สถิติผู้เยี่ยมชม

เจ้าของไซต์

  • Nongtu Dateplam

อินทผลัมพันธุ์ Barhi

ขอขอบคุณ

ตรวจสอบพัสดุไปรษณีย์

01. วิธีเพาะเมล็ดอินทผลัม


พันธุ์ Barhi จากประเทศอินเดีย เป็นพันธุ์ที่จะนำมาแนะนำในการเพาะเมล็ดในครั้งนี้

วิธีเพาะเมล็ดอินทผลัม สูตรของน้องตู่
---------------

ก่อนจะกล่าวเรื่องการเพาะเมล็ดอินทผลัม ต้องขอประกาศขอบคุณคุณอั๋น แห่ง Countryhome ฺBanchaiyaphum ซึ่งได้เป็นผู้ที่เคยแนะนำเรื่องการเพาะนี้แก่ผู้เขียน ทั้งได้กรุณาอนุญาตให้คัดลอกข้อมูลบางอย่างที่เคยเขียนไว้ในเว็บต่างๆ นำมาประกอบการเล่าเรื่องการเพาะเมล็ดอินทผลัมครั้งนี้ด้วย ข้อมูลที่เขียนในครั้งนี้ จึงเป็นข้อมูลที่ผสมกันระหว่างข้อมูลของคุณอั๋นและข้อมูลของผู้เขียนประกอบกัน

เท่าที่เคยเอินทผลัมมานั้น เมล็ดของอินทผลัมของแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะการงอกที่แตกต่างกัน พันธุ์ที่ผู้เขียนถือว่าเพาะยากที่สุด คือ "พันธุ์ Medjool" สายพันธุ์นี้ บทจะได้ก็ได้ทั้งหมด บทจะไม่ค่อยเกิดก็แทบไม่ค่อยได้เลย ส่วนสายพันธุ์อื่นๆ ผู้เขียนคิดว่า เพาะไม่ยากนัก ขอเพียงเมล็ดนั้นๆ สมบูรณ์ ไม่เก็บไว้นานเกินไป

วิธีการเพาะเมล็ดอินทผลัมในปัจจุบันนั้น มีมากมายหลายวิธี แล้วแต่ท่านจะถนัดใช้วิธีใด และหากใช้วิธีใดที่เกิดดีอยู่แล้ว ก็แนะนำให้ท่านใช้วิธีนั้นต่อไป ในส่วนของผู้เขียนนั้น ขอแนะนำวิธีการเพาะเมล็ดอินทผลัมที่่เพาะกันอยู่ในกลุ่ม Countryhome เป็นสำคัญ หากว่าท่านใดมีวิธีการเพาะแบบอื่นๆ ได้ผลอยู่แล้วก็ผ่านได้เลยนะค่ะ (ทั้งไม่ควรจะมาตั้งประเด็นเถียงกันด้วยว่า วิธีแบบนี้ดีกว่าวิธีแบบนี้ ตังที่ได้กล่าวไว้ในหัวข้อความเสี่ยงฯ แล้วว่า "อินทผลัมยังใหม่ในประเทศไทย" ยังอยู่ในขั้นศึกษาทดลองร่วมกันไปเรื่อยๆ ไม่มีใครเก่งหรือชำนาญมากกว่าใครในขั้นทดลองศึกษาช่วงเริ่มแรกแบบนี้ การแนะนำเรื่องใดจึงควรให้ทางออกไว้เสมอ ทั้งนี้ เพราะพื้นที่แต่ละแห่งมีความแตกต่างกันในหลายอย่าง ใครมีวิธีการใดก็มาแนะนำกันค่ะ)

และวิธีที่จะนำมาแนะนำครั้งนี้ ขอนำภาพการเพาะอินทผลัมพันธุ์ Barhi (บาร์ฮี หรือ บัรฮี) ซึ่งเป็นพันธุ์ทานผลสดโดยเฉพาะ มาแนะนำแบบเล่าสู่กันฟัง

เมื่อพูดถึงอินทผลัมพันธุ์ Barhi ที่จะนำมาเป็นตัวอย่างในการเล่าเรื่องวิธีเพาะเมล็ดในครั้งนี้ ขอกล่าวถึงเรื่องรสชาติของอินทผลัมพันธุ์ Barhi นี้สักเล็กน้อย

