ชุมชนศีรษะอโศก

ชุมชนศีรษะอโศก

ชุมชนพึ่งตนเอง ที่ จ.ศรีสะเกษ ศูนย์ข่าวภาคอีสาน-ชุมชนศีรษะอโศก อีกหนึ่งต้นแบบชุมชนท้องถิ่นแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปฏิเสธระบบเศรษฐกิจทุนนิยม โดยมุ่งนำหลักพุทธธรรม มาปรับ ใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวันเดินตามวิถีบุญนิยมแบบเบ็ดเสร็จ เผยสมาชิก ที่เข้าร่วมใช้ชีวิตในชุมชนต้องละกิเลส ปฏิบัติศีล 5 เคร่งครัด แม้แต่ระบบการ ศึกษาของลูกหลานในชุมชนก็ปรับร่างหลักสูตรการเรียนการ สอนขึ้นมาเอง ยกองค์ความ รู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นแม่แบบ นับตั้งแต่ปลายปี 2540 ที่ประเทศไทยต้องเผชิญปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรง รัฐบาลไทยต้องผูกหนี้กับต่างชาติก้อนใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ จนกลายเป็นมรดก หนี้ที่คนไทยอีกหลายชั่วอายุคนต้องแบกภาระชดใช้ ทั้งที่ต้นตอแห่งปัญหามาจาก กลุ่ม คนเพียงไม่กี่กลุ่ม แม้จะล่วงมาหลายปี แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย โดยเฉพาะในระดับรากหญ้าทั้งในชุมชนเมืองและชุมชนชนบท ที่ด้อยโอกาสทางสังคม ก็ยังอยู่ในวังวนความทุกข์ยาก บ้างไม่มีที่ดินทำกิน บ้างรายได้ไม่พอรายจ่ายและจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในสภาพตกงาน อย่างไรก็ตาม หากสำรวจค้นหาชุมชนที่รอดพ้นจากวิกฤติชาติ พึ่งพาตนเองได้ พออยู่พอกิน ก็จะพบชุมชนที่หลุดจากวงจรแห่งความทุกข์ยากอยู่จำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะหมู่บ้าน ชุมชนในชนบทที่ยึดมั่นในหลักเศรษฐกิจพอเพียง ใช้ประโยชน์จาก องค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่คนรุ่นปู่-ย่าละทิ้งไว้ให้ "ชุมชนศีรษะอโศก"ใน อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ คือหนึ่งในจำนวนชุมชน ที่อยู่รอดในภาวะที่เศรษฐกิจยังคงซบเซา สมาชิกชุมชนหลายต่อหลายคนบอกว่า ทุกวันนี้ พวกเขาไม่เดือดร้อนเรื่องอยู่เรื่องกิน ในขณะที่คนในสังคมส่วนใหญ่ขาดแคลน

 

