บทที่2 บริบทชุมชน/หน่วยงาน

บทที่2

บริบทชุมชน/หน่วยงาน

 

ความเป็นมา  หมู่บ้านราชธานีอโศก

 

          หมู่บ้านราชธานีอโศก หรือเรียกขานกันภายในว่า บ้านราช หรือ บ้าราชเมืองเรือตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล อำเภอวารินชำราบ  จังหวัดอุบลราชธานี  ชุมชนแห่งนี้เกิดขึ้นเริ่มแรกจากศรัทธาของ คุณหนึ่งฟ้า

 นาวาบุญนิยม  และพี่น้องที่ต้องการให้มีชุมชนแห่งนี้ที่บ้านเกิด จึงซื้อที่ดินยกให้มูลนิธิ เมื่อ  12 พฤศจิกายน 2532  จำนวน 100 ไร่

          26 กันยายน 2536  สมณะโพธิรักษ์ (พ่อท่าน) ประกาศอนุมัติ ให้เป็นชุมชนที่เน้นเอกลักษณ์ของชาวอโศก โครงการ 2 ต่อจากโครงการของปฐมอโศก

          5 พฤศจิกายน 2536  กลุ่มญาติธรรมจากชุมชนศีรษะอโศก ซึ่งมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นส่วนใหญ่  จำนวน 6 คน มาบุกเบิกพื้นที่ทำกสิกรรมธรรมชาติ  ต่อมาสมาชิกได้ร่วมกันซื้อที่ดินบริจาคเพิ่มเติม ร่วมกับ กองทัพธรรมมูลนิธิ จัดตั้งเป็นชุมชน

          9 มีนาคม  2537  ชุมชนได้จัดตั้ง  สหกรณ์บุญนิยมจำกัดขึ้น  โดยมี พลตรีจำลอง  ศรีเมือง เป็นประธาน

                   5 มิถุนายน 2537  ชุมชนได้จัดงานสมาธิสมโภช พร้อมกับฉลองครบรอบอายุ 60 ปี ของพ่อท่าน  และกำหนดให้วันนี้เป็นวันเกิดของหมู่บ้าน ชุมชนราชธานีอโศก

          1 เมษายน 2539  ชุมชนได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทย ให้เป็นหมู่บ้านตามกฎหมาย  เป็นหมู่ที่ 10  ตำบลบุ่งไหม  โดยแยกตัวมาจากบ้านคำกลางใหม่ (หมู่ที่ 6)

ปัจจุบัน(พ.ศ. 2553)มีเนื้อที่ 350 ไร่ มี   จำนวนครัวเรือน 141 ครัวเรือน ประชากร 370 คน
 

 

รูปภาพที่1 ชุมชนราชธานีอโศก

 

 

ลักษณะทางกายภาพ

            หมู่บ้านราชธานีอโศกแห่งนี้  ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่ม เปรียบเสมือนอยู่ก้นกระทะ มีสภาพเป็นดินทาม (พื้นที่ริมแม่น้ำ) มีน้ำท่วมเป็นครั้งคราว ฤดูฝนจะมีน้ำมาก บางปีท่วมนานหลายเดือน  ส่วนฤดูหนาวจะมีน้ำขัง  สามารถที่ดอนทำการเพาะปลูกพืชผักแลและไม้ล้มลุกได้  สภาพพื้นที่ระหว่างหมู่บ้านจรดแม่น้ำมูล มีลักษณะคล้ายคลื่นเป็นสูงๆ ต่ำๆ ขนานไปกับแม่น้ำ  ส่วนที่เป็นคลื่นก็เป็นป่าไม้พุ่มและไม่เลื้อย ส่วนที่เป็นท้องของคลื่นก็เป็นบุ่ง (คลองน้ำธรรมชาติ) บางบุ่งมีน้ำขังตลอดปี บางบุ่งไม่มีน้ำขัง ทัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของหมู่บ้าน คือ แม่น้ำมูล

 

พิกัดแผนที่    

ทิศเหนือ      ติดกับแม่น้ำมูล  ตรงกันข้ามกับหมู่บ้านดงเจริญ ตำบลปทุม อำเภอเมือง จ.อุบลราชธานี

ทิศใต้         ติดกับกับหมู่บ้านกุดระงุม  หมู่ที่ 3  ต. บุ่งไหม อ.วารินชำราบ

ทิศตะวันออก  ติดกับหมู่บ้านคำกลาง หมู่ที่ 6-7 ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ

ทิศตะวันตก    ติดกับหมู่บ้านท่ากกเสียว หมู่ที่ 8 ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ

  

รูปภาพที่2แผนที่ทางเข้าชุมชนราชธานีอโศก

 

 

รูปภาพที่3แผนที่ชุมชนราชธานีอโศก

 

 

เส้นทางการคมนาคมทางบกที่เข้าสู่ชุมชน

          ถนนสายวารินชำราบ พิบูลมังสาหาร (ถนนสถิตนิมานกาล สาย 217) แล้วมีทางแยกเข้าหมู่บ้านได้ 2 ทางคือ

กม.  5  ถึงปากทางเข้าบ้านกุดระงุม  ระยะทาง 3.5 กม. ถึงบ้านราชธานีอโศก

กม.  7  ปากทางเข้าหมู่บ้านคำกลาง (หมู่บ้านชาวคริสต์) ระยะทาง 2.5 กม.

และมีเส้นทางลัดเข้าเมืองอุบลราชธานี ไปบรรจบกับถนนนิวาสวิถี ซึ่งอยู่ใกล้กับสะพานใหม่ 100 ปี (สะพานเฉลิมพระเกียรติ 100ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ )  ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร

          หากปีใดมีน้ำท่วมก็จะใช้เรือแล่นไปทางแม่น้ำมูล ขึ้นฝั่งที่บ้านคำกลาง  ประชาชนโดยทั่วไปที่ละแวกนี้ มีอาชีพรับจ้าง ทำประมง และทำการเกษตรแบบพออยู่พอกิน

 

ลักษณะทางชีวภาพ

สภาพสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม

 

     หมู่บ้านราชธานีอโศก ปัจจุบัน มีเนื้อที่ประมาณ 350 ไร่ มีจำนวนครัวเรือน 141 หลังคาเรือน และมีประชากรทั้งหมด 370 คนเป็นหมู่บ้านนกลุ่มพุทธบริษัทชาวอโศก ที่ยืนหยัดยืนยัน ความเป็นไปได้ของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมทวนกระแสอันอบอุ่น โดยมีรากฐาน ความคิดความเชื่อมั่น ศรัทธาในพุทธศาสนา โดยการนำของ พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ได้นำทฤษฎีมรรคมีองค์ 8ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาถ่ายทอด พิสูจน์การแก้ปัญหาของมนุษย์ อย่างเป็นรูปธรรม เรียกแนวคิดนี้ว่า ระบบบุญนิยม อันถือเป็นบุญใหญ่ เน้นการให้การเสียสละ คือการทำชีวิตให้มีคุณค่า

              ชุมชนแห่งนี้อยู่กันแบบ บวร มี บ้าน วัด โรงเรียน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางให้ทั้งความรู้และหลักการดำเนินชีวิตเหมือนสังคมไทยในอดีต มีนักบวชชายและนักบวชหญิง เรียกว่าสมณะและ สิกขมาตุเป็นแบบอย่างของการถือศีลและปฏิบัติธรรมกันอย่างเคร่งครัด จนเป็นปกติสุข จึงมีผลให้สมาชิกชาวชุมชนและนักเรียนเกิดความเลื่อมใส ตั้งใจถือศีล๕ และศีล๘ ตามกำลังที่ตนจะทำได้

 

                        รูปภาพที่4 โครงสร้างวิถีชีวิต-วัฒนธรรมชาวอโศก

 
 
 

วิถีชีวิตของชาวชุมชน

ชาวชุมชนมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเป็นแบบไทยๆ ผู้หญิงนุ่งผ้าถุง ผู้ชายสวมกางเกงแบบไทยใหญ่ สีไม่ฉูดฉาด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ไม่นิยมเครื่องประดับ ทั้งนิยมเดินเท้าเปล่าสัมผัสดินตามธรรมชาติ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและเป็นการฝึกสติทุกอย่างก้าว รวมไปถึงการเป็นนักมังสวิรัติกันเป็นปกติ

กิจวัตรและกิจกรรมของชาวชุมชนคือสวดมนต์ ทำวัตร ฟังธรรม กินข้าวร่วมกันในศาลาส่วนรวมเป็นครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่น จากนั้นจึงแยกย้ายกันไปทำงาน ตามจุดต่างๆอีกทั้งเมื่อพบปะ ก็ไหว้ทักทายกันด้วยความอ่อนน้อม จะใช้คำว่า เจริญธรรม หรือ สำนึกดีแทนคำว่า สวัสดี

การทำงานที่นี่เป็นไปโดยสมัครใจ ไม่มีใครได้รับค่าจ้าง เป็นแรงงานให้เปล่า รายได้จากฐานงานต่างๆนำมาเป็นค่าใช้จ่ายร่วมกันในชุมชนเป็นระบบ สาธารณโภคี คือกินใช้ร่วมกันเป็นส่วนกลาง

          ซึ่งมีอุดมคติว่า แรงงานฟรี ปลอดหนี้ ไม่มีดอกเบี้ย เฉลี่ยทรัพย์เข้ากองบุญ

 

กิจกรรมในการดำเนินชีวิตในชุมชน

          04.30 05.30 น.     ทำวัตรเช้าฟังธรรม

          05.30 08.30 น.     ทำงานร่วมกันตามฐานงานต่างๆ

          08.30 10.30 น.     รับประทานอาหารร่วมกัน รับรู้ข่าวสาร ฯลฯ

          12.00 17.00 น.     ลงฐานงานต่างๆหรือลงแขกตามฐานงานที่ต้องการความช่วยเหลือ

          18.30 20.00 น.     ทำวัตรเย็น

 

เกณฑ์มาตรฐานวัดความเป็นญาติธรรมชาวอโศก

 

          1.มีปกติรักษาศีล 5

          2.มีปกติเว้นขาดจากอบายมุขทุกชนิด

          3.มีปกติในการรับประทานอาหารมังสวิรัติ

          4.มีปกติเข้าร่วมประชุมของกลุ่มเสมอ

          5.มีปกติแจ้งลาถ้าไปประชุมไม่ได้

          6.มีปกติสละเวลา-แรงงาน-ทรัพย์สิ่งของช่วยเหลือหมู่กลุ่ม

          7.มีปกติไปพุทธสถานและร่วมงานสำคัญของชาวอโศก

          8.มีปกติกิน อยู่หลับนอนเรียบง่าย

          9.มีปกติ ปฏิสันถาร ก่อน อ่อนน้อมถ่อมตน

          10.มีปกติในความมีน้ำใจ

          11.มีปกติเอาภาระที่สมควรของตนและของหมู่กลุ่ม

          12.มีปกติในความขยัน

          13.มีปกติในการทรงสติ สังวรอยู่เสมอ

 

การบริหารการปกครอง

หมู่บ้านราชธานีอโศก บริหารโดยคณะกรรมการชุมชนโดยมี สมณะและสิกขมาตุ เป็นที่ปรึกษามีผู้ใหญ่บ้านและ อบต. เช่นเดียวกับหมู่บ้านทั่วไป แต่คนจะต้องเอาเงินเดือนเข้าส่วนกลาง   เพราะสมาชิกทุกคนในหมู่บ้าน จะทำงานฟรี อย่างอิสรเสรี ไม่ตกเป็นทาสเงิน ทุกคนจึงไม่มีรายได้-เงินเดือน แต่จะมีทุนกองกลางหรือ ระบบกงสี ที่มีการกินการใช้ร่วมกันเรียกว่า สาธารณะโภคี ทำให้ทุกคนสามารถพึ่ง เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย กันได้อย่างครบวงจร

การถ่ายทอดคำสอน คำสั่งการเริ่มจากนักบวชถือเป็นบุคคลที่มีอคติน้อยที่สุด ไปสู่ฆราวาส ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำสอน ด้านจิตวิญญาณ เช่นการถอนความทุกข์ ดับคับแค้นใจต่างๆออกจากจิต ส่วนเรื่องการสั่งการทั่วไป จะมาจากที่ประชุมเป็นหลัก

                                         

การบริหารชุมชนประกอบด้วยคณะบุคคลดังต่อไปนี้

 

คณะกรรมการชุมชน                                 

1. นายรินไท              มุ่งมาจน                   อบต.

