือ "พยาธิปิ ทุกขา" ความเจ็บเป็นทุกข์อย่างยิ่ง จึงจำเป็นที่จะต้องหายามารักษาโรคกันทุกคน

ฉะนั้น บุคคลสำคัญที่อุบัติขึ้นในโลก ท่านได้มีโอกาสรักษาพระพุทธเจ้าจนวาระสุดท้าย นั่นก็คือ "ท่านพ่อหมอชีวิกโกมารภัจ" ซึ่งคนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี "ตำราแพทย์แผนไทย" ในบ้านเราจึงมีมากมายหลายขนาน แม้ที่วัดท่าซุงก็เช่นกัน เห็นว่าสมัยก่อนก็มี "คัมภีร์ใบลาน" จารึกตำรายาสมุนไพรไว้เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาแล้ว หากมีผู้ใดเข้ามาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอน "พระบวชใหม่" ไว้ใน พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ มีใจความดังนี้ว่า



พราหมณ์ขออุปสมบท

ก็โดยสมัยนั้นแล..ประชาชนทั้งหลายได้จัดตั้งลำดับภัตตาหารอันประณีตไว้ที่ในพระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น พราหมณ์คนหนึ่งได้มีความดำริว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ มีปกติเป็นสุข มีความประพฤติสบาย ฉันโภชนะที่ดี นอนบนที่นอนที่เงียบสงัด ถ้ากระไร เราพึงบวชในพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเถิด ดังนี้ แล้วได้เข้าไปหาภิกษุทั้งหลายแล้วขอบรรพชา. 

ภิกษุทั้งหลายให้เขาบรรพชาอุปสมบทแล้ว. ครั้นเขาบวชแล้ว ประชาชนให้เลิกลำดับภัตตาหารเสีย. ภิกษุทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า "คุณ..จงมาเดี๋ยวนี้ พวกเราจักไปบิณฑบาต."

เธอพูดอย่างนี้ว่า "กระผมมิได้บวชเพราะเหตุนี้ว่า จักเที่ยวบิณฑบาต ถ้าท่านทั้งหลายให้กระผม กระผมจักฉัน ถ้าไม่ให้กระผม กระผมจะสึก ขอรับ."

พวกภิกษุถามว่า "อาวุโส..ก็คุณบวชเพราะเหตุแห่งท้องหรือ?"

เธอตอบว่า "อย่างนั้นซิ ขอรับ."

บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุจึงได้บวชในพระธรรมวินัย อันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้วอย่างนี้ เพราะเหตุแห่งท้องเล่าแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุนั้นว่า "จริงหรือ..ภิกษุ ข่าวว่า เธอบวชเพราะเหตุแห่งท้อง?"

ภิกษุนั้นทูลรับว่า "จริง...พระพุทธเจ้าข้า."

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า "ดูกร..โมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้บวชในธรรมวินัยที่เรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ เพราะเหตุแห่งท้องเล่า 

ดูกร..โมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ..."

ครั้นแล้ว ทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ให้อุปสมบท บอก นิสสัย ๔ ว่าดังนี้:-



นิสสัย ๔

๑. บรรพชาอาศัยโภชนะ คือคำข้าวอันหาได้ด้วยกำลังปลีแข้ง เธอพึงทำอุตสาหะในสิ่งนั้นตลอดชีวิต อดิเรกลาภ คือ ภัตถวายสงฆ์ ภัตเฉพาะสงฆ์ การนิมนต์ ภัตถวายตามสลากภัตถวายในปักษ์ ภัตถวายในวันอุโบสถ์ ภัตถวายในวันปาฏิบท.

๒. บรรพชาอาศัยบังสุกุลจีวร เธอพึงทำอุตสาหะในสิ่งนั้นตลอดชีวิต อดิเรกลาภ คือ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าป่าน ผ้าเจือกัน. (เช่นผ้าด้ายแกมไหม)

๓. บรรพชาอาศัยโคนไม้เป็นเสนาสนะ เธอพึงทำอุตสาหะในสิ่งนั้นตลอดชีวิต อดิเรกลาภ คือ วิหาร เรือนมุงแถบเดียว เรือนชั้น เรือนโล้น ถ้ำ.

๔. บรรพชาอาศัย "มูตรเน่า" เป็นยา เธอพึงทำอุตสาหะในสิ่งนั้นตลอดชีวิต อดิเรกลาภ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย. ดังนี้ 

หมายเหตุ.."น้ำมูตรเน่า" ได้แก่ "น้ำปัสสาวะ" ซึ่งจะได้อธิบายกันภายหลัง

เริ่มต้นกันด้วย "พุทธพจน์" กันเพียงแค่นี้ก่อน ไว้คอยติดตามกันต่อไปอีกว่า “ยาสมัยพุทธเจ้า” พระองค์ได้แนะนำให้ภิกษุใหม่ฉัน “ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า” ตามที่พระอุปัชฌาย์สอนตอนหลังจากบวชเสร็จแล้วนั่นเอง ได้ยินว่า..

สมัยพระเดชพระคุณหลวงพ่อยังอยู่ ท่านได้บอกว่าให้เอา “ผลสมอ” ดองกับน้ำปัสสาวะ แช่ดองไว้สัก 7 วัน แล้วค่อยเอาน้ำมาฉัน ส่วน “หลวงปู่ธรรมชัย” บอกว่า ถ้ามีคนประสบอุบัติเหตุ ยังพอจะช่วยเหลือได้ ท่านให้เอา “น้ำปัสสาวะ” จะสามารถช่วยได้ และตำรายาดองนี้ยังมีอีกหลายวิธี เช่น หลวงปู่พรหมจักรฯ วัดพระบาทตากผ้า อ.ป่าซาง จ.ลำพูน หรือสาย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นต้น ก็มีตัวยาสมุนไพรเพิ่มเติมไปอีก ทำให้มีสรรพคุณเป็น “ยาอายุวัฒนะ” อย่างดีสำหรับพระภิกษุทั้งหลาย

โดยเฉพาะทางอเมริกาหรือแพทย์ไทยสมัยนี้ได้วิเคราะห์แล้วว่า น้ำปัสสาวะของคนเรานี้มีสารตัวหนึ่งที่เรียกว่า “ยูเรีย” ทำให้มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย บางท่านอาจจะคิดรังเกียจ แต่อย่าลืมว่าเป็นของเราเอง และประการสำคัญเป็นตำรายาของพระพุทธเจ้านั่นเอง ที่มีมานานนับตั้งแต่ครั้งพุทธกาล 

“ดื่มน้ำปัสสาวะ” ทางเลือกหนึ่งในการบำบัดโรค 

แพทย์ระบุการดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรค ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพ บำบัดโรคปวดเรื้อรัง แผลไฟไหม้พุพอง มะเร็ง เบาหวาน ฯลฯ โดยใช้หลัก "พิษต้านพิษ" คล้ายกับการฉีดเซรุ่มถอนพิษงู ย้ำต้องดื่มน้ำปัสสาวะของตนเองเท่านั้น ใช้ควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน

นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล เจ้าของสถานพยาบาลธรรมชาติบำบัด กล่าวในการบรรยายเรื่อง “การดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรค” ที่ห้องประชุมเบญจกูล กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เวลา 10.00 น.ว่า การดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรคมีตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ในนิสสัย 4 คือ "ปูติมุตตเภสัช" ยาจากน้ำมูตรเน่า หรือน้ำปัสสาวะ เป็นสิ่งที่สงฆ์พึงกระทำ 

การดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรคให้ดื่มน้ำปัสสาวะของตนเอง โดยดื่มก่อนนอนและดื่มตอนเช้าครั้งละ 100 ซีซี. ถือเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะเลือกใช้การบำบัดโรคแบบนี้ โดยดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดไมเกรน ปวดเมื่อยไม่มีสาเหตุ รักษาโรคภูมิแพ้ ผื่นคัน สะเก็ดเงิน มะเร็ง ลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง ใช้ผ้าชุบน้ำปัสสาวะปิดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก 

ส่วนประกอบของปัสสาวะเป็นน้ำร้อยละ 95 ยูเรียร้อยละ 2.5 และสารอื่น ๆ อีกร้อยละ 2.5 การใช้น้ำปัสสาวะบำบัดโรคอธิบายได้ด้วยหลักฮีโมโอพาธี หรือหลักพิษต้านพิษ เช่น ฉีดพิษงูทีละน้อย ๆ เข้ากระแสเลือดม้าจนได้ซีรั่ม หรือน้ำเหลืองม้า กลายเป็นเซรุ่มฉีดแก้พิษงู นำพิษของต้นควินิน ที่ทำให้หนาวสั่น มาเป็นยารักษาไข้มาลาเรีย หรือไข้จับสั่น

