ประกาศ

สถานการณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพและการแพทย์พื้นบ้านไทย

โพสต์12 มิ.ย. 2552 07:29โดยpcha kkhampa

ดารณี อ่อนชมจันทร์ [1]

 ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าการแพทย์แผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาสุขภาพได้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นระบบการแพทย์ที่มีราคาสูง ต้องพึ่งพิงเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์จากต่างประเทศ ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่สำคัญที่ทำให้การแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ดังนั้น การหันไปศึกษาภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสุขภาพของการแพทย์พื้นบ้านอย่างลุ่มลึกในทุกมิติเพื่อดึงสิ่งที่ยังเหมาะสมกับยุคสมัยมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในสถานการณ์จริงของชุมชนย่อมเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา เพราะในทัศนะของชาวบ้านนั้น การแพทย์พื้นบ้านไม่ได้แยกออกจากการแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเด็ดขาดแต่ดำรงอยู่อย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ดังนั้นการพัฒนาสาธารณสุขจึงควรพัฒนาการแพทย์ทุกระบบไปพร้อมกัน แล้วให้ประชาชนเป็นผู้เลือก รูปแบบของการรักษาที่เหมาะสมด้วยตนเอง

ด้วยเหตุนี้ภาครัฐและองค์กร สถาบันต่างๆ รวมทั้งภาคเอกชน เริ่มให้ความสนใจ พยายามฟื้นฟูและพัฒนาการแพทย์พื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังจำกัดในส่วนกลางของประเทศ ที่สืบทอดมรดกจากราชสำนักเป็นหลัก หรือที่เรียกว่า การแพทย์แผนไทย ในขณะที่แต่ละภูมิภาค ต่างมีมรดกการแพทย์ของตนที่แตกต่างกันตามระบบนิเวศและวัฒนธรรมของตน การละทิ้งภูมิปัญญาด้านการแพทย์พื้นบ้านมาเป็นเวลานานโดยการขาดการวิจัย และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความรู้ด้านนี้ไม่ได้รับการพัฒนาแล้ว ยังกำลังจะสูญหายไปจากสังคมไทย จึงจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องศึกษาวิจัยและพัฒนา ฟื้นฟู ให้เป็นระบบที่ชัดเจนเหมือนระบบการแพทย์แผนไทยจากส่วนกลาง ที่สำคัญคือ กฎหมายยังไม่ยอมรับอย่างเป็นทางการว่า แต่ละท้องถิ่นมีระบบการแพทย์พื้นบ้านของตนดำรงอยู่คู่กับชุมชน แม้ว่าจะถูกกำหนดไว้ในทิศทางและนโยบายของการปฎิรูประบบสุขภาพแห่งชาติแล้วก็ตาม 

                 ยงศักดิ์ ตันติปิฎกและคณะ(2543) ได้ทำการศึกษาสำรวจ ทบทวนสถานการณ์ การแพทย์พื้นบ้าน เพื่อทำความเข้าใจสถานะปัจจุบันของภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ  อันจะนำไปสู่ข้อเสนอแนะในการผสมผสานระบบการแพทย์พื้นบ้านสู่ระบบสุขภาพไทยอย่างเหมาะสม และพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่ผนวกและพัฒนาเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพในอนาคต  ยงศักดิ์ ได้จำแนกภูมิปัญญาพื้นบ้านไทยด้านสุขภาพ หรือแนวคิด และวิธีปฏิบัติในการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทย เป็น 2 ส่วน คือ การดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้าน (Indigenous Self-Care)  และการแพทย์พื้นบ้าน (Flok medicine) 

การดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้าน (Indigenous Self-Care) เป็นภูมิปัญญาที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพให้สมดุลและสอดคล้องกับกฎทางสังคมวัฒนธรรมและกฎธรรมชาติ เป็นการดูชีวิตในมิติทางกาย ทางจิตใจ ทางจิตวิญญาณและทางอารมณ์ให้อยู่ในสภาวะ กลมกลืมกับโลกรอบตัว และหากชีวิตละเมิดกฎทางธรรมชาติ  ชีวิตจะเสียสมดุล อ่อนแอ และเจ็บป่วย 

การแพทย์พื้นบ้าน (Flok medicine) เป็นระบบวัฒนธรรมในการดูแลรักษาสุขภาพแบบพื้นบ้านมีเอกลักษณ์เฉพาะวัฒนธรรม และมีการเรียนรู้ โดยอาศัยรากฐานประสบการณ์และรากฐานความเชื่อศาสนา ระบบการแพทย์พื้นบ้านประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ หมอพื้นบ้าน ผู้ป่วย และบริบททางสังคมวัฒนธรรม   นอกจากนั้นระบบการแพทย์พื้นบ้านยังมีปฏิสัมพันธ์ระบบการแพทย์แผนปัจจุบัน และระบบการแพทย์อื่นในสังคมด้วย เหตุนี้จึงทำให้ระบบการแพทย์พื้นบ้านไม่หยุดนิ่งและมีการปรับตัวตลอดเวลา

 พบว่า หมอพื้นบ้านส่วนใหญ่ จะมีพื้นฐานความเชื่อ และระบบวัฒนธรรมเช่นเดียวกับชุมชนที่หมอพื้นบ้านอาศัยอยู่ร่วมไปถึงความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพและความเจ็บป่วยด้วย     เลือกวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับสาเหตุของผู้ป่วยแต่ละคนและบ่อยครั้งที่ใช้วิธีรักษาโรคหลายวิธีประกอบกันมักมีการผสมผสานแนวคิดและวิธีการรักษาความเจ็บป่วย 2 ประเภทร่วมกัน ตัวอย่างเช่น หมอกระดูกจะรักษาความเจ็บป่วยลักษณะกระดูกหัก กระดูกเคลื่อน และเคล็ดขัดยอก จะมีการใช้เฝือกไม้ การจัดกระดูก การใช้ยาสมุนไพร การบีบนวด ผสมผสานกับวิธีการเป่า มนต์คาถาหรือสมาธิ  เป็นการสะสมความสามารถเพื่อพึ่งตนเอง และเป็นที่พึ่งของคนในชุมชนใกล้เคียง มิได้เป็นอาชีพหลักในการประกอบอาชีพ และหมอพื้นบ้านทั่วไปมีความรู้เชิงทฤษฎีการแพทย์แผนแพทย์ไทย หรือการแพทย์พื้นบ้านอย่างเป็นระบบค่อนข้างน้อย   ส่วนใหญ่ มีความชำนาญในการใช้ตำรับยาสมุนไพรไม่กี่ตำรับ (1-10 ตำรับ) อย่างไรก็ตาม หมอพื้นบ้านบางคนที่สะสมความชำนาญมาอย่างยาวนานจะมีความรู้เรื่องยาสมุนไพรหลายร้อยตัว และสามารถรักษาโรคได้หลายโรค  มีตำรับยามาก และสามารถพลิกแพลงส่วนประกอบในตำรับยาได้ด้วย  โรคและอาการที่หมอพื้นบ้านรักษานั้นอาจจำแนกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ

1.       กลุ่มอาการทั่วไป ได้แก่ กระดูกหัก ปวดเมื่อยล้ากล้ามเนื้อ เคล็ดขัดยอก สัตว์มีพิษกัด บาดแผล ไข้ ผื่นคัน การคลอด คางทูม ท้องเสีย เป็นต้น

2.       กลุ่มอาการเรื้อรัง ได้แก่ เบาหวาน โรคกระเพาะ ริดสีดวงทวาร ริดสีดวงจมูก มะเร็ง อัมพาต แผลเรื้อรัง ฯลฯ

3.       กลุ่มโรคพื้นบ้าน มีอาการและโรคที่แตกต่างกันหลากหลาย และอยากที่จะทำความเข้าใจโดยการเทียบเคียงกับโรคสมัยใหม่ ตัวอย่างเช่น ลมผิดเดือน ผิดสำแดง ตาน ซาง ไข้หมากไม้ ผิดจบูร ทำมะลา ประดง เป็นต้น

กลุ่มอาการที่เกี่ยวกับไสยศาสตร์ ได้แก่ อาการที่มีสาเหตุจากผี พลังอำนาจที่มองไม่เห็น เช่น เด็กร้อง ผีเข้า ถูกคุณไสย 

 ปัจจุบันพบว่า องค์ความรู้ภูมิปัญญาส่วนใหญ่มักเป็นทักษะและประสบการณ์ที่สะสมอยู่กับหมอยาผู้นั้นเอง ไม่มีการขีดเขียนบันทึกเป็นตำรา สำหรับหมอพื้นบ้านที่สะสมความรู้ในรูปของตำราก็พบว่า ตำราเหล่านี้อยู่ในสภาพที่เสี่ยงต่อการชำรุดเสียหาย หรือมีการชำรุดสูญหายไปแล้ว ส่วนใหญ่ยังไม่มีศิษย์หรือผู้สืบทอดความรู้ต่อ สภาพที่ดำรงอยู่ดังนี้บ่งบอกแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงในการสืบต่อความรู้ของหมอพื้นบ้าน และมีข้อสังเกตเกี่ยวกับสาเหตุที่เป็นอุปสรรคในการหาผู้มาสืบต่อความรู้หมอยาพื้นบ้านที่ลดน้อยลง ดังนี้

1  ค่านิยมและแรงจูงใจที่คนจะสืบต่อความรู้หมอพื้นบ้านเปลี่ยนแปลงไป แรงจูงใจเดิมที่สนใจศึกษาเพราะอยากเป็น อยากช่วยเหลือผู้อื่นและเห็นการรักษามาตั้งแต่ครอบครัว อาจไม่เพียงพอแล้ว แรงจูงใจทางเศรษฐกิจและการเลี้ยงชีพมีความสำคัญกว่า จะเห็นได้ว่ามีคนจำนวนมากสนใจเรียนและสอบใบประกอบโรคศิลปะแผนไทย เพราะสามารถนำมาเป็นอาชีพเพื่อหารายได้ และได้รับการยอมรับจากทางราชการ ในขณะที่หมอพื้นบ้านแม้ได้รับการยอมรับในชุมชน แต่อาจไม่สามารถประกอบเป็นอาชีพหลักได้และไม่ได้การยอมรับจากทางราชการ

2  ข้อจำกัดเฉพาะในการคัดเลือกผู้สืบต่อความรู้ของหมอพื้นบ้านเอง แม้หมอพื้นบ้านส่วนใหญ่บอกว่ายินดีสืบทอดความรู้ให้แก่ใครก็ได้ที่สนใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนเป็นหมอได้ ซึ่งหมอพื้นบ้านแต่ละคนมักจะมีหลักเกณฑ์กำหนดว่าผู้จะสามารถรับการถ่ายทอดความรู้จากหมอพื้นบ้านได้ 

3.ความรู้และทักษะประสบการณ์ ในการบำบัดรักษาของหมอพื้นบ้านอาจดูด้อยประสิทธิภาพ และขาดความเป็นระบบ ความรู้เหล่านี้อาจเสื่อมสภาพตามกาลเวลา กลายเป็นเทคนิควิทยาที่ล้าสมัย  

4.การลดลงของแหล่งวัตถุดิบสมุนไพร การรักษาของหมอพื้นบ้านต้องอาศัยวัตถุดิบสมุนไพร  ซึ่งได้มาจากป่าและทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน เมื่อพื้นที่ป่าและทรัพยากรธรรมชาติลดลง    มีผลให้การรักษาของหมอยาพื้นบ้านยากลำบากมากขึ้นและมีประสิทธิภาพลดลง รวมถึงความสะดวกในการจัดหายาสมุนไพรมาบำบัดรักษาผู้ป่วยก็จัดหามาบริการได้ยากลำบากขึ้น

สำหรับสถานการ์ด้านองค์กร/เครือข่ายเ   พบว่ามีการจัดตั้งเป็นกลุ่มชมรมตามชุมชน เช่นกลุ่มสมุนไพรหรือชมรมหมอพื้นบ้านในอำเภอต่าง ๆ โดยมีกิจกรรมร่วมกันคือ การแลกเปลี่ยนความรู้และตำรายาระหว่างหมอยา หรือการรวมกลุ่มกันไปหาสมุนไพรในป่า เป็นต้น ต่อมาเมื่อทางภาครัฐมีนโยบายเข้ามาส่งเสริมการใช้สมุนไพรและการแพทย์แผนไทยในชุมชน ก็มีหน่วยงานสาธารณสุขเข้าไปจัดตั้งและส่งเสริมกลุ่มชมรมสมุนไพรและหมอพื้นบ้านมากขึ้น โดยพยายามจัดกิจกรรมผ่านชมรมดังกล่าว บางแห่งหมอพื้นบ้านมีการรวมตัวกันเองเพื่อให้บริการรักษาโรคแบบพื้นบ้านร่วมกันเป็นกลุ่ม (ไม่ได้จัดตั้งโดยองค์กรภาครัฐ)  ต่อมาเริ่มรวมตัวกันเป็นเครือข่ายในระดับภูมิภาค มีการจัดรูปแบบองค์กรเครือข่ายที่ชัดเจน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นองค์กรในการส่งเสริมและฟื้นฟูการแพทย์พื้นบ้าน และดูแลควบคุมกันเองระหว่างหมอพื้นบ้านเพื่อให้เกิดการยอมรับหมอพื้นบ้านมากขึ้น 

                  ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ได้มีความพยายามที่จะผลักดันการแพทย์พื้นบ้านให้เข้าสู่ระบบสุขภาพ มีการจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนในพรบ.สุขภาพแห่งชาติเพื่อให้หมอพื้นบ้านได้มีบทบาทและใช้องค์ความรู้ภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสุขภาพเบื้องต้น  จากคณะทำงานดังกล่าว ในปี 2544 เกิดการรวมตัวเป็นเครือข่ายข่ายสุขภาพวิถีไทย ซึ่งมีทั้งกลุ่มเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เอกชน และหมอพื้นบ้าน และได้ร่วมกันพัฒนาโครงการภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพเพื่อสร้างเสริมสุขภาพของชุมชน  ต่อมาสมาชิกเครือข่าย ได้ร่วมกันร่วมกันตั้งเป็นเครือข่ายหมอพื้นบ้าน   4 ภูมิภาคขึ้น โดยมีกลุ่มงานการแพทย์พื้นบ้านไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นผู้ประสานงานในส่วนกลาง   

 เครือข่ายสุขภาพวิถีไทย(2546) ได้สรุปสถานการณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาค ไว้ดังนี้

ภาคเหนือ  โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย เป็นจังหวัดที่มีความพร้อมและมี

ศักยภาพสูงในการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพมาประยุกต์ใช้เพื่อการแก้ไขปัญหาสุขภาพ เนื่องจาก หมอพื้นบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรภาครัฐ มีบทเรียนในการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ เช่นอาหาร การปฏิบัติตน และการแพทย์พื้นบ้านมาใช้เพื่อการเยียวยาผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา มีความพยายามในการสังเคราะห์ความรู้จากปั๊บสา จัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการแพทย์พื้นบ้าน การจัดตั้งชมรม/เครือข่ายหมอพื้นบ้าน เพื่อให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างหมอพื้นบ้าน แต่ก็พบว่ามีข้อจำกัดหลายประการ เนื่องจากการเคลื่อนไหวดังกล่าวยังกระจัดกระจาย ไร้ทิศทาง อีกทั้งกระแสการบริโภคนิยามได้ทำให้สมุนไพรและภูมิปัญญาท้องถิ่น กลายเป็นสินค้า ซึ่งเป็นการลดทอนคุณค่าและศักยภาพของภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงเป็นเหตุให้ความพยายามในการรื้อฟื้นองค์ความรู้ยังไม่สามารถดำเนินไปได้เท่าที่ควร

                                ภาคใต้ เป็นการพัฒนาศักยภาพของชุมชนด้านการดูแลสุขภาพในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ หลังจากที่ชุมชนมีประสบการณ์ชุดหนึ่งด้านงานวิจัยอาหารพื้นบ้าน การดูแลทรัพยากร และการดูแลด้านพันธุกรรม และพบว่า ปัจจุบันนี้ หมอพื้นบ้านได้ลดบทบาทลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะหมอด้านพิธีกรรม เช่นหมอทำขวัญนาค หมอบ่าวสาว นอกจากนี้ยังพบว่า บทบาทของหมอพื้นบ้านที่ลดลงนั้นยังสัมพันธ์กับการแทรกแซงของความรู้การแพทย์สมัยใหม่ ความเจริญและความทันสมัยที่เข้ามาทำลายความสัมพันธ์ในชุมชน ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาศักยภาพหมอพื้นบ้านให้มีบทบาทในชุมชนเช่นเดิม เนื่องจาก หมอพื้นบ้านเป็นทั้งผู้อาวุโสและปราชญ์ชาวบ้าน เป็นแหล่งภูมิปัญญา ซึ่งสามารถเป็นทางออกหนึ่งในการนำชุมชนไปสู่การพึ่งตนเองได้ และยังทำให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

ภาคอีสาน จุดเด่นของภาคอีสาน คือความหลากหลายของเครือข่ายภูมิปัญญา และ

มีการประสานความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ นักพัฒนา และต่างก็เห็นร่วมกันว่า ป่า ยังเป็นแหล่งความรู้ เป็นโรงพยาบาล เป็นโรงครัว ซึ่งสามารถที่จะสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการได้ อย่างไรก็ตาม ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผืนป่าได้ถูกทำลายไปเป็นอันมาก ทำให้สมุนไพรหลายอย่างสูญหายไป หรือที่มีอยู่ก็ลดน้อยลงไปมาก ดังนั้นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ระหว่างเครือข่าย/กลุ่มองค์กรต่าง ๆ ในชุมชนโดยใช้ป่าเป็นศูนย์กลาง จึงเป็นวิธีการหนึ่งซึ่งสามารถนำไปสู่การสืบทอด การอนุรักษ์ และการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น  

   จากการทบทวนสถานการณ์   ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นจะเห็นได้ว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ     ดำรงอยู่บนความหลากหลายของวัฒนธรรมความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น  แต่ก็หาได้หยุดนิ่งเฉพาะในท้องถิ่นนั้นๆไม่ ยังมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มหมอพื้นบ้านด้วยกันเอง และเรียนรู้เลือกรับปรับใช้องค์ความรู้ของการแพทย์ระบบอื่นๆของประชาชนผู้บริโภค   ซึ่งก็มีทั้งหมอพื้นบ้านที่ยังคงบทบาทอยู่ในจรรยาของหมอพื้นบ้าน  และส่วนที่ปรับไปตามกระแสสังคมและเศรษฐกิจ กลายเป็นหมอขายสมุนไพร จึงทำให้เกิดภาพลักษณ์ของหมอพื้นบ้านใน 2  ลักษณะ คือหมอพื้นบ้านที่พึงพอใจในความเป็นหมอพื้นบ้านไม่ให้ความสำคัญกับใบประกอบโรคศิลป์ แต่ต้องการการรับรองให้มีที่ยืนอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ใช้ความรู้ความสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ กับอีกลักษณะหนึ่งคือหมอพื้นบ้านที่ต้องการประกอบอาชีพ  กลุ่มนี้ต้องการได้รับใบประกอบโรคศิลปะเพื่อเป็นตัวนำทางให้สามารถนำองค์ความรู้การแพทย์พื้นบ้านของตนมาใช้เป็นอาชีพ  ดังนั้นในบางพื้นที่จึงอาจเห็นความขัดแย้งในสถานบทบาทของหมอพื้นบ้าน และเกิดมีกลุ่มเครือข่ายต่างๆที่เกิดการรวมตัวกันด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน 

   จะเห็นได้ว่า ทุนทางสังคม ทุนทางภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพที่มีอยู่  กำลังถูกคุกคามจากภายนอกและภายในชุมชน การเปลี่ยนแปลงภายในที่สำคัญ ได้แก่ องค์ความรู้ที่ขาดการสืบทอด และองค์ความรู้ที่มีอยู่ก็ยากต่อการทำความเข้าใจของคนรุ่นใหม่ หมอพื้นบ้านซึ่งมีบทบาทหลักในการสืบทอดความรู้ ล้วนแต่เป็นผู้สูงอายุ ขาดการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงภายนอกที่มีผลกระทบต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นสุขภาพอย่างมากคือ แนวคิดการบริโภคนิยมของชนชั้นกลางในเมือง ซึ่งมีอำนาจซื้อสูงได้เข้ามากระตุ้นและสร้างแรงจูงใจการพัฒนาสมุนไพรเดี่ยว มากกว่า การพัฒนาสมุนไพรตำรับ และสมุนไพรพื้นบ้าน และยังมีผลกระทบต่อคนรุ่นใหม่ในชุมชนที่หันไปให้คุณค่าการบริโภคเทคโนโลยีและความทันสมัย นอกจากนี้ ฐานทรัพยากรที่สำคัญของชุมชน ได้แก่ป่า ซึ่งเป็นแหล่งยาสมุนไพรก็ถูกทำลายลงไปมาก ทุนทางสังคมและทรัพยากรที่ลดทั้งคุณภาพและปริมาณ จึงเป็นอุปสรรคหนึ่งที่จะทำให้ชุมชนบรรลุเป้าหมายการพึ่งตนเองด้านสุขภาพ

 

สถานภาพ บทบาท และการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพในสังคมไทย

ในระยะ  20  ปีมานี้  กระทรวงสาธารณสุข  เริ่มส่งเสริมสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน  หมอพื้นบ้านก็ได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะบุคคลที่ใช้สมุนไพรเยียวยารักษาความเจ็บป่วย    ส่งเสริมการใช้สมุนไพรในแผนพัฒนาการสาธารณสุข  ฉบับที่  5  และฉบับที่  6   กระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายส่งเสริมการใช้สมุนไพรและการแพทย์แผนไทย  ให้มีประโยชน์ต่องานด้านสาธารณสุข  โดยได้จัดทำแผนงานรองรับชัดเจนและต่อเนื่อง  โดยเน้นการพัฒนางานด้านสมุนไพร  และให้ความสนใจกับสมุนไพร  เพื่อส่งเสริมสุขภาพและรักษาอาการเบื้องต้น  หมอพื้นบ้านที่มีความรู้ด้านยาสมุนไพร  ได้เข้ามีบทบาทในด้านความรู้เกี่ยวกับยาสมุนไพรอยู่บ้าง   มีการส่งเสริมการสใช้สมุนไพร   โดยโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง  มูลนิธิโกมลคีมทองตั้งแต่ปี  ..2522  เป็นต้นมา  ได้เก็บรวบรวมและจัดระบบความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาสมุนไพรจากหมอพื้นบ้าน  ชาวบ้าน  และตำราต่าง ๆ  เพื่อเผยแพร่สู่ประชนให้สามารถป้องกันและรักษาโรคด้วยตัวเอง   มีการฟื้นฟูการนวดไทยและพัฒนาหมอนวดพื้นบ้านโดยโครงการฟื้นฟูการนวดไทย  มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนาและคณะ ทำให้หมอนวดพื้นบ้านเริ่มได้รับการยอมรับ  และถูกนำเข้าสู่ระบบบริการสาธารณสุขของภาครัฐ  โดยในปี  2528  มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา  ได้จัดตั้งโครงการฟื้นฟูการนวดไทยขึ้น  เพื่อเผยแพร่ความรู้การนวดไทย  กิจกรรมของโครงการให้ความสำคัญที่การส่งเสริมการนวดในระดับสาธารณสุขมูลฐาน   ในปี  2534 - 2535  ฝ่ายสมุนไพรและแพทย์แผนไทยในชุมชน  สำนักงานคณะกรรมการสาธารณสุขมูลฐาน  ได้ร่วมกับศูนย์ศึกษานโยบายสาธารณสุข  คณะสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล  โดยการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การอนามัยโลก  ได้จัดทำโครงการวิจัยเรื่องศักยภาพหมอพื้นบ้านกับการสาธารณสุขมูลฐานขึ้น  โดยศึกษาวิจัยในพื้นที่  6  จังหวัด  ทั่วประเทศ  ได้แก่  จังหวัดเชียงราย  พิจิตร  ประจวบคีรีขันธ์  ยโสธร  นครพนม  และสุรินทร์  และได้จัดทำรายงานภาพรวมของศักยภาพหมอพื้นบ้านขึ้นอีกชุดหนึ่ง  โดยหวังจะให้เป็นข้อมูลในการเกิดนโยบาย  การพัฒนาแพทย์แผนไทยที่ชัดเจนและจริงจัง  งานวิจัยดังกล่าวช่วยทำให้ภาพของหมอพื้นบ้านชัดเจนขึ้นในระดับหนึ่ง  แต่ยังไม่สามารถให้คำตอบที่เด่นชัดพอที่จะเสนอเป็นนโยบายการพัฒนาหมอพื้นบ้านได้  และได้ตั้งข้อสังเกตจากการใช้ประโยชน์จากหมอพื้นบ้านในงานสาธารณสุขมูลฐานไว้ว่า

                   "การคัดเลือกวิถีการปฏิบัติของการรักษาความเจ็บป่วยแบบพื้นบ้านที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย  เมื่อนำเข้ามาสู่นโยบายและโครงการปฏิบัติควรพิจารณาอย่างรอบคอบและอาศัยมุมมองแบบหลายสาขา  ความสำเร็จของวิถีการปฏิบัติของการเจ็บป่วยแบบพื้นบ้านมีมิติทางสังคม  วัฒนธรรม  และด้านจิตใจเป็นมิติสำคัญ  หากพิจารณาเพียงด้านประสิทธิภาพทางกายอาจไม่เพียงพอ ดังนั้นการประเมินคุณค่าวิถีการปฏิบัติของการรักษาความเจ็บป่วยแบบพื้นบ้านอย่างรอบด้านจึงเป็นเรื่องสำคัญ  นอกจากนี้การเข้าถึงหมอพื้นบ้านเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ควรคำนึงถึงการเพิ่มศักยภาพด้านวิชาการที่เกี่ยวกับการแพทย์ดั้งเดิมและการทำความเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของหมอพื้นบ้านในฐานะที่เป็นสมาชิกของชุมชนในลักษณะสังคม  วัฒนธรรมเฉพาะ  มิฉะนั้นการใช้ประโยชน์จากหมอพื้นบ้านอาจเป็นแผนงานและโครงการที่มีลักษณะฉาบฉวยและมิได้เกิดประโยชน์ที่แท้จริงกับหมอพื้นบ้านหรือชุมชันก็เป็นได้"

งานวิจัยของ ชุลีกร ขวัญชัยนนท์ (2540) ได้สรุปลักษณะเด่นของระบบการแพทย์พื้นบ้าน  ว่าเป็นระบบการแพทย์แบบองค์รวม (Holistic)  ใช้การวินิจฉัยและการรักษาโรคอาศัยบริบททางสังคมและวัฒนธรรม  การรักษาได้ผลดีในกลุ่มอาการโรคที่ไม่ชัดเจน (Psychosomatic Disorders) ในสังคมหมู่บ้านมีความเจ็บป่วย กลุ่มอาการหนึ่งที่หมอและผู้ป่วยเชื่อว่าเกิดจากอำนาจเหนือธรรมชาติ ส่วนใหญ่เป็นความเจ็บป่วยที่แยกออกไม่ชัดเจนระหว่างอาการทางกาย และอาการทางจิต  มีความสอดคล้องกับวิถีของชุมชน ชาวบ้านและหมอพื้นบ้านมีพื้นฐานทางสังคมวัฒนธรรม วิถีการดำเนินชีวิตที่คล้ายคลึง  มีความเชื่อเกี่ยวกับสาเหตุของการเจ็บป่วยเหมือนกัน อีกทั้งรูปแบบและขั้นตอนการรักษาไม่ยุ่งยากซับซ้อน สามารถเข้าใจได้โดยง่าย และที่สำคัญก็คือครอบครัวและญาติพี่น้องสามารถเข้ามารับรู้และมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนการรักษา เสียค่าใช้จ่ายน้อย   (รุ้งรังษี วิบูลชัย, 2538)