แก้ปัญหา เศรษฐกิจในครอบครัวไม่ตก แต่พวกเขามีเหลือกินและยังขายผลิตผลผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเก็บออมเป็นทุนทรัพย์ในชุมชนได้อีกด้วย ปัจจุบันกิจกรรมพึ่งตนเอง ที่ดำเนินงานในชุมชนแห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานจากองค์กรชาวบ้านหลากหลายทั่วประเทศ "ศีรษะอโศก" เป็นชุมชนขนาด 85 ครัวเรือน ตั้งอยู่บนพื้นที่ราว 117 ไร่ ในเขตอำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ หลายคนอาจรู้จักชุมชนแห่งนี้ผ่านสื่อแขนง ต่างๆ อย่างครึกโครมเมื่อหลายปีก่อน ในแง่มุมอื่น ส่วนจะเป็นประเด็นใดนั้น ไม่ขอกล่าวถึงชุมชนศีรษะอโศกก่อร่างสร้างสังคมในลักษณะชุมชนปัจเจก ของตัวเองขึ้น เมื่อปี 2519 จากจุดเริ่มต้นที่ชาวบ้านในบริเวณนี้ลงขันสร้างวัดขึ้นเพื่อ ปฏิบัติธรรม ภายใต้ชื่อ "พุทธสถานศีรษะอโศก" ตามแนวทางของท่านโพธิรักษ์ ซึ่งเป็น พระมาจากสำนักสันติอโศก พระโพธิรักษ์ถือเป็นผู้นำในการเข้ามาถ่ายทอดธรรมะให้กับชาวบ้าน ที่สนใจนำแนวทางสันติอโศกไปปฏิบัติ กระทั่งกลายเป็นศูนย์รวมผู้ปฏิบัติธรรม จากชุมชนอื่นๆ ยึดระบบ"คอมมูน"เคร่งธรรมพึ่งตนเอง กระทั่งปี 2530 ญาติธรรมที่มาปฏิบัติมีจำนวนมากขึ้น และต้องนอนค้างคืนที่วัด มีกิจกรรมการปฏิบัติธรรมถี่ขึ้น กลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมจึงได้ร่วมกันสร้างชุมชนขึ้น โดยใช้ชื่อว่า "หมู่บ้านพุทธธรรม" ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย แต่คนส่วนใหญ่จะรู้จักมักคุ้น ในนาม ชุมชนศีรษะอโศกมากกว่า หลังจากนั้นก็ได้จัดซื้อที่ดินเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับกับจำนวนผู้คนที่สนใจเข้ามาปฏิบัติธรรมในชุมชน องค์ประกอบที่เป็นพลังของการพัฒนาชุมชนศีรษะอโศกคือ บ-ว-ร (บ้าน วัด โรงเรียน) ที่ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน มีศาสนาเป็นแกนศรัทธาหล่อหลอมความเห็น ให้เป็นหนึ่งเดียว สังคมแห่งนี้มีผู้นำทางการปกครองเช่นเดียวกับชุมชนภายนอก แต่บทบาทของผู้นำศีรษะอโศกคือผู้รับใช้ ไม่ใช่นาย ไม่มีการแต่งตั้งหรือเลือกตั้ง แต่จะเป็นการยอมรับโดยธรรม เพราะคุณธรรมและการเสียสละที่อุทิศให้แก่สังคม สังคมในชุมชนศีรษะอโศก จึงค่อนข้างแปลกเมื่อเทียบกับการดำเนินชีวิต ของผู้คนภายนอก ทุกคนตระหนักถึงการพัฒนาจิตวิญญาณ เน้นการถือศีล 5 ลด ละ เลิก อบายมุข ทานอาหารมังสวิรัติโดยเคร่งครัด ผู้คนในชุมชนแต่งตัวแบบเรียบง่าย คล้ายเสื้อผ้าที่ชาวนาใส่ ไม่สวมรองเท้า ไม่สะสมหรือยึดติดในวัตถุนิยม ทวนกระแสสังคม ภายนอกโดยสิ้นเชิง เป็นเอกลักษณ์ของสังคมแห่งนี้

 