อินทผลัมพันธุ์ Barhi ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสซื้อมาทาน โดยเป็นสินค้าที่นำเข้าจาก ๒ ประเทศ คือ จากประเทศอินเดีย และ จากประเทศอิสราเอล ทราบมาว่า นอกจากสองประเทศนี้แล้ว มีจากประเทศอื่นๆ บ้าง เช่น จอร์แดน เป็นต้น แต่ผู้เขียนไม่มีโอกาสได้ชิม เพราะหาซื้อไม่ได้ สำหรับลักษณะของสองสายพันธุ์นี้ มีลักษณะดังภาพด้านล่าง

  

ลักษณะของอินทผลัมพันธุ์ Barhi นำเข้าจากประเทศอินเดีย

  

ลักษณะของอินทผลัมพันธุ์ Barhi นำิเข้าจากประเทศอิสราเอล

อินทผลัมพันธุ์ Barhi บางท่านบอกว่าติดฝาดนิดหน่อย โดยส่วนตัวที่เคยชิมมาแลัวหลายครั้ง คิดว่า ถ้าอินทผลัมพันธุ์นี้แก่เต็มที่ จะกรอบ หวาน มัน อย่างเดียวค่ะ ติดฝาดนั้นแทบไม่มีเลย การที่บอกว่าติดฝาด มาจากการเก็บผลที่ยังไม่แก่เต็มที่มากกว่า

การเลือกเพาะอินทผลัมของผู้เขียนนั้น (รวมทั้งในกลุ่ม Countryhome ด้วย) จะเน้นไปที่ "การได้เห็นผล ได้ชิมผล เห็นภาพชัดเจน" จึงจะเก็บ ทั้งนั้น เพราะต้องการทราบรายละเอียดของมันให้มากที่สุด และเป็นการมั่นใจว่าเราจะได้สายพันธุ์นั้นๆ มาเพาะ แม้ตามหลักพีชศาสตร์ เมื่อปลูกจากเมล็ดจะเรียกพันธุ์นั้นไม่ได้ก็ตาม แต่เพื่อความมั่นใจในสายพันธุ์ที่เรานำมาเพาะ จำเป็นต้องได้พิสูจน์ด้วยตัวของเราเองเป็นสำคัญ

สำหรับวิธีเพาะเมล็ดอินทผลัมที่จะนำมาเล่า มีดังนี้

๑. สูตรการเพาะที่กลุ่ม Countryhome ทำการเพาะกันอยู่นี้ จะไม่นำลงเพาะลงดินในทันที ซึ่งจะเสี่ยงต่อการไม่เกิดมาก บางสายพันธุ์อาจจะไม่เกิดเลย โดยจะทำให้เมล็ดเกิดรากก่อนแล้วจึงจะนำไปเพาะลงดินในภายหลัง ซึ่งจะมีอัตราการเกิดที่ดีกว่าและเป็นวิธีที่นิยมทำกันอยู่ในกลุ่มผู้เพาะเมล็ดอินทผลัมในปัจจุบัน ส่วนวิธีที่จะทำให้เมล็ดเกิดรากนั้น มีวิธีที่ทำแตกต่างกันไป

๒. นำเมล็ดแช่ในน้ำสะอาดประมาณ ๒ - ๓ ชั่วโมง เพื่อให้เยื่อหุ้มเมล็ดอ่อนยุ่ยและง่ายต่อการล้าง เสร็จแล้วล้างเยื่อหุ้มเมล็ดออกให้เกลี้ยง ป้องกันเชื้อราที่จะเกิดเมื่อเราเพาะเมล็ด (กรณีเป็นผลทานผลสด เมื่อแกะเมล็ดออกมาแล้ว ไม่แนะนำให้เก็บไว้ ให้นำลงเพาะได้เลย หากจะเก็บไว้ ให้นำออกตากแดดไว้ทั้งเยื่อหุ้มเมล็ดนั้นให้แห้ง แล้วจึงเก็บใส่ถุงไ้ว้ในที่แห้ง ไม่งั้นอาจจะมีราขึ้นและทำให้เมล็ดเสียในที่สุด สายพันธุ์อื่นก็ทำเช่นเดียวกันนี้)

  
อินทผลัมพันธุ์ Barhi จากประเทศอินเดียที่นำมาเป็นตัวอย่างในการเพาะครั้งนี้
ปกติผลของพันธุ์นี้จะสวย (เหมือนภาพด้านบนที่เคยซื้อมาก่อนหน้านี้) หวาน กรอบ อร่อยมาก
แต่ผลในภาพนี้ไม่สวยนัก เพราะผ่านการส่งมาให้หลายวัน หากเก็บในตู้เย็นจะสวยกว่านี้
แกะเอาเมล็ดออกเรียบร้อย เนื้อเก็บใส่ตู้เย็นไว้ทานได้อีกหลายวัน