  ถึงแม้ว่าการแพทย์พื้นบ้านจะมีลักษณะเด่นที่มองความเจ็บป่วยแบบองค์รวมไม่ได้แยกกายละจิตใจแยกจากกัน ไม่แยกปัจเจกบุคคลออกจากสังคมก็ตามแต่เมื่อพิจารณาในประเด็นของความน่าเชื่อถือแล้วพบว่า การแพทย์พื้นบ้านมีข้อด้อยบางประการ ได้แก่

1.          เป็นระบบการแพทย์ที่ขาดการบันทึก ขาดข้อมูลทางสถิติ ขาดข้อมูลที่ระบุถึง

ความสำเร็จหรือความล้มเหลว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก

2.     การวัดประสิทธิภาพการรักษาโดยพิจารณาจากความพึงพอใจ และความคาดหวัง

ของผู้รับการรักษาแต่เพียงอย่างเดียวคงไม่ได้เพราะความรู้สึกดังกล่าวเป็นเรื่องที่วัดได้ยาก ดังนั้นการวัดประสิทธิภาพของการแพทย์พื้นบ้านนอกจากจะพิจารณาจากมิติทางสังคม วัฒนธรรมแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหลักฐานทางการแพทย์มาพิสูจน์ความเชื่อถือนั้นด้วย

ในช่วงที่ผ่านมาการตั้งคำถามจากนักวิชาชีพ และสังคมอยู่เสมอในประสิทธิภาพของหมอ

พื้นบ้าน จากการทบทวนงานวิจัยยังพบว่า การศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการรักษาโรคแบบพื้นบ้านยังมีอยู่น้อยมาก โดยเฉพาะขาดการเก็บข้อมูลถึงกระบวนการรักษาโรคจากการปฏิบัติจริงของหมอพื้นบ้าน และข้อมูลของผู้ป่วยที่มารับการบริการจากหมอ

 งานวิจัยของอาทร ริ้วไพบูลย์(:มมป) แบ่งลักษณะของการดำรงอยู่ร่วมกันระหว่างการแพทย์พื้นบ้านกับการแพทย์แผนปัจจุบันในระบบการให้บริการสาธารณสุขโดยทั่วๆ ไป ดำรงอยู่ใน 4 ลักษณะ คือ 

1.       ระบบผูกขาด (Monopolistic system) เป็นระบบที่ให้สิทธิทางกฎหมายในการ

รักษาผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์ปัจจุบันแต่เพียงกลุ่มเดียว แต่ในความเป็นจริงก็มีการใช้การแพทย์พื้นบ้านในหมู่ประชาชน รัฐจึงจำยอมรับความเป็นจริงอย่างไม่เป็นทางการ ประเทศที่มีระบบเช่นนี้ ได้แก่ ประเทศใน  ยุโรปและอเมริกา รวมทั้งอดีตอาณานิคมของประเทศเหล่านั้น

                                2. ระบบจำยอม (Tolerant system) เป็นระบบที่ใช้การแพทย์แผนปัจจุบันเป็นระบบบริการสาธาณสุขของชาติและในระบบประกันสุขภาพ แต่ก็ยอมรับสิทธิส่วนบุคคลที่จะเลือกใช้บริการทางการแพทย์ได้ จึงยอมรับบุคคลากรที่ให้บริการด้วยระบบการแพทย์พื้นบ้านที่ผ่านการทดสอบจากหน่วยงานของรัฐให้ทำการรักษาได้ในขอบเขตที่กำหนด แต่ระบบประกันสุขภาพไม่ยอมให้ใช้จ่ายในส่วนนี้ ตัวอย่างประเทศที่มีระบบเหล่านี้ คือ ไทย อังกฤษ และเยอรมัน

                                3. ระบบคู่ขนาน (Parallel system) เป็นระบบที่การแพทย์ทั้งสองแบบได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการและเท่าเทียมกัน แต่ต่างคนต่างปฏิบัติ ไม่มีการผสมผสานกัน ประเทศที่ใช้ระบบนี้ ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ศรีลังกา และพม่า

                                4. ระบบผสมผสาน (Integrated system) เป็นระบบที่การแพทย์ทั้งสองแบบผสมผสานกลมกลืนกันเป็นระบบเดียว ตั้งแต่การเรียน การสอนบุคลากรทางการแพทย์ไปจนถึงการปฏิบัติงาน ประเทศที่ใช้ระบบนี้ ได้แก่ จีน เนปาล และเกาหลีเหนือ

เมื่อการแพทย์แผนปัจจุบันได้ขยายขอบเขตการให้บริการอย่างกว้างขวางทำให้

การแพทย์แผนปัจจุบัน กลายเป็นการแพทย์แผนหลักของสังคมไทย ในขณะที่การแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไม่ได้รับการเหลียวแลและสนับสนุนจากรัฐเท่าที่ควร การดำรงอยู่ของระบบบริการสาธารณสุขของไทย จึงเป็นระบบจำยอม ส่วนจะพัฒนาขึ้นเป็นระบบคู่ขนาน หรือระบบผสมผสานหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐว่าจะสนับสนุนและเห็นคุณประโยชน์ของระบบการแพทย์อื่นๆ นอกเหนือจากการแพทย์แผนปัจจุบันหรือไม่ ถึงแม้ว่าการแพทย์พื้นบ้านจะดำรงอยู่ในระบบจำยอม แต่จากข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่ายังมีชุมชนในชนบทอีกจำนวนไม่น้อยที่การแพทย์พื้นบ้านยังคงได้รับความนิยมจากประชาชน และเมื่อทำการศึกษาว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้การแพทย์พื้นบ้านสามารถดำรงอยู่ได้อย่างเหนียวแน่นในชุมชนดังกล่าว ก็พบปัจจัยที่สำคัญๆ ดังต่อไปนี้ (รุ้งรังษี วิบูลชัย, 2538)

                ปัจจัยหลัก ได้แก่

                                1. ความสอดคล้องของวิถีชีวิตชุมชน รูปแบบและวิธีการรักษาของหมอพื้นบ้านที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต สถานะทางเศรษฐกิจของชาวบ้าน มีการรักษาที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนและที่สำคัญ คือ ไม่แบ่งแยกผู้ป่วยออกจากครอบครัวและญาติพี่น้อง

2. ลักษณะของความเจ็บป่วย และประสิทธิภาพในการรักษา มีความเจ็บป่วยบาง

ประเภท ที่ชาวบ้านเชื่อว่าต้องรักษากับหมอพื้นบ้านเท่านั้นจึงจะหาย เช่น ไข้หมากไหม้ (ไข้รากสาด) และโรคกำเริด งูสวัด เป็นต้น ละการแพทย์พื้นบ้านก็มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคดังกล่าวได้ค่อนข้างดี

                                3.ความเชื่อเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดโรค ที่สอดคล้องกันระหว่างหมอพื้นบ้านและผู้ป่วย ที่เชื่อว่าความเจ็บป่วยมีสาเหตุมาจากอำนาจเหนือธรรมชาติและสาเหตุจากธรรมชาติ

                                4. ลักษณะทางสังคมที่เอื้ออำนวย ต่อการดำรงอยู่ของหมอพื้นบ้าน ได้แก่ ระบบสังคมแบบเครือญาติและระบบอาวุโสที่เหนียวแน่น เนื่องจากความเจ็บป่วยไม่ใช่เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลแต่เป็นเรื่องของครอบครัวและชุมชน ดังนั้นความเป็นเครือญาติและความเคารพในระบบอาวุโสจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการชี้แนะรูปแบบการรักษาอันมีผลอย่างยิ่งต่อการดำรงอยู่ของการแพทย์พื้นบ้าน

ปัจจัยเสริม ได้แก่

                1. ระยะทาง ระหว่างหมู่บ้านและสถานพยาบาลของรัฐ ถ้าไกลมากประชาชนเดินทางไม่สะดวก ก็มีแนวโน้มว่าประชาชนจะหันไปใช้บริการจากการแพทย์พื้นบ้าน

2. ค่ารักษาพยาบาล ที่ถูกกว่าและเป็นค่าใช้จ่ายที่ชาวบ้านทราบล่วงหน้า นอกจากนั้น

ผู้ป่วยและญาติสามารถกำหนดค่ารักษาได้ตามฐานะทางเศรษฐกิจของตน

                                3. ความพึงพอใจในรูปแบบการบริการ ไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน ไม่ต้องรอหมอนานเพราะหมอมีจำนวนคนไข้ไม่มาก ญาติและผู้ป่วยสามารถเลือกรูปแบบการรักษาที่คนต้องการหรือพอใจ และญาติมีส่วนร่วมในการรักษาผู้ป่วย

                                4. คุณสมบัติของหมอพื้นบ้าน เช่น ความเป็นผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์การรักษา ความมีคุณธรรมและจริยธรรม เหล่านี้ล้วนสร้างความศรัทธาและความน่าเชื่อถือแก่ชาวบ้าน

                                5. ปริมาณของสมุนไพรในชุมชน เนื่องจากสมุนไพรเป็นรูปแบบของการเยียวนารักษาหลักของระบบการแพทย์พื้นบ้าน ความขาดแคลนสมุนไพรย่อมส่งผลกระทบต่อการแพทย์พื้นบ้าน

อย่างไรก็ตาม การดำรงอยู่ของแพทย์พื้นบ้านมิได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่ทุกปัจจัยมีความเชื่อมโยงและสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างมีกระบวนการ

          โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์และคณะ(2529) ศึกษาสภาพความนิยมในการรักษาแบบพื้นบ้าน โดยการใช้สมุนไพรของชุมชนในอำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา พบว่าโดยทั่วไปประชาชนนิยมใช้สมุนไพรและการรักษาจากหมอพื้นบ้านน้อยกว่าการซื้อยาชุดและยาซองในหมู่บ้าน การซื้อยาแผนใหม่จากร้านค้าและการไปรับบริการจากสถานบริการของรัฐ ชาวบ้านส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องสมุนไพรและรู้จักหมอพื้นบ้านทั้งยังเคยไปรักษากับหมอพื้นบ้านด้วยโรคพยาธิ์ ทางเดินอาหาร ผิวหนัง และโรคทางเดินปัสสาวะ หมอพื้นบ้านที่ให้บริการส่วนใหญ่อายุมาก ทำการรักษามามากกว่า 10 ปีที่พบมากคือหมอยาต้ม ยาหม้อ ยาฝน และหมอเป่า โดยให้การรักษาชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกันเป็นหลัก

ปรีชา อุยตระกูลและคณะ ศึกษาบทบาทหมอพื้นบ้านในสังคมชนบทอีสาน พบว่าบทบาทหมอพื้นบ้านขึ้นอยู่กับระบบความเชื่อ  เกี่ยวกับสุขภาพและมีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพในด้านการป้องกัน การรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสุขภาพของชาวบ้าน หมู่บ้านที่มีความเชื่อเรื่องพลังของดวงดาว บทบาทของหมอตำรา หมอดู หมอเสียเคราะห์ จะเด่น หากเป็นความเจ็บป่วยจากเชื้อโรค สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เป็นบทบาทของหมอยา หมอกระดูก หมอบีบเส้น หมอนวด หมอตำแย หากเจ็บป่วยด้วยอำนาจมนตร์ คาถา  ก็เป็นบทบาทของหมอมนตร์ หมอธรรม หากเจ็บป่วยเพราะกรรมผู้มีบทบาทคือพระสงฆ์  หากเจ็บป่วยด้วยอำนาจผี เป็นบทบาทของหมอลำทรง หากเจ็บป่วยด้วยการผิดฮีตคลอง ผู้มีบทบาทคือผู้อาวุโสในหมู่บ้านและหมอธรรมหมอเสียเคราะห์ แต่อย่างไรก็ตามการเจ็บป่วยมักมีสาเหตุจากหลายสาเหตุ ดังนันหมอพื้นบ้านคนหนึ่งมักมีความรู้หลายๆแบบในหลายๆโรค 

 วุฒินันท์ พระภูจำนงค์ ศึกษาการรักษาแบบพื้นบ้านโดยใช้สมุนไพรของชาวชนบทอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า เมื่อมีการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆชาวชนบทจะรักษาด้วยตนเอง โดยใช้สมุนไพรที่มีอยู่ตามท้องถิ่น จากประสบการณ์และความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษหากเจ็บป่วยมากหรือรักษาตัวเองไม่หายจะปรึกษาหมอพื้นบ้าน หมอพื้นบ้าน และหมอพระซึ่งอยู่ในหมู่บ้านตนเองหรือใกล้เคียง ถ้าไม่ดีขึ้นจะหันไปพึ่งยาชุดยาซอง หรือให้แพทย์แผนปัจจุบันรักษา และหากแผนปัจจุบันรักษาไม่หายก็จะกลับมารักษากับหมอพื้น้บานโดยใช้สมุนไพรอีกครั้งเป็นที่พึ่งสุดท้ายและพบว่าในการใช้ยาสมุนไพรของหมอพื้นบ้านบางครั้งจะมีไสยศาสตร์ร่วม 

 

 องค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ

 ในด้านความชัดเจนในเรื่องศาสตร์หรือองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพนั้น นั้นมีงานวิจัย ของสกาวรัตน์ ชัยสุนทร (2534) ศึกษาถึงความชัดเจนของทฤษฎีและความเชื่อในสาเหตุของโรค เนื่องจากกรอบแนวคิดทฤษฎีและความเชื่อ สาเหตุการเกิดโรคของระบบการแพทย์แผนปัจจุบัน และระบบการแพทย์พื้นบ้านแตกต่างกัน จากการวิจัยพบว่าร้อยละ 62.2 ของหมอพื้นบ้านอธิบายได้ และในจำนวนหมอซึ่งอธิบายได้นี้ ผู้วิจัย ไม่เข้าใจร้อยละ 30.8 ทั้งนี้เนื่องจากใช้กรอบความคิดของผู้วิจัยวัด หรือไม่รู้เรื่อง เช่น ระบบเลือดลมไม่ปกติ การตึงของเส้นเอ็น กษัย ต่างๆ เป็นต้น ร้อยละ 23 อธิบายได้แต่มีความสับสน ไม่ชัดเจน เป็นระบบ เช่น หลังจากคนหายป่วยฟื้นไข้จะต้องเรียกขวัญกลับคืนมา คือการให้กำลังใจ ในการต่อสู้กับโรคร้าย ถือเป็นวิธีการส่งเสริมสุขภาพจิตวิธีหนึ่ง

งานวิจัยของ มารศรี เขียมทรัพย์ (2534)  กล่าวถึงความชัดเจนในทฤษฎีหรือเหตุผลในการรักษา พบว่าหมอพื้นบ้านจำนวนมากที่ไม่ทราบหรือไม่เข้าใจทฤษฎีความจำเป็น ไม่สามารถอธิบายการกระทำหรือสิ่งเกี่ยวข้องได้ เช่น หมอต้มยาแก้ไข้ ไม่ทราบว่าทำไมต้องใส่ยาดำเป็นส่วนผสม ทราบแต่ว่าต้องใส่ลงไป เพราะมีการบันทึกต่อกันมาแต่โบราณ โดยไม่มีการหาเหตุผลประกอบ หรือเรียนรู้เพิ่มเติม เมื่อต่อวิชาแก่ผู้อื่นตกทอดลงไป ความรู้อาจตกหล่น ไม่ชัดเจน ขาดความน่าสนใจ ท้าทายต่อการเรียนรู้ ของคนรุ่นใหม่ที่จะมาศึกษาหรือปรับปรุง ทั้งตำรับตำราที่มีอยู่ในสภาพเดิมทีทรงคุณค่าแต่ยากที่จะอ่านให้เข้ามใจได้ ทำผู้สนใจในเรื่องนี้มีไม่มากนัก

สำหรับการศึกษาเจาะลึกถึงตัวศาสตร์หรือปรัชญาแนวคิดของระบบการแพทย์ในภูมิภาคต่างๆ พบว่ามีในภาคเหนือซึ่งเป็นระบบการแพทย์พื้นบ้านล้านนา โดยยิ่งยง เทาประเสริฐ,พัชรา ก้อยชูสกุลและคณะ (2544) ทำการสังคายนาองค์ความรู้หมอเมืองหรือหมอพื้นบ้านล้านนาในเรื่องทฤษฎีการแพทย์พื้นบ้านล้านนา   ส่วนภูมิภาคอื่น พบในงานเขียนของ มงกุฎ แก่นเดียว ในบทสุดท้ายของ ทองคำแท่งแห่งภูมิปัญญา  กล่าวถึงทฤษฎีการแพทย์พื้นบ้านอีสาน ที่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติสมาธิจนถึงขั้นได้ญาณจิต ซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัยและรักษา แต่ก็ยังไม่พบว่ามีการศึกษาวิจัยจนเขียนออกมาเป็นทฤษฎีเหมือนในภาคเหนือ จากการทบทวนเอกสารพอสรุปปรัชญาแนวคิดของการแพทย์พื้นบ้านในภุมิภาคต่างๆได้ดังนี้

   ศาสตร์องค์ความรู้ปรัชญาแนวคิดในภาคเหนือตอนบนจากการศึกษาของยิ่งยง เทาประเสริฐ,พัชรา ก้อยชูสกุลและคณะ (2544)   ทำให้เห็นว่าการแพทย์พื้นบ้านล้านนานั้นมีศาสตร์ของตนเองที่สามารถอธิบายได้อย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงสัมพันธ์กับวิถีชีวิต จิต วิญญาณ มิได้แปลกแยกออกจากธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ      โดยเฉพาะองค์ความรู้ในการดูแลรักษาสุขภาพ ชาวล้านนาสามารถอธิบายได้ถึงความสัมพันธ์ของการก่อเกิดมนุษย์    คนล้านนาเชื่อว่าคนประกอบขึ้นจากรูปกับนาม คือ กาย(ธาตุ) และจิต(ขวัญ) อย่างสมดุลและสัมพันธ์กันเมื่อมีเหตุให้เสียสมดุลและไม่สัมพันธ์กันเช่น ขวัญตก ขวัญเสีย ขวัญหาย ขวัญอ่อน หรือธาตุเสียธาตุพิการ จะทำให้มีผลกระทบต่อสุขภาพ ล้มเจ็บลงได้ ซึ่งก็จะวิเคราะห์วินิจฉัยหาสมตติฐานของการเจ็บป่วย หมอเมืองหรือหมอพื้นบ้านล้านนามีวิธีการที่จะวินิจฉัยได้ว่าเกิดจากสาเหตุใดโดยมักเริ่มจากการสอบประวัติส่วนตัวของผู้เจ็บป่วย อายุ อาชีพ ครอบครัว อาหารการกิน การเจ็บป่วยในอดีต ตรวจร่างกาย สังเกตอาการ ดูดวง คำนวนธาตุ หาสาเหตุว่าเกิดจากกรรม สิ่งธรรมชาติ สิ่งเหนือธรรมชาติหรือจากพยาธิสภาพของผู้เจ็บป่วยซึ่งต่างมีเหตุผลอธิบายความเชื่อมโยงของการเจ็บป่วย

  ศาสตร์องค์ความรู้ปรัชญาแนวคิดของภาคอีสาน     พบงานเขียนของ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา

(2541) เขียนถึงสังคมวัฒนธรรมของภาคอีสานว่าชุมชนหมู่บ้านอีสาน เป็นสังคมที่สืบทอดวัฒนธรรมมาจากลุ่มแม่น้ำโขง มีศูนย์กลางอยู่ที่ล้านช้าง มีการปกครองของตามระบอบของตนเอง  มีผู้ชำนาญเฉพาะอย่างเป็นผู้นำด้านต่างๆของชุมชน เช่นมีจ้ำบ้านหรือเฒ่าจ้ำ ปัญญาชนผู้ทรงภูมิเรื่องความเป็นไปของชีวิตและสิ่งแวดล้อมในชุมชน มีหมอธรรมผู้รู้คัมภีร์ของศาสนา มีหมอยาหมอกลางบ้านผู้รู้เรื่องด้านการรักษาผู้ป่วย มีหมอแคนผู้รู้ด้านดนตรี มีหมอส่องหรือหมอผีฟ้าผู้รู้ไสยเวทที่เชื่อกันว่าติดต่อกับแถนฟ้าได้    ชาวอีสานเชื่อเรื่องผีเช่นเดียวกับชาวล้านนา เชื่อว่า ผู้มีอิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่คือผีแถนหรือผีฟ้าพญาแถน แถนเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง ให้กำเนิดดิน น้ำ ลม ไฟ โลกและมนุษย์ (ธวัช ปุณโณทก 2528 อ้างในฉัตรทิพย์ นาถสุภา 2541)  ชาวบ้านติดต่อกับแถนได้โดยผ่านพิธีกรรมบุญบั้งไฟและลำผีฟ้า   นอกจากนี้ชาวอีสานยังเชื่อเรื่องขวัญ ว่าขวัญเป็นสิ่งรวมศูนย์ชีวิต แต่มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ มีการทำพิธีสู่ขวัญหรือเรียกขวัญเพื่อสร้างกำลังใจ ในการดำเนินชีวิต  

 ศาสตร์องค์ความรู้ปรัชญาแนวคิด ภูมิปัญญาชาวใต้  นับเป็นภูมิปัญญาที่มีความ

หลากหลายวัฒนธรรม เนื่องจากภูมิศาสตร์ที่อยู่ชายฝั่งทะเลอันดามัน ทำให้ชาวใต้มีการติดต่อสัมพันธ์กับเพื่อนต่างแดนที่เข้ามาเพื่อการค้าและศาสนา     สุทธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์ แบ่งโครงสร้างภูมิปัญญาชาวใต้ออกเป็น 6 กลุ่มที่มา คือ (1) ภูมิปัญญาชาวบ้านที่เกิดจากคนในชนบทโดยตรง (2) ภูมิปัญญาอันเนื่องมาจากคำสอนในศาสนาพุทธ พราหมณ์ และอิสลาม(3) ภูมิปัญญาที่ได้มาจากชาวจีนอพยพ โดยเฉพาะด้านการจัดการ ปรัชญาที่พลวัตรมาจากลัทธิขงจื้อและเต๋า (4) ภูมิปัญญาที่รับมาจากตะวันตก ยุโรปที่เข้ามาค้าขายและสร้างอาณานิคมในเอเซียอาคเนย์ (5) ภูมิปัญญาที่รับมาจากชวามลายูซึ่งปรากฏชัดในภาคใต้ตอนล่าง และ(6) ภูมิปัญญาที่สืบทอดมาจากเมืองหลวง ซึ่งถ่ายโอนผ่านระบบการศึกษาและการปกครอง(สุทธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์ 2545:74)   ในระบบความคิดความเชื่อของชาวใต้ก็ไม่ต่างจากชาวล้านนาและอีสาน ที่มีความเชื่อเรื่องผี  เชื่อว่าผีสถิตย์อยู่ในธรรมชาติ เช่นผีเจ้าป่า เจ้าเขา  เจ้าที่สวน เจ้าที่นา  นอกจากนั้นก็มีผีบรรพบุรุษที่ชาวใต้ยังคงนับถือและปฏิบัติอย่างเข้มแข้ง ด้วยความเชื่อที่ว่าผีบรรพบุรุษหรือที่เรียกว่าครูหมอ หรือครูโนรา   จะคอยดูแลรักษาลูกหลานสมาชิกที่สืบทอดของวงศ์ตระกูลให้มีความสุข 

ศาสตร์องค์ความรู้ปรัชญาแนวคิดของการแพทย์พื้นบ้านภาคกลาง       ส่วนใหญ่จะ

กล่าวถึงทฤษฎีการแพทย์แผนไทย ที่มีแนวคิดในเรื่องความสมดุลของธาตุ ในร่างกาย    จากการทบทวนเอกสาร ยังไม่พบว่ามีงานวิจัยที่กล่าวถึงทฤษฎีหรือแนวคิดอื่นที่ปรากฎเป็นการแพทย์พื้นบ้านภาคกลางนอกเหนือจากทฤษฎี การแพทย์แผนไทย ที่เรียบเรียงใหม่ โดยเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ  (2530)  และตำราการแพทย์แผนไทยที่กองประกอบโรคศิลป์อนุญาตให้ใช้เป็นตำราอ้างอิงและสอบเพื่อรับใบประกอบโรคศิลป์จำนวน 5เล่ม  และในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ยังไม่พบว่ามีการสังคายนาตำราหรือดังกล่าว  นอกจากงานเขียนของ บุญเรือง นิยมพร   ในการแพทย์ไทยเดิม(ฉบับพัฒนา)นำความรู้การแพทย์แผนปัจจุบัน มาอธิบายความหมายของการแพทย์ไทย เช่น อธิบาย ธาตุดินว่าหมายถึงอวัยวะ หรือ organs ต่างๆของร่างกาย เป็นต้น

 

7.2.4 ข้อเสนอแนะและแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ

                โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ (2540)  มีการเสนอประเด็นที่ควรพิจารณาในการดูแลรักษาสุขภาพว่า เรื่องของปราชญ์ชาวบ้านซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่มุ่งไปที่คน การมองหาคนที่เป็นตัวแทนของภูมิปัญญาชาวบ้าน สะท้อนให้เห็นถึงว่าชาวบ้านเขามีสติปัญญา มีภูมิปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาได้ด้วยวิธีที่แยบคายกว่าเราได้โดยวิธีที่เราจะต้องให้ความเคารพในภูมิปัญญานั้นๆ ของเขา และฟื้นฟูศักดิ์ศรีของปราชญ์ชาวบ้านเหล่านั้นขึ้นมา

                การพยายามที่จะผสมผสานซึ่งปรากฎว่าเป็นรูปแบบหลายแบบด้วยกัน ผสมผสานการแพทย์แผนโบราณเข้ามาในระบบบริการสาธารณสุขสมัยใหม่ มีโครงการหลายโครงการที่ทำในปัจจุบันใช้ประโยชน์ จากหมอพื้นบ้านในระบบงานสาธารณสุขมูลฐาน หรือผสมผสานวิธีการทางการเกษตรเข้ามาสู่ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่

            ธารา อ่อนชมจันทร์ (2537)  เสนอแนวทางการพัฒนาและให้ข้อเสนอแนะในงานวิจัยทางเลือกในการรักษากระดูกหัก ดังนี้

จากผลการวิจัย  ยิ่งย้ำความจริงว่า  ประชาชนใช้บริการ  การแพทย์แบบพหุลักษณ์  ดังนั้นประเด็นการ  เลือกเอาส่วนที่ชาวบ้านมีพื้นฐานอยู่แล้ว  มาลดข้อจำกัดของแผนปัจจุบัน  เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน  ถ้าเราสามารถเลือกจุดเด่นของการแพทย์พื้นบ้านมาใช้และพัฒนาโดยคงรูปแบบการรักษาแบบพื้นบ้านไว้ ปรับปรุงเฉพาะเทคนิควิธีการ  เช่น  การดึงกระดูกให้เข้าที่  การร่วมมือกับโรงพยาบาลใช้เอกซเรย์ช่วยวินิจฉัยให้เห็นตำแหน่งที่กระดูกหัก  เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาซึ่งเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย    สำหรับบุคลากรแผนปัจจุบัน  หากยังไม่สามารถลงไปสัมผัสกับหมอพื้นบ้านได้โดยตรง  ก็ขอเพียงแต่ยอมรับข้อจำกัดของตนเอง  เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยร่วมตัดสินใจเลือกใช้บริการ  จึงมีข้อเสนอแนะดังนี้

1) ระดับนโยบายควร ส่งเสริมให้มีการพัฒนาบุคลากรสาธารณสุขระดับปฏิบัติงาน  ให้มากขึ้น  โดยเน้นการวิจัยเชิงสหวิทยาการ  กล่าวคือมีการร่วมมือกันระหว่างนักวิชาการ  (ซึ่งมีข้อได้เปรียบด้านทฤษฎี)  และนักปฏิบัติ  (ซึ่งอยู่ท่ามกลางข้อมูลเพราะใกล้ชิดกับปัญหาในพื้นที่)               ระดับนโยบายจะได้เห็นรูปแบบการพัฒนาที่สอดคล้องกับความเป็นจริงในท้องถิ่นมากขึ้น  และเปิดโอกาสใช้วิธีการพัฒนาที่หลากหลายยิ่งขึ้น ดีกว่าจะคิดเป็นสูตรสำเร็จจากส่วนกลางแล้วสร้างความขัดแย้งให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

