ลัทธิบุญนิยม

ระบบบุญนิยม
คำว่า บุญนิยม ยังไม่คุ้นเคยในหมู่นักวิชาการ และแม้แต่นักการศาสนาก็ยังไม่มีผู้ใดอธิบายไว้ ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ.2530 กลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมชาวอโศก หรือที่รู้จักกันดีในนามสำนักสันติอโศก ซึ่งมีสมณะโพธิรักษ์ เป็นประธานสงฆ์ และเป็นผู้นำ ได้อรรถาธิบายแจกแจงความหมาย ที่มา ปรัชญา แนวคิด ว่าระบบบุญนิยมได้ถือกำเนิดมาพร้อมกับการอุบัติขึ้นของพระพุทธศาสนา แต่เรียกกันในชื่ออื่น จนกระทั่งหลังพุทธกาลประมาณ 2,500 ปี กล่าวคือ ปี พ.ศ.2518 ซึ่งเป็นปีที่พระโพธิรักษ์ได้ประกาศแนวทางปฏิบัติศาสนาพุทธในแนวทางดั้งเดิม เรียกหมู่กลุ่มของตนเองว่า อโศก ตีความตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด มีแนวปฏบัติในศีลที่โดดเด่น จนเกิดความแตกต่างจากสงฆ์กระแสหลัก ทำให้เป็นอุปสรรคในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในขณะนั้น เพื่อให้การประกาศสัจธรรมเป็นไปอย่างเปิดเผย พระโพธิรักษ์จึงขอฉันทานุมัติจากที่ประชุมมหาเถรสมาคม ขอปกครองคณะสงฆ์ของตนเอง แยกออกจากสงฆ์กระแสหลัก ซึ่งปกครองโดยมหาเถรสมาคม จากนั้นเป็นต้นมา ระบบบุญนิยมจึงเริ่มก่อตัวขึ้น จากกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่า ชาวอโศก โดยมีพื้นฐานมาจากการฝึกอบรมสมาชิกให้เคร่งครัดในหลักศาสนา จนเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดหมู่กลุ่ม ชุมชน โดยมีศาสนสถานซึ่งเรียกว่า พุทธสถาน เป็นสถานประกอบการทางศาสนา มีนักบวช ซึ่งเรียกว่า สมณะ (ฝ่ายชาย) และ สิกขมาตุ (ฝ่ายหญิง) เป็นผู้อบรมสั่งสอน เกิดระบบการศึกษาซึ่งเรียกว่า สัมมาสิกขา ขึ้นมารองรับการพัฒนาหมู่สมาชิกญาติธรรม
ถือได้ว่า องค์ประกอบ 3 ส่วนของชุมชนบุญนิยม ได้แก่ บ้าน (ชุมชนชาวอโศก) วัด (พุทธสถาน) และ โรงเรียน (สัมมาสิกขา) ซึ่งรวมกันเรียกว่า บวร เป็นปัจจัยนำเข้า (Input) ในการบริหารจัดการบุคคล องค์กร และระบบ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของวิถีบุญนิยม ตามทฤษฎีอริยมรรค มีองค์ 8 ซึ่งถือได้ว่าเป็นทัศนะแม่บทสำคัญ หรือเป็นกระบวนทัศน์ (Paradigm) ของชาวอโศกในการพัฒนาองคาพยพต่างๆ มากมาย ทั้งทางด้านศาสนา, การเมือง การปกครอง (การเมืองอาริยะ), การเงิน การคลัง (กองบุญ สาธารณโภคี), การกสิกรรม (กสิกรรมไร้สารพิษ สามอาชีพกู้ชาติ), สุขภาพ (สุขภาพ 7 อ.), ชุมชนและสิ่งแวดล้อม (ชุมชนบุญนิยม), อุตสาหกิจชุมชน, การศึกษา (สัมมาสิกขา), การสื่อสาร, เศรษฐกิจ พาณิชย์, และการบริโภค รวม 11 ด้าน โดยมีองค์กรหลักของชาวอโศก คือ มูลนิธิธรรมสันติ สมาคมผู้ปฏิบัติธรรม กองทัพธรรมมูลนิธิ ในการบริหารกิจกรรม กิจการ และการจัดพิธีกรรมต่างๆ จนเกิดการแตกตัวขององค์กรบุญนิยม เครือข่ายชุมชน เพื่อรองรับกิจกรรม และกิจการ ซึ่งถือว่าเป็นธุรกรรมบุญนิยม
ตลอดระยะเวลา 30 ปี ที่ผ่านมา (ปี พ.ศ.2518 ปัจจุบัน) สมาชิกทุกคนในองค์กรต่างๆ ได้รับการฝึกอบรม พัฒนาตน สืบทอดจากคนรุ่นพ่อสู่ลูกถึงหลาน ให้เป็นผู้รู้ ลด ละ เลิก จากอบายมุข ถือมังสวิรัติ รักษาศีลอย่างเคร่งครัด ซึ่งนับว่านี่คือพื้นฐานการปฏิบัติธรรม นำไปสู่วัฒนธรรม และการสร้างชีวิต สร้างสังคม ชุมชน ของคนขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ เสียสละ สร้างสรร เพื่อประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ (พหุชนหิตายะ) เพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติ (พหุชนสุขายะ) ประสานสัมพันธ์จนเกิดเครือข่ายชุมชนพึ่งตนเอง เรียกว่า เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย (คกร.) องค์กรนี้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อรองรับการขยายตัวของเกษตรกร ที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิต หลักสูตร สัจธรรมชีวิต เป็นความร่วมมือระหว่าางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) และ สถาบันเพื่อการพัฒนาการเกษตรและชนบท จำเนียร สารนาค (สจส.) กับ เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย (คกร.) โดยมุ่งเปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตร จากเป็นผู้มีหนี้สินและอบายุข ไปสู่ชีวิตใหม่ ด้วยการลดรูรั่วของชีวิต ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง (ปี พ.ศ.2544 2547) เพื่อพิสูจน์หลักธรรมของพระพุทธเจ้า และหลักการของระบบบุญนิยม ซึ่งมีได้ และเป็นจริงในสังคม ท่ามกลางความรุนแรงของกระแสทุนนิยม บริโภคนิยม ส่งผลให้เกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรมกว่าร้อยละ 70 เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตได้จริง
กิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มญาติธรรม เน้นเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก ช่วงแรกอาศัยงบประมาณจากกองทุนที่สะสมขึ้นโดยชาวอโศก แม้จะเป็นกองทุนเล็กๆ แต่ทุกคนทำด้วยศรัทธากลายเป็นต้นแบบ (Model) ในการต่อยอดกิจกรรมให้แผ่ไพศาล จึงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเสมอมา (ยิ่งให้ไป ยิ่งได้มา) นี่คือภารกิจในการสร้างทุนทางสังคม (Social Outputs) ของชาวบุญนิยม โดยอาศัยต้นทุนที่มีอยู่จริงภายในชุมชน กอบก่อรังสรรจนเป็นรูปธรรมชัดเจน ปัจจุบันรัฐเริ่มเล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนามนุษย์ตามแนวทางระบบบุญนิยม จึงได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนโครงการต่างๆ จำนวนหนึ่ง ส่งผลให้กิจกรรมบุญนิยมแผ่กว้างเกื้อไปสู่ประชาชนมากขึ้น อีกรอบหนึ่ง เมื่อปลายปี พ.ศ.2547 หมู่มวลสมาชิกบุญนิยม ได้จัดสัมมนาปรับโครงสร้างองค์กรเสียใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนงาน โครงการที่ขยายออกไป เพื่อขยายโอกาสในการรับใช้สังคมให้มากกว่าเดิม ในที่สุดจึงประกาศจัดตั้ง สถาบันบุญนิยม ขึ้น นับเป็นองค์กรหลักที่ครอบคลุมทั้งเนื้อหาสาระ กิจกรรม การบริหารจัดการ ในนามของ ชาวอโศก เพื่อมวลมนุษยชาติ อันเป็นเป้าหมายและอุดมการที่มุ่งมั่นขององค์กรบุญนิยม
1.   มิติทางศาสนา ชีวิต และจิตวิญญาณ
โดยสามัญสำนึกแล้ว จุดหมายที่มนุษย์ทุกคนต้องการก็คือ สิ่งที่เรียกว่า ความสุข ซึ่งหมายถึง ความสุขที่เกิดจากการได้เสพ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ผ่าน ตา หู จมูก ผิวกาย และจิตใจ (อายตนะภายใน และอายตนะภายนอก) การได้มาซึ่งความสุขดังกล่าว มนุษย์ได้ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ มาเป็นเครื่องมือบำบัดให้เกิดความสุขเหล่านั้น และเรียกสภาพความสุขนั้นในทางศาสนาว่า สวรรค์ สภาวะของสวรรค์ หรือความพอใจที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน มนุษย์จึงต้องแสวงหาสิ่งที่เรียกว่าความสุขมาบำบัด เพื่อรักษาดุลของสวรรค์ ให้คงอยู่นานที่สุด
ช่วงเวลาใด ปริมาณความสุขหรือความพอใจเกิดลดหายไป ปัญหาหรือความทุกข์ ก็ปรากฏขึ้น เรียกสภาพความทุกข์ในทางศาสนาว่า นรก มนุษย์ผู้นั้นก็จะวิ่งแสวงหาความสุขมาเติมให้เต็มอีกในครั้งต่อไป เพราะความไม่ยั่งยืนของความสุข ดังนั้นสภาวะนรก หรือ สวรรค์ จึงเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หมุนวนเป็นวัฎจักรของชีวิต 
ตราบใดที่มนุษย์ยังรักษาดุลของความสุขไว้ได้ ก็จะยังไม่เกิดพลังหรือแรงจูงใจใดๆ หรือไม่ต้องดิ้นรน ที่จะแสวงหาความสุขมาเพิ่มเติม รอจนกว่าดุลยภาพของความสุขจะสูญเสียไปในระดับที่เกิดความทุกข์ขึ้น มนุษย์จึงจะดิ้นรน แสวงหา เป็นแรงจูงใจที่จะต้องคิดหาวิธีการหรือศาสตร์ต่างๆ เพื่อนำมาบำบัดความทุกข์เหล่านั้น
จากสมการ [1]
[ใช้เป็นฐานคิดต้นแบบหรือกระบวนทัศน์ (Paradigm Model) เพื่ออธิบายการเกิดลัทธิทางการเมือง สังคม และระบบเศรษฐกิจโลก ดูรายละเอียดจาก สุนัย เศรษฐบุญสร้าง, อุดมการณ์ทางสังคมในพุทธศาสนา ตามแนวความคิดของสำนักสันติอโศก. (กรุงเทพฯ: บจก.ฟ้าอภัย, 2534), หน้า 92]
ปัญหา ความทุกข์ = ความต้องการ / สิ่งตอบสนองความต้องการ
อธิบายได้ว่า ความต้องการ ของมนุษย์มี 2 ประเภท คือ (1) ความต้องการพื้นฐาน หรือ Need ซึ่งมนุษย์ทุกคนต้องแสวงหาเพื่อรักษาชีวิตให้อยู่รอด ปลอดภัย ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค (2) ความต้องการส่วนเกิน หรือ Want ได้แก่ลาภ ยศ สรรเสริม โลกียสุข เป็นความโง่เขลาของมนุษย์ ที่ดิ้นรนแสวงหาสิ่งเหล่านี้มาเสพ เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนมีฐานะ ความอลังการ เหนือมนุษย์ด้วยกันเอง เช่น เงิน เพชร คฤหาสน์หรู รถราคาแพง
ความต้องการที่สร้างปัญหาให้กับมนุษย์ ก็คือ ความต้องการส่วนเกิน ซึ่งก็คือตัวตนของกิเลส ตัณหา อุปาทานนั่นเอง การแก้ปัญหาด้วยการ เพิ่มสิ่งตอบสนองความต้องการ หรือสนองกิเลส ดูเหมือนจะระงับปัญหาได้ชั่วคราว แต่เมื่อเกิดความต้องการที่จะเสพอีก หากไม่สามารถสนองความต้องการ หรือสนองได้ในปริมาณน้อย ก็จะเกิดปัญหาหรือความทุกข์ ไม่ช่วยให้ปัญหาหมดไป เพราะตราบใดที่ ความต้องการซึ่งเป็นตัวเศษยังมีค่ามากกว่า 0 ปัญหาก็ยังมีค่าอยู่ ยังคงเป็นปัญหาต่อไป
ในทางตรงกันข้าม หากลดที่ตัวเศษจนไม่มีค่า ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปหาสิ่งตอบสนอง หรือเพิ่มค่าให้กับตัวส่วน ปัญหาก็จะเบาบางลง จนกว่าความต้องการตัวเศษจะมีค่าเป็น 0 (สูญ) ปัญหาก็จะหมดไป ไม่ต้องไปแสวงหาให้อาหารกิเลสให้เหนื่อยแรง ต่อจากนั้น ก็จะมีเวลา แรงงาน และความคิด เป็นพังงานที่เหลืออยู่ หากมนุษย์ผู้นั้นไม่ทำสิ่งใดให้เกิดประโยชน์ ก็จะกลายเป็นหนี้ของสังคม หนี้ธรรมชาติ เพราะอากาศ แสงแดด ผืนดิน น้ำ ที่ตนเสพเข้าไป (ตอบสนองความต้องการพื้นฐาน) ล้วนเป็นสิ่งที่มีมูลค่าทั้งสิ้น (โดยเฉพาะอากาศสำหรับหายใจ) และมิใช่ของ ฟรี ที่ธรรมชาติหยิบยื่นให้ เพียงแต่มนุษย์ ขอยืม เอามาใช้ชั่วคราว (อาจถึง 100 ปี หรือน้อยกว่านี้) ถ้าไม่เสียสละ หรือทำความดีตอบแทนค่าอากาศ ค่าแสงสว่าง ค่าน้ำ ที่ตนเสพเข้าไปทุกวัน มนุษย์ผู้นั้นก็จะกลายเป็น ขโมย ไปทันที ดังนั้น สาระของชีวิต ก็คือการลดกิเลสให้ได้ก่อนตาย เพื่อว่าจะได้ตายอย่างไม่เป็นหนี้
ระบบบุญนิยม ให้คำตอบเกี่ยวกับสาระของชีวิต และการทำชีวิตให้มีคุณค่า จากคำถามที่ว่า
ชีวิตนี้เกิดมาเพื่ออะไร?
เกิดมาเพื่อตาย
..!
ถ้าอย่างนั้น เกิดมาทำไม?
เกิดมาทำงาน
..!