ขนาดของบ้านแต่ละหลังห้ามสร้างเกินพื้นที่ 25 ตารางเมตร เป็นบ้านทรงไทย ใต้ถุนสูง มีบ่อน้ำใช้ร่วมกันทุกๆ 4 หลัง บ้านแต่ละหลังนอกจากใช้ประโยชน์เป็นที่พักอา ศัยของคนในชุมชนและญาติธรรมที่มาปฏิบัติธรรมแล้ว ใต้ถุนบ้านแต่ละหลัง จะจัดเป็นห้องเรียนให้กับเด็กในชุมชนอีกด้วย เนื่องจากเป็นชุมชนถือศีล 5 เคร่งครัด สังคมนี้จึงไม่บริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อเป็นตัว อย่างสังคมที่ไม่ฆ่าหรือเบียดเบียนสัตว์ ตามหลักศีลข้อที่ 1 ชุมชนแห่งนี้จึงเน้นการทำ เกษตรกรรม ปลูกพืชทุกอย่างโดยไม่ใช้สารเคมี เป็นระบบเกษตรกรรม ธรรมชาติไร้สาร พิษ โดยมีการวางแผนเพาะปลูกอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระยะสั้น-ระยะกลาง-ระยะยาว คำนึงถึงการมีอยู่มีกินโดยไม่คำนึงถึงเรื่องขายเพื่อนำเงินเข้ามาแต่อย่างใด ระบบบริหารจัดการภายในชุมชนศีรษะอโศก มีหลักการคือ สมาชิกต้องมาฝึก เสียสละความเป็นส่วนตัวให้กับส่วนกลาง และส่วนกลางจะดูแลความเป็นอยู่ทุกอย่างตั้ง แต่เกิดจนตาย ภายในชุมชนแห่งนี้ จึงมีกองทุนส่วนกลาง มีโรงครัวกลาง ที่ดินส่วนกลาง กิจกรรมส่วนกลาง เช่น ร้านค้า โรงสี กสิกรรม ฯลฯ ทุกคนทำงานเสียสละให้ส่วนกลาง ไม่ต่างจากระบบ"คอมมูน" ชาวชุมชนศีรษะอโศก ทำทุกอย่างที่ต้องกินต้องใช้ ชุมชนต้องพึ่งตนเองให้ได้ในขั้น แรกและพัฒนาไปช่วยชุมชนอื่นในขั้นต่อไป กิจกรรมหลักจึงเน้นไปที่ภาคเกษตรกรรม เช่นทำนา ทำสวน ปลูกผัก ปลูกป่า ทำปุ๋ยชีวภาพ ฯลฯ ผลผลิตนำมารวมกันเป็นกองกลาง กินใช้ร่วมกัน ทุกคนเหมือนครอบครัวเดียวกัน จะกินจะใช้เน้นที่ประโยชน์สูง ประหยัดสุด ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน จึงมีผลผลิตเหลือกินเหลือใช้ นำไปแจกจ่ายคนอื่นได้ จากระบบจัดการที่มองประโยชน์สังคมเป็นจุดรวม ไม่สะสม มุ่งปฏิบัติตามกรอบ ของศีลธรรม เพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น ชาวชุมชนศีรษะอโศกก็สามารถ พึ่งพาตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม และเริ่มมีผู้สนใจเข้ามาศึกษาชุมชนแห่งนี้ และนำรูปแบบการดำเนินชีวิต ของชาวศีรษะอโศกไปประยุกต์ใช้จนหลายคนหลายองค์กรชุมชน สามารถปลดภาระหนี้ได้แล้วเป็นจำนวนมาก "ปรัชญาบุญนิยม" หลักธุรกิจศรีษะอโศก การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในกิจกรรมพึ่งตนเองของชุมชนศีรษะอโศก ตั้งแต่เริ่มตั้งเป็นชุมชนจนถึงปี 2535 ได้มีธุรกิจชุมชนต่างๆเกิดขึ้นในหลายๆด้านภายในชุมชนนี้ เช่น โรงสีข้าวกล้องขนาดเล็กที่สีเฉพาะข้าวกล้องอย่างเดียว เพื่อบริโภคในชุมชน ส่วนที่ผลิตได้เกินจะส่งขายชุมชนภายนอกในราคาถูก โรงเรือนเพาะเห็ด ขณะเดียวกันผลผลิตการเกษตรแบบไร้สารพิษชนิดอื่น ทางชุมชนได้นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด อาทิ แชมพูสมุนไพร น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า นอกจากนี้ยังมีร้านค้าชุมชน ขายสินค้า ที่ผลิตขึ้นให้กับคนชุมชนภายนอกในราคาถูก น.ส.ขวัญดิน สิงห์คำ ผู้นำชุมศีรษะอโศก ซึ่งพักอยู่ในบ้านหลังค่อนข้างใหญ่ ที่มีป้ายเขียนไว้หน้าบ้านว่า "เวียกหลวง" หรืออีกนัยหนึ่งฐานะของเธอคือผู้ใหญ่บ้านตามอย่างที่สังคมภายนอกสมมติ อธิบายถึงหลักการทำธุรกิจของชุมชนศีรษะอโศกว่า จะยึดหลักธุรกิจบุญนิยมเป็นหลัก คือการกระจายและแจกจ่ายอย่างเป็นบุญ มี 4 ระดับคือ แจกฟรี ขายต่ำกว่าทุน ขายเท่าทุน และขายต่ำกว่าท้องตลาด มีกำไร อาริยะ

