หน่วยที่ 2




                    
                

                            1.  แสดงความรู้เกี่ยวกับระบบธุรกิจ
                            2.  แสดงความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเอกสาร และการประมวลผลข้อมูลในระบบงานธุรกิจ
                            
3.  วางแผนการใช้คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจ

          

                   
                

                                        เอกสารธุรกิจมีความสำคัญต่อการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ เนื่องจากเป็นสื่อกลางในการประสานงานติดต่อกัน
             ทำให้การดำเนินธุรกิจมีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น และสามารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้หากมีข้อพิพากทางธุรกิจขึ้น
            ในการประกอบธุรกิจทุกประเภท เอกสารธุรกิจจึงมีความสำคัญต่อการติดต่อประสานงานกับบุคคลหลายฝ่าย ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจ
            จำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเอกสารธุรกิจให้ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ต่อธุรกิจของตนเอง

  

                         

                        1.   ความหมายของเอกสารที่ใช้ในงานธุรกิจ

       2.    ความสำคัญและประโยชน์ของเอกสารทางธุรกิจ

       3.    ประเภทของเอกสารทางธุรกิจ

       4.     ความสัมพันธ์ของเอกสารที่ใช้ในงานธุรกิจกับเทคโนโลยีสารสนเทศ

       5.      การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในงานธุรกิจ

       6.       พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

       7.        เอกสารที่ใช้ในงานด้านบัญชี       

       8.        เอกสารที่ใช้ในงานด้านการเงิน

       9.        เอกสารที่ใช้ในงานด้านการตลาด

       10.      เอกสารที่ใช้ในงานด้านการผลิต

       11.      เอกสารที่ใช้ในงานด้านทรัพยากรบุคคล

               

                       
                

                         1.       บอกความหมายของเอกสารที่ใช้ในงานธุรกิจ

        2.       บอกความสำคัญและประโยชน์ของเอกสารทางธุรกิจ

        3.       บอกประเภทของเอกสารทางธุรกิจ

        4.       แสดงความสัมพันธ์ของเอกสารที่ใช้ในงานธุรกิจกับเทศโนโลยีสารสนเทศ

        5.       ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในงานธุรกิจ

        6.       แสดงความรู้เกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

        7.        แสดงความรู้เกี่ยวกับเอกสารที่ใช้ในงานด้านการบัญชี

        8.        แสดงความรู้เกี่ยวกับเอกสารที่ใช้ในงานด้านการเงิน

        9.        แสดงความรู้เกี่ยวกับเอกสารที่ใช้ในงานด้านการตลาด

        10.      แสดงความรู้เกี่ยวกับเอกสารที่ใช้ในงานด้านการผลิต

        11.      แสดงความรู้เกี่ยวกับเอกสารที่ใช้ในงานด้านทรัพยากรบุคคล

ความหมายของเอกสารที่ใช้ในงานธุรกิจ

โพสต์26 ม.ค. 2559 09:39โดยSataporn Sakamonchat   [ อัปเดต 30 ม.ค. 2559 04:25 ]

                             เอกสาร ตามความหมายในพจนานุกรมหมายถึง หนังสือที่ใช้เป็นหลักฐานที่ทำให้ปรากฏความหมายตาม
            ตัวอักษร ตัวเลข 
เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินการในการประกอบธุรกิจต่าง  ๆ  ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจทางอุตสาหกรรม  
            เกษตรกรรม  การค้า หรือ บริการ
ต่าง ๆ

                                เอกสารที่ใช้ในงานธุรกิจ หรือเอกสารทางธุรกิจ (Business Documents) หมายถึง เอกสารหรือตราสารในรูป
            แบบต่าง ๆ ที่ทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรโดยเขียนในลักษณะของจดหมายหรือพิมพ์เป็นแบบฟอร์มและสามารถใช้เป็น
            หลักฐานอ้างอิงทางกฎหมายได้ เช่น ใบเสร็จรับเงินใบกำกับสินค้า และเอกสารอื่น ๆ

                                ดังนั้น การดำเนินธุรกิจในปัจุบันจึงมีกิจกรรมด้านการผลิต การซื้อขายแลกเปลี่ยน การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์
             การบริโภคสินค้าและบริการซึ่งล้วนแต่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด และมีวิวัฒนาการมานานแล้ว จนเกิดเป็นกระบวน
            การทำงานอย่างเป็นระบบในด้านต่าง ๆ เพื่อทำให้สินค้าและบริการไปถึงมือผู้บริโภคคนสุดท้ายได้ทันเวลาตรงกับความ
            ต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด ซึ่งระบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้การทำงานมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นจึงต้องอาศัยเอกสาร
            มาช่วยทำให้การดำเนินกิจกรรมเป็นไปด้วยความรวดเร็วและสัมฤทธิ์ผลทางธุรกิจมากที่สุด

                                เอกสารธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงและยืนยันในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ
            เพื่อให้ธุรกิจดำเนินเดินไปอย่างราบรื่นและประสบผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว

ความสำคัญและประโยชน์ของเอกสารทางธุรกิจ

โพสต์26 ม.ค. 2559 09:36โดยSataporn Sakamonchat   [ อัปเดต 30 ม.ค. 2559 06:03 ]

                         เอกสารทางธุรกิจเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานในการอ้างอิงและมีผลตามกฎหมายเอกสารทางธุรกิจ
            มีความสำคัญต่อธุรกิจ ดังนี้

                            1.  เพื่อใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง เมื่อผิดสัญญาหรือข้อตกลง ซึ่งมีผลตามกฎหมาย
                            2.  เพื่อให้สามารถติดต่อธุรกิจได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
                   
         3.  ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในการติดต่อธุรกิจ
                            4.  เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนด้านการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ 
                 
           5.  เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการบันทึกบัญชี
                          
  6.  ทำให้เกิดสภาพคล่องในการถือหรืแลกเปลี่ยนมือเกี่ยวกับหลักทรัพย์ทางธุรกิจ
                            7.  เพื่อประโยชน์ในการค้าระหว่างประเทศ
                            8.  เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบของกรมสรรพากร และการเรียกร้องค่าเสียหาย

            ประโยชน์ของเอกสารทางธุรกิจ 
                                เอกสารทางธุรกิจแต่ละประเภทล้วนมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันและจำเป็นต้องมีการอ้างถึง หรือใช้เพื่อการอ้างอิง
            ถึงความถูกต้องในการดำเนินงาน ซึ่งการทำเอกสารส่วนมากจะมีสำเนาไว้เป็นหลักฐานอย่างน้อย   
1  ฉบับ หรือมากกว่านั้น
            ทั้งนี้เพื่อส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทำงานประสานกัน เอกสารที่ต้องมีการอ้างอิงถึง เช่น ใบสั่งซื้อ จะอ้างถึงใบเสนอราคา
            ผู้ขายเสนอราคามา เป็นต้น
                               เอกสารทางธุรกิจมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันสรุปได้ดังนี้
                                1.  ด้านการใช้เอกสาร ป็นการจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ ให้สามารถปฏิบัติงานร่วม
            กันและใช้เป็นหลักฐานด้านต่าง ๆ เช่น เอกสารทางบัญชี การเงิน การขนส่ง การจัดซื้อ การให้สินเชื่อ การให้เครดิต เป็นต้น

                                2.  ด้านการอ้างอิง ในทางปฏิบัติเอกสารธุรกิจจะมีเอกสารที่เกี่ยวข้องหลายแบบ แต่ละแบบสามารถนำมาใช้ในการ
            อ้างอิงเชื่อมโยงกันได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ในด้านการควบคุม การวางแผน เช่น ใบสั่งซื้อ ใบเสนอราคา เป็นต้น