ทำงานเพื่ออะไร?
เพื่อให้ตายอย่างมีคุณค่า สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์.
[2]
[ข้อความปกหลังของหนังสือ สรรค่า สร้างคน**]
ความตาย กับการทำงาน จึงมิใช่ปัญหาสำหรับผู้ที่รู้และเข้าใจสัจจะดีแล้ว
นักปรัชญาวิถีพุทธ ได้หยิบยกเอาความทุกข์มาเป็นทัศนะแม่บทในการกำหนดทิศทางการแก้ปัญหาของมนุษย์ ทำให้มนุษย์เข้าใจแก่นสารของชีวิตได้ลึกขึ้น การตรัสรู้หลักอริยสัจ 4 ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เกิดจากมโนทัศน์ของความทุกข์ โดยเริ่มจากการค้นหาว่าปัญหาหรือความทุกข์คืออะไร (ทุกข์) เมื่อเห็นตัวตนของความทุกข์แล้ว จึงตั้งเป้าหมายให้แก่ตนเองว่า จะต้องไปเสียให้พ้นจากความทุกข์เหล่านั้นให้ได้ (นิโรธ) จึงแสวงหาหนทาง (มรรค) ในการกำจัดปัญหาหรือทุกข์เหล่านั้นด้วยวิธีการต่างๆ โดยเริ่มจากค้นหาต้นเหตุ (สมุทัย) เป็นเบื้องต้นก่อน นี่คือกลวิธีในการแก้ไขปัญหาที่ได้ผลมาแล้ว กลายเป็นทฤษฎีต้นแบบให้อีกหลายทฤษฎีได้นำมาใช้อ้างอิง
จะเห็นว่าการมองชีวิตภายใต้มโนทัศน์ของความทุกข์ ก่อให้เกิดคำถามมากมาย และเป็นที่มาของการแสวงหาองค์ความรู้ในสาขาต่างๆ
วัตถุธรรม ทั้งหลายในโลก แบ่งออกได้เป็น 10 ประเภท 24 ประการ
      ประเภทที่ 1       ประสาทรับรู้ (Sensitive, Awareness)
ประเภทที่ 2       อารมณ์ (Sense-field)
ประเภทที่ 3       เพศ (Sex)
ประเภทที่ 4       จิตใจ (Mind)
ประเภทที่ 5       ชีวิต (Life)
ประเภทที่ 6       อาหาร (Food, Nutrition)
ประเภทที่ 7       เทศะ (Delimitation)
ประเภทที่ 8       การสื่อสาร (Communication)
ประเภทที่ 9       อาการ (Alterability)
ประเภทที่ 10      ลักษณะ (Feature)
วัตถุธรรมดังกล่าวข้างต้น สามารถสังเคราะห์เป็น สังขารธรรม (วัตถุ, พืช, สัตว์, คน / มนุษย์, เทพ, ธรรม) เพื่ออรรถาธิบายการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับสลายไปของทุกสรรพสิ่ง ดังนี้
ตารางแสดงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบสังขารธรรม
ระดับ
สังขารธรรม
องค์ประกอบ
(Factor of Causality Compounded)
คุณลักษณะ และ สถานะ
(Specification & Status)
ประเภทของสังขารธรรม
ระดับธาตุ หรือ สสาร(Mass)
ของแข็ง + ของเหลว + อุณหภูมิ + อากาศ + ช่องว่าง เรียกว่า ธาตุทั้ง 5 (ดิน, น้ำไฟ, ลม, อากาศ)
สสาร + พลังงาน
(Mass + Power)
สิ่งไม่มีชีวิต หรือ วัตถุ (Material) หรือ ดิน
ระดับพีชะ (Organic)
ธาตุทั้ง 5 + อาหาร (Food)[1]
สสาร + พลังงาน + กริยา [2]
(Mass + Power + Action)
สิ่งมีชีวิต ประเภท พืช (Plant)
ระดับ เดรัจฉาน
(Wildness)
ธาตุทั้ง 5 + อาหาร + ภูตะ[3] (ความรู้สึก-รับรู้ได้)
สสาร + พลังงาน + กริยา + กรรม + วัฎฎะ
(Mass + Power + Action + Motion + Eternity)
สิ่งมีชีวิต ประเภท สัตว์
(Animal)
ระดับปุถุชนหรือ มนุษย์ (Homo Sapiens)
ธาตุทั้ง 5 + อาหาร + ภูตะ (ความรู้สึก-รับรู้ได้) + ปาณะ (วิญญาณ) [4] + กิเลส
 
สสาร + พลังงาน + กริยา + กรรม + วิบาก
(Mass + Power + Action + Motion + Effect)
สิ่งมีชีวิต ประเภท คนหรือ มนุษย์
(Human)
ระดับเทวะ (Super Maning or Goodness)
ธาตุทั้ง 5 + อาหาร + ภูตะ + ปาณะ + ภพ [5] (สวรรค์)
สสาร + พลังงาน + กริยา + กรรม + วิบาก
(Mass + Power + Action + Motion + Effect)
สิ่งมีชีวิต ประเภท เทพหรือ พระเจ้า(God)
ระดับธรรมะ (Integrity) หรือระดับเหนือชีวิต (Being Null)
ธาตุทั้ง 5 + อาหาร + ภูตะ + ปาณะ + สุญญตา[6]
สสาร + พลังงาน + กริยา + กรรม + กาละ[7]
(Mass + Power + Action + Motion + Time)

สิ่งที่มีชีวิต
ประเภท ธรรม (Dharma)
 
คำอธิบาย
1อาหารคือ การเคลื่อนที่ หรือแปรสภาพของ ธาตุทั้ง 5 ออกมาเป็นพลัง หรือกำลังงาน (Energy)
2กริยาหมายถึง อาการที่เป็นผลจากการแปรสภาพของ ธาตุทั้ง 5
3ภูตะคือ จิตใจ ที่สามารถรับรู้ได้ หรือรู้สึกได้ เมื่อสัมผัสกับ (1) อุณหภูมิ (2) แสง สี (3) เสียง (4) รส (5) กลิ่น (6) ผิวหนัง (7) อารมณ์
สัตว์ไม่สามารถรับรู้เรื่อง ปาณะ หรือ วิญญาณได้ ดังนั้น ความดีความชั่ว สัตว์ไม่รู้จัก กรรมของสัตว์ จึงเป็น วัฎฎะ มิใช่วิบาก เพราะกรรมนั้นขาดเจตนา ด้วยเหตุนี้ ภพ ชาติ ชรา มรณะ ของสัตว์จึงยาวนาน
4ปาณะหรือ วิญญาณคือ การรับรู้ได้ เรียนรู้ได้มีจริงได้ และเป็นจริงได้ (Being) ในเรื่องของ (1) ความดี-ความชั่ว (2) จริง-เท็จ (3) ศิลป-อนาจาร (4) ควรทำ-ควรละเว้น (5) ความหมด-ความหลงเหลือ ส่วน กิเลสเป็นเครื่องแบ่งเขตความเป็นปุถุชน กัลยาณชน มนุษยชน โดยนับเอาความหนาแน่น หรือเบาบาง (อาการ:action ลิงค:origination นิมิต:happen อุเทศ:meaning) เป็นตัวชี้วัด
ถ้ารับรู้ได้ เรียนรู้ได้ เป็นได้แค่เพียง คนถ้าถึงขึ้น มีจริงได้ เป็นจริงได้ ก็เรียก มนุษย์
