ประวัติขุนพันธ์รักษ์ราชเดช


เรื่องน่ารู้ คุณรู้หรือยัง

      ขุนพันธรักษ์ราชเดช เจ้าของฉายายอดนายตำรวจมือปราบจอมขมังเวทย์ เดิมชื่อ บุตร์ พันธรักษ์ เกิดวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2442 ชาวนครศรีธรรมราช เป็นนักเรียนโรงเรียนนายร้อยห้วยจระเข้ รุ่นปี พ.ศ.2468 ขณะเรียนได้รับการตั้งยศสิบตำรวจตรีตั้งแต่ปีแรก หลังจบการศึกษาไปรับราชการตำแหน่งนักเรียนทำการนายร้อย ที่กองบังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช ประจำจังหวัดสงขลา พ.ศ.2473

ปีพ.ศ.2474 ย้ายมาเป็นผู้บังคับหมวดที่กองเมืองจังหวัดพัทลุง ปราบปรามเสือสัง หรือเสือพุ่ม ผู้ร้ายสำคัญที่แหกคุกมาจากเมืองตรังจนเป็นที่รู้จักและยอมรับ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "ขุนพันธรักษ์ราชเดช" ปีพ.ศ.2478 ได้รับเลื่อนยศเป็นนายร้อยตำรวจโท อุปสมบทที่วัดมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช ปีเดียวกัน

ปีพ.ศ.2479 ย้ายไปเป็นหัวหน้ากองตรวจ ประจำกองบังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช ประจำจังหวัดสงขลา ปราบหัวหน้าโจร "อะแวสะดอ ตาเละ" ที่นราธิวาส ได้รับเลื่อนยศเป็นร้อยตำรวจเอก พ.ศ.2489 ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท 3 ปี ปราบปรามเสือร้ายสงบจึงย้ายมาเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรที่อยุธยา หลังเกิดโจรชุกชุมที่กำแพงเพชรจึงได้รับแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชร เมื่อ พ.ศ.2490

ปี พ.ศ.2491 จังหวัดพัทลุงมีโจรผู้ร้ายชุกชุม ราษฎรจึงเข้าชื่อร้องเรียนต่ออธิบดีกรมตำรวจขอตัวกลับและได้รับการอนุมัติ ปราบเสือร้ายสิ้นชื่อไปหลายคน ด้วยความดีความชอบจึงได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพันตำรวจโทในปี พ.ศ.2493 ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 จังหวัดนครศรีธรรมราชในปี พ.ศ.2494 กระทั่งพ.ศ.2503 จึงดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 ได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพลตำรวจตรีจนเกษียณเมื่อพ.ศ.2507

หลังเกษียณลงสมัครเลือกตั้งและได้เป็นส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในปีพ.ศ.2516

ชีวิตครอบครัวมีภรรยาคนแรกเมื่ออายุ 30 ปี ขณะรับราชการที่จังหวัดพัทลุง มีบุตรด้วยกัน 8 คน ต่อมาภรรยาเสียชีวิต จึงมีภรรยาใหม่ มีบุตรด้วยกัน 4 คน

บั้นปลายชีวิตสิ้นใจอย่างสงบที่บ้านพักเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 รวมอายุ 108 ปี นับเป็นผู้ที่ได้รับพระราชทานราชทินนาม "ขุน" ที่เสียชีวิตเป็นคนสุดท้ายของประเทศ

สำหรับวัตถุมงคลองค์จตุคามรามเทพที่คุณเจเจถาม พ.อ.อ.โกวิท แย้มวงษ์ เจ้าของหนังสือพระเครื่องอภินิหาร ให้ข้อมูลว่าขุนพันธ์ฯ ไม่เคยสร้างพระเครื่อง ส่วนมากจะมีผู้สร้างแล้วเชิญขุนพันธ์ฯ มาเป็นเจ้าพิธีกรรม สำหรับพระเครื่ององค์จตุคามรามเทพนั้นมี 2 รุ่นที่ขุนพันธ์ฯ เป็นเจ้าพิธีกรรมด้วยตัวเอง คือ องค์จตุคามรามเทพหลักเมือง ปี 2530 และจตุคามรามเทพ ปี 2545 นอกเหนือจากนั้นเป็นรุ่นที่บรรดาลูกๆ หลานๆ นำชื่อของขุนพันธ์ฯ มาเป็นประธานที่ปรึกษา