                               3.  ด้านการติดต่อประสานงาน เอกสารทุกชนิดจะต้องมีความสัมพันธ์และสามารถใช้ติดต่อประสานกันได้ เช่น
            เมื่อร้านค้ามาส่งสินค้าเมื่อแผนกตรวจสินค้าตรวจเรียบร้อยแล้วจะทำใบรับพัสดุอย่างน้อย 
ฉบับ จากนั้นจึงส่งสินค้าพร้อม
            ใบรับไปที่แผนกคลังพัสดุ

ประเภทของเอกสารทางธุรกิจ

โพสต์26 ม.ค. 2559 09:28โดยSataporn Sakamonchat   [ อัปเดต 30 ม.ค. 2559 07:00 ]

                    

                เอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการติดต่อ ปัจจุบันนี้เป็น ประเภท คือ

                                 1.  เอกสารภายนอก หมายถึงเอกสารที่บุคคลภายนอกเป็นผู้จัดทำขึ้นเพื่อส่งให้กิจการซึ่งอยู่ในรูปของจดหมาย
            ใบโฆษณา ใบสั่งซื้อสินค้า ใบกำกับสินค้า ใบแจ้งยอดเงินฝากธนาคาร และเอกสารอื่น ๆ อีกจำนวนมาก และต้องเก็บรักษาไว้
            เพื่อใช้เป็นหลักฐานในอนาคต
                               
 2.  เอกสารภายใน  หมายถึงเอกสารที่หน่วยงานจัดทำขึ้นแล้วส่งออกไปยังภายนอกเพื่อติดต่อธุรกิจซึ่งอาจจะอยู่ใน
            รูปชองจดหมาย ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบส่งของ/ใบกำกับสินค้า ฯลฯ โดยจะเรียงตามลำดับของวันที่ชองการเกิดรายการ
            ซึ่งงานมีไปถึงบุคคลภายนอกเพื่อประโยชน์ของหน่วยงานเองในทางปฏิบัติ หนังสือที่ส่งไปภายนอกหน่วยงานต้องเก็บสำเนา
            ไว้เพื่อเป็นหลักฐานอีกหนึ่งชุด
 
                  
              3.  เอกสารติดต่อภายในกิจการ หมายถึงเอกสารที่จัดทำขึ้นใช้ภายในกิจการ เป็นเอกสารที่กิจการออกเพื่อใช้ใน
            กิจการเองหรืออาจเป็นเอกสารที่แต่ละแผนกจัดทำขึ้นเพื่อให้การทำงานของหน่วยงานนั้นมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น หรืออาจ
            จะเป็นเอกสารที่หน่วยงานต้องการจะแจ้งให้พนักงานทราบ เช่น บันทึกข้อความ คำสั่ง ประกาศ สัญญา ใบยืมเงิน ใบสำคัญ
            จ่ายรายงานต่าง ๆ ของกิจการ เป็นต้น 

               เอกสารทางธุรกิจที่มีความสำคัญ เช่น

        ·     อกสารทางเครดิตและการเงิน

        ·     เอกสารการซื้อและการขายสินค้า

        ·     เอกสารการขนส่ง

        ·     เอกสารการประกันภัย

        ·     เอกสารการนำเข้าและส่งออก

        ·     เอกสารการคลังสินค้า

            ประเภทของเอกสารทางธุรกิจ
                                   
1.  เอกสารทางเครดิตและการเงิน  ป็นเอกสารที่เกี่ยวกับกิจกรรมการซื้อ  ขาย  แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ
            ซึ่งใช้เป็นหลักฐานเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการติดต่อธุรกิจ ซึ่งจะต้องมีหลักฐานประกอบการรับ – จ่าย ขณะเดียวกันในการ
            ติดต่อกับธนาคารเพื่อขอเครดิตหรือสินเชื่อจำเป็นต้องมีเอกสารทางธนาคารเข้ามาเกี่ยวข้องเอกสารทางเครดิตและการเงิน เช่น
            ตั๋วเงิน  ใบหุ้น บัตรเครดิต เป็นต้น

                                     2.  เอกสารการซื้อและการขายสินค้า หรือเอกสารการค้า เป็นเอกสารที่ผู้ขายจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักฐานหรือ
            สัญญาการซื้อและ การขายสินค้า เพื่อให้สินค้าจากผู้ผลิตผ่านช่องทางการจำหน่ายไปถึงมือผู้บริโภค ซึ่งเอกสารการค้าที่ควร
            ทราบ เช่น ใบเสนอราคาสินค้า ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบสั่งซื้อ เป็นต้น

                                3.  เอกสารการขนส่ง เป็นเอกสารที่แสดงสิทธิในการได้อนุญาตในการขนส่งสินค้า สิ่งของต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการ
            ขนส่งทางรถยนต์ รถไฟ เรือ หรือทางอากาศ ซึ่งจะมีเอกสารที่จำเป็นสำหรับผู้ส่งสินค้าและผู้รับสินค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น
            ใบตราส่งสินค้า ใบรับสินค้าขึ้นเรือ เป็นต้น

                                4.  เอกสารการประกันภัย เป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นระหว่างผู้เอาประกันกับผู้รับประกัน ซึ่งเป็นวิธีลดความเสี่ยงภัยที่
            อาจเกิด
ขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินได้ส่วนหนึ่ง เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย เช่น กรมธรรม์ประกันภัย ใบคำขอเอา
            ประกัน  เป็นต้น

                                5.  เอกสารการนำเข้าและส่งออก เป็นเอกสารที่ใช้ติดต่อค้าขายระหว่างประเทศ จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเอกสาร
            ต่าง ๆ รวมถึงการขออนุญาตส่งสินค้าออก หรือนำเข้าสินค้ากับกรมศุลกากรตามที่กำหนด เช่น ใบส่งสินค้าขาเข้า ใบส่งสินค้า
            ขาออก เป็นต้น

                                6.  เอกสารการคลังสินค้า เป็นเอกสารเกี่ยวกับการรักษาสินค้า หรือการรับทำการเก็บรักษาสินค้าและให้บริการ
            ได้แก่ ใบรับคลังสินค้าและใบประทวนสินค้า

ความสัมพันธ์ของเอกสารที่ใช้ในงานธุรกิจกับเทคโนโลยีสารสนเทค

โพสต์26 ม.ค. 2559 09:26โดยSataporn Sakamonchat   [ อัปเดต 30 ม.ค. 2559 07:02 ]

            เทคโนโลยีนำมาประยุกต์ใช้ในงานธุรกิจเพื่อสร้างประโยชน์และอำนวยความสะดวกได้ ดังนี้

                                1.  Videoconference เป็นการรวมรวมเทคโนโลยี อย่างเข้าไว้ด้วยกัน คือ เทคโนโลยีวีดีโอและเทคโนโลยี
            คอมพิงเตอร์ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการประชุมทางไกล ดังนั้นผู้ติดภารกิจไม่สามารถเข้าร่วมประชุมตามที่กำหนด
            ไว้ได้ก็สามารถใช้ 
Videoconference ทำการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมายังห้องประชุม
            ในเวลาที่นัดหมายได้ทันที ในขณะที่ประชุมอยู่นั้นผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนสามารถเห็นข้อมูล ภาพ หรือกราฟผลิตภัณฑ์ของ
            บริษัทได้พร้อมกันทุกคนช่วยลดคาใช้จ่ายในการเดินทางที่ห่างไกลได้ และประหยัดเวลาเดินทางด้วย ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ ได้แก่
             เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ติดตั้งการ์ดเสียง หรือ 
Sound onboard กล้องถ่ายวีดีโอขนาดเล็ก ไมโครโฟน ลำโพง (หูฟังหรือHead-Set)
             และต้องมีโปรแกรมที่ใช้ควบคุมการรับส่งข้อความ ภาพและเสียง รวมทั้งไฟล์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ผู้ร่วม
            ประชุมเห็นภาพและได้ยินเสียงของผู้ร่วมประชุมคนอื่นได้ และยังมีเทคโนโลยีที่ทำหน้าที่ไม่ต่างกับ 
Videoconference หรือ 
            Web Conference เป็นการประชุมผ่านเว็บไซต์ และ Video Telephone Call 
ที่สนทนาผ่านโทรศัพท์พร้อมทั้งเห็นภาพอีกฝ่าย
            หนึ่งได้พร้อมกัน

วีดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Videoconference)

                            2.  Voice Mail  จะทำหน้าที่คล้ายกับเครื่องตอบรับโทรศัพท์อัตโนมัติ ซึ่งจะบันทึกเสียงของผู้ที่โทรศัพท์เข้ามา
            ไว้ในเครื่องบันทึกเทป แต่ที่ต่างกันคือแทนที่จะบันทึกเสียงของผู้พูดไว้ด้วยสัญญาณอนาล็อกแบบเครื่องบันทึกเทปทั่วไป
             แต่บันทึกเก็บไว้ใน 
Voice Mailbox ของเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยสัญญาณดิจิทัลโดยปกติระบบ Voice Mail จะมี Voice Mailbox
            ใช้เป็นกล่องเก็บบันทึกข้อความเสียงเพียงกล่องเดียวต่อ ระบบ เท่านั้น ไม่ว่าจะมีผู้ใช้กี่คนก็ตาม เช่น การนำ Voice Mail มาใช้
            ในบริษัทหรือในมหาวิทยาลัย ซึ่งพนักงานในบริษัทหรือนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างก็ใช้ 
Voice Mailbox ตัวเดียวกันนี้เก็บ
            บันทึกเสียงไว้ เป็นต้น ส่วนภายใน 
Voice Mailbox นี้สามารถแบ่งเป็นโฟลเดอร์ย่อย ๆ ให้ผู้ใช้แต่ละคนได้ ทำให้เรียกข้อความ
            ขึ้นมาฟังตอบกลับหรือส่งต่อข้อความไปถึงผู้ใช้คนอื่นได้ หากต้องการส่งข้อความไปถึงผู้รับพร้อมกันหลายคนก็สามารถทำได้

ตัวอย่าง Voice Mailbox


                                3.  Fax  ข้อมูลสื่อสารผ่านเทคโนโลยีแฟกซ์นี้อาจเป็นข้อความที่พิมพ์ขึ้นหรือเขียนขึ้นด้วยมือและอาจจะมีรูปภาพ
            ด้วยก็ได้ การรับและส่งผ่านข้อมูลนี้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้เครื่องแฟกซ์ หรือจะใช้คอมพิวเตอร์ที่มีการติดตั้งแฟกซ์
/โมเด็มเป็น
            อุปกรณ์สื่อสารก็ได้ แต่การใช้คอมพิวเตอร์นั้นจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและมีประสิทธิภาพดีกว่าการใช้เครื่องแฟกซ์ธรรมดา
            ถ้าใช้คอมพิวเตอร์ผู้ใช้สามารถดูข้อความหรือรูปภาพผ่านทางหน้าจอได้ทันทีไม่จำเป็นต้องพิมพ์ออกมาเป็นเอกสาร ซึ่งเป็น
            การประหยัดเวลาและกระดาษนอกจากนี้ผู้ใช้ยังเก็บข้อมูลต่าง ๆ ไว้เป็นไฟล์ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ควบคุมและจัดการไฟล์ได้ง่าย
            กว่าการเก็บเป็นเอกสาร และด้วยประโยชน์เช่นนี้จึงทำให้บริษัทใหญ่ ๆ เช่น บริษัทประกันภัยที่ต้องการรับส่งข้อความต่าง ๆ       
            จำนวนมากในแต่ละวันหันมาใช้การรับส่งแฟกซ์ด้วยโมเด็มแทนการใช้เครื่องแฟกซ์ธรรมดา 

ตัวอย่าง Fax


                                4.  Group Ware  คือ ปแกรมที่ช่วยสนับสนุนกลุ่มบุคคลที่ทำงานร่วมโครงการเดียวกันให้มีการแบ่งปันสาร
            สรสนเทศผ่านทางเครือข่าย (LAN  และ WAN) โดย Group Ware เป็นองค์ประกอบของแนวความคิดอิสระที่เรียกว่า                                        Workgroup Computing” ประกอบด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ต่าง ๆ ของเครือข่าย    ซึ่งจะทำให้ผู้ร่วมงานทุกคนสามารถ
            สื่อสารถึงกัน และร่วมกันจัดการโครงการต่าง ๆ ร่วมประชุมตามหมายกำหนดการ ตลอดจนร่วมกันตัดสินใจเป็นกลุ่มได้

ลักษณะเครือข่าย Group Ware

                                  5.  Collaboration เป็นความสามารถของซอฟแวร์แต่ละชนิดที่ทำให้ผู้ใช้งานทำงานร่วมกันได้โดยต่อเชื่อมถึง
            กันผ่าน 
Server เช่น โปรแกรม   Microsoft Office 2010 ที่สามารถปฏิบัติงานหรือติดต่องานร่วมกับผู้อื่นได้และมีความสามารถ
            ในการควบคุมการประชุมแบบออนไลน์ (
Online Meeting)  เช่น สามารถแบ่งปันไฟล์เอกสารให้กับผู้อื่นได้เปิดอ่านพร้อมกัน
            และถ้ามีบางคนเปลี่ยนแปลงข้อมูลไฟล์คนอื่น ๆ ที่กำลังเปิดอยู่ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย เป็นต้น

ลักษณะ Collaboration

                                6.  EDI (Electronic Data Interchange) คือ การแลกเปลี่ยนเอกสารทางธุรกิจระหว่างบริษัทคู่ค้าในรูปแบบ
            มาตรฐานสากลจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง โดยระบบ 
EDI จะมีองค์ประกอบ
            ที่สำคัญ 
อย่าง คือ การใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสารที่เป็นกระดาษและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ต้องอยูในรูป
            แบบมาตร
ฐานสากลด้วยองค์ประกอบประกอบนี้ให้ทุกธุรกิจสามารถแลกเปลี่ยนเอกสารกันได้ทั่วโลกการแลกเปลี่ยนข้อมูล
            อิเล็กทรอนิกส์ เป็นการสับเปลี่ยนเอกสารการซื้อขายทางธุรกิจระหว่างองค์มาตรฐาน องค์กรขึ้นไปผ่านทางคอมพิวเตอร์
            โดยตรง สามารถนำไปใช้ได้ทั้งองค์กรภายในและองค์กรภายนอก ทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ เช่น ใบกำกับสินค้า
             (
Invoices) ใบตราส่งสินค้า (Bill Of Lading) และใบสั่งซื้อสินค้า (Purchase Orders) การสับเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นี้เป็น
            ส่วนหนึ่งของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (
Electronic Commerce: E-Commerce) ปัจจุบันมีหลายองค์กรที่นำเอาระบบ EDI เข้าไป
            ใช้ เช่น 
Customs Declaration (กรมศุลากากร-การนำเข้าส่งออกสินค้า) Purchase Order Invoice (ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง-การซื้อ
            สินค้า รายการสินค้า) 
Payments (ธนาคาร-การชำระเงินระหว่างองค์กร) Manifest Bill of lading Airway Bill (ธุรกิจขนส่ง-การ
            ไหลเวียนของสินค้าระหว่างท่าเรือ และรวบรวมระบบท่าเรือกับผู้ขนส่งสินค้าในประเทศและระหว่างประเทศ) 
Letter of Credit
             (ผู้นำเข้า-ส่งออก-กระบวนการนำเข้าส่งออก)

                                    การสับเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ สามารถประหยัดงบประมาณและเวลาได้มาก เพราะเอกสารในการซื้อขาย
            สามารถส่งผ่านระบบสารสนเทศ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้สะดวกรวดเร็ว ตลอดตนสามารถส่งผ่านถึงการสื่อสารทางไกล
            ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ด้วย แม้เกี่ยวกับงานพิมพ์ ผู้ใช้สามารถป้อนข้อมูลเข้าที่เครื่องคอมพิวเตอร์ต้นทาง โดยไม่ต้องเสีย
            เวลาส่งเอกสาร ระบบของ 
EDI นี้ เป็นกลยุทธ์ที่อำนวยประโยชน์ได้อย่างสูง ช่วยให้เกิดความเชื่อถือได้แน่นอน โดยการเข้ารหัส
            (
Lock in
) ของลูกค้าให้ถูกต้องและทำได้ง่ายสำหรับลูกค้าหรือผู้จำหน่ายที่จะส่งสินค้าจากผู้จำหน่ายสินค้า