  

                             เมล็ดที่เพิ่งแกะออกมา มีเยื่อหุ้มเมล็ด                                   เมล็ดที่ล้างเยื่อหุ้มเมล็ดออกแล้ว

๓. เมื่อล้างเยื่อหุ้มเมล็ดออกเรียบร้อยแล้ว นำลงแช่ในน้ำสะอาดต่ออีกประมาณ ๑๒ ชั่วโมง หรืออาจจะนานกว่านี้ก็ได้ แต่ต้องเปลี่ยนน้ำทุก ๑๒ ชั่วโมง พันธุ์ทานผลสดดังตัวอย่าง แช่เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ส่วนถ้าเป็นพันธุ์ทานผลแห้งอาจจะแช่ต่อนานกว่านี้หน่อย ประมาณ ๒๔ ชม. ก็น่าจะเพียงพอแล้ว (อย่าลืมเปลี่ยนน้ำที่แช่ทุก ๑๒ ชม. กรณีที่แช่นานกว่านี้)

๔. อุปกรณ์ที่นำมาเพาะครั้งนี้ ในกลุ่ม Countryhome เน้นไปที่เพาะในภาชนะมีฝาปิด โดยใช้ขุยมะพร้าวแบบละเอียดเป็นวัสดุสำหรับนำมาเพาะให้เกิดราก


ภาชนะพร้อมฝากปิด และขุยมะพร้าวแบบละเอียด วัสดุเพาะให้เกิดราก

๕. นำขุยมะพร้าวแบบละเอียดลงแช่น้ำ เทน้ำออก เอาเฉพาะขุยมะพร้าวอย่างเดียว หรือ เทน้ำลงใส่คลุกเคล้าผสมกันจนมีความชื้นทั่วถึงกัน ใส่ลงในภาชนะที่เตรียมไว้ ใ่่ส่พอประมาณ ไม่ต้องเต็มภาชนะ ให้มีที่ว่างด้านบนเพื่อวางเมล็ดลงไปเหลือไว้


นำขุยมะพร้าวแบบละเอียดใส่ลงในภาชนะที่เตรียมไว้ ไม่ต้องใส่เต็ม

๖. นำเมล็ดอินทผลัมที่แช่น้ำไว้ตามกำหนดแล้วลงวางเรียงด้านบนขุยมะพร้าว ก่อนจะนำเมล็ดมาวางนั้น ควรจะล้างเมล็ดที่แช่ไว้ก่อนด้วยน้ำสะอาดสักรอบ หากมีสารป้องกันเชื้อราหรือสารแช่เมล็ดพืชทั่วไป จะแช่สารดังกล่าวประมาณ ๒๐ นาทีก่อนก็ได้


นำเมล็ดอินทผลัมลงวางเรียงไว้ด้านบนขุยมะพร้าว

๗. เมื่อเรียงเมล็ดลงในภาชนะเรียบร้อยแล้ว ใส่ขุยมะพร้าวบางๆ บริเวณด้านบนของเมล็ด หรืออาจจะไม่ต้องก็ได้ ถ้าใส่ปิดเมล็ด อย่าใส่หนามาก ให้ใส่บางๆ มองเห็นเมล็ดนิดๆ หน่อยๆ แค่ต้องการให้เกิดความชุ่มของเมล็ดเท่านั้น ทั้งหากจะไม่ใสุ่ขุมพร้าวปิดเมล็ดด้านบนก็ไม่เป็นไร จากนั้นปิดฝาภาชนะและนำไปเก็บไว้ในที่อบอ้าวและมีแสงทึบหรือแสงน้อย


โรยขุยมะพร้าวชุ่มน้ำลงบางๆ บนมะเล็ด ไม่ต้องมาก ให้มองเห็นเมล็ด


ปิดฝาภาชนะแล้วนำไปเก็บไว้ในที่มีอากาศอบอ้าวและมีแสงน้อย

๘. อัตราการเกิดเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับคุณภาพของเมล็ด หรือ ความใหม่เก่าของเมล็ด หรือ ปัจจัยอื่นๆ ระหว่างการเตรียมเพาะ ในส่วนของพันธุ์ Barhi ที่นำมาเป็นตัวอย่างในการเล่าเรื่องการเพาะนี้ เป็นเมล็ดจากผลสดที่ถือว่ามีคุณภาพที่ดีพอสมควร อัตราการเกิดจึงเร็ว ส่วนพันธุ์ทานผลแห้งอื่นๆ หากเมล็ดสมบูรณ์ไม่เกิน ๗ วันก็น่าจะเห็นหน่อรากขาวๆ โผล่ออกออกมาจากเมล็ดแล้ว ในภาพตัวอย่างใช้เวลาประมาณ ๕ วันก็เริ่มมีหน่อรากโผล่จากเมล็ดให้เห็นแล้ว