"หลวงปู่องค์หนึ่ง” ซึ่งเป็นพระนักปฏิบัติ มีอายุยืนยาว ท่านก็ใช้น้ำปัสสาวะบำบัด มีประชาชนที่อยู่ใกล้วัดของพระดุษฎี เมธังกุโร จังหวัดชุมพร เลื่อมใสศรัทธาดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรคเหมือนกัน เขาก็สุขสบายดี ในภาวะที่คนเรายากจน โครงการ 30 บาท งบประมาณก็ไม่พอ เศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนพึ่งตนเองได้ การดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรคเป็นการดื่มด้วยความสมัครใจ ไม่มีใครบังคับได้ ไม่มีธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนยา หรือวิตามิน เพราะต้องดื่มน้ำปัสสาวะของตัวเองเท่านั้น" นพ.บรรจบ กล่าว

นพ.บรรจบ กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันยังไม่มีรายงานวิจัยเกี่ยวกับพิษ หรือโทษของการดื่มน้ำปัสสาวะในประเทศไทย ผู้ที่บอกว่าดื่มน้ำปัสสาวะระวังโรคไต เพราะปัสสาวะเป็นของเสียที่ขับออกจากร่างกายนั้น ผู้ที่พูดลักษณะนี้ควรมีหลักฐานมายืนยันด้วย 

อย่างไรก็ตาม น้ำปัสสาวะบำบัดโรคเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพเท่านั้น ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน มะเร็ง ต้องรักษาด้วยการแพทย์ปัจจุบัน ปรับพฤติกรรม คือ หากต้องผ่าตัดก็ต้องผ่าตัดเนื้อร้ายออก มีข้อควรระวังคือ อย่าดื่มน้ำปัสสาวะของคนอื่น ผู้ที่มีโรคระบบทางเดินปัสสาวะ มีประจำเดือน ไม่ควรดื่มน้ำปัสสาวะ เพราะอาจมีเชื้อโรคติดมาด้วย

"ชาวจีนมีความเชื่อว่า ดื่มน้ำปัสสาวะเด็กผู้ชายสำหรับคนอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หลักการแพทย์พื้นบ้านไทย ใช้น้ำปัสสาวะเป็นยาดองเพื่อปรุงโอสถ เช่น ดองสมอไทย สมอภิเพก มะขามป้อม เป็นยาอายุวัฒนะ" นพ.บรรจบ กล่าว. 

ข้อมูลข่าว : สำนักข่าวไทย และ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขhttp://www.dmh.go.th/sty_libnews/news/view.asp?id=2343



ส่วนตอนนี้เป็นบทความพิเศษจากหนังสือ “หมอชาวบ้าน” ฉบับที่ ๒๔๐ เมษายน ๒๕๔๒ 

เรื่องของ “น้ำปัสสาวะสามารถรักษาโรคได้สารพัด” ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะอย่างครึกโครมเป็นระยะๆ จำได้ว่าขึ้นเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ของ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๕ โดยบรรยายสรรพคุณว่าสามารถรักษาโรคได้ ตั้งแต่โรคง่ายๆ เช่น หวัดไปจนถึงโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง โดยการศึกษาวิจัย ของ สถาบัน MCL (miracle cup of liquid แปลว่า น้ำในถ้วยมหัศจรรย์) ของ ญี่ปุ่น 

ขณะเดียวกันก็พบว่า มีการตื่นตัว แปลหนังสือเผยแพร่เป็นภาษาต่างประเทศทั่วโลก ในขณะที่แพทย์สมัยใหม่หลายคนออกมาคัดค้านว่า ความเชื่อในเรื่องน้ำปัสสาวะเป็นน้ำมหัศจรรย์ ไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน ความวิเศษตามที่กล่าวอ้างในชีวิตจริง ผู้เขียนเคยพบเห็นผู้ที่ใช้น้ำปัสสาวะ เพื่อรักษาโรคเรื้อรัง ของ ตนเองตามความเชื่อ เนื่องจากผู้ป่วยพบว่า ไม่สามารถหาทางออกได้จากการรักษา โดยการแพทย์แผนปัจจุบัน จึงตัดสินใจลองรักษาตัวเองโดยวิธีนี้

บทความที่จะเขียนต่อไปนี้ คงไม่สามารถให้คำตอบที่เบ็ดเสร็จ ว่าน้ำปัสสาวะจะสามารถแก้ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บบางอย่าง ตามที่มีผู้กล่าวอ้าง จริง หรือ ไม่ ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจจะสรุปลงไปเลยว่า น้ำปัสสาวะไม่มีคุณค่าใดๆ เลย ต่อการรักษาโรค บทความนี้ทำหน้าที่เสนอ เล่าสู่กันฟังถึงความเชื่อ และ การใช้น้ำปัสสาวะมารักษาโรคที่การ แพทย์แผนจีนได้มีการบันทึกกล่าวไว้ เพื่อเป็นข้อมูลในการเข้าใจถึงประสบการณ์ของคนจีน คงจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจไม่มากก็น้อย

การรักษาโรคด้วยน้ำปัสสาวะหมายถึง การนำน้ำปัสสาวะ ของ คน หรือ สัตว์ (ส่วนที่เป็นน้ำใส และองค์ประกอบในน้ำปัสสาวะ) มาใช้ดื่มเพื่อเข้าสู่ภายในร่างกาย หรือใช้ภายนอก ในการรักษาโรคที่ได้มีการสืบทอดกันมา ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยน้ำปัสสาวะบันทึกไว้ว่า

ประมาณ ๑,๔๐๐ ปีก่อน ในราชวงศ์หนาน ยุคฉีเหลียง มีบันทึกสรรพคุณทางยา ของ น้ำปัสสาวะไว้ในบันทึกทางการแพทย์ ชื่อ “หมิง อวี เปียะ ลู่” สมัยราชวงศ์ฮั่น แพทย์จีนชื่อ จาง จ้ง จิ่ง ได้สร้างตำรับยา ”น้ำปัสสาวะผสมกับน้ำดีหมู” รักษาภาวะสารยินในร่างกายเหือดแห้ง และ พลังหยางถดถอยที่มีอาการรุนแรงสมัยราชวงศ์ถัง มีบันทึกการใช้น้ำปัสสาวะส่วนใสของเด็กเล็กมารักษาโรค โดยการใช้ทาภายนอกร่างกาย

สมัยราชวงศ์หมิง ในบันทึก “อวี เซียะ เจิ้ง ฉวน” กล่าวถึงการใช้ปัสสาวะรักษาโรคสตรีภายหลังการคลอด การรักษาโรคกระดูกหักจากอุบัติเหตุ

หนังสือ “เปิ่น เฉ่า จิง ซู” ในสมัยราชวงศ์หมิง ได้กล่าวถึงสรรพคุณ ของ น้ำปัสสาวะไว้ว่า “สามารถขับความร้อนจากความเหนื่อยล้า และ ภาวะร้อนภายใน แก้ไอ อาเจียนเป็นเลือด รวมถึงสตรีหลังคลอดที่เกิดอาการเวียนศีรษะ อึดอัด เนื่องจากเสียเลือด”

หนังสือ “จัง ชิ้ง ถัง สุย ปี่” กล่าวสรุปว่า น้ำปัสสาวะมีสรรพคุณบำรุงธาตุยิน ลดไฟร้อนได้อย่างวิเศษสุด และ มีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับเลือด 

ชนิด ของ น้ำปัสสาวะ และ การแยกส่วน ของ ตะกอน

๑. น้ำปัสสาวะ ของ คน
เลือกเอาน้ำปัสสาวะ ของ คนที่แข็งแรง เอาเฉพาะน้ำปัสสาวะช่วงกลาง (คือน้ำปัสสาวะส่วนต้น ที่เริ่มถ่ายออก และ ส่วนปลายขณะที่ถ่ายเกือบสุด เป็นส่วนที่ไม่ใช้) ปกติมักจะใช้ปัสสาวะเด็กที่อายุต่ำกว่า ๑๐ ขวบ ยิ่งเด็กเล็กยิ่งดี การดื่ม ควรดื่มขณะที่อุ่นๆ หรือ ทันทีเมื่อปัสสาวะใหม่ๆ ครั้งละ ๑-๒ ถ้วย หรือ ผสมกับยาสมุนไพรตามตำรับยาต่างๆ การใช้ทาภายนอก สามารถใช้โดยตรง ตรงตำแหน่งที่เป็นโรค