2. นายดินดอน            มุ่งมาจน                   อบต.

3. นางมิ่งหมาย           มุ่งมาจน                   ผู้ใหญ่บ้าน

4. นายกล้าตรง           พรมโสดา                  ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน

5. นายแรงพุทธ                                        ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน

6. นางสาวใบลาน        นาวาบุญนิยม             กรรมการ

7. นางตรงเตือน          นาวาบุญนิยม             กรรมการ

8. นางสาวดาวพร        ชาวหินฟ้า                 กรรมการ

9. นางสาวฝั่งบุญ         ชาวหินฟ้า                 กรรมการ

10.นางพรตะวัน          ธนโภค                    กรรมการ

11.นายถึงดิน             มุ่งมาจน                   กรรมการ

12.นางปานรุ้ง            สุขเกษม                   กรรมการ

13.นางสุดแสงบุญ        ร่มเย็น                     กรรมการ

 

หมายเหตุ

          ทุกสัปดาห์จะมีการประชุมของฐานงานต่างๆ  และประชุมปรึกษา ตัดสินเรื่องราวต่างๆของคณะกรรมการชุมชนเป็นประจำในการประชุมแต่ละครั้งคณะกรรมการต้องเข้าร่วมพิจารณา 7คนขึ้นไปจึงจะมีสิทธิ์อนุมัติ

กิจกรรมที่ชาวอโศกดำเนินอยู่แบ่งออกเป็น ๓ ส่วนคือส่วนที่เป็น กิจกรรม กิจการ และส่วนที่เป็นพิธีกรรม

ชาวอโศกได้แบ่งประเภทสมาชิกชุมชนออกเป็น ๔ ประเภททั้งนี้เป็นการแบ่งตามหน้าที่และภารกิจ

โดยอาศัย คุณธรรมเป็นแกนกลางคือ

1 นักบวช  (สมณะ,สิกขมาตุ)ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา

2 นักปกครอง   ทำหน้าที่บริหารจัดการองค์กร เป็นคนที่ต้องมีคุณธรรมสูง เสียสละสูงและเป็นผู้ไม่สะสม

3  นักบริหาร  ทำหน้าที่ซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการเป็นคนที่อาสาสมัครเพื่อชุมชน เพื่อสังคมเป็นคนกินน้อยใช้น้อย รู้จักพอเพียง

4 ผู้ปฎิบัติการ  เป็นผู้กระทำโดยตรงมีศีลห้าเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต จึงเป็นคนขยัน ซื่อสัตย์ เสียสละเอาส่วนเกินมอบให้แก่กองกลาง (สาธารณโภคี)ในรูปของเงินบริจาคบ้าง แรงงานบ้าง ปัญญาความคิดบ้าง แล้วแต่โอกาสและความเหมาะสม

 

ภาพ ที่5 แสดงฐานะบุคลากรในชุมชนราชธานีอโศก

 

 
 

ตาราง ที่2แสดงฐานะและระดับการถือศีลของชาวอโศก

 

 

ฐานะ

ระดับการถือศีล

สมณะชาวอโศก

ศีลวินัย 227 ข้อและจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล

สามเณร

ศีล10

สิกขมาตุ

ศีล10

นาค(ชาย), กรัก(หญิง)

ศีล8

ปะ(ทั้งชาย หญิง)

ศีล8

อารามิก(ชาย)อารามิกา(หญิง)

ศีล8

คนวัด

ศีล8

นิสิตสัมมาสิกขาลัยวังชีวิต(อุดมศึกษา)

ศีล8

ชาวชุมชน

ศีล5

นักเรียน

ศีล5

ญาติธรรม

ศีล5

 

กิจกรรมชุมชน

 

1 งานด้านการศึกษาบุญนิยม

 เป็นการสั่งสอน เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเป็นคนดี มีคุณธรรม ด้วยการรักษาศีล ลดละ เลิก อบายมุข และรับประทานมังสวิรัติ เพื่อสืบทอดเจตนาของชุมชนต่อไป นักเรียน นักศึกษาทุกคนกินอยู่ฟรี อยู่แบบประจำ  มีการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน โดยมี คุรุ และผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้านเป็นผู้ถ่ายทอด และพาปฏิบัติ ประกอบด้วย

 

    - โรงเรียนสัมมาสิกขา สอนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยมี นายข้าดิน สีเชียงสา เป็นผู้อำนวยการ

    - โรงเรียนสัมมาอาชีวสิกขา สอนระดับ ปวช. และปวส. ในสาขา เกษตรและช่างไฟฟ้า

    - วิทยาลัยสัมมาสิกขาวังชีวิต สอนระดับอุดมศึกษาในคณะพุทธชีวศิลป์ มีสมณะโพธิรักษ์ โพธิรักขิโต เป็นวิชชาบดี

 

2 งานฝึกอบรม

เป็นฐานงานที่ให้ความรู้ด้านต่างๆแก่เกษตรกร ข้าราชการ และผู้สนใจจากหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน  โดยมีนางสาวดาวพร ชาวหินฟ้า  เป็นหัวหน้าฐานงาน

 

3 งาน3 อาชีพกู้ชาติ

 คือ ขยะวิทยา ปุ๋ยสะอาด กสิกรรมธรรมชาติ โดยมี นายสะอาดดี เป็นหัวหน้าฐานงาน

 

4 งานด้านพาณิชย์บุญนิยม

โดยทั่วไประบบการค้าทุนนิยมมักถือหลัก ต้นทุนต่ำสุด แต่กำไรสูงสุดจึงมุ่งผลิตสินค้าและสิ่งของแลกเปลี่ยนโดยหวังกอบโกย เอาเปรียบผู้อื่นเพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์มากที่สุด ตามความเห็นแก่ตัวเป็นพื้นฐาน แต่ระบบการค้าแบบบุญนิยมมุ่งลดกิเลสตัณหาและพัฒนาจิตใจเพื่อเป็นอาริยะทรัพย์ติดตัวไปตลอดจึงใช้แนวทางตรงกันข้ามกับทุนนิยม คือ กำไรอยู่ที่ความกล้าเสียสละ ยิ่งเสียสละได้มากก็คือกำไรที่เพิ่มขึ้น

โดยมีระดับความเสียสละในการค้าขาย 4 ระดับคือ ก.ขายต่ำกว่าราคาท้องตลาด ข. ขายเท่าทุน ค. ขายต่ำกว่าทุน ง.แจกฟรี

และมีนโยบายการค้าแบบชาวอโศก ดังนี้

-          ขายถูก

-          ไม่ฉวยโอกาส

-          ขยัน อุตสาหะ

-          ประณีต ประหยัด

-          ซื่อสัตย์ เสียสละ

 ประกอบด้วยฐานงานต่างๆหลายฐาน แต่ละฐานเกิดขึ้นจากความต้องการพื้นฐานของชุมชนที่จำเป็นต้องกิน และใช้สอย

 

าณิชย์บุญนิยมประกอบด้วยฐานงานดังต่อไปนี้

-          ฐานงานโรงสีข้าว  ผลิตข้าวกล้องและข้าวซ้อมมือจำน่ายและบริโภคในชุมชน นอกจากนี้ยังเป็นตลาดรับซื้อข้าวเปลือกอินทรีย์ จากสมาชิกเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทยในเขตจังหวัดอุบลราชธานี และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง ผู้ผ่านการอบรมจากศูนย์ฝึกอบรมราชธานีอโศกและเครือข่ายต่างๆของชาวอโศก

          โดยมีนายแรงเพชรวงศ์แสนสาน เป็นหัวหน้าฐานงาน

     -    ฐานงานโรงแชมพู  ผลิต ผลิตภัณฑ์ชะล้าง ทำความสะอาด และบำรุงร่างกายภายนอก ซึ่งมี                 ส่วนประกอบของ

 สมุนไพรธรรมชาติ เช่น ว่านหางจระเข้ ดอกอัญชัน ประคำดีควาย ครีมข้าว ขมิ้น มะขามเป็นต้น โดยมีนางสานศีล เป็นหัวหน้าฐานงาน

     -    ฐานงานโรงซีอิ้ว-เต้าเจี้ยว ทำผลิตภัณฑ์แปรรูปจากถั่วเหลืองได้แก่ ซีอิ้ว เต้าเจี้ยว ปลาร้า เต้าหู้ยี้ ซึ่งจะเน้น ผลิตเพื่อบริโภคเองในชุมชน เป็นหลักโดยมีนางเพิ่มพร ทองสาร เป็นหัวหน้าฐานงาน

-    ฐานงานห้านปันบุญ จำหน่ายสินค้าต่างๆซึ่งผลิตในชุมชนราชธานีอโศกเป็นหลัก และสินค้าอื่นที่จำเป็นจากภายนอกในราคาถูก โดยมีนางสาวอำนวย พิมบูลย์เป็นหัวหน้าฐานงาน

-    ฐานงานสหกรณ์บุญนิยม ตั้งอยู่ที่หลังตลาดวารินชำราบ จำหน่ายสินค้าที่ผลิตในชุมชน และจากภายนอกทั้ง ปลีกและส่ง ในราคาต่ำกว่าท้องตลาด และยังมีร้านอาหาร มังบุพเฟ่ต์ จำหน่ายอาหารมังสวิรัติเพื่อสุขภาพ

          โดยมีนางสาวขวัญตะวัน ทองสาร เป็นหัวหน้าฐานงาน

-          ฐานงานอุทยานบุญนิยม  ตั้งอยู่บริเวณถนนเทพโยธีตัดกับถนนศรีณรงค์ ตรงกันข้ามสถานฟื้นฟู อาชีพคนพิการ จังหวัดอุบลราชธานี จำหน่ายอาหารมังสวิรัติที่ประกอบจากพืชผักไร้สารพิษ และผลิตภัณฑ์จากชุมชน

มีตลาดนัดเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษ จำหน่ายพืชผักไร้สารพิษ ซึ่งสมาชิกที่มาขายเป็นทั้งผู้ผลิตและมาจำหน่ายเองสมาชิกเหล่านี้จะต้องผ่านการอบรม จากศูนย์อบรมเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย

โดยมี นางมิ่งหมาย มุ่งมาจน เป็นหัวหน้าฐานงาน

 

5        .ฐานบริการ     เป็นฐานงานที่ให้บริการด้านอุปโภค-บริโภคแก่สมาชิกชุมชนซึ่งมีการบริการด้านต่างๆดังนี้

-          สวัสดิการ บริการให้เบิกสิ่งของ และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแก่สมาชิกชุมชนเช่นค่าเดินทาง  ค่ารักษาพยาบาล

เป็นต้น

-          การเงิน-การบัญชี-ธุรการ บริการด้านการเงิน และฝ่ายทะเบียน

-          ห้องสมุด ให้บริการยืมและค้นคว้าหนังสือทั่วไป และหนังสือของชาวอโศก

-          ศูนย์สุขภาพ บริการด้านการรักษาพยาบาล ทั้งแผนปัจจุบัน ,แผนไทย และแพทย์ทางเลือก

-          ประปา บริการน้ำดื่ม น้ำใช้

-          แผนกศิลป์ บริการเขียนป้าย และศิลปะตกแต่งอาคาร-สถานที่ต่างๆ

-          ตัดผม บริการตัดผม

-          ห้องเครื่องมือ จัดเก็บอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้ และบริการให้ยืมในกิจการของชุมชน

-          ยานยนต์ บริการด้านยานยนต์ ทั้งภายในและภายนอกชุมชน

-          ประชาสัมพันธ์ เป็นศูนย์กลางในการติดต่อประสานงาน ระหว่างภายใน-ภายนอกชุมชน

-          วิทยุชุมชน เผยแพร่ข่าวสาร สื่อธรรมะและข้อมูลอื่นๆในนามของศูนย์เรียนรู้ วิทยุชุมชนบัวกลางมูลออกอากาศด้วยคลื่นFM93.5 เมกเฮิร์ต