หลังจากนำลงเพาะผ่านไปประมาณ ๕ วัน ก็เริ่มมีหน่อรากโผล่มาให้เห็นแล้ว

ลักษณะของหน่อรากที่โผล่มาจากกลางเมล็ด


หลังจากนำลงเพาะผ่านไปประมาณ ๑๐ วัน รากเริ่มยาวขึ้นแล้ว


ขนาดรากที่ผู้เขียนเริ่มนำลงเพาะ ขนาดความยาวของรากประมาณ ๑๐ ซม.

๙. ก่อนที่เล่าสู่กันฟังต่อถึงการเพาะเมล็ดต่อ ขอกล่าวเรื่องภาชนะเพาะและดินที่จะนำมาเป็นวัสดุก่อนสักนิด 

เรื่องภาชนะเพาะ...

หลักการเพาะเบื้องต้นตามวิธีการของกลุ่ม Countryhome ที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้ จะเน้นไปที่การเพาะในถุงเล็กก่อนจะเปลี่ยนให้ใหญ่ขึ้นตามลำดับ การทำอย่างนี้ สังเกตได้ว่า ต้นกล้าจะโตเร็วขึ้น ดังนั้น วิธีที่ทางกลุ่มและผู้เขียนได้ทำอยู่นี้ จึงเน้นไปที่ภาชนะเพาะขนาดเล็ก ๒ แบบ คือ

- ถุงเพาะ  ใช้ขนาดเล็กประมาณ ๒ x ๔ นิ้ว หรือ ๓ x ๔ หรือขนาดอื่นๆ ที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก

- แก้วพลาสติก  ใช้ขนาดประมาณ ๑๐ - ๑๖ ออนส์ ซึ่งใช้ทั้งแบบพลาสติกใสอ่อนและแข็ง ต่อมา พบว่า แบบอ่อนจะกรอบง่าย แบบแข็งจะทนกว่า แต่ก็ไม่พ้นการกรอบเหมือนกัน เพราะเราวางไว้ในที่โล่งแจ้งมีแสงแดดเต็มที่ แต่หากเพาะในที่มีร่ม แสงแดดน้อย การกรอบของแก้วจะช้าขึ้น สำหรับแก้วที่นำมาเป็นภาชนะเพาะนั้น จะเจาะเฉพาะด้านข้าง ๒ รู จำนวน ๓ แถว รอบๆ แก้ว ไม่เจาะก้นแก้ว รูด้านล่างสูงเหนือก้นแก้วขึ้นมาประมาณ ๕ ซม.

ทั้งสอบแบบนั้น เมื่อต้นกล้าโตขึ้นได้ประมาณ ๒ - ๓ ใบเลี้ยง จึงเปลี่ยนลงในภาชนะที่ใหญ่ขึ้น ส่วนวิธีเปลี่ยนถุงนั้นเข้าไปอ่านที่ https://sites.google.com/site/datepalmnongtu/growdatepalm/growdatepalm01

เรื่องดินที่ใช้เป็นวัสดุเพาะ...

กลุ่ม Countrhome ใช้วัสดุเพาะแตกต่างกันออกไปบ้างตามสภาพพื้นที่ของแต่ละถิ่นและตามความเหมาะสมของตน ใช้วัสดุเพาะ เช่น ดินที่ระบายน้ำได้ดี + ปุ๋ยคอก + ขุยมะพร้าวสับ หรือ แกลบหมัก หรือ แกลบดำ หรือ เศษใบไม้หมัก เป็นต้น เป็นวัสดุเพาะในอัตราประมาณ ๒ : ๑ : ๑  คือ ดิน ๒ ส่วน - ปุ๋ยคอก ๑ ส่วน - ขุยมะพร้าวสับ หรือ แกลบหมัก หรือ แกลบดำ หรือ เศษใบไม้หมัก อย่างใดอย่างหนึ่ง ๑ ส่วน) ส่วนใครจะหาวัสดุเพาะดังกล่าวไม่ได้ อาจจะซื้อดินปลูกต้นไม้ที่วางขายทั่วไปมาใช้เลยก็ได้ แต่ควรจะมีส่วนผสมของขุยมะพร้าวสับผสมลงไปด้วยในอัตราที่เหมาะสมประมาณ ๓ ต่อ ๑ (ดินปลูกต้นไม้ทั่วไป ๓ - ขุยมะพร้าวสับ ๑)