 

เป็นเป้าหมาย ผิดกับระบบธุรกิจสังคมภายนอกที่มองกำไรคือ รายได้ที่ต้องมากกว่าทุน เช่นทุนสินค้า 100 บาท หากขายเพียง 80 บาท ชาวศีรษะอโศกถือว่าได้กำไร 20 บาท แต่หากขาย 120 บาท กลับถือว่าขาดทุน 20 บาท เนื่องจากไปเอารัดเอาเปรียบสังคม มานั่นเอง ปรัชญาบุญนิยม มองผลบุญกุศลเป็นเป้าหมาย อาจจะขัดแย้งกับหลักการทำธุรกิจ ตามแบบทุนนิยม แต่สังคมภายในศีรษะอโศก ก็เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า สามารถทำให้ สังคมแห่งนี้อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เพราะสมาชิกชุมชนแต่ละคนต่างไม่ยึดติดกับวัต ถุนิยม แต่นิยมสรรสร้างยกระดับจิตใจของตนให้สูงอยู่เสมอ ไม่สะสม กินน้อย ใช้น้อย ทำงานมาก จุนเจือสังคม มีความเป็นอยู่อย่างเอื้ออารีต่อกัน ดำเนินรอยตามระบบบุญนิยม คือระบบของการ"ให้มากกว่าการเอา" สำหรับทรัพย์ของชาวบุญนิยมแห่งนี้จะหมายถึง ความรู้ความสามารถ และความขยัน ไม่ใช่วัตถุภายนอก ความร่ำรวยวัดได้จากการเป็นผู้ให้มากกว่ากอบโกย ด้วยระบบบุญนิยมดังกล่าว ชาวศีรษะอโศกเชื่อว่าจะเป็นทางออกของมวลมนุษยชาติ ที่จะสามารถฝ่าฟันวิกฤติทุกชนิดได้อย่างไม่จำกัดกาล ในขณะที่การศึกษาภายในชุมชนศีรษะอโศก จะเป็นระบบการการจัดการศึกษา โดยชุมชนเพื่อชุมชน เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในชุมชนและสมาชิกในชุมชนร่วมกับพระจัด ทำหลักสูตรการเรียนการสอนขึ้นมาเอง แต่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ แล้วเช่นกัน ซึ่งหลักสูตรการอบรมในโรงเรียนของชุมชนศีรษะอโศกนั้น จะมุ่งเน้น นำเอาหลักธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน การพึ่งตนเองด้วยธรรม คือทุกคนที่ผ่านหลักสูตร ที่จัดทำขึ้นจะต้องยึดมั่นถือมั่นในศีลธรรมอันดีงาม ละวัตถุนิยมอันเป็นสิ่งภายนอกทั้งหมด "เด็กในชุมชนศีรษะอโศกที่เรียนหนังสือจากหลักสูตรที่เราจัดทำขึ้นเอง รับประกัน ได้ว่าเรียนได้ดีทุกคน รายใดก็ตามที่ไปสอบแข่งขันเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยหรือสถาบัน การศึกษาชั้นสูงขึ้น

 

