ระบบต่างๆในร่างกาย

ระบบต่างๆในร่างกาย มีดังนี้
 
1.ระบบหายใจ
2.ระบบย่อยอาหาร
3.ระบบประสาท
4.ระบบไหลเวีนเลือด
5.ระบบผิวหนัง
6.ระบบขับถ่าย
7.ระบบสืบพันธุ์
8.ระบบทางเดินอาหาร
9.ระบบกระดูก
10.ระบบกล้ามเนื้อ
 
ระบบหายใจ

      
          มนุษย์ทุกคนต้องหายใจเพื่อมีชีวิตอยู่ การหายใจเข้า อากาศผ่านไปตามอวัยวะของระบบหายใจตามลำดับ ดังนี้
          1.จมูก (Nose)
จมูกส่วนนอกเป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากตรงกึ่งกลางของใบหน้า รูปร่างของจมูกมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมพีระมิด ฐานของรูปสามเหลี่ยมวางปะ ติดกับหน้าผากระหว่างตาสองข้าง สันจมูกหรือดั้งจมูก มีรูปร่างและขนาดต่างๆกัน ยื่นตั้งแต่ฐานออกมาข้างนอกและลงข้างล่างมาสุดที่ปลายจมูก อีกด้านหนึ่งของรูปสามเหลี่ยมห้อยติดกับริมฝีปากบนรู จมูกเปิดออกสู่ภายนกทางด้านนี้ รูจมูกทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอากาศที่หายใจเข้าไปยังช่องจมูกและกรองฝุ่นละอองด้วย
          2. หลอดคอ (Pharynx)
เมื่ออากาศผ่านรูจมูกแล้วก็ผ่านเข้าสู่หลอดคอ ซึ่งเป็นหลอดตั้งตรงยาวประมาณยาวประมาณ 5 " หลอดคอติดต่อทั้งช่องปากและช่องจมูก จึงแบ่งเป็นหลอดคอส่วนจมูก กับ หลอดคอส่วนปาก โดยมีเพดานอ่อนเป็นตัวแยกสองส่วนนี้ออกจากกัน โครงของหลอดคอประกอบด้วยกระดูกอ่อน 9 ชิ้นด้วยกัน ชิ้นที่ใหญ่ทีสุด คือกระดูกธัยรอยด์ ที่เราเรียกว่า "ลูกกระเดือก" ในผู้ชายเห็นได้ชัดกว่าผู้หญิง
          3. หลอดเสียง (Larynx)
เป็นหลอดยาวประมาณ 4.5 cm ในผู้ชาย และ 3.5 cm ในผู้หญิง หลอดเสียงเจริญเติยโตขึ้นมาเรื่อยๆ ตามอายุ ในวัยเริ่มเป็นหนุ่มสาว หลอดเสียงเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในผู้ชาย เนื่องจากสายเสียง (Vocal cord) ซึ่งอยู่ภายในหลอดเสียงนี้ยาวและหนาขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไป จึงทำให้เสียงแตกพร่า การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากฮอร์โมนของเพศชาย
           4. หลอดลม (Trachea)
เป็นส่วนที่ต่ออกมาจากหลอดเสียง ยาวลงไปในทรวงอก ลักษณะรูปร่างของหลอดลมเป็นหลอดกลมๆ ประกอบด้วยกระดูกอ่อนรูปวงแหวน หรือรูปตัว U ซึ่งมีอยู่ 20 ชิ้น วางอยู่ทางด้านหลังของหลอดลม ช่องว่าง ระหว่างกระดูกอ่อนรูปตัว U ที่วางเรียงต่อกันมีเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อเรียบมายึดติดกัน การที่หลอดลมมีกระดูกอ่อนจึงทำให้เปิดอยู่ตลอดเวลา ไม่มีโอกาสที่จะแฟบเข้าหากันได้โดยแรงดันจากภายนอก จึงรับประกันได้ว่าอากาศเข้าได้ตลอดเวลา หลอดลม ส่วนที่ตรงกับกระดูกสันหลังช่วงอกแตกแขนงออกเป็นหลอดลมแขนงใหญ่ (Bronchi) ข้างซ้ายและขวา เมื่อเข้าสู่ปอดก็แตกแขนงเป็นหลอดลมเล็กในปอดหรือที่เรียกว่า หลอดลมฝอย (Bronchiole) และไปสุดที่ถุงลม (Aveolus) ซึ่งเป็นการที่อากาศอยู่ ใกล้กับเลือดในปอดมากที่สุด จึงเป็นบริเวณแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจน กับคาร์บอนไดออกไซด์

          
5. ปอดมีอยู่สองข้าง วางอยู่ในทรวงอก มีรูปร่างคล้ายกรวย มีปลายหรือยอดชี้ขึ้นไปข้างบนและไปสวมพอดีกับช่องเปิดแคบๆของทรวงอก ซึ่งช่องเปิดแคบๆนี้ประกอบขึ้นด้วยซี่โครงบนของกระดูกสันอกและกระดูกสันหลัง ฐานของปอดแต่ละข้างจะใหญ่และวางแนบสนิทกับกระบังลม
ระหว่างปอด 2 ข้าง จะพบว่ามีหัวใจอยู่ ปอดข้างขวาจะโตกว่าปอดข้างซ้ายเล็กน้อย และมีอยู่ 3 ก้อน ส่วนข้างซ้ายมี 2 ก้อน
หน้าที่ของปอดคือ การนำก๊าซ CO2 ออกจากเลือด และนำออกซิเจนเข้าสู่เลือด ปอดจึงมีรูปร่างใหญ่ มีลักษณะยืดหยุ่นคล้ายฟองน้ำ
         6. เยื่อหุ้มปอด (Pleura)
เป็นเยื่อที่บางและละเอียดอ่อน เปียกชื้น และเป็นมันลื่น หุ้มผิวภายนอกของปอด เยื่อหุ้มนี้ ไม่เพียงคลุมปอดเท่านั้น ยังไปบุผิวหนังด้านในของทรวงอกอีก หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า เยื่อหุ้มปอดซึ่งมี 2 ชั้น ระหว่าง 2 ชั้นนี้มี ของเหลวอยู่นิดหน่อย เพื่อลดแรงเสียดสี ระหว่างเยื่อหุ้มมีโพรงว่าง เรียกว่าช่องระหว่างเยื่อหุ้มปอด
 