จนถึงขั้น เทวดา
5ภพคือ ความติด ความเหลือ ที่ค้างอยู่ในจิต (ชีวะนุปาทิ-ชีระนุปาทิ) หรือ ค้างอยู่ในวัฎฎะ (ภพ ชาติ ชรา มรณะ) บางทีก็เรียก สัคคะ หรือ สวรรค์
6สุญญตาหรือ ความว่าง (Null) คือ สภาวะที่ไม่หลงเหลือสิ่งหนึ่งสิ่งใดต่อไปนี้ ไว้ในจิตและวิญญาณเลย ได้แก่ ความชั่ว ความเท็จ สังโยค อกุศล อวิชชา (ทุกข้อมีค่าเป็น 0)
7 กรรมของสิ่งมีชีวิตระดับธรรม เป็นกรรมบริสุทธิ์ ที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งใด หรืออะไร คงมีเวลาเท่านั้นเป็นสิ่งที่ดำเนินไปคู่กับกรรม หรือการกระทำ ผู้ที่มีกรรมกับกาละเป็นเครื่องดำเนินไป เรียก อรหัตตบุคคล เป็นบุคคลผู้ที่ไม่เหลือแม้ ชีวะนุปาทิ และ ชีระนุปาทิ มีชีวิตเพื่อผู้อื่น หมดสิ้นอัตตาตัวตน เป็นสุญญตบุคคล หรือ สรรพัญญูบุคคล ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแต่ปัจจุบัน
 
จากมิติทางศาสนา ชีวิต ทำให้เกิดมุมมองใหม่ในการดำเนินธุรกรรมต่างๆ ขององค์กรบุญนิยม ที่อยู่กันคนละขั้วกับความคิด และวิถีของระบบทุนนิยม ในที่นี้มิใช่ว่าระบบบุญนิยมจะเป็นตัวขัดแย้ง หรือตั้งตนเป็นศรัตรูกับระบบทุนนิยมก็หาไม่ แต่กลับเป็นระบบที่ช่วยแก้ไขรากเหง้าของปัญหาต่างๆ ที่ทุนนิยมสร้างไว้ให้แก่มนุษย์
นั่นคือ ธุรกิจและการตลาดตามหลักเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม มุ่งหมายสร้างผลผลิตและกำไร ในเชิงวัตถุนิยม ส่งเสริมให้เกิดการบริโภค คิดถึงเรื่องเงินเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดปัญหาต่างๆ ในสังคมมากมาย แต่ระบบบุญนิยม กลับคิดและกระทำในทางตรงกันข้าม กล่าวคือ หลักเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเอง มากกว่าพึ่งพาตลาด รู้จักใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย ทำธุรกิจขนาดเล็ก ครอบครัว มากกว่าจะทำธุรกิจ หรือโครงการขนาดใหญ่ เงิน คือเครื่องมือชนิดหนึ่ง ไม่สำคัญเท่าจิตใจ ดังนั้นมนุษย์จึงจำเป็นต้องพัฒนาจิตใจเป็นหลักนำ ส่วนวัตถุและเทคโนโลยี เป็นเพียงเครื่องอำนวยความสะดวกในการสร้างสรรค์เท่านั้น
 
2.    มิติทางการเมือง การปกครอง
2.1 อำนาจรัฐ
การดำรงอยู่ของชีวิต นอกจากอาศัยปัจจัยสี่ซึ่งเป็นปัจจัยทางด้านกายภาพแล้ว ยังต้องอาศัยปัจจัยด้านจิตภาพ ได้แก่ หลักประกันในเรื่องของจิตใจ ที่ทำอย่างไรจะอยู่อย่างผาสุก รากเหง้าของความกลัวที่ครอบงำมนุษย์ให้ดิ้นรนแสวงหาหลักประกัน ได้แก่ ความกลัว 5 ประการ
1. อาชีวิตภัย ความกลัวต่อภัย อันเนื่องด้วยการดำรงชีวิต
2. อสิโลกภัย ความกลัวต่อภัย อันเนื่องด้วยถูกสังคมตำหนิ
3. สารัชภัย ความกลัวต่อภัย อันเนื่องด้วยการสูญเสียศักดิ์ศรีเกียรติภูมิ และความเชื่อมั่นในตนเอง
4. มรณภัย ความกลัวต่อความตาย รวมทั้งความไม่มั่นคงในอนาคตข้างหน้า
5. ทุคติภัย ความกลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยความไม่ประจักษ์ถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับชีวิต
(พลสูตร อังคุตรนิกาย นวกนิบาต)
ความกลัวเหล่านี้ เป็นรากเหง้าให้เกิดอำนาจรัฐ และการใช้อำนาจรัฐ เพื่อให้ “รัฐ” ขจัดปัญหาที่เกิดจากภัยทั้ง 5 ดังกล่าวให้ คือต้องสร้างฐานของกำลัง 4 ประการ ขึ้นมาปกป้อง เรียกว่า “พละ 4” ได้แก่ (1) กำลัง คือ ปัญญา (2) กำลัง คือ ความเพียร (3) กำลัง คือ การงานอันไม่มีโทษ (4) กำลัง คือ การสงเคราะห์ หรือมีสังคหวัตถุ
องค์ความรู้ หรือปัญญาที่สั่งสมขึ้นจำถูกนำไปเป็นเครื่องมือในการขจัดปัดเป่าภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น ปัญญาทั่วไป ที่เป็นปัญญาระดับสมมุตติสัจจะ ไม่สามารถนำใช้แก้ปัญหาในแนวลึกได้ จึงจำเป็นต้องใช้ปัญญาในระดับโลกุตระ เพราะสามารถชำแรก ชอนไช สำรอกกิเลส ให้ลดความต้องการส่วนเกินลงได้
ความเพียรแบบโลกีย์ มักสร้างปัญหาให้แก่มนุษย์มากกว่า เพราะเจือปนด้วยกิเลส ส่วนความเพียร แบบโลกุตระ สามารถลดความต้องการส่วนเกินของมนุษย์ได้ การงานอันไม่มีโทษ หมายถึง งานที่ไม่สร้างภาระ หรือหนี้ให้แก่ชีวิต ภาระของชีวิตคือการต้องเสาะแสวงหากิน สูบ ดื่ม เสพ สิ่งที่เรียกว่าการงานอันไม่มีโทษ จึงหมายถึง กิจกรรมหรืองานที่ถูกตรงตามหลักสัมมาอาชีวะ
สังคมของสัตว์ต่างกับมนุษย์ตรงที่ สัตว์ไม่ต้องปรุงแต่งความต้องการ จึงไม่เอาเปรียบขูดรีดมากมาย ต่างกับมนุษย์ที่การเอาเปรียบ ขูดรีดซึ่งกันและกัน มีความซับซ้อนมากกว่า สุดแล้วแต่ว่าผู้ใดมีความโลภและฉลาดเฉโกอยู่เท่าใด ก็จะเอาเปรียบผู้อื่นได้มากเท่านั้น ปัจจัยเหล่านี้จะสร้างปัญหาให้กับมนุษย์อย่างไม่มีวันจบสิ้น สังคหวัตถุ (ทาน เปยยวัชชะ อัตถจริยา สมานัตตา) จึงเป็นวิถีทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ และเมื่อคราวใด ทำได้สมบูรณ์ ชีวิตและสังคมก็จะเข้าสู่ ภาวะ 5 ประการ คือ อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ และ บูรณภาพ