๒. ตะกอนจากส่วนประกอบในปัสสาวะ (เหวิน จง ไป๊)
เอาน้ำปัสสาวะใส่ไห หรือ ใส่กาทิ้งไว้เป็นเวลาแรมปี แล้วตักเอาส่วนที่ตกตะกอน แยกเอาสิ่งเจือปนอื่นๆ ออก นำตะกอนไปตากแห้ง ก็จะได้ส่วนที่เป็นสารประกอบ หรือ ตะกอนแห้งลักษณะแข็ง สีขาวเทาปราศจากสิ่งเจือปน

เหตุผลทางทฤษฎีแพทย์แผนจีน

แพทย์แผนจีนจัดน้ำปัสสาวะ ของ คนปกติทั่วไปเป็นประเภทยิน สรรพคุณทางยาเป็นยาเย็น ไม่มีพิษ รสชาติเค็ม วิ่งสู่อวัยวะภายในคือ ตับ ไต ปอด สรรพคุณทางยา เพิ่มธาตุยิน ลดไฟในร่างกาย หยุดเลือด สลายการอุดกั้น ของ เลือด

ส่วนตะกอนที่ได้จากน้ำปัสสาวะ ส่วนประกอบที่สำคัญในการวิเคราะห์ โดยวิธีทางแผนปัจจุบันพบว่า มีแคลเซียมฟอสเฟต แคลเซียมยูเรท ส่วนน้ำปัสสาวะ ของ หญิงตั้งครรภ์จะพบฮอร์โมนไคริโอนิก โกนาโดโทรปิน (chrionic gonadotropin) ซึ่งสามารถรักษาหญิงที่มีบุตรยาก นอกจากนี้ยังพบสารยูริเคส (Uricase) สามารถรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจขาดเลือด และ ภาวะอุดกั้น ของ หลอดเลือดดำได้ด้วย

การรักษาด้วยน้ำปัสสาวะตามตำรับแพทย์แผนจีน 

ตำรับที่ ๑ น้ำปัสสาวะเด็ก ๕ ลิตร ผสมกับน้ำผึ้ง ๓ ช้อนโต๊ะ 
สรรพคุณ รักษาโรคที่มีความร้อนเนื่องจากขาดสารยิน(ตามที่กล่าวมาแล้วรวมทั้งอาการที่มีปัสสาวะเหลือง และ หอบหืดจากภาวะยินพร่อง)

วิธีใช้ น้ำปัสสาวะ ของ เด็กผู้ชายอายุต่ำกว่า ๓ ขวบ จำนวน ๕ ลิตร เคี่ยวไฟอ่อนๆจนเหลือ ประมาณ ๑ ลิตร ผสมน้ำผึ้ง ๓ ช้อนโต๊ะ ดื่มครั้งละ ๒ ถ้วยเล็ก วันละ ๒ ครั้ง

ตำรับที่ ๒ ใช้ปัสสาวะเด็กเล็กอย่างเดียว 
สรรพคุณ -ใช้ อม และ ดื่มรักษาอาการเจ็บคอ เหงือกอักเสบ เลือดออกตามไรฟัน -ดื่มรักษา ภาวะเลือด ออกจากแผลในกระเพาะอาหาร และ ลำไส้อักเสบ เช่น อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระเป็นเลือด (แต่ไม่ได้ผลในกรณีที่เป็นแผลจากเนื้องอก)

ตำรับที่ ๓ ยาจีน แชตี่ ๙๐ กรัม ลูกพุทราแดง ๑๕ ผล และ ปัสสาวะเด็ก 
สรรพคุณ ช่วยขับร้อน ขับชื้นทางเดินปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะเป็นเลือด หรือ มีนิ่วขนาดเล็กในทางเดินปัสสาวะ

วิธีใช้ ใช้แชตี่บดให้ละเอียด เติมน้ำพุทราแดงต้ม และ ชงกับน้ำปัสสาวะเด็กกินสัก ๒-๓ ครั้ง

ตำรับที่ ๔ หมาก ๓๐ กรัม น้ำขิงสด ๓๐ กรัม ปัสสาวะเด็ก ๑ ถ้วย 
สรรพคุณ รักษาเท้าชา ปวดเมื่อย เท้าไม่มีแรง ใจสั่น เหนื่อยง่าย คลื่นไส้อาเจียน อารมณ์ตึงเครียด

วิธีใช้ ให้ต้มหมาก แล้วเอาน้ำชงกับน้ำขิงต้มใช้ดื่มก่อน ตามด้วยน้ำปัสสาวะเด็ก ๑ แก้ว

ตำรับที่ ๕ สารตะกอนที่ได้จากส่วนประกอบในน้ำปัสสาวะ 
สรรพคุณ โดยทั่วไปมักใช้รักษาโรคปาก และ ลิ้นเป็นแผลเปื่อย เจ็บคอ(คออักเสบ) ปวดฟัน อาเจียนเป็นเลือด เลือดกำเดาออก (จากภาวะมีความร้อนมาก) ตัวอย่างเช่น -หกล้ม ได้รับการกระทบกระเทือน บดสารตะกอนให้เป็นผงละเอียด โดยผสมกับเหล้ากินครั้งละ ๒-๕ กรัม -แผลอักเสบในปาก ใช้ยาอึ่งแปะ บดละเอียด ผสมกับสารตะกอน แล้วเติมการบูรเล็กน้อย ใช้ป้ายบริเวณแผล

ข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้ปัสสาวะรักษาโรค
๑. ควรหาสาเหตุที่แน่นอน ของ โรคก่อนว่ามีพยาธิสภาพ หรือ เป็นโรคอะไร เพราะบางโรคสามารถรักษาได้ง่ายโดยวิธีการแพทย์สมัยใหม่

๒. กรณีที่อยากจะทดสอบ ควรต้องสนใจ
- เนื่องจากปัสสาวะมีคุณสมบัติทางสมุนไพร มีฤทธิ์เย็น คนที่ร่างกายเย็น-พร่องไม่ควรจะรักษาด้วยน้ำปัสสาวะ เพราะอาการจะเป็นมากขึ้น 
- การเลือกดื่มน้ำปัสสาวะควรเลือกน้ำปัสสาวะ ของ เด็กต่ำกว่า ๑๐ ขวบ หรือ ของ คนที่ภาวะร่างกายแข็งแรงเป็นสำคัญ
- การเก็บน้ำปัสสาวะต้องใช้น้ำปัสสาวะช่วงกลาง (ช่วงแรกที่เริ่มปัสสาวะ และ น้ำปัสสาวะส่วนที่ใกล้จะสุดท้ายไม่ใช้)

เนื้อหาที่นำมาเล่าสู่กันฟัง เป็นประสบการณ์บันทึก ของ แพทย์แผนจีนที่มีการนำน้ำปัสสาวะมาใช้รักษาโรค ส่วนจะเป็นที่ยอมรับ ของ คนทั่วไปคงยาก เพราะปัจจุบันมียา และ การรักษาอื่นๆ ที่ง่ายแก่การยอมรับ เพราะคนทั่วไปจะรู้สึกว่า น้ำปัสสาวะเป็น ของ เสีย หรือ ของ สกปรก แต่ถ้าใครคิดอยากจะนำมาใช้ภายนอกเวลาฉุกเฉิน หรือ ไม่มีทางเลือกจริงๆ อยากจะดื่ม บทความนี้อาจเป็นแนวทางในการเลือกใช้ และ พอจะเป็นประโยชน์บ้าง ใครมีประสบการณ์ดีๆ ก็ลองเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

ข้อมูล – เว็บ asoke.info 



สารต่างๆ ในน้ำปัสสาวะ

วัน Wednesday 22 Nov 06@ 23:48:49 UTC

โดยปกติคนจะกลั่นปัสสาวะออกมาประมาณ 750 - 1,500 ซีซี ต่อวัน ขึ้นอยู่กับว่าคนนั้นดื่มน้ำมากน้อยแค่ไหน คนที่กินของเผ็ดหรือทอด จะกระหายน้ำมากกว่าคนปกติ หรือในฤดูหนาวอากาศเย็นน้ำปัสสาวะจะมีมากกว่าฤดูร้อนอากาศร้อนเพราะไม่เสียเหงื่อทางผิวหนัง