 
ระบบย่อยอาหาร
 

การย่อยอาหาร (Digestion)หมายถึงกระบวนการสลายอนุภาคอาหารให้มีขนาดเล็กสุดจนสามารถดูดซึมเข้าไปในเซลล์ได้

 

ขั้นตอนการย่อยอาหาร
การย่อยอาหารมี 2 ขั้นตอน
1.การย่อยทางไกล(Mechamical digestion) เป็นกระบวนการทำให้อาหารมีขนาดเล็กลง เพื่อสะดวกต่อการเคลื่อนที่และการเกิดปฏิกิริยาเคมีต่อไป โดยการบดเคี้ยว รวมทั้งการบีบตัวของทางเดินอาหาร ยังไม่สามารถทำให้อาหารมีขนาดเล็กสุด จึงไม่สามารถดูดซึมเข้าเซลล์ได้
2.การย่อยทางเคมี(Chemical digestion) เป็นการย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กที่สุด โดยการเกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่าง อาหาร กับ น้ำ โดยตรง และจะใช้เอนไซม์หรือน้ำย่อยเข้าเร่งปฏิกิริยา
ผลจากการย่อยทางเคมีเมือถึงจุดสุดท้าย จะได้สารโมเลกุลเล็กที่สุดที่สามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้ ซึ่งอาหารที่ดีรับการย่อย ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ส่วนเกลือแร่และวิตามินจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง
ส่วนต่างๆของระบบทางเดินอาหาร
1.ช่องปาก ภายในประกอบด้วย ฟัน ที่มีหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหาร ลิ้น มีหน้าที่ในการคลุกเคล้าอาหาร และต่อมน้ำลายที่สำคัญ 3 คู่ คือ
- ต่อมน้ำลายใต้หู (Parotid)
- ต่อมน้ำลายใต้โคนลิ้น (Sub lingual)
- ต่อมน้ำลายใต้ฟันกรามล่าง (Sub maxillary)
โดยต่อมน้ำลายมีหน้าที่ในการสร้างน้ำลายออกมา โดยในน้ำลายนั้นประกอบไปด้วย น้ำ กับ น้ำย่อยอะไมเลส (amylase) ซึ่งมีผลต่อการย่อยอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต ให้ได้ dextrin หรือน้ำตาลโมเลกุลคู่ที่ไม่สามารถดูดซึมได้
2.หลอดอาหาร ประกอบขึ้นด้วยกล้ามเนื้อเรียบที่สามารถบีบตัวเป็นจังหวะในขณะที่อาหารผ่านลงมา ในทางเดินอาหารส่วนนี้ไม่มีการสร้างน้ำย่อยออกมา แต่มีการหลั่งสารเมือกช่วยหล่อลื่น
3.กระเพาะอาหาร ประกอบขึ้นด้วยกล้ามเนื้อเรียบที่อัดกันหนามาก ด้านในมีลักษณะเป็นสันช่วยในการบดอาหารให้มีขนาดเล็กลงอีก ผนังด้านในสามารถสร้างเอนไซม์เปปซิโนเจน (Pepsinogen)และกรดไฮโดรคลอริกหรือกรดเกลือ(HCl) เปปซิโนเจนจะถูกกรดเกลือเปลี่ยนสภาพให้กลายไปเป็นเอนไซม์เปปซิน(Pepsin) ซึ่งมีความสามารถในการย่อยโปรตีนให้มีโมเลกุลเล็กลง เรียกว่า เปปไทด์(Peptide) แต่ยังไม่สามารถดูดซึมได้

4.ลำไส้เล็ก เป็นทางเดินอาหารส่วนที่ยาวมาก แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ดูโอดีนัม เจจูนัมและไอเลียม ที่ผนังลำไส้เล็กสามารถสร้างน้ำย่อยขึ้นมาได้ ซึ่งมีหลายชนิด นอกจากน้ำที่ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม ยังได้รับน้ำย่อยจากตับอ่อน และน้ำดีมาจากตับ น้ำย่อยจากตับอ่อนมีหลายชนิดที่สามารถย่อยคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมันได้

5.ลำไส้ใหญ่ เป็นทางเดินอาหารส่วนสุดท้าย ซึ่งไม่มีการย่อยเกิดขึ้น จึงทำหน้าที่ในด้านการดูดซึมน้ำ เกลือแร่และวิตามินบางชนิด
การดูดซึมอาหาร
การดูดซึมอาหาร คือ การนำอาหารโมเลกุลเล็กๆที่ผ่านการย่อยแล้ว ผ่านผนังทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อนำไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย
- กระเพาะอาหาร ส่วนใหญ่เป็นการดูดซึมสารจำพวกยาและแอลกอฮอล์เป็นส่วนใหญ่
- ลำไส้เล็ก มีการดูดซึมอาหารทุกประเภทมากที่สุด โดยผนังของลำไส้เล็กจะมีส่วนยื่น
ออกมาเรียกว่า วิลลัส(Villus) เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึม โดยภายในวิลลัสประกอบด้วยเส้นเลือดมากมายเป็นตาข่ายเพื่อรับอาหารที่ย่อยแล้ว และส่วนแกนกลางเป็นเส้นน้ำเหลือง ซึ่งจะดูดซึมอาหารพวกกรดไขมันและกลีเซอรอล นอกจากจะย่อยสารอาหารทั้ง 3 ชนิดแล้ว ยังดูดซึมอาหารที่ย่อยได้โมเลกุลพื้นฐานของสารอาหารชนิดนั้นๆ การย่อยอาหารในลำไส้เล็กจะเกิดได้ดีในสภาวะที่เป็นเบส (NaHCO3) จากตับอ่อน
เอนไซม์กับการย่อยอาหาร
เอนไซม์มีโครงสร้างที่ประกอบขึ้นด้วยกรดอะมิโน แต่มีคุณสมบัติต่างจากโปรตีนตรงที่ เอนไซม์สามารถเร่งปฏิกิริยาทางเคมีในเซลล์ได้ โดยที่สารที่จะเป็นเอนไซม์ได้ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1.สามารถเร่งปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ได้
2.เมื่อเกิดปฏิกิริยาแล้วเอนไซม์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและจำนวน ในขณะที่
สารเริ่มต้นถูกเปลี่ยนไปเป็นสารผลิตภัณฑ์
3.อุณหภูมิมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ ซึ่งจะทำงานได้ดีในช่วง 25 -40 0c
4.สภาพความเป็นกรด-ด่างมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ โดยขึ้นอยู่กับชนิดของเอนไซม์นั้นๆ

