ระดับเสียงของดนตรีสากล

ส่วนประกอบของดนตรี

            เพลงที่เราได้ยินได้ฟังกันนั้น สามารถแยกแยะออกเป็นส่วนประกอบหลักๆ ได้ 7 ส่วนด้วยกัน (ผมแบ่งเอาเองนะครับ ซึ่งอาจจะแตกต่างจากการแบ่งในทฤษฎีดนตรีก็ได้อันได้แก่ ระดับเสียง(Pitch), ดูเรชัน (Duration), จังหวะ (Rhythm), เสียงเครื่องดนตรี (Timbre), ความดัง-เบาของเสียงดนตรีหรือเสียงร้อง (Dynamics), เสียงประสาน (Harmony) และคำร้อง (Lyric) ในหนังสือเล่มอื่นๆ อาจจะมีการแยกแยะที่แตกต่างจากนี้ได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละผู้เขียน อย่างไรก็ตาม เอาเป็นว่าในที่นี้เราจะแยกแยะตามข้างต้นก็แล้วกันนะครับ และต่อไปเราจะมาว่ากันไปทีละส่วนกันเลย โดยส่วนแรกที่เราจะกล่าวถึงก็คือ ระดับเสียง

ระดับเสียง

                โดยทั่วไป เราจะได้ยินส่วนประกอบส่วนนี้ซึ่งก็คือ ระดับเสียง ได้ชัดเจนที่สุด ไม่ว่าคุณจะฟังเพลงประเภทคลาสสิก ซึ่งมักจะไม่มีคำร้อง มีแต่เสียงของเครื่องดนตรี ตัวอย่างเช่น ซิมโฟนีหมายเลข 6 (Pastoral) ของบีโธเฟน หรือจะเป็นเพลงประเภท ร็อค ป็อป บลูส์ และแนวเพลงอื่นๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีนหรือภาษาญี่ปุ่นซึ่งปัจจุบันก็มีคนฟังกันมากขึ้น (ยกตัวอย่างเพลงไม่ได้นะครับ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในวงการหรือจะเป็นเพลงภาษาไทยซึ่งปัจจุบันก็มีหลากหลายแนวเพลงให้เลือกฟังกันได้มากมาย (ไม่ยกตัวอย่างเพลงนะครับเพราะไม่แน่ใจว่าจะไปละเมิดลิขสิทธิ์เพลงของเขาหรือเปล่า?) และเพลงๆ หนึ่ง มักจะมีหลายระดับเสียงในเพลงเดียวกัน (จากประสบการณ์การฟังเพลงหรือดนตรีที่ผ่านมา ยังไม่เคยพบเพลงหรือดนตรีที่มีระดับเสียงเพียงระดับเดียวเลย ว่าจะลองแต่งสักเพลงดูว่าจะเป็นอย่างไรอยู่เหมือนกันระดับเสียงส่วนที่เราจะจับได้ดีที่สุดก็คือส่วนที่เป็นทำนองหลักของเพลงๆ นั้น เราอาจจะมองอย่างง่ายๆ ได้เช่นกันว่า ระดับเสียงก็คือเสียงสูงๆ ต่ำๆ ที่ปรากฏในเพลงนั่นเอง (ภาษาไทยของเราก็มีลักษณะที่มีระดับเสียง ซึ่งมีอยู่เพียง ระดับเสียงซึ่งก็คือเสียงวรรณยุกต์นั่นเอง)

                ระดับเสียงของดนตรีสากลมาตรฐานในปัจจุบันจะมีอยู่ด้วยกัน 12 ชื่อของระดับเสียง ระดับเสียงจริงๆ มีมากกว่า 12 เสียง แต่มีชื่อเรียกเพียง 12 ชื่อ โดยแบ่งเป็นกลุ่มๆ เรียกว่า อ็อกเตป (Octave) โดยที่อ็อกเตปต่างๆ จะมีความสัมพันธ์ของระดับเสียงเป็นจำนวนเท่า เช่น สองเท่าหรือครึ่งเท่าของอ็อกเตปที่อยู่ติดกัน อ่านแล้วก็คงจะงงกันนะครับ คงจะต้องยกตัวอย่างดังนี้

                คุณคงจะรู้จักเครื่องดนตรีที่เรียกว่า เปียนโน (Piano) กันนะครับ บริเวณหรือส่วนที่ผู้เล่นเปียนโนต้องสัมผัสเพื่อทำให้เกิดเสียงดนตรีขึ้นมา ซึ่งอาจจะกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าเป็นบริเวณหรือส่วนที่อินเตอร์เฟสกับผู้เล่น (อินเตอร์เฟสเป็นภาษาวิชาการทางด้านคอมพิวเตอร์หมายถึง ส่วนที่ใช้สำหรับการติดต่อระหว่างคนกับเครื่องก็คือส่วนที่เรียกกันว่า คีย์เปียนโน (Piano Key) ซึ่งก็คือ ก้านกดสีขาวและสีดำของเปียนโนนั่นเอง ถ้าเรากดคีย์ใดคีย์หนึ่ง ก็จะเกิดเสียงขึ้นมา โดยที่เสียงที่ได้ยินจากการกดคีย์แต่ละคีย์ จะเป็นระดับเสียงที่แตกต่างกันออกไป สำหรับระดับเสียง 12 ระดับดังกล่าวข้างต้นนั้น มีการกำหนดชื่อให้แต่ละระดับเสียงดังนี้คือ