สามารถสอบติดทั้ง100% แต่พวกเราไม่ส่งเสริมให้เด็กเข้าไปสู่ระบบการศึกษาอย่างนั้น เราต้องการให้หันมาศึกษาเรียนรู้นอกระบบ เรียนรู้จากชีวิตจริง เรียนรู้ว่า จะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุขอย่างแท้จริง"น.ส.ขวัญดินเล่า ต่อประเด็นการตั้งข้อสังเกตที่ว่า เด็กๆที่ต้องตามเข้ามาอยู่ในชุมชนศีรษะอโศกกับ พ่อแม่หรือครอบครัวจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น จะมีปัญหาในการ อยู่ร่วมในชุมชนหรือไม่ ธรรมชาติของวัยรุ่น อยากรู้อยากทดลอง อ่อนไหวต่อสิ่งเร้า ในขณะที่วิถีชีวิตในชุมชนศีรษะอโศกมีบรรทัดฐานที่สมาชิกชุมชนทุกคน ต้องปฏิบัติตาม ระเบียบชุมชนอย่างเคร่งครัด คือยึดมั่นใน ศีล 5 ลดละเลิกเรื่องวัตถุนิยม ทั้งหมด แม้แต่รองเท้าก็ห้ามสวม ผู้นำชุมชนศีรษะอโศกบอกว่า เด็กวัยเรียน วัยรุ่นเหล่านี้ ว่านอนสอนง่าย ปฏิบัติตามระเบียบชุมชนได้ดี ทั้งนี้อาจเพราะผ่านกระบวนการขัดเกลาทางทัศนคติ เห็นตัว แบบที่ดี ได้รับการเรียนรู้ในเรื่องของหลักธรรมมามาก จึงพอใจอยู่อย่างสงบ กระนั้น ก็ตามหากพวกเขาเหล่านี้จะขออนุญาตออกไปเยี่ยมเพื่อนหรือญาติที่อยู่นอกชุมชน ก็จะได้รับการอนุญาตเช่นกัน แต่ต้องไม่บ่อย ส่วนจะขอไปเดินห้างสรรพสินค้าหรือไปเที่ยวในเมืองที่มีแต่สิ่งยั่วยุ ขัดต่อหลักศีลธรรม แวดล้อมไปด้วยกิเลสวัตถุ จะไม่ได้รับอนุญาตโดยเด็ดขาด เพราะสิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่ปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการมีชีวิตอยู่ ที่ผ่านมาชุมชนศีรษะอโศก เคยส่งนักเรียนที่เป็นเด็กในการปกครองของชุมชน ไปเล่าเรียนข้างนอก ตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ เช่น เมื่อปี พ.ศ. 2533 ทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ทางชุมชนได้ให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาประมาณ 13 คน ไปเรียนในโรงเรียนประจำอำเภอกันทรลักษณ์ ปรากฎว่า เด็กที่เรียนในระดับมัธยมมีพฤติกรรมที่แย่ลง กลับบ้านไม่ตรงเวลา ขี้เกียจและชอบ เที่ยวเตร่ ใช้ชีวิตอย่างไร้สาระ จึงได้เสนอให้ชุมชนจัดการศึกษาด้วยตัวเอง ชาวชุมชนศีรษะอโศกที่เคยรับราชการครูมาก่อนคนหนึ่ง ได้แสดงทัศนะต่อระบบการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการว่า ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนได้ เป็นระบบที่สร้างเยาวชนให้เป็นคนเห็นแก่ตัว ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย เห็นแก่เงิน เป็นลัทธิบูชาเงิน นอกจากไม่ทำให้เด็กเพิ่มคุณธรรมและจริยธรรมแล้ว ยังทำให้เด็กทิ้งคุณธรรม และจริยธรรมที่เคยสั่งสมมาก่อนเข้าโรงเรียนด้วย ทำให้เด็กหยิบโหย่ง ทำอะไรไม่เป็น หัวโตมือลีบ