2)  ส่งเสริมให้มีการวิจัยพัฒนาต่อยอดจากฐานความรู้เดิม  (Renovation)เพื่อเป็นทางเลือกในการดูแลรักษาสุขภาพ  ซึ่งน่าจะดีกว่าการลอกแนวคิดการพัฒนาจากชาติตะวันตก  ซึ่งมีบริบททางสังคมต่างจากไทย  หมอพื้นบ้านจึงควรได้รับการพัฒนาให้มีศักยภาพมากขึ้น  มิฉะนั้นจะถูกกลืนเหมือนกรณีผดุงครรภ์โบราณ

 ระดับนโยบายจึงควรมีเป้าหมายหลักที่จะพัฒนาการแพทย์พื้นบ้านมาเป็นทางเลือกให้ประชาชนใช้บริการตามความเหมาะสมกับวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น  โดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการดูแลกันเองได้ในระดับหนึ่ง  ก่อนที่จะต้องเข้าไปแออัดยัดเยียดกันในสถานบริการของรัฐ

                ยิ่งยง เทาประเสริฐ (2538) กล่าวว่าถึงความจำเป็นที่จะต้องประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแพทย์พื้นบ้านในยุคโลกาภิวัฒน์เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดูแลรักษาสุขภาพ หากจำเป็นทางเลือกนี้จะมีขอบเขตและขีดความสามารถเพียงใด ข้อสำคัญจะสานรอยต่อของทางเลือกระหว่างการแพทย์พื้นบ้านกับการแพทย์แผนปัจจุบันได้อย่างไร   การคืนศักยภาพและขีดความสามารถของประชาชนในการดูแลสุขภาพหมายรวมถึงการให้โอกาสในการฟื้นตัวและปรับตัวให้ทันสมัยของภูมิปัญญาพื้นบ้านบนหลักการของการผลิตใหม่ (Improvization and Renovation) เลือกสรรและพัฒนาบนรากเหง้าของชุมชน  

                เสาวภา พรสิริพงษ์ (2538) เสนอว่าการแพทย์พื้นบ้านและสมุนไพรเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาควบคู่กันไป หมอพื้นบ้านเป็นปัจจัยที่สำคัญมากตัวหนึ่งที่มีผลต่อการใช้สมุนไพร ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาและส่งเสริมทั้งหมอพื้นบ้านและสมุนไพรควบคู่กันไป การพัฒนาหรือส่งเสริมอย่างใดอย่างหนึ่งโดยละทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมไม่ได้อย่างแน่นอน

                                สุวิทย์  มาประสงค์ (2544) เสนอแนะในการศึกษาภูมิปัญญาหมองู ดังนี้

การสืบค้นการดำรงอยู่ของหมองูที่ยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่ในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ    แนวทางที่ควรรีบทำการศึกษา  เมื่อค้นพบและตรวจสอบประสิทธิผลในการรักษาเป็นที่ประจักษ์แล้วก็ควรให้การยอมรับ  "ภูมิปัญญา"  ดังกล่าว  แสดงบทบาทในการบริบาลสังคมอย่างเป็นทางการ  ถูกต้องตามกฎหมาย  โดยอาจจะจัดให้เป็นรูปแบบการบำบัดแบบสมทบ  มีการส่งต่อผู้ป่วยในกรณีที่ผู้ป่วยพ้นจากระยะอันตรายต่อชีวิตแล้ว  หมองูพื้นบ้านควรได้รับการดูแลจากรัฐในส่วนของค่าตอบแทนเช่นเดียวกับแพทย์ในระบบใหม่  โดยอาจจะมีฐานค่าตอบแทนที่คิดจากจำนวนผู้ป่วยซึ่งหมอได้ให้การบำบัดรักษาจนหาย

                                วิชัย โชควิวัฒน (2546)  อธิบดี กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ว่า จะต้องครอบคลุมประเด็นสำคัญต่างๆอย่างครบถ้วน ได้แก่ 1) ยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์ความรู้ 2) ยุทธศาสตร์การพัฒนายา เครื่องมือ และอุปกรณ์ 3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบการเรียนการสอน 4)ยุทธศาตร์การพัฒนาระบบบริการ และ 5) ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านกฎหมาย โดยในส่วนของยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์ความรู้ที่เป็นการแพทย์พื้นบ้านภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้น ได้กล่าวว่า

  ต้องมีการรวบรวมศึกษาและพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยสถาบันการศึกษาทั้งมหาวิทยาลัย สถาบันราชภัฎ วิทยาลัยการสาธารณสุขพระบรมราชนกในแต่ละพื้นที่  ควรให้ความสนใจและศึกษาการแพทย์พื้นบ้านในพื้นที่ของตนอย่างเป็นระบบโดยควรพิจารณารูปแบบการศึกาของดร.ยิ่งยง เทาประเสริฐ  แห่งสถาบันราชภัฎเชียงรายเป็นแม่แบบ หน่วยงานสนับสนุนการวิจัยโดยเฉพาะสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยควรให้ทุนศึกษาและพัฒนาภูมิปัญญาเหล่านี้ ขณะเดียวกันทุกจังหวัดควรส่งเสริมให้มีการจัดตั้งและพัฒนาศูนย์เรียนรู้การแพทย์พื้นบ้านขึ้นทั้งเพื่อการเรียนรู้ พัฒนาและส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์ต่อไป

 

 

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์. การดูแลรักษาสุขภาพและการรักษาพยาบาล: ประเด็นที่ควร

                    พิจารณา. ใน: ระบบความรู้พื้นบ้านปัจจุบัน: การวิจัยและพัฒนา.  กรุงเทพฯ:

โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์  มหาวิทยาลัย, 2541: 122  

โครงการตำรา สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข   รวมบทคัดย่องานวิจัย

                    การแพทย์แผนไทยและทิศทางการวิจัยในอนาคตถาบันการแพทย์แผนไทย ,2543

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา พรพิไล เลิศวิชา   วัฒนธรรมหมู่บ้านไทย       บริษัทเดือนตุลาการพิมพ์

                    จำกัด, กรุงเทพมหานคร, 2541 หน้า 126-177

 ชุลีกร ขวัญชัยนนท์ บุษบา ปิ่นบั่น.  โครงการศึกษาวิจัยศักยภาพหมอยาพื้นบ้านในเขต

                    อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ พ.. 2540.  สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการ

                    แพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, 2540.

ธารา อ่อนชมจันทร์.การรักษากระดูกหักของหมอพื้นบ้านอำเภอพญาเม็งรายจังหวัด

                    เชียงราย, รายงานการวิจัย, สำนักงานคณะกรรมการสาธารณสุขมูลฐาน สำนักงาน

                    ปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2537

ยิ่งยง เทาประเสริฐ, บรรณาธิการ.  วิถีการดูแลรักษาสุขภาพในระบบการแพทย์พื้นบ้านแบบ

                   ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.ภาค)

วิทยาลัย การแพทย์พื้นบ้าน สถาบันราชภัฏเชียงราย, 2546: 67 หน้า.

รุ้งรังษี วิบูลชัย.  การดำรงอยู่ของการแพทย์พื้นบ้าน : กรณีศึกษาหมู่บ้านนาสีดา ตำบล

                    ข้าวปุ้น อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต

                    มหาวิทยาลัยมหิดล

วิชัย โชควิวัฒน  นโยบายและทิศทางการพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

                    ของประเทศไทย  กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พิมพ์ครั้ง

                    ที่ 1 : โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก , 2546

สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์, โครงสร้างและพลวัตวัฒนธรรมภาคใต้กับการพัฒนา, โครงการเมธี

                    วิจัยอาวุโสศาสตราจารย์     สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการ

                    วิจัย, 2545

 

 



[1] หัวหน้ากลุ่มงานการแพทย์พื้นบ้านไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

ทิศทางแพทย์แผนไทย กับความอยู่รอดในระบบแข่งขันแบบเสรี

โพสต์12 มิ.ย. 2552 07:24โดยpcha kkhampa

ปาฐกถาพิเศษ เรื่องทิศทางแพทย์แผนไทย กับความอยู่รอดในระบบแข่งขันแบบเสรี

ณ  มหาวิทยาลัยรามคำแหง เนื่องในการประชุมวิชาการ  การแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาของแผ่นดิน วันที่ 16มกราคม 2547

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ  วะสี  (ตัดตอนมาเฉพาะข้อเสนอ)

ประการที่ 1 ควรมีการตั้งศูนย์การแพทย์แผนไทย ในทุกตำบล   แต่ไม่ใช่ของทางราชการ ไม่ใช่กระทรวงสาธารณสุข    ประชาชนตั้งเอง ชุมชนตั้งเอง ไม่ใช้งบประมาณของรัฐบาล  แต่ว่าตั้งได้ทุกตำบล เคยไปดูมาที่จังหวัดน่าน ไปดูที่ศูนย์การแพทย์แผนไทย ตั้งที่ตำบล ทำสามเรื่อง  คือ 1. การนวดแผนไทย  คนชอบคลายความปวดเมื่อย ความดันลด ความเครียด มีคนนิยมมาก คราวนี้คนในเมืองมากันมาก จะลดการสั่งยาแก้ปวด สั่งยากล่อมประสาทจากทางต่างประเทศลง ถ้าเรามีทุกตำบล ท่านทั้งหลายลองนึกดู มันจะประหยัดเงินเท่าไร และช่วยคนเท่าไร  เรื่องที่ 2 การประคบด้วยสมุนไพร ถ้าท่านทั้งหลายไปถูกนวดก็ดี การประคบก็ดี อย่างไรก็ต้องดีขึ้นแน่ๆ เพราะว่ามันมีการสัมผัส และคุยกันกระหนุงกระหนิง มีการใช้เวลา ท่านลองนึกภาพไป ถ้าท่านไปหาผมที่ศิริราช ผมอาจจะใช้เวลา ไม่ถึง หนึ่งนาที คนมันเยอะ บางทีคนไข้อยากจะเล่าอะไร ไม่ได้เล่าอะไร คนไข้บอกจับชีพจรฉันหน่อย หมอไม่มีเวลาจับ เพราะคนไข้มีมากมาย ท่านทั้งหลายเคยเป็นเด็ก เวลาเราไม่สบาย เวลาแม่เอามือมาโอบกอด บอก โอ๋ ลูกเป็นอย่างไรบ้าง ลูกค่อยยังชั่วหรือยัง มีการบีบนวดคุยกัน เห็นอกเห็นใจกัน ยัไงก็ต้องดีขึ้น เพราะว่าการที่โรคหายนี้  อันนี้มีการวิจัยในอเมริกา มีเอกสารอยู่ที่วุฒิสภาของอเมริกา การที่โรคหายไปถึง 20 % หายเพราะเทคโนโลยี ที่เรียกว่า เทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า 80 % หายเพราะเหตุอื่น หายเพราะหายเอง หายเพราะเห็นอกเห็นใจกันหายเพราะอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการนวดการประคบนี้ อย่างไรก็ต้องดีขึ้น  เพราะว่าเป็นเรื่องของจิตใจ ในเรื่องของการเห็นอกเห็นใจด้วยต่างๆ ได้คุยกัน  เรื่องที่ 3 การขายยาสมุนไพร ที่พิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์ สมมุติ มีสัก 20 ขนาน เริ่มต้นทำแค่นี้ ทุกตำบล ท่านทั้งหลาย และชาวบ้านทำไม่มีการขาดทุน ชาวบ้านทำนาอยู่แล้วไม่มีการขาดทุน ชาวบ้านได้บาท สองบาทไม่มีการขาดทุน แต่ถ้าไปเอาคนจบปริญญาตรี ไปทำเดี๋ยวเดียวก็ขาดทุน  เพราะเงินเดือนสูง แต่ถ้าชาวบ้านทำเองไม่มีขาดทุนเลย  เพราะฉะนั้นตรงนี้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย ต้องส่งเสริมให้ตั้งขึ้นทุกตำบล เพราะได้ชาวบ้านอยู่ใกล้บ้านแล้วก็เศรษฐกิจดีขึ้น เพราะรายได้ดีขึ้นมาก แล้วก็ไปกระตุ้นขายสมุนไพร ท่านทั้งหลายลองนึกดู ทุกตำบลก็ไปกระตุ้น การปลูกสมุนไพร กระตุ้นการทำยา ชาวบ้านก็มีรายได้ที่ดีขึ้น อันนั้นเป็นประเด็นที่ 1 น่าจะทำได้ทันที ไม่ต้องอาศัยงบประมาณ   เพราะอาศัยงบประมาณนั้นลำบากมาก   แล้วอย่างนี้ทำได้ทันทีทั้งประเทศ  

ประการที่ 2 จัดทำยาสมุนไพร เป็นยาสามัญประจำบ้าน อาจจะสัก 20 ขนาน ประกาศให้รู้ตรงนี้ จะมีความหมายมาก  ยาหลายอย่างให้ผลดีกว่า ยาแผนปัจจุบัน เช่น ขมิ้นชัน แก้ปวดท้องดีกว่าอะลัมมิลค์ อันนี้พิสูจน์มาแล้วทำวิจัยคู่กันมาพร้อมอะลัมมิลค์ แก้ปวดท้องได้ 85 %  ขมิ้นชันได้ 95 % ชะงัดมาก  แล้วทำไมจึงไม่เป็นยาที่อยู่บนบ้านทุกบ้าน เพราะทุกบ้านมีการปวดท้อง เสียดท้อง   ถ้าทุกบ้านทั้งประเทศมียาขมิ้นชันประจำบ้านอยู่ จะมีการกระตุ้นการปลูกขมิ้นชันเท่าไร ชาวบ้านจะได้รายได้เท่าไร เอามาทำยา ชาวบ้านกระตุ้นเศรษฐกิจตรงนี้ แล้วตัวอื่นๆ อีก ประมาณ 20 ตัว   อันนี้ก็จะประหยัด  การที่ประเทศไทยจะไปซื้อยา จากต่างประเทศ และไปกระตุ้นรายได้ของชาวบ้านอย่างมโหฬาร  เรื่องการนวด  ตอนผมเด็กๆ ผมอยู่เมืองกาญจน์ มีป้าคนหนึ่งแกตาบอด แกเป็นหมอนวด มีคนเรียกแก ตาบอดยังมีรายได้เห็นไหม ถ้าเรานิยมวัฒนธรรมของเรา  ตาบอดยังมีรายได้ ถ้าไปนิยมต่างประเทศหมด เขาก็โกยเงินเราไปหมด พวกเราก็ไม่มีรายได้ คนพิการก็ไม่มีรายได้  ทั้งหมดมันเป็นมิจฉาพัฒนา

ประการที่ 3  อาหารไทย อาหารไทยที่จริง คือสมุนไพร   กระเพรา ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกไทย กระเทียม เหล่านี้ เป็นสมุนไพรทั้งสิ้น  เพราะฉะนั้นอาหารไทย ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแพทย์ เภสัชกรรมไทย  เป็นอาหารสุขภาพชัดเจน โรคที่ฝรั่งเป็นแล้วตายมากที่สุด ก็คือลือดแข็งตัวจับกันเป็นลิ่มในหลอดเลือด แล้วไปอุดตันเส้นเลือด ในเส้นเลือดหัวใจ ไปอุดหัวใจ ไปอุดสมอง ไปอุดปอด ไปอุดที่ไหนก็เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่ง ของฝรั่ง แล้วคนไทยเมื่อก่อนเกือบไม่มีเลย ผมเองเป็นโลหิตแพทย์ ผมเรียนที่อเมริกา เรียนกับครูที่ทำงานเรื่องนี้  เขาบอกว่าเรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ อันดับหนึ่งของคนตะวันตก ผมบอกว่า คนไทยไม่เคยเป็น เขาก็สนใจ ทั้งนี้เพราะอาหารไทยและต่อมาก็ปรากฏว่าเป็นความจริง อาหารไทยจะไม่ค่อยเกิดการแข็งตัวของเลือด เพราะมีสารห้ามไม่ให้เป็นอย่างนั้น   หอมกระเทียม ห้ามการจับกลุ่มของเกร็ดเลือด ที่ทำให้เกิดการแข็งตัวขึ้น พริก ได้พิสูจน์ด้วยการวิจัยว่าไปละลายลิ่มเลือด พอเริ่มเกิดก็ละลายเสียแล้ว ถ้าไม่มีอะไรละลายจะจับตัวเป็นก้อนใหญ่แล้วก็ไปอุดตัน เป็นต้น ดังนั้นสารอะไร ตะไคร้ทำอะไร ขมิ้นทำอะไร พริกทำอะไร  เราเอาความรู้นี้ดึงมาแล้วจะได้เห็นคุณค่าของอาหารไทย  ไม่อย่างนั้น คนหนุ่มสาวหันไปกินพิซซ่า กินเคนดักกี้ กินไฟร์ซิกเกน อะไรต่างๆ นี้   แต่จะไปกินเป็นคุณค่า เขากินเป็นคุณค่านี้ คิดว่ากินข้าวแกงดีกว่า  ข้าวแกงมันต่ำมาก  กิน เคเอฟซี พิซซ่า ดูว่าสูง เพราะนิยมวัฒนธรรมของเขา ใครได้วัฒนธรรม คนนั้นได้เศรษฐกิจ วัฒนธรรมกับเศรษฐกิจมันเชื่อมโยงกันอยู่ ทีนี้อาหารไทย มันมีคุณค่ามากกว่า เวลาผมไปบรรยายที่หัวหิน ที่พัทยา  ผมไปแต่เช้าผมจะไม่กินข้าวที่โรงแรมที่ประชุม   ผมจะแวะข้างทางกินข้าวแกง ราคาก็ถูกแล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ มากกว่า ตรงนี้เราต้องเอาความรู้ ดึงความรู้มาให้คนไทยเข้าใจถึงคุณค่าของอาหารไทย ขณะนี้อาหารไทยก็เป็นโชคดีของคนไทยที่เป็นอาหารที่ติดอันดับโลก อาหารของโลกที่ติดอันดับโลกมี 5 อย่าง อาหารฝรั่งเศส อาหารอิตาเลียน อาหารญี่ปุ่น อาหารจีน อาหารไทย  นอกนั้นไม่มี จะบอกว่าอาหารเวียดนาม อาหารอะไรก็ไม่ติด อาหารไทยนั่นติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ตรงนี้ถ้าเราใส่ความรู้เข้าไปด้วยจะได้เปรียบ คนชอบอยู่แล้ว แล้วก็ไปช่วยเขาด้วย อย่างฝรั่งกินอาหารฝรั่ง  ฝรั่งเขาจะเป็นมะเร็งมาก เขาจะเป็นริดสีดวงทวารมาก เป็นโรคหัวใจมาก  ถ้าเขากินอาหารไทย สุภาพเขาจะดีขึ้น ดังนั้นตรงนี้มันเป็นโชคดีของคนไทย อยู่ที่เราสร้างความเข้าใจ สร้างคุณค่าตรงนี้ให้มากขึ้น นั้นเป็นเรื่องที่ 3 แล้วก็เป็นเรื่องเศรษฐกิจของเรา ลองนึกภาพตามที่ผมพูดนี้ พูดถึงด้านเศรษฐกิจถ้าเราทำตรงนี้ให้เต็มที่ ผมว่าฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวและยั่งยืนด้วยวัฒนธรรมไทย   

ประการที่ 4  เรื่องการฟื้นฟูสุขภาพด้วยแผนไทย ขณะนี้คนกำลังนิยมเรื่องสุขภาพ เรื่องสปา อะไรต่างๆ แผนไทย ก็มีเรื่องอย่างนี้ เราผนวกเข้าไปได้ เป็นธรรมชาติบำบัด ธรรมบำบัด สมุนไพร อะไรต่างๆ กำลังเป็นกระแสนิยมอะไรต่างๆ เหล่านี้ขึ้น ก็ควรจะทำเรื่องนี้เพื่อที่จะให้เป็นบริการประชาชนแล้วเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจด้วย 

ประการที่ 5 เรื่องสมาธิกับสุภาพ  เรามีมาแต่ดั้งเดิม ตอนหลังเราทอดทิ้งไป เรารู้ว่าเวลาเราเจริญสติ เจริญสมาธิ สุขภาพจะดีมาก ชีวิตจะไม่ค่อยเจ็บป่วย    สำหรับคนทำสมาธิ จะอายุยืนและภูมิคุ้มกันจะขึ้นสูง อันนี้พิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์ เราเจริญสติเจริญสมาธิ ภูมิคุ้มกันขึ้น ภูมิคุ้มกันขึ้นนี้มันป้องกันโรคติดเชื้อ ป้องกันมะเร็ง  เพราะเซลล์มะเร็งนี้มันเกิดขึ้นในร่างกายเราทุกวัน แต่เราไม่เป็นมะเร็ง เพราะเรามีภูมิคุ้มกันที่ทำลายเซลล์มะเร็งที่เกิดขึ้น ถ้าภูมิคุ้มกันใครดีก็จะไม่ค่อยเป็นมะเร็ง แต่ถ้ามีภูมิคุ้มกันต่ำ ก็จะเป็นมะเร็ง คนสมัยนี้เครียด พอเครียดภูมิคุ้มกันมะเร็งก็ต่ำ    ดังนั้นการเจริญสติ เจริญสมาธิให้ประโยชน์หลายอย่างทำให้สุขภาพดี ทำให้อายุยืน ทำให้เจอความสุขที่ไม่เคยเจอ เวลาจิตใจสงบทำให้มีความสุขเหลือหลาย เกิดขึ้นและเป็นพื้นฐานของเรามาแต่เดิม อยู่แล้ว เดี๋ยวนี้ก็ยังมีเหลืออยู่ สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติบอกมีศูนย์สอนวิปัสสนากรรมฐาน ขณะนี้ประมาณ 500-700 ศูนย์  ถ้าเข้าใจเห็นคุณค่าก็เพิ่มขึ้นได้ ผมคิดว่า กรรมฐานควรเป็นวิถีชีวิตของคน  ที่น่าดีใจ สำนักพุทธศาสนาเสนอคณะรัฐมนตรี ว่าให้ข้าราชการไปฝึกกรรมฐานได้โดยไม่ถือเป็นวันลา เพราะฉะนั้น คิดว่าภายใน 1 ปี จะมีข้าราชการประมาณ 300,000 คนไปฝึกกรรมฐาน  ซึ่งจะช่วยเรื่องสุขภาพ นอกจากนั้นจะช่วยเรื่องอื่นๆ และในที่สุด   ผมใช้คำว่าปฏิวัติเงียบ quite revolution    ทำเรื่องการปฏิวัติเงียบ    คือไม่ได้ไปทำอะไร ไม่ได้ไปเข่นฆ่าใคร ทำเรื่องดีๆ ให้เกิดขึ้น สนับสนุนคนได้เรื่องเรียนรู้ ทำเรื่องดีๆ ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แทนการแย่งชิงกัน ทำเงินมากที่สุด ทอดทิ้งกัน  ทำอะไรดีๆ ให้เกิดขึ้น ให้ขยายตัวให้เต็มประเทศ ในที่สุดจะเป็น สัมมนาพัฒนา  มีการพัฒนาชีวิตที่ถูกต้อง พัฒนาสังคมที่ถูกต้อง ดูแลสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องเกิดขึ้น ในบ้านเมืองของเราเพื่อความร่มเย็นเป็นสุข การปฏิวัติไม่ได้แปลว่าไปฆ่าใคร ไปใช้ความรุนแรง  ปฏิวัติหมายถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและเปลี่ยนคุณค่านั้นคือการปฏิวัติ การใช้ความรุนแรง แต่ว่าไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิด ไม่ได้เปลี่ยนคุณค่าไม่ใช่การปฏิวัติ เป็นเพียงความความรุนแรงเท่านั้น ฉะนั้นการปฏิวัติไม่ได้แปลว่าความรุนแรง  แต่หมายถึงการเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนคุณค่าใหม่ เปลี่ยนวิธีคิดเข้าใจเรื่องธรรมชาติ เข้าใจความสำคัญของคนทุกคน ซึ่งเป็นศีลธรรมพื้นฐาน เข้าใจวัฒนธรรมต่างๆ มีความเอื้ออาทรต่อกัน มีความช่วยเหลือกันอย่างที่ท่านทั้งหลายเป็น เรื่อง หมอพื้นบ้าน รักษาฟรี ไม่เอาเงิน  แต่ตรงข้ามกับการแพทย์บางชนิดเอาเงินเป็นแสนเป็นล้าน มันต่างกัน  เพราะฉะนั้นในข้อ 5 เรื่องสมาธิ การเจริญสติ วิปัสสนากรรมฐานกับสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ แล้วเป็นเรื่องราคาถูกมาก ถ้าพูดเป็นภาษาอังกฤษ health at low cost เป็นสุขภาพราคาถูก ควรจะส่งเสริมขึ้น