ลักษณะของ EDI


                                    7.  GPS (Global Positioning System) ประกอบด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ตรวจสอบตำแหน่งที่ตั้งของ GPS                                         Receiver (อุปกรณ์รับสัญญาณ) ผ่านดาวเทียม แบ่งการทำงานเป็น ขั้นตอน
                                     7.1  ดาวเทียมแต่ละดวงที่โคจรอยู่รอบโลกจะส่งสัญญาณมาที่ GPS Receiver ทุก ๆ 1,000 วินาที ซึ่งสัญญาณ
            ที่ส่งมานี้เป็นสัญญาณที่บอกให้ทราบว่า 
GPS Receiver กำลังอยู่ที่พิกัดใดในโลก
                        
             7.2  เมื่อ GPS Receiver ได้รับสัญญาณแล้วจะทำการวิเคราะห์สัญญาณที่ได้จากดาวเทียมแล้วแสดงออกมาให้
            ผู้ใช้ได้ทราบ ซึ่งรูปแบบการแสดงผลนี้สามารถแบ่งออกได้ 
แบบ คือ

     ·         แสดงผลที่ GPS Receiver จะมีจอภาพแสดงให้เห็นว่ากำลังอยู่ ณ ตำแหน่งใดในแผนที่โลก
     ·      รับสัญญาณจากดาวเทียมแล้วส่งสัญญาณไปวิเคราะห์และแสดงผลต่อยังสถานี



ลักษณะของ GPS


                                    8.  จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Mail คือ การส่งข้อความหรือข่าสารจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งไปยัง
            บุคคลอื่น ๆ ผ่านทางคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายในรูปแบบชองสัญญาณข้อมูลที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์โดยเปลี่ยนจากการ
            นำส่งจากบุรุษไปรษณีย์มาเป็นโปรแกรม และแลกเปลี่ยนจากการใช้เส้นทางคมนาคมทั่วไปมาเป็นช่องสัญญาณรูปแบบต่าง ๆ 
            ที่เชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะตรงเข้ามาสู่ Mail Boxที่ถูกจัดสรรใน Server ของผู้รับปลายทางทันที ทำให้ระบบ
            การติดต่อสื่อสารข้อมูลถึงกันสามารถทำได้ง่ายซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ของการติดต่อสื่อสาร สามารถส่งหรือรับข้อมูลได้ทันทีและ
            ตลอดเวลาที่เครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อเข้าสู่ระบบ โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะสัมพันธ์กับค่าโทนชรศัพท์ที่ใช้และค่าธรรมเนียมใน
            การขอใช้บริการจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ส่วนมากจะใช้ 
E-Mail เพื่อส่งข้อมูลที่สามารถจัดเก็บในรูปแบบของแฟ้มข้อมูล 
            
คอมพิวเตอร์ได้ทุกประเภท ในเชิงธุรกิจ 
E-Mail จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการติดต่อสื่อสาร และสามารถส่งจดหมาย
           ฉบับเดียวกันถึงผู้รับปลายทางได้จำนวนมาก ทำให้มีการนำ E-Mail มาใช้เพื่อการโฆษณา หรือประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ
           ได้

ลักษณะของ E-Mail

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

โพสต์26 ม.ค. 2559 09:24โดยSataporn Sakamonchat   [ อัปเดต 30 ม.ค. 2559 06:39 ]

                             พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce)  เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งของคอมพิวเตอร์ เนื่องจากปัจจุบันมีการ
            ใช้อินเทอร์เน็ตกันมาก และการรับข้อมูลส่วนใหญ่ก็มาจากอินเทอร์เน็ต จึงเป็นโอกาสการเปิดรับข่าวสารเข้ามา โดยมีการ
            เลือกดังนี้
                            
1.  การเชื่อมต่อได้โดยตรง (Direct Connectivity) ธุรกิจสามารถที่จะสร้างการเชื่อมโยงการสื่อสารเพื่อแลกเปลี่ยน
            ข้อมูลกับหุ้นส่วน มีการนำวงจรมาใช้ เช่น อาศัยข่ายการส่งของ 
AT&T GTE MCT และ Sprint วงจรนั้นก็จะนำมาจากการ
            หมุนโทรศัพท์หรือลายส่วนตัว และสามารถใช้ได้หลายทาง เช่น วงจรใยแก้วนำแสงและการส่งสัญญาณคลื่นไมโครเวฟ
             คือแนวทางการแลกเปลี่ยนการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและยังเป็นการจัดการแลกเปลี่ยนกับหุ้นส่วน ซึ่งเป็นการควบคุม|
            ได้โดยโดยตรง
                            2.  การเพิ่มมูลค่าด้วยระบบเครือข่าย (Value Added Networks) การเพิ่มมูลค่าเพิ่มด้วยระบบเครือข่าย เป็นการ
            จัดการเรื่องการให้การบริการโดยพ่อค้า และการให้การบริการโดยมีการนำเอาระบบ 
EDI มาใช้ เช่น การเพิ่มมูลค่าด้วยระบบ
            เครือข่ายนี้พ่อค้าจะจัดการเรื่องธุรกิจของตนเองด้วยซอฟแวร์ทำหน้าที่แปลกระบวนการ มีการดูแลตัวเลข และจัดการเรื่องแฟ้ม
            ข้อมูล และเป็นผู้ช่วยในการฝึกอบรมการแลกเปลี่ยนให้กับหุ้นส่วนด้วย
                            3.  อินเทอร์เน็ต (Internet) ระบบอินเทอร์เน็ตสร้างโอกาสในการสื่อสารด้วยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไร้พรมแดน
             และแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงกับหุ้นส่วน รวมทั้งโยงแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิด และที่นิยมอย่างมากคือพาณิชย์
            อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดหวังว่าจะใช้โฆษณาประชาสัมพันธ์ได้ดี นอกจากนี้มีการขนส่งผลิตภัณฑ์บางอย่างผ่านระบบอินเทอร์เน็ต


ร้านค้าออนไลน์ของมิสลิลี่

เอกสารทางบัญชี

โพสต์26 ม.ค. 2559 09:21โดยSataporn Sakamonchat   [ อัปเดต 30 ม.ค. 2559 06:35 ]

                              เอกสารทางบัญชี หมายถึง เอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชี ซึ่งอาจจะได้รับจากธุรกิจหรือธุรกิจ
            คลภายนอก เช่น บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงิน ใบสั่งซื้อ ใบกำกับภาษี เป็นต้น
                              แบบฟอร์มที่ทำขึ้นจะเป็นเครื่องมือช่วยในการดำเนินงานและควบคุมได้ดังนี้
                             1.  เป็นการบันทึกเหตุการณ์ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อใด อย่างไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบ
            แบบฟอร์มที่ใช้นี้บางชนิดก็ใช้เป็นหลักฐานในการลงบัญชีทันที เช่น ใบเบิกวัตถุดิบ ใบสำคัญสั่งจ่าย เป็นต้น แบบฟอร์มบาง
            ชนิดก็ไม่ได้ใช้เป็นหลักฐานในการลงบัญชี แต่ใช้ในการดำเนินงาน เช่น ใบขอซื้อ ใบสั่งซื้อ เป็นต้น
                             2.  ช่วยขจัดข้อผิดพลาดอันเกิดจากการจำเหตุการณ์ซึ่งจะเกิดขึ้น ในกรณีที่ไม่ได้บันทึกไว้
                             3.  เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพราะอาจใช้เป็นสื่อติดต่อระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องเมื่อต้องการ
            จะแจ้งข่าวสารให้บุคคลใดก็ตามทราบ การแจ้งให้ทราบโดยแบบฟอร์มจะทำให้ข้อความที่ต้องการจะส่งถึงกันได้มีการบันทึก
            ไว้อย่างชัดเจน ป้องกันการโต้แย้ง และความเข้าใจผิด
                             4.  ลดค่าใช้จ่ายในการติดต่อหรือการจดบันทึกโดยวิธีดังต่อไปนี้
                                 4.1  ข้อความที่ต้องการให้อยู่เป็นประจำจะจัดพิมพ์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นการลดงานเกี่ยวกับการบันทึกรายการลง
            ในแบบฟอร์ม
                                 4.2  กรณีที่บุคคลหลายฝ่ายต้องการข้อความความอย่างเดียวกัน จะทำได้โดยจัดให้มีสำเนาหลายฉบับจะช่วยลด
            เวลาการกรอกแบบฟอร์มนั้น