-          แผนกต้อนรับ บริการต้อนรับแขกผู้มาเยือนชุมชน

-          โรงครัวกลาง เป็นสถานที่ประกอบอาหารส่วนกลางของชุมชนเพื่อเลี้ยงสมาชิกในชุมชนและคณะผู้มาเยือนต่างๆเช่นผู้เข้ารับการอบรมเป็นต้น

-          โรงจักร เป็นสถานที่ตัดเย็บเสื้อผ้าบริการแก่ชาวชุมชน

-          เฮือนเพิงกัน, เฮือนโสเหล่, เฮือนฝั่นเซี่ยว เป็นสถานที่สนทนาและต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยี่ยมชุมชน

-          งานโยธา งานก่อสร้างอาคารสถานที่และสาธารณูปโภคต่างๆเช่นไฟฟ้า ประปาเป็นต้น

 

 

 

ตารางที่ 3 โครงสร้างการบริหารงานฝ่ายฆราวาสของชุมชนราชธานีอโศก

 

 

คณะกรรมการชุมชน

ฝ่ายบริหารการปกครอง

ฐานงาน

การเงิน, บัญชี ,บุคลากร, นิติกร, ธุรการ,ทะเบียน ,จัดซื้อจัดจ้าง,พัสดุ

ฝ่ายธุรกิจพาณิชย์

สหกรณ์ ,ร้านอุทยานฯ, ร้านปันบุญ ,การตลาด

ฝ่ายการศึกษาวัฒนธรรม

สัมมาสิกขาลัยวังชีวิต ,สัมมาสิกขามัธยม ,สัมมาสิกขาประถม, 

ภูมิปัญญาชาวบ้าน,ห้องสมุด

ฝ่ายฝึกอบรมสารสนเทศ

ฝึกอบรม ,ศึกษาดูงาน,สารสนเทศ,งานวิจัยประเมิน,พัฒนาบุคลากร

ฝ่ายซ่อมบำรุง

ห้องเครื่องมือ,ซ่อมบำรุงประปา,ไฟฟ้า,โทรศัพท์,นาวาบุญนิยม(เรือ),ก่อสร้าง,ยานยนต์เครื่องจักรกล

ฝ่ายอุตสาหกรรม

โรงสี,โรงแชมพู,แปรรูป,สมุนไพรเ,ต้าเจี้ยว,ซีอิ้วเต้าหู้

ฝ่ายบริการ

โรงครัวกลาง,ศาลาสุขภาพ,ศาลาฟังธรรม,สหกรณ์ปัจจัย4,

ห้องจักร,ยานยนต์,ประชาสัมพันธ์,งานศิลป์,ตอ.ชุมชน(อย.)

ฝ่าย3อาชีพกู้ชาติ

กสิกรรม ,ปุ๋ยสะอาด ,ขยะวิทยา,โรงเห็ด ,เพาะชำ ,เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษฯ

ฝ่ายการเมือง

ธุรการ,การเงิน,การบัญชี,จัดหาสมาชิกพรรค

 

ภาพที่ 6 แสดงความสัมพันธ์ของเครือข่าย

 

 

 

ในการจัดองค์กรจึงประกอบด้วยส่วนความสัมพันธ์กันเป็น 3วงแหวน คือ

 

1 เครือข่ายชุมชน โดยแบ่งเป็นชุมชนศูนย์แม่ข่ายและชุมชนลูกข่าย การจัดการจะถูกกำหนดภารกิจที่มีโครงสร้างเช่นเดียวกับส่วนกลางลง ไปยัง ชุมชนศูนย์แม่ข่ายและลูกข่ายทำให้มีความสัมพันธ์กันใกล้ชิดตลอดเวลา

2 เครือข่ายองค์กร ภารกิจต่างๆ ของชาวอโศกทั้งมวลจะได้รับ การจัดสรรทั้ง ภารกิจ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย โครงการ แผนกิจกรรม การประเมินผล แล้วกระจายไปยังหน่วยงานต่างๆ

(ปัจจุบันมีกว่า70องค์กร) ที่สอดแทรกไปตามชุมชนต่างๆทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

3 เครือข่ายการสื่อสาร นับเป็นทั้งเครื่องมือและช่องทางในการเผยแพร่ อุดมการณ์ และการติดต่อประสานงานโดยมีแบบจำลองการสื่อสาร ที่เป็นแบบเฉพาะของชาวอโศก ทำให้การประสานงานของแต่ละองค์กรเป็นไปอย่างใกล้ชิด

 

การร่วมมือกับองค์กรต่างๆ

      ร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) และสถาบันเพื่อการพัฒนาการเกษตรและชนบท จำเนียร สารนาค (สจส.) เปิดอบรมหลักสูตรสัจธรรมชีวิต ให้แก่เจ้าหน้าที่ของธนาคาร เกษตรกร ข้าราชการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 และสิ้นสุดในปี พ.ศ. 2547 โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ

ร่วมมือกับองค์กร SIF และสำนักงานกองทุนเพื่อสังคมในการอบรมเยาวชน

ช่วงปีพ.ศ.2548 –ปัจจุบันร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศูนย์คุณธรรม สำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดฝึกอบรมหลักสูตรสัจธรรมชีวิต ให้กับเจ้าหน้าที่และเกษตรกร

ปีพ.ศ.2550 ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย อุบลราชธานีและมูลนิธิบูรณชนบท ในพระบรมราชูปถัมภ์เปิดโครงการชุมชนตัวอย่าง แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาและขยายผลในการขับเคลื่อน แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ออกสู่ชุมชนภายนอก ให้เป็นวงกว้างขึ้น

งานประเพณีที่สำคัญของชุมชน

1.      งานปีใหม่ จะเป็นงานที่แตกต่างจากงานวัดทั่วๆไป เพราะเป็นงานที่จัดขึ้นมาเพื่อแสวงหาการขาดทุน แต่เป็นกำไร อาริยะทางจิตวิญญาณ จึงเรียกว่า งานปีใหม่ตลาดอาริยะ เป็นตลาดที่ขายสินค้าในราคาต่ำกว่าทุน เช่น ก๋วยเตี๋ยวชามละ 1 บาทเป็นต้นใครขาดทุนได้มากเท่าไหร่ ถือว่าได้กำไรอาริยะมากเท่านั้น  สินค้าที่นำมาขายในตลาด จะเน้นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้านเป็นหลัก

จะจัดขึ้นในวันที่30-31 ธันวาคมถึง 1มกราคมของทุกปี เป็นเวลา 3 วัน

2.      งานเพื่อฟ้าดิน  เป็นงานที่จัดขึ้นมาเพื่อให้ฟ้าและดิน โดยการนำเกษตรกรจากเครือแหต่างๆทั่วทุกภาค  ผู้มีหน้าที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ฟ้าและดิน ได้สัมมนากัน เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ และเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน  ซึ่งใครมีผลิตภัณฑ์ทั้งชนิดแปรรูป หรืออยู่ในรูปของพืชผักผลไม้สดๆ หรือมีเมล็ดพันธุ์ กิ่งพันธุ์ดีๆ ก็นำมาจำหน่ายจ่ายแจก แลกเปลี่ยนกันได้ในงานนี้ จะจัดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปี

3.      งานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ เป็นงานอบรมธรรมะแก่ชาวอโศกและผู้สนใจโดยนักบวชของชาวอโศกเพื่อฝึกใช้ชีวิตแบบมักน้อยสันโดษ ผู้มาร่วมงานจะฝึกถือศีล8ซึ่งมีวัตรปฏิบัติเคร่งครัดในเรื่องการกิน อยู่ หลับนอน เช่นกินข้าวมื้อเดียว ไม่นอนกลางวัน ไม่ตกแต่งประดับร่างกาย ไม่ใช้เครื่องสำอาง ไม่แตะต้องเพศตรงกันข้าม เป็นต้น จะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์-ต้นเดือนมีนาคมของทุกปี ระยะเวลา7 วัน

4.      งานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ  เป็นงานลักษณะเดียวกันกับงาน พุทธาภิเษกฯแต่จะจัดขึ้น ในช่วงต้นเดือน เมษายนของทุกปีระยะเวลา 7วัน

 

 

เกี่ยวกับหน่วยงาน

 ความเป็นมา

              ชื่อหน่วยงาน  โรงสีข้าวคนของแผ่นดิน  ตั้งอยู่ที่193หมู่ที่ 10 บ้านราชธานีอโศก ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี  เนื้อที่ 40 ไร่ (บริเวณที่ตั้งโรงสี 12 ไร่) ก่อตั้งขึ้นตามนโยบายของชาวอโศก

มีวัตถุประสงค์ เพื่อผลิตข้าวกล้อง,ข้าวซ้อมมือ ใช้บริโภคในชุมชนและจำหน่ายในราคาถูก เพื่อผู้บริโภคจะได้บริโภค ข้าวกล้องและข้าวซ้อมมือไร้สารพิษ เป็นอาหารที่ปลอดภัยและอุดมไปด้วยคุณค่า

นอกจากนี้ ยังเป็นตลาดรับซื้อข้าวอินทรีย์ จากสมาชิกเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษฯ ในท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียง   ชุมชนราชธานีอโศกก่อตั้งขึ้นเป็นทางการในปีพ.ศ.2539 พร้อมกับก่อตั้งเป็นสหกรณ์ 

คณะกรรมการ หมู่บ้าน มีมติให้สร้างโรงสี เพื่อใช้สีข้าว บริโภคในชุมชน   ต่อมาได้รับบริจาคโรงสีจากกลุ่มญาติธรรมสกลนคร ได้นำมาประกอบเอง แต่ใช้การไม่ได้ จึงได้ว่าจ้าง บริษัท พ. การช่างจากจังหวัดอุบลฯมาประกอบขึ้นใหม่จึงดำเนินการสีได้เป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2540 

  ซึ่งมีกำลังการผลิต 60 เกวียน/วัน (ตัน) เป็นระบบสายพาน ใช้เครื่องฉุด 175 แรงม้า เป็นโรงสีขนาดเล็กผลิตเฉพาะข้าวกล้อง ขายส่งให้กับ บริษัทพลังบุญ มีสำนักงานในเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และศาลาค้าปฐมอโศก ซึ่งตั้งอยู่ที่ บ้านแพ้ว อ.พระประโทน จ.นครปฐม

ทุนดำเนินการครั้งแรก เกื้อ (กู้ยืมโดยไม่มีดอกเบี้ยเฉพาะเครือข่ายองค์กรชาวอโศก) จากกองบุญสวัสดิการกองทัพธรรมมูลนิธิ จำนวนเงิน 1 ล้านบาท ในปีต่อๆมา จำนวนการผลิตเพิ่มขึ้น โรงสีจึงต้องเพิ่มทุนดำเนินการ ขึ้นอีก เช่น ในปี2551-2552 เพิ่มเงินเกื้อเป็น 8 ล้านบาทและ ปี2552-2553 เพิ่มการเกื้อเป็น 12 ล้านบาท (โรงสีใหม่ กำลังการผลิต 80 ตัน/วันเป็นระบบไฟฟ้า)เป็นทุนในการจัดซื้อข้าวเปลือก ซึ่งทางโรงสีจะต้องคืนเงินให้กับกองบุญสวัสดิการทุกสิ้นปี จึงจะสามารถเกื้อใหม่ได้แต่ถ้าทางโรงสีไม่สามารถคืนเป็นเงินสดได้ก็ส่งคืนเป็นสินค้า(ข้าวสาร)ให้กับทางกองบุญ ฯได้

 

รูปภาพที่ 7 โรงสีที่สร้างใหม่เปิดดำเนินการเมื่อ27/ธ.ค./2552

 

รายละเอียดเกี่ยวกับโรงสี

 

          โรงสีข้าวสหกรณ์คนของแผ่นดิน เป็นหน่วยงานหนึ่งของชุมชน ราชธานีอโศก ซึ่งเป็นตลาดรับซื้อข้าวอินทรีย์ที่เกษตรกรที่ผ่านการอบรม จากศูนย์ฝึกอบรมราชธานีอโศก และเป็นสมาชิกเครือข่าย กสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย  นอกจากนั้นยังผลิตข้าวกล้อง,ข้าวซ้อมมือออกจำหน่ายและบริโภคในชุมชน                                    

 

รูปภาพที่8 ความสัมพันธ์พื้นที่โรงสี

 

 
 