๑๑. การกรอกดินลงภาชนะเพาะนั้น ไม่ควรจะให้ดินชุ่มน้ำ เพราะเมื่อใส่ลงไปจะทำให้ดินแน่นเกินไป ถ้าวัสดุเพาะจากชุ่มก็ให้ชุ่มน้ำเพียงนิดหน่อยก็พอ ไม่ให้ชุ่มจนเปียก แต่ถ้าจะให้ดี กรอกวัสดุเพาะลงภาชนะเพาะแบบแห้งจะดีกว่า เมื่อกรอกจนเต็มภาชนะเพาะแ้ล้ว รดน้ำลงไป หากดินยุบลงไปค่อยเติมดินลงไปในภายหลัง กรอกดินไม่ต้องเต็มถุงมาก ให้เหลือขอบปากไว้สักประมาณ ๕ ซม.

๑๐. เมื่อรากยากประมาณ ๑๐ ซม. แล้ว ได้ขนาดพอเหมาะที่จะนำลงเพาะในภาชนะเพาะขนาดเล็ก หาไม้เล็กๆ แทงเป็นรูลงไปในภาชนะที่รดน้ำเตรียมไว้แล้ว วางเมล็ดลงไปในถุง โดยให้วางรากลงไปในรูที่แทงลงไปนั้น แล้วใช้ดินผสมขุยมะพร้าวในอัตราส่วนประมาณหนึ่งต่อหนึ่ง (เป็นดินแห้งจะดีที่สุด) ใส่กลบทับเมล็ดลงไปพอบางๆ ไม่ต้องหนามาก แล้วรดน้ำตามลงไปอีกครั้ง เมื่อรดน้ำลงไปแล้ว ถ้าเห็นเมล็ดโผล่เฉพาะผิวด้านบนไม่เป็นไร แต่หากโผล่มากจนเห็นรากให้เติมดินปิดลงไปอีกเพิ่มเติม


ในถุงเพาะที่ผู้เขียนใช้นี้ เป็นดินระบายน้ำได้ดี ปุ๋ยคอก และแกลบหมัก


หาไม้แทงเป็นรูลงไป (ไม้ขนาดเล็กกว่านี้ก็ได้ ไม่ต้องใหญ่แบบในภาพนี้)


วางรากลงไปในรูดินที่ใช้ไม้แทงไว้แล้ว


ไม่ต้องกดลงไป แค่วางรากลงไปในรูเท่านั้น เมล็ดก็วางไว้ตามภาพ


หาวัสดุปิดทับด้านบนบางๆ แล้วรดน้ำลงไป ดินจะยุบลงไปเอง

๑๑. จุดที่ใช้วางถุงเพาะนั้น ผู้เขียนเน้นวางในที่โล่งแจ้งมีแสงแดด เพื่อให้ต้นฝึกความอดทนตั้งแต่ยังเล็ก ดินบริเวณที่วางต้องเป็นดินไม่อุ้มน้ำมาก ไม่ชื้นมาก เป็นดินแห้ง ระบายน้ำได้เร็ว เพื่อไม่ให้โรคต่างๆ ลามขึ้นมาถึงต้นได้ แม้จะใช้พลาสติกปูรองแล้วก็ตาม ดินบริเวณจุดวางก็ต้องเ้น้นให้มีลักษณะดังกล่าว หากมีวัชพืชที่จะเป็นตัวอุ้มความชื้นบริเวณนั้นมาก ก็ให้กำจัดวัชพืชบริเวณนั้นออกด้วย ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ชื้นจนเกินไป อันจะเป็นที่มาของโรคเชื้อราหรือโรคอื่นๆ

๑๒. ลักษณะของ "ต้นที่เพาะในที่โล่งแจ้ง มีแสงแดด" หรือ "ต้นที่เพาะในโรงเรือนหรือในร่ม ไม่มีแสงแดด" หรือ "ต้นที่เพาะในที่มีร่มและแดดผสมกัน" จากประสบการณ์ที่เคยเพาะมานั้น สังเกตดูลักษณะการเติบโตมีความแตกต่างกัน ดังนี้