รสของปัสสาวะจะมีรสเค็มๆ ถ้าปัสสาวะเข้มจะมีรสขมนิดๆ ในน้ำปัสสาวะมีอะไรดี มาดูกัน

ดร.ฟารอน นักชีวเคมีได้วิจัยสารต่างๆ ในปัสสาวะพบว่า 95% เป็นน้ำ 2.5 % เป็นยูเรีย อีก 2.5% เป็นสารอื่นๆ ถ้าแยกส่วนประกอบที่เป็นมิลลิกรัมออกมาในน้ำปัสสาวะ 100 ซีซี(ลูกบาศก์เซนติมเตร)จะพบว่ามี

1. Urea Nitrogen ปริมาณ 682.00 มิลลิกรัม
2. Urea ปริมาณ 1,459.00 มิลลิกรัม เป็นสารขับปัสสาวะ สารต้านอักเสบ ต้านไวรัส แบคทีเรีย ผิวหนังอ่อนเยาว์ ช่วยกำจัดเชื้อ แบคทีเรียในทางเดินอาหารขณะที่ดิ่มน้ำปัสสาวะเข้าไป
3. Creatinin Nitrogen ปริมาณ 36.00 มิลลิกรัม
4. Creatinin ปริมาณ 97.00 มิลลิกรัม
5. Uric acid nitrogen ปริมาณ 12.30 มิลลิกรัม
6. Uric acid ปริมาณ 36.90 มิลลิกรัม เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง
7. Amino nitrogen ปริมาณ 9.70 มิลลิกรัม
8. Ammonia nit. ปริมาณ 57 มิลลิกรัม
9. Sodium ปริมาณ 212.00 มิลลิกรัม
10. Potassium ปริมาณ 137.00 มิลลิกรัม
11. Calcium ปริมาณ 19.50 มิลลิกรัม
12. Magnesium ปริมาณ 11.30 มิลลิกรัม
13. Chloride ปริมาณ 314.00 มิลลิกรัม
14. Total sulphate ปริมาณ 91.00 มิลลิกรัม
15. Inorganic sulphate ปริมาณ 83.00 มิลลิกรัม
16. Inorganic phosphate ปริมาณ 127.00 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ยังมีสารอื่นๆ อีก ซึ่งมีดังนี้
1. เอนไซม์ ได้แก่
1.1 Amylase(diastase)
1.2 Lactic dyhydrogenate(LDH)
1.3 Leucine amino-peptdase(LAP)
1.4 Urokinase เป็นสารละลายลิ่มเลือด รักษาเส้นเลือดอุดตัน

2. ฮอร์โมน ได้แก่
2.1 Catecholamines
2.2 17-Catosteroids
2.3 Hydroxysteroids
2.4 Erytropoietine สารกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดง
2.5 Adenylate cyclase ประสานการทำงานฮอรโมนหลายชนิดในร่างกาย โดยผ่านการทำงานของสาร cyclic AMP
2.6 Prostaglandin เป็นสารประจำถิ่นในเนื้อเยื่อหลายชนิด ควบคุมการอักเสบ การรับรู้ความปวด การจับตัวของลิ่มเลือด ช่วย 
การทำงานของมดลูก

3. ฮอรโมนเพศ ช่วยสร้างความกระชุ่มกระชวย ผิวพรรณดี ลดรอยย่นและความหย่อนยาน สร้างสุขภาพจิตที่ดี ลดคลอเรสเตอรอลในเลือด ป้องกันกระดูกผุ

4. อินซูลิน คนที่เป็นเบาหวานจะได้อินซูลินเข้าไปช่วยเสริมสร้างการเจริญอาหาร

5. Melatonin พบในปัสสาวะตอนเช้า สารนี้ช่วยให้จิตใจสงบ ลดความกระวนกระวาย หลับสบาย

แต่นักวิจัยยังเชื่อว่ายังมีสารอื่นอีกที่ยังไม่รู้จักอีกมาก 

จากการทดลองวิจัยของ น.พ.ธรรมาธิกรี รัฐมหาราษฎร์ ประเทศอินเดีย ได้ทดลองให้ผู้ป่วยดื่มน้ำปัสสาวะของตนเอง 200 คน ได้ข้อสรุปดังนี้

1. เซลล์ร่างกายสามารถรับออกซิเจนได้มากขึ้น อัตราการเผาผลาญในร่างกายสูงขึ้น
2. ช่วยให้ร่างกายช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงมากขึ้นในผู้ป่วยทุกราย ปริมาณฮีโมโกลบินในเลือดสูงขึ้น

บทความนี้มาจาก ข้อสอบวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ แสง เสียง Ent สูตรฟิสิกส์ 



โอสถวิเศษของพระพุทธเจ้า

โรคมะเร็งซึ่งถือกันว่าเป็นโรคร้ายแรงในยุคปัจจุบัน ได้ถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันว่ามีโครงสร้างของโมเลกุลเป็นอย่างไร ทำให้สามารถตรวจสอบอาการของมะเร็งได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อพบโมเลกุลของเซลล์ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายว่าเป็นโมเลกุลของมะเร็งแล้วก็รู้ได้โดยง่ายว่าเป็นมะเร็ง 

พวกฝรั่งเขาเก่ง โฆษณาเก่ง อะไรๆ ก็อ้างว่าเป็นผู้คิด ผู้รู้หรือเป็นผู้คนพบ แล้วเหมารวมเอาว่าเป็นภูมิปัญญาของฝรั่ง อย่างดินปืนหรือเข็มทิศนั่นประไร คนจีนเขาคิดได้ก่อนร่วมสองพันปี ฝรั่งเอาไปพัฒนาแล้วอ้างเอาว่าเป็นต้นคิด แม้กระทั่งปืนกลอะไรนั่น ความจริงขงเบ้งได้คิดใช้ก่อนแล้วตั้งแต่เกือบสองพันปี ดังที่มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในสามก๊ก

เซรุ่มหรือวัคซีนในการรักษาป้องกันโรคและพิษหลายอย่าง ฝรั่งก็อ้างผูกขาดเอาว่าเป็นต้นคิด ทั้งๆ ที่ความจริงแนวความคิดในการผลิตเซรุ่มหรือวัคซีนไม่ใช่เรื่องใหม่ หากเป็นเรื่องที่มีมานานแล้วอย่างน้อยก็สองพันกว่าปี 

อันเซรุ่มหรือวัคซีนนั้นหลักการอันเป็นแนวคิดก็คือการใช้พิษฆ่าพิษหรือข่มพิษ มีการเอาพิษหรือเชื้อโรคไปบ่มไปเพาะ แล้วนำไปใช้ในการป้องกันหรือรักษาพิษหรือโรค ฝรั่งคิดเรื่องนี้ได้ในระยะเพียงประมาณไม่กี่ร้อยปีมานี้ แต่จีนคิดและใช้ความรู้เกี่ยวกับพิษข่มพิษหรือใช้พิษแก้พิษมาร่วมสองพันปีแล้ว ยาแผนโบราณของจีนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจำนวนมากล้วนได้ใช้หลักพิษข่มพิษหรือพิษแก้พิษ 

ฝรั่งเคยเอายาจีนไปพิสูจน์แล้วออกข่าวโวยวายว่าเป็นยาที่กินไม่ได้เพราะมีสารพิษเจือปน ก็เพราะนัยดังกล่าวนี้เอง ทั้งๆ ที่ในการใช้บำบัดรักษาจริงๆ แล้ว สามารถใช้ได้ผลเป็นอย่างดี ดังเช่นยารักษาโรคมะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะลำไส้ที่มีชื่อว่า "เปี่ยนเซฮวง" หรือ"เพี้ยนจื่อหวัง" หากเอาไปพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ก็จะพบว่ามีสารพิษบางอย่างซึ่งฝรั่งถือว่าใช้ไม่ได้ แต่ในการใช้บำบัดรักษาผู้เป็นโรคมะเร็งในหลายประเทศทั่วโลกปรากฏว่าใช้ได้ผลดี 