แหล่งทุน

งบประมาณจัดซื้อ

ทุนในการดำเนินงาน เกื้อมาจากกองบุญสวัสดิการกองทัพธรรมมูลนิธิ (การเกื้อ คือการกู้ยืมเงินทุนแบบไม่มีดอกเบี้ยเกื้อได้เฉพาะองค์กรภายในของชาวอโศกเท่านั้น)โรงสี สหกรณ์คนของแผ่นดิน เริ่มเกื้อเงินทุนมาดำเนินการจัดซื้อข้าวเปลือก ในปี2540-2550 ในวงเงิน 5 ล้านบาทดำเนินการผลิตข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือออกจำหน่าย และบริโภคในชุมชน ผลการดำเนินงาน สามารถคืนทุนให้กับ

กองบุญสวัสดิการฯได้ปีต่อปีและมีเงินเหลือเฉลี่ยปีละ 1 ล้านบาทนอกจากนี้ยังมีข้าวเปลือกเหลือไว้บริโภคในชุมชนอีก

จนกระทั่งปี2551-2552โรงสีได้ขยายกิจการเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองต่อผู้บริโภค จึงเกื้อเงินทุนเพิ่มในการจัดซื้อข้าวเปลือกเป็น 8 ล้านบาท

ในปี 2552-2553 เกิดภาวะขาดแคลนอาหารทั่วโลก ประกอบกับเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ส่งผลให้ราคาข้าวสูงขึ้น โรงสีจำเป็นต้องสต็อกข้าวเปลือกเก็บไว้ให้มากกว่าปีที่ผ่านมา จึงต้องเกื้อเงินทุนในการจัดซื้อเพิ่มเป็น 12 ล้านบาท และพร้อมกันนั้นก็ได้สร้างโรงสีขึ้นใหม่ 1 โรงเป็นระบบมอเตอร์ไฟฟ้า มีกำลังการผลิต 80 ตัน/วัน(เดิมเป็นระบบสายพานใช้เครื่องฉุด 175 แรงม้ากำลังการผลิต 60 ตัน/วัน ปัจจุบันถูกรื้อเอา อะไหล่มาใช้ในโรงสีใหม่)

โรงสีจะเกื้อเงินจาก กองบุญสวัสดิการฯ ของชาวอโศก มาประมาณปีละ 5 ล้านบาทเพื่อเป็นทุนในการจัดซื้อข้าวเปลือก จากสมาชิกเครือข่าย กสิกรรมไร้สารพิษฯในฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต

โรงสีจะรับซื้อข้าวในราคายุติธรรม มีการผลิต และจัดจำหน่ายตามหลัก ปรัชญาการค้าแบบบุญนิยมคือ

1 ขายต่ำกว่าท้องตลาด

2 ขายเท่าทุน

3 ขายต่ำกว่าทุน     4 แจกฟรี

ข้าวที่จัดซื้อหลักๆได้แก่ข้าวมะลิ 105 และข้าวมะลิแดง รับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรผู้ปลูกข้าวไร้สารพิษในจังหวัดอุบลราชธานีทั้งหมด 5 อำเภอได้แก่ อ.เดชอุดม,อ.วารินชำราบ, อ.ตระการพืชผล, อ.บุณฑริก

อ.น้ำขุ่น ซึ่งมีข้อมูลการซื้อข้าวเปลือกในปี 2551-2553ดังนี้

-รับซื้อข้าวเปลือกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน51-มกราคม52 (รับซื้อในราคามะลิ105 กิโลกรัมละ 15 บาท,

มะลิแดงกิโลกรัมละ 16 บาท)

     งบประมาณจัดซื้อ  8,000,000 บาท (8 ล้านบาท)

     ซื้อข้าวเปลือกจำนวน 492,845 กิโลกรัม      เป็นเงิน 7,439,030 บาท

                                                           คงเหลือเงิน560,970 บาท

-รับซื้อข้าวเปลือกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน52-มกราคม53 ในราคาเริ่มต้นที่กิโลกรัมละ 15.38 บาท

(มะลิ105) และราคา 16.40บาท (มะลิแดง)/และสิ้นสุดการรับซื้อในราคา16.30 (ข้าวมะลิ 105)

  งบประมาณจัดซื้อ  12,000,000 บาท (12 ล้านบาท)

     ซื้อข้าวเปลือกจำนวน 694,895.7กิโลกรัม      เป็นเงิน 11,008,974.53บาท

 

ตาราง ที่ 4 แสดงปริมาณการซื้อข้าวเปลือกในปี 2551-2553

 

ปี พ.ศ.

งบจัดซื้อ

น้ำหนักข้าวเปลือก

มะลิ 105(กก.)

น้ำหนักข้าวเปลือก

มะลิแดง(กก.)

น้ำหนักรวม

(กก.)

เป็นเงิน

2551-2552

   8 ล้าน

     413,497

       79,348

     492,845

      7,439,030

2552-2553

    12 ล้าน

    617,820.7

    77,075

     694,895.7

11,008,974.53

 

สรุปผลการซื้อขายข้าวแต่ละปีของโรงสีของโรงสีสหกรณ์ คนของแผ่นดิน

เฉลี่ยแต่ละปีจะมีเงินเหลือ 1 ล้านบาท หลังจากหักเงินทุนคืนกองบุญฯแล้วและยังเหลือข้าวในฉางไว้บริโภคในชุมชนอีก

 

แรงงาน

 บุคลากรที่เข้ามาช่วยงานนั้น มาด้วยศรัทธาเป็นหลัก มาทำงานด้วยจิตใจ แบบอาสาสมัครมากกว่าเป็นลูกจ้างขององค์กร เน้นความสัมพันธ์ ฉันพี่น้อง ที่ให้เกียรติและความเอื้ออาทรต่อกัน

การทำงานขององค์กร บุญนิยม ไม่ได้ใช้เงินเป็นตัวตั้ง มีการกลั่นกรอง บุคลากรที่มีภูมิธรรมในระดับหนึ่งเข้ามาทำงานโดยไม่มี เงินเดือนค่าตอบแทน ใช้วิธีกำหนดวิสัยทัศน์ และจัดโครงสร้างองค์กร ในลักษณะที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวได้อยู่ตลอดเวลา เช่น ใช้รูปแบบของคณะทำงาน เข้ามาช่วยงานในแต่ละเรื่อง ใครมีความพร้อม ก็อาสาเข้ามาช่วยงานเรื่องนั้นๆ เมื่อจบสิ้นภารกิจ ก็สลายตัว หากงานด้านไหนต้องทำต่อเนื่อง ระยะยาวจะมีผู้รับผิดชอบประจำ ค่อยกำหนดเป็นโครงสร้างถาวรขององค์กรเท่าที่จำเป็น

บุคลากรหลักของโรงสี สหกรณ์คนของแผ่นดิน

 

          1. คุณ แรงงาม      วงศ์แสนสาน          2.คุณ แรงเพชร    วงศ์แสนสาน

          3. คุณเพชรพลัง     อูนากูล                4.คุณเรืองตะวัน   วงศ์แสนสาน  

                  

         5. คุณถาวร  เกษมสันต์                     6.คุณสุจินต์    พลนาค

 

ภาพที่ 11แผนผังบุคลากรโรงสีข้าวสหกรณ์คนของแผ่นดิน

 

 

 

 

ภาพที่12โครงสร้างคณะที่ปรึกษาหน่วยงานโรงสี

 

 
 

ภาพที่13โครงสร้างแสดงความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้อง

                                               ในการผลิตข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ

 

 
 
 

ภาพที่14แสดงความสัมพันธ์ของกระบวนการผลิตข้าวกล้อง ซ้อมมือโรงสี สหกรณ์คนของแผ่นดิน

 

 

 

ภาพที่15กิจกรรมโรงสีข้าว สหกรณ์ คนของแผ่นดินตลอดปี

 

 

 
 
 

กระบวนการทำงานของโรงสีข้าว สหกรณ์คนของแผ่นดินมีดังนี้

กระบวนจัดหาแหล่งวัตถุดิบ

1.ออกตรวจเยี่ยมเครือข่าย  กิจกรรมนี้จะมีในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม-ปลายเดือนตุลาคม

พื้นที่ในการตรวจเยี่ยมได้แก่พื้นที่ภายในจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอำนาจเจริญ

มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจวัตถุดิบ เชื่อมความสัมพันธ์ รับทราบปัญหาของสมาชิก

ซึ่งทางโรงสีจะออกไปในนามแม่ข่าย และการตรวจเยี่ยมสมาชิกเครือข่ายจะมี3 ช่วงคือ

-ช่วงปักดำ    (พฤษภาคม-มิถุนายน)

-ช่วงข้าวเจริญเติบโต  (กรกฎาคม-กันยายน)

-ช่วงเก็บเกี่ยว (ตุลาคม-พฤศจิกายน)

ลักษณะการออกไปเยี่ยมจะปรับไปตามระยะทางและสถานที่ถ้ากลุ่มเครือข่ายอยู่ในชุมชนที่ไม่ไกลก็จะเดินทางไป-กลับ แต่ถ้าระยะทางไกลก็จะไปพักค้างกับกลุ่มสมาชิก 1 คืน

บุคลากรที่รับผิดชอบได้แก่  คุณดาวพร ชาวหินฟ้า,คุณแรงเพชร วงศ์แสนสาน

 มีสมณะ ฟ้าไท สมชาติโก เป็นที่ปรึกษา

 

เครือข่ายและการบริหารจัดการเครือข่าย

ความเป็นมา

เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย(คกร.) organic Faming Network of Thailand (OFNT)

ชุมชนกสิกรรมไร้สารพิษฯได้ก่อกำเนิดมาเมื่อพ.ศ.2515   โดยชุมชนชาวอโศกซึ่งเริ่มจากการร่วมกันศึกษา และปฏิบัติธรรมเน้นการถือศีลเคร่ง ซื่อสัตย์ เสียสละ เอื้อเฟื้อแบ่งปัน ยึดมั่นวัฒนธรรมไทย พึ่งตนเอง

ลดการบริโภคสิ่งที่ไม่จำเป็น อยู่ร่วมกันแบบพี่น้อง โดยให้ความสำคัญ กับ 3 อาชีพคือ

1 กสิกรรมธรรมชาติ เป็นการกสิกรรมที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงและสารเคมีทำร้ายธรรมชาติ

2 ปุ๋ยสะอาด โดยการทำปุ๋ยชีวภาพขึ้นใช้เอง

3 ขยะวิทยา โดยการแยกชนิดขยะและจัดระบบขยะให้เกิดคุณค่า

   จากกลุ่มเล็กๆได้มีผู้เห็นด้วยและปฏิบัติตาม ทำให้เกิดการรวมกลุ่มขึ้นเป็นชุมชน จนในเดือน มีนาคม

พ.ศ.2544 จึงได้จัดตั้งเป็นองค์กร ขึ้นมา และให้ชื่อว่า เครือข่าย กสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย (คกร.)