  
สัญลักษณ์

คำอ่าน

C

ซี

C# or Dbซีชาร์ป หรือ ดีแฟลต (เป็นระดับเสียงเดียวกัน แต่เรียกได้สองแบบ)
D

ดี

D# or Ebดีชาร์ป หรือ อีแฟลต (เป็นระดับเสียงเดียวกัน แต่เรียกได้สองแบบ)
E

อี

F

เอฟ

F# or Gbเอฟชาร์ป หรือ จีแฟลต (เป็นระดับเสียงเดียวกัน แต่เรียกได้สองแบบ)
G

จี

G# or Abจีชาร์ป หรือ เอแฟลต (เป็นระดับเสียงเดียวกัน แต่เรียกได้สองแบบ)
A

เอ

A# or Bbเอชาร์ป หรือ บีแฟลต (เป็นระดับเสียงเดียวกัน แต่เรียกได้สองแบบ)
B

บี

                 สัญลักษณ์ที่ใช้ทั้ง 12 ตัวจะใช้เรียกได้เหมือนกันในทุกๆ อ็อกเตป เราสามารถทราบว่า ระดับเสียงอยู่ในอ็อกเตปใดได้ โดยอ่านจากภาษาดนตรี (จะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไปและเราจะแยกความแตกต่างระหว่างอ็อกเตปโดยใช้ตัวเลข เช่น จะเรียกว่าเป็น อ็อกเตปศูนย์อ็อกเตปหนึ่งอ็อกเตปสองและต่อๆ ไป และเราจะใช้เสียงของเปียนโนเป็นตัวอ้างอิงเสียงของแต่ละอ็อกเตป รูปที่ 1.1 แสดงการเรียกชื่อของระดับเสียงทั้ง 12 ระดับเสียงบนคีย์เปียนโน ส่วนรูปที่ 1.2 แสดงอ็อกเตปต่างๆ ที่ปรากฏบนคีย์เปียนโน

รูปที่ 1.1 การเรียกชื่อระดับเสียง 12 ระดับเสียงบนคีย์เปียนโน

รูปที่ 1.2 อ็อกเตปต่างๆ บนเปียนโน

 

                คราวนี้ก็มาถึงคำอธิบายเกี่ยวกับอ็อกเตปนะครับ จะกล่าวแบบยุ่งๆ  อีกครั้งว่า แต่ละระดับเสียงในอ็อกเตปที่มีตัวเลขใดๆ ค่าหนึ่ง จะเป็นเสียงที่มีระดับเสียงที่สูงเป็น เท่าของแต่ละระดับเสียงในอ็อกเตปที่มีตัวเลขนั้นๆ ลบด้วย ตัวอย่างเช่น ระดับเสียง C4 ซึ่งก็คือ ระดับเสียงที่ชื่อว่า ในอ็อกเตปที่ จะเป็นเสียงเดียวกันกับระดับเสียงที่ชื่อว่า ในอ็อกเตปที่ หรือ C3 แต่มีระดับเสียงที่สูงขึ้นเป็น 2เท่า (ถ้าอธิบายในเทอมของความถี่จะเป็นดังนี้ แต่ละระดับเสียงจะมีความถี่ในการสั่นที่แตกต่างกันไป ความถี่ในการสั่นเพื่อให้ได้เสียง C4จะต้องสั่นให้ได้ความถี่เป็น เท่าของความถี่ที่สั่นให้เกิดเสียง C3) และระดับเสียง C5 ก็จะมีระดับเสียงที่สูงขึ้นเป็น เท่าของ C4 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ระดับเสียง C4 มีระดับเสียงที่ต่ำกว่า C5 ครึ่งเท่า นั่นเอง

 

                ผมคิดว่า ผมได้อธิบายความหมายของ ระดับเสียง ไว้เพียงพอแล้ว (หากต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมก็ช่วยบอกด้วยนะครับ จะได้ลองพยายามอธิบายให้ชัดเจนกว่านี้) เราจะมาสรุปความหมายของ ระดับเสียง กันอย่างสั้นๆ อีกครั้งดังนี้ ระดับเสียง ก็คือ เสียงสูงๆ ต่ำๆ ที่ปรากฏอยู่ในเพลงหรือดนตรีที่เราฟังอยู่นั่นเอง ระดับเสียงในเพลงหรือดนตรีจะปรากฏขึ้นอย่างมีระเบียบแบบแผนตามที่ผู้ประพันธ์เพลงหรือดนตรีนั้นๆ ได้ออกแบบไว้ (ซึ่งบางครั้งก็เป็นที่ชื่นชอบของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น โดยที่คนอีกกลุ่มหนึ่งไม่รู้สึกชอบเลยก็เป็นได้)

                 ตอนต่อไปเราจะมากล่าวถึงส่วนประกอบอื่นๆ ของดนตรี คือ ดูเรชันกับจังหวะ นะครับ

 
Comments