                แบบฟอร์มที่ใช้ในธุรกิจ
                            การกำหนดแบบฟอร์มที่ธุรกิจแต่ละแห่งจำเป็นต้องศึกษาลักษณะธุรกิจและรายการที่เกิดขึ้นเป็นประจำก่อนแล้วจึง
            จะกำหนดแบบฟอร์มเพื่อบันทึกรายการต่าง ๆ ได้เหมาะสม เช่น กิจการแห่งหนึ่งผลิตสินค้าจำหน่ายแก่ลูกค้า รายการเกิดขึ้นเป็น                       ประจำจะมีดังนี้
                            1.    การซื้อวัตถุดิบและพัสดุต่าง ๆ แบบฟอร์มที่ใช้บันทึกรายการต่าง ๆ ได้แก่ ใบสอบถามราคา ใบสั่งซื้อ ใยรับของ
            รายงานการตรวจสอบคุณภาพและพัสดุที่ส่งคืน
                            2.    การควบคุมสินค้าและพัสดุ แบบฟอร์มที่ใช้บันทึกรายการต่าง ๆ ได้แก่ บัตรประจำสินค้าและพัสดุบัญชีคุมสินค้า                        รายงานการตรวจนับสินค้าและพัสดุคงเหลือ ใบเสนอซื้อ
                            3.    การผลิตสินค้า แบบฟอร์มที่ใช้บันทึกรายการต่าง ๆ ได้แก่ ใบสั่งผลิต ใบแสดงรายการพัสดุที่ใช้ในงานผลิตใบ
            ส่งคืนพัสดุ ใบนำส่งสินค้าผลิตสำเร็จจากโรงงาน รายการสินค้าเสียหาย บัตรจดเวลาทำงาน งบต้นทุนงานหรือรายงานการผลิต
                            4.    การว่าจ้างพนักงานและจ่ายเงินค่าจ้าง แบบฟอร์มที่ใช้บันทึกรายการต่าง ๆ ได้แก่ ใบแจ้งการรับพนักงานใหม่
            บัตรลงเวลาเข้า
-ออก จากที่ทำงาน ทะเบียนเงินเดือนและค้าจ้างใบคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย บัญชีเงินได้พนักงาน ใบแสดง
            รายละเอียดเงินได้พนักงาน

                            5.    การขายสินค้า แบบฟอร์มที่ใช้บันทึกรายการต่าง ๆ ได้แก่ ใบส่งของ ใบกำกับสินค้าหรือบิลเก็บเงิน บิลขายสด
            ใบรับคืนสินค้าใบรับคำสั่งซื้อ ใบลดหนี้ รายงานขาย
                            6.    การรับเงินสด แบบฟอร์มที่ใช้บันทึกรายการต่าง ๆ ได้แก่ ใบเสร็จรับเงิน รายงานการรับเงินจากเครื่องบันทึก
            เงินสด รายงานการรับเงินประจำวัน
                            7.    การจ่ายเงินสด แบบฟอร์มที่ใช้บันทึกรายการต่าง ๆ ได้แก่ ใบสำคัญสั่งจ่าย ใบสำคัญเงินสดย่อย ทะเบียนคุม
            เช็คจ่ายทะเบียน การประกันภัย
                            8.    การควบคุมลูกหนี้ แบบฟอร์มที่ใช้บันทึกรายการต่าง ๆ ได้แก่ รายงานที่ส่งให้ลูกหนี้ประจำเดือน งบแยกอายุหนี้

ตัวอย่างใบกำกับสินค้า/ใบกำกับภาษี



ตัวอย่างใบเสร็จรับเงิน     

เอกสารที่ใช้ในงานด้านการเงิน

โพสต์26 ม.ค. 2559 09:16โดยSataporn Sakamonchat   [ อัปเดต 30 ม.ค. 2559 06:32 ]

                             ระบบการเงินถือเป็นปัจจัยที่สำคัญของธุรกิจ จะเกี่ยวกับสภาพคล่อง (Liquidity) ในการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับการ
            จัดการเงินหมุนเวียน ถ้าธุรกิจขาดเงินทุนอาจก่อให้เกิดปัญหาขึ้น โดยที่การจัดการทางการเงินจะมีหน้าที่สำคัญดังต่อไปนี้

                                1.  การพยากรณ์ (Forecast) การศึกษา วิเคราะห์ การคาดการณ์ การกำหนดทางเลือก และการวางแผนทางด้านการ
            เงินของธุรกิจเพื่อใช้ทรัพยากรทางการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยสามารถใช้หลักการทางสถิติและแบบจำลองทาง
            คณิตศาสตร์มาประยุกต์การพยากรณ์ทางการเงิน จะอาศัยข้อมูลจากภายในและภายนอกองค์กร ตลอดจนประสบการณ์ของผู้
            บริหารในการตัดสินใจ
                               2.  การจัดการด้านการเงิน (Financial Management) เกี่ยวข้องกับเรื่องการบริหารเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น
             รายรับและรายจ่าย การหาแหล่งเงินทุนจากภายนอก เพื่อที่จะเพิ่มทุนขององค์กรโดยวิธีการทางการเงิน เช่น การกู้ยืม การออก
            หุ้นหรือตราสารทางการเงินอื่น เป็นต้น
                               3.  การควบคุมทางการเงิน (Financial Control) เพื่อติดตาม ตรวจสอบ และประเมินความเหมาะสมในการดำเนิน
            งานว่าเป็นไปตามแผนที่กำหนดหรือไม่ ตลอดจนวางแนวทางแก้ไขหรืแปรับปรุงให้การดำเนินงานทางการเงินของธุรกิจของ
            ธุรกิจมีประสิทธิภาพโดยที่การตรวจสอบและการควบคุมการทางการเงินของธุรกิจสามารถแบ่งออกเป็น ประเภท ดังนี้
                                    3.1  การควบคุมภายใน (Internal Control)
                                    3.2  การควบคุมภายนอก (External Control)
                             เอกสารที่ใช้ในงานด้านการเงิน เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นสำหรับสนับสนุนกิจกรรมการเงินขององค์กรตั้งแต่เอกสาร
            การวางแผน การดำเนินงานและการควบคุมด้านการเงิน เพื่อให้การจัดการทางการเงินเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยที่แหล่งข้อมูล
            สำคัญในการบริหารการเงินมีดังนี้
                              1.  ข้อมูลจากการดำเนินงาน เป็นข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติงานของธุรกิจ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการควบคุม การตรวจ
            สอบและปรับปรุงแผนการเงินขององค์กร
                              2.  ข้อมูลจากการพยากรณ์ เป็นข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมและประมวลผล เช่น การประมาณค่าใช้จ่ายและยอดขาย
            ที่ได้รับจากแผนการตลาด โดยใช้การพยากรณ์ โดยที่ข้อมูลจากการพยากรณ์ถูกใช้ประกอบการวางแผน การศึกษาความเป็นไป
            ได้และการตัดสินใจลงทุน
                              3.  กลยุทธ์องค์กร เป็นเครื่องกำหนดแสดงวิสัยทัศน์ ภารกิจ วัตถุประสงค์ แนวทางการประกอบธุรกิจในอนาคต
            เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ต้องการโดยที่กลยุทธ์จะเป็นแผนหลักที่แผนปฏิบัติการอื่น ต้องถูกจัดให้สอดคล้อง และส่งเสริม
            ความสำเร็จของกลยุทธ์
                              4.  ข้อมูลจากภายนอก ข้อมูลทางเศรษฐกิจและการเงิน สังคม การเมือง และปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อธุรกิจ เช่น
            อัตราดอกเบี้ย  อัตราแลกเปลี่ยน  อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นต้น โดยข้อมูลจากภายนอกจะแสดงแนวโน้มใน
            อนาคตที่ธุรกิจต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์
                            เอกสารของระบบงานด้านการบัญชีและระบบงานด้านการเงินจะมีความสัมพันธ์กัน เนื่องจากข้อมูลทางการบัญชี
            จะเป็นข้อมูลสำหรับการประมวลผลและการตัดสินใจทางการเงิน โดยจะนำตัวเลขทางการบัญชีมาประมวลผลตามที่ต้องการ
             เพื่อให้ได้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจทางการเงิน

ตัวอย่างงบประมาณเงินสดราย เดือนของกิจการแห่งหนึ่ง สำหรับปี 2556

เอกสารที่ใช้ในงานด้านการตลาด

โพสต์26 ม.ค. 2559 09:02โดยSataporn Sakamonchat   [ อัปเดต 30 ม.ค. 2559 06:27 ]

                                     การตลาด (marketingป็นหน้าที่สำคัญทางธุรกิจ เนื่องจากหน่วยงานด้านการตลาดจะรับผิดชอบในการ
            กระจายสินค้าและบริการ
ไปสู่ลูกค้า ตั้งแต่การศึกษา และการวิเคราะห์ความต้องการการวางแผนการสร้างความต้องการ
            ตลอดจนส่งเสริมการขายจนสิงค้าถึงมือ
ลูกค้า  ปกติการตัดสินใจทางการตลาดจะเกี่ยวข้องกับการจัดส่วนผสมทางการตลาด
            
(marketing Mix)  หรือ  ส่วนประกอบที่ทำให้ดำเนินงานทางการตลาดประสบสำเร็จ ประกอบด้วย   ประการ  ได้แก่
             ผลิตภัณฑ์  
(Product) ราคา (Price) สถานที่ (Place) และการโฆษณา (Promotion) หรือ 4Ps โดยข้อมูลนักการตลาดต้องการ
            ในการวิเคราะห์วางแผน ตรวจสอบและควบคุมให้แผนการตลาดเป็นไปตามที่ต้องการมาจาก
แหล่งข้อมูลดังต่อไปนี้

                                 1.  การปฏิบัติงาน (Operations) เป็นข้อมูลที่แสดงถึงยอดขายและการดำเนินงานด้านการตลาดตลอดช่วงระยะ
            เวลาที่ผ่านมา โดยข้อมูลการปฏิบัติงานจะเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานที่ช่วยในการตรวจสอบ ควบคุม และวาง
            แนวทางปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในอนาคต

                                 2.  การวิจัยตลาด (Marketing Research) เป็นข้อมูลที่ได้จากการศึกษาและวิเคาระห์ข้อมูลทางการตลาด โดย
            เฉพาะพฤติกรรมและความสัมพันธ์ของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์หรือบริการของธุรกิจโดยนักการตลาดจะทำการวิจัยบนสมติ
            ฐานและการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ปกติข้อมูลในการวิจัยตลาดจะได้มาจากการรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ เช่น การสังเกต
            การสัมภาษณ์ และการใช้แบบสอบถาม การวิจัยการตลาดช่วยผู้บริหารในการวางแผนและการตัดสินใจทางการตลาด แต่อาจ
            มีข้อจำกัดของความถูกต้องและความน่าเชื่อถือในการอธิบายพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย

                                 3.  คู่แข่ง (Competitor) คำกล่าวที่ว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” แสดงความสำคัญที่ธุรกิจต้องมีความ
            เข้าใจในคู่แข่งขันทั้งด้านจำนวนและศักยภาพ โดยข้อมูลจากการดำเนินงานของคู่แข่งขันช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการตลาด
            อย่างเหมาะสมปกติข้อมูลจากคู่แข่งขันจะมีลักษณะไม่มีโครงสร้าง ไม่เป็นทางการ และมีแหล่งที่มาไม่ชัดเจน เช่น การทดลอง
            ใช้สินค้าหรือบริการ การสัมภาษณ์ลูกค้าและตัวแทนจำหน่าย การติดตามข้อมูลในตลาดและข้อมูลจากสื่อมวลชน เป็นต้น
                                  4.  กลยุทธ์ขององค์กร (Corporate Strategy) เป็นข้อมูลสำคัญทางการตลาด เนื่องจากกลยุทธ์จะเป็นเครื่อง
            กำหนดแนวทางปฏิบัติของธุรกิจ และเป็นฐานในการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด

                                   5.  ข้อมูลภายนอก (External Data) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและเทคโนโลยี จะส่ง
            ผลต่อโอกาสหรืออุปสรรคของธุรกิจ ทำให้ความต้องการของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าหรือบริการขยายตัวหรือหดตัว ตลอดจนสร้าง
            คู่แข่งขันใหม่หรือเปลี่ยนขั้นตอนและรูปแบบในการดำเนินงาน
                                    ดังนั้น การจัดเอกสารด้านการตลาดอาจจะมีความแตกต่างกันตามประเภทของธุรกิจซึ่ง สามารถจำแนกระบบ
            ย่อยของระบบข้อมูลด้านการตลาดได้ดังต่อไปนี้

                                  1.    เอกสารด้านการขาย สามารถแบ่งออกได้ดังนี้        
                                         1.1  เอกสารสนับสนุนการขาย จะรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของฝ่ายขาย เพื่อให้การ
            ขายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้อมูลที่ระบบต้องการจะเกี่ยวผลิตภัณฑ์ที่จะต้องทำการขาย รูปแบบ ราคา และการโฆษณา
            ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้า ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับช่องทางและวิธีการขายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่าย เรื่องของความ
            สัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับลูกค้า ตลอดจนคู่แข่งของผลิตภัณฑ์ที่จะขายและจำหน่ายสินค้าคงคลังของบริษัท

                                       1.2  เอกสารด้านวิเคราะห์การขาย จะรวบรวมข้อมูลเรื่องของกำไรหรือขาดทุนของผลิตภัณฑ์ ความสามารถ
            ของพนักงานขายสินค้า ยอดขายแต่ละเขตการขาย รวมทั้งแนวโน้มกรเติบโตของสินค้า ซึ่งหาข้อมูลได้จากรายงานการขาย
            รายงานของต้นทุนสินค้า และวัตถุดิบ เป็นต้น
                                       1.3  เอกสารด้านการวิเคราะห์ลูกค้า จะช่วยวิเคราะห์ลูกค้าเพื่อให้ทราบรูปแบบของการซื้อและประโยชน์ที่
            ลูกค้าจะได้รับเพื่อธุรกิจจะสามารถให้บริการลูกค้าได้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