เป็นองค์กรที่จัดตั้งโดยชาวอโศกและเป็นแม่แบบในการดำเนินงาน บริหารงานของชุมชนอโศกมีเครือข่ายเป็นชุมชนชาวอโศกทั่วประเทศ รวมทั้ง ราชธานีอโศกด้วย โดยยึดหลัก ซื่อสัตย์ เสียสละ  เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน

ยึดมั่นวัฒนธรรมซึ่งมีองค์กรและโครงการที่อยู่ในภาคีได้แก่

-สภาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ

-ชมรมเกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย

-สำนักงานปฏิรูปสุขภาพแห่งชาติ

-มูลนิธิสายใยแผ่นดิน

 

 

 

ภาระหน้าที่

-ส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษฯตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

-รณณรงค์การรักษาสิ่งแวดล้อม นิเวศวิทยา และการใช้พลังงานที่เหมาะสม

-ส่งเสริมให้มีร้านค้าชุมชน ตลาดนัดชุมชน ตลาดนัดกลางของเครือข่าย และร้านค้าองค์กรสมาชิก

-รณณรงค์ให้ต่อต้านอบายมุขทุกประเภท และส่งเสริมให้มีการลดหนี้ของสมาชิก

-พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีคุณธรรมและมีคุณภาพ

-ส่งเสริมการอบรมและระบบสวัสดิการระดับท้องถิ่น

-ส่งเสริมให้มีการสร้างศูนย์การศึกษาและพัฒนาด้านการผลิต การตลาด การถนอมและการแปรรูปที่เกี่ยวกับกสิกรรมไร้สารพิษ และการสร้างเครือข่ายทุกระดับโดยการพึ่งตนเอง และใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น

 

เป้าหมาย

เพื่อสร้างลักษณะ 4 ประการคือ

1 เศรษฐกิจพึ่งตนเองคือชุมชน มีความเป็นอยู่ในลักษณะเศรษฐกิจแบบพอเพียงสามารถพึงตนเองได้ จนเป็นที่พึงของคนอื่นได้

2 ชุมชนเข้มแข็งลดการพึ่งพาจากภายนอกมีกิจการงานที่มั่นคง และมีวัฒนธรรมที่ดีงาม

3 ประชามีธรรม ดำเนินชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนามีความเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือ เกื้อกูล มีน้ำใจที่ดีต่อกัน

4 ประเทศมีไทย ไม่จำเป็นจะต้องพึ่งพาต่างประเทศ สามารถผลิตของกินของใช้ได้อย่างเพียงพอ ไม่มีหนี้

         เมื่อเกษตรกรพึ่งตนเองได้ ย่อมส่งผลให้ชุมชน มีความเข้มแข็งมีเศรษฐกิจ แบบพึ่งตนจนเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ ขณะเดียวกัน ประชากรส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตตามหลักธรรมของศาสนา เป็นผู้เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เป็นผู้สร้างสรรค์ มีน้ำใจสังคมย่อมร่มเย็น ประเทศย่อมเป็นไท และเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้ขอ

 

ยุทธศาสตร์ในการดำเนินงาน

จัดอบรมตามศูนย์ฝึกอบรมที่ตั้งอยู่ตามชุมชนต่างๆโดยให้ความรู้ทางด้านจิตภาพและกายภาพ

-ด้านจิตภาพ  จะเน้นเกี่ยวกับคุณธรรมของมนุษย์ โดย พัฒนาคุณธรรมพื้นฐาน 6 ประการได้แก่

1 สะอาด เครื่องชี้วัดคือ ปราศจาก อบายมุข อานิสงค์คือไร้โรคทั้งกายและใจ

2 ขยัน เครื่องชี้วัดคือ กระตือรือร้น อานิสงค์คือ มีกินมีใช้

3 ประหยัด เครื่องชี้วัด คือ รู้กินรู้อยู่  อานิสงค์ เศรษฐกิจมั่นคง

4 ซื่อสัตย์ เครื่องชี้วัด คือ ไม่คดโกง อานิสงค์ คือ ความเชื่อถือ

5 เสียสละ เครื่องชี้วัด คือเห็นแก่ส่วนรวม อานิสงค์ คือ เป็นที่รัก

6 กตัญญู เครื่องชี้วัด คือ เกื้อกูลผู้มีพระคุณ อานิสงค์คือ มนุษย์สมบูรณ์

-ด้านกายภาพ   จะเน้นเกี่ยวกับ

1 เศรษฐกิจพอเพียงซึ่งมี 3 ขั้นตอนคือ

-การผลิต ทำกสิกรรมไร้สารพิษ ปุ๋ยชีวภาพ น้ำยาเอนกประสงค์ และสิ่งของที่จำเป็น เพื่อกินและใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นการลดรายจ่าย

- การแปรรูป เพื่อกินเพื่อใช้ จนเพียงพอหลังจากนั้น จึงนำออกจำหน่ายเมื่อเหลือ

-การตลาด จะเน้นการตลาดระบบบุญนิยมคือ ขายถูก ไม่ฉวยโอกาส ซื่อสัตย์ เสียสละ เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน

2 สังคมพึ่งตนเอง   โดยใช้ยุทธวิธี 2 ประการคือ

-การจัดองค์กรชุมชน  โดยการสร้างกลุ่มอาชีพ เครือข่ายชุมชน เพื่อช่วยเหลือกัน และลดการพึ่งพาภายนอก

-การสร้างค่านิยมที่ดี โดยการประหยัด อุดหนุนของไทย รู้บุญ เลิกบาป เสียสละ

3 สร้างวัฒนธรรมที่ดีประกอบด้วย

-วิถีชีวิต คือการนิยมไทย เรียบง่าย ประหยัด ขยันอดทน กตัญญู

-สร้างศรัทธาในเรื่องของชาติ ศาสนา  พระมหากษัตริย์  และภูมิปัญญาไทย

4 สิ่งแวดล้อมจะประกอบไปด้วย

-ชุมชน  ได้แก่รักษาความสะอาดด้วยการปราศจากมลพิษและสิ่งเสพติดโดยนำระบบ 5ส. มาพัฒนาใช้ในชุมชน

-ธรรมชาติ ได้แก่การรักษาแหล่งน้ำ และป่าไม้ งดการเผาทำลายเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ

 

แผนงาน     แบ่งออกเป็น3 ด้าน ดังนี้

1 งานพัฒนาการผลิต จัดอบรมสัมมนาแก่สมาชิกและผู้สนใจ โดยใช้ศูนย์ฝึกอบรม เครือข่ายที่มีอยู่ทั้งหมด

ส่วนบุคลากรที่จะมาให้ความรู้นั้นจะแยกเป็น

-ด้านศีลธรรม  จะมีสมณะจากพุทธสถานต่างๆเป็นหลัก

-ด้านงานอาชีพ ประชากรในชุมชนและผู้ปฏิบัติธรรมจากภายนอก

-ด้านวิชาการ  วิทยากรในชุมชนและวิทยากรรับเชิญ

หลักสูตรการฝึกอบรม     แบ่งออกเป็น3 ระดับ

- หลักสูตรสัจธรรมชีวิต ใช้เวลา5 วัน 4 คืน โดยมีเป้าหมายเพื่อชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดี การ อุดรูรั่วชีวิต การสร้างกลุ่ม และองค์กรเพื่อสร้างงานและอาชีพ

- หลักสูตรสร้างชีวิต ใช้เวลา 5 วัน 4คืน โดย มีเป้าหมายเพื่อสร้างกลุ่มเพื่อพัฒนางานอาชีพ และการขาย

- หลักสูตรสร้างผู้นำ ใช้เวลา 7 วัน 5 คืนเป็นการอบรมเพื่อสร้างผู้นำในการบริหารกิจการขององค์กร

2 งานศูนย์พี่เลี้ยง จะดำเนินการติดตามผล และให้ความช่วยเหลือผู้ผ่านการอบรม เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข้งจนสามารถพึ่งตนเองได้และพัฒนาชุมชนตนเองให้เป็นองค์กรพี่เลี้ยงสำหรับชุมชนอื่นๆต่อไป

3 งานพัฒนาการตลาด

      เริ่มจากการพัฒนาตลาดในท้องถิ่น โดยการส่งเสริมสมาชิกให้ทำการตลาดในนามกลุ่ม การขายแบบแบ่งปัน ซื่อสัตย์ ของดี ราคาถูก  ค้าขายในท้องถิ่นเป็นหลัก เมื่อเหลือจึงให้ส่วนกลางช่วยจำหน่าย

ขณะเดียวกันก็จะพัฒนาตลาดในวงกว้าง ซึ่งจะดำเนินการโดยบริษัทในเครือข่ายคือ

-บริษัทพลังบุญจำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ด้านการตลาดขายปลีกภายในประเทศ

-บริษัทขอบคุณจำกัด เป็นผู้ดำเนินงานด้านการตลาด ขายส่ง ภายในประเทศ

-บริษัทภูมิบุญจำกัด เป็นผู้ดำเนินงานด้านการตลาดต่างประเทศ

 

 

 

 ภาพที่16 แผนภูมิแสดงความสัมพันธ์เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย

 

 

 
 

ผลการดำเนินงาน

 

ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก มีส่วนผลักดันให้เกิดโรงสีข้าวกล้องขึ้นอีกหลายแห่งปัจจุบันสามารถตั้งกลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตข้าวไร้สารพิษเมื่อปี 2542 และต่อมาได้จัดตั้งเป็นเครือข่าย

กสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย หรือ คกร.ซึ่งในจังหวัดอุบลฯมีสมาชิก 150 คนจาก5 อำเภอได้แก่

 อ.เดชอุดม,อ.วารินชำราบ, อ.ตระการพืชผล, อ.บุณฑริก อ.น้ำขุ่น

 

 

                                         ตารางที่5แสดงข้อมูลจำนวนสมาชิกเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษฯจังหวัดอุบลราชธานี

ที่ขายข้าวเปลือกให้กับโรงสี ในเดือน พ.ย.51-ม.ค.52

อำเภอ

ชื่อกลุ่ม

จำนวนคน

บุณฑริก

บ.สมพรรัตน์ ต.หนองสะโน

12

วารินชำราบ

บ.ราษฎร์สำราญ, ห้วยขะยุง,

ท่าลาด

4

น้ำขุ่น

บ.ตาเกา , แสนถาวร

2

ตระการพืชผล

บ.คำไหล

6

 

บ.ดอนหมู(โรงสีกลุ่มโรงเรียนชาวนา)

1

 

บ.พอกน้อย ต.เป้า

11

 

บ.ไหล่ทุ่ง

9

 

บ.ม่วงเดียด

1

เดชอุดม

บ.เม็กน้อย ต.กลาง

26

 

บ.หนองสนม ต.บัวงาม

9

 

บ.ม่วง ต.สมสะอาด

16

รวม

 

97

 

 

 การรับซื้อข้าวเปลือก

ตารางที่6แสดงราคาข้าวเปลือกประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน  2552

 

รายการสินค้า

ราคา

ข้าวเปลือกหอมมะลิ ปี2552/53

-จังหวัดอุบลราชธานี

-จังหวัดสุรินทร์

 

13,750-14,500

13,500-13,900

ข้าวเปลือกจ้าว ปี 2552/ 53

-จังหวัดนครสวรรค์

 

8,200-8,500

ข้าวเปลือกเหนียว ปี 2552/ 53

-จังหวัดเชียงราย

-จังหวัดกาฬสินธุ์

-จังหวัดขอนแก่น

-จังหวัดเชียงใหม่

 

7,500-8,000

8,800-9,000

8,500-9,100

9,000-9,100

 

หมายเหตุ 1. ข้าวเปลือก สืบราคาจากตลาดกลาง/โรงสีในพื้นที่

    2. ข้าวเปลือกหอมมะลิและข้าวเปลือกจ้าวเป็นราคา ณ ความชื้นไม่เกิน 15%

       (ข้อมูลจาก http://www.dit.go.th/popup/popup.thm)

 

หลักการคิดราคาข้าว

โรงสีจะคิดราคาข้าวเปลือกโดยอิงราคาตลาด 

ศัพท์เฉพาะ

หมื่นละ =12 กิโลกรัม

แสนละ =120 กิโลกรัม

มีวิธีคิดดังนี้

    120

       ราคาที่ตั้งไว้    (แสนละ)จะได้ราคาข้าวออกมาเป็น  ( กก. ละ)

ตัวอย่าง    

ข้าวหอมมะลิ แสนละ 1845.60 บาท

                      นำ  120       

                        1845.6    จะได้  15.38    บาท/กิโลกรัม

ฉะนั้นจะได้ราคาข้าวหอมมะลิกิโลกรัมละ  15.38   บาท

 

 

การรับซื้อข้าวมีลักษณะการรับซื้อ 2 รูปแบบได้แก่

 

             1.การรับซื้อในพื้นที่  คือ รับซื้อข้าวเปลือกที่ สมาชิกเครือข่ายบรรทุกมาขายให้ที่โรงสี (ในกรณีนี้โรงสีต้องจ่ายค่าบริหารจัดการให้กับสมาชิกเครือข่ายฯในราคา 20 สตางค์/กิโลกรัม (ตันละ200บาท) เช่น กลุ่มเครือข่ายบ้านสมพรรัตน์ ตำบลหนองสะโน อำเภอบุณฑริก มีสมาชิก ที่มาขายข้าวให้กับโรงสีจำนวน12 คน ,กลุ่มบ้านม่วง ตำบลสมสะอาด อำเภอเดชอุดม มีสมาชิก16คน ,กลุ่มบ้านเม็กน้อย ตำบลกลาง อำเภอเดชอุดมมีสมาชิก 26 คนซึ่งกลุ่มเครือข่ายเหล่านี้อยู่ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี

 

2.การรับซื้อ นอกพื้นที่  หมายถึง ทางโรงสีจะออกไปรับซื้อข้าวเปลือกตามหมู่บ้านต่างๆที่มีสมาชิกเครือข่ายฯโดย ทีมงานโรงสีจะนำรถบรรทุกออกไปซื้อและขนข้าวเปลือกกลับมาเอง

แต่ในกรณีนี้จะทำก็ต่อเมื่อ

-สมาชิกเครือข่ายฯหารถบรรทุกข้าวไม่ได้ (ในกรณีนี้สมาชิกเครือข่ายฯต้องจ่ายค่าบริหารจัดการให้กับทางโรงสี 20 สตางค์/กิโลกรัมเช่นกัน)

-ราคาข้าวสูง มีคู่แข่งแย่งซื้อข้าวเปลือกมาก

การรับซื้อข้าวจะเริ่มซื้อในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน-เดือนธันวาคม

ตัวอย่างเช่น กลุ่มกสิกรรมไร้สารพิษฯผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ ซึ่งได้แก่กลุ่มโรงเรียนชาวนา เกษตร อินทรีย์บ้านดอนหมู ต.ขามเปี้ย อ.ตระการพืชผล จ.อุบลฯมีคุณยรรยง จิตรติกรกุล เลขากลุ่ม เป็นผู้ประสานงาน  มีสมาชิก 47 รายก่อตั้งในปี 2548 มีเป้าหมาย รับซื้อข้าวอินทรีย์จากสมาชิกเพื่อแปรรูปขายให้กับร้านค้าหรือหน่วยงานในท้องถิ่น แต่ถ้าปริมาณข้าวเปลือกของสมาชิกมีมากเกินกำลังรับซื้อของกลุ่ม ทางกลุ่มจะติดต่อให้โรงสีสหกรณ์คนของแผ่นดินออกไปรับซื้อต่อจากกลุ่มโรงเรียนชาวนาซึ่งในกรณีนี้ไม่ต้องจ่ายค่าบริหารจัดการ

 

  การขนส่งข้าวเปลือก

การขนส่งข้าวเปลือกแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะได้แก่

 

             1. กลุ่มเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษฯนำมาขายให้กับโรงสี

เช่น กลุ่มสมาชิกฯ จ้างรถและแรงงาน ขึ้น-ลงข้าวมาเอง กลุ่ม บ้านสมพรรัตน์ ต.หนองสะโน อ.บุณฑริกจ.อุบลฯมี นายประดิษฐ์ จันทำ เป็นประธาน มีสมาชิก 12 รายขายข้าวให้กับโรงสีเป็นเวลา 10 ปี  และกลุ่มบ้านม่วง ต. สมสะอาด อ.เดชอุดม จ.อุบลฯ มีนายบุญจัน ต้นสิน เป็นประธาน มีสมาชิกทั้งหมด 16 รายขายข้าวให้กับโรงสีสหกรณ์คนของแผ่นดินเป็นเวลา 10 ปี โดยทางโรงสีจ่ายค่าบริหารจัดการช่วยตันละ 200 บาท(กก.ละ20 สตางค์)

ค่าบริหารจัดการคือ

-ค่าน้ำมัน

-ค่าแรงงาน

-ค่าอาหาร

 

มีรูปแบบการบริหารจัดการดังนี้

 1ประธานกลุ่มจะรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิกที่ต้องการเงินด่วนมารวมไว้ที่บ้านประธานโดยว่าจ้างแรงงานในหมู่บ้านไปรับซื้อแล้วนำมาเปลี่ยนกระสอบคืนให้เจ้าของข้าว กรณีนี้เจ้าของข้าวไม่ต้องช่วยค่าบริหารจัดการใดๆ

2 สมาชิกที่ต้องการฝากข้าวมาขายกับรถขนส่งของประธานกลุ่มก็ต้องช่วยจ่ายค่าบริหารจัดการให้กับประธานดังนี้

-ค่าน้ำมัน 400 บาท/ตัน

-ค่าแรงงาน ขึ้น-ลงข้าว 40-60 บาท/ตัน ประธานกลุ่มจะเป็นตัวกลางทำหน้าที่ติดต่อประสานงานระหว่างโรงสีกับสมาชิก

-  เมื่อข้าวเปลือกมาถึงโรงสีสหกรณ์คนของแผ่นดินแล้วทางโรงสีก็ต้องช่วยค่าบริหารจัดการให้กับประธานกลุ่มเช่นกันในอัตรา 200บาท/ตัน

 

2.ใช้รถจากโรงสีในการขนส่งข้าวเปลือกของสมาชิกมาขาย

คือทางโรงสีจะให้บริการรถบรรทุกขนส่งข้าวเปลือกให้แก่กลุ่มสมาชิกที่มีความไม่สะดวกในการจัดหารถ ในกรณีนี้ทางกลุ่มสมาชิกเครือข่ายจะต้องจ่ายค่าบริหารจัดการให้กับโรงสี ในอัตราตันละ 200 บาทหรือแล้วแต่จะตกลงกันแรงงาน ขึ้น-ลงข้าวจะเป็นสมาชิกภายในกลุ่มมาช่วยกันเองไม่ได้จ้าง

ตัวอย่างเช่น

กลุ่มเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษฯ บ้านเม็กน้อย ต.กลาง อ.เดชอุดม จ. อุบลฯมีนายคำเขียน ขำตาเป็นประธานกลุ่มมีสมาชิก26 คน เป้าหมายในการตั้งกลุ่มคือ ร่วมกันผลิตปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยหมักใช้เองภายในกลุ่มการทำนาข้าวอินทรีย์

 

การชั่งน้ำหนักข้าวเปลือก

ขั้นตอนการชั่งน้ำหนัก

วิธีการ  ถ้ารถบรรทุกข้าวเปลือก 1 คัน มีเจ้าของข้าว 2 รายก็จะทำการชั่งน้ำหนักเข้า-ออก 2 รอบ

ตัวอย่างเช่น นาย ก. ชั่งครั้งที่ 1 น้ำหนัก = 7,000 กก.จากนั้น นำข้าวเปลือกไปเท รวมในกระสอบจัมโบ้ของโรงสี(1กระสอบปุ๋ย=20 กก.,20 กระสอบปุ๋ย =1กระสอบจัมโบ้(400 กก.) จนหมดของเจ้าแรก จากนั้นนำกระสอบเปล่าขึ้นรถชั่งรอบที่ 2  เป็นน้ำหนักข้าวของนาย ข.เหลือน้ำหนัก 5,000 กก.แสดงว่าข้าวนาย ก.มีน้ำหนัก= 2,000 กก.(เอาน้ำหนักข้าว นาย ข. ลบน้ำหนักข้าวนาย ก.จะรู้น้ำหนักข้าวนาย ก.)จากนั้นนำข้าวเปลือกไปเท รวมในกระสอบจัมโบ้อีกครั้ง นำกระสอบเปล่าขึ้นรถชั่งอีกครั้ง เหลือน้ำหนัก 1,000 กก.แสดงว่า ข้าวนายข.หนัก4000 ก.ก.

 

ภาพที่17 แสดงขั้นตอน การรับซื้อข้าว

 

กิจกรรมนี้จะมีในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน-เดือนธันวาคมของทุกปี(ใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์)

 

ภาพที่ 18ขั้นตอนการตรวจวัดคุณภาพข้าว

 

 

 
 
 ภาพที่19 ตัวอย่างแบบกรอกข้อมูลแผนกตรวจคุณภาพข้าวเปลือก
 

เกณฑ์การพิจารณาราคาข้าวเปลือกจากความชื้น

-ความชื้น12% ลงมา  หมายถึง ข้าวเปลือกแห้งกรอบ เมล็ดข้าวจะหักมาก โรงสีต้องหักราคา

ค่าข้าวหัก 1%หรือแล้วแต่ดุลพินิจผู้จัดการ

-ความชื้น13-15% หมายถึง ข้าวเปลือกความชื้นพอดี โรงสีจะไม่หักความชื้น เพราะข้าวเปลือกสามารถเก็บไว้ได้นาน แต่ถ้าข้าวเปลือกมีสิ่งเจือปนก็จะถูกหักราคา 1% ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพข้าวต้นด้วย

-ความชื้น16-18%  หมายถึง ข้าวเปลือกมีความชื้นมาก โรงสีจะให้ตากก่อน จึงจะรับซื้อ แต่ต้องหักค่าความชื้น 1% (จะตากที่ลานตากของโรงสีก็ได้หรือจะนำกลับไปตากที่บ้านก็ไม่ว่า)

องค์ประกอบร่วมในการพิจารณาราคาข้าวเปลือก ได้แก่

-ค่าขนส่ง (ค่าบริหารจัดการ) 2%  คือ 100กก.จะถูกหัก 20  บาท ,1ตันจะถูกหัก 200 บาท

-หักราคาข้าวที่ใช้รถเกี่ยว 4%คือ 100 กก.จะถูกหัก 40 บาท, 1 ตันจะถูกหัก 400 บาท

-หักความชื้น 1% คือ 100 กก.จะถูกหัก 10 บาท, 1ตัน จะถูกหัก 100บาท

-หักสิ่งเจือปน 1% คือ100 กก.จะถูกหัก 10 บาท, 1ตัน จะถูกหัก 100บาท

-ข้าวคุณภาพไม่ดี(ข้าวไม่สมบูรณ์ ,ข้าวหักมาก )จะถอยราคา 1%คือ100 กก.จะถูกหัก 10 บาท, 1ตัน จะถูกหัก 100บาท

หมายเหตุ  ทั้งนี้ในการพิจารณาก็จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการจะพิจารณาเป็นรายๆไป

เกณฑ์การพิจารณาราคาข้าวจากเปอร์เซ็นต์ข้าวต้น

-น้ำหนักข้าวต้น 49% ลงมาแสดงว่ามีข้าวหักมาก ข้าวสารที่ได้อยู่ในเกณฑ์ ไม่ดี

-น้ำหนักข้าวต้น 50-56%  แสดงว่า คุณภาพข้าวที่ได้อยู่ในเกณฑ์ ปานกลาง

--น้ำหนักข้าวต้น 57-60% แสดงว่า คุณภาพข้าวที่ได้อยู่ในเกณฑ์ ดี

-น้ำหนักข้าวต้น 65% ขึ้นไป แสดงว่าคุณภาพข้าวที่ได้อยู่ในเกณฑ์ ดีเยี่ยม

(ข้อมูลคุณภาพข้าวต้นของสมาชิกเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษฯ จ.อุบลฯที่มาขายข้าวให้กับโรงสีน้ำหนักข้าวต้นเฉลี่ยอยู่ที่ 54% น้ำหนักข้าวต้นที่พบสูงสุดคือ 67%จากเครือข่าย บ้านม่วง ต.สมสะอาด อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ของนายบุญจัน ต้นสิน ซึ่งทำนาข้าวอินทรีย์ มาได้ 12 ปี แล้ว)

 

 

ตาราง ที่7เปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์ข้าวต้นจาก 6 กลุ่มเครือข่าย

 ในจังหวัด อุบลราชธานี (จากปริมาณข้าวเปลือก 100 กรัม ตรวจ 3 ซ้ำ)

 

เครือข่าย

จังหวัด

           ชื่อ-สกุล

ซ้ำที่

ความชื้น

ข้าวต้น

         สรุป

1.สมพรรัตน์

ต.หนองสะโน

อ.บุณฑริก

อุบลฯ

นายประภาส  จันทำ

 ทำนาข้าวอินทรีย์ 10 ปี

1

2

3

13.7

13.3

12.7

52

54

52

ความชื้น 13.3%

ข้าวต้น 52%

 

2. เม็กน้อย ต.เป้า อ.เดชอุดม

 