พรรคพวกคนหนึ่งเป็นโรคไวรัสบีที่ตับ ตัวเหลืองซีด เดินไม่ได้ กินไม่ได้ อีกไม่นานก็จะตายแล้ว แต่พอได้กินยาดังกล่าวเข้าประมาณ 20 เม็ด ก็เริ่มสามารถเดินได้ ครั้นกินไปได้ครบ 60 เม็ด ตัวที่เหลืองซีดก็หาย ผลตับก็ดีขึ้นและเป็นปกติจนถึงทุกวันนี้

พระพุทธเจ้าของชาวพุทธเราทรงพบหลักการบำบัดรักษาโรคทำนองเดียวกับ "เซรุ่ม" หรือ "วัคซีน" ก่อนใครในโลก เป็นวิธีที่ง่าย สะดวกในการใช้สอย และได้ผลจริง มีความแสดงไว้อย่างชัดเจนทั้งในพระสูตรและพระวินัย อย่าได้คิดว่าเป็นการค้นพบโดยการทดลองทางวิทยาศาสตร์ หากเป็นการรู้เห็นด้วยญาณอันวิเศษ และปฏิบัติใช้ได้ผลมาแล้วกว่าสองพันห้าร้อยปี 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นผลดีของโอสถวิเศษดังกล่าวนี้ จึงบัญญัติไว้ในพระวินัยให้เป็นวัตรปฏิบัติสำคัญ 1 ใน 3 ประการของภิกษุ พระภิกษุต้องมีวัตรปฏิบัติ 3 ประการคือการถือ "ไตรจีวร" เป็นประจำอย่างหนึ่ง "การบิณฑบาต" อย่างหนึ่ง และการทำ "น้ำมูตรเน่า" ฉันอีกอย่างหนึ่ง 

การบิณฑบาตเป็นวัตรก็คือการออกกำลังกายในยามเช้า ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า morning walk หรือ จ็อกกิ้งอะไรก็ตามเถิด แต่แท้จริงแล้วก็คือการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เลือดลมในกายไหลเวียนเป็นปกติ เส้นสายได้คลี่คลาย ได้ทั้งเหงื่อ ได้ทั้งอาหาร 

โดยเฉพาะเวลาอุ้มบาตรแนบกับท้องน้อย ความอุ่นของบาตรพระที่มีข้าวสุกอยู่ในบาตร ได้เคล้าคลึงอยู่กับหน้าท้อง ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของเส้นสายและเลือดลมทั้งปวง ทำให้กายมีความเป็นปกติ เป็นอยู่สบาย แม้ในทางธรรมเล่าก็ทำให้ผู้เป็นพุทธบริษัทได้มีโอกาสทำบุญ บำรุงจิตใจให้อาบเอิบอยู่ด้วยบุญ "จาคะ" และการสละละวาง ประโยชน์ใหญ่หลวงอันเกิดแต่บิณฑบาตมีอยู่ดังนี้

ส่วนการทำ "มูตรเน่า" ฉันนั้นก็คือการเอาน้ำปัสสาวะของตนเองทิ้งหัวทิ้งท้ายเอาแต่กลางน้ำดองกับลูกสมอหรือมะขามป้อมก็ได้ หมักบ่มไว้เป็นเวลา 90 วัน ก็ใช้ฉันได้ หรือจะฉันสดโดยรองเอาแต่เฉพาะช่วงกลาง ทิ้งหัวทิ้งท้ายก็ได้ และนี่เป็นวัตรปฏิบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลในการป้องกัน บำบัด และรักษาโรคที่มีผลชะงัด พิสูจน์เมื่อใดก็ใช้ได้เมื่อนั้น ได้ผลเมื่อนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนในลัทธิศาสนาใดๆ หรือมีเพศวัยอะไร 

คนโบราณหรือคนที่มีอายุเกินกว่า 45 ปี ก็คงเคยได้กินยาแผนโบราณที่ใช้น้ำปัสสาวะเด็กเป็นกระษัยยามาบ้างแล้ว นั่นเป็นเรื่องของคนที่ขยะแขยงน้ำปัสสาวะหรือน้ำมูถ พระผู้มีพระภาคเจ้าวางพุทธบัญญัติให้ใช้น้ำปัสสาวะของตนเองย่อมมีมาแต่เหตุว่า อาการของโรคใดๆ ของคนใดคนหนึ่งย่อมต้องบำบัดรักษาด้วยน้ำมูถหรือน้ำปัสสาวะของผู้นั้น จะใช้ของผู้อื่นไม่ได้ 

มีผู้ใช้โอสถทิพย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าในการบำบัดรักษาโรคหลายอย่างหลายชนิดตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน ตั้งแต่ป่วยเป็นไข้ เป็นฝีในท้อง เป็นโรคลำไส้ เป็นโรคตับ โรคไต ความดันโลหิตสูง มะเร็ง และโรคอื่นๆ สารพัด

ได้ทราบข่าวหลายกระแสและค่อนข้างจะแน่ชัดแล้วว่า น้ำมูตรเน่าหรือน้ำปัสสาวะนั้นสามารถบำบัดรักษาโรคเอดส์ได้ด้วย เหตุที่มีการทดลองใช้น้ำปัสสาวะหรือน้ำมูถเน่ารักษาโรคเอดส์เนื่องจากการรักษาแผนปัจจุบันนั้นเป็นอันสิ้นหวัง และยังไม่สามารถค้นพบยาขนานอื่นใดที่รักษาโรคเอดส์ได้อย่างแท้จริง จึงทำให้ผู้เป็นโรคเอดส์ที่ว่านี้ทอดอาลัยตายอยาก แล้วคิดว่าไหนๆ ก็จะตายแล้ว ลองใช้โอสถวิเศษของพระพุทธเจ้าบ้างจะเป็นไรไป

ครั้นทดลองเอามากินเพียง 10 กว่าวัน ลิ้นและปากที่เป็นฝ้ากินอะไรไม่ได้ก็เริ่มกินน้ำได้คล่องคอแล้วค่อยๆ กินอาหารได้ พอกินอาหารได้ความซูบซีดผอมแห้งแรงน้อยก็ค่อยๆ หาย เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นโดยลำดับ 6 เดือนผ่านไปเนื้อหนังมังสาผิวพรรณ เริ่มเหมือนผู้คนมากกว่าที่เหมือนเปรตดังแต่ก่อน ค่อยๆ เดินได้ ออกกำลังกายได้ 8 เดือนผ่านไปก็มั่นใจว่าโอสถวิเศษของพระพุทธเจ้าสามารถรักษาโรคเอดส์ให้หายได้อย่างแน่นอน จึงกินต่อมาเรื่อยๆ 5 ปีผ่านไปแล้วบางราย 3 ปีผ่านไปแล้วก็สามารถดำรงชีวิตเป็นปกติยิ่งขึ้น หรือเหมือนกับคนปกติแล้ว 

ตรองดูเหตุผลซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าวางพุทธบัญญัติให้พระภิกษุฉันน้ำมูตรเน่าเป็นวัตร ก็คงเนื่องมาแต่ยุคพุทธกาลนั้นบ้านเมืองยังทุรกันดาร หมอก็คงหาลำบาก ยามพระภิกษุป่วยไข้จะหาหยูกยาที่ไหนมารักษา และวิธีที่ดีและง่ายที่สุด หาได้ทุกเมื่อทุกวันเวลาก็คือน้ำปัสสาวะของตนเอง 

เหตุที่ต้องใช้น้ำปัสสาวะของตนเองก็เพราะว่าน้ำปัสสาวะของคนเรานั้นเป็นสิ่งที่กลั่นจากน้ำในกาย ทั้งน้ำเลือด น้ำหนอง และน้ำทุกชนิดในกายอันยาววาหนาคืบนี้ โดยไตเป็นกลไกในการขับกรอง โรคทั้งหลายในกายย่อมอาศัย ย่อมมีเหตุปัจจัยและย่อมมีผลเกี่ยวด้วยน้ำหลายชนิดดังกล่าวในกายของตัวเองนั่นเอง เป็นโรคอะไรน้ำในกายก็ย่อมมีสารอันเป็นเหตุเป็นปัจจัยของโรคนั้นอยู่ เมื่อผ่านการกลั่นกรองของไตกลายเป็นน้ำปัสสาวะแล้ว น้ำปัสสาวะนั้นจึงเหมือนกับเซรุ่มหรือวัคซีนที่พวกฝรั่งเพิ่งค้นพบในภายหลังนั่นแหละ 