อำนาจรัฐ ควรจะมีบทบาทตรงจุดนี้มากที่สุด
2.2     นักการเมือง
“นักการเมือง มีหน้าที่ทำให้คนและสังคม พ้นทุกข์พ้นเดือดร้อน
นักการศาสนาพุทธ มีหน้าที่ทำให้คนและสังคม พ้นทุกข์พ้นเดือนร้อน
นักการเมือง ที่ดีมีความสามารถสูง และ เป็นพุทธศาสนิกที่ดีมีธรรมะชั้นสูงด้วย ช่วยให้คนและสังคม พ้นทุกข์พ้นเดือดร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงแน่อน
นักการเมือง ที่มีความสามารถสูง แต่ไม่มีธรรมะดีพอ ช่วยคนและสังคม พ้นทุกข์พ้นเดือดร้อนได้บ้างแค่ส่วนหนึ่งและไม่ยั่งยืน
นักการ และ นักการศาสนาพุทธ จึงมีงานเดียวกันร่วมกันไม่แยกกันเลย ช่วยกันทำงานให้คนและสังคมพ้นทุกข์พ้นเดือดร้อนพร้อมทั้งรูป และ นาม ดีครับ”
"ยุทธศาสตร์ของการเมืองบุญนิยมอยู่ที่การต่อสู้กับตัวเองเพื่อสร้างสายพันธุ์แห่งกระบวนทัศน์ของกรอบอุดมการณ์ บุญนิยม ที่มั่นคง เพื่อรอคอยเวลาที่จะเป็นทางเลือกสำหรับให้กลไกของกฎวิวัฒนาการในธรรมชาติได้เลือกสรร"[3]
[ส่วนหนึ่งของคำนำ หนังสือ การเมืองบุญนิยม สุนัย เศรษฐ์บุญสร้าง, การเมืองบุญนิยม (กรุงเทพฯ: บจก.ฟ้าอภัย, 2545)]
ภาระกิจของนักการ จึงมิใช่เพียงตัวเอง หากแต่ทำเพื่อผู้อื่นเป็นปฐมบท ผู้ที่จะเป็นนักการบุญนิยม จะต้องไม่เรียกร้อง หรือจนกระทั่งไม่รับค่าตอบแทนใดๆ มีความมักน้อย จนประชาชนศรัทธา จำเป็นต้องเลี้ยงไว้ บำรุงไว้ ให้ทำงานเพื่อสังคมต่อไป
การใช้อำนาจของนักการเมือง สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ (1) ใช้ธรรมเป็นอำนาจ คือ ธรรมาธิปไตย หรือการเมืองบุญนิยม (2) ใช้อำนาจเป็นธรรม คือ อัตตาธิปไตย อาจเรียกว่า สังคมนิยม และ เผด็จการ (3) ใช้อธรรมเป็นอำนาจ คือ โลกาธิปไตย หรือประชาธิปไตย (Democracy) (4) ใช้อำนาจอย่างไร้ธรรม คือ ทรราช
2.3     สิทธิ และหน้าที่
สิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพของการเมืองบุญนิยม
สิทธิคือ ทุกข์
ปัญหา หรือทุกข์ เป็นสิ่งที่ไม่คงทนถาวร (ทุกขัง) ขึ้นอยู่กับการสร้างเหตุ ถ้า กรรมดี ย่อมส่งผลให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า สุข ถ้า กรรมชั่ว ก็ส่งผลให้เกิด ทุกข์ ดังนั้น ไม่ว่าผลของกรรมจะเป็นสุขหรือทุกข์ มนุษย์ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับตามกรรมของแต่ละคนที่สั่งสมไว้
หน้าที่คือ รู้ทุกข์ (สมุทัย) และทำทุกข์นั้นให้สิ้นไป (มรรค)
การแก้ปัญหาชีวิตตามมโนทัศน์ของบุญนิยม คือลดความต้องการส่วนเกิน (กิเลส ตัณหา อุปาทาน) จึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะค้นหาความจริงของปัญหาหรือทุกข์เหล่านั้น เพื่อจะได้หาหนทางแก้ไขได้ถูกต้องตามหลักอริยมรรค
เสรีภาพคือ ไม่เป็นทาสทุกข์ ทาสวัตถุ ทาสกาม ทาสโลกธรรม และทาสอัตตาใดๆ (นิโรธ, นิพพาน)
สิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพ ของการเมืองโลกียะ สิทธิคือ วัตถุ เงิน และอำนาจ อันเป็นของมายา ที่มนุษย์ผู้โง่เขลา แสวงหา แย่งชิง อยากได้ อยากมี อยากเป็น หน้าที่คือ กักตุน หอบหวง ปกป้อง วัตถุ เงิน และอำนาจ นั้นไว้ให้นาน ให้ได้มากที่สุด เท่าที่แรงมี หรือเท่าที่ยังมีลมหายใจอยู่
เสรีภาพคือ สุขหลอกๆ ที่ได้เสพวัตถุ กาม อัตตา แม้เหน็ดเหนื่อยก็ยอมทนเป็นทาสทุกข์ ทาสวัตถุ ทาสกาม ทาสโลกธรรม และทาสอัตตา จึงท่องไปในนรก วนเวียนไม่จนสิ้นไปทุกภาพทุกชาติ
(ดูนโยบายการเมืองบุญนิยม ได้ที่ http://www.asoke.info/02Polity/FhaeParty/index.html)
 
การดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน กำลังอยู่ในยุคของการแข่งขัน (แข่งขันการสร้าง “กำไร”) ไม่ใช่พูดถึงเรื่องแค่การตลาด การเงิน การคลัง และบัญชี เท่านั้น แต่มีขอบเขตกว้างขวาง ครอบคลุมไปถึงการเมือง การศาสนา การศึกษา
โดยเฉพาะธุรกิจทางการเมือง กับธุรกิจทางการตลาด ได้ถูกนำไปผนวกอยู่ในกระบวนการเดียวกันแล้ว โดยมีธุรกิจทางการสื่อสาร เป็นตัวช่วยเสริมหนุน ในฐานะเป็นเครื่องมือในการดำเนินการ เพราะนักการเมืองส่วนหนึ่งก็คือนักการตลาดและนักธุรกิจ หากตีความธุรกิจในเชิงทุนนิยมแล้ว จะเห็นได้ว่ามีการแข่งขันในเชิง “ได้เปรียบ” สูงมาก ยิ่งได้เปรียบคู่แข่งขันเท่าไร คือกำไร โดยไม่คำนึงถึงว่าเท่ากับสร้างภาระและความทุกข์ เจ็บปวดให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และยังสร้างมลภาวะให้แก่สิ่งรอบข้างอีกด้วย
การเมืองบุญนิยม จะเป็นกรอบคิดให้แก่ผู้ดำเนินธุรกิจทางการเมือง หันมาเอาใจใส่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ด้วยการใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม ขจัดความได้เปรียบออกไปก่อน โดยเริ่มที่ตัวของนักการเมืองก่อน ให้เป็นผู้มีคุณธรรมจริงๆ