อุบลฯ

นายสนั่น  ไชยรัตน์ 

ทำนาข้าวอินทรีย์ 8 ปี

1

2

3

14.0

14.6

14.7

59

58

60

ความชื้น  14.6%

ข้าวต้น  59%

3. ม่วง ต.สมสะอาด อ.เดชอุดม

อุบลฯ

นายทวีศักดิ์  แสวงวงศ์ 

ทำนาข้าวอินทรีย์ 8 ปี

1

2

3

12.5

14.1

14.1

59

59

59

ความชื้น  14.1%

 ข้าวต้น 59%

4.หนองสนม ต.บัว

งาม  อ.เดชอุดม       

อุบลฯ

นายกมล  ภักดีล้น

 ทำนาข้าวอินทรีย์ 9 ปี

1

2

3

13.5

13.8

13.9

52

53

50

ความชื้น  13.8%

 ข้าวต้น  52%

5. ไหล่ทุ่ง ต. อ.ตระการพืชผล

อุบลฯ

นายทินกร  อุ่นตา

ทำนาข้าวอินทรีย์ 8ปี

1

2

3

10.8

13.8

14.8

49

48

48

ความชื้น  13.8%

 ข้าวต้น  48%

6. ดอนหมู ต. ขามเปี้ย อ. ตระการพืชผล

อุบลฯ

 โรงเรียนชาวนา

 โรงสี เกษตรอินทรีย์ ทำนา 8 ปี

1

2

3

13.3

10.8

11.4

57

56

51

ความชื้น  11.4%

ข้าวต้น   56%

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3.กระบวนการผลิต

คือการแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร

เป็นกิจกรรมหลักที่ทำตลอดปี โรงสีจะสีข้าวตามความต้องการของลูกค้า (order)ซึ่งทางโรงสี

จะสีเฉพาะข้าวกล้อง ,ข้าวซ้อมมือ เท่านั้น (การสีข้าวเฉลี่ย/เดือน 2-3 ครั้ง  ครั้งละ 11 ตัน )

ตามกระบวนการสีข้าวเปลือกจะได้ผลิตภัณฑ์ข้าวสารประมาณ 48% ปลายข้าว 17% รำดิบ10% และแกลบ 25% (ข้อมูลจาก  http://www.patumrice.com/aboutus/factory02-th.asp )

 

รูปภาพ ที่20แสดง โครงสร้างอุตสาหกรรมแปรรูปข้าวเปลือก

 

 

 

 

 

ปัจจัยการผลิต

-โรงสีข้าวกำลังการผลิต 80 ตัน/วันใช้ระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ทุนก่อสร้าง 5 ล้านบาท

-ข้าวเปลือกมะลิ 105, มะลิแดง งบประมาณจัดซื้อ 12 ล้านบาทจากกลุ่มเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษฯในจังหวัดอุบลราชธานี

 -ไฟฟ้า

-รถยก(โฟลกลีฟท์)

-กระสอบขนาด 25 กก.

-จักรเย็บกระสอบ       

-ด้ายเย็บกระสอบ

-เครื่องชั่งน้ำหนัก

-ถุงพลาสติกบรรจุข้าวขนาด25 กก.

-เครื่องซีนถุงพลาสติก

การสั่งซื้อกระสอบ

แผนกจัดซื้อจะสั่งซื้อกระสอบตามลักษณะการใช้งานคือ

1.      กระสอบบรรจุข้าวเปลือก (big bag )หรือกระสอบจัมโบ้ ขนาดบรรจุตั้งแต่ 400-800 กก.ในราคาใบละ 125 บาท (มือสอง) จากตลาดเยาวราช ฝ่ายจัดซื้อจะสั่งซื้อเพิ่มเติมทุกปีเพื่อเปลี่ยนกระสอบที่หมดอายุ

2.      กระสอบบรรจุข้าวสาร ขนาดบรรจุ 25 กก.ราคาใบละ 3.60 บาทจากตลาดเยาวราช กรุงเทพฯ

จะสั่งซื้อทุก 5-6 เดือน/ครั้ง

ข้าวสาร 1 ตันใช้กระสอบ 40 ใบ

ข้าวสาร 5 ตันใช้กระสอบ 200 ใบ

ข้าวสาร 10 ตันใช้กระสอบ 400ใบ(ค่ากระสอบ1,440 บาท)

 

 กระบวนการผลิต

ขั้นตอนการผลิตข้าวสารสรุปได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ทำความสะอาดและแยกสิ่งเจือปนออกจากข้าวเปลือก  

ภายหลังจากที่มีการคัดประเภทของข้าวเปลือก และได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆจะนำข้าวเปลือกมาทำความสะอาดโดยการแยกสิ่งเจือปนต่างๆออกโดยใช้เครื่องจักร 2 ประเภทคือ

1 grain separator จะทำการแยกฝุ่น ฟาง กรวด ทราย และสิ่งเจือปนอื่นๆ

2 destoner จะทำการแยกเม็ดหิน ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับข้าวเปลือกออก

 

ขั้นตอนที่ 2 การกะเทาะเปลือก

     เพื่อจะแยกเอาแกลบออกจากตัวเมล็ดและเรียกข้าวในขั้นตอนนี้ว่า

ข้าวกล้องในขั้นตอนนี้จะใช้เครื่องจักร 2 ประเภทคือ

1 rubber rool huller กะเทาะให้แกลบหลุดออกจากตัวเมล็ดข้าว

2 husk separator จะทำการแยกแกลบและข้าวกล้องออกจากกันเป็นสัดส่วน หลังจากนั้นแกลบจะถูกส่งไปเก็บไว้ในคลังแกลบ เพื่อทำเป็นเชื้อเพลิง ใช้ในโรงเต้าหู้ ของชุมชนและ ขายให้กับโรงเผาอิฐในอำเภอวารินชำราบ สำหรับข้าวกล้องจะแยกไปสู่การแปรรูปในขั้นตอนต่อไป

ขั้นตอนที่ 3 การแยกข้าวเปลือกที่ตกค้างอยู่ในข้าวกล้อง จากการผ่านขั้นตอนที่ 2 นั้นอาจจะมีข้าวเปลือกอยู่ในข้าวกล้องอีก จึงต้องทำการแยกข้าวเปลือก ออกจากข้าวกล้องอีกครั้ง ทั้งนี้เพื่อจะได้ข้าวกล้องที่ปราศจาก การปะปน ของข้าวเปลือกโดยจะทำการผ่านเครื่องจักร  paddy separator ถึง 2 ครั้ง

ขั้นตอนที่ 4การขัดรำออกจากข้าวกล้อง

โดยทำการผ่านเครื่องจักร 2 ประเภทคือ

1 vertical whitener จะทำการขัดผิวที่เคลือบออกจากข้าวกล้อง เรียกว่ารำดิบ โดยจะทำถึง 3 ครั้งด้วยกันเพื่อที่จะได้เมล็ดข้าวสารที่ปราศจากรำเคลือบ (โรงสีสหกรณ์คนของแผ่นดินจะจะทำการขัดรำดิบออกไม่มากเพราะมีนโยบายผลิตเฉพาะข้าวกล้องและข้าวซ้อมมือเท่านั้น)

2 horizontal polisher จะทำการขัดเมล็ดข้าวสารให้เรียบเป็นเงาสะอาดปราศจากรำ และสิ่งต่างๆที่เกาะเมล็ดข้าวสาร ส่วนรำดิบนั้นจะถูกลำเลียงเป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันรำ ทำปุ๋ยใช้ในชุมชน

 

 

ขั้นตอนที่ 5 การคัดขนาดข้าวสาร

ภายหลังจากการที่ทำการขัดผิวให้เรียบเป็นเงาสะอาดแล้ว ก็จะทำการคัดเมล็ดข้าวสารที่มีความยาวแตกต่างกันไป เช่นเต็มเมล็ด 6/8,5/8, และ4/8 เป็นต้นและ บรรจุไว้ในไซโล เพื่อทำการบรรจุในขั้นต่อไป

    ขั้นตอนการสีนั้น จะสิ้นสุดเมื่อทำการขัดเมล็ดข้าวสารให้สะอาดและจะได้ผลิตภัณฑ์คือข้าวสารและปลายข้าว ปลายข้าวนั้นจะมีความยาวประมาณเท่ากับหรือน้อยกว่า6/8 ของความยาวเมล็ดเต็ม

( ข้อมูลจากhttp://www.patumrice.com/aboutus/factory02-th.asp )

 

การบรรจุข้าว สารมี 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

1.      การบรรจุกระสอบ เพื่อทำการจัดจำหน่ายต่างจังหวัด (กรุงเทพฯ ,นครปฐม)

2.      การบรรจุถุงพลาสติกเพื่อทำการจัดจำหน่ายภายในจังหวัด

 

ขั้นตอนการบรรจุข้าวสารสรุปได้ดังนี้

-ใช้กระสอบรองรับข้าวสารที่ไหลออกมาจากไซโลเก็บข้าว

-ชั่งให้ได้ 25 กก.ยกออกให้แผนกเย็บ

-เย็บปากกระสอบ

-จัดเรียงใส่พาเหรดเตรียมให้รถโฟลกลีฟท์จัดเรียง

-บรรทุกส่งตามคำสั่งซื้อของลูกค้า

. การบรรจุถุงพลาสติกเพื่อทำการจัดจำหน่ายภายในร้านค้าขององค์กร ในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งทางโรงสีมีถุงสำหรับบรรจุ 2 ขนาดคือขนาด 2 กก.และ5 กก.โดยใช้ตราสินค้า บ้านราชถุงสำหรับ บรรจุ

ข้าวกล้องจะใช้สีเขียว ,ถุงสำหรับบรรจุ ข้าวซ้อมมือจะใช้สีฟ้า ซึ่งโรงสีจะสั่งซื้อจากบริษัทขอบคุณ(เป็นหน่วยงานหนึ่งในเครือข่ายชาวอโศกเช่นเดียวกัน) ในราคา กก. ละ90 บาท สั่งครั้งละ 180 กก.เป็นเงิน 16,200 บาท/6เดือน (1มัด.=30 กก.) ใช้พนักงานบรรจุ 2-3 คน ปริมาณข้าวสารที่บรรจุต่อเที่ยวอยู่ที่

200 กก./ชนิดข้าว
 

                    ภาพที่21ขั้นตอนการบรรจุ

 
 
 

การขนส่ง/จำหน่าย

 

ตารางที่8แสดง ราคาขายส่งข้าวกล้อง  ข้าวซ้อมมือ โรงสีสหกรณ์คนของแผ่นดิน        

ชนิดข้าวสาร

ขนาดน้ำหนัก/ กก.

ราคาส่ง/ บาท

มะลิกล้อง

    

     

25 กก.

5 กก.

2 กก.

กระสอบ ละ 750 บาท

ถุงละ 155 บาท

ถุงละ 62 บาท

มะลิซ้อมมือ

     

     

25 กก.

5กก.

2กก.

กระสอบ ละ775 บาท

ถุงละ 160 บาท

ถุง ละ 64 บาท

มะลิแดงกล้อง

      

       

25 กก.

5 กก.

2 กก.

กระสอบ ละ 800 บาท

ถุง ละ 165 บาท

ถุง ละ 66 บาท

มะลิแดงซ้อมมือ

        

        

25กก.

5กก.

2 กก.

กระสอบละ825 บาท

ถุง ละ 170 บาท

ถุง ละ 68 บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 (ข้อมูลจากคุณ แรงงาม วงศ์แสนสาน รองผู้จัดการโรงสีสหกรณ์คนของแผ่นดิน)

 

 

 

             ตารางที่9เปรียบเทียบ อายุข้าวสารที่ขึ้นอยู่กับประเภทของบรรจุภัณฑ์

 

 

ธรรมดา

 สุญญากาศ

ข้าวกล้อง

อยู่ได้ 1 เดือน

อยู่ได้ 3 เดือน

ข้าวซ้อมมือ

อยู่ได้ 2สัปดาห์

อยู่ได้ 3เดือน

ข้าวขาว

อยู่ได้ 3 เดือน

อยู่ได้ 6เดือน

 

 


 

 

 การขนส่งข้าวสาร แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบดังนี้

- การขนส่งให้ร้านค้าต่างจังหวัด (อุบลฯ-กรุงเทพฯ  นครปฐม)จะมี คุณกล้าธรรม มารยาทเป็นหัวหน้าทีมขนส่งโดยจะส่งข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ และผลิตภัณฑ์ ชุมชนอื่นๆ( เช่นแซมพู น้ำมันงา ลูกประคบ) ให้กับบริษัท ขอบคุณ ในราคาขายส่งคือ

-มะลิกล้อง 30 บาท/กก.