- ต้นที่เพาะในที่โล่งแจ้ง มีแสงแดด ลักษณะการเกิดของใบเลี้ยงจะไม่ยาวมากนัก ใบสั้น ลักษณะของต้นอาจจะดูไม่งามถูกใจคนที่ชอบแบบต้นงามๆ นัก แต่ลักษณะโคนจะใหญ่ ดูแข็งแรง ผู้เขียนเน้นการเพาะในวิธีแบบนี้ เพราะต้องการความสมบูรณ์ของต้น แม้จะปลูกเองหรือแบ่งให้ท่านที่สนใจไปทดลองปลูกก็มั่นใจในความแข็งแรงของต้น ต้นที่เพาะในลักษณะนี้ แม้จะดูไม่งามตานักในช่วงแรก แต่หลังจากเปลี่ยนถุงแล้ว ต้นลักษณะนี้จะพุ่งเร็ว ต้นแข็งแรง ทั้งหากระหว่างการเพาะ มีต้นไหนไม่รอดและตายไป ก็ถือเป็นการได้คัดเลือกต้นที่แข็งแรงไปในตัวด้วย

- ต้นที่เพาะในโรงเรือน ไม่มีแดด มีผ้าแสลนบัง หรือ เพาะในร่ม ไม่มีแสงแดด ลักษณะของใบเลี้ยงจะยาว สูง เรียว หากมีร่มมากเกินไป ต้นจะเรียวแบบไม่แข็งแรง โคนไม่ใหญ่ ต้นที่เพาะในร่มแบบนี้ หากจะนำมาเปลี่ยนลงถุงใหม่ ต้นที่เปลี่ยนจะต้องพักต้นไว้ในโรงเรือนไปเรื่อยๆ ก่อน เมื่อเห็นว่าเริ่มแข็งแรงมากขึ้นแล้วจึงจะค่อยๆ ขยับออกมาวางในที่ร่มไม่มีหลังคา - ในที่มีร่มไม่มีแสง -ในที่ร่มมีแสงแดดเต็มที่ ตามลำดับ ต้นลักษณะนี้ ถ้าต้นแข็งแรงแล้ว หรือ ปล่อยให้ต้นที่เรียวยาวนั้นแข็งแรงเต็มที่ในถุงเพาะขนาดเล็ก การเจริญเติบโตก็จะเร็วเหมือนกันเมื่อเปลี่ยนภาชนะเพาะให้ใหญ่ขึ้น

- ต้นที่เพาะในที่มีร่มผสมแดด เช่น มีร่มในตอนเช้าถึงเที่ยง ตอนบ่ายโดนแดด (ริมกำแพง) หรือ ในที่ตรงกลางระหว่างร่มสองข้าม ได้รับแสงแดดเต็มที่ช่วงเที่ยงถึงบ่ายแก่ๆ (ตรงช่องกลางของกำแพง) เป็นต้น ลักษณะการเจริญเติบโตของต้นโคนไม่เล็กมา ไม่เรียวมาก ใบยาวปานกลาง ไม่เรียวยาวเหมือนการเพาะในร่ม ต้นกล้าลักษณะนี้ในความคิดของผู้เขียนพอรับได้ ได้ทั้งความแข็งแรงของต้นและความงามของต้น เมื่อเปลี่ยนแล้วก็เจริญเติบโตรวดเร็วเหมือนกัน

สำหรับลักษณะการเติบโตของต้นใน ๓ พื้นที่ดังที่กล่าวมานี้ คงต้องขอให้หมายเหตุไว้อย่างหนึ่ง คือ ท่านอาจจะได้มีโอกาสเพาะเอง หรือ ไปซื้อต้นกล้าตามแหล่งต่างๆ พบว่า ต้นกล้าที่ท่านเพาะเองก็ดี หรือต้นกล้าที่ไปชมในแหล่งต่างๆ ก็ดี มีสภาพการเจริญเติบโตแตกต่างกัน ทั้งที่อายุไม่ต่างกันเท่าไหร ขอกล่าวให้ท่านทราบว่า เป็นเพราะการจัดสถานที่เพาะที่แตกต่างกันของแต่ละแห่ง รวมไปถึงการเน้นปุ๋ยเพื่อเร่งการเจริญเติบโตด้วย ทำให้ต้นกล้าอายุไม่ต่างกันแต่มีความสูงแตกต่างกันไป การเลือกซื้อต้นกล้าที่มีลักษณะเรียวสูง ดูสวย ขอให้ผู้ซื้อได้สอบถามกับผู้ขายถึงเรื่องปุ๋ยที่เขาใช้มาต่อเนื่องด้วย ทั้งนี้ เพื่อจะได้มีการใช้ปุ๋ยชนิดนั้นๆ หรือใกล้เคียงกันดูแลต่อเนื่องไปในช่วงที่นำต้นกล้าไปปลูก เมื่อเห็นว่าต้นกล้าปรับตัวเข้ากับดินได้แล้ว จึงค่อยๆ ปรับลดลง แล้วมาใช้ปุ๋ยตามสูตรของเรา