ดังนั้น ธุรกิจการเมืองบุญนิยม จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจ และน่าติดตามว่า จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ในระดับมหภาค เรื่องนี้ ชาวอโศกซึ่งเป็นเจ้าของทฤษฎีการเมืองบุญนิยม จะเป็นผู้พิสูจน์สัจจะข้อนี้ แม้อีก 500 ปีจะบังเกิดผล ก็ต้องทำ และทำตั้งแต่วินาทีนี้ เพื่ออีก 500 ปีข้างหน้าสมดังวัจนะสมณะว่า “ไม่รอ ไม่หวัง แต่เราทำ” (สมณะโพธิรักษ์: 2546)
 
3.    มิติทางเศรษฐศาสตร์และการพาณิชย์
สินค้า (Product) ในความหมายของบุญนิยม ไม่จำกัดอยู่แค่วัตถุเท่านั้น หากแต่รวมเอามูลค่าทางนามธรรมเข้าไปด้วย การกำหนดมูลค่าของผลผลิต หรือสินค้า แบ่งออก 2 ประเภท คือ (1) มูลค่าทางกายภาพ หรือมูลค่าของการผลิต หรือต้นทุนของการผลิตสินค้าและบริการ (2) มูลค่าทางจิตภาพ หรือมูลค่าแฝงทางคุณธรรม รวมกันเป็น มูลค่าที่แท้จริง
การคิดราคาต้นทุนของผลิตภัณฑ์ ในระบบบุญนิยม คิดได้ 4 ระดับ คือ
(ก) ระดับต่ำกว่าราคาตลาด คือการคิดมูลค่าแฝงทางคุณธรรมบางส่วน มาเป็นต้นทุนของผลิตภัณฑ์ เท่ากับเสียสละให้แก่สังคมส่วนหนึ่ง ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงไป และเห็นคุณค่าของการได้ให้ (บุญ) ไม่คิดเอาเปรียบผู้อื่นมากเกินไป และไม่ฉวยโอกาสที่จะบวกมูลค่าเพิ่มให้แก่ตน เมื่อต้นทุนการผลิตต่ำ จึงส่งผลให้ราคาขายลดลงและต่ำกว่าราคาตลาดทุนนิยม
(ข) ระดับเท่าทุน คือ การไม่คิดมูลค่าแฝงทางคุณธรรมใดๆ มาเป็นต้นทุนของผลิตภัณฑ์ เท่ากับได้เสียสละมากขึ้น ลดความเห็นแก่ได้ลงไป เพราะตนไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการแสวงหาสิ่งตอบสนองความต้องการส่วนเกินโดยไม่จำเป็น และเห็นคุณค่าของบุญ และพอใจที่ได้ให้ ทำให้ต้นทุนของการผลิตยิ่งตำลงไป ส่งผลให้ราคาขายยิ่งถูกลง
(ค) ระดับตำกว่าทุน คือ นอกจากไม่คิดมูลค่าแฝงทางคุณใดๆ ลงไปตัวผลิตภัณฑ์ แล้วยังกล้าที่จะยอมสูญเสียต้นทุนทางกายภาพออกไป เท่ากับต้องเสียสละมากขึ้น ดังนั้น ต้นทุนของผลิตภัณฑ์จึงยิ่งต่ำกว่าทุน ผลิตภัณฑ์เหล่านั้น จึงแฝงด้วย “คุณค่าความพึงพอใจ” (บุญ) หากผู้รับ (ผู้บริโภค) ยิ่งเห็นคุณค่าของการเสียสละของผู้ให้ ก็ยิ่งบังเกิดความอิ่มใจ (ได้ “บุญ” ทั้งผู้ให้ และผู้รับ) ส่งผลให้เกิดพลัง (มวล) ของความดีงาม ยินดีที่จะยอมเสียสละตาม เพราะเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นความดีงาม ทำให้เกิดการเสียสละขายวงออกไป
(ง) ระดับแจกฟรี คือ การไม่คิดมูลค่าใดๆ ลงไปในผลิตภัณฑ์ แม้จะมีต้นทุน แต่เจ้าของก็ไม่นำมาคิด เท่ากับได้เสียสละสิ่งที่ตนมีตนได้ออกไปให้ผู้อื่นอย่างสมบูรณ์ จนไม่เหลือความติดยึด ความเป็นเจ้าของในสิ่งนั้น เป็นบุญบริสุทธิ์ เป็นความสูงส่งของความรักทั้ง 10 มิติ เช่น พ่อแม่ ให้ความรัก มอบทรัพย์สินให้แก่ลูก โดยไม่คิดเอาคืน หรือ การบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือ ทำบุญใส่บาตรพระ เป็นต้น
เป้าหมายของการทำงานใน ระบบบุญนิยมจึงไม่ได้มุ่งค่าตอบแทนที่เม็ดเงินยิ่งไปกว่าการได้รู้จักตนเองด้วยอาวุธแห่งไตรสิกขาและตรวจตน มองตน มีสัญชาติแห่งคนตรง ไม่ย่อท้อต่อกิเลสตัวใด เพราะถ้าเราไม่เห็นกิเลส ไม่รู้จักตัวเอง มองไม่ออกว่าอะไรคือความต้องการส่วนเกินของชีวิต เราจะถูกกิเลสทำลาย ไม่สามารถพัฒนาตัวเองให้พ้นปัญหาไปได้ และนี่คือค่าตอบแทนที่สูงค่า ที่มอบแด่ผู้ทำงานทุกคน
ระบบบุญนิยมจึงเริ่มต้นจากการ สร้างคนดีมีศีลให้ได้ก่อน คนดีที่ว่านี้ คือบุคคลที่จะต้องฝึกฝนตนสู่ทิศทางเหนือโลก (โลกุตระ) ลดละการบำเรอตน เข้าถึงอริยสัจธรรมไปตามลำดับขั้น จนเกิด โลกุตรจิตเป็นผลการปฏิบัติได้จริง อยู่กับโลกอย่างรู้เท่าทันโลก (โลกวิทู) รู้เท่าทันความทุกข์ รู้เท่ากันความเป็นไปของโลกอันเห็นชัดในกิเลสของคนที่ยังมัวเมาลุ่มหลงกับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อันเป็นเหตุแห่งการแก่งแย่งเอารัดเอาเปรียบเบียดเบียนกัน
หน่วยงานที่ดำเนินการโดยใช้หลัก บุญนิยมดังกล่าว มีดังนี้ ธุรกิจการค้าบุญนิยม การศึกษาบุญนิยม กสิกรรมธรรมชาติ อุตสาหกิจชุมชน การเงินบุญนิยม สาธารณสุขบุญนิยม การบริโภคบุญนิยม สื่อสารบุญนิยม การเมืองบุญนิยม ศิลปะบุญนิยม
ทุนนิยม
1. กำไร คือ การได้เปรียบจากผู้อื่น ยิ่งลงทุนน้อย แล้วเอาคืนได้หลายเท่า ถือว่าประสบผลสำเร็จ เรียกว่า กำไร
2. ขาดทุน คือ เสียเปรียบคนอื่น คนที่ทำมากแต่ได้น้อย ย่อมขาดทุน ต่างกับคนทำน้อยหรือไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ได้มาก
3. เงิน คือพระเจ้า เป็นทรัพย์แท้ยอดปรารถนาของคน แม้ตายจะเอาไปไม่ได้ แต่ก็ขอโกยให้รวยไว้ก่อน
บุญนิยม