ประการที่ 6 เรื่อง การตายอย่างมีศักดิ์ศรี (Hospice)   ตอนนี้ทั่วโลกกำลังพูดกันมาก หมายถึงว่าคนที่แก่แล้วในช่วงสุดท้ายของชีวิต เป็นเส้นเลือดแตกในสมองบ้าง เป็นโรคมะเร็งบ้าง   เป็นคนที่กำลังจะตาย ขอให้ตายอย่างมีคุณภาพ ตายอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่ตายอย่างด้วยความทุกข์ทรมานแลราคาะแพง ในสหรัฐอเมริกา ช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิต ค่าใช้จ่ายใช้เป็นค่าดูแลรักษาทางการแพทย์ประมาณ 7.5% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งก็ไม่รอดแล้ว เพราะว่าเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิต แต่ได้อัดฉีดเทคโนโลยีเข้าไป ใช้เงินเข้าไปแต่ก็ตายเหมือนกัน เขาเรียกว่ายืดชีวิต prolong life แต่บางคนบอกไม่ใช่ยืดชีวิตแต่เป็นการยืดความตาย  ยืดความตายให้ทรมานมากขึ้นอีก แต่ใช้เงินมากเหลือเกิน ขณะนี้ในอเมริกาเกิดอย่างนี้ ภรรยาผมมีเพื่อนที่ศูนย์ควบคุมโรคที่แอตแลนต้าในอเมริกา สามีเขาเป็นมะเร็งเขาบอกสามีเขาตอนสุดท้าย ที่นั่นเขามีศูนย์ที่บอกวาระสุดท้ายของคน แล้วเลือกได้ว่าจะใช้แพทย์แผนอะไรก็ได้ ใช้การบำบัดทางจิตวิญญาณที่พอใจได้ ตรงนี้เกี่ยวกับความตาย  เดี๋ยวนี้เข้าโรงพยาบาลใส่ท่อใส่อะไรหมด ครั้งโบราณผมทันเห็นย่าผมอายุ 80 กว่า เวลาท่านป่วยตอนสุดท้ายนี้เขาไปนิมนต์พระมาสวดโพชฌง ท่านทั้งหลายเคยเห็นไหมครับในพระไตรปิฎก  พระพุทธเจ้าประชวรให้พระมาสวดโพชฌงหาย  เราต้องรู้จักโพชฌงว่า คืออะไร ตอนผมเป็นเด็กนักเรียนอยู่เมืองกาญจน์ วันหนึ่งผ่านบ้านคนกำลังจะตาย เข้าใจว่าเป็นมาลาเรีย เมื่อก่อนมาลาเรียขึ้นสมองมีมาก  ภรรยากำลังนั่งบอก อะระหัง อะระหังน่ะ อะระหังน่ะ  ยายผมเองอายุ 85 ไม่เห็นเป็นโรคอะไร  แต่ท่านบอกว่า ข้าพอแล้วโว้ย ข้าพอแล้วโว้ย ท่านก็กำหนดให้ตัวเองตายได้ โดยหยุดการกินแล้วก็เงียบๆ นอนเงียบๆ ผมก็ไม่พาไปโรงพยาบาล ตอนนั้นผมเป็นหมอแล้ว ผมก็ไม่พาไป เพราะท่านเลือกอย่างนั้น เพราะสงบ ไม่มีใครเดือดร้อน  น้าผมคนหนึ่ง คือลูกของยายอายุ 80 กว่าทำกรรมฐานมานาน  วันหนึ่งเป็นอัมพาตครึ่งซีก แต่หน้าตายิ้มแย้ม ท่านพูดเย้ยว่า ความตายนั้นหรือ เชิญเลยจะมาวันไหนก็เชิญ เชิญตามสบาย ลูกหลานก็สบายใจ ถ้าคนป่วยเดือดร้อนมาก ลูกหลานก็มีความทุกข์ไปด้วย เรื่องการตายอย่างมีคุณภาพ ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ถ้าเราทำให้ดี หนึ่ มันจะประหยัด  สอง ลดการทุกข์ทรมาน ลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ แล้วทำให้การตายที่มีศักดิ์ศรีมีคุณภาพ มีความศักดิ์สิทธิ์ นั้นเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าคนตายในโรงพยาบาล ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์  ไม่มีอะไรเลย มันอยู่กับท่อ ผมเองอยู่ในโรงพยาบาลวันหนึ่งเดินไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังร้องให้ได้ไปถามว่าเป็นอย่างไร เขาบอกว่า สามีเขาพึ่งตาย แต่ตอนสามีเขาจะหลับ เขาอยากจะไปจับมือสามีเขาไว้ หมอก็ไม่ให้เข้าไป เขาบอกว่าเข้าไปเกะกะ เกะกะเพราะหมอจะใส่โน่นใส่นี้ แต่ว่าคนกำลังจะตายนี้เขาต้องการจับมือกับลูกเขาเมียเขา พ่อเขาแม่เขา ผมเคยรักษาเด็กคนหนึ่งเป็นเด็กผู้หญิง เด็กสาวแกเป็นมะเร็งเม็ดเลือด รักษามาจนงอมแล้ว มาวันหนึ่งแกหนาวมาก ไม่สบาย ผมก็พูดกับแกว่า เออ! หมอจะให้อยู่โรงพยาบาล  เด็กเขาบอกว่า คุณหมออย่าให้หนูอยู่โรงพยาบาลเลย เวลาหนูไม่สบายมากนี้ ไม่มีคนมาช่วย ถ้าหนูอยู่บ้านเวลาไม่สบาย แม่ยังกอดหนูไว้ เห็นไหมการที่มีคนกอด การที่มีคนพูดเพราะๆ การที่มีคนแตะตัวต้องตัวอย่างนี้ มันมีความสำคัญ ตรงนี้เองผมคิดว่า เป็นเรื่องหนึ่งที่จำต้องพัฒนาขึ้น การตายอย่างมีคุณภาพเป็นเรื่องใหญ่มาก ทั้งจะช่วยประหยัดไปมากมายขณะนี้ เราสูญเสียค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพ ปีนี้ประมาณ 300,000 ล้านบาท แล้วเราที่เสียโดยไม่จำเป็นเป็นหมื่นๆ ล้าน หรือเป็นแสนล้าน เสียไปโดยไม่จำเป็นและไม่ได้ผลไม่คุ้มค่า

ประการที่ 7 การรับรองคุณภาพยาสมุนไพร เมื่อเราจะสนับสนุนการใช้ยาสมุนไพร ออกไปอย่างกว้างขวางทุกตำบล ให้ยาสมุนไพรมาเป็นยาสามัญประจำบ้าน    คงจะคิดถึงคุณภาพของยาสมุนไพร มีราขึ้นหรือไม่ เสียหรือไม่ การที่จะพัฒนาตรงนี้ขึ้นมา ทางราชการจะต้องช่วย   ตรงนี้จะทำอย่างไร

ประการที่  8 การวิจัย รวบรวมองค์ความรู้ การแพทย์แผนไทยหรือการแพทย์พื้นบ้าน ที่ต้องรีบทำ เพราะมันอยู่ในตัวคน มันอยู่ในคนเฒ่าคนแก่ ถ้าท่านเหล่านั้นตายไปแล้วมันจะสูญไปด้วย เวลาความรู้ที่ว่า ภูมิปัญญา มันสูญไปเลย มันก็เหมือนการสูญพันธุ์ของต้นไม้ของสัตว์ มันสูญสิ้นไปเลย ไม่มีอีกแล้ว เพราะฉะนั้นจำเป็นจะต้องทำรีบด่วน  กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยต้องหาวิธีอย่างไรจะให้มีการสำรวจ รวบรวมทั้งประเทศอย่างรีบด่วน ถ้าไม่อย่างนั้นจะสูญจริงๆ ต้องรีบทำ  มีทำกันบ้างแล้ว อย่างเช่นที่ ดร. ยิ่งยง เทาประเสริฐทำที่สถาบันราชภัฎเชียงราย แต่ผมว่าจะต้องทำมากกว่านี้ เพราะจะสูญต้องรีบไปเอามาให้หมด ทุกชุมชน ทุกหน ทุกแห่ง ที่มีความรู้ ต้องรีบไปรวบรวมไว้ เพราะฉะนั้น การที่มีวิชาการ การแพทย์แผนไทย เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยต่างๆ นี้จำเป็น เพื่อได้เป็นกำลังในการไปสำรวจ ไปวิจัย สิ่งเหล่านี้

ประการที่ 9 การวิจัยผลการใช้ยาสมุนไพร  ต้องทำโดยการวิจัยผล วิจัยอย่างที่ชาวบ้านใช้ ไม่ใช่ไปวิจัยสกัดตัวนั้นตัวนี้อะไรออกมาอย่างนั้น ชาวบ้านใช้อยู่แล้วก็ไปวิจัยดูว่าชาวบ้านใช้ได้ผลหรือไม่ได้ผล เราได้ยินเรื่องต่างๆ  เช่นวิจัยเรื่องพญายอ รักษาโรคเริม เพราะเริมมีที่ปากก็มี ที่อวัยวะเพศก็มี คนในที่นี้ 10% จะมีเริมที่อวัยวะเพศ 3-4 เดือนมันจะเป็นครั้งหนึ่ง จะขึ้นมาแล้วก็หายไป พอภูมิคุ้มกันหมดก็จะขึ้นมาอีก  ซึ่งยาฝรั่งก็แพงมาก ชื่ออะไซโครเวีย (Acyclovia) เขาไปวิจัยพบว่าครีมพญายอนี้ดีกว่ายาฝรั่งที่ดีที่สุดอีก วิจัยเทียบกันมาแล้ว เป็นต้น น้ำผึ้งที่เรารู้จักใช้รักษาแผลชะงัดมาก ที่จริงมีการวิจัยแล้ว  เอาเชื้อแบคทีเรียทุกชนิด หยอดลงไปในน้ำผึ้ง ตายหมดเกลี้ยงไม่เหลือเลย มันฆ่าเชื้อ ฉะนั้นรักษาแผลชะงัด ผมเองมีประสบการณ์ส่วนตัว คนขับรถผมเป็นคนอีสาน วันหนึ่งเขามาลาว่าจะกลับไปบ้าน ยายเขาป่วยกระทันหัน เป็นแผลถึงกระดูกเลย รักษาอย่างไรก็ไม่หาย เขาจะไปงานศพยายเขา ยายเขาตายแน่ ผมก็ให้น้ำผึ้งไป 2 ขวด ให้เอาไปด้วย เขากลับมาบอกว่ายายไม่ตาย ยายหายเพราะมันชะงัดมาก น้ำผึ้งนี้รักษาแผล แผลมะเร็ง แผลเรื้อรังต่างๆ ที่บ้านผมมีสุนัขอยู่ตัวหนึ่งมันกัดกัน นิ้วมันเน่าเลยพาไปหาสัตวแพทย์เขาจะตัดมัน ลูกผมเด็กๆ ไม่ให้ตัด กลับมาผมเลยรักษาเอง ผมเอาถุงพลาสติกใส่น้ำผึ้ง หุ้มแล้วเอาเชือกผูกให้มันแช่น้ำผึ้ง หายวันหายคืน ไม่ต้องตัด  นอกจากนี้เราได้ยินอย่างอื่นอีกเช่น เพชรสังฆาต รักษาริดสีดวง ชะงัดมาก แล้วรักษาอย่างเดียว  ตัวยาไทยโดยมากจะบอกตัวยารักษาโรค  แต่เพชรสังฆาตนี้ตัวเดี่ยวเลย รักษาริดสีดวง อย่างนี้เอามาวิจัยกัน แผนปัจจุบันเอามาวิจัย จะจริงหรือไม่จริง ถ้าจริงลองนึกสภาพว่าจะประหยัด การผ่าตัด ประหยัดอะไรไปเท่าไหร่ เพราะคนทุกบ้านจะเป็นริดสีดวง  จะประหยัดการผ่าตัด ประหยัดอีกหลายอย่าง อะไรต่อมิอะไรอีกมาก  อย่างนี้วิจัยหมด ชาวบ้านมีอะไรดีก็วิจัย   กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯต้องไปจัดการให้แพทย์แผนปัจจุบันมาวิจัย ไปขอทุน ตั้งทุน งบประมาณวิจัย ส่งเสริมให้ทำการวิจัยให้ได้เพื่อจะพิสูจน์กัน แล้วก็จะเจอของดีๆ  อีกมาก

 ประการที่ 10 วิจัยเพื่อพัฒนาเป็นยาแผนปัจจุบัน  เป็นเรื่องใหญ่ทำยาก  ต้องลงทุนมาก ขณะนี้ประเทศจีนมียาพื้นบ้านที่ชาวบ้านใช้รักษามาลาเรียใช้มาเป็นพันปีแล้ว เรียกว่า ชิงเฮาซู  ส่วนแผนปัจจุบันจะจนตรอกไปเรื่อยๆใช้ยาอะไรใหม่ๆ เดี๋ยวมาลาเรียเกิดต้านทานยานั้น ยานั้นก็ใช้ไม่ได้อีกแล้ว แล้วก็แพงขึ้นเรื่อยๆ    องค์การอนามัยโลกก็ถล่มหมด มันต้านทานต่อยาทุกชนิด คนตายกันเป็นเบือ พอดีไปพบว่าชิงเฮาซู ของจีนว่าฆ่ามาลาเรียได้จริง ขณะนี้พัฒนาเป็นยาแผนปัจจุบันแล้ว สถาบันที่ทำเรื่องนี้ ปีนี้ในเดือนนี้มกราคมจะเข้ามารับพระราชทานรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล ซึ่งเหมือนโนเบิ้ลไพรซ์ ทางการแพทย์ของประเทศไทย   เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เชื่อมโยงกับเรื่องที่ 10  เมื่อไปวิจัยอะไรได้ผลและดูมันแปลกกว่าของคนอื่น รีบกลับมาดูว่าสารอะไร อยู่ในนั้นเป็นของใหม่อะไร อะไรพัฒนาเป็นยา แต่ตรงนี้ทำอะไรได้ยาก ต้องลงทุน เพราะฉะนั้นกรมพัฒน์ก็ต้องทำ มีกรมขึ้นมาทั้งที ต้องทำเรื่องยากๆ ที่จำเป็น เป็นเรื่องนโยบายรัฐบาลต้องทุ่มเท แต่ถ้าไปคุ้ยเขี่ยหากินเองทำไม่ได้ ทำเรื่องยากๆ อย่างนี้ไม่ได้ เพราะมันอาจจะทุ่มเงินเป็น 100 ล้าน ที่จะวิจัยเรื่องนั้นๆ ให้ออกมาให้ได้  

                ประการที่ 11 เรื่องระบบการผลิตบุคลากร  เป็นเรื่องทบทวน วิจัยว่าขณะนี้ว่าเป็นอย่างไร จะทำให้ดี จะทำอย่างไร ทำระบบการผลิตบุคลากร เกี่ยวกับการแพทย์ เภสัชกรไทย จะทำอย่างไร สนับสนุนอย่างไร คุณทักษิณก็เป็นคนกล้าที่จะทำเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นคนใจกล้าที่จะกล้าทุ่มห้าหมื่นล้าน แสนล้านตรงนั้น สามแสนล้าน นี้แหละการแพทย์แผนไทย ที่เป็นเรื่องใหญ่จะต้องทำให้ครบวงจร นอกจากได้เรื่องสุขภาพแล้วยังได้เศรษฐกิจมโหฬาร เพราะฉะนั้นผมคิดว่ากรมการแพทย์แผนไทยต้องทำตรงนี้ นโยบายแผนและยุทธศาสตร์ทั้งหมดให้ครบวงจร เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากแล้วจะทุ่มกัน  ไปท้าทายนายกเลย เพราะนายกชอบการท้าทาย จะทุ่มเท่าไร ห้าหมื่นล้านหรือเท่าไรมันจะได้กำไรคืนอีก จะได้กำไรมากกว่านั้นมาก

ข้อสุดท้าย ประการที่ 12  คือ การผลิตเพื่อการส่งออก  มีคนไปสำรวจตลาดสมุนไพรในอเมริกา ในญี่ปุ่น ในยุโรป เขาบอกว่าตลาดไม่มีสิ้นสุด  ไปดูแล้วจัดการให้ดี จะขายในรูปไหน จะปลูกอย่างไร จะทำอะไร พวกนี้จะมีการใช้อย่างมโหฬาร    รวมทั้งหมดแล้ว  การแพทย์แผนวัฒนธรรมของเรานี้ จะทำให้เราแข็งแรงและทำให้เรามีศีลธรรมมากขึ้น จะทำให้สิ่งแวดล้อมเราดีขึ้น เพราะการปลูก จะทำให้สุขภาพของคนไทยดีขึ้น เศรษฐกิจหลุดพ้นจากหายนะ  เศรษฐกิจจะกลายเป็นบวกเลย จากเรื่องนี้เรื่องเดียว อย่างนั้นกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย หนีไม่พ้น ถ้ามีกรมมาทั้งทีแล้วไม่คิดเรื่องใหญ่แล้วมีทำไม มาเพื่อทำนโยบาย มาเพื่อทำยุทธศาสตร์ใหม่ที่จะเดินเรื่องนี้

เพราะฉะนั้นที่ผมมาพูดไปทั้งหมดนี้ ผมมิได้มีความรู้อะไร พูดแบบลูกทุ่งเท่าที่เห็นเห็นมาไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญอะไรในเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องใหญ่มากอยากเห็นการทำเรื่องนี้อย่างจริงจังทั้งระบบจริงๆ มันช้านานมาก เราเคยไปเห็นประเทศอื่น นานมากผมไปศรีลังกาตั้งเกือบ 30 ปี เขามีรัฐบาลว่าด้วยการแพทย์พื้นบ้านของศรีลังกา เมืองจีนเราก็รู้ ผมเคยไปมองโกเลีย ไปเกาหลี เราก็เห็นมันเป็นนโยบายของชาติทั้งสิ้น เรื่องของเราปล่อยให้คุ้ยเขี่ยหากินเอง มาเรื่อย คุ้ยเขี่ยหากินอีก ทำลายอีก  แต่ว่าขณะนี้ความเข้าใจนั้นมีมากขึ้น ต้องมีกรมมาเป็นเครื่องมือทำงานกันแล้ว เพราะฉะนั้นกรมต้องทำนโยบาย อย่าทำแต่ทางเทคนิค การจะทำอะไร ให้เกิดผลทั่วประเทศนั้น จะต้องทำนโยบาย เพราะนโยบายจะกระทบหมดทั้งทางดีและไม่ดี ถ้าทางเทคนิคมันทำบางเรื่องไม่กี่คนก็อยู่กับตัวเองเท่านั้น เรื่องนโยบายจำเป็น  ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ด้วยความเห็นคุณค่า  ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่เข้ามาสนใจในเรื่องนี้ ผมคิดและอยากเห็นมหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วย เข้ามาทำเรื่องวัฒนธรรมที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนา แล้วสัมมนาพัฒนา การพัฒนาที่ถูกต้องนั้น ต้องเอาวัฒนธรรมเป็นพื้นฐานของการพัฒนา เอาศาสนธรรมเป็นยอด คือ เข้าสู่ความดี ฉะนั้นต้องมีโครงสร้างของสัมมาพัฒนา โครงสร้างของสัมมาพัฒนา คือ มีฐานอยู่ในวัฒนธรรม แล้วการแพทย์แผนไทยก็เป็นวัฒนธรรมไทยจึงอยู่ในฐานของสัมมาทิฐิ หรือสัมมาพัฒนา  

โยคะสำหรับโรคภูมิแพ้ (Yoga for Respiratory allergy)

โพสต์12 มิ.ย. 2552 07:18โดยpcha kkhampa

โดย : นายแพทย์แพทย์พงษ์ วรพงศ์พิเชษฐ                

โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ ใน ที่นี้หมายถึง Allergic Rhinitis (AR) และAsthma เพราะโรคทั้งสองเป็นโรคที่มีกลไกการเกิดโรคเหมือนกันและเกี่ยวเนื่องกัน ผู้ป่วย AR จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิด Asthma ประมาณ ๓ เท่าของคนปกติ ผู้ป่วย Asthma ร้อยละ ๗๕ มี AR และร้อยละ ๒๐-๔๐ ของ AR จะมีอาการของ Asthma ร่วมด้วย World Health Initiative on Allergic Rhinitis and its effect on Asthma (ARIA) ได้จัดให้ Asthma และ AR เป็น common co-morbidities เป็น One airway, one disease

ในประเทศไทยมีผู้ป่วยหอบหืดประมาณร้อยละ ๕-๗ หรือ ๔ ล้านคน ส่วน AR มีประมาณร้อยละ ๔๐ (ศ.นพ. ปกิต วิชยานนท์ ๑๙๙๗) และมีแนวโน้มจะสูงขึ้น ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคมีหลายประการ เช่น พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม อารมณ์เครียด การติดเชื้อในทางเดินหายใจ เป็นต้น

สำหรับกลไกการเกิดโรค จะโดยอิทธิพลของพันธุกรรมหรือสารก่อภูมิแพ้ทำให้ B- lymphocyte สร้าง IgE และ IgE จะไปเกาะที่ mast cell และเมื่อได้รับสารกระตุ้นที่จำเพาะกับ IgE นั้น allergen จะจับกับ IgE แล้วปล่อย mediators ออกมา เช่น histamine, leukotrienes และ prostaglandins ซึ่งจะเป็นตัวก่อให้เกิดอาการคัน คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม หายใจลำบาก นอกจากนั้นในระยะต่อมายังมีการหลั่ง mediators อื่นๆ เช่น IL-5, GM-CSF, RANTES ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังตามมา (รศ. พญ. ชลีรัตน์ ดิเรกวัฒนชัย, ๒๕๔๖)

โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจเป็นโรคที่ยังรักษาไม่หายขาด ผู้ป่วยต้องใช้ยาควบคุมอาการอยู่ตลอด ยาที่ใช้ก็มีอาการข้างเคียงและราคาแพงเป็นภาระของผู้ป่วยอย่างมาก แพทย์แผนปัจจุบันหลายท่านจึงได้นำเอาวิธีการฝึกโยคะมาใช้ การฝึกโยคะประกอบด้วยการบริหารกาย การบริหารการหายใจ และการฝึกความผ่อนคลาย ฝึกสมาธิ เป็นการฝึกทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เนื่องจากโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจมีปัจจัยหลายประการด้วยกัน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ฉะนั้นในการฝึกจึงต้องฝึกอย่างเป็น องค์รวม (Holistic approach) การฝึกโยคะและสมาธิเป็นวิธีการด้านการแพทย์ทางกายและจิต (Mind/Body Medicine) ที่แพทย์แผนปัจจุบันนิยมนำมาใช้ร่วมกับการรักษาด้วยยา

นพ. เจฟฟ์ มิคโดว (Jeff Migdow M.D.) แพทย์ที่ใช้โยคะบำบัดแห่งศูนย์ปราณาโยคะในนิวยอร์ค กล่าวว่า การฝึกอาสนะในแนวผ่อนคลาย ร่วมกับการฝึกการหายใจแบบลึกๆ ช้าๆ จะช่วยให้อาการของภูมิแพ้ลดลง การฝึกหายใจแบบกปาลภาติ ช่วยให้จมูกโล่ง น้ำมูกแห้งลง การฝึกความ ผ่อนคลาย จะช่วยตอบสนองของร่างกายต่อภูมิแพ้ของร่างกายลดลง

พญ. นาครัตนา และ ดร. นาเจนดา , แห่งสถาบันวิจัยโยคะวิเวกกานันท์ เมืองบังกาลอร์ อินเดีย ได้ศึกษาการฝึกอาสนะ ฝึกการหายใจ ฝึกความผ่อนคลาย ในผู้ป่วยโรคหอบหืด พบว่า ช่วยให้อาการหอบน้อยลงมาก ใช้ยาลดลง การทำงานของปอดดีขึ้น ติดตามไปพบว่า จำนวนครั้งของการหอบน้อยลง ถ้าฝึกหัดอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว โดยศึกษาในคนไข้ ๕๗๐ รายเป็นเวลา ๓-๕๔ เดือน งานของเจนและคณะ งานของ เมติและคณะ งานของเวดานแทน และคณะ ๑๐ ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน (รายละเอียดในเอกสารแนบท้าย)

ศจ. เค เอ็น อูดูปา ๑๑ แห่งสถาบันวิจัยทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยพาราณสี อินเดีย ทำวิจัยในผู้ป่วยหอบหืด ๘๕ ราย โดยฝึกโยคะทุกวัน พบว่าผู้ป่วย ๔๓ รายหายจากอาการหอบไม่ต้องใช้ยา ผู้ป่วย ๓๐ ราย อาการดีขึ้น จำนวนครั้งที่มีอาการหอบน้อยลง ใช้ยาลดลง ผู้ป่วย ๑๒ รายอาการไม่ดีขึ้น โรคหอบหืดเป็นโรคหนึ่งที่ได้ผลดีมากโดยการฝึกโยคะ ช่วยให้ผู้ป่วยทนทานต่อสารกระตุ้นได้ดี บางรายหายขาดได้ ถ้าฝึกหัดทุกวันสม่ำเสมอ ผู้ป่วยที่เป็นมากก็จะมีอาการทุเลาลง ใช้ยาลดลง โรคนี้ถ้าเป็นมากแล้วดูแลรักษาไม่ดี เมื่อมีอาการหอบมากและไปโรงพยาบาลไม่ทัน ก็อาจจะเสียชีวิตได้ การฝึกโยคะในโรคนี้ ใช้เวลาและความพยายามน้อย แต่ได้ผลมาก

อ้างอิง

๑. อธิก แสงอาสภวิริยะ. วัชรา บุญสวัสดิ์ Asthma Management and Combination Therapy, เมดิคอลไทม์ ๑-๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖.

๒. พีรพันธ์ เจริญชาศรี The Impact of Intranasal Corticosteroid Therapy on Rhinitis and Its Comorbidities, เมดิคอลไทม์ ๑๖-๓๑ มีนาคม ๒๕๔๖.

๓. ชลีรัตน์ ดิเรกวัฒนชัย H1 – Antihistamines: From Today to Tomorrow เมดิคอลไทม์ ๑๖-๓๐ มีนาคม ๒๕๔๖.

๔. Svig R, Forsythe P,Vliagoftis H The Role of stress in Asthma, Ann.N.Y.Acad. Sci. 2006;1088:65-77.

๕. www.yogasite.com/migdow1.htm

๖. Ragarathna R, Nagendra H R, Yoga for bronchial asthma: a controlled study,Br Med J:1985:291:1077-1079.

๗. Nagendra HR,Nagarathna R, An integrated approach of yoga therapy for bronchial asthma: a 3-54 month prospective study. J Asthma.1986;123-137.

๘. Jain SC,Rai L, Velecha A,Jha UK, Bhatnagar SOD Ram K, Effect of yoga training on exercise tolerance in adolescents with childhood asthma, Asthma. 1991;28:437-442.

๙. Meti BL,Srinivasan AR, Bronchial asthma Management through practice of yogasana and pranayama. Yoga Memamsa. 1988;27(4):40-47.

๑๐. Vedanthan PK, Kesavalu LN, Murthy KC Duval K et al, in Allergic Asthma Proceeding, January 1998.

๑๑. Udupa K N, Stress and its Management by Yoga, Delhi,Motilal Banasidass Publishers, 2000.

แหล่งข้อมูล

๑. www.abc-of-yoga.com

๒. www.yogasite.com

๓. www.svyasa.org/research/list.asp

๔. www.Miami.edu/touch-research/yoga

๕. www.kdham.com/research

๖. www.iayt.org / yoga health bibliography


วิธีการฝึกโยคะสำหรับโรคหอบหืด

ศจ. เค เอ็น อูดูปา แห่งสถาบันวิจัยทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยพาราณสี ได้แนะนำวิธีการโยคะบำบัดในโรคภูมิแพ้และหอบหืดโดยใช้วิธีการ ๓ ประการ ดังนี้คือ

๑. อาสนะ (Asana) คือ ท่าบริหารกาย ท่าที่นำมาใช้ได้ผลดี คือ ท่าศีรษาสนะ (Shirshasana), ท่าธนูราสนะ(Dhanurasana), ท่าจักราสนะ(Chakrasana), ท่ายืนด้วยไหล่ (Sarvangasana), ท่าปลา (Matsyasana), ท่าตั๊กแตน (Shalabhasana), ท่างู (Bhujangasana), ท่าคันไถ (Halasana), ท่ายืดส่วนหลัง (Paschimottanasana), ท่าบิดตัว (Matsyendrasana), ท่าโยคะมุทรา (Yogamudra), ท่าสุปตวัชราสนะ (Supta vajrasana), ท่ามือแตะเท้า (Padahastasana).

๒. กิริยา (Kriya) เป็นการทำความสะอาดส่วนต่างๆ ของร่างกาย ประกอบด้วย การทำความสะอาดโพรงจมูก (Neti), การทำความสะอาดโพรงอากาศบริเวณหน้าผาก (Kapalabhati), การทำความสะอาดกระเพาะอาหาร ( Vamana), การทำความสะอาดลำไส้ (Dhauti), การบริหารอวัยวะในช่องท้องท้อง (Nauli), ท่าหดท้อง (Uddiyana).