เมื่อมองดังนี้ก็จะเห็นได้ว่าน้ำปัสสาวะของคนเราแท้จริงแล้วก็คือ "เซรุ่ม" หรือ "วัคซีน" ที่ธรรมชาติประทานไว้ให้กับคนเรานั่นเอง เป็นเซรุ่มหรือวัคซีนธรรมชาติที่สามารถใช้ป้องกันบำบัดรักษาโรคประจำกายได้โดยอัตโนมัติ เป็นโรคอะไรหรือจะเป็นโรคอะไรร่างกายก็จะผลิตน้ำปัสสาวะ ที่เสมือนดังหนึ่งเซรุ่มหรือวัคซีนที่จะมีผลต่อการบำบัดรักษาโรคนั้นอย่างตรงตัวที่สุด 

อุปมาเหมือนกับการเอาพิษงูเห่าไปทำเซรุ่มรักษาพิษงูเห่า หรือการเอาพิษงูจงอางไปทำเซรุ่มรักษาพิษงูจงอางนั่นแล โรคเอดส์ก็ประกอบด้วยน้ำ มีเหตุมีปัจจัยจากน้ำ และก่อผลแก่น้ำอันมีอยู่ในกาย เมื่อเป็นเช่นนี้ร่างกายคนเราจึงผลิตเซรุ่มหรือวัคซีนที่รักษาโรคเอดส์ โดยการใช้น้ำปัสสาวะของผู้ป่วยเป็นโรคเอดส์นั้นในการบำบัดรักษาโรคเอดส์ให้หาย

สมญานามของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ว่าเป็นผู้แจ้งโลกนั้น ไม่ว่าจะคิดจะพิจารณาศึกษาค้นคว้าในเรื่องไหนๆ ก็จะเห็นได้ถึงความรู้แจ้งโลกหรือความเป็นสัพพัญญูอย่างถ่องแท้ ได้ลองค้นคว้าตำรายาในพระไตรปิฎกก็ได้พบตำรายามากหลาย หากมีวันเวลาว่างและกองบรรณาธิการอนุญาตแล้วก็ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องตำรายาในพระไตรปิฎก เพื่อเป็นธรรมทานแก่เพื่อนมนุษย์สักครั้งหนึ่ง ท่านผู้ใดสนใจก็คอยติดตามเอาเองก็แล้วกัน

น้ำปัสสาวะสดอย่าได้คิดว่าเป็นเรื่องสกปรกโสมม คิดเสียว่าเหมือนกับน้ำลายที่อยู่ในปาก สามารถกลืนกินได้ฉันใด น้ำปัสสาวะก็ดื่มกินได้ฉันนั้น แต่เอาหละเพื่อความสะอาดช่วงต้นช่วงปลายอาจจะมีกลิ่นอันน่ารังเกียจอยู่บ้างก็ทิ้งไปเสีย เอาแต่ตอนกลางดื่มเช้าหนหนึ่ง ก่อนนอนหนหนึ่งก็ถือได้ว่าเป็นโอสถวิเศษที่เป็นยาอายุวัฒนะ และสามารถบำบัดรักษาโรคที่มีอยู่ในตนได้ทุกอย่าง

รสชาติของน้ำปัสสาวะของแต่ละคนและที่เป็นโรคแต่ละโรคย่อมแตกต่างกัน บ้างมัน บ้างหวาน บ้างเค็ม บ้างเปรี้ยว บ้างจืด บ้างมีกลิ่นฉุน บ้างขื่น บ้างเหมือนกลิ่นสับปะรด ก็ถือเสียเถิดว่านั่นเป็นยาแต่ละขนานสำหรับโรคแต่ละโรค 

ส่วนการทำน้ำมูถเน่านั้น ให้ใช้น้ำปัสสาวะตอนเช้าและตอนก่อนเข้านอน ทิ้งหัวทิ้งท้ายเอาเฉพาะส่วนกลาง ดองใส่โหลไว้ ใส่สมอหรือมะขามป้อมแล้วปิดฝาให้มิดชิด ถ้วน 90 วันแล้วก็ดื่มกินได้ ทั้งรสชาติดีและรักษาโรคได้ทุกชนิด จะกินน้ำปัสสาวะเพื่อป้องกันรักษาโรคก็ได้ หรือถ้ารังเกียจก็คอยจนเป็นโรคใดโรคหนึ่งที่หมอไม่รับรักษาแล้วค่อยทดลองกินก็ได้ 

ขออำนาจแห่งพระรัตนตรัยที่ยังประโยชน์ยิ่งแก่หมู่สัตว์จงประสิทธิ์ประสาทฤทธิ์ของโอสถทิพย์แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่คนทั้งปวงเทอญ

สิริอัญญา ข้างประชาราษฎร์
ผู้จัดการ 31 มีนาคม 2545 



ประวัติท่านพ่อหมอโกมารภัจ

ย้อนหลังจาก "ภัทรกัป" นี้ไปแสนกัป สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า "ปทุมุตระ" เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ประสูติที่เมืองจัมปา เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอสมะ กับพระนางอสมา ก่อนเสด็จออกทรงผนวช ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางอุตรา มีพระโอรสพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า รัมมะ 

ภายหลังทรงรู้สึกเบื่อหน่ายในเพศผู้ครองเรือนจึงเสด็จออกทรงผนวชบำเพ็ญพรต จนสำเร็จเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเสด็จไปประกาศพระศาสนา โดยได้แสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกชื่อ "ธนัญชุยยานสูตร" ไม่นาน มีผู้เลื่อมใสมอบตนเป็นสาวกมากขึ้นตามลำดับ ในจำนวนนี้มีพระภราดาทั้งสองของพระองค์คือ เจ้าชายสาละ กับเจ้าชายอุปสาละ รวมอยู่ด้วยซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาในตำแหน่งเอตทัคะ เป็นพระอัครสาวกฝ่ายขวา และฝ่ายซ้าย ตามลำดับ

สมัยนั้น "ท่านชีวกโกมารภัจ" เกิดทันเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาเห็นชายคนหนึ่งท่าทางภูมิฐาน เดินเข้าเดินออกพระอารามที่ประทับของพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ อยากรู้ว่า ชายคนนี้ไปวัดทำไมบ่อยๆ วันหนึ่ง จึงได้ไปดักรออยู่นอกประตูวัด พอชายคนนั้นเดินออกนอกประตูมา เขาจึงกรากเข้าไปถามว่า 
“นี่คุณ ผมเห็นคุณเดินเข้าเดินออกวัดทุกวัน ผมอยากทราบว่าคุณไปทำไม” 

สุภาพบุรุษคนนั้น มองเขาแวบหนึ่ง แล้วตอบอย่างสุภาพว่า 
“ผมเป็นนายแพทย์ประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้า ผมไปเฝ้าพระองค์ทุกวัน เพื่อรับพระโอวาท และถวายการรักษาในคราวที่ทรงพระประชวร” 

“แหม..คุณช่างมีตำแหน่งน่าสรรเสริญจริงๆ ทำอย่างไงผมจะได้เป็นอย่างคุณบ้างนะ” 

“หน้าที่อย่างนี้ ชั่วพุทธกาลหนึ่งก็มีเพียงคนเดียว ถ้าคุณอยากเป็นอย่างผมก็ตั้งอธิษฐานไว้ชาติหน้าสิ ผมไปละจะรีบไปดูคนไข้ในเมือง” 

แล้วหมอก็รีบผละไป ปล่อยให้เขายืนคิดอยู่คนเดียว “ถ้าคุณอยากเป็นอย่างผม ก็ตั้งอธิษฐานไว้ชาติหน้าสิ” คำพูดของหมอยังก้องอยู่ในใจ ชาติหน้ามีจริงหรือ ? อธิษฐานจิตมีผลถึงชาติหน้าจริงหรือ ? ฯลฯ 

คำถามเหล่านี้เรียงคิวเข้ามาสู่สมองของเขาเป็นทิวแถว แต่ก็ให้คำตอบแก่ตัวเองไม่ได้ พลันนึกถึงพระพุทธเจ้าขึ้นมาได้จึงเข้าไปเฝ้าพระองค์ยังพระอารามกราบทูลถามข้อข้องใจต่างๆ พระองค์ก็ทรงประทานวิสัชนาให้เป็นที่หายสงสัยหมดสิ้น เป็นครั้งแรกที่เขามีโอกาสได้เข้าเฝ้า และสนทนาอย่างใกล้ชิดกับพระผู้เป็นศาสดาเอกในโลก ให้รู้สึกปีติดีใจเหลือพรรณนา หลังจากได้รับรสพระธรรมจากพระองค์เป็นที่ชุ่มชื่นใจแล้ว เขาได้กราบทูลอาราธนาพระองค์ไปเสวยภัตตาหารที่บ้านของเขาพร้อมกับภิกษุสงฆ์ พระองค์ทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ 