วิสัยทัศน์ต่ำ ถูกหลอกง่าย นอกจากนี้หลักสูตรการศึกษาที่จัดสอนกันในปัจจุบัน มุ่งสอนให้คนเป็นทาส เพื่อสร้างความร่ำรวยให้แก่คนเพียงไม่กี่คน เป็นเครื่องมือให้คนเหล่านั้นขูดรีดซ้ำเติม ความเดือดร้อนให้กับชุมชน เป็นเครื่องมือขโมยลูกหลานซึ่งเป็นกำลังหลักการพัฒนา หนีออกจากชุมชน โดยเฉพาะลูกหลานที่มีสติปัญญาดี ชุมชนชนบทที่ยากจนจึงพัฒนาไปอย่างเชื่องช้า และท้ายที่สุดระบบการศึกษาสอนให้เด็กเนรคุณพ่อแม่ ชุมชน ประเทศชาติ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะขาดสติ ขาดภูมิปัญญาแยกแยะดี-ชั่ว ด้วยความล้มเหลวของระบบการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว ชาวชุมชนศีรษะอโศกจึงได้จัดตั้งกลุ่มการศึกษานอกโรงเรียนขึ้นในชุมชนใช้ชื่อว่า "กลุ่มพุทธธรรมแซงแซว" มีปรัชญาการศึกษาว่า เชี่ยวชาญวิชาการ ชำนาญวิชาชีพ จุดประทีปคุณธรรม ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ตามลำดับความสำ คัญ โดยใช้หลักสูตรที่ชุมชนคิดขึ้นเอง 80% ของการศึกษานอกโรงเรียน(กศน.) 20% เพราะถึงอย่างเด็กบางส่วนที่ต้องการเรียนต่อต้องออกไปสอบแข่งขันกับเด็กที่อยู่ในสังคม ภายนอกอยู่ ปัจจุบันในชุมชนศรีษะอโศกมีโรงเรียน 2 ระดับ คือโรงเรียนสัมาสิกขาศีรษะอโศก เปิดสอน ป.1-ม.6 และโรงเรียนสัมมาอาชีวสิกขาศีรษะอโศก เปิดสอนระดับ ปวช. เป็นโรงเรียนเอกชนการกุศล ตามพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชน มาตรา 15(3) นัก เรียนอยู่ประจำที่โรงเรียน ไม่เก็บค่าเล่าเรียน ค่ากินอยู่ ค่าอุปกรณ์การศึกษา ค่ารักษาพยาบาล ชุมชนเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดโดยใช้เงินกองกลาง เกณฑ์รับสมาชิกใหม่ ธรรมไม่แกร่งไม่ผ่าน การดำเนินชีวิตตามหลักพุทธธรรม เจริญรอยตามแนวทางมรรค 8 ทำตนให้พ้น จากทุกข์ ของสังคมชาวศีรษะอโศกนั้น ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ที่สร้างความสนใจ ต่อสังคมภายนอกที่เห็นชอบในหลักธรรมดังกล่าวไม่น้อย หลายคนแสดงความจำนงค์ที่จะเข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกของชุมชนแห่งนี้ บ้างต้องการพัฒนายกระดับจิตใจให้สูงขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า บางรายก็ต้องการหลุดพ้นจากความทุกข์ภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามชุมชนแห่งนี้มีขั้นตอนเงื่อนไขคัดกรองสมาชิกใหม่ที่เข้มงวดเช่นกัน เพราะการใช้ชีวิตในชุมชนศรีษะอโศกไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ยังหลุดไม่พ้นจากบ่วง กิเลส

 