                                  2.    เอกสารในการวิจัยตลาด แบ่งออกได้ดังนี้
                                         2. 1  เอกสารด้านการวิจัยลูกค้า จะต่างกับการวิเคราะห์ลูกค้าตรงที่ว่าการวิจัยลูกค้าจะมีขอบเขตของการ
            ใช้ข้อมูลกว้างกว่าการวิเคราะห์ลูกค้า  โดยการวิจัยลูกค้าต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าด้านสถานะการเงิน  การดำเนินธุรกิจ
             ความพอใจ รสนิยมและพฤติกรรมด้านการบริโภค
                                        2.2  เอกสารด้านการวิจัยตลาด การวิจัยตลาดจะให้ความสำคัญกับการหาขนาดของตลาดของแต่ผลิตภัณฑ์ที่
            จะนำออกจำหน่ายซึ่งอาจครอบคลุมทั้งในระยะสั้นและระรยะยาว จากนั้นก็จะกำหนดส่วนแบ่งตลาดของผลิตภัณฑ์เพื่อวางแผน                       กำหนดเป้าหมายกำหนดกลยุทธ์และวางแผนกลยุทธ์  ข้อมูลที่เป็นที่ต้องการของการวิจัยตลาดคือสภาวะและแนวโน้มทาง
            เศรษฐกิจ ยอดขายในอดีตของอุตสาหกรรมหรือผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันในตลาด รวมทั้งสภาวะการแข่งขันของผลิตภัณฑ์นี้ด้วย

                                   3.    เอกสารในการส่งเสริมการขาย เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับแผนงานด้านโฆษณาและส่งเสริมการขาย
             เพื่อเพิ่มยอดขายสินค้าและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้สูงขึ้น ข้อมูลที่ต้องการคือยอดขายของสินค้าทุกชนิด เพื่อให้รู้ว่าสินค้าใด
            ต้องการแผนการส่งเสริมการขายและข้อมูลที่เกี่ยวกับผลกำไรหรือขาดทุนของสินค้าแต่ละชนิด เพื่อให้ความสำคัญกับสินค้าตัว
            ที่ทำกำไร
 
                                   4.    เอกสารในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ  เป็นระบบที่วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์ใหม่  ๆ
            ลักษณะและความต้องการของลูกค้าต่อผลิตภัณฑ์ใหม่หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของลูกค้าแต่ยังไม่มีตลาดโดยข้อมูลที่ต้อง
            การ ได้แก่ ยอดขายในอดีตเพื่อให้ทราบถึงขนาดและลักษณะของตลาดและประมาณการต้นทุนเพื่อตอบคำถามให้ได้ว่าสมควร
            ที่จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่
หรือไม่

                                   5.    เอกสารในการพยากรณ์การขาย ใช้วางแผนการขาย แผนการทำกำไรจากสินค้าหรือบริการในช่วงเวลาใด
            เวลาหนึ่งของธุรกิจ จะส่งผลถึงการวางแผนการผลิต  การวางกำลังตนและงบประมาณเกี่ยวกับการขาย  โดยข้อมูลที่ต้องการคือ
            ยอดขายในอดีต สถานะคู่แข่งขัน สภาวการณ์ตลาดและแผนการโฆษณา
                                   6.    เอกสารการวางแผนกำไร จะให้ความสำคัญกับการวางแผนทำกำไรของธุรกิจ โดยข้อมูลที่ต้องการ คือข้อมูล
            จากการวิจัยตลาดยอดขายในอดีต ข้อมูลจากคู่แข่งขัน การพยากรณ์การขายและการโฆษณา
                                   7.    เอกสารในการกำหนดราคา การกำหนดราคาของสินค้าเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งทางการตลาดเพราะต้องคำนึงถึง
            ความต้องการของลูกค้า คู่แข่งขัน กำลังซื้อของลูกค้า โดยปกติราคาสินค้าจะตั้งจากราคาต้นทุนรวมกับร้อยละของกำไรที่ต้องการ
            โดยข้อมูลที่ต้องการ ได้แก่ ตัวเลขกำไรในอดีต เพื่อปรับปรุงราคาให้ได้สัดส่วนของราคาคงเดิม กรณีที่ต้นทุนเปลี่ยนแปลง
                                   8.    เอกสารการควบคุมค่าใช้จ่าย บุคคลที่เป็นผู้ควบคุมค่าใช้จ่ายสามารถควบคุมได้โดยดูจากรายงานของผลการ
            ทำกำไรกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงหรือสาเหตุของการคลาดเคลื่อนของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการขายรวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น 
            เงินเดือน ค่าโฆษณา ค่าส่วนแบ่งการขาย เป็นต้น ปัจจุบัน การนำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในงานธุรกิจจึงมีส่วนสำคัญต่อการ
            ดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะการ
ขยายโอกาสและเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางการค้า ซึ่งทำให้การตลาดสมัยใหม่ต้องสามารถประยุกต์
            เทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อก่อให้เกิด
โอกาสและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันจะส่งผลต่อความก้าวหน้

ตัวอย่างใบเสนอราคา



ตัวอย่างใบส่งสินค้า

เอกสารที่ใช้ในงานด้านการผลิต

โพสต์26 ม.ค. 2559 09:00โดยSataporn Sakamonchat   [ อัปเดต 30 ม.ค. 2559 06:17 ]

                        การผลิต (Production) เป็นกระบวนการแปรรูปทรัพยากรการผลิต เช่น วัตถุดิบ แรงงานและ พลังงาน ให้เป็นผลิต
            ภัณฑ์ที่พร้อมจำหน่ายแก่ลูกค้า โดยผู้ผลิตต้องพยากรณ์ปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมหับความต้องการของลูกค้า โดยไม่
            ให้มีจำนวนมากหรือน้อยจนเกินไป ตลอดจนควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของลูกค้า โดยมีต้นทุนการผลิต
            ที่เหมาะสม ปัจจุบันการขยายตัวของธุรกิจจากการผลิตเข้าสังคมบริการ ทำให้มีการประยุกต์หลักการของการจัดการผลิตกับ
            งานด้านบริการซึ่งเรียกว่า “การดำเนินงาน  (
Operations)” โดยที่แหล่งข้อมูลในการผลิตและการดำเนินงานมีดังนี้

                            1.  ข้อมูลการผลิต/การดำเนินงาน เป็นข้อมูลจากกระบวนการผลิตหรือการให้บริการ จะแสดงภาพปัจจุบันของระบบ
            การผลิตของธุรกิจว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด และมีปัญหาอย่างไรในการดำเนินงานจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนใน
            การแก้ปัญหาและพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน

                            2.  ข้อมูลสินค้าคงคลัง บันทึกปริมาณวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปที่เก็บไว้ในโกดัง โดยผู้จัดการต้องพยายามจัดให้มี
            สินค้าคงคลังในปริมาณไม่เกินความจำเป็นเมื่อเกิดความต้องการขึ้น

                            3.  ข้อมูลจากผู้ขายวัตถุดิบ เป็นข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณ คุณสมบัติและราคาวัตถุดิบ ตลอดจนช่องทางและต้นทุนการ
            ลำเลียงวัตถุดิบ ปัจจุบันการพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (
Electronic Data Interchange) หรือ EDI ช่วยให้การ
            ประสานงานระหว่างผู้ขายวัตถุดิบ ธุรกิจและลูกค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น

                            4.  ข้อมูลแรงงานและบุคลากร ข้อมูลเกี่ยวกับพนักงานในสายการผลิตและปฏิบัติการ เช่น อายุ การศึกษา และ
            ประสบการณ์ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการจัดบุคลากรให้สอดคล้องกับงาน ขณะที่ข้อมูลภายนอกเกี่ยวกับตลาดแรงงาน
            จะเป็นประโยชน์ในการวางแผนและจัดหาแรงงานทดแทน และการกำหนดอัตราค่าจ้างอย่างเหมาะสม

                            5.  กลยุทธ์องค์กร แผนกลยุทธ์ขององค์กรจะเป็นแม่บทและแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์การผลิตและการดำเนิน
            งาน
ให้มีประสิทธิภาพ 