1. กำไร คือได้เสียสละ หรือได้เสียเปรียบให้กับผู้อื่น ยิ่งลงทุนไปมาก แล้วไม่รับอะไรตอบแทนกลับคืนมาเลย ยิ่งเป็นค่าของตน
2. ขาดทุน คือเอาเปรียบคนอื่น ทำน้อยแต่จะเอามาก โดยสัจจะย่อมเป็นหนี้สังคมเพราะเท่ากับกินแรงคนอื่น
3. กรรม คือพระเจ้าตัวจริง จะเป็นบาปกรรม หรือบุญกรรมที่ทำไว้ขณะมีชีวิตอยู่ ล้วนคือสมบัติทรัพย์แท้ของชีวิตที่ต้องติดตัวไปทุกๆ ชาติ จนกว่าจะปรินิพพาน สัจจะของกรรมนั้น เมื่อทำดี - ดีในตัว เมื่อทำชั่ว - ชั่วทันที ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้
 
4.    มิติทางสังคม สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรมนุษย์
องค์ประกอบพื้นฐานของความเป็นชุมชนของระบบบุญนิยม มี 3 ประการ คือ (1) ศาสนาสถาน หรือ เรียกว่า “วัด” ทำหน้าที่พัฒนาด้านจิตวิญญาณ (2) โรงเรียน เรียกว่า “สัมมาสิกขา” ทำหน้าที่พัฒนาด้านปัญญา และอารมณ์ สังคม และวิชาชีพ (3) บ้าน ประกอบขึ้นจากครอบครัว มีพ่อแม่เป็นหลัก ให้หลักประกันในด้านสวัสดิภาพพื้นฐานของร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สิน ทั้ง 3 ประการ รวมกันเรียกว่า “บวร” (คำย่อจาก บ้าน วัด โรงเรียน)
ในหลักศาศนา กล่าวว่า “มิตรดี (กัลยาณมิตโต) เพื่อนดี (กัลยาณสหาโย) สังคมสิ่งแวดล้อมดี (กัลยาณสัมปวังโก) นี้เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรมหมจรรย์” เป็นองค์รวม (Holistics) ของความเป็นชุมชนบุญนิยม หลักประกันในการสร้างความผาสุกต่างๆ ให้แก่สมาชิก เรียกว่า “สาธารณโภคี” [4]
[**สมณะโพธิรักษ์ ได้ผูกคำที่บ่งบอกถึงคุณลักษณะ และคุณภาพของความเป็นชุมชนชาวพุทธไว้ ดังนี้
ดินงาม น้ำใส ไม้ร่ม ลมพริ้ว วิวสวย รวยน้ำใจ มีไฟทำงาน เบิกบานในธรรม ทำธรรมชาติ
แจกน้ำใจ ไม่มีวันจน
คนมีคุณ บุญมีค้ำ กิจกรรมมีผลเจริญ
เคี่ยวเราเพื่อเอามิตร ผลิตผลเผื่อคนอีกหลาย ขวนขวายงานแบบสานหมู่
รวมน้ำใจให้เป็นหนึ่ง ทำที่พึ่งให้สังคม สร้างนาวาบุญนิยม เพื่อกอบกู้มนุษยชน
และเรียกสังคมเหล่านี้ว่า สังคมอาริยชน]
สภาพของ สาธารณโภคี ที่จะเกิดเป็น บุญนิยม เกิดจากความเป็นองค์รวมของมนุษย์ประเสริฐ มีที่คุณลักษณะ ดังนี้ (1) พึ่งตนเองได้ (2) สร้างสรร (3) ขยัน อดทน (4) ไม่เอาเปรียบใคร (5) ตั้งใจเสียสละ
สิ่งชี้วัดความเป็นสังคมบุญนิยม ใช้หลักของ วรรณะ 9 ประการหรือ ลักษณะชาวชุมชนบุญนิยม ได้แก่
1. เลี้ยงง่าย (สุภระ)
2.     บำรุงง่าย (สุโปสะ)
3.     มักน้อย (อัปปิจฉะ)
4.     ใจพอ สันโดษ (สันตุฎฐิ)
5.     ขัดเกลา (สัลเลขะ)
6.     มีศีลเคร่ง (ธูตะ)
7.     มีอาการที่น่าเลื่อมใส (ปสาทิกะ)
8.     ไม่สะสม (อปจยะ)
9.     ยอดขยัน (วิริยารัมภะ)
 
5.    มิติทางการศึกษา และสุนทรียศาสตร์
สัมมาสิกขา เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ปลูกฝังให้เยาวชนเป็นคนดี มีคุณธรรม ดีก่อน เก่งด้วยการรักษาศีล ลดละ เลิก อบายมุข และรับประทานอาหารมังสวิรัติ เด็กๆ เหล่านั้นได้รับการฝึกฝน และปลูกฝังให้รักสังคมมากกว่าตัวเอง มุ่งสร้างประโยชน์ผู้อื่นไปพร้อมๆ กับการสร้างประโยชน์ตน มีเป้าหมายสำคัญคือ การจัดระเบียบความเป็นคนปุถุชน ไปสู่ความเป็นชนชาวอาริยะ อย่างเป็นขั้นตอน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการของ อริยสัจ 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 และ อริยมรรค 8 และเป็นการจัดการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนเป็นคนมีศีลเคร่ง (ศีลเด่น) ทำงานเป็น พึ่งตนเองได้ (เป็นงาน) และรู้แจ้งตามหลัก ญาณวิทยา 4 (ชาญวิชา)
ปรัชญาการศึกษา ของสัมมาสิกขา ได้แก่ “ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา” ดำเนินการจัดการศึกษา โดยความร่วมมือ ระหว่าง (1) พุทธสถาน (วัด) โดยมีสมณะ และสิกขมาตุ เป็นตัวแทน (2) โรงเรียน โดยมี “คุรุ” เป็นตัวแทน และ (3) บ้าน โดยมีผู้ปกครอง เป็นตัวแทน
การสร้างภาวะของศีลเด่น กระทำกันเป็นกระบวนการ อาศัยเวลา แวดล้อมด้วยตัวอย่างที่ดี (สมณะ สิกขมาตุ) คำสอนที่ดี (ศีล 5) และสิ่งแวดล้อมที่ดี (สังคมอาริยชน) รวมกันเป็นองค์ประกอบอันเดียวกัน
             ผิดศีลห้า มีผลวิบากอย่างหนัก และเบา 8 ประการ
               ผลกรรมแห่งการฆ่ามนุษย์และสัตว์ อย่างเบาที่สุดแก่ผู้ที่มาเกิดเป็นมนุษย์
คือ เป็นผู้มีอายุน้อย
        ผลกรรมแห่งการลักทรัพย์ อย่างเบาที่สุดแก่ผู้ที่มาเกิดเป็นมนุษย์
คือ ความพินาศแห่งสมบัติ
        ผลกรรมแห่งการประพฤติผิดในกาม อย่างเบาที่สุดแก่ผู้ที่มาเกิดเป็นมนุษย์
คือ มีศรัตรูและถูกปองร้าย
        ผลกรรมแห่งการพูดเท็จ อย่างเบาที่สุดแก่ผู้ที่มาเกิดเป็นมนุษย์
คือ ถูกกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง
        ผลกรรมแห่งการพูดส่อเสียด อย่างเบาที่สุดแก่ผู้ที่มาเกิดเป็นมนุษย์