หากไม่เช่นนั้นสมาชิกใหม่อาจเป็นตัวชักนำความไม่สงบสุขเข้าสู่ชุมชนปิดแห่งนี้ นางสาวขวัญดิน บอกว่าการรับสมาชิกใหม่เข้ามาอยู่ร่วมในชุมชนศีรษะอโศกนั้น ประการแรกต้องเป็นคนที่พร้อมจะสละความสุขสบายหรือวัตถุภายนอกทุกประเภท สามารถปฏิบัติศีล 5 ได้อย่างเคร่งครัด ก่อนที่จะรับขึ้นบัญชีเป็นสมาชิก ชุมชน อย่างสมบูรณ์แบบ จะต้องผ่านการทดสอบภาวะความมั่นคงในธรรม ทดสอบว่าในระยะยาวจะอยู่ภายใต้ระเบียบชุมชนได้หรือไม่ โดยให้ทดลองอยู่ร่วมกับคนในชุมชนเบื้องต้น 15 วัน หากอยู่ไม่ได้ต้องออกไป อยู่ได้ต้องทดสอบต่อให้ครบ 1 เดือน จนแน่ใจแล้ว ว่าภายใน 3 เดือน หากสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบชุมชนได้อย่างกลมกลืนไม่แหกกฎ ก็จะยอมรับให้เข้าเป็น 1 ในสมาชิกชุมชนอย่างสมบูรณ์ ซึ่งผู้ที่เป็นสมาชิกจะได้สิทธิ์ใน การเบิกใช้เงินกองกลางของชุมชน เดินทางเยี่ยมญาติเบิกค่าพาหนะ ค่าอาหารหรือค่า ใช้จ่ายทุกอย่างได้ แต่หากบุคคลคนนั้นยังอยู่ในขั้นทดสอบคุณสมบัติ ไม่มีสิทธิ์เบิกใช้เงิน กองกลางดังกล่าว เมื่อเข้าเป็นสมาชิกจะต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบของหมู่บ้านพุทธธรรม โดยสมาชิกต้องถือศีล 5 ละอบายมุข เป็นอย่างต่ำและทานอาหารมังสวิรัติไม่เกินวันละ 2 มื่อ ห้ามมีเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนตัวในชุมชน เช่น โทรทัศน์ เตารีด วิทยุ ฯลฯ ห้ามเลี้ยงสัตว์ หรือนำสัตว์เลี้ยงใดๆเข้ามาในหมู่บ้าน ห้ามทำธุรกิจเพื่อการส่วนตัวในหมู่บ้าน และห้ามนำ เดรัจฉานวิชาเข้ามาในหมู่บ้าน เช่น เครื่องรางของขลัง หมอดู ฯลฯ ปัจจุบันชุมชนศีรษะอโศกมีสมาชิกทั้งหมด 85 ครอบครัว ราว350 กว่าคน ลูกหลานชุมชนที่อยู่ในวัยเรียนทั้ง 3 ระดับ 210 คน ที่ดินของชุมชนศีรษะอโศก มีพื้นที่อยู่ราว 117 ไร่ ซึ่งจำนวนแค่นี้ไม่พอที่จะรองรับการขยายตัวของครอบครัว สมาชิกชุมชนที่จะต้องขยายใหญ่ขึ้นในอนาคต ทั้งครอบครัวใหม่ที่ต้องแยกไปตั้ง เรือนเองหรือสมาชิกรายใหม่ที่เห็นสัจธรรมชีวิตและต้องการเข้ามาอยู่ร่วมกับสังคมศีรษะอโศก ทางคณะทำงานชุมชน ซึ่งมีท่านพระโพธิรักษ์เป็นแกนนำและที่ปรึกษาใหญ่ก็ได้เตรียมแก้ปัญหาตรงนี้ไว้แล้วเช่นกัน "สมาชิกเด็กๆในชุมชนศีรษะอโศก เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่และออกเรือนมีครอบครัว ชุมชนไม่ห้ามว่าจะต้องแต่งงานกับคนในชุมชนด้วยกันเอง แล หากคู่ครองเป็นคน นอกชุมชนทั่วไปและหากเขาสามารถเชิญชวนให้คู่ครองเข้ามาเป็นสมาชิกชุมชนศีรษะอโศกได้ จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะเชื่อว่าสังคมจะสงบสุข ชีวิตจะพบสัจธรรมที่แท้จริง ก็ต่อ เมื่อคนในสังคมหันเข้าโลกแห่งธรรม" นางสาวขวัญดินกล่าวและว่า ขณะนี้ได้พยายามหาซื้อที่ดินเพิ่ม ทะยอยซื้อเรื่อยๆ เพราะชุมชนศีรษะอโศก เชื่อว่าสมาชิกจะต้องเพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งที่ดินที่ซื้อสะสมทั้งบริเวณที่ติดกับชุมชน ออกไปและที่ดินผืนใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก (ในเขตอ.กันทรลักษณ์) รวมกัน ซื้อสะสมได้แล้วราว 600 กว่าไร่และจะทะยอยซื้อเพิ่มต่อไปในอนาคต ชุมชนสังคมในลักษณะเดียวกับชุมชนศีรษะอโศก ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแห่งเดียว ที่อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ แต่ขยายเครือข่ายการพัฒนาชุมชนในลักษณะเดียวกันตามระบบบุญนิยม ของท่านพระโพธิรักษ์ กระจายไปทั่วประเทศคือ ชุมชนปฐมอโศก จังหวัดนครปฐม ชุมชนศาลีอโศก จังหวัดนครสวรรค์ ชุมชนสีมาอโศก จังหวัด นครราชสีมา ชุมชนสันตินาคร กรุงเทพฯ ส่วนที่เป็นหมู่บ้านในบัญชีระบบการปกครองของกระทรวงมหาดไทยมีศีรษะอโศก จังหวัดศรีสะเกษ ราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี และเครือข่ายชาวอโศกอื่นๆอีก 100 เครือข่ายของเมืองไทย