หลังจากถวายภัตตาหาร แด่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกแล้ว เขาเข้าไปกราบแทบพระยุคลบาท กล่าวคำอธิษฐาน ต่อพระพักตร์ว่า 
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายภัตตาหารครั้งนี้ ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าจงเป็นแพทย์ประจำพระพุทธเจ้าในอนาคต เช่นเดียวกับนายแพทย์ผู้อุปัฏฐากพระองค์เถิด” 

“เอวัง โหตุ.. ขอให้สัมฤทธิ์ดังปรารถนาเถิด” 

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงดำรัสตอบ ทรงประทานอนุโมทนากถา เสร็จแล้วเสด็จกลับไปยังพระอาราม 

ครั้นดับขันธ์จากชาตินั้นแล้ว เขาได้เวียนว่ายตายเกิดในภพต่างๆ ดีบ้าง ชั่วบ้าง ตามแรงกรรมที่ก่อสร้างไว้ กาลผ่านไปเป็นระยะเวลานานนับได้แสนกัป ในที่สุด “แรงอธิษฐาน” ของเขาก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อเขาได้มาถือกำเนิดเป็น "ชีวกโกมารภัจ" โอรสบุญธรรมของ "เจ้าฟ้าอภัย" (พระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร เจ้าแห่งมคธรัฐ)


รักษาสมเด็จพระผู้มีพระภาคให้เสวยพระโอสถถ่าย (ยาระบาย)

ก็โดยสมัยนั้นแล..พระกายของพระผู้มีพระภาคหมักหมมด้วยสิ่งอันเป็นโทษ จึงพระผู้มีพระภาครับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า 
“ดูกรอานนท์ กายของตถาคตหมักหมมด้วยสิ่งอันเป็นโทษ ตถาคตต้องการจะฉันยาถ่าย” 

ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เดินไปหาชีวกโกมารภัจ ครั้นถึงแล้วได้กล่าวคำนี้กะชีวกโกมารภัจจ์ว่า 
“ท่านชีวก พระกายของพระตถาคตหมักหมมด้วยสิ่งอันเป็นโทษ พระตถาคต ต้องการจะเสวยพระโอสถถ่าย” ชีวกโกมารภัจกล่าวว่า 

“พระคุณเจ้า ถ้าอย่างนั้น ขอท่านจงโปรด ทำพระกายของพระผู้มีพระภาคให้ชุ่มชื่นสัก ๒ - ๓ วัน” 

ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ได้ทำพระกายของพระผู้มีพระภาคให้ชุ่มชื่น ๒-๓ วันแล้ว เดินไปหาชีวกโกมารภัจ ครั้นถึงแล้วได้กล่าวคำนี้กะชีวกโกมารภัจว่า 
“ท่านชีวก พระกายของพระตถาคตชุ่มชื่นแล้ว บัดนี้ ท่านรู้กาลอันควรเถิด” 

ครั้งนั้น ชีวกโกมารภัจได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า 
“การที่เราจะพึงทูลถวายพระโอสถ ถ่ายที่หยาบแด่พระผู้มีพระภาคนั้น ไม่สมควรเลย ถ้ากระไร เราพึงอบก้านอุบล๓ ก้านด้วยยาต่างๆ แล้วทูลถวายพระตถาคต” 

ครั้นแล้วได้อบก้านอุบล ๓ ก้านด้วยยาต่างๆ แล้วเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นแล้วได้ทูลถวายก้านอุบลก้านที่หนึ่งแด่พระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า 
“พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงสูดก้านอุบลก้านที่ ๑ นี้ การทรงสูดก้านอุบลนี้จักยังพระผู้มีพระภาคให้ถ่ายถึง ๑๐ ครั้ง” 

แล้วได้ทูลถวายก้านอุบลก้านที่ ๒ แด่พระผู้มีพระภาคกราบทูลว่า 
“พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงสูดอุบลก้านที่ ๒ นี้ การทรงสูดก้านอุบลนี้จักยังพระผู้มี พระภาคให้ถ่ายถึง ๑๐ ครั้ง” 

แล้วได้ทูลถวายก้านอุบลก้านที่ ๓ แด่พระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า 
“พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงสูดก้านอุบลก้านที่ ๓ นี้ การทรงสูดก้านอุบลนี้ จักยังพระผู้มีพระภาคให้ถ่ายถึง ๑๐ ครั้ง ด้วยวิธีนี้ พระผู้มีพระภาคจักทรงถ่ายถึง ๓๐ ครั้ง” 

ครั้นชีวกโกมารภัจ ทูลถวายพระโอสถถ่ายแด่พระผู้มีพระภาคเพื่อถ่ายครบ ๓๐ ครั้งแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณกลับไป ขณะเมื่อชีวกโกมารภัจเดินออกไปนอกซุ้มประตูแล้วได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า 

เราทูลถวายพระโอสถถ่ายแด่พระผู้มีพระภาคเพื่อถ่ายครบ ๓๐ ครั้งพระกายของพระตถาคตหมักหมมด้วยสิ่งอันเป็นโทษ จักไม่ยังพระผู้มีพระภาคให้ถ่าย ครบ ๓๐ ครั้ง จักให้ถ่ายเพียง ๒๙ ครั้ง แต่พระผู้มีพระภาคทรงถ่ายแล้วจักสรงพระกาย ครั้นสรงพระกายแล้ว จักถ่ายอีกครั้งหนึ่ง อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคจักทรงถ่ายครบ ๓๐ ครั้ง 

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกแห่งจิตของชีวกโกมารภัจด้วยพระทัยแล้ว รับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า 
“อานนท์..ชีวกโกมารภัจ กำลังเดินออกนอกซุ้มประตูวิหารนี้ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า 

เราถวายพระโอสถถ่ายแด่พระผู้มีพระภาคเพื่อถ่ายครบ ๓๐ ครั้งแล้ว พระกายของพระตถาคตหมักหมมด้วยสิ่งอันเป็นโทษ จักไม่ยังพระผู้มีพระภาคให้ถ่ายครบ ๓๐ ครั้ง จักให้ถ่ายเพียง ๒๙ ครั้ง แต่พระผู้มีพระภาคทรงสรงพระกาย ครั้นสรงพระกายแล้วจักถ่ายอีกครั้งหนึ่ง อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคจักทรงถ่ายครบ ๓๐ ครั้ง อานนท์ถ้าอย่างนั้น เธอจงจัดเตรียมน้ำร้อนไว้”

พระอานนท์ทูลรับสนองพระพุทธพจน์แล้ว จัดเตรียมน้ำร้อนไว้ถวาย ต่อมา ชีวกโกมารภัจไปในพุทธสำนัก ครั้นถึงแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า พระผู้มีพระภาคทรงถ่ายแล้วหรือ พระพุทธเจ้าข้า 

พระพุทธองค์ตรัสว่า “เราถ่ายแล้ว ชีวก” 

ชีวกโกมารภัจ “พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้ากำลังเดินออกไปนอกซุ้มประตูพระวิหารนี้ ได้มีความ ปริวิตกดังนี้ว่า 

เราถวายพระโอสถถ่ายแด่พระผู้มีพระภาคเพื่อถ่ายครบ ๓๐ ครั้งแล้ว พระกายของ พระผู้มีพระภาคหมักหมมด้วยสิ่งอันเป็นโทษ จักไม่ยังพระผู้มีพระภาคให้ถ่ายครบ ๓๐ ครั้ง แต่พระผู้มีพระภาคทรงถ่ายแล้วจักสรงพระกาย ครั้นสรงพระกายแล้วจักถ่ายอีกครั้งหนึ่งอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคจักทรงถ่ายครบ ๓๐ ครั้ง พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคจงโปรดสรงพระกาย ขอพระสุคตจงโปรดสรงพระกาย” 

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงสรงน้ำอุ่น ครั้นสรงแล้ว ทรงถ่ายอีกครั้งหนึ่งอย่างนี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงถ่ายครบ ๓๐ ครั้ง ลำดับนั้น ชีวกโกมารภัจจ์ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคไม่ควรเสวยพระกระยาหารที่ปรุงด้วยน้ำต้มผัก ต่างๆ จนกว่าจะมีพระกายเป็นปกติ” 