 

ระบบประสาท

 

     ระบบประสาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ระบบประสาทส่วนกลาง (central nervoussystem หรือ CNS) ประกอบด้วยสมองและไขสันหลังและระบบประสาทส่วนปลาย หรือระบบประสาทรอบนอก ( peripheral nervous system หรือ PNS) ประกอบด้วยเส้นประสาทสมอง (cranial nerve) และเส้นประสาทไขสันหลัง (spinal nerve) และระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system หรือ ANS)

     ระบบประสาทรอบนอกหรือระบบประสาทส่วนปลาย
ระบบประสาทรอบนอกประกอบด้วยหน่วยรับความรู้สึกทั้งหมด เส้นประสาทที่ติดต่อระหว่างหน่วย
รับความรู้สึกกับระบบประสาทส่วนกลาง และเส้นประสาทที่เชื่อมโยงระหว่างระบบประสาท
ส่วนกลางกับหน่วยปฎิบัติงาน

     1.1 ระบบประสาทใต้อำนาจจิตใจ (voluntary nervous system) หรือ ระบบประสาทโซมาติก (somatic nervous system) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อลาย

     1.2 ระบบประสาทอัตโนวัต ิ (Involuntary nervous system หรือ Autononic nervous system) หรือ ระบบประสาทนอกอำนาจจิตใจ ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อเรียบระบบประสาทอัตโนมัติประกอบด้วยระบบซิมพาเทติก (sympathetic system) และระบบพาราซิมพา
เทติก (parasympathetic system)

ภาพแสดงระบบประสาทซิมพาเทติกและพาราซิมพาเทติก

 


ศูนย์ควบคุมระบบประสาท

       สมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

    สมองส่วนหน้า (forebrain หรือ prosencepphalon) ประกอบด้วยเทเลนเซฟาลอน
(telencephalo)และไดเอนเซฟาลอน (diencephalon) เทเลนเซฟาลอนคือสมองใหญ่ (cerebrum) ส่วนไดเอนเซฟาลอนประกอบด้วยไฮโพทาลามัส (hypothalamus)ทาลามัส (thalamus)

      สมองส่วนกลาง (midbrain หรือ mesencephalon) ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของก้านสมองและเป็นจุดศูนย์กลางของรีเฟลกซ์เกี่ยวกับการมองเห็น (visual reflex) และรีเฟลกซ์เกี่ยวกับการได้ยิน (auditory reflex) ประกอบด้วยเซรีบรัมพีดังเคิล (cerebralpeduncle) และคอร์พอราควอไดร์เจอมินาร์ (corpora quadrigermina) ซึ่งแบ่งออกเป็น คอลิคูไลด์ (superior colliculi) 2 พู ( lob) และอินฟีเรียคอลิคูไลด์ (inferior colliculi) 2 พู

     สมองส่วนท้าย (hindbrain หรือ rhombencephalon) ประกอบด้วยเมดัลลาออบลองกาตา
(medulla oblongate) เซรีเบลลัม (cerebellum) และ พอนส์ (pons)

      สมอง มี 2 ชั้น (ตรงข้ามกับไขสันหลัง)
1. Gray matter เป็นที่อยู่ของกระแสประสาทและ axon ที่ไม่มีเยื่อไมอิลินหุ้ม
2. White matter เป็นที่อยู่ของ axon ที่มีเยื่อไมอิลินหุ้ม

       เยื่อหุ้มสมอง (Menirges) 3 ชั้น คือ
1. ชั้นนอก (Pura mater) เหนียว แข็งแรงมากโดยมีหน้าที่ป้องกันการกระทบกระเทือน
2. ชั้นกลาง (Arachoid mater) เป็นเยื่อบางๆ
3. ชั้นใน (Pia mater) มีเส้นเลือดแทรกมากมายทำหน้าที่ส่งอาหารไปเลี้ยงสมอง ในระหว่าง
ชั้นกลางกับชั้นในจะมีการบรรจุของเหลวที่เรียกว่า น้ำเลี้ยงสมองไขสันหลัง โดยจำทำหน้าที่ให้สมองแลไขสันหลังเปียกชื้ออยู่เสมอ

     ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ส่วน คือ
1. White matter เป็นส่วนที่มีสีขาวรอบนอก ไม่มีเซลล์ประสาทจะมีเฉพาะใยประสาทที่มีเยื่อไมอิลินหุ้ม
2. Gray matter เป็นส่วนสีเทา ประกอบด้วยใยประสาทที่ไม่มีเยื่อไมอิลินหุ้ม และตัวเซลล์ประสาทซึ่งมีทั้ง
ประเภทประสานงานและนำคำสั่ง    