                            การวางแผนความต้องการวัสดุ การบริหารทรัพยากรการผลิตโดยเฉพาะวัตถุดิบเป็นสิ่งที่สำคัญของการจัดการด้าน
            การดำเนินงานการผลิต ถ้าธุรกิจมีปริมาณวัตถุดิบมากเกินไปจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสูง แต่ถ้ามีปริมาณวัตถุดิบน้อย
            เกินไปก็จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อแผนและกระบวนการผลิตตลอดจนก่อให้เกิดค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ การวางแผนความต้อง
            การวัสดุ (
Material Requirement Planning) หรือ MRP เป็นข้อมูลที่รวบรวมเกี่ยวกับระบบการผลิต เพื่อประกอบการวางแผน
            ความต้องการวัสดุเพื่อให้ธุรกิจสามารถจัดการวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ โดย 
MRP ให้ความสำคัญกับสิ่งต่อไปนี้ 

                            1.   ไม่เก็บวัตถุดิบเพื่อรอการใช้งานไว้นานเกินไป ซึ่งก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาและความเสี่ยงในการสูญ
            หายหรือสูญเสีย
                            2.    รายงานผลการผลิตและความเสียหายที่เกิดขึ้นตามระยะเวลาที่กำหนด
                            3.    ควบคุมสินค้าคงคลังอย่างเป็นระบบ
                            4.    มีการตรวจสอบ แก้ไข และติดตามผลข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น
                         โดยที่ MRP มีบทบาทต่อระบบการผลิตตั้งแต่การจัดหาวัสดุ เพื่อผลิตโดยกำหนดปริมาณและระยะเวลาในการสั่งที่
            ประหยัดค่าใช้จ่าย และเตรียมรายละเอียดการผลิตในอนาคตซึ่งมีมีข้อดีดังนี้
                             1.    ลดการขาดแคลนวัตถุดิบที่จำเป็นในการผลิต
                             2.    ลดค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาวัตถุดิบและสินค้าคงคลัง
                             3.    ช่วยให้บุคลากรมีเวลาในการปฏิบัติงานอื่นมากขึ้น
                             4.    ประหยัดแรงงาน เวลา และค่าใช้จ่ายในการติดตามวัตถุดิบ
                             5.    ช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวอย่างรวดเร็วตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
                         นอกจากระบบ MRP ได้มีผู้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและการดำเนินงาน เช่น การจัดการคุณภาพโดยรวม
             (
Total Quality Management) หรือ TQM และการผลิตแบบทันเวลาพอดี (Just-In-Time Production) หรือ JIT เพื่อให้ได้การ
            ผลิตที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงขึ้น ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เกี่ยวข้องกับผู้ขายวัตถุดิบและลูกค้าภายนอก
            องค์กรตลอดจนบุคลากรต้องมีความรู้และความสามารถในการใช้งานด้านการผลิตขององค์กรอย่างเต็มที่


เอกสารด้านทรัพยากรบุคลคล

โพสต์26 ม.ค. 2559 08:58โดยSataporn Sakamonchat   [ อัปเดต 30 ม.ค. 2559 06:13 ]

                              เอกสารด้านทรัพยากรบุคลคล ถูกพัฒนาให้สนับสนุนการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคล ตั้งแต่การวางแผน
            การจ้างงาน การพัฒนาและการฝึกอบรม ค่าจ้างเงินเดือน การดำเนินการทางวินัย ซึ่งเอกสารที่นำมาจะช่วยให้การบริหาร
            ทรัพยากรบุคคลเกิดประสิทธิภาพ โดยมีข้อมูล ดังนี้

                    1.   ข้อมูลบุคลากร เป็นข้อมูลของสมาชิกแต่ละคนในองค์กร ซึ่งประกอบด้วยประวัติเงินเดือนและสวัสดิการ เป็นต้น
                    2.   ผังองค์กรแสดงโครงสร้างองค์กร การจัดหน่วยงานและแผนกำลังคน ซึ่งแสดงทั้งปริมาณและการจัดสรรทรัพยากร
            บุคคล
                    3.   ข้อมูลจากภายนอก ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลมิใช่ระบบปิดที่ควบคุมและดูแลสมาชิกภายในองค์กรเท่านั้น
            แต่จะเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ สังคมและการเมือง ซึ่งต้องการข้อมูลจากภายนอกองค์กร เช่น การสำรวจเงินเดือน
            อัตราการว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น
                            ารจัดการทรัพยากรบุคคลเป็นงานสำคัญที่มิใช่เพียงแต่การปฏิบัติงานประจำวันที่เกี่ยวกับการควบคุมดูแลบุคลากร
            และ ค่าจ้างแรงงานเท่านั้น แต่ต้องเป็นการดำเนินงานเชิงรุก การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินงานช่วยให้งาน
            ทรัพยากรบุคคลมีประสิทธิภาพขึ้น โดยที่การพัฒนาระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญดังนี้

                    1.  ความสามารถ (Capability) หมายถึงความพร้อมขององค์กรและบุคลากรในการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในงานเอกสาร
            โดยต้องพิจารณาความสามารถของบุคลากร 
กลุ่ม คือ
                        1.1  ผู้บริหารระดับสูงต้องพร้อมที่จะสนับสนุนด้านนโยบาย กำลังคน กำลังเงิน และวัสดุอุปกรณ์ในการพัฒนาระบบ
            ข้อมูลเอกสารขององค์กร
                       1.2  ฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องมีความริ้ความเข้าใจ และตื่นตัวในการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานธุรกิจเพื่อให้การทำงาน
            ในหน่วยงานมีความคล่องตัวขึ้น
                       1.3  ฝ่ายเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ต้องทำความเข้าใจและออกแบบระบบงานให้สอดคล้องกับ
ความต้องการของผู้ใช้ใน
            แต่ละกลุ่ม
                    2.  การควบคุม (Control) การพัฒนาทรัพยากรบุคคลจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของระบบเอกสาร โดยเฉพาะ
            การเข้าถึงและความถูกต้องของข้อมูล เนื่องจากข้อมูลด้านทรัพยากรบุคลจะเกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวของสมาชิกแต่ละคน
            ซึ่งมีผลต่อชื่อเสียงและผลได้
-ผลเสียของบุคคลจึงต้องมีการจัดระบบการเข้าถึงและจัดการข้อมูลที่รัดกุม โดยอนุญาตให้ผู้มีหน้าที่
            และความรับผิดชอบในแต่ละหน่วยงานสามารถเข้าถึงและปรับปรุงข้อมูลในส่วนงานของตนเท่านั้น
                    3.  ต้นทุน (Cost) ปกติการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคลจะมีต้นทุนที่สูง ขณะเดียวกันก็จะไม่เห็นผลตอบแทนที่ชัดเจน
             เช่น การเปลี่ยนแปลงขององค์กรทั้งในด้านการขยายตัวหดตัวซึ่งจะมีผลกระทบต่อบุคลากร ดังนั้นฝ่ายบริหารและทรัพยากร
            บุคคลสมควรมีข้อมูลที่เหมาะสมในการตัดสินใจ เป็นต้น ขณะเดียวกัน การลงทุนด้านการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ก็จะมีค่าใช้จ่าย
            สูงซึ่งควรต้องพิจารณาผลตอบแทนที่ได้รับจากการพัฒนาระบบว่าคุ้มค่ากับต้นทุนที่ใช้ไปหรือไม่
                    4.  การติดต่อสื่อสาร (Communication) หมายถึง การพัฒนาโดยการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานธุรกิจต้องศึกษาการไหล
            เวียนของข้อมูลภายในองค์กร และความสัมพันธ์ระหว่างองค์กับสภาพแวดล้อมภายนอก ตลอดจนเตรียมการในการสื่อสารข้อมูล
             เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบ เกิดความเข้าใจและทัศนคติที่ดีกับการนำคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้งาน

                    5.  ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ปัจจุบันการพัฒนาทรัพยากรบุคคลช่วยให้การดำเนินงานของ
            องค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีส่วนสำคัญในการสร้างศักยภาพและความได้เปรียบในการแข่งขันให้แก่ธุรกิจ

              ตัวอย่างขออนุมัติการจ้าง



ใบลาป่วย ลาคลอดบุตร ลากิจส่วนตัว

1-10 of 10