๓. การฝึกการหายใจ (Pranayama) เป็นการบริหารปอดและกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจ ได้แก่ อุชชายี ปราณายามา (Ujjayi Pranayama), สิตาลิ ปราณายามา (Shitali Pranayama), ภัสติกะ ปราณายามา (Bhastrika Pranayama)

เราอาจจะนำเอาวิธีการดังกล่าวมาจัดเป็นโปรแกรมสำหรับฝึกให้ผู้ป่วยไปตามลำดับได้ดังนี้ คือ

ท่าที่ ๑ เป็นท่าเตรียมความพร้อมให้ร่างกายมีความยืดหยุ่นดี โดยใช้ท่าสุริยนมัสการ๒ ๓ รอบ แล้วพักในท่าผ่อนคลาย (ดูในภาพประกอบแนบท้าย)

ท่าที่ ๒ ท่ายืนด้วยไหล่ นอนราบกับพื้น เท้าเหยียดตรง ยกสะโพกและขาทั้งสองขึ้น ตั้งฉากกับพื้น มือทั้งสองดันเอวไว้ ค้างอยู่ในท่านี้ ๑-๒ นาที หายใจเข้าและออกตามปกติ แล้ววาง เท้าลง ทำซ้ำ ๓ ครั้ง (ภาพที่ ๑)

ท่าที่ ๓ ท่าปลา นอนหงาย นอนราบกับพื้น แอ่นหน้าอกขึ้น ศีรษะตั้งกับพื้น แหงนค้างขึ้นสูงสุด ค้างอยู่ในท่านี้ ๑ นาที ทำซ้ำ ๓ ครั้ง (ภาพที่ ๒)

ท่าที่ ๔ ท่างู นอนคว่ำ หน้าผากชิดพื้น มือทั้งสองวางไว้ใต้ไหล่ หายใจเข้า ยกลำตัวขึ้น ใบหน้าแหงนขึ้น ตามองเพดาน ค้างไว้ ๓๐ วินาที หายใจออก วางลำตัวลง ทำซ้ำ ๓ ครั้ง (ภาพที่ ๓)

ท่าที่ ๕ ท่าตั๊กแตน นอนคว่ำ คางชิดพื้น มือทั้งสองวางไว้ข้างต้นขา กำหมัดกดพื้นไว้ หายใจเข้า ยกขาทั้งสองขึ้น เข่าเหยียดตรง ค้างไว้ ๓๐ วินาที หายใจออก วางขาลง ทำซ้ำ ๓ ครั้ง (ภาพที่ ๔)

ท่าที่ ๖ ท่าธนู นอนคว่ำ มือทั้งสองจับข้อเท้าไว้ หายใจเข้า ยกลำตัวและขาขึ้น แขนเหยียดตรง ค้างไว้ ๓๐ วินาที หายใจออกวางตัวลง ทำซ้ำ ๓ ครั้ง (ภาพที่ ๕)

ท่าที่ ๗ ท่ายืดส่วนหลัง นั่งตัวตรง เท้าทั้งสองเหยียดไปด้านหน้า หายใจเข้า ยกแขนทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ หายใจออก ก้มตัวลง หน้าผากชิดเข่า มือทั้งสองจับปลายเท้าหรือข้อเท้าไว้ ค้างไว้ ๓๐ วินาที ทำซ้ำ ๓ ครั้ง (ภาพที่ ๖)

ท่าที่ ๘ ท่าผีเสื้อ นั่งตัวตรง เท้าทั้งสองงอ ฝ่าเท้าประกบกันไว้ มือทั้งสองจับปลายเท้าไว้ กดเข่าชิดพื้นให้ มากที่สุด แล้วขยับเข่าขึ้นลงหลายๆ ครั้ง เหมือนผีเสื้อขยับปีก (ภาพที่ ๗)

ท่าที่ ๙ ท่าบิดตัว นั่งเหยียดเท้าไปข้างหน้าทั้งสองข้าง ต่อมาเท้าขวาตั้งขึ้น เอามือซ้ายอ้อมมาจับปลายเท้าขวา แขนขัดกับเข่าไว้ หันหน้าและลำตัวไปข้างหลัง มือขวาวางบนพื้นด้านหลัง ค้างไว้สักครู่ แล้วหันหน้าและลำตัวกลับมาด้านหน้า หายใจเข้าและออกตามปกติตลอดเวลา ทำซ้ำ ๓-๕ ครั้ง (ภาพที่ ๘)

(ภาพประกอบจาก Yoga for common ailments, Nagendra,Nagarathna Robin Monro, London, Gaia Book,1990.)

การฝึกการหายใจ (Pranayama)

หลังจากฝึกกายบริหารแล้วให้นั่งลงฝึกการหายใจต่อไป

การหายใจแบบ สลับรูจมูก (Nadi-Sodhana Pranayama)

นั่งตัวตรง เท้าซ้อนกันไว้ หายใจเข้าช้าๆ ทางรูจมูกซ้ายใช้นิ้วหัวแม่มือขวาปิดรูจมูกขวาไว้ หายใจเข้าจนสุด ปิดรูจมูกทั้งสองไว้ โดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ขวาบีบไว้ กลั้นลมไว้ ๘ วินาที (นับ ๑-๘ ในใจ) ต่อมาเปิดรูจมูกขวา ค่อยๆ หายใจออกช้าๆ พอลมหมดแล้วหายใจเข้าใหม่ทางรูจมูกขวานี้ หายใจเข้าจนสุดแล้ว ปิดรูจมูกทั้งสองเหมือนเดิม กลั้นลมไว้ ๘ วินาที ต่อมาเปิดรูจมูกซ้ายหายใจออกช้าๆจนหมด ถือว่าเป็น ๑ รอบของการหายใจ เริ่มฝึก ๕ รอบแล้วพัก แล้วฝึกใหม่อีก ๕ รอบ ทำเช่นนี้ ๓-๕ ครั้ง แล้วพัก เมื่อฝึกไปนานๆ ให้กลั้นลมหายใจให้นานขึ้น เป็น ๑๖ วินาทีและ ๓๒ วินาที เท่านี้ก็พอ (ภาพที่ ๙) หลังจากฝึกเสร็จแล้วฝึกกปาลภาติ ปราณายามาต่อไป

กปาลภาติ ปราณายาม (Kapalabhati Pranayama)

นั่งตัวตรง เท้าซ้อนกันเหมือนเดิม หายใจเข้าช้าๆ จนสุด ต่อไปหายใจออก โดยเร็ว สั้นๆ ดังสิ หายใจเข้าใหม่สั้นๆ เร็วๆ และหายใจออกทันทีเร็วและสั้น ปฏิบัติติดต่อกันไป ทีละคู่ เสียงดัง สิสิ สิสิ สิสิ ๑๐ ครั้งแล้วพัก ทำซ้ำ ใหม่อีก ๓ รอบ เมื่อฝึกเป็นเวลานานจนชำนาญขึ้น ก็ให้ฝึกติดต่อกันไป นับสัก ๕๐-๑๐๐ ครั้ง แล้วพัก หลังฝึกเสร็จจมูกจะโล่ง ไม่คัดจมูก

การฝึกความผ่อนคลาย (Relaxation)

เมื่อฝึกการหายใจเสร็จแล้ว เรานำการฝึกโยคะนิทรา (Yoga Nidra) , มาใช้ให้เกิดความผ่อนคลาย โดยการปฏิบัติดังนี้

นอนราบทิ้งน้ำหนักตัวลงกับพื้น เท้าแยกกันเล็กน้อย มือหงายวางลงข้างลำตัวห่างจากลำตัวเล็กน้อย ใช้สติระลึกรู้ไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายไปตามลำดับดังนี้

หายใจเข้าและหายใจออกช้าๆ ระลึกรู้ไปที่ ฝ่าเท้าขวา ผ่อนคลายส่วนนี้

หายใจเข้าและหายใจออกช้าๆ ระลึกรู้ไปที่ ฝ่าเท้าซ้าย ผ่อนคลายส่วนนี้

หายใจเข้าและหายใจออกช้าๆ ระลึกรู้ไปที่ หลังเท้าขวา ผ่อนคลายส่วนนี้

หายใจเข้าและหายใจออกช้าๆ ระลึกรู้ไปที่ หลังเท้าซ้าย ผ่อนคลายส่วนนี้

ฝึกไปทีละส่วน ต่อไป เข่าซ้ายและขวา ต่อไปต้นขาซ้ายและขวา ต่อไปก้นย้อยซ้ายและขวา ต่อไปท้องน้อย ทรวงอก ไหล่ซ้ายและขวา ต้นแขนซ้ายและขวา ข้อศอกซ้ายและขวา แขนซ้ายและขวา หลังมือซ้ายและขวา นิ้วมือซ้ายและขวา ใบหน้าบริเวณคาง ริมฝีปากบนและล่าง แก้มซ้ายและขวา รูจมูกซ้ายและขวา ตาซ้ายและขวา คิ้วซ้ายและขวา หน้าผาก กระหม่อม เป็นการระลึกรู้ไปตามลำดับจากปลายเท้าถึงกระหม่อม อาจจะทำซ้ำหลายๆ รอบก็ได้ จะช่วยให้ผ่อนคลายและนอนหลับง่าย

การฝึกโยคะทุกวันหรือการออกกำลังกายที่ไม่รุนแรง เช่น การเดิน การวิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ เป็นต้น รับประทานอาหารที่มีไขมันลดลง รับประทานเนื้อสัตว์ลดลง รับประทานผักผลไม้เป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้ภูมิต้านทานดีขึ้นร่างกายทนต่อสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ดี นอกจากนั้นในตอนเช้าและเย็นในเวลาอาบน้ำควรจะทำความสะอาดช่องจมูกทุกวัน

วิธีทำความสะอาดช่องจมูก (Neti)

เราใช้น้ำเกลือล้างเรียกว่า ชลเนติ (Jala Neti) ใช้น้ำอุ่นเล็กน้อย ใส่เกลือป่นลงไปเล็กน้อย พอเค็ม ภาชนะที่ใช้ควรจะมีจงอยยื่นออกมา เพื่อใส่เข้าไปในรูจมูกได้ ยืนเอียงหน้าด้านหนึ่งให้ต่ำลง (ภาพที่ ๑๐) เทน้ำเกลือเข้าไปในรูจมูกข้างหนึ่งให้ไหลลงทางรูจมูกอีกข้างหนึ่ง ล้างให้สะอาดแล้วล้างอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน ล้างโพรงจมูกวันละ ๒ ครั้ง เช้าและเย็น จะช่วยให้รูจมูกโล่งและแห้งไม่มีเมือก ไม่คัดจมูก

อ้างอิง

๑. Udupa K N, Stress and its Management by Yoga, Delhi, Motilal Banasidass Publishers, 2000.

๒. แพทย์พงษ์ วรพงศ์พิเชษฐ, โยคะเพื่อพัฒนาร่างกายและจิตใจ พิมพ์ครั้งที่ ๑, กรุงเทพฯ บริษัท เอส. ที. พี. เพรส จำกัด ๒๕๔๒.

๓. Yoga for common ailments, Nagendra,Nagarathna, Robin Monro, London, Gaia Book, 1990.

๔. Dr. Yoga , Nirmala Heriza,New York,Penquin Book, 2004.


ที่มา : เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการการแพทย์ทางเลือก
เรื่อง "การแพทย์ผสมผสานในการดูแลผู้ป่วยโรคภูมิแพ้"
วันที่ 2-4 พฤษภาคม 2550 ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต ปทุมธานี

การดูแลรักษาโรคภูมิแพ้ด้วยแนวทางแมคโครไบโอติกส์

โพสต์12 มิ.ย. 2552 07:06โดยpcha kkhampa

โดย : นายแพทย์โอภาส ภุชิสสะ
นายแพทย์ 9 กลุ่มงานวิสัญญีวิทยา
รพ.สรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี                

คำนำ

ภูมิแพ้เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในชีวิตของคนปัจจุบัน การแพทย์แผนปัจจุบันพยายามค้นคว้าหาวิธีการรักษาใหม่ๆ แต่ก็ยังคงเป็นแค่การรักษาพอให้อาการดีขึ้นบ้าง ยังรักษาให้หายขาดไม่ได้ ตัวอย่างเช่นหวัดเป็นอาการแสดงหนึ่งของโรคภูมิแพ้ (ตามแนวคิดของแมคโครไบโอติกส์) คนในยุคปัจจุบันจะเป็นกัน 2-3 ครั้งต่อปี แต่ก็ยังถือว่าคนผู้นั้นยังมีสุขภาพดี และรักษาตามอาการเท่านั้น เพราะเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส แมคโครไบโอติกส์กลับมองว่าเป็นหวัดเพียงปีละครั้ง คนผู้นั้นยังมีสุขภาพที่ไม่ดีพอ เพราะคนที่รับประทานอาหารแมคโครไบโอติกส์นั้น เมื่อร่างกายมีสภาวะสมดุลกับธรรมชาติดีแล้ว คนผู้นั้นจะไม่เป็นหวัดเลย ศาสตร์นี้อาจจะใหม่สำหรับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข บางคนอาจเคยได้ยินชื่อมาบ้าง และส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักแมคโครไบโอติกส์เลย ดังนั้นก่อนที่จะรู้ว่าจะสามารถประยุกต์เอาแนวทางของแมคโครไบโอติกส์ เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้นั้น เบื้องต้นต้องรู้จักภาพรวมของแมคโครไบโอติกส์ก่อนว่าแมคโครไบโอติกส์คืออะไร ? แนวคิดและทฤษฎีพื้นฐานเป็นอย่างไร? เพราะเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่เน้นการใช้วิถีชีวิตประจำวันในเชิงปรัชญา เป็นอีกแนวทางที่เน้นการดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว แบบพึ่งพาตนเองอย่างเรียบง่าย มีประสิทธิภาพและประหยัด น่าจะเหมาะสมกับสังคมไทยที่กำลังเน้นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การมีคุณธรรมและมีความสุข

แมคโครไบโอติกส์คืออะไร?

แมคโครไบโอติกส์ (Macrobiotics) มาจากภาษากรีก โดยฮิปโปเครตีสบิดาแห่งการแพทย์ เมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว คำว่าแมคโคร (macro) หมายถึงยืนยาว (long) หรือยิ่งใหญ่ (great) และไบโอติก (biotic) หมายถึงเกี่ยวกับชีวิต (life) หรือแนวทางของชีวิต (way of life) โดยรวมแล้วแมคโครไบโอติกส์จึงหมายถึงแนวทางอันยิ่งใหญ่ของชีวิต หรือทัศนะการมองชีวิตที่กว้างใหญ่ ความคิดพื้นฐานของแมคโครไบโอติกส์คิดว่าทุกๆ สิ่งล้วนกำเนิดมาจากอนันต์อันไม่สิ้นสุดและมันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุด นิ่งตลอดเวลา ชี้ว่าเราควรจะผ่อนคลายทัศนะการมองโลกอย่างแคบๆตายตัว เพื่อว่าจะได้รับรู้สึกถึงความเป็นเอกภาพกับธรรมชาติอันเป็นหลักพื้นฐาน สำคัญได้ 1-3 ดังนั้นแมคโครไบโอติกส์ คือ การสร้างความสมดุลทุกด้านของชีวิตและธรรมชาติ ทั้งด้านกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม ชีวะวิทยา นิเวศวิทยา เป็นการดำเนินวิถีชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องการดื่ม การกินให้สอดคล้องกับธรรมชาติที่อยู่อาศัย เพื่อให้มีสุขภาพดี เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิต (Vitality) มีชีวิตชีวา มีความสุขและมีอิสรภาพ หากใครสามารถดื่ม กินในชีวิตประจำวันตามกฎของธรรมชาติ ชีวิตย่อมประสบกับสุขภาพดีและมีความสุข ในทางตรงกันข้าม หากใครไม่ดื่ม กินในชีวิตประจำวันตามกฎของธรรมชาติ คนผู้นั้นย่อมประสบกับทุกขภาพ อันได้แก่ โรคภัย ความเจ็บปวด ภัยพิบัติ ชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ ไร้อิสรภาพ นี่คือความยุติธรรมของธรรมชาติ 1-4, 6, 9 ปัจจุบันคนมากมายกำลังสนใจการดูแลสุขภาพในแนวแมคโครไบโอติกส์ เพราะคิดว่ามันเป็นการดูแลสุขภาพของการแพทย์แห่งจักรวาล มีจุดมุ่งหมายคือการช่วยเหลือมนุษย์แต่ละคน ให้ดำรงชีวิตอย่างประสานกลมกลืนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทำให้แต่ละบุคคลได้รับการส่งเสริมให้บรรลุถึงความเป็นมนุษย์ที่มีสุขภาพดี และมีจุดมุ่งหมายเกินเลยยิ่งไปกว่าการบรรเทาอาการป่วยแต่ละอย่างๆ โดยให้ความห่วงใยกับการสร้างสุขภาพ สันติภาพ และเสรีภาพ ในระดับครอบครัว ชุมชน ชาติและกระทั่งระดับโลก โดยเท่าเทียมกัน 2-4, 6-7

สุขภาพ

การประเมินภาวะสุขภาพตามแนวทางของแมคโครไบโอติกส์นั้นแตกต่างจาก ศาสตร์อื่นๆ อย่างสิ้นเชิง โดยโอซาว่าได้เสนอแนวทางการประเมินสุขภาพไว้ 7 ข้อ ต้องประเมินสุขภาพของตนเองก่อนที่จะเริ่มกินอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์ เงื่อนไข 3 ข้อแรกเป็นเงื่อนไขทางกาย ข้อละ 5 คะแนน ข้อ 4, 5 และ 6 เป็นเงื่อนไขทางจิตวิทยา ข้อละ10 คะแนน ข้อ 7 เป็นเงื่อนไขสูงสุดทางปัญญามีคะแนน 55 คะแนน รวมทั้งสิ้น 100 คะแนน เมื่อรับประทานอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์ได้สัก 1-2 เดือนควรประเมินตนเองอีกครั้ง1-9

1. ไม่รู้จักเหนื่อยล้า ไม่เคยเป็นหวัด พร้อมที่จะทำงานเสมอ

ความรู้สึกเหนื่อยอ่อนเพลีย แมคโครไบโอติกส์ถือว่าเป็นรากเหง้าแท้ของโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง เพียงมีข้ออ้างว่า มันยากเกินไป ทำไม่ได้ หรือฉันยังไม่พร้อมสำหรับเรื่องเหล่านี้หรือพยายามหลีกเลี่ยงความยุ่งยาก ปัญหา อุปสรรคนี่ก็เป็นอาการแสดงของความเหน็ดเหนื่อย คนที่สุขภาพดีนั้นต้องเป็นนักเผชิญโชคชะตาในชีวิต ยิ่งมีความยากลำบากใหญ่หลวงเพียงใดก็ยิ่งยินดีมากขึ้นเท่านั้น และสามารถขับไล่ ต่อสู้กับความยากลำบากทั้งหลายออกไปได้อย่างแล้วอย่างเล่า ท่าทีเช่นนี้คือความเป็นอิสระจากความเหนื่อยล้า

2. รับประทานอาหารได้ดี มีความสุขกับอาหารที่เรียบง่าย

สามารถที่จะกินข้าวกล้องเปล่าๆ ขนมปังโฮลวีทธรรมดาๆ หรืออาหารอื่นใดที่ไม่ได้ปรุงแต่งหน้าตาและรสชาติของอาหารให้น่ากิน ด้วยความอร่อยและรู้สึกขอบคุณ แสดงความกตัญญูอย่างลึกซึ้งต่อธรรมชาติที่ได้มอบอาหารให้เราได้กินเพื่อ ดำเนินชีวิตต่อไป ท่าทีเช่นนี้แสดงว่ามีกระเพาะอาหารที่แข็งแรงและมีความอยากอาหารดี รวมถึงการมีความต้องการ และมีความสุขทางเพศ หากชายหรือหญิงไม่มีความต้องการหรือความสุขทางเพศนั่นหมายความว่าได้ละเมิด กฎของหยิน-หยาง ถึงแม้จะเป็นการละเมิดด้วยความโง่เขลาเบาปัญญาก็ตาม จะนำไปสู่ความเจ็บป่วยและวิกลจริต ไม่สามารถที่จะมีสุขภาพดีและมีความสุขได้

3. หลับเร็ว หลับลึกและหลับสนิทไม่ฝัน

สามารถนอนหลับได้ภายใน 3 นาทีหลังเข้านอนหรือหัวถึงหมอนไม่ว่าในสภาพใด หรือเวลาใด และตื่นหลังจากนอน 4-5 ชั่วโมง สามารถตื่นในเวลาที่กำหนดไว้ในใจก่อนเข้านอน ระหว่างหลับไม่ฝันหรือมีการเคลื่อนไหวอย่างอยู่ไม่สุข เมื่อตื่นแล้วจะลุกทันทีไม่นอนต่อ

4. มีความจำดี

ไม่ลืมสิ่งที่ได้พบเห็นและได้ฟังมา พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สามารถจำได้และมองเห็นได้แม้อดีตชาติของท่านเอง คนปัจจุบันมีโรคที่ทำให้ความจำเสื่อมมากมาย เช่นเบาหวาน อัลไซม์เมอร์ เป็นต้น

5. มีอารมณ์ดี ไม่รู้จักโกรธ

มีความสุข ร่าเริงแจ่มใส มีความซาบซึ้ง ไม่จู้จี่ ขี้บ่น ขอบคุณต่อทุกสิ่งแม้คำวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่เช้าจนกลางคืนและมีความสุข ร่าเริงมากยิ่งขึ้นเมื่อได้แบ่งปันความสุขให้คนอื่นอย่างไม่สิ้นสุด หรือแม้แต่ต้องเผชิญกับศัตรูและความยุ่งยากก็จะปราศจากความกลัวและความทุกข์ และยิ่งมีความสุข ขอบคุณที่ได้เผชิญความยุ่งยากนั้นๆ

6. คล่องแคล่วในการคิดและการกระทำ

สามารถตัดสินใจและทำอย่างถูกต้อง ฉับไว ด้วยสติปัญญา พร้อมที่จะตอบสนองการท้าทาย อุบัติเหตุหรือความจำเป็นทุกอย่าง มีระเบียบวินัยในตัวเอง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่เห็นแก่ตัว อุทิศชีวิตให้แก่สัจจธรรมและความสุขของคนอื่น

7. มีศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมในความชอบธรรม คนทีบรรลุถึงขั้นนี้จะมีลักษณะการคิดดังนี้6

ไม่พูดปดเพื่อปกป้องตนเอง

เป็นคนเที่ยงตรงและตรงต่อเวลา

ไม่เคยพบคนที่เขาไม่ชอบ

ไม่กังขาในสิ่งที่คนอื่นๆพูด

มีชีวิตเพื่อหาคุณค่าอันเป็นอมตะสูงสุดของชีวิต

มีความสุขมากที่สุดเมื่อหยั่งรู้กฎของจักรวาลในชีวิตประจำวันและในสิ่งเล็กน้อยที่มองไม่เห็น

ไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อหาเงิน แต่เพื่อสิ่งที่ต้องการจะทำจริงๆ เท่านั้น

ใช้ชีวิตทั้งหมดในการถ่ายทอดปาฏิหาริย์แห่งชีวิต คือกฎของจักรวาลสู่คนอื่น

ความสุข 1-9

จอร์จ โอซาว่า บิดาแห่งแมคโครไบโอติกส์มีแนวคิดว่ามนุษย์เกิดมาแล้วต้องมีความสุข โดยเขียนไว้ว่า หากใครไม่มีความสุข ไม่สมควรกิน เพราะมันเป็นความผิดของเขาเองทั้งความสุขและการกินนั้นสามารถหาได้ในชีวิตประจำวันที่เป็นที่เป็นหนึ่ง เดียวกับจักรวาล โดยการศึกษาจากปรัชญาของ หยิน-หยาง ในคัมภีร์อี้จิงของจีนเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว และหลักการของหยิน-หยางนี่เองจะเป็นเข็มทิศนำทางของเรา ทำให้เรามองเห็นทิศทางชีวิตของเราเอง ช่วยให้เราหาจุดยืนของเราในจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุด และนำเราไปสู่สุขภาพและความสุข ช่วยให้เราสามารถทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการที่เรากินเข้าไป มันจะส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของเราอย่างไร

ความสุขคืออะไร? นักปราชญ์จีนเมื่อหลายพันปีมาแล้วได้ร่วมกันให้คำนิยามความสุขไว้ดังนี้1

1. การมีชีวิตอยู่อย่างมีประโยชน์ สนุกสนาน อายุยืนยาว เบิกบานโดยไม่รู้จักวัยชรา

2. ไร้ความวิตกกังวลเรื่องเงินทอง

3. มีความสงบเงียบในจิตใจ ไม่โกรธหรืออารมณ์เสียด้วยเรื่องอุบัติเหตุหรือโศกนาฏกรรม หรือความยากลำบาก การขาดความสงบอาจเป็นเหตุให้ตายก่อนกำหนด

4. มีความกตัญญูกตเวที มีระเบียบวินัย เป็นนักจัดการที่ดี เป็นคนโอบอ้อมอารี ชอบให้

5. ไม่เป็นที่หนึ่ง เพราะต่อไปจะกลายเป็นคนสุดท้าย เป็นคนสุดท้ายซึ่งจะกลายเป็นที่หนึ่งในบั้นปลายและตลอดไป มีความเจียมตัว อ่อนน้อมถ่อมตน และเดินสายกลาง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้สอนเรื่องความทุกข์ 8 ประการ คือ

1. ความทุกข์ทางสังขาร ได้แก่

1.1 การมีชีวิตอยู่เป็นทุกข์

1.2 ความเจ็บป่วยเป็นทุกข์

1.3 ความชราเป็นทุกข์

1.4 ความตายเป็นความเจ็บปวดและเป็นทุกข์

2. ความทุกข์ทางจิตใจ ได้แก่

2.1 การพลัดพรากจากคนที่รักเป็นทุกข์

2.2 ความเกลียดเป็นทุกข์

2.3 ความอยากได้ในสิ่งที่ยั่วยวนทั้งหลายในโลกนี้เป็นทุกข์

2.4 การไม่ได้รับในสิ่งที่ตนต้องการเป็นทุกข์

เพื่อขจัดความทุกข์แปดประการของมนุษย์ให้หมดไป พระพุทธเจ้าได้สอนแนวทางในการดับทุกข์คืออริยะมรรคแปดประการ เพื่อให้บรรลุถึงบรมสุขคือ นิพพานหรือ ซาตอริ1 นิยามความสุขของจอร์จ โอซาว่า คือทำอะไรก็ได้ที่เราต้องการทำและสนุกสนานกับมันทั้งวันทั้งคืน จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งชีวิต ทำอย่างที่ฝันได้ทั้งหมด และเป็นที่รักของทุกคนระหว่างมีชีวิตอยู่และแม้หลังจากตายไปแล้ว ชีวิตเช่นนี้คือความสุข วิถีชีวิตแบบแมคโครไบโอติกส์เป็นวิถีชีวิตที่จะให้ความสุขเช่นนี้ได้9

หลักการหยิน-หยาง

หยิน-หยางจึงเป็นสัญลักษณ์ทีใช้อธิบายจังหวะของการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติและจักรวาลอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้นหยิน-หยาง จึงครอบคลุมปรากฏการณ์ทั้งมวล และก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวหรือแนวโน้มทั้งที่ออกจากศูนย์กลางและเข้าสู่ ศูนย์กลาง หยิน คือ การเคลื่อนที่ออกจากศูนย์กลางก่อให้เกิดการขยายตัว หยาง คือ การเคลื่อนที่เข้าหาศูนย์กลางทำให้เกิดการหดตัว เราสามารถเห็นปรากฏการณ์หยิน-หยางได้ในร่างกายของเราเองตลอดเวลา เช่นการขยายตัวและหดตัวของหัวใจและปอด ในกระเพาะอาหาร และในลำไส้ระหว่างกระบวนการย่อยและดูดซึมอาหาร ในทางดาราศาสตร์และฟิสิกส์แรงสองแรงนี้ปรากฏในรูปของการดิ่งลง แรงดูดเข้าหาศูนย์กลางคือแรงหยาง ซึ่งพุ่งเข้าสู่ใจกลางของโลกโดยดวงอาทิตย์ ดวงดาว และกาแล็คซี่อันไกลโพ้น และแรงพุ่งขึ้น หมุนออกคือแรงหยิน ซึ่งเหวี่ยงออกตามการหมุนของโลก ปรากฏการณ์บนโลกนี้ล้วนเกิดขึ้นและคงอยู่อย่างสมดุลด้วยแรงทั้งสองนี้ คนโบราณถือว่าเป็นของสวรรค์และโลก1-8

ปรากฏการณ์ทุกอย่าง สามารถวิเคราะห์ภายใต้เงื่อนไขของหยิน-หยาง ที่เปลี่ยนแปลงและสัมพันธ์กันตลอดเวลา เช่นสี จักรวาลทั้งหมดคือสนามแม่เหล็กที่ประกอบด้วยประจุบวกและลบทีสั่นสะเทือนตลอด เวลา ก่อให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นเหล่านี้ในบางช่วงความถี่เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ และสมองของเราก็แปลไปเป็นแถบของสีที่มองเห็นได้ เรียงลำดับจากหยินไปสู่หยางดังนี้ ใต้แดง แดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม ม่วง เหนือม่วง สีแดงให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและตื่นเต้นเป็นหยาง สีม่วงให้ความรู้สึกเย็นสงบเป็นหยิน โลกของพืชมีสีเขียวเป็นตัวแทน โดยมองจากสีของคลอโรฟิลด์ โลกของสัตว์แทนด้วยสีแดง โดยมองจากสีของฮีโมโกลบินและเลือด เมื่อตัดสินใจโดยใช้แผนภูมิของสีดังกล่าว โลกของสัตว์จึงเป็นหยาง เมื่อเปรียบเทียบกับโลกของพืชซึ่งมีความเป็นหยินมากกว่า สีเนื้อเยื่อของมนุษย์จะอยู่ระหว่างแดงถึงเหลือง ดังนั้นมนุษย์จึงเป็นหยาง นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราถูกดึงดูดไปหาหยิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรากินอาหารหยาง หยางดึงดูดหยิน จึงไม่ต่างอะไรกับการดึงดูดกันระหว่างขั้วที่ตรงกันข้ามกันของแม่เหล็กสอง อัน