คือ มีการแตกจากมิตร
        ผลกรรมแห่งการพูดคำหยาบ อย่างเบาที่สุดแก่ผู้ที่มาเกิดเป็นมนุษย์
คือ อยู่กับเสียงที่ไม่น่าพอใจ
        ผลกรรมแห่งการพูดเพ้อเจ้อ อย่างเบาที่สุดแก่ผู้ที่มาเกิดเป็นมนุษย์
คือ ได้รับคำที่ไม่ควรเชื่อถือ
        ผลกรรมแห่งการเสพของมึนเมาให้โทษ อย่างเบาที่สุดแก่ผู้ที่มาเกิดเป็นมนุษย์
คือ ความเป็นบ้า
        (จากพระไตรปิฎก ภาษาไทย ฉบับหลวง เล่มที่ 23)
เป็นงาน เน้นงานที่เป็นสัมมาอาชีพ บนพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ หรือเศรษฐศาสตร์บุญนิยม (สัมมาอริยมรรค) มุ่งตอบสนองปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก ได้แก่ อาหาร และเครื่องใช้สอยที่พอเหมาะพอเพียง เทคโนโลยี จะถูกนำไปใช้เท่าที่จำเป็น การเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี มีวัตถุประสงค์ใช้เป็นสื่อในการเผยแพร่ธรรม มิใช่มีไว้เพื่อเสพ ส่วนชาญวิชา มุ่งขจัดขัดเกลากิเลส ตัณหา อุปาทาน จนเกิดปัญญาในระดับโลกุตระ
การประเมินผลการศึกษา ใช้หลักเกณฑ์ (1) สะอาด (2) ขยัน (3) ประหยัด (4) ซื่อสัตย์ (5) เสียสละ (6) กตัญญู (7) ตรงต่อเวลา (8) อ่อนน้อมถ่อมตน
หลักการพัฒนาสังคมในระบบบุญนิยมซึ่งเชื่อว่า จะทำให้ คนเจริญอย่างเป็นสัจธรรม มี 10 ประการ คือ มีคนที่สัมมาทิฏฐิ, มีศาสนาเป็นหลัก, มีงาน หรือกิจการที่พึ่งตนเองได้, มีระบบการดำเนินชีวิต, มีวัฒนธรรม ที่แข็งแรง ยั่งยืน, มีภราดรภาพ, มีการศึกษา สืบทอด, มีการเผยแพร่, มีการตลาด, มีบูรณาการ ในอิสรเสรีภาพ ภราดร สุขสันติ และสมรรถภาพ จนเกิดเป็น บูรณภาพ
สรุปรวมเป็นศิลปะ ที่สร้างความเจริญงอกงามให้แก่ชีวิตศิลปะในทางสร้างสรร ก่อให้เกิดความประเสริฐแก่มนุษย์ ไปสู่ความเจริญอันสูงสุด มีทั้งสุนทรียศิลป์ และแก่นศิลป์ หรือสารศิลป์ เป็นสิ่งที่ประกอบชี้ชวน ชักชวนให้เกิดความสนใจในสาระ เป็นคุณค่า เกิดการพัฒนาจิตวิญญาณ และชีวิตความเป็นอยู่ ดังนั้นการศึกษา จะทำให้รู้เท่าทันในงานอนาจาร หรืองานศิลปะแท้จริง และช่วยกันลดละ ป้องกัน การเกิดขึ้นของงานอนาจาร
สิ่งพิมพ์ใดๆ หรืองาน หรือการนำเสนอใดๆ ที่เรียกกันว่า “ศิลปะ” ถ้าผู้ชม เกิดกิเลส ตัณหา อุปาทานในอารมณ์ สิ่งนั้นไม่เรียกว่าศิลปะ แต่คือ “อนาจาร” ในระบบบุญนิยมศิลปะจะต้องไม่มีเศษหรือส่วนของอนาจรอยู่เลย
ในการผลิตสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ก็ตาม ก็มีทำนองนัยเดียวกัน กล่าวคือ ผลิตภัณฑ์ที่สร้างกิเลส มอมเมาให้คนลุ่มหลง (หลงเสพ) ฟุ่มเฟือย มักง่าย เร้าอารมณ์โลภะ โทสะ โมหะ ผลิตภัณฑ์เหล่านั้น คือ “ขยะ” หรือพิษร้ายที่มีอยู่ในสังคม การกระทำใดๆ ที่สื่อหรือส่งเสริมให้คนหลงเสพ สิ่งนั้นคือ “ศาสตรา” มิใช่ “ศิลป์” แต่อย่างใด
อาจกล่าวได้ว่า นิเทศศาสตร์บุญนิยม (Boonniyom Communication Art) ก็คือศาสตร์แห่งการสื่อความหมาย ให้มนุษย์ค่อยๆ ลดความเห็นแก่ตัวลงเรื่อยๆ จนที่สุดเหลือแต่ความเห็นแก่ผู้อื่นเพิ่มขึ้นๆ เป็นลำดับไป
สรุป
ระบบบุญนิยมหมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่อไปนี้
(1)        ทฤษฎีกำไรขาดทุนของอาริยชนแท้ คือ ได้มา เป็นบาป คือขาดทุน เสียไป เป็นบุญ คือกำไร
(2)        อุดมการณ์ของบุญนิยม คือ ขยัน กล้าจน ทนเสียดที หนีสะสม นิยมสร้างสรร สวรรค์นิพพาน
(3)        กำไรอาริยะ 4 ระดับ คือ
ขายต่ำกว่าราคาตลาด
ขายเท่าทุน
ขายต่ำกว่าทุน
ให้ฟรี
(4)        หลักการ 5 ข้อ ของการค้าขายในระบบบุญนิยม คือ
ขายถูก
ไม่ฉวยโอกาส
ขยันอุตสาหะ
ประณีตประหยัด และ
ซื่อสัตย์สุจริต
(5)        ละเว้นการประกอบมิจฉาชีพ 5 ประการ (มิจฉาอาชีวะ 5) คือ
กุหนา (การโกง)
ลปนา (การล่อลวง)
เนมิตตกตา (การตลบตะแลง)
นิปเปสิกตา (การยอมมอบตนในทางผิด)
ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา (การเอาลาภแลกลาภ)
 (6)       ละเว้นการค้าขายของต้องห้าม 5 ประการ (มิจฉาวณิชชา 5) คือ การค้าขายที่ชาวพุทธไม่พึงกระทำ
      สัตถวณิชชา (การค้าขายศาสตราอาวุธ)
สัตตวิณิชชา (การค้าขายสัตว์เป็น)
มังสวณิชชา (การค้าขายสัตว์ตาย เนื้อสัตว์)
มัชชวณิชชา (การค้าขายน้ำเมา และของมอมเมา)
วิสวณิชชา (การค้าขายยาพิษ และสิ่งที่เป็นพิษ)
(7)        อุดมการณ์สูงสุด มี 7 ส.
             ส.สุข สุขที่กิเลสลดลง
             ส.สูง ได้รับการยอมรับคุณค่าความดีงามที่จริงจากผู้อื่น
             ส.สร้างสรร สร้างอย่างเลือกเฟ้นด้วยความมีปัญญา
             ส.เสียสละ พยายามเสียสละให้มากเสมอ เพราะเป็นเป็นคุณค่าของชีวิต แม้ที่สุดเสียเปรียบก็จำยอมเมื่อถึงคราว
             ส.สมบัติ เป็นโลกุตรสมบัติ หรือ อาริยสมบัติ
             ส.สูญ สูญสิ้นกิเลส ตัณหา อุปาทาน
.สัมบูรณ์ มีทุกอย่างครบทั้ง 6 . ข้างต้น
Comments