 3. ปีกข้าง (lateral horn) เป็นบริเวณระบบประสาทอัตโนวัติ Note

  เซลล์ประสาท ส่วนประกอบของเซลล์ประสาท
1. ตัวเซลล์ (cell body หรือ soma)มีส่วนประกอบเหมือนเซลล์ทั่วๆไป เช่น นิวเคลียส ไมโตคอนเดีย
2. ใยประสาท (nerve fiber) คือส่วนของโปรโตพลาสซึมของเซลล์ที่ยื่นออกไปมี 2 ชนิด

ระบบไหลเวียนโลหิต

มีหน้าที่นำออกซิเจนจากปอดไปสู่เซลล์เพื่อเผาผลาญอาหารทำให้เกิดพลังงาน คาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์จะถูกนำออกนอกร่างกายโดยจะถูกลำเลียง

 

มายังปอดและส่งออกทางลมหายใจออก
ส่วนประกอบของระบบหายใจ ได้แก่ จมูก หลอดลม ปอด ส่วนประกอบทุกส่วนรวมเข้าด้วยกันเป็นระบบหายใจ จะสามารถแบ่งออกได้เป็นโครงสร้าง 2 ส่วน คือ

          1. ท่อทางเดินอากาศ มีหน้าที่หลักคือ เป็นทางเดินของอากาศจากภายนอกร่างกาย ซึ่งมี O2 สูง เข้าสู่ปอด และนำอากาศจากปอด ซึ่งมี CO2 สูงออกจากปอด การทำงานของส่วนนี้เริ่มจากจมูกสูดอากาศผ่านรูจมูกซึ่งมีขนและเมือกเป็นเครื่องกรองฝุ่นละอองในอากาศ จากนั้นอากาศที่กรองแล้วจะผ่านเข้าสู่โพรงจมูก ซึ่งภายในมีขนเล็กๆ

          2.   ปอด    มีหน้าที่ในการให้พื้นที่จำนวนมากสำหรับการแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่างอากาศ ใหม่ในถุงลมปอดกับเลือด ซึ่งส่วนสุดท้ายของปอดจะมีถุงเล็กๆ ซึ่งภายในมีเส้นเลือดฝอยไว้สำหรับแลกเปลี่ยน O2 จากลมหายใจเข้ากับ CO2 จากเลือดเสีย O2 จะแพร่เข้าสู่เส้นเลือดฝอย ในขณะที่ CO2 จะย้อนทางเป็นลมหายใจออก ผ่านขั้นปอด หลอดลม โพรงจมูกออกทางรูจมูก การแลกเปลี่ยนแก๊สจะดำเนินต่อไปได้นั้น ความดันย่อยของแก๊ส O2 ในถุงลมปอดจะต้องสูงกว่าความดันย่อยของแก๊ส O2 ในเลือด และความดันย่อยของแก๊ส CO2 ในถุงลมปอดจะต้องต่ำกว่าความดันย่อยของแก๊ส CO2 ในเลือดอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นอากาศใหม่ภายนอกจะต้องถูกนำเข้ามายังปอด และอากาศเสียจากปอดจะต้องถูกนำออกสู่ภายนอก เป็นระยะๆตลอดเวลา ทั้งนี้ก็ด้วยการทำงานของกล้ามเนื้อทรวงอกและกระบังลม ในการทำให้ปริมาตรทรวงอกขยายออกและหุบเข้าเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เป็นผลให้ปอด ซึ่งติดอยู่กับผนังทรวงอกมีการเปลี่ยนแปลงปริมาตรตามไปด้วย

 

ระบบผิวหนัง

 

ผิวหนังของคนเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุด ที่ห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ ผิวหนังของผู้ใหญ่คนหนึ่ง มีเนื้อที่ประมาณ 3,000 ตารางนิ้ว ผิวหนังตามส่วนต่างๆของร่างกาย จะหนาประมาณ 1-4 มิลลิเมตร แตกต่างกันไปตามอวัยวะ และบริเวณที่ถูกเสียดสี เช่น ผิวหนังที่ศอก และ เข่า จะหนากว่าผิวหนังที่แขนและขา
โครงสร้างของผิวหนัง
      ผิวหนังของคนเราแบ่งออกได้เป็น 2 ชั้น คือ หนังกำพร้าและหนังแท้
1. หนังกำพร้า (Epidermis) เป็นผิวหนังที่อยู่ ชั้นบนสุด มีลักษณะบางมาก ประกอบไปด้วยเชลล์ เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ โดยเริ่มต้นจากเซลล์ชั้นในสุด ติดกับหนังแท้ ขึ่งจะแบ่งตัวเติบโตขึ้นแล้วค่อยๆ เลื่อu มาทดแทนเขลล์ที่อยู่ชั้นบนจนถึงชั้นบนสุด แล้วก็ กลายเป็นขี้ไคลหลุดออกไป
      นอกจากนี้ในชั้นหนังกำพร้ายังมีเซลล์ เรียกว่า เมลานิน ปะปนอยู่ด้วย เมลานินมีมากหรือน้อยขึ้น อยู่กับบุคคลและเชื้อชาติ จึงทำให้สีผิวของคนแตกต่าง กันไป ในชั้นของหนังกำพร้าไม่มีหลอดเลือด เส้น ประสาท และต่อมต่างๆ นอกจากเป็นทางผ่านของรูเหงื่อ เส้นขน และไขมันเท่านั้น
2.หนังแท้ (Dermis) เป็นผิวหนังที่อยู่ชั้นล่าง ถัดจากหนังกำพร้า และหนากว่าหนังกำพร้ามาก ผิว หนังชั้นนี้ประกอบไปด้วยเนี้อเยื่อคอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) หลอดเลือดฝอย เส้นประสาท กล้ามเนื้อเกาะเส้นขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และขุม ขนกระจายอยู่ทั่วไป