-มะลิซ้อมมือ 31 บาท/กก.

-มะลิแดงกล้อง 32 บาท/กก.

-มะลิแดงซ้อม 33 บาท/กก.

จะทำการขนส่ง2-3 ครั้ง/เดือน  ด้วยน้ำหนักบรรทุก 11-12 ตัน/เที่ยว  ด้วยรถ 6 ล้อ มีทีมงาน จำนวน 4 คน

การขนส่งแต่ละครั้งมีงบประมาณในการเดินทาง 10,000 บาท

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้แก่

-ค่าน้ำมันไป-กลับ 4,000 บาท

-ค่าอื่นๆ(ด่านตรวจ ,ซ่อมรถระหว่างทาง ค่าอาหาร ) 6,000 บาท

ลำดับขั้นตอนในการส่งสินค้า

1.ลำเลียงสินค้าขึ้นรถ

2.ออกเดินทาง

3.ถึงที่หมาย (บริษัท ขอบคุณ ,ศาลาค้า ปฐมอโศก)

4.ลำเลียงสินค้าลงจากรถ จัดเรียงเป็นหมวดหมู่

5.นำบิล เงินสดไปให้กับเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบการรับส่งสินค้าบริษัทขอบคุณ หรือศาลาค้าปฐมอโศก

6.จากนั้นนำบิลเงินสดไปเข้ากองบุญสวัสดิการฯเพื่อปรับยอดเงินฝากในส่วนของชุมชนราชธานีอโศก

7.ถ้ามีรายการซื้อสินค้าจากกรุงเทพฯกลับมาก็สามารถเบิกเงินสดจากกองบุญสวัสดิการฯไปซื้อได้เลยโดยทีมขนส่งไม่ต้องพกเงินสดเดินทาง สามารถเบิกเงินสดจาก แผนกการเงินปลายทางได้ เพราะ ระบบการเงินส่วนกลาง(กองบุญฯ)กับการเงินชุมชนจะประสานเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ระบบสาธารณะโภคี

-     การขนส่งภายในจังหวัด

การส่งสินค้าในจังหวัดอุบลฯผู้จัดการโรงสีและพนักงานประมาณ 3 คน จะไปส่งเองตามร้านค้าปลีกของชุมชนราชธานีอโศก เช่นร้านอุทยานบุญนิยม ,ร้านสหกรณ์บุญนิยม ,ร้านปันบุญจะส่งในปริมาณชนิดละ200 กก. /ทุก2 สัปดาห์(ข้าวกล้อง ,ซ้อมมือ) โดยรถ 4ล้อของโรงสี

นอกจากนั้นก็ยังส่งให้กับหน่วยงานราชการเช่นแผนก โภชนาการของ รพ.วารินชำราบทุก 2สัปดาห์/ 200 กก.ในราคา(กก.ละ 32 บาท)

 

 

 

 

ตารางที่10แสดงราคาข้าวสาร ประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552

 

รายการสินค้า

ราคา

ข้าวสาร (บาท/100  กก.)

-ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น2  (เก่า)

-ข้าวหอมมะลิ 100%  ชั้น 2 (ใหม่)

-ข้าวขาว 100% ชั้น 2  (ใหม่)

-ข้าวขาว 5% (ใหม่)

-ข้าวเหนียว 10% เมล็ดยาว (เก่า)

-ข้าวเหนียว 10% เมล็ดยาว (ใหม่)

 

3,320-3,330

2,700-2,710

1,670-1,680

1,570-1,580

1,750-1,760

1,750-1,760

ข้าวสารบรรจุถุง (บาท/5 กก.)

-ข้าวหอมมะลิ 100%

-ข้าวขาว 100%

 

180-195

140-150

ข้าวสารตวง (บาท/ 1 กก.)

-ข้าวหอมมะลิ 100%

-ข้าวขาว 100%

 

36-39

28-30

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 หมายเหตุ : ข้าวสารเป็นราคา ขายส่งตลาด กทม.ข้าวสารบรรจุถุง/ตวงสืบราคาจากห้างสรรพสินค้า/ ค้าปลีก-ค้าส่ง/ร้านโซห่วย) ข้อมูลจาก http://www.dit.go.th/popup/popup.th

 

ตารางที่11แสดงรายการขายส่งข้าวสารของโรงสีสหกรณ์ คนของแผ่นดิน-บริษัทขอบคุณ (กรุงเทพฯ) ,ศาลาค้าปฐมอโศก (นครปฐม)/เที่ยว  พฤศจิกายน ปี 2552-2553

 

ชนิดข้าว

ขนาดบรรจุ/กระสอบ

จำนวนกระสอบ

จำนวนตัน

ราคา/กระสอบ

เป็นเงิน

มะลิกล้อง

25

280

7

750

210,000

มะลิซ้อมมือ

25

80

2

775

62,000

มะลิแดงกล้อง

25

40

1

800

32,000

มะลิแดงซ้อมมือ

25

40

1

825

33,000

รวม

 

440

11

 

337,000

 

 
 
 
 
 
 
สรุป รายรับ/เดือน = 1,011,000 บาท

รายรับ/ปี= 12,132,000 บาท

 

 

 

ตารางที่13แสดง รายรับ-รายจ่ายโรงสี สหกรณ์คนของแผ่นดิน ประจำปี 2552

 

เดือน

รายรับ

                                                          รายจ่าย

ก่อสร้าง

โสหุ้ย

ไฟฟ้า

รวมจ่าย

ม.ค.

736,760

1,051,700

300,652

4,680

1,357,032

ก.พ.

684,875

196,553

462,361

6,021

664,935

มี.ค.

640,850

461,889

9,496

8,698

480,083

เม.ย.

30,425

178,095

5,451

6,877

190,423

พ.ค.

1,081,425

221,507

23,314

8,965

253,786

มิ.ย.

611,197

441,682

7,544

7,967

457,193

ก.ค.

785,490

78,534

12,199

9,713

100,446

ส.ค.

1,384,850

290,435

504,881

8,832

804,148

ก.ย.

632,895

187,323

22,394

44

209,761

ต.ค.

930,250

168,466

63,385

44

231,895

พ.ย.

418,578

381,539

2,258,659

161

2,640,359

ธ.ค.

1,356,445

182,315

8,098,920

114

8,281,349

รวม

9,294,040

3,840,038

11,769,256

62,116

15,671,410

 

ปัญหาและวิธีการแก้ไขในกระบวนการซื้อข้าว-จัดเก็บ

1.เกิดการแย่งซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ส่งผลให้โรงสี มีแนวโน้มขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต

          -แก้ไขด้วยการสร้างความภักดีต่อองค์ มีความเป็นกันเองโดยการยืดหยุ่น ไม่หักค่าความชื้น สิ่งเจือปน

-ให้ประธานกลุ่มซื้อไว้ก่อน

-มีความยุติธรรมเที่ยงตรงในการชั่งน้ำหนักข้าว

-ออกไปรับซื้อถึงที่โดยให้ประธานกลุ่มไปประสานงานกับสมาชิกของแต่ละกลุ่มไว้ก่อน

 2.ความไม่พร้อมของอุปกรณ์ในการตรวจวัดคุณภาพข้าวการซ่อมบำรุงไม่ทันต่อการใช้งาน เช่นกรณีตระแกรงกลมเสียไม่สามารถคัดแยกข้าวหักกับเมล็ดสมบูรณ์ออกจากกันได้ ส่งผลให้ข้อมูลการตรวจวัดไม่มาตรฐาน คลาดเคลื่อนจากความจริง

-แก้ไขด้วยการสุ่มตรวจแบบภูมิปัญญาชาวบ้านโดยการสุ่มตัวอย่างข้าวเปลือก 10 เมล็ดนำมาแกะดูรอยร้าวของเมล็ดถ้ามีรอยร้าวของเมล็ดเป็น5/10 ถือว่าข้าวเปลือกของเกษตรกรรายนั้นมีเปอร์เซ็นต์ความเสียหายสูงถ้ารับซื้อก็ต้อง ถอยราคานั่นก็คือ ลดราคาลง ในอัตรา1%ต่อกิโลกรัม

-ในกรณีรถยก (โฟลกลีฟท์)เสียต้องส่งซ่อม ส่งผลให้ยกกระสอบจัมโบ้ที่บรรจุข้าวเปลือกจัดเก็บไม่ได้

แก้ไขโดยการขนกระสอบข้าวของเกษตรกรลงกองไว้ก่อนรอรถซ่อมเสร็จทางโรงสีจะจ้างแรงงานมาเทเองในราคากระสอบละ 1 บาท(1ตัน/50บาท)

3.ปัญหาคุณภาพข้าวเปลือกที่เกษตรกรนำมาขายไม่ดี ส่งผลให้ทางโรงสีได้วัตถุดิบที่ไม่ดีมาแปรรูป

มีแนวโน้มที่จะเสียหายต่อธุรกิจสูง

          -แก้ไขโดยการหักค่าความชื้น ,สิ่งเจือปน ,และทำการถอยราคาลงอีกอย่างละ 1%

ปัญหาและวิธีแก้ไขในกระบวนการสีข้าว

1.ความไม่พร้อมของเครื่องสีข้าวเช่นตะแกรงกลมไม่หมุน ทำให้คัดแยกข้าวหักข้าวสมบูรณ์ออกจากกันไม่ได้

          -แก้โดยการซื้อสายพานมาเปลี่ยนใหม่กรณีนี้ซ่อมเองได้

และข้าวสารไม่ไหลในท่อลำเลียง แก้ไขโดยการนำแผ่นแสตนเลส ลื่นมารองตามท่อลำเลียงข้าวสารในกรณีนี้ทำการเชื่อมเอง

2.ข้าวมีสิ่งเจือปนมากเช่น มอด ดอกหญ้า ส่งผลให้สินค้าถูกตีกลับ

          -แก้ไขโดยการสีซ้ำจนเป็นข้าวขาว เอาไว้บริโภคหรือบริจาค

3.กระสอบบรรจุมีรูปแบบ ไม่มาตรฐาน ส่งผลให้เกิดความผิดพลาดในการส่งสินค้า

          -แก้ไขโดยการสั่งผลิตกระสอบที่เป็นรูปแบบและตราสินค้าของโรงสีเอง(แนวโน้มอนาคต)

4.เครื่องชั่งล้าสมัยแบบลูกตุ้มส่งผลให้การชั่งไม่ได้มาตรฐานทำให้ขนาดบรรจุไม่ตรงน้ำหนักขาด และเกินทำให้เกิดความเสียหายกับธุรกิจและความไว้วางใจของคู่ค้า

          -แก้ไขโดยการเปลี่ยนเครื่องชั่งน้ำหนักเป็นระบบดิจิตอล (แนวโน้มในอนาคต)

5.สีข้าวส่งไม่ทันกำหนดของผู้สั่งซื้อ ส่งผลให้ขาดความเชื่อถือ

          -แก้ไขโดยการถ่ายทอดความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพของบุคลากรในหน่วยงานให้สามารถทำหน้าที่สำคัญๆเช่นการควบคุมการสี ทดแทนกันได้

 ปัญหา และวิธีการแก้ไขในกระบวนการขนส่งข้าวสาร

1.รถเสียระหว่างเดินทาง  ส่งผลให้ส่งสินค้าไม่ทันตามกำหนด

          -แก้ไขโดยการตรวจเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทาง และเตรียมยางอะไหล่พร้อมชุดเครื่องมือสำหรับซ่อมไปด้วยทุกครั้ง

2.ปัญหาด่านตรวจ ส่งผลให้การเดินทางไม่สะดวกเกิดผลเสียต่ออารมณ์คนขับ

          -แก้ไขโดยการเตรียมของชำร่วยเช่นหนังสือธรรมะและผลิตภัณฑ์ชุมชนไว้แจกให้กับตำรวจ

3. ปัญหาด่านชั่งน้ำหนัก ส่งผลให้การขนส่งสินค้าไม่สะดวกราบรื่น

          -แก้ไขโดยการบรรทุกน้ำหนักสินค้าให้พอดีกับที่กฎหมายกำหนด

 

 

                 

       

 

Comments