๑๓. ช่วงแรกนี้รดน้ำทุกวัน ถ้าร้อนมาก ต้องรดน้ำเช้าเย็น แต่ถ้าไม่ร้อนมากวันละครั้งก็เพียงพอ หากร้อนมากจริงๆ อาจจะทำร่มให้มันสักนิด แต่ต้องไม่ใช้แสลนที่มีความนาสูง แค่บังแสงแดดไม่ให้แรงไปเท่านั้นเอง เมื่อต้นเริ่มเกิดแล้ว ให้สังเกตดูการแห้งของดินเป็นสำคัญในการรดน้ำ ถ้าดินชุ่มอยู่ก็อาจจะเว้นวันหรือสองวัน ให้เป็นไปตามความเหมาะสม แต่อย่าให้ดินแห้ง ผู้เขียนมีข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับจุดวางตามฤดู คือ

- ฤดูฝน วางในที่โล่งแจ้งเหมาะสมที่สุด เพราะอย่างน้อยแสงแดดที่พอมีบ้างในฤดูฝนก็จะทำให้มีความแห้งเกิดขึ้นบ้าง หากวางในร่ม หรือ ในโรงเรือนที่มีร่มบังแดด จะมีความชื้นสูงและจะก่อให้เกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น หากเพาะในโรงเรือนมีร่มปิดด้านบน ให้เปิดผ้าแสลนออกในหน้านี้ก็น่าจะเป็นการช่วยระบายความชื้นได้บ้าง

- ฤดูร้อน วางในโรงเรือน หรือ ในที่โล่งแต่มีร่มบัง เพื่อจะช่วยประหยัดน้ำและทำให้ต้นได้รับความชื้นเพียงพอ ไม่แห้งเร็วเกินไป ต้นก็จะเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น ในความเห็นของผู้เขียนแล้ว เพาะเมล็ดอินทผลัมในหน้าร้อนเหมาะสมที่สุด แต่ทั้งนี้ก็คงอยู่ที่การปรับพื้นที่ของแต่ละท่านที่จะปรับตามความเหมาะสม

๑๔. ไม่ควรวางถุงเพาะไว้บนดินโดยตรง เพราะอินทผลัมจะพัฒนาทางรากเร็วมาก ถ้าวางลงบนดินโดยตรงรากจะทะลุลงดินอย่างเดียว ให้หาพลาสติกปูรองก่อนค่อยวางภาพชนะเพาะลงไป หากหาไม่ได้จริงๆ ใช้ถุงขยะขนาดใหญ่มาตัดทำเป็นพลาสติกรองก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้รากทะลุลงดิน อันจะทำให้กระทบตอนที่เราจะเอาถุงเพาะไปเปลี่ยนถุงขนาดใหญ่ขึ้น หรือ เคลื่อนย้ายไปลงปลูก เมื่อต้นเกิดขึ้นมาแล้ว จะสังเกตเห็นรากทะลุออกมานอกถุงเพาะ ก็ปล่อยมันทะละออกมาอย่างนั้น ส่วนถ้าเป็นแก้วพลาสติกดังกล่าวข้างต้นรากจะพันรอบๆ ก้นแก้วไม่ทะลุออกมา ด้วยเหตุผลนี้เอง หลังๆ มานี้ จึงเริ่มใช้แก้วเป็นภาชนะเพาะมากขึ้น เพราะป้องกันปัญหาการทะลุของรากออกมานั่นเอง