หน้าที่ของผิวหนัง
      1. ป้องกันและปกปิดอวัยวะภายในไม่ให้ได้รับ อันตราย
      2. ป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายโดยง่าย
      3. ขับของเสียออกจากร่างกาย โดยต่อมเหงื่อ ขับเหงื่อออกมา
      4. ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ โดย ระบบหลอดเลือดฝอยและการระเหยของเหงื่อ
      5. รับความรู้สึกสัมผัส เช่น ร้อนหนาว เจ็บ ฯลฯ
      6. ช่วยสร้างวิตามินดีให้แก่ร่างกาย โดยแสง แดดจะเปลี่ยนไขมันชนิดหนึ่งที่ผิวหนังให้เป็นวิตามินดีได้
      7. ขับไขมันออกมาหล่อเลี้ยงเส้นผม และขน ให้เป็นเงางามอยู่เสมอและไม่แห้ง
การดูแลรักษาผิวหนัง
      ทุกครย่อมมีความต้องการมีผิวหนังที่สวยงาม สะอาด ไม่เป็นโรคและไม่เหี่ยวย่นเกินกว่าวัย ฉะนั้นจึงควรดูแลรักษาผิวหนังตัวเอง ดังนี้
      1. อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ โดย
        1.1 อาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ในเวลาเช้าและเย็น เพื่อช่วยชำระล้างคราบเหงื่อไคล และความสกปรกออกไป
        1.2 ฟอกตัวด้วยสบู่ที่มีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆ
        1.3 ทำความสะอาดให้ทั่ว โดยเฉพาะบริเวณใต้รักแร้ ขาหนีบ ข้อพับ อวัยวะเพศ ง่ามนิ้วมือ นิ้วเท้า ใต้คาง และหลังใบหู เพราะเป็นที่อับและเก็บความชื้น อยู่ได้นาน
        1.4 ในขณะอาบน้ำ ควรใช้นิ้วมือ หรือฝ่ามือ ถูตัวแรงๆ เพราะนอกจากช่วยให้ร่างกายสะอาดแล้ว ยังช่วยให้การหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น
        1.5 เมี่ออาบน้าเสร็จ ควรใช้ผ้าเช็ดตัวที่ สะอาด เช็ดตัวให้แห้ง แล้วจึงค่อยสวมเสื้อผ้า
      2. หลังอาบน้ำแล้ว ควรใส่เสื้อผ้าที่สะอาด และเหมาะสมกับอากาศและงานที่ปฏิบัติ เช่น ถ้าอากาศ ร้อนก็ควรใส่เสื้อผ้าบาง เพื่อไม่ให้เหงื่อออกมาก เป็นต้น
      3. กินอาหารให้ถูกต้องและครบถ้วนตามหลัก โภชนาการ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินเอ เช่น พวก น้ำมันตับปลา ตับสัตว์ เนย นม ไข่แดง เครื่องในสัตว์ มะเขือเทศ มะละกอ รวมทั้งพืชใบเขียวและใบเหลือง วิตามินเอ จะช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ไม่เป็นสะเก็ด แห้ง ทำให้เล็บไม่เปราะ และยังทำให้เส้นผมไม่ร่วงง่ายอีกด้วย
      4. ดื่มน้ำมากๆ เพื่อทำให้ผิวหนังเปล่งปลั่ง
      5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้การ หมุนเวียนของเลือดดีขึ้u
      6. ควรให้ผิวหนังได้รับแสงแดดสม่ำเสมอ โดย เฉพาะเวลาเช้าซึ่งแดดไม่จัดเกินไป และพยายามหลีก เลี่ยงการถูกแสงแดดจ้า เพราะจะทำให้ผิวหนังเกรียม และกร้านดำ
      7.ระมัดระวังโนการใช้เครื่องสำอาง เพราะ อาจเกิดอาการแพ้ หรือทำให้ผิวหนังอักเสบ เป็น อันตรายต่อผิวหนังได้ หากเกิดอาการแพ้ต้องเลิกใช้ เครื่องสำอางชนิดนั้นทันที
      8.เมื่อมีสิ่งผิดปกติใดๆเกิดขึ้นกับผิวหนังควรปรึกษาแพทย์

 

ระบบขับถ่าย

ร่างกายของเราต้องใช้พลังงานจึงจะทำงานได้เรียบร้อยเช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ที่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิง  แล้วเปลี่ยนให้เป็นพลังงานอาหารคือเชื้อเพลิงหลักของเรา มัน "เผาไหม้" ในเซลล์ร่างกายเพื่อสร้างพลังงานเหมือนกับ โรงไฟฟ้าที่ร่างกายของเราก็ผลิตกากของเสียด้วย  ของเสียเหล่านี้จำเป็นต้องขับออกไปเพื่อเราจะได้มีพลานามัยที่ดีมี กากของเสียแบบต่าง ๆ อยู่เช่น เป็นแก๊ส ของเหลวของแข็ง ร่างกายของเรามีอวัยวะที่จะกำจัดมันได้หมด  ซึ่งเรียกว่าอวัยวะ เพื่อการขับถ่าย (ขับถ่ายเป็นคำที่ใช้บรรยายถึงวิธีที่ร่างกายของเรากำจัดกากของเสีย) อวัยวะในการใช้ขับถ่ายของเรา คือ

 