ตารางแสดงตัวอย่างของหยิน-หยาง

คุณสมบัติ

หยิน

หยาง

แนวโน้ม

ขยายตัว

หดตัว

หน้าที่

กระจาย ซึมผ่าน

แพร่กระจาย

แยกตัว

รวมตัว

ดูดซึม

รวบรวม

การเคลื่อนไหว

เฉื่อยกว่า ช้ากว่า

กระตือรือร้นกว่า เร็วกว่า

การสั่นสะเทือน

ความยาวคลื่นสั้น

ความถี่สูง

ความยาวคลื่นยาว

ความถี่ต่ำ

ทิศทาง

ขึ้นและตั้งฉาก

ลงและแนวราบ

ตำแหน่ง

ออกนอกมากกว่าและอยู่รอบนอก

เข้าในมากกว่าและอยู่ใจกลาง

น้ำหนัก

เบากว่า

หนักกว่า

อุณหภูมิ

เย็นกว่า

ร้อนกว่า

แสง

มืด

สว่าง

ความชื้น

ชื้นกว่า

แห้งกว่า

ความหนาแน่น

เบาบางกว่า

หนาแน่นกว่า

ขนาด

ใหญ่

เล็ก

รูปร่าง

ขยายมากกว่าและเปราะกว่า

หดตัวกว่าและแข็งกว่า

เนื้อสาร

นุ่ม

แข็ง

อนุภาค

อิเล็คตรอน

โปรตรอน

ธาตุ

ไนโตรเจน ออกซิเจน โปแตสเซียม

ฟอสฟอรัส แคลเซียม เป็นต้น

ไฮโดรเจน คาร์บอน โซเดียม

อาร์เซนิก แมกนีเซียม เป็นต้น

ภูมิภาค

อากาศในเขตร้อน

อากาศในเขตหนาว

ชีวภาค

อาณาจักรของพืช

อาณาจักรของสัตว์

เพศ

ผู้หญิง

ผู้ชาย

โครงสร้างของอวัยวะ

กลวงกว่าและขยายตัวกว่า

รวมตัวกว่าและแน่นกว่า

ระบบประสาท

ส่วนปลายกว่า เป็นซิมพาเทติค

ตรงกลาง เป็นพาราซิมพาเทติค

ทัศนคติ อารมณ์

สุภาพกว่า ไม่แสดงออก

ป้องกันตนเอง

กระตือรือร้น แสดงออก

ก้าวร้าว

การงาน

เน้นด้านจิตวิทยา และจิตใจ

เน้นด้านกายภาพ

และความสัมพันธ์ทางสังคม

สติสัมปชัญญะ

เป็นสากลมากกว่า

เฉพาะส่วนมากกว่า

จิตใจ

เกี่ยวกับอนาคต

เกี่ยวกับอดีต

วัฒนธรรม

เน้นจิตใจ วิญญาณ นามธรรม

เน้นทางวัตถุ ทางโลก รูปธรรม

มิติ

อากาศ ที่ว่าง

เวลา สถานที่

ธรรมชาติของเลือดตามทฤษฎีแมคโครไบโอติกส์

แนวคิดของแมคโครไบโอติกส์นั้นเลือดเป็นพื้นฐานที่สำคัญ เพราะเลือดเป็นทะเลของชีวิต 10 สามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายใน 10-15 วันหลังจากร่างกายได้รับอาหารที่สมดุลเข้าไป ลำไส้เล็กเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการดูดซึมสารอหารที่จำเป็นสำหรับบำรุง หล่อเลี้ยงร่างกาย กินพื้นที่ส่วนใหญ่โดยขดไปขดมาอยู่ในช่องท้อง เริ่มจากบริเวณที่ดูโอดินั่มต่อกับเจจูนั่ม และเริ่มขดกลายเป็นไอเลียม ภายในผนังของลำไส้เล็กทั้งหมดประกอบไปด้วยวิลไลรูปร่างคล้ายนิ้วมือ ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร เป็นจุดที่ดูดซึมสารอาหารหล่อเลี้ยงร่างกาย ทฤษฎีแมคโครไบโอติกส์เชื่อว่าอาหารที่ถูกย่อยมาอย่างดีแล้ว จะถูกดูดซึมที่วิลไล และจะแปรเปลี่ยนเป็นสารจำเป็นบางส่วน ทำให้ตับทำหน้าที่แปรเปลี่ยนต่อได้อย่างสมบูรณ์ คือเม็ดเลือดแดง (Erythrocyte) ซึ่งเป็นไปตามหยิน-หยาง โดยอาหารที่เป็นก้อน (หยาง) ถูกย่อยเป็นมันเหลว (Liquid chime, หยิน) เคลื่อนจากส่วนบนของร่างกาย (หยิน) สู่ส่วนกลาง (หยาง) ในแนวดิ่ง (หยาง) วิลไลยื่นเข้าไป)ภายในรูของลำไส้เล็ก เคลื่อนไหวตลอดเวลา (หยาง) จึงดูดซึมมันเหลว (หยิน) โดยวิลไลทำให้เป็นมันข้น (หยาง) เรียกว่าโมนีรา11 ไหลเข้าไปในเส้นเลือดฝอยของวิลไล โมนีราเป็นหยินกว่าเม็ดเลือดแดง แปรเปลี่ยนหลายขั้นตอนเป็นนิวโทรฟิลซึ่งหยินกว่า เบโซฟิล โมโนไซต์ และลิมโฟไซต์ ซึ่งมีนิวเคลียส ลิมโฟไซต์แปรเปลี่ยนไปเป็นเม็ดเลือดแดงที่หยางกว่าและไม่มีนิวเคลียสโดยการ ดันนิวเคลียสออกไป การแปรเปลี่ยนเป็นเม็ดเลือดแดงนี้เกิดโดยสมบูรณ์ในตับ ขบวนการแปรเปลี่ยนเป็นเม็ดเลือดขาวทั้งหมดตั้งแต่ นิวโทรฟิล เบโซฟิล โมโนไซต์ และลิมโฟไซต์ เกิดในวิลัสของลำไส้เล็ก ที่บริเวณระบบน้ำเหลืองและแลคเตียลใจกลางของวิลลัส12

พยาธิสภาพของโรคภูมิแพ้ตามแนวคิดของแมคโครไบโอติกส์

เกิดจากร่างกายมีสภาพเป็นหยินมาก เนื่องจากรับประทานอาหารที่ทำให้เกิดสภาพเป็นกรด (หยิน) ได้แก่เนื้อสัตว์ น้ำตาลและขนมหวาน เครื่องดื่มกระป๋อง เครื่องเทศ อัลกอฮอล์ อาหารที่ปลูกโดยสารเคมี อาหารผลิตโดยกระบวนการเคมี นมและผลิตภัณฑ์จากนม อาหารมีไขมันสูง ไขมันสัตว์ รสหวานสังเคราะห์ อาหารผ่านการขัดสี อาหารประเภทแป้ง ผักและผลไม้สด อาหารแช่เย็นเช่นไอศครีม น้ำเย็น น้ำแข็ง ร่างกายจึงพยายามขับส่วนเกินออกมาในรูปของอาการไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล ผื่นคัน หอบหืดเป็นต้น

การรักษาโรคภูมิแพ้ตามแนวทางแมคโครไบโอติกส์

โดยรวมโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากสภาวะร่างกายเป็นหยิน อาการแสดงมากน้อยแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคล ดังนั้นการรักษานั้นจึงต้องปรับเปลี่ยนตามสภาพของแต่ละบุคคล ตามภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม อาชีพการงาน กิจกรรมของร่างกายในแต่ละวันเป็นต้น ผลที่ได้รับเร็วช้าต่างกันเช่นเดียวกัน แต่โดยทั่วไปร่างกายจะเริ่มปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นภายใน 10 วัน บางคนอาจใช้เวลา 3-4 เดือนอาการต่างๆ จะดีขึ้น หลังจากนั้นให้ปรับอาหารให้กว้างขึ้น จนกระทั่งเป็นที่พอใจในสุขภาพของตนเอง ต่อไปนี้เป็นข้อแนะนำการเลือกอาหาร การเตรียมอาหาร แบบกว้างๆ สำหรับโรคภูมิแพ้

1.     ไม่รับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นหยินสุดขั้ว เช่น น้ำตาล ชอคโคแลต น้ำผึ้ง เครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีรสหวาน นม เนย ครีม ไอศกรีม โยเกิร์ต ข้าวขาว แป้ง (และผลิตภัณฑ์จากแป้ง) ธัญพืชที่ผ่านการขัดสีทุกชนิด ผลไม้ มันฝรั่ง มะเขือเทศ พริกไทยและเครื่องเทศ พริก กาแฟ เครื่องดื่มสำเร็จรูปที่กระตุ้นร่างกาย อัลกอฮอล์

2.     ไม่รับประทานอาหารที่หยางสุดขั้ว เช่นเนื้อสัตว์ รวมถึงเนื้อวัว ควาย แพะ แกะ หมู ไก่ ไก่งวง อาหารทะเล

3.     ไม่รับประทานขนมปัง แครกเกอร์ คุกกี้ ขนมอบแห้งต่างๆ จนกว่าอาการต่างๆ จะดีขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจ

4.     หลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านกระบวนการทางเคมี อาหารที่ผ่านการฉายแสง การตัดต่อทางพันธุกรรม เครื่องปรุงแต่งอาหารสังเคราะห์

5.     หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงหรือเตรียมโดยเครื่องใช้ไฟฟ้า ไมโครเวฟ ให้ใช้แหล่งพลังงานจากธรรมชาติเช่นแก๊ส ฟืน ถ่านเป็นต้น

6.     หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำมันในช่วง 1-2 เดือนแรก เมื่ออาการดีขึ้นให้ใช้น้ำมันงาขาวสกัดสดไม่ใช้ความร้อนสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

7.     หลีกเลี่ยงผักสดทุกชนิด (ยกเว้นใบผักชีจีน) 1-2 เดือน หรือจนกว่าอาการดีขึ้น

8.     งดอาหารที่เย็น แช่เย็น น้ำแข็ง

9.     อาหารควรเตรียมโดยทำให้หยางมากขึ้น ซึ่งเตรียมได้โดยใช้หม้ออัดแรงดัน ใช้ไฟแรง ระยะเวลาในการหุงต้มนานขึ้น ปรุงรสด้วยเกลือทะเลไม่ขัดสี กระปิเจ ซีอิ๊ว (หมักธรรมชาติ) ให้มีรสชาติบ้างเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับเค็ม

10. รับประทานธัญพืชที่ไม่ขัดสีเป็นหลักสัดส่วนประมาณ 60% ของอาหารทั้งหมด ธัญพืชไม่ขัดสีทีใช้ในระยะแรก เช่น ข้าวกล้อง ข้าวฟ่าง ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวกล้องดอย

11. รับประทานซุป 1-2 ถ้วยต่อวันประมาณ 5-10% ของอาหารทั้งหมด ซุปประกอบไปด้วยสาหร่ายวากาแม่ แครอท หอมหัวใหญ่ ผักใบที่ไม่หยินมาก ปรุงด้วยซีอิ๊ว หรือกะปิเจไม่เค็ม

12. รับประทานผักที่ผ่านการปรุงสุกโดยลวก ต้ม อบ นึ่งประมาณ 25-30%

13. รับประทานถั่วประกอบไปด้วย ถั่วลูกไก่ ถั่วเลนทิล ถั่วแดงเล็ก (อะซูกิ) ถั่วดำ หุงด้วยหม้ออัดแรงดัน กับถั่วคอมบุ ปรุงรสด้วยกะปิเจและเกลือทะเลไม่ขัดสี

14. เครื่องปรุงรสเตรียมโดยใช้งาขาวไม่ขัดสีคั่วกับเกลือทะเลไม่ขัด สีสัดส่วนเกลือทะเล 1 ส่วนต่องาขาวไม่ขัดสี 16-18 ส่วน ใช้สำหรับปรุงรสอาหาร

15. หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ ระยะแรกถ้ารู้สึกอยากจนทนไม่ได้ ให้รับประทานเนื้อปลาสีขาวสัปดาห์ละครั้งมื้อเที่ยง สัดส่วนไม่เกิน 10%

16. หลีกเลี่ยงผลไม้ น้ำผลไม้ในระยะ 3 เดือนแรก หรือจนกว่าอาการดีขึ้น

17. หลีกเลี่ยงเมล็ดผลไม้ที่มีเปลือกแข็ง

18. ดื่มก้านชาแก่ (ชาบันชา) หรือชาเขียวใบหม่อนที่อบไอน้ำและตากแห้งปราศจากคาเฟอีนและแทนนิล ดื่มเท่าที่จำเป็นตามร่างกายต้องการ ไม่มากเกินไป

19. เคี้ยวให้ละเอียด 50-100 ครั้งต่อคำ

20. รับประทานเพียง 70% ของความหิว หลีกเลี่ยงการรับประทานจนอิ่มเกิน วันละ 1-3 ครั้ง

21. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อเย็นหลัง 20.00 น. หรือมื้อเย็นควรรับประทานก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง

นอกจากนั้นต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตดังนี้

1.     มีกิจกรรมของร่างกายกลางแจ้ง เช่นปลูกผัก แต่งสวน เดินออกกำลังกาย รำมวยจีน โยคะเป็นประจำ

2.     หลีกเลี่ยงการอาบน้ำเย็น และอาบน้ำใช้เวลานาน ใช้ผ้าฝ้ายธรรมชาติเช็ดถูตามตัวแรงจนผิวหนังแดง

3.     หลีกเลี่ยงการนอนในห้องที่อากาศไม่ถ่ายเท เช่นห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์เครื่องนอนทำมาจากธรรมชาติ

4.     หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องไฟฟ้าเช่นโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

5.     หลีกเลี่ยงเครื่องใช้ในบ้านและครัวเรือนที่ผลิตโดยมีสารเคมีเป็นส่วนประกอบ

6.     นวดตัวเองทุกเช้าและเย็นครั้งละ30 นาที

7.     สวดมนต์ ทำสมาธิภาวนา

การรักษาโรคต่างๆ ตามแนวทางแมคโครไบโอติกส์นั้นเน้นการช่วยเหลือและพึ่งพาตนเอง โดยต้องมีความเห็นที่ถูกต้องต่อการเจ็บป่วยของตนเอง ยอมรับในการเจ็บป่วยนั้นและใช้สติปัญญาหาสาเหตุและแก้ไขปัญหานั้นๆ ด้วยศรัทธา ที่มุ่งมั่นรักษาตนเองด้วยตนเองและเพื่อตนเอง จงรำลึกเสมอว่าเราเป็นผู้ที่ทำให้ตนเองเจ็บป่วยไม่มีใครทำให้เรา ดังนั้นหากต้องการหายป่วยและมีสุขภาพดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับนั้น มีแต่ตนเองเท่านั้นที่จะช่วยได้ และทำได้ง่ายมากเพียงปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ปรองดองกับธรรมชาติ ไม่ฝืนกฎของธรรมชาติ เริ่มตั้งแต่การดื่มกิน เมื่อเราปฏิบัติจนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติได้แล้วสุขภาพที่ดี และความผาสุกของชีวิตย่อมปรากฏให้เห็นและเป็นประจักษ์ด้วยตนเอง

บรรณานุกรม

1.     Ohsawa G. Zen Macrobiotics. George Ohsawa Macrobiotic Foundation, Oroville, California. 1995.

2.     Kushi M. The Book of Macrobiotics: The Universal Way of Health and Happiness. Japan Publications, New York, NY. 1977.

3.     Kushi M & Jack A. The Book of Macrobiotics: The Universal Way of Health, Happiness, and Peace. Japan Publications, New York, NY. 1986.

4.     Kushi M & Jack A. The Macrobiotic path to total health. Ballantine Book, New York, NY. 2003.

5.     Ohsawa G. Macrobiotics: The Way of Healing. George Ohsawa Macrobiotic Foundation, Oroville, California. 1984.

6.     Aihara H. Basic Macrobiotic Principles. George Ohsawa Macrobiotics Foundation, Oroville, California. 1984.

7.     Kushi M & Jack A. The cancer prevention diet: Mishio Kushi’s Macrobiotics Blueprint for the Prevention and Relief of Disease. St. Martin’s Press, New York, NY. 1993.

8.     George Ohsawa, Philosophy of Oriental Medicine: Key to your personal judging ability. George Ohsawa Foundation, Oroville, California. Eighth Edition. 1991

9.     Ohasawa G. Macrobiotic Guidebook for Living. George Ohsawa Foundation, Oroville, California. 1985.

10. Liangsheng Wu N, Qi Wu A. Yellow Emperor’s Cannon Internal Medicine. China science & Technology Press. 1997.

11. Kervran L, Ohsawa G. Biological Transmutation. George Ohsawa Foundation, Oroville, California. 1976.

12. Bursell K. The End of Medicine. Transtana Alchemysts, Albany, California. 2000.

ที่มา : เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการการแพทย์ทางเลือก
เรื่อง "การแพทย์ผสมผสานในการดูแลผู้ป่วยโรคภูมิแพ้"
วันที่ 2-4 พฤษภาคม 2550 ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต ปทุมธานี

งานวิจัยการรักษาภูมิแพ้ในทางธรรมชาติบำบัด

โพสต์12 มิ.ย. 2552 07:05โดยpcha kkhampa

  โดย : พ.ญ.กอบกาญจน์ ไพบูลศิลป                

การรักษาในแนวธรรมชาติบำบัดนั้นมองแบบองค์รวมในการรักษาภูมิแพ้ สิ่งที่ควรต้องปรับจะยึดหลักให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน เริ่มตั้งแต่การกินที่ถูกต้องดังที่กล่าวมาข้างต้น และต้อง หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ รวมถึงการล้างพิษที่ถูกวิธี การได้วิตามินเสริมเพื่อบรรเทาอาการภูมิแพ้ตามความจำเป็น การนอนพักผ่อนที่เพียงพอก็เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการรักษาสุขภาพถ้าปฏิบัติ เช่นนี้แล้วอาการยังไม่ดีขึ้นควรมีการรักษาเพิ่มเติม เช่น การฝังเข็มรักษาภูมิแพ้ การได้วิตามินระดับสูงทางเส้นเลือด หรือแม้กระทั่งการจัดการกับความเครียดเพื่อการพักผ่อนที่มีประสิทธิภาพ การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน ก็ทำให้อาการภูมิแพ้ดีขึ้นได้

โดยมีขั้นตอนการรักษาแบ่งเป็นหลายระดับ ดังนี้

1. รักษาโดยการปรับอาหาร ปรับพฤติกรรมและให้วิตามินแบบรับประทาน

2. ตามข้อ 1 + การสวนกาแฟ

3. ตามข้อ 2 + การให้วิตามินซีระดับสูงทางเส้นเลือดดำ และการฝังเข็ม

ทางศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวีได้เก็บข้อมูลผู้ป่วยภูมิแพ้ที่เข้ามาทำการรักษา ตั้งแต่วันที่ 1 กค. 2546 -31 กค. 2547

โดยมีหลักการการคัดเลือกผู้ป่วยคือ

1. เป็นโรคภูมิแพ้อากาศ อย่างเดียว และหรือร่วมกับอาการไซนัสอักเสบ หรือ ลมพิษ

2.มาติดตามการรักษาสม่ำเสมอ จนจบการรักษา ครบ 10 ครั้ง

3. ไม่มีภาวะแทรกซ้อนด้วยโรคอื่น เช่น มะเร็ง, ไตวายเรื้อรัง, โรคตับเรื้อรัง

มีผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ทั้งหมดจำนวน 40 คน แบ่งผลการรักษาได้เป็น

1. ผู้ป่วยที่ตอบสนองดีมากต่อการรักษา (A) จำนวน 14 คน (35%)

2. ผู้ป่วยที่ตอบสนองดีต่อการรักษา (B) จำนวน 13 คน (32.5%)

3. ผู้ป่วยที่ตอบสนองพอใช้ต่อการรักษา (C)จำนวน 4 คน (10%)

4. ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา (D) จำนวน 9 คน (22.5%)

สรุปโดยรวมว่าการรักษาในแนวธรรมชาติบำบัด น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการรักษาภูมิแพ้ให้มีอาการน้อยลงและคุณภาพ ชีวิตดีขึ้น และมีข้อสังเกตว่ามีผู้ป่วยส่วนหนึ่งไม่สามารถที่จะปรับแนวทางการบริโภค ปรับพฤติกรรมต่าง ๆ ก็ไม่ตอบสนองต่อการรักษาได้เช่นกัน

แต่เนื่องจากการเก็บข้อมูลเป็นแบบ Descriptive retrospective จึงไม่มีกลุ่ม control ให้เปรียบเทียบ และผลของการรักษาเป็นการเก็บข้อมูลจากการซักประวัติความรุนแรงของอาการหลัง การรักษา ความพึงพอใจหลังรับการรักษา ติดตามผลด้วยการตรวจร่างกายเบื้องต้นเท่านั้น จึงควรมีการทดลองเพิ่มเติมมากกว่านี้

ที่มา : บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 96: 16-31 พ.ค. 50

การรักษาภูมิแพ้ด้วยธรรมชาติบำบัด

โพสต์12 มิ.ย. 2552 07:01โดยpcha kkhampa

โดย : นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล                

อาการภูมิแพ้มีอะไรบ้าง

1. แพ้อากาศ หวัดเรื้อรัง (Allergic rhinitis)ตอนเช้ามีน้ำมูก มีเสมหะในคอตลอดเวลา

2. หอบหืด (Asthma) เป็นโรคในกลุ่มภูมิแพ้ต่อตัวเอง เนื้อเยื่อในหลอดลมจะบวม หลอดลมตีบ หายใจลำบาก

3. ภูมิแพ้ของตาและหู (Allergic conjunctivitis) จะมีอาการคัน ระคายเคือง แสบเคืองตา มีตุ่มเม็ดเล็กอยู่ในหูหรือหูอื้อ น้ำหนวก

4. ผื่นแพ้ (Urticaria, Dermatitis, Eczema) หรือลมพิษ คือโดนสารที่ระคายเคือง จะเกิดผื่นขึ้นมา

5. แพ้อาหาร (Food allergy) เช่น แพ้อาหารทะเล

6. แพ้แมลงและปฏิกิริยาแอนาฟัยแลคติก (Anaphylactic) ที่พบมากคือ แพ้แมลงสาบ

7. แพ้ยา (Drug allergy)

แพ้อากาศ หวัดเรื้อรัง (Allergic Rhinitis)

- พบบ่อยที่สุด 20 % ของเด็กจะมีอาการเมื่ออายุ 2- 3 ปี 30 % จะมีอาการต่อมาจนถึงวัยผู้ใหญ่

- พบมากขึ้นเรื่อยๆ 50 % ประชากรในสังคมที่พัฒนาแล้วและกลายเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของโรคเรื้อรังที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน

ในปี 1987 ค่ายาต่างๆ รักษาภูมิแพ้อากาศคิดเป็นเงินทั้งหมด 1 พันล้านดอลลาร์ในอเมริกา ถ้าเป็นมาก คิดเป็นจำนวนคนที่ขาดงาน 800,000 กว่าวัน หรือเป็นเด็กขาดเรียน 800,000 กว่าวัน

สาเหตุ จากสารที่กระตุ้นทำให้แพ้ ได้แก่ ไรฝุ่น ปีกแมลงสาบ เกสรดอกไม้ กระบวนการภูมิต้านทานของเราเอง เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เจอกับสารแปลกปลอมแล้วมันจะจำเอาไว้ว่าเป็นสารแปลก ปลอมที่ต้องกำจัดทิ้ง เผอิญสารแปลกปลอมนี้ไปคล้ายกับสารที่มีอยู่ในตัวเราเอง ฉะนั้นแทนที่มันจะไปจัดการสารแปลกปลอมนั้น แต่กลับไปจัดการกับสารในร่างกายของเราเอง ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ อีกตัวหนึ่งที่สำคัญคือ Immuglobullin E (IgE) ถ้าเป็นภูมิแพ้มาก จะตรวจพบ IgE สูง และอีกตัวที่เข้ามาเกี่ยวข้องคือ Mast cell อยู่ที่ผิว มีสารฮีสตามีน Histamin ผลิตออกมา คนที่แพ้ผื่นพิษ จะแก้โดยการกินยาแอนตี้ฮีสตามีน (Anti histamine) ซึ่งเป็นตัวที่ต้านกับสารที่ Mast cell ผลิตออกมา เป็นทฤษฎีที่การแพทย์แผนปัจจุบันนำมาใช้ แต่ในมุมมองของธรรมชาติบำบัด นอกจากในเรื่องของปัจจัยนี้ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยภายใน เราทำอะไรไม่ได้ เป็นภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นภายในตัวของเราเอง เราต้องกินยากดอาการแพ้ไปเรื่อยๆ แต่สาเหตุที่น่าสนใจคือ ออกซิเดตีบ สเตรส (Oxidative Stress) คือปฏิกิริยาอนุมูลอิสระ จากประชากรที่เป็นภูมิแพ้จำนวนไม่น้อย ไม่ได้เป็นภูมิแพ้ตั้งแต่เด็ก จะเกิดจากการทำงานหนัก, อดหลับอดนอน, กินไม่ดี, อยู่ในที่ที่มีมลพิษมาก ที่ทำงานสูบบุหรี่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอนุมูลอิสระ

อนุมูลอิสระ คือสารตัวหนึ่งที่อิเล็กตรอนหายไป 1 ตัว ซึ่งสารในโลกนี้จะอยู่ได้ต้องมีอิเล็กตรอนครบคู่ ถ้าสารตัวนั้นขาดอิเล็กตรอนไป 1 ตัว จะอยู่ไม่ได้ จะต้องขโมยอิเล็กตรอนจากที่อื่นมา ในร่างกายของคนใดก็ตามที่มีอิเล็กตรอนอยู่มาก อนุมูลอิสระจะขโมยอิเล็กตรอนจากโมเลกุลที่อยู่ในร่างกาย ถ้าขโมยได้โมเลกุลนั้นก็จะผิดรูปร่าง ถ้าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับโปรตีนของเรา จะเกิดปัญหา คือร่างกายของเราสามารถจำโปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นทุกชนิด จะไม่ทำร้ายโปรตีนนั้น แต่ถ้าเจอโปรตีนแปลกปลอม หรือสงสัยว่าเป็นแบคทีเรียจะกำจัดทิ้ง หรือเจอโปรตีนแปลกปลอมที่เซลล์มะเร็ง ต้องกำจัดทิ้ง ในคนปกติที่ไม่เป็นมะเร็งไม่มีเชื้อโรคเข้ามา แต่มีอนุมูลอิสระอยู่มาก ซึ่งอนุมูลอิสระจะไปทำให้โปรตีนเสียรูปร่าง ปรากฏว่าเม็ดเลือดขาวมาพบโปรตีนนี้ สงสัยว่าไม่ใช่โปรตีนของตนเอง แต่เป็นเชื้อโรค จะส่งเม็ดเลือดขาวไปทำลาย ทำให้เกิดอาการอักเสบบวมเกิดขึ้น ถ้าเกิดที่โพรงจมูกทำให้เยื่อจมูกเราบวม เกิดเป็นภูมิแพ้อากาศ แต่ถ้าเหตุการณ์ไปเกิดที่หลอดลม ทำให้เยื่อบุหลอดลมบวมจะเป็นหอบหืด หรือถ้าไปเกิดที่ข้อ จะเป็นข้ออักเสบ รูมาตอยด์ต่างๆ ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทั้งตัว จะเป็น SLE ภูมิแพ้ทั้งระบบ ฉะนั้นในมุมมองธรรมชาติบำบัด อนุมูลอิสระสามารถหลีกเลี่ยงได้ อาการภูมิแพ้จะดีขึ้นหรือ อนุมูลอิสระมีสารบางอย่างใช้สู้อนุมูลอิสระได้ ถ้าเราใช้สารประเภทนี้เข้ามาช่วยรักษา มันจะไปสะท้านฤทธิ์กับอนุมูลอิสระทำให้โปรตีนไม่เสียรูปร่าง อาการภูมิแพ้จะดีขึ้น จะเป็นทฤษฎีการรักษา