๑๕. การใส่ปุ๋ยช่วงต้นเล็กๆ ยังไม่ต้องใส่ปุ๋ยอะไรมาก เพราะยังไงเสียต้นมันก็โตอยู่แล้วตามธรรมชาติของมัน เมื่อใบเลี้ยงใบแรกเริ่มแก่ขึ้นบ้างแล้ว อาจจะหาปุ๋ยที่สนองตอบต่อการเจริญเติบโตลดลงไปบ้าง จะเป็นปุ๋ยอินทรีย์หรืออนินทรีย์ (เคมี) ก็ขอให้เป็นไปตามความเหมาะสม แต่ไม่แนะนำให้ใช้ปุ๋ยยูเรียในช่วงนี้ เพราะพัฒนาทางใบมากเกินไปจนทำให้ต้นขาดความอดทนต่อโรคต่างๆ ที่พร้อมจะเข้าโจมตีต้นกล้าหากมีความชื้นมาก หรือไม่ก็เป็นอันตรายต่อต้นเล็กๆ หากว่าใส่ในปริมาณที่มากเกินไป ถ้าจะใช้ปุ๋ยเคมี ควรใช้สูตรเสมอผสมน้ำในอัตราส่วนที่น้อยมากๆ ที่ทำอยู่นี้ คือ หนึ่งช้อนชาผสมน้ำยี่สิบลิตร อย่างไรก็ตาม การใช้ปุ๋ยอินทรีย์เน้นไปที่ดิน และใช้ปุ๋ยเคมีผสมน้ำฉีดใบ ก็ถือว่าสภาพต้นโตเร็วดีเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ต้องขอเน้นว่า การใส่ปุ๋ยควรจะเริ่มต้นหลังจากใบเลี้ยงใบแรกแข็งแรงดีแล้ว ใบเลี้ยงใบที่สองกำลังจะเกิด น่าจะเป็นช่วงที่เหมาะจะใส่ปุ๋ยลงไป หรือหากต้นงามอยู่แล้ว ให้เติบโตไปตามธรรมชาติก่อนจนได้ใบเลี้ยง ๒ - ๓ ใบ ค่อยมาใส่ก็ได้ ชมวิธีเปลี่ยนถุง https://sites.google.com/site/datepalmnongtu/growdatepalm/growdatepalm01

๑๖. หากเพาะต้นกล้าในถุงเพาะขนาดเล็กตามแบบที่แนะนำนี้ ควรจะรีบเปลี่ยนต้นกล้าใส่ภาชนะเพาะที่ใหญ่ขึ้นทันทีเมื่อต้นกล้าเติบโต ๒ - ๓ ใบเลี้ยง เพื่อไม่ให้ต้นกล้าไปเสียเวลาอยู่ในถุงเล็ก หรือ หากจะนำลงปลูกลงดินในทันที ให้รอให้ต้นกล้าโตประมาณ ๓ ใบเลี้ยง ก็สามารถจะนำปลูกลงดินได้เลย ทั้งนี้ อย่าลืมข้อที่เน้นย้ำนะค่ะ "หากต้องการจะปลูกต้นกล้าขนาดเล็กลงดิน ให้มีใบเลี้ยงประมาณ ๓ ใบเลี้ยง และมั่นใจว่าจะดูแลเรื่องน้ำ ปุ๋ย วัชพืช ศัตรูพืช โรค ได้ต่อเนื่อง" อ่านข้อมูลการปลูกที่ https://sites.google.com/site/datepalmnongtu/growdatepalm/growdatepalme2

เป็นข้อมูลส่วนแรกที่นำมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับการเพาะเมล็ดอินทผลัมค่ะ ท่านใดเคยใช้วิธีใดที่เกิดดีอยู่แล้ว ก็ขอให้ใช้วิธีของท่านต่อไปนะคะ อย่าถือเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์อะไร เป็นการมาเล่าสุ่กันฟังเป็นสำคัญ หากข้อมูลที่เขียนขึ้นครั้งนี้จะเป็นข้อมูลเพื่อการต่อยอดความรู้ของท่านในการเพาะเมล็ดอินทผลัมในรูปแบต่างๆ ก็จะดีใจมากๆ ค่ะ เพื่อจะได้มีวิธีการเพาะที่หลากหลายมากขึ้นในอนาคตด้วย และขอความกรุณาท่านที่ได้คัดลอกข้อมูลนี้ไปใช้ ได้โปรดอ้างอิงบอกที่มาพร้อม URL ของเว็บไซต์นี้ไว้ด้วย ...

กำลังอยู่ระหว่างอัพเดทข้อมูลตามประสบการณ์และองค์ความรู้ที่มากขึ้น กรุณาเข้ามาชมเรื่อยๆ นะคะ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Flag Counter
สถิติเข้าชมเฉพาะหน้านี้
Comments