อวัยวะ
หน้าที่ในระบบขับถ่าย
ลำไส้
ซึ่งขับกากที่เป็นของแข็งจากอาหารออกทางทวารหนัก
ปอด
ซึ่งขับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด
ผิวหนัง
ซึ่งขับน้ำและเกลือออกในรูปของเหงื่อ
ไต
ซึ่งขับปัสสาวะ
 ข้างในไตแต่ละข้างมี "ไตขนาดจิ๋ว" ที่เรียกว่าเนฟรอนอยู่ประมาณหนึ่งล้านหน่วย มันมีหน้าที่สำคัญในการทำความสะอาดเลือด และตั้งอยู่ในส่วนของไตที่เรียกว่า  ชั้นนอกของไต ไตขนาดจิ๋วประกอบด้วยสองส่วนที่สำคัญคือ หน่วยกรองและหลอดทิวบูล หน่วยกรอง นั้นตั้งอยู่ภายใน "ถ้วย" ซึ่งเรียกว่าถุงหุ้มโบว์แมน ถุงหุ้มโบว์แมนและ  หน่วยกรองประกอบขึ้นเป็นตัวมาลปิเกียน ทิวบูลนั้นเป็นหลอดยาวที่เลี้ยวลดคดเคี้ยว เราจะตามดูเลือดสักหยดหนึ่งที่เดินทางผ่านเข้ามาทางไตขนาดจิ๋วนี้สักหน่อย  เลือดนั้นมาถึงหน่วยกรองหรือขดเส้นเลือดฝอย ในหลอดเลือดเล็ก ๆ ขดเส้นเลือดฝอยนี้ เป็นหลอดพิเศษที่ทำหน้าที่เหมือนเครื่องกรอง  มันจะยอมให้ส่วนที่เป็นของเหลวในเลือดเท่านั้น ที่จะผ่านไปในทิวบูลได้ แล้วของเหลวนั้นก็ไหลผ่านทิวบูลเข้าไปในห่วงเฮนเล่ซึ่ง  ยาวเหยียดตั้งแต่ชั้นนอกของไตไปถึงชั้นในของไตที่เรียกว่า เมดัลล่า ของเหลวเกือบทั้งหมด  จะถูกดูดซึมกลับอีกครั้งเข้าไปในกระแสเลือดผ่านหลอดเลือดฝอยหน่วยงานเหล่านี้ห่อหุ้ม อยู่โดยรอบทิวบูลและห่วงเฮนเล่ มีเพียงกากและน้ำเท่านั้นที่เหลืออยู่ในทิวบูล  หลอดทิวบูลที่เหยียดตรงซึ่งเป็นตัวรวบรวมจะพากากของเสียไปสู่กรวยไต

 ระบบสืบพันธุ์

ระบบสืบพันธุ์ุเพศหญิง
     ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง  ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ดังนี้
   1.  รังไข่   ทำหน้าที่ผลิตไข่และฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งจะกำหนดลักษณะต่างๆในเพศหญิง เช่น ตะโพกผาย เสียงแหลม สำหรับรังไข่จะมี 2 อัน ซึ่งจะอยู่คนละข้างของมดลูกจะมีลักษณะคล้ายเม็ดมะม่วงหิมพานต์ยาวประมาณ 2 - 3 เซนติเมตร หนา 1 เซนติเมตร
   2.  ท่อนำไข่  เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ปีกมดลูก เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างรังไข่ทั้งสองข้างกับมดลูก ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของไข่ที่ออกจากรังไข่เข้าสู่มดลูกและเป็นบริเวณที่อสุจิจะเข้าปฏิสนธิกับไข่ ท่อนำไข่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 6 - 7 เซนติเมตร
   3.  มดลูก  มีรูปร่างคล้ายผลชมพู่หัวกลับลง กว้างประมาณ 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6 - 8 เซนติเมตร หนาประมาณ 2 เซนติเมตร อยู่ในบริเวณอุ้งกระดูกเชิงกรานระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับทวารหนัก ทำหน้าที่เป็นที่ฝังตัวของไข่ที่ได้รับการผสมแล้วและเป็นที่เจริญเติบโตของทารกในครรภ์
   4. ช่องคลอด อยู่ต่อจากมดลูกลงมา ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัวอสุจิเข้าสู่มดลูกและเป็นทางออกของทารกเมื่อครบกำหนดคลอด

ระบบสืบพันธุ์ุเพศชาย
     
ระบบสืบพันธุ์เพศชายประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ดังนี้

1. อัณฑะ (Testis) และถุงอัณฑะ (Scrotum)
     
อัณฑะ มีลักษณะรูปร่างคล้ายไข่ฟองเล็ก ยาว 3-4 Cm หนาประมาณ 2-3 Cm หนักประมาณ 50 กรัม อัณฑะมี 2 ข้างและขนาดใกล้เคียงกันอยู่ภายในถุงอัณฑะ ซึ่งทำหน้าที่ปรับอุณหภูมิภายในถุงอัณฑะให้เหมาะแก่การเจริญเติบโตของอสุจิ คือ ประมาณ 34 องศาเซลเซียส ภายในอัณฑะประกอบด้วยหลอดสร้างตัวอสุจิ มีลักษณะเป็นท่อเล็กๆขดเรียงกันอยู่มากมาย เพื่อทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ (Sperm) นอกจากนั้นยังมีเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งควบคุมลักษณะต่างๆของเพศชาย เช่น เสียงห้าว มีหนวดเครา

2. หลอดเก็บตัวอสุจิ
    
เป็นที่พักของตัวอสุจิที่สร้างจากหลอดสร้างตัวอสุจิจะอยู่บริเวณด้านบนของอัณฑะต่อเชื่อมกับหลอดนำตัวอสุจิ

3. หลอดนำตัวอสุจิ  
    อยู่ต่อจากหลอดเก็บอสุจิ ทำหน้าที่ลำเลียงอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ

4. ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ(seminal vesicle)
    อยู่ต่อจากหลอดนำตัวอสุจิ ทำหน้าที่สร้างอาหารให้แก่ตัวอสุจิ ส่วนมากเป็นน้ำตาลฟรักโตส และสารประกอบอื่นๆที่ทำให้เกิดสภาพที่เหมาะกับตัวอสุจิ

5. ต่อมลูกหมาก(prostate gland)
    อยู่บริเวณตอนต้นของท่อปัสสาวะ ทำหน้าที่หลั่งสารบางชนิดที่เป็นเบสอย่างอ่อน เข้าไปในท่อปัสสาวะปนกับน้ำเลี้ยงอสุจิ และสารที่ทำให้ตัวอสุจิแข็งแรงและว่องไว

6. ต่อมคาวเปอร์(cowper gland)
    