อาการและอาการแสดง

- คันจมูก (Itching) อาจร่วมกับ คอ ตา ผิวหนัง ก็ได้

- น้ำมูกไหล (Runny nose)

- การรับกลิ่นเสียไป (Impaired smell)

- จมูกตัน (Nasal congestion)

- ไอ (Coughing)

- ปวดศีรษะ (Headache)

- น้ำตาไหล (Tearing eyes)

- หายใจเสียงดัง (Sneezing wheezing)

การวินิจฉัย

- ซักประวัติ ตรวจร่างกาย

- Skin Test คือ การทดลองโดยนำเข็มสะกิดตามผิวหนังให้เป็นแผล และเอาสารที่คนส่วนใหญ่แพ้ไปหยอดตามแผล ถ้าบวมแดงมากตรงจุดไหนแสดงว่าเราแพ้สารตัวนั้น แต่ Skin test ไม่จำเป็นต้องทำทุกราย ทำเพื่อให้ทราบว่าเราแพ้อะไรเท่านั้นเอง การปฏิบัติตัวต้องดูแลตนเอง

การรักษา

1.หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ แต่คนไทยมักแพ้อาหาร นมวัวมาก ลองหลีกเลี่ยงนมวัวระยะหนึ่ง รวมไปถึงผลิตภัณฑ์จากนมวัวทุกชนิด ไอศกรีม คอฟฟี่เมต อาการภูมิแพ้จะดีขึ้นมาก เรานิยมบริโภคนมวัวเพราะมีแคลเซียมมาก ต้องการโปรตีน อาจหาแคลเซียมจากแหล่งอื่นแทน เช่นนมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม, ปลาเล็กปลาน้อย,งาดำวันละ 3 ช้อนโต๊ะเท่ากับแคลเซียมที่ต้องการใน 1 วัน ต้องเป็นงาดำบดเพราะแคลเซียมจะดูดซึมได้

2. รักษาด้วยยา

- Antihistamin (แอนตี้ฮีสตามิน) เด็กที่กินยาแทนที่ฮีสตามินจะมีผลข้างเคียง ทำให้เบื่ออาหาร ,ตัวจะเล็ก

- Steroids (สเตียรอยด์) ใช้ระยะยาวไม่ดี จะกดภูมิต้านทาน จะกดภูมิต้านทานจะทำให้อ้วนฉุได้

- Decongest anis ยาพ่นจมูก

3. Immunotherapy (อีมโมโนเธอราพี) เป็นการปรับภูมิต้านทาน คือทำให้ร่างกายชินกับสารแพ้ชนิดนั้น ตอนแรกถ้าแพ้มากให้สารนั้นปริมาณน้อย ถ้าชินแล้วจึงใส่เพิ่มจนสามารถทนระดับของสารแพ้ตัวนั้น

ธรรมชาติบำบัดรักษาภูมิแพ้

1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ เช่น ขนสุนัข, ควันบุหรี่, เกสรดอกไม้, ฝุ่นในบ้าน,นมวัวและผลิตภัณฑ์จากวัว

2. ปรับอาหาร โดยการกินอาหารที่ต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี คนเราสร้างวิตามินซี ไม่ได้ ไม่เหมือนสุนัข, แมว ซึ่งสร้างวิตามินซีได้ วิตามินซีจะอยู่ในอาหารประเภทเปรี้ยว , ฝาด, คือ ผัก ผลไม้ที่สดๆ อนุมูลอิสระอีกกลุ่มหนึ่ง คือ วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน ซึ่งอยู่ในผักผลไม้ที่มีสีเขียวจัด , สีเหลือง, สีแดง,สีม่วง, แครอทมีเบต้าแคโรทีน แต่มีไม่มาก แครอท 100g มีวิตามินเออยู่ 1,144 อินเตอร์เนชั่นแนลยูนิต แต่ที่มีเบต้าแคโรทีนมาก คือ ผักเหลียง ,ผักปัง,ผักขี้เหล็ก 100 g มีวิตามินเอ 43,333 อินเตอร์เนชั่นแนลยูนิต มากกว่าแครอท 40 เท่า วิตามินอีกตัวที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ คือวิตามินอี ซึ่งมีอยู่ในเมล็ดธัญพืช เช่น เมล็ดทานตะวัน,เมล็ดฟักทอง,จมูกข้าว ฉะนั้นควรกินข้าวกล้องจะมีจมูกข้าวมาก คนที่เป็นภูมิแพ้ถ้าอยากหายควรกินข้าวกล้อง น้ำผลไม้สดวันละ 2 แก้ว

3. การออกกำลังกาย ต้องสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3 วันๆละ ½ ชั่วโมง ทำให้ภูมิแพ้ดีขึ้น

4. เพิ่มภูมิต้านทาน เช่น อบสมุนไพร ,ซาวน่า .อาบแสงตะวัน เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจะมีไข้ ไข้ไม่ใช่สิ่งที่เชื้อโรคสร้างขึ้นมา แต่เป็นสัญญาณเพื่อกระตุ้นให้ภูมิต้านทานออกมาทำงานให้สมดุลขึ้น แต่ถ้าเราปกติ สามารถกระตุ้นให้ภูมิต้านทานทำงานโดยการทำให้มีไข้ โดยไปอบซาวน่าหรืออาบแสงตะวัน ร่างกายจะเหมือนมีไข้ ภูมิต้านทานจะออกมาทำงาน แสงแดดควรเป็นช่วงบ่าย หันหน้า-หลัง ข้างละ 10 นาที หรืออาบน้ำอุ่นสลับน้ำเย็นอย่างละ 1 นาที สัก 2-3 รอบก็ได้

ธรรมชาติบำบัดรักษาภูมิแพ้

1. วิตามิน อาจใช้วิตามินเม็ดมาเสริม ถ้ารับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอ

2. การอดล้างพิษ ถ้ามีอนุมูลอิสระ,สารพิษมากใช้วิธีนี้จะได้ผลโดยเฉพาะเป็นภูมิแพ้

3. การสวนล้างลำไส้ เช่นสวนกาแฟ

4. การฝังเข็ม

5. การให้วิตามินระดับสูงทางเส้นเลือดดำ

การอดเพื่อสุขภาพ

การอดมีตั้งแต่สมัยโบราณ มีทุกชาติทุกศาสนา และเป็นสัญชาติญาณการอดของสัตว์ต่างๆ รวมทั้งมนุษย์เรา เช่น การเจ็บป่วย จะเบื่ออาหาร ทางวิทยาศาสตร์จะมี 3 ทฤษฎี ที่อธิบายเรื่องการอดทำไมส่งผลดีต่อร่างกาย

1. ทฤษฎีการถ่ายเทพลังงาน การกินอาหาร จะใช้พลังงานในการย่อยอาหาร ถ้าเราอดอาหาร ร่างกายจะไม่ใช้พลังงาน แต่จะใช้พลังงานในการกำจัดสารพิษแทน

2. ทฤษฎีอนุมูลอิสระ การกินอาหารเหมือนการเอาเชื้อเพลิงเข้าไปในร่างกาย ทุกครั้งที่มีการเผาเชื้อเพลิงจะเกิดอนุมูลอิสระทุกครั้ง เช่น นำฟืนมาจุดไฟ ออกซิเจนจากอากาศมารวมตัวเกิดเป็นไฟความร้อน เผาไหม้เชื้อเพลิงคือฟืนจะหายไป แต่จะเกิดเขม่าควันก็คืออนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับร่างกายของเรา เมื่อกินอาหาร ข้าวและไขมันคือเชื้อเพลิง การหายใจคืออกซิเจนเข้าไปสันดาปเกิดเป็นพลังงาน สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอคือ อนุมูลอิสระ ฉะนั้นคนที่กินน้อยอยู่นาน เพราะร่างกายเผาผลาญน้อยลง อนุมูลอิสระจะน้อย สุขภาพจะดี

3. ทฤษฎีขับสารพิษจากลำไส้ใหญ่ โดยที่ลำไส้ใหญ่ มีหน้าที่

1) เป็นที่พักอุจจาระ ลำไส้ใหญ่จะพองตัวเป็นที่เก็บอุจจาระ อาหารทางปากจนถึงทวารหนัก ใช้เวลา 24- 48 ชั่งโมง

2) เป็นทางผ่านของสารพิษ ซึ่งสารพิษต่างๆในร่างกายจะดูดขับโดยตับ แล้วขับออกกับน้ำดี น้ำดีเข้ามาผสมกับกากอาหารที่เหลือจากการย่อย คือ อุจจาระซึ่งมีสีเหลืองของน้ำดี อยู่ด้วย

3) การดูดน้ำกลับ ทำให้อุจจาระเป็นก้อน ปัญหาคือ บางคนท้องผูก 7 วัน อุจจาระดูดน้ำกลับเรื่อยๆ อุจจาระจะแข็ง สารพิษจะดูดกลับไปกับน้ำด้วยทำให้เกิดโรคภูมิแพ้

 

การอดอาหารมีหลายวิธี ถ้าอดด้วยผลไม้ เราจะได้วิตามินต่างๆ ทำให้ร่างกายขับสารพิษได้ดีขึ้น นอกจากนี้ผลไม้จะมีเส้นใยสูง จะทำหน้าที่เหมือนไม้กวาดที่คอยปัดกวาดเอาของเสียออกมาได้ดีขึ้น ถ้าอด 7 วัน ร่างกายจะเกลี้ยงเกลาสะอาด

ชนิดของอด

- อดไม่กินอะไรเลย

- อด + กินแต่น้ำเปล่า

- อด + กินแต่น้ำผลไม้

- กินแต่ผลไม้อย่างเดียว

นิยามของการอด

การกำจัดการกินอาหารที่ให้พลังงานไม่เกิน 800 แคลลอรี่ / วัน ซึ่งเป็นพลังงานที่น้อยที่สุดที่ร่างกายต้องการ แหล่งพลังงานสำรองของร่างกายคือ ไกลโคเจนซึ่งอยู่ในกล้ามเนื้อร่างกายจะใช้ไกลโคเจนไปเมื่อไกลโคเจนใกล้หมด ร่างกายจะใช้พลังงานแหล่งที่ 2 คือไขมัน ทำให้ผอมลง

ผลไม้สำหรับการอด

ผลไม้เนื้อโปร่งไม่หวาน เช่น มะละกอ , ฝรั่ง, ชมพู่,แตงโม, สับปะรด ห้ามผลไม้หวานจัด เนื้อแป้งเยอะ เช่น ทุเรียน , ละมุด,กล้วย

ระยะต่างๆ ของการอด

ระยะที่ 1 1-6 ชั่วโมง ระยะหิว- ระหว่างที่อดระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงทำให้หิว

ระยะที่ 2 6-18 ชั่วโมง ระยะโหย จะไม่ค่อยมีแรง เริ่มใช้พลังงานจากไกลโครเจนที่ตับและใช้ไขมัน จนน้ำตาลใน เลือดปกติ อาการหิวจะหายไป

ระยะที่ 3 12-48 ชั่วโมง ระยะซ่านพิษ ระยะนี้อาการจะเป็นมากขึ้น ช่วงสั้นเกิดจากสารพิษสะสมในร่างกาย เป็นสารพิษที่ละลายในไขมัน จะถูกละลายในกระแสเลือด ช่วงนี้อาการภูมิแพ้จะมาก เป็นช่วงที่ควรไปสวนกาแฟ ซึ่งกาแฟจะกระตุ้นให้ตับขับสารพิษออกมาได้ดี ควรผ่านระยะนี้ให้ได้

ระยะที่ 4 เลย 48 ชั่วโมง ระยะปลอดพิษ ระยะนี้อาการภูมิแพ้จะลดลง

ล้างพิษ 10 วัน

วันที่ 1 วันเตรียมตัวอด คือ กินอาหารลดลงทีละหมู่ ในตอนเช้ากินทุกหมู่ มื้อกลางวันให้ตัดหมู่ คาร์โบไฮเดรต งดข้าว มื้อเย็น กินแต่ผัก ผลไม้ กินปลามื้อสุดท้าย เนื่องจากระยะที่ 2 หรือระยะโหย ร่างกายจะเอาไกลโครเจนมาใช้ จะเกิดกรดแลคติก คือ เลือดเป็นกรดมากขึ้น แล้วร่างกายจะมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ถ้ากินข้าวมาตลอด เลือดจะเป็นกรดมาก อาการครั่นเนื้อตัวจะมาก ฉะนั้นจึงต้องงดแป้งก่อนมื้อแรก แต่ยังใช้พลังงานจากไขมันหรือโปรตีนอยู่ ความเป็นกรดของเลือดก็จะไม่มาก

วันที่ 2-3 วันอด กินผลไม้อย่างเดียวทั้งวัน ( เนื้อโปร่ง ไม่หวานจัด) เรียกว่า Mono diet เพราะกินแล้วเบื่อทำให้หยุดกิน และกินอาหาร 1 ชนิด ร่างกายจะหลั่งน้ำย่อยเพียง 1 ชนิด เอาพลังที่เหลือจากหลั่งน้ำย่อยชนิดเดียว ไปขับสารพิษ

วันที่ 4-8 วันกินอิ่ม กินผักผลไม้หลายชนิด เพราะพิษถูกขับไปเกือบหมดอาหารหลักเป็นสลัดผัก, แกงจืดผัก, แกงส้ม, ผัดผัก ไม่ใช่โปรตีน สามารถกินจนอิ่ม ไม่หวานหรือมีน้ำมัน อาจเป็นเมล็ดธัญพืช ½ ช้อนโต๊ะ

วันที่ 9-10 วันเตรียมเลิก กินข้าว 1 มื้อ กินปลา 1 ขีด 1 มื้อ เพราะช่วงนี้ไม่มีน้ำย่อย กินมากจะท้องอืด ปวดท้อง และการอดนี้จะช่วยรักษาโรคกระเพาะ

หลังจากนั้น กินตามปกติ คือ ข้าวกล้อง ผลไม้ ผัก ถ้าทานเป็นประจำสารพิษจะถูกขับสม่ำเสมอ อาการภูมิแพ้จะดีขึ้น ควรอดล้างพิษ 10 วัน นี้ทุก 6 เดือน (ปีละ 2 ครั้ง) แต่สำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้ควรทำทุกสัปดาห์ ระหว่างนั้นให้ควบด้วยการล้างย่อย โดยการอดล้างพิษแบบ 1 วันทุกสัปดาห์ ใช้วันหยุด มี 4 สูตรให้เลือก คือ

 สูตร 

ตอนเช้า

ตลอดวัน

วันรุ่งขึ้น

1

น้ำผลไม้ 1 แก้ว + มะละกอ

มะละกออย่างเดียว

สวนกาแฟหรือน้ำเปล่า 1,600 ซีซี + เกลือแกง 3 ช้อนชา + มะนาว 4 ลูก ดื่มให้หมดทีเดียว  ตอนเช้าแล้วจะถ่าย

2

น้ำส้ม 1 แก้ว + มะละกอ

กินน้ำส้มอย่างเดียว

สวนกาแฟหรือน้ำมะนาว 1 แก้ว

3

น้ำส้ม 1 แก้ว + มะละกอ

กินน้ำเปล่า

น้ำมะนาว 1 แก้ว

4

น้ำส้ม 1 แก้ว + มะละกอ

ไม่กินอะไรเลย

น้ำมะนาว 1 แก้ว

การสวนกาแฟจะสวน 2 สัปดาห์ / 1 ครั้ง ถ้าอาการภูมิแพ้ยังเป็นมาก ต้องสวนกาแฟถี่ขึ้น เช่นสวนวันเว้นวัน

ทางศูนย์ธรรมชาติบำบัลวีได้เก็บข้อมูล ผู้ป่วยภูมิแพ้ที่เข้ามาทำการรักษาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2546- 31 ก.ค.2547

โดยมีหลักการการเลือกผู้ป่วยคือ

- เป็นโรคภูมิแพ้อากาศอย่างเดียว หรือร่วมกับอาการอื่นของภูมิแพ้ด้วยเช่น ผื่น อาการคันตา อาการคันคอ เป็นต้น

- มาติดตามการรักษาสม่ำเสมอ จนจบการรักษาครบ 10 ครั้ง

- ไม่มีภาวะแทรกซ้อนด้วยโรคเรื้อรังและรุนแรงอื่นๆ เช่นมะเร็ง ไตวายเรื้อรัง โรคตับเรื้อรัง, เบาหวาน เป็นต้น เพราะอดโดยใช้ผลไม้ไม่ได้

โรคแบ่งระดับการรักษา

- ระดับที่ 1 เป็นไม่มาก ปรับอาหาร,ปรับพฤติกรรม,วิตามินรับประทาน

- ระดับที่ 2 เป็นระดับกลางใช้ตามข้อที่ 1+ การฝังเข็มและสวนกาแฟ

- ระดับที่ 3 เป็นระดับมากใช้ตามข้อที่2+วิตามินซี ระดับสูงทางเส้นเลือดดำ

เกณฑ์ประเมินผล

- กลุ่มผู้ป่วยที่ตอบสนองดีมากต่อการรักษามีอาการดีขึ้น (A) 75% ขึ้นไป โดยไม่ต้องกินยาภูมิแพ้อีกเลย

- กลุ่มผู้ป่วยที่ตอบสนองดีต่อการรักษามีอาการดีขึ้น (B) 50-75 % อาจกินยาภูมิแพ้อยู่บ้าง แต่อาการดีขึ้น

- กลุ่มผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาพอใช้ มีอาการดีขึ้น 25- 49 %

- กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามีอาการคงเดิม ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ สามารถปรับพฤติกรรมได้ง่ายใช้ธรรมชาติบำบัดแล้วจะไม่เป็นอีก

 

เรียบเรียงโดย : นางชุติมา ปกป้อง
กองการแพทย์ทางเลือก


การบรรยายประชุมวิชาการกรมพัฒน์ (วันพุธ)
เรื่อง "การรักษาภูมิแพ้ด้วยธรรมชาติบำบัด"
โดย นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล
วันที่ 23 สิงหาคม 2548 เวลา 10.00-12.00 น.
ณ ห้องประชุมเบญจกูล กรมพัฒน์ฯ

การแพทย์พื้นบ้านกับการรักษาโรคภูมิแพ้

โพสต์12 มิ.ย. 2552 06:58โดยpcha kkhampa

 โดย : นายแพทย์เอกชัย ปัญญาวัฒนานุกูล                

ผู้ เรียบเรียงไม่แน่ใจว่าในอดีตจะเรียกกลุ่มอาการเหล่านี้ว่าโรคภูมิแพ้หรือไม่ เพราะว่าในคำรายาพื้นบ้านไม่ค่อยมีโรคภูมิแพ้ให้เห็น แต่จะมียารักษาโรคหืด ลมพิษ ไอเรื้อรัง โรคหวัด ที่น่าจะจัดอยู่ในกลุ่มโรคภูมิแพ้ได้ สาเหตุที่ตำรายาโบราณ หรือหมอพื้นบ้านไม่ค่อยเขียนถึง อาจเป็นเพราะในอดีตไม่ค่อยจะมีผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หลักฐานที่สนับสนุนสมมุติฐานนี้ คือ อัตราป่วยโรคภูมิแพ้ของประเทศกำลังพัฒนา พบน้อยกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างน้อย ๒-๓ เท่า เด็กที่เกิดในครอบครัวที่มีลูกหลายคนและเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกคนท้ายๆ มักจะไม่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ทฤษฏีหนึ่งที่น่าเชื่อถือ คือ เอ็นโดท๊อกซิน Endotoxin ในฝุ่นจะกระตุ้นการทำงานของ T-helper 1cell ซึ่งช่วยลดการแพ้สารกระตุ้นต่างๆ ได้ ข้อสังเกตของผู้เขียนเองก็พบว่า เด็กที่เกิดในครอบครัวที่มีฐานะทั้งการศึกษาหรือการเงินดีมักจะเป็นโรคภูมิ แพ้ หรือหอบหืดได้บ่อย ข้อมูลเหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการเลี้ยงดูบุตร เพื่อป้องกัน หรือลดการป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ได้บ้าง

ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนในการใช้สมุนไพรพื้นบ้าน มีไม่มากนัก โดยส่วนตัวคิดว่าถ้าผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หรือ หอบหืดจะดีขึ้น หรือหายได้ คงไม่ใช่จากยาสมุนไพรอย่างเดียว แต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคทำงานด้อย ประสิทธิภาพลงด้วย ได้แก่ การควบคุมอารมณ์ที่ดีขึ้น การกินอาหารที่เหมาะสมกับร่างกาย การออกกำลัง การลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น สุรา บุหรี่ สารเคมี เป็นต้น

ตำรับยาที่ใช้รักษาโรคภูมแพ้บ่อยๆ คือ ยาปราบชมพูทวีป ซึ่งมีใช้ในโรงพยาบาลชุมชนหลายแห่ง สามารถลดอาการกำเริบของโรคภูมิแพ้ได้ดีพอสมควร ถ้ามีอาการกำเริบ ก็จะทำให้การหายเร็วขึ้น ยานี้มีประสบการทั้งที่ใช้ในครอบครัว และคนไข้ของผู้เขียน ข้อเสียของยาตำรับนี้คือ ใช้ตัวยาประกอบจำนวนมาก ประมาณ ๕๐ รายการ ซึ่งเตรียมยาก และสิ้นเปลืองพอควร

ประสบการณ์ที่ได้จากคนไข้ของผู้เขียนบางคนที่ใช้วิธีอื่นแล้วได้ ผลดี เช่น เด็กที่เป็นโรคหอบหืด ไม่นาน ผู้ปกครองจะย่างเนื้อตุ๊กแก ให้สุก แล้วป้อนให้เด็กกิน พบว่าเด็กจำนวนหนึ่งหายป่วยได้ ผู้ป่วยรายหนึ่งอายุ ๗๐ ปีที่เป็นโรคหอบหืด และถุงลมโป่งพอง กินยาขยายหลอดลมเป็นประจำ และมักมีอาการข้างเคียงจากยาด้วย เมื่อมีโอกาสทดลองกินเนื้อจระเข้ที่ปรุงสุก ระยะหนึ่ง สามารถหยุดยาได้ระยะหนึ่งเป็นเวลาหลายเดือนโดยไม่มีอาการ เมื่อมีอาการก็ใช้ยาในขนาดที่น้อยลงมาก อีกตัวอย่างในคนไข้หอบหืดเป็นมาหลายปี ใช้ยาอยู่หลายชนิดทั้งกิน พ่นยา และฉีดยาขยายหลอดลมเป็นประจำ หลังจากกิน เหง้าของเอื้องหมายนา ประมาณ ๑ สัปดาห์ ก็สามารถลดยาขยายหลอดลมได้หลายชนิด จนหยุดยาได้

ส่วนตัวผู้เขียนเองเป็นลมพิษเรื้อรัง จากการแพ้เหงื่อ หลังเล่นกีฬาจะมีผื่นลมพิษขึ้นเป็นประจำตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์ ได้ทดลองกินยาตำรับหนึ่งของหลวงพ่อเมียก แห่งวัดโคกกะเพอ จ.สุรินทร์ กินอยู่ประมาณ ๓ สัปดาห์ ผื่นลมพิษหายไปประมาณ ๒ ปี โดยไม่กำเริบ นานๆ ครั้งจะมีผื่นขึ้นบ้างแต่เป็นปริมาณน้อย และหายเองโดยไม่ต้องใช้ยา ตำรับที่ใช้มีแก่นฝางเสน เป็นยาหลัก หลวงพ่ออธิบายว่า สาเหตุของโรคเกิดจากเลือดเสีย หรือเลือดเป็นพิษ ดังนั้นจึงต้องฟอกเลือดเสีย และขับออก ต่อมาจึงบำรุงโลหิตตาม ปัจจัยอื่นๆที่ผู้เขียนเปลี่ยนแปลงด้วย คือ ลดอาหารที่เป็นของทอดและมันลง รวมทั้งการขับถ่ายที่ดีขึ้น

โดยสรุปแล้วผู้เขียนเชื่อว่าสามารถนำมาใช้รักษา หรือบรรเทาอาการโรคภูมิแพ้ ต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้ามีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจในคำอธิบายการเกิดโรคหรืออาการภูมิ แพ้ของการแพทย์พื้นบ้าน และวิธีคิดในการใช้ยาแต่ละประเภท แล้วนำมาศึกษาวิจัยทางคลินิกต่อไป มีตัวอย่างที่น่ายินดีคือ นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า สามารถนำ กานพลู และอบเชย มาใช้ในการกำจัด ไรฝุ่น ที่เป็นสาเหตุ การแพ้ส่วนใหญ่ได้สำเร็จ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ดังนั้นผู้เขียนจึงรวบรวมตัวอย่างตำรับยาที่ใช้ในการรักษาโรคภูมิแพ้มาจำนวน หนึ่ง เพื่อเป็นตัวอย่างในการใช้ประโยชน์ในอนาคต

ตำรับยารักษาโรคหอบหืด

ยาฝนแก้อาการ ไอ หืด เสลดติดคอ (หมอประภาส มาศขาว อ.กุดชุม จ.ยโสธร)

๑. รากพริกป่า (ครุฑน้อย , พุดน้อย , พุดป่า, เขาควาย, พริกผี ) ๑ คืบ

๒. น้ำมะนาว เป็นน้ำกระสายยา

วิธีใช้ ใช้รากพริกป่า ฝนกับหินให้เห็นเป็นสียาผสมกับน้ำมะนาว จิบบ่อยๆขณะมีอาการ ข้อมูลจาก หลวงพ่อเมียก วัดโคกกะเพอ จ. สุรินทร์

เหง้า ของต้น เอื้องหมายนา แช่ในน้ำตาลโตนด ๗ วัน กินวันละครึ่งแก้ว ก่อนนอน

ตำรับกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์

ขนานที่ ๑

เอาผมคน จำนวนมากพอสมควร นำมาล้างให้สะอาด ตากแดดให้แห้ง บดเป็นผงผสมสุราพอประมาณ ดื่มครั้งละ ๑ ถ้วยชาจีน วันละครั้ง ( ไม่ควรกินขณะโรคหืดกำเริบ) ประมาณ ๗ วัน ( ใช้ได้ผลดีในกรณีที่เป็นไม่เกิน ๕ ปี)

ขนานที่ ๒

ใช้แก่นลั่นทมจำนวนมากพอสมควร สับให้ละเอียดนำมาต้มใส่น้ำพอสมควร กรองเอาน้ำออกแล้วเคี่ยวให้เป็นยางเหนียว (พอปั้นเป็นลูกกลอนได้) ผสมกับสุรา ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเมล็ดพุดซา

ขนานที่ ๓

แมงป่องช้าง ๘ ตัว นำมาคั่วไฟให้กรอบ บดให้ละเอียด ผสมกับสุรา ดื่มครั้งละ ๑ ถ้วยชาจีน วันละ ๒-๓ ครั้ง

ขนานที่ ๔

นำเนื้อหมู ๓ ชั้น ใส่ไว้ในรังมดแดง ๒๐ ชั่วโมง นำเอาเนื้อหมูมาสับให้ละเอียดแกงกับยอดตำลึง กินทั้งเนื้อและน้ำยา ๒-๓ ครั้ง