 

http://www.prajan.com/webboard/view.php?id=467

 

 

 

 การสำรวจความพอเพียงของชุมชนศรีษะอโศก

 ความพอเพียง ความไม่พอเพียง 

-มีกลุ่มออมทรัพย์

-ปลูกผักไร้สารพพิษ

.-ใช้จุลินทรีย์ในการทำเกษตร

-มีสวัสดิการให้คนในชุมชนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเจ็บป่วย,เสื้อผ้าเครื่องนุ่งหม่,ค่าเดินทาง,ค่าเล่าเรียน

-มีการใช้พลังงานทดแทนคือผลิตไบโอแก๊ส

- อนุรักษ์วัฒนธรรมเครื่องแต่งกาย ผู้หญิงใส่ผ้าถุง

-ในชุมชนไม่มีอบายมุขทุกชนิด

-มีสวนวนเกษตรคือไร่ซำตาโตง,ไร่สามก้าว,ไร่

ซำเบ็ง

-ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีทุกชนิดในการปลูกพืช

-มีการเก็บเมล็ดพันธ์พืชหายาก

-มีการทอผ้าใช้ในชุมชนและผลิตขาย

-มีห้องสมุดประจำชุมชน

-มีประเพณีบุญลอมข้าว

-มีการลงแขกดำนา,เกี่ยวข้าว,นวดข้าว,ขึ้นข้าวฯลฯ

-มีการผลิตนำส้มควันไม้

-ส่วนใหญ่ใช้ฟืนและถ่านในการประกอบอาหาร

-มีการปลูกป่ารักษาป่าไม่ทำลายป่า

-มีฐานเย็บปักเสื้อผ้า

-มีการปลูกพืชสมุนไพร

-โรงงานผลิตยาสมุนไพร(บ้านยาดี)

-มีเรือนเพาะชำ

-มีการแยกขยะเป็นที่เป็นทางและหารายได้จากการนำขยะไปขาย

-มีแพทย์ทางเลือก(ตะวันออก)ไว้บริการชาวชุมชนญาติธรรมหรือผู้ที่สนใจฟรี

-คนในชุมชนส่วนใหญ่ใช้จักรยานเป็นพาหนะ

-มีฐานจักสานในชุมชนทำตะกร้า,ไม้กวาด

-ในชุมชนผลิตปุ๋ยว้ใช้เองและมีการจำหน่าย(ปุ๋ยอินทรีย์)

-ภายในชุมชนไม่มีการทะเลาะวิวาทถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน

-ภายในชุมชนไม่มีร้านเกมอินเตอร์เน็ต

-คนในชุมชนไม่มีการเล่นการพนัน,หวย

 

 

 

 

-การศึกษาเรื่องทฤษฎีไม่แน่น

-นักเรียนชอบทำผิดกฎระเบียบ

-การติดต่อกับชุมชนยาก

- ครูมีน้อย

-ชอบไปประท้วง

-ถูกครอบงำง่าย

 

 
 
 
เปรียบเทียบกับ
ชุมชนหนองหญ้าลาด ม.2 ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษ์  จ.ศรีสะเกษ
 
ความพอเพียง  ความไม่พอพียง 

-มีกลุ่มออมทรัพย์ 

-มีกลุ่มเย็บผ้า

-มีการประชุมชมชนทุก15วัน

-มีการร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานประเพณีต่างๆ

-มีกลุ่มรักสุขภาพออกกำลังกายทุกวัน

-หลายครอบครัวมีการปลูกพืชสวนครัว

 

 

-มียาเสพติดในชุมชน

-วัยรุ่นชอบแข่งรถกลางคืน

-มีหนี้นอกระบบ

-มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง

-มีร้านอินเตอร์เน็ตในชุมชน4ร้าน

-พ่อแม่ไม่มีเวลาดูแลลูก

-เด็กประถม-มัธยมส่วนใหญ่ติดเกม

-คนในชุมชนส่วนใหญ่เป็นหนี้

 

 

 
Comments