มีหน้าที่หลั่งสารของเหลวใสๆไปหล่อลื่นท่อปัสสาวะในขณะเกิดการกระตุ้นทางเพศ

7. อวัยวะเพศชาย(pennis) เป็นกล้ามเนื้อที่หดและพองตัวได้คล้ายฟองน้ำในวลาปกติจะอ่อนและงอตัวอยู่ แต่เมื่อถูกกระตุ้นจะเเข็งตัวเพราะมีเลือดมาคั่งมาก ภายในจะมีท่อปัสสาวะทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัวอสุจิและน้ำปัสสาวะ

 

ระบบทางเดินอาหาร

  • ปาก( Mouth)( ในช่องปากมีอวัยวะดังนี้
    • ต่อมน้ำลาย ( salivary glands)
    • เยื้อบุช่องปาก ( mucosa)
    • ฟัน ( teeth)
    • ลิ้น ( tongue))
  • คอหอย ( Pharynx)
  • หลอดอาหาร ( Esophagus) และ คาร์เดีย ( cardia)
  • กระเพาะอาหาร ( Stomach) ประกอบด้วย
    • แอนทรัม ( antrum)
    • ไพโลรัส ( pylorus)
    • ไพโลริก สฟิงเตอร์ ( pyloric sphincter)
  • ลำไส้( intestine หรือ Bowel):
    • ลำไส้เล็ก ( small intestine) มีสามส่วนดังนี้:
      • ดูโอดีนัม ( duodenum)
      • เจจูนัม ( jejunum)
      • ไอเลียม ( ileum)
    • ลำไส้ใหญ่ ( large intestine) มีสามส่วนดังนี้:
      • ซีคุม ( cecum)(เป็นที่อยู่ของ ไส้ติ้ง ( vermiform appendix))
      • โคลอน ( colon) ประกอบด้วย
        • แอสเซนดิ่ง โคลอน ( ascending colon)
        • ทรานเวอร์ส โคลอน ( transverse colon)
        • ดีเซนดิ่ง โคลอน ( descending colon)
        • ซิกมอยด์ ฟลีเจอร์ ( sigmoid flexure))
      • เรคตัม ( rectum)
  • ทวารหนัก ( anus)

ระบบกระดูก

 Skeleton หมายถึงส่วนของโครงสร้างที่เป็นของแข็ง ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันเนื้อเยื่ออ่อนๆ (soft tissue) ของร่างกายสัตว์ประกอบด้วย bone, cartilage และ ligament

  ความสำคัญของ skeletal system คือเป็นส่วนหนึ่งหรือองค์ประกอบที่อยู่ใน locomotor apparatus ( ส่วนประกอบที่ใช้ช่วยในการเคลื่อนไหวของร่างกายซึ่งก็คือ อวัยวะส่วนที่ประกอบกันเป็นตัวสัตว์เป็นโครงสร้าง ของร่างกายและทำหน้าที่ในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย

     โครงสร้างของกระดูก

กระดูกมีลักษณะแห้งเมื่อพิจาณาที่เนื้อกระดูกจะเห็นว่ามีส่วนที่แตกต่าง ชัดเจนอยู่สองจุด จุดแรก มีลักษณะ แน่น เรียกว่า Compact bone ส่วนที่สองมีเนื้อ ที่เป็นรูพรุน เรียกว่า Spongy bone

ในส่วนของ Compact bone จะมีความหนาในบริเวณส่วนลำตัวของกระดูก เช่น long bone ยกตัวอย่าง เช่น ในพวก สุนัขพันธุ์ เกรทเดน จะมีความหนาของ กระดูก Femur ถึง 3 มม . การเจริญของกระดูกนี้ มีความเกี่ยวเนื่องกับ แรงที่กด ถ้ามีแรงกดมาก ความหนาของกระดูกก็จะเพิ่มตามไปด้วย

Spony bone เป็นโครงสร้างที่แทรกอยู่ที่ส่วนปลายของกระดูก ประเภท long bone หรือแทรกอยู่ ในเนื้อกระดูก ประเภท flat bone ลักษณะของ Spnogy bone จะเป็นโครงตาข่าย สานเป็นร่างแหไปมา เมื่อพิจารณา ส่วนเล็กๆ จะพบว่ามีลักษณะเป็น หนามแหลมๆ สั้นๆ โครงสร้างเหล่านี้ จะทำหน้าที่ในการ ช่วยกระจายแรง ในการรับ น้ำหนัก ในการผ่าตัดเกี่ยวกับกระดูกจะต้องคำนึงถึงการกระจาย การรับน้ำหนัก เหล่านี้ด้วย

โครงสร้างกระดูกต้นขาหน้าผ่าตามขวางและตามยาว

  • Proximal epiphysis ส่วนต้นสุดของแท่งกระดูกเป็น compact bone

  • Proximal epiphyseal plate เป็นส่วนของเนื้อกระดูกที่ยังไม่สมบูรณ์ ( เป็นกระดูกอ่อน ) บริเวณต่อมาจาก Proximal metaphysis เห็นได้ชัดเจนในสัตว์อายุน้อยเมื่อมองด้วยภาพรังสี

  • Proximal metaphysis ส่วนต้นของลำตัวกระดูก

  • Diaphysis ลำตัวกระดูกภายในมีช่องไขกระดูก

  • Distal metaphysis ส่วนปลายของลำตัวกระดูก

  • Distal epiphyseal plate เป็นส่วนของเนื้อกระดูกที่ยังไม่สมบูรณ์ ( เป็นกระดูกอ่อน ) บริเวณต่อมาจาก Distal metaphysis เห็นได้ชัดเจนในสัตว์อายุน้อยเมื่อมองด้วยภาพรังสี

  • Distal epiphysis ส่วนปลายสุดของแท่งกระดูกเป็น compact bone

  • Periosteum เนื้อเยื่อชั้นนอกสุดของเนื้อเยื่อกระดูกที่ติดกับส่วนของเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ

  • Endosteum เนื้อเยื่อชั้นในสุดของเนื้อเยื่อกระดูกที่ติดกับไขกระดูก

  • Medullary cavity ช่องไขกระดูกซึ่งบรรจุไขกระดูก ( Bone marrow) อยู่ภายใน

  • Compact bone ส่วนของเนื้อเยื่อกระดูกที่ลักษณะแข็ง

  • Spongy bone ส่วนของเนื้อเยื่อกระดูกรูพรุนที่เบา

  • Articular cartilage ส่วนที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับกระดูกชิ้นอื่น บริเวณข้อต่อซึ่งเป็นส่วนของกระดูกอ่อน ( cartilage )

  • ประโยชน์และหน้าที่ของกระดูก

    หน้าที่ของกระดูกที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย (Functions of bone) มีดังนี้

    • เป็นที่เกาะยึดของกล้ามเนื้อทำให้กล้ามเนื้อวางตัวอยู่อย่างแข็งแรง

    • มีส่วนช่วยในการป้องกันอวัยวะภายใน เช่น หัวใจ (heart), ปอด (lung), สมอง (brain) ไม่ให้ได้รับอันตรายหรือไม่ให้กระทบกระเทือน

    • สร้าง cell เม็ดเลือดพวกเม็ดเลือดแดง ( rbc ) , เม็ดเลือดขาว ( wbc ) , เกล็ดเลือด ( platelet )

    • ช่วยในการเคลื่อนไหวและการหายใจเข้าและออก เช่น กระดูกซี่โครง ( ribs )

    • รักษาระดับสมดุลแคลเซี่ยม ( calcium ) ในเลือด

ระบบกล้ามเนื้อ

ประกอบด้วยเนื้อหาหลักดังนี้

- ความสำคัญของกล้ามเนื้อ (The Muscle)

- องค์รวมของกล้ามเนื้อที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย (The Organization of skeletal muscle)

- ความผันแปรของกล้ามเนื้อ (Variation in muscle architecture)

- เอ็นกล้ามเนื้อ (Tendon)

- เส้นเลือดเส้นประสาทที่มาควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ (Blood and Nerve Supply of muscles)

- การทำงานของกล้ามเนื้อ (Muscle Actions)

- การศึกษาเรื่องกล้ามเนื้อทางกายวิภาคศาสตร์ทางสัตวแพทย์แบ่งเป็นส่วนดังนี้

I. กล้ามเนื้อบริเวณลำตัวสัตว์ (The Muscle of the Trunk)

II. กล้ามเนื้อบริเวณหัวและด้านล่างของลำคอสัตว์ (The Muscles of the Head and Ventral part of the Neck

III. กล้ามเนื้อบริเวณระยางค์ขาหน้า (The Muscle of the Forelimb)

IV. กล้ามเนื้อบริเวณระยางค์ขาหลัง (The Muscles of the Hindlimb)

    การทำงานของกล้ามเนื้อ (Muscle Actions)

    เมื่อกล้ามเนื้อทำงานพบว่าใยของกล้ามเนื้อจะสั้นหรือหดลงและเมื่อมันสั้นลงก็จะส่งผลให้มีแรงตึงมากขึ้น ในทางกลับกันแรงตึงก็จะลดลงถ้ากล้ามเนื้อหย่อนยาน โดยการทำงานของกล้ามเนื้อจะสมดุลได้ดีนั้นต้องมีลักษณะที่เรียกว่า แรงดึงสมดุล (isometric) ซึ่งเมื่อกล้ามเนื้อยืดหรือหดตัวก็จะคอยรักษาสมดุลป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อมีความตึงมากไป หรือก็คือการทำให้กลับสู่ภาวะปกตินั่นเอง

    การทำงานของกล้ามเนื้อส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงมุมกับข้อต่อของร่างกาย ( ดูรูปที่ 2 ) อาจจะเป็นเพียงข้อต่อเดียวหรือมากกว่า โดยการทำงานของกล้ามเนื้อจะสัมพันธ์กับกระดูกและข้อต่อเป็นหลัก (musculoskeletal system)

    กล้ามเนื้อแต่ละมัดที่วางตัวอยู่บนร่างกายจะทำงานในลักษณะที่เฉพาะเจาะจงกับข้อต่อนั้นๆ เช่น ข้อต่อบริเวณข้อศอกของขาหน้าพบว่าการทำงานส่วนใหญ่เป็นแบบงอข้อต่อ (flexion) ก็จะเรียกกล้ามเนื้อที่ทำงานในการงอข้อต่อบริเวณนี้ว่า agonist หรือ prime mover และในทางตรงกันข้ามกล้ามเนื้อที่ทำงานในลักษณะตรงข้ามก็จะเรียกว่า antagonist ซึ่งถ้าบริเวณข้อศอกก็คือการเหยียด (extension) นั่นเอง

    กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่แบบเดียวกันในบริเวณเดียวกันเราจะเรียกลักษณะนี้ว่า synergists กันส่วนกล้ามเนื้อที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมให้ข้อต่อมีความคงตัว (stabilize) เราจะเรียกลักษณะนี้ว่าเป็นกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่เป็นตัว fixators  

    กล้ามเนื้อแต่ละมัดจะมี จุดตั้งต้น (origin) และ จุดสิ้นสุดหรือจุดเกาะ (insertion) โดยการดูว่าจุดปลายของกล้ามเนื้อด้านไหนเป็นจุดตั้งต้นให้สังเกตจาก ลักษณะตำแหน่งที่อยู่ว่ามักจะมีความใกล้กับแกนกลางของร่างกายมากกว่าควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวน้อยกว่า ส่วนจุดสิ้นสุดให้สังเกตว่ามักจะอยู่ไกลออกจากแกนกลางลำตัวมากกว่าหรือมีการเคลื่อนไหวมากกว่า ซึ่งถ้ายังแยกไม่ได้ให้ดูจากหน้าที่การทำงานว่ามีการหดตัว (contractions) ไปในทิศทางใด

     
                                                                                 

     

     


                                                

    Comments