ขนานที่ ๕

๑. ใบหนาด ๔ ใบ

๒. รากมะดัน หนัก ๑๐ บาท

๓. สารส้ม หนัก ๑ บาท

นำมาตำให้เป็นผง ชงน้ำร้อนดื่มต่างน้ำชา

ขนานที่ ๖

ใช้ต้นตำแย ทั้ง ๕ จำนวนมากพอสมควร ล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำ นำมาผสมกับน้ำผึ้ง อย่างละเท่ากัน ดื่มครั้งละ ๑ แก้ว

ขนานที่ ๗

ใช้ลูกใต้ใบ ทั้ง ๕ จำนวนมากพอสมควร ตำให้ละเอียด ผสมน้ำต้มสุก คั้นเอาน้ำ ดื่มครั้งละ ๑ ถ้วยชาจีน วันละ ๑ ครั้ง เป็น เวลา ๓ วัน

ขนานที่ ๘

๑. ข้าวหมาก ๑ ถ้วยชาจีน

๒. หนังปลากระเบน ( เผาจนกรอบแล้วนำมาบดละเอียด) หนัก ๑ บาท

นำมาผสมกัน ใช้กินให้หมดทั้งถ้วยเพียงครั้งเดียว

ขนานที่ ๙

เนื้อจระเข้สด จำนวนมากพอสมควร นำมาผัดกับพริกเครื่องแกง ผสมกับสุราพอสมควร กินพร้อมกับข้าวสุก เพียง ๓-๔ ครั้ง

ขนานที่ ๑๐

เมล็ดบวบที่ตากแดดให้แห้ง แกะเอาเฉพาะเนื้อข้างใน ตำให้ละเอียดผสมกับสุรา ใช้ดื่ม ๓ ครั้ง

- ครั้งที่๑ เนื้อในเมล็ดบวบ หนัก ๑ สลึง ผสมกับสุรา ๑ ก๊ง ดื่มให้หมด

- ครั้งที่ ๒ เอาเนื้อในเมล็ดบวบ หนัก ๒ สลึง ผสมกับสุรา ๑ ก๊ง ดื่มให้หมด ห่างจากครั้งแรก เว้น ๑ วัน

- ครั้งที่ ๓ เนื้อในเมล็ดบวบ หนัก ๓ สลึง ผสมกับสุรา ๑ ก๊ง ดื่มให้หมด ห่างจากครั้งที่ ๒ เว้น ๑ วัน

หมายเหตุ กินยาขนานนี้แล้วจะทำให้เกิดการอาเจียน จนรังหืดออกมา

ขนานที่ ๑๑

ยาสูบ และ ปูนขาว อย่างละเท่ากัน ไข่ไก่ ๒-๓ ฟอง ( ใช้เฉพาะไข่ขาว) นำมาคลุกเคล้ากันให้ดี พอกกลางหลังบริเวณ กระเบนเหน็บ หลังพอกยา จะเกิดอาการอาเจียนออกมาเป็นสีขาว เหลือง และเขียวอ่อน รังหืดจะออกมาพร้อมกับอาเจียนสีเขียวอ่อน เมื่อรังหืดออกมาแล้วให้แกะยาที่พอกออกทันที

หมายเหตุ ในระหว่างอาเจียนให้ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน

ขนานที่ ๑๒

ไข่ไก่สด (ชนิดที่มีเชื้อตัวผู้ ฟักเป็นตัวได้) ๑ ฟอง ผสมน้ำส้มสายชู ๒ ช้อนโต๊ะ กวนให้เข้ากัน กินก่อนอาหารเช้าทุกวัน เป็นเวลา ๑๕ วัน (ถ้าเป็นมากให้กิน เช้า เย็น)อาการจะดีขึ้น และให้กินต่อขนครบ ๙๐ วัน

ขนานที่ ๑๓

๑. เถาวัลย์เปรียง ๒ สลึง ( ๑ บาท ๑ สลึง)

๒. ใบมะคำไก่ ๒ สลึง ( ๒ บาท ๒ สลึง)

๓. ฝาง ๒ สลึง ( ๒ บาท ๒ สลึง)

๔. หัวแห้วหมู ๒ สลึง ( ๒ บาท ๒ สลึง)

๕. แก่นแสมสาร ๖ สลึง ( ๖ บาท ๒ สลึง)

นำมาต้ม ดื่มครั้งละ ๑ ถ้วยชาจีน ประมาณ ๔-๕ ครั้ง

ขนานที่ ๑๔

๑. ขมิ้นอ้อย

๒. ยาสูบ

๓. ปูนขาว

นำมาอย่างละหนัก ๘ บาท ตำให้ละเอียด พอกที่หน้าแข้ง ประมาณ ๓๐ นาที จะทำให้อาเจียนเอาเชื้อหืดออกหมด

ขนานที่ ๑๕

ใบต้นตองแตก ๕ ใบ ลงอักขระพระเจ้า ๕พระองค์ ( นะ โม พุท ธา ยะ ) ทุกใบ ตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำยามาผสมกับน้ำปูนขาว ปั้นเป็นเม็ดขนาดเท่าไข่จิ้งจก กินกับน้ำผึ้งวันละครั้งเพียง ๓ วัน

ขนานที่ ๑๖

๑. หัวกระชาย

๒. ผิวมะกรูด

๓. ต้นการบูร ทั้ง๕

๔. กระเพราแดง

๕. ขิง

นำมาอย่างละเท่ากัน ตากแดดให้แห้ง บดให้เป็นผง ผสมกับน้ำผึ้ง และปั้นเป็นลูกกลอน ขนาดเท่าเม็ดพุดซา กินครั้งละ ๒ เม็ด ก่อนอาหาร เช้า เย็น

ขนานที่ ๑๗

ปูแสมดองเค็ม ๕ ตัวนำมาคั่วให้เกรียม บดให้ละเอียดผสมน้ำข้าวต้ม ๓ ช้อนโต๊ะ กินวันละ ๓ เวลา

ขนานที่ ๑๘

๑. เถาวัลย์เปรียง หนัก ๓ บาท

๒. ผักเป็ดแดง หนัก ๓ บาท

๓. ต้นสำมะงา หนัก ๓ บาท

๔. การบูร หนัก ๑ บาท

นำมาต้มใส่น้ำ ๑ส่วน สุรา ๑ ส่วน ดื่มก่อนอาหาร เช้า-เย็น

ขนานที่ ๑๙

๑. หัวข่า ๑ กำมือ

๒. ใบมะกา ๑ กำมือ

๓. ข้าวเปลือกข้าวเจ้า ๓ หยิบมือ

นำมาต้มดื่ม วันละ ๒ เวลา เช้า-เย็น เป็นเวลา ๓๐ วัน

ขนานที่ ๒๐

๑. หัวกระเทียม ๑๐๘ กลีบ

๒. พริกไทยล่อน ๑๐๘ เม็ด

๓. หัวแห้วหมู ๑๐๘ หัว

นำมาตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเมล็ดข้าวโพด กินครั้งละ ๒-๓ เม็ด วันละ ๓ เวลา เช้า เย็น ก่อนนอน

ตำรับยาขนานอื่นๆ

ขนานที่ ๑

๑. ดอกลำโพง ๑ ส่วน

๒. ใบมะฝ่อ ๑ ส่วน

นำมาหั่นรวมกัน เอาเลือดแรด ละลายกับน้ำตาลโตนด เคล้ายาให้ทั่ว แล้วตากแดดให้แห้ง เมื่อจะสูบ ผสมการบูรพอควร ใช้ใบตองแห้งมวนสูบทุกวัน

ขนานที่ ๒

๑. ใบตำลึง ๑ กำมือ ตำคั้นเอาน้ำ

๒. จุนสี สะตุ ๑ สลึง

บดเป็นผงผสมในน้ำตำลึงกินแก้หืด

ขนานที่ ๓

๑. ยาดำ ๑ บาท

๒. มะเขือขื่น ตำคั้นให้ได้น้ำ ๑ ถ้วยชาจีน

๓. ไพล ตำคั้นให้ได้น้ำ ๑ ถ้วยชาจีน

๔. มะพร้าว ๑ ซีก ขูด คั้นเอาแต่น้ำ

นำยาทั้ง๔ มากวนแล้วปั้นเป็นลูกกลอน

ขนานที่ ๔

จันทน์แดง ผสมกับจุนสีสะตุ ๑ สลึง

ขนานที่ ๕

เปลือกหอยอีรุม ฝนกับน้ำปูนใส

ขนานที่ ๖

รกคน นำมาทาเกลือแล้วย่างไฟ บดให้เป็นผงโรยบนข้าวให้กิน

ขนานที่ ๗

กระเทียม หัวหญ้าแห้วหมู พริกไทย อย่างละเท่ากัน บดเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน ขนาดเท่าเม็ดมะเขือพวง กินครั้งละ ๒-๓ เม็ด เช้า-เย็น

ขนานที่ ๘

๑. ฝาหอยแครง หรือ หอยแลงภู่ หรือหอยกาบ หรือหอยโข่ง หรือหอยขม หนัก ๓๐ บาท บดเป็นผง

๒. ยาสูบหนัก ๓๐ บาท บดให้ละเอียด

นำยาทั้ง ๒ มาผสมน้ำ แล้วพอก บริเวณ สะบักลงมาถึงเอวทั้ง ๒ ข้าง ห้ามพอกบนกระดูกสันหลังในขณะที่หอบ เมื่ออาเจียนออกให้ลอกออก แล้วเอาสัปปะรด มาสับเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมเกลือ เอาผ้าขาวบางห่อ ให้น้ำหยดลงใส่ภาชนะ รองน้ำดื่ม

หวัดเรื้อรัง , ไอเรื้อรัง

ขนานที่ ๑

ต้นโทงเทงแห้ง หนัก ๓๓ บาท บดเป็นผง ผสมกับน้ำตาลกรวดทำให้เป็นน้ำเชื่อมประมาณครึ่งขวดน้ำปลา กินครั้งละ ๓ ช้อนโต๊ะ วันละ ๓ เวลา หลังอาหาร

ขนานที่ ๒

๑. เทียน ทั้ง ๕ หนักอย่างละ ๑ บาท

๒. สมอทั้ง ๓ หนัก อย่างละ ๑ บาท

๓. มะขามป้อม ๑ บาท

๔. รากช้าพลู ๑ บาท

๕. แก่นสน ๑ บาท

๖. แก่นขี้เหล็ก ๑ บาท

๗. ยาดำ ๑ บาท

๘. ใบมะขาม ๑ บาท

นำมาต้มให้น้ำพอเดือด กินครั้งละ ค่อนแก้ว ก่อนอาหาร เช้า เย็น

ขนานที่ ๓

ใบชุมเห็ดเทศ นำมาย่างจนเกรียมด้วยไฟอ่อนๆ ใช้ชงเป็นน้ำชา กินวันละ ๒ แก้ว

ขนานที่ ๔

๑. หัวอุตพิดสด พอสมควร

๒. กระเทียม ๗ กลีบ

๓. พริกไทยร่อน ๗ เม็ด

๔. ดีปลี ๗ ดอก

นำมาตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นให้เป็นลูกกลอน ขนาด เท่าเมล็ดข้าวโพด กินวันละ ๑ เม็ด

ขนานที่ ๕

ใบหนุมานประสานกาย ประมาณ ๑๐ ใบ ต้มกับน้ำจนเดือด กินแทนน้ำ

ขนานที่ ๖ ตำรับของ หมอ ชอย สุขพินิจ อ. กาบเชิง จ. สุรินทร์

๑. แก่นสน ๓ ชิ้น (๑ ชิ้น ขนาดเท่า ๑ นิ้วชี้มือ)

๒. ต้น ปีบ ๓ ชิ้น

๓. รากและหัวต้นเลา (ลาว ต้นอ้อ, เขมร ต้นแตรง) ๓ หัว

๔. ย่านาง ทั้ง ๕ ๓ เครือ

นำมาต้มพอเดือด กินครังละ ๑ แก้ว วันละ ๓ เวลา


ที่มา : เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการการแพทย์ทางเลือก
เรื่อง "การแพทย์ผสมผสานในการดูแลผู้ป่วยโรคภูมิแพ้"
วันที่ 2-4 พฤษภาคม 2550 ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต ปทุมธานี

ธรรมชาติบำบัด

โพสต์12 มิ.ย. 2552 06:54โดยpcha kkhampa

โดย : Mr.Jacob Vadakkanchary                


ธรรมชาติบำบัด คือ การดูแลรักษา กาย ใจ โดยขบวนการธรรมชาติ ตั้งอยู่บนหลักว่าโรคทุกชนิด ทั้งร่างกายและจิตใจของคนเรา สามารถเยียวยารักษาตัวเองได้ ถ้าร่างกายอยู่ในสภาพสมดุลปกติ โรคร้ายต่างๆที่เกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบตัน ภูมิแพ้ หืดหอบ ฯลฯ เกิดจากการดำเนินชีวิตที่ผิดธรรมชาติ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ๆ และ รับประทานอาหารที่มีสารเคมีปนเปื้อน เช่น เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ยาปฏิชีวนะ หรือ รับประทานยาหรือฉีดยาที่ทำจากสารเคมี สารเหล่านี้จะตกค้างอยู่ในร่างกายมาก หรือการใช้ชีวิตที่เครียดเกินไป หักโหมเกินไป กังวลเกินไป ออกกำลังกายไม่เพียงพอ พักผ่อนไม่เพียงพอ ดังนั้น การดูแลสุขภาพของคนเราจะเน้น เรื่องอาหาร การรับประทานอาหารที่ดีก็จะทำให้มีสุขภาพดี สุขภาพของคนขึ้นอยู่กับ พฤติกรรมของการรับประทานอาหาร Bacteria ไม่มีผลทำให้เกิดโรคต่อร่างกาย การเจ็บป่วยของคนล้วนเกิดจากอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อนที่คนเรารับประทานเข้า ไป เรื่อง ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นเรื่องของธรรมชาติที่ต้องเรียนรู้

ขบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย มี 4 ทาง คือ ทางจมูก ทางเหงื่อ ทางปัสสาวะ และ ทางอุจจาระ คนเราควรหมั่นหายใจลึกๆ จะได้อากาศบริสุทธิ์เข้าไปในปอด เพื่อนำออกซิเจนเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย และควรตากแสงแดดอ่อนๆ ทั้งในตอนเช้าและตอนเย็น เพื่อดูดสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นวิธีดูแลรักษาสุขภาพอย่างง่ายๆ ที่คนทั่วไปสามารถปฏิบัติได้ ในเวลาที่คนมีอาการเจ็บป่วยร่างกายจะเสียสมดุล ถ้าจะแก้ไขให้สมดุลก็ต้องปรับสภาพทั้งร่างกายและจิตใจ

ร่างกายมีกลไกกำจัดสารพิษอยู่ในตัวเอง เช่น เวลาไอ จาม หรือ มีผื่น วิชาธรรมชาติบำบัด อธิบายว่าไม่ใช่อาการป่วยเป็นโรค แต่ร่างกายกำลังทำความสะอาดตัวเองตามธรรมชาติ เวลามีสารพิษเข้าไปในปอด ร่างกายก็จะจาม การจามแรงๆเป็นการขับพิษออกจากร่างกาย ซึ่งธรรมชาติก็ช่วยขับพิษอยู่แล้ว การรับประทานยาแก้ไอ จะทำให้ร่างกายไม่สามารถขับสารพิษออกมาได้ การที่เราเป็นไข้ก็เป็นขบวนการทำลายเชื้อโรค เมื่อมีอาการเจ็บคอ อาการไอ ก็ให้ใช้วิธีธรรมชาติบำบัด เวลามีอาการท้องเสีย วิชาธรรมชาติบำบัดอธิบายว่า เป็นการทำความสะอาดของร่างกายครั้งใหญ่ การถ่ายให้หมดจะช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย แต่คนเราไม่เข้าใจธรรมชาติ นึกว่าท้องเสียเป็นอาการของโรค ก็เลยไปซื้อยามารับประทานให้หยุดถ่าย อาการท้องเสียหยุดทันที ทำให้อาหารปนเปื้อนสารพิษที่รับประทานเข้าไป ซึ่งร่างกายต้องการขับออก แต่เราไปรับประทานยาให้หยุดถ่าย ทำให้ร่างกายกักสารพิษเอาไว้ ซึ่งไม่ถูกต้อง วิธีที่ถูกต้องคืออย่าไปรับประทานยาให้หยุดถ่าย ถ้าเรารับประทานยาให้หยุดถ่าย พิษต่างๆก็จะซึมเข้าสู่ร่างกาย หากซึมผ่านเส้นเลือดไปที่ผิวหนังก็จะเป็นผื่น ซึมไปที่ไตก็จะเป็นโรคไต ซึมไปที่ระบบหายใจก็จะเป็นหืดหอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ต้องใช้ธรรมชาติบำบัดให้ขับพิษออกให้หมด

แนะนำให้รับประทานอาหารมังสวิรัติ ไม่แนะนำให้อาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ เช่น หมู ปลา ท่านบรรยายว่าถ้านำเนื้อสัตว์ไปทิ้งไว้ในตู้หลายๆวันก็จะมีกลิ่นเหม็นเน่ามี สารพิษ เหมือนกับ คนที่รับประทานเนื้อสัตว์ไปหมักหมมอยู่ในลำไส้ ร่างกายก็จะได้รับสารพิษนั้นด้วย

ในกรณีคนที่ปวดศีรษะเนื่องจากเป็นเนื้องอกที่สมอง จริงๆแล้วกลไกของร่างกายต้องการให้หยุดทำงาน หากรับประทานยาแก้ปวดศีรษะ อาการปวดบรรเทาก็ยังคงทำงานต่อไปได้ เนื้องอกก็จะลุกลามต่อไป จึงควรที่จะรักษาโดยธรรมชาติบำบัด (Health Life Style) การรับประทานยาต่างๆ เช่น Brufen, Paracetamol, Penicillin, Tetracycline ซึ่งจะมีพิษต่อตับ และไต ยาจะให้ผลดีในระยะสั้น แต่จะเกิดผลเสียในระยะยาว

ทุกวันนี้คนเราป่วยเพราะมีสารพิษตกค้างในร่างกาย การบริโภคอาหารแต่ละชนิดใช้เวลาในการย่อยไม่เหมือนกัน เช่น เนื้อสัตว์ใช้เวลาในการย่อยนานถึง 12 ชั่วโมง ขณะที่ผักดิบใช้เวลาย่อย 2 ชั่วโมง 30 นาที ส่วนน้ำผลไม้ใช้เวลาย่อยเพียง 1 ชั่วโมง

วิธีการอดอาหารเพื่อล้างพิษ เป็นทางเลือกหลักของวิชาธรรมชาติบำบัด บางคนอาจอดอาหาร 7 วัน บางคนอดอาหาร 14 วัน แต่บางคนอาจต้องอดอาหารถึง 21 วัน แล้วแต่อาการของโรค ก่อนการอดอาหารต้องเตรียมความพร้อมก่อน โดยให้รับประทานผักและผลไม้เพื่อปรับสภาพร่างกาย 3 วัน หลังจากนั้น 4 วันแรก ให้ดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียว อีก 3 วัน ต่อมาให้ดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำมะนาว และ 3 วันสุดท้าย ให้ดื่มน้ำผลไม้ จากนั้นค่อยๆปรับสภาพร่างกายโดยให้รับประทานผักสดและผลไม้ แล้วกลับมาใช้ชีวิตปกติตามเดิม

ในรายผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง อาจให้อดอาหาร 20 วัน เพื่อไม่ให้มะเร็งเจริญเติบโต ระหว่างนั้นจะให้น้ำผลไม้อ่อนๆ ให้เอาผ้าเปียกมาประคบบริเวณที่มีอาการปวดจะทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น เพราะระบบภายในของผู้ป่วยโรคมะเร็งจะสูญเสียสมดุลเกือบหมด ระหว่างการรักษา หากผู้ป่วยมีอาการไข้นอนซม หมอธรรมชาติบำบัดจะรู้สึกดีใจ เพราะเป็นวิธีการที่ธรรมชาติรักษาตัวเอง อุณหภูมิในร่างกายผู้ป่วยสูงขึ้นเพื่อฆ่าเชื้อโรค Jacob บอกว่า เมื่อผู้ป่วยภาวนาจนเกิดอาการไข้สูงต้องนอนซม 4 - 5 วันนั้น เป็นการส่งสัญญาณว่าการรักษาได้ผล บางครั้งผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอ ปากขมไม่อยากรับประทานอาหาร เพราะร่างกายต้องการเยียวยาตัวเอง หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดบริเวณที่เป็นโรคมะเร็งก็จะใช้โคลนพอกเพื่อช่วย บำบัดอาการเจ็บปวด นอกจากนี้ยังใช้วิธีฝึกเปลี่ยนจิตของผู้ป่วยด้วยการให้ฝึกภาวนาและเปลี่ยน วิธีคิดของผู้ป่วย โดยให้คิดว่าวันนี้อาการดีขึ้น หรือ ให้ผู้ป่วยด้วยกันช่วยกันเยียวยาจิตใจ เช่น ให้พูดบอกกันว่า วันนี้อาการดูดีขึ้นนะ

วิชาธรรมชาติบำบัดมีหลักว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว หากจิตตาย ร่างกายจะตายด้วย Dr. Jacob กล่าวว่า การฝึกโยคะก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการรักษาเพื่อให้เข้าถึงจิตตัวเอง คนทั่วไปมักจะนึกว่าเราเป็นเจ้าของร่างกาย แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ ต้องกลับไปดูที่จิต ตัวอย่างเช่น คนที่ออกกำลังกายในโรงยิม ก็เหมือนคนภาวนาเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เพราะจิตบอกว่าออกกำลังกายเพื่อให้มีกล้าม ต่างจากกรรมกรที่แบกหาม กล้ามเนื้อจะไม่สมบูรณ์เหมือนคนออกกำลังกายในโรงยิม เพราะจิตไม่ได้สั่ง
กิจกรรมในสถานพยาบาลของศูนย์ธรรมชาติบำบัด นวชีวัน มีกำหนดการฝึกเป็นเวลา คือ

6.00 น. - ฝึกโยคะ นุ่งห่มชุดขาว เป็นการฝึกกายและจิต โดยใช้แสงแดดในการรักษา
- ล้างตาด้วยน้ำธรรมดา ล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ ล้างคอด้วยน้ำมะนาวผสมเกลือในน้ำอุ่นๆ สวนทวาร (detoxification) โดยใช้น้ำสะอาดครั้งละ 6 ออนซ์ ผู้ป่วยโรคมะเร็งต้องปฏิบัติทุกวัน ส่วนคนปกติธรรมดาควรล้างพิษด้วยการสวนทวารสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
- กินผักสดดิบที่ได้มาจากธรรมชาติ โดยไม่ต้องทำให้สุกก่อน
- อาหาร วิธีการปรุงอาหารอย่างไร ? ผสมกับอะไรจึงจะไม่เป็นพิษ การรับประทานอาหารที่เป็นธรรมชาติสดๆ หรือหากต้องรับประทานน้ำตาลก็ควรรับประทานน้ำตาลแดงที่ไม่ได้ใช้สารฟอกสี
- ใช้วารีบำบัด โดยแช่ร่างกายส่วนล่างถึงระดับสะโพกในถังน้ำ ใช้น้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นครั้งละครึ่งชั่วโมง ความเย็นของน้ำจะช่วยดึงเลือดมาเลี้ยงบริเวณกระเพาะเพื่อซ่อมแซมตัวเอง
- ใช้ Spinal Bath ในผู้ป่วยที่มีอาการแขน ขา อ่อนแรง

13.00 น. - ให้อดอาหาร ให้ดื่มน้ำ หรือน้ำผลไม้ โดยดูจากอาการของผู้ป่วยเป็น ราย ๆ ไป

17.00 น. - เล่นเกม เข้านอน 21.00 น.

ในการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นแผลเรื้อรัง เมื่อผู้ป่วยมีอาการเป็นแผลตามแขนขาซึ่งเป็นแผลที่รักษาไม่หาย อาจจะต้องตัดอวัยวะส่วนที่เป็นแผลทิ้ง Jacob รักษาโดยวิธีธรรมชาติบำบัดอย่างง่ายๆ ด้วยการให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานใช้ รับประทาน raw diet (อาหารดิบ น่าจะหมายถึงผักผลไม้สด) ใช้สมุนไพร tamaric root (พืชเป็นหัวใต้ดินตระกูลขิงข่าขมิ้น) และ น้ำเย็น ล้างแผล วันละ 2 - 3 ครั้ง แล้วให้ผู้ป่วยตากแดด เน้นเรื่อง การตากแดด แผลนั้นก็จะค่อยๆแห้ง และ ยุบจนกระทั่งแผลหาย

การรักษาผู้ป่วยเป็นไมเกรน หรือ ไซนัส การล้างจมูกด้วยน้ำอุ่นผสมเกลือจะช่วยชำระล้างของสกปรกออกจากร่างกาย หรือล้างตาในน้ำสะอาด จะทำให้ระบบประสาทตาเย็นลง และช่วยขจัดไขมัน

Jacob กล่าวว่า หากคนเราดูแลเรื่องอาหารการกิน ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่รับประทานยา เพราะยาไม่เพียงแต่ ฆ่าเชื้อโรคเท่านั้น แต่ยังทำลายภูมิต้านทานโรคในร่างกาย ยาแผนปัจจุบันแม้จะช่วยยับยั้งอาการปวดหรืออาการไข้ แต่นั่นก็เป็นเพียงการกดอาการ ไม่ได้เป็นการรักษาให้หายขาด การรักษาอยู่ที่ตัวของเราเองที่หันมารักษาตามแนวทางธรรมชาติบำบัด วิชาธรรมชาติบำบัดขนานแท้ไม่ใช่หมอบำบัดคน หมอเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำปรึกษา จากนั้นผู้ป่วยจะเป็นผู้บำบัดเอง วิชาธรรมชาติบำบัดเปรียบเปรยให้เห็นว่า ห้องครัวก็คือโรงพยาบาล คุณแม่ก็เหมือนหมอในบ้าน จะทำให้คนในบ้านเจ็บป่วยหรือสุขภาพดี ก็ขึ้นอยู่กับคุณหมอคนนี้

คำขวัญของศูนย์ธรรมชาติบำบัดนวชีวัน คือ เข้ามาคุณเป็นคนไข้ กลับออกไปคุณเป็นหมอ

นางจุฑา ลิ้มสุวัฒน์ บันทึกรายงาน


ประวัติ นาย จาคอบ วาทักกันเชรี

ท่านศึกษาปรัชญาแนวคิดของคานธีที่ สมบูรณกานติ เทสาย โยคะที่ สำนักศิวานันทะ ใกล้เชิงเขาหิมาลัย และ การรักษาแบบธรรมชาติบำบัด (Diploma in Natural Cure) All India Nature Cure Federation, Delhi ท่านสนใจการดำรงชีวิตแบบสัตยาเคราะห์ คือ แบบคานธี เป็นผู้ที่รณรงค์ต่อต้านการจำหน่ายสุราต่างประเทศในประเทศอินเดีย ด้วยการเชิญชวนผู้มีอุดมการณ์เดียวกันไปนั่งหน้าร้านจำหน่ายสุราต่างประเทศ เหล่านี้ไม่ให้คนเดินเข้ามาซื้อ จึงถูกจับจำคุก 2-3 ครั้ง ท่านได้จัดตั้ง ศูนย์ธรรมชาติบำบัด นวชีวัน เมืองอารัวอนาคูลัม รัฐเคราลา ตอนใต้ของอินเดีย ปัจจุบันมี 4 แห่ง

ที่มา : การบรรยาย เรื่อง "ธรรมชาติบำบัด"
โดย Mr.Jacob Vadakkanchary
วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2546 เวลา 13.00–16.00 น.
ณ ห้องประชุมเบญจกูล สถาบันการแพทย์แผนไทย
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

1-8 of 8