ต่อมาไม่นานนัก พระกายของพระผู้มีพระภาคได้เป็นปกติแล้ว 

๐ กราบทูลขอพร 

ครั้งนั้น ชีวกโกมารภัจ ถือผ้าสิไวยกะคู่นั้นไปในพุทธสำนัก ครั้นถึงแล้วถวายบังคม พระผู้มีพระภาค นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ชีวกโกมารภัจจ์นั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า 
“ข้าพระพุทธเจ้าจะขอประทานพรต่อพระผู้มีพระภาคสักอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า” 

พระพุทธองค์ “พระตถาคตทั้งหลายเลิกให้พรเสียแล้ว ชีวก” 

ชีวกโกมารภัจ “ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานพรที่สมควรและไม่มีโทษ พระพุทธเจ้าข้า” 

พระพุทธองค์ “จงว่ามาเถิด ชีวก” 

ชีวกโกมารภัจจ์ “พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคและพระสงฆ์ทรงถือผ้าบังสุกุลเป็นปกติอยู่ ผ้าสิไวยกะของข้าพระพุทธเจ้าคู่นี้ พระเจ้าปัชโชตทรงส่งมาพระราชทาน เป็นผ้าเนื้อดีเลิศ ประเสริฐมีชื่อเสียงเด่นอุดม และเป็นเยี่ยมกว่าผ้าทั้งหลายเป็นอันมาก ตั้งหลายคู่ ตั้งหลายร้อยคู่ หลายพันคู่ หลายแสนคู่ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงพระกรุณาโปรดรับผ้าคู่สิไวยกะของข้าพระพุทธเจ้า และขอจงทรงพระพุทธานุญาตคหบดีจีวรแก่พระสงฆ์ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า” 

พระผู้มีพระภาคทรงรับผ้าคู่สิไวยกะแล้ว ครั้นแล้วทรงชี้แจงให้ชีวกโกมารภัจเห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ครั้นชีวกโกมารภัจจ์ อันพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วลุกจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคทำประทักษิณกลับไป 


๐ หมอชีวกบรรลุโสดาบัน 

หมอชีวกได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน และด้วยศรัทธาในพระพุทธเจ้า ปรารถนาจะไปเฝ้าวันละ ๒-๓ ครั้ง เห็นว่า พระเวฬุวันไกลเกินไปจึงสร้างวัดถวายในอัมพวันคือ สวนมะม่วงของตนเรียกกันว่า "ชีวะกัมพวัน" (อัมพวัน ของหมอชีวก) 

เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเริ่มน้อมพระทัยมาทางศาสนาหมอชีวกก็เป็นผู้แนะนำให้เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุที่หมอชีวกเป็นแพทย์ประจำคณะสงฆ์และเป็นผู้มีศรัทธา เอาใจใส่เกื้อกูลพระสงฆ์มาก 


๐ โรคระบาด ๕ ชนิด 

ครั้นหนึ่ง มีโรคระบาดในมคธชนบท ๕ ชนิด คือ โรคเรื้อน ๑ โรคฝี ๑ โรคกลาก ๑ โรคมองคร่อ ๑ โรคลมบ้าหมู ๑ จึงเป็นเหตุให้มีคนมาบวชเพื่ออาศัยวัดเป็นที่รักษาตัวจำนวนมาก จนหมอชีวกต้องทูลเสนอพระพุทธเจ้า ให้ทรงบัญญัติข้อห้ามมิให้รับบวชคนเจ็บป่วย ด้วยโรค ๕ ชนิด ใครบวชให้ถือว่าเป็นอาบัติทุกกฏ 

๐ อนุญาตให้สงฆ์รับคหบดีจีวร 

สมัยหนึ่ง หมอชีวกได้ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าอนุญาตให้สงฆ์รับคหบดีจีวรเป็นครั้งแรก. 

๐ ทูลเสนออนุญาตที่จงกรมและเรือนไฟ 

นอกจากนั้น หมอชีวกได้กราบทูลเสนอให้ทรงอนุญาตที่จงกรมและเรือนไฟเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นที่บริหารกายช่วยรักษาสุขภาพของภิกษุทั้งหลาย 

๐ ๐ หมอชีวกทำการรักษาบาดแผล 

ในสมัยหนึ่ง "พระเทวทัต" เป็นผู้ร่วมคิดกับ "พระเจ้าอชาตศัตรู" ขึ้นสู่เขาคิชฌกูฏ มีจิตคิดร้าย คิดว่า “เราจักปลงพระชนม์พระศาสดา” จึงกลิ้งหินลง ยอดเขา ๒ ยอดรับหินนั้นไว้ สะเก็ดซึ่งแตกออกจากหินนั้น กระเด็นไปกระทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังพระโลหิตให้ห้อแล้ว เวทนากล้าเป็นไปแล้ว 

ภิกษุทั้งหลายนำพระศาสดาไปยังสวนมัททกุจฉิ พระศาสดามีพระประสงค์จะเสด็จ แม้จากสวนมัททกุจฉินั้นไปยังสวนมะม่วงของหมอชีวกจึงตรัสว่า “เธอทั้งหลาย จงนำเราไปในสวนมะม่วงของหมอชีวกนั้น” 

พวกภิกษุได้พระพระผู้มีพระภาคเจ้าไปยังสวนมะม่วงของแล้ว หมอชีวกทราบเรื่องนั้น ไปสู่สำนักพระศาสดา ถวายเภสัชขนานที่ชะงัด เพื่อประโยชน์กำชับแผล พันแผลเสร็จแล้ว ได้ทราบทูลคำนี้กะพระศาสดาว่า 

“พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ประกอบเภสัชแก่มนุษย์ผู้หนึ่งภายในพระนคร, ข้าพระองค์จักไปยังสำนักของมนุษย์นั้นแล้ว จัก (กลับ) มาเฝ้า นี้จงตั้งอยู่โดยนิยามที่ข้าพระองค์พันไว้นั่นแหละ จนกว่าข้าพระองค์จะกลับมาเฝ้า” 

เขาไปทำกิจที่ควรทำแก่บุรุษนั้นแล้ว กลับมาในเวลาปิดประตูจึงไม่ทันประตู ทีนั้น เขาได้มีความวิตกอย่างนี้ว่า 
“แย่จริง เราทำกรรมหนักเสียแล้ว, ที่เราถวายเภสัชอย่างชะงัดพันแผลที่พระบาทของพระตถาคตเจ้า ดุจคนสามัญ เวลานี้เป็นเวลาแก้แผลนั้น, เมื่อแผลนั้นอันเรายังไม่แก้, ความเร่าร้อนในพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าจักเกิดตลอดคืนยังรุ่ง” 

ขณะที่หมอชีวกคิดกลุ้มใจอยู่นั้น พระบรมศาสดาทรงทราบกระแสความคิดของเขา จึงตรัสเรียกพระอานนท์มาแก้ผ้าพันแผลออก ตื่นเช้าขึ้น หมอชีวกได้รีบเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ ทูลถามละล่ำละสักว่า 

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อคืนนี้พระองค์ทรงมีพระอาการร้อนในหรือเปล่า ?” ทรงทราบดีว่าเขาหมายถึงอะไร แต่พระพุทธองค์ตรัสยิ้มว่าๆ ว่า 

“ตถาคตดับความร้อนทุกชนิดได้สนิทแล้ว ตั้งแต่วันตรัสรู้สัมมาสัมโพธิฌาณ ณ โคนต้นโพธิ์ ผู้ที่เดินมาจนสุดทางแห่งสงสารวัฏ หมดความโศก หลุดพ้น ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดๆ แล้วไม่มีความร้อนหรอก ชีวก ไม่ว่าร้อนนอกหรือร้อนใน”

ตรัสจบ ก็ทรงยื่นพระบาทข้างที่บาดเจ็บให้หมอชีวกดูพร้อมทั้งตรัสบอกเขาว่า พระองค์ได้รับสั่งให้พระอานนท์แก้ผ้าพันแผลให้ตั้งแต่เย็นวานนี้ ตรงกับเวลาที่เขานั่งคิดกลุ้มใจอยู่ข้างประตูเมืองนั่นแหละ 

หมอชีวกมองดูพระบาท เห็นแผลหายสนิทดีแล้ว รู้สึกปลาบปลื้มที่ได้ถวายการรักษาพระบรมศาสดาจนหายประชวร 
Comments