เกี่ยวกับเรา

Current Poll

ทฤษฎีแรงจูงใจ

   ทฤษฎีแรงจูงใจ

  ไม่มีทฤษฎีใดเพียงทฤษฎีเดียวที่จะอธิบายแรงจูงใจทางจิตใจของคนได้ทั้งหมด แต่ก่อนเคยเชื่อกันว่า แรงจูงใจของคนเกิดจากแรงผลักดัน(drive)ทางด้านสรีระ เช่น ความหิว ความกระหาย เพศ (เป็นแรงผลักดันขั้นปฐมภูมิ) เมื่อสิ่งเหล่านี้ขาดสมดุลทางร่างกายก็เป็นแรงขับเคลื่อนให้คนแสดงพฤติกรรม เพื่อให้ภาวะเหล่านี้ขาดสมดุลในร่างกายก็เป็นแรงขับเคลื่อนให้คนแสดงพฤติกรรม เพื่อให้เข้าสู่สภาวะสมดุล ทฤษฎีนี้อาจอธิบายพฤติกรรมบางอย่างที่เกิดจากการผลักดันขั้นปฐมภูมิ หรือแรงผลักดันอื่นๆที่แตกตัวไปจากแรงขับนี้ เช่น เวลาเราหิวแล้วเราไปร้านขายขนม เราจะซื้อขนมมากว่า ถ้าเรากินข้าวอิ่มมาใหม่ๆ เราอาจจะอธิบายพฤติกรรมซื้อขนมมากขึ้นได้ว่ามาจากแรงจูงใจด้านการหิว

 ทฤษฎีสิ่งล่อใจ : นักจิตวิทยาบางคนเชื่อว่า มนุษย์รู้จักควบคุมพฤติกรรมของตนได้มากพอสมควร เพราะฉนั้นแรงจูงใจของคน จึงมีมากกว่าการรักษาสมดุลทางสรีระเท่านั้น ทฤษฎีสิ่งล่อใจนี้มีความเชื่อว่า คนมีเจตจำนง เมื่อมีสิ่งล่อใจหลายๆอย่าง คนจะสามารถเลือกได้ว่าจะเอาอย่างใหน ตัวอย่างชัดๆที่จะยกมาอธิบายก็คือ พวกนักโทษการเมืองที่แม้จะถูกฝ่ายตรงข้ามจับได้และนำไปขังใว้ให้อดอาหารเฆี่ยนตี แต่ก็ไม่ยอมบอกความลับของชาติเพราะเหตุใดการอธิบายทางสรีระใช้ไม่ได้เลย หรือคนที่เชื่อมั่นในศาสนาหลายคนก็ยอมอุทิศชีวิตโดยมุ่งหวังสิ่งล่อใจทางจิตใจมากกว่าวัตถุ มีนักจิตวิทยาบางคนอธิบายเอาใว้ว่าพฤติกรรมบางอย่างที่คนกระทำนั้นทำโดยไม่ได้หวังสิ่งล่อใจจากภายนอกแต่ทำเพราะได้รางวัลจากภายใน ตัวรางวัลจากภายในที่สำคัญตัวหนึ่งคือ ความรู้สึกว่าตนเองได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง

 ทฤษฎีของมาสโลว์ : มาสโลว์ได้เสนอลำดับชั้นของความต้องการโดยมีความคิดพื้นฐานว่า ความต้องการของคนไม่ได้เร่งด่วนเท่ากันหมด หากแต่มีอยู่เป็นลำดับชั้น เช่นความต้องการอาหารอันเป็นความต้องการทางสรีระ จะเป็นความต้องการเบื้องต้นเป็นพื้นฐาน ต่อมาก็เป็นความต้องการความปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจ ความต้องการความรักและการเป็นเจ้าของ ทั้ง ๓ อย่างนี้ มาสโลว์ ถือว่าเป็นความต้องการเบื้องต้น ส่วนอีก ๒ อันสุดท้ายเป็นความต้องการชั้นสูง คือความต้องการมีชื่อเสียง เกียรติยศ และความต้องการเข้าใจตนเองซึ่งเกิดขึ้นได้เมื่อความต้องการเบื้องต้นได้รับการตอบสนองแล้วเท่านั้น ในเด็กเล็กๆมักแสวงหาความพึงพอใจ จากความต้องการทางสรีระ ความต้องการความปลอดภัยและความรัก ส่วนในผู้ใหญ่หลังจากได้สิ่งเหล่านี้ครบถ้วนแล้ว ก็จะแสวงหาความต้องการชั้นสูงต่อไป

 และจากทัศนะของมาสโลว์นี้ ทำให้มาอธิบายต่อไปได้ว่า เมื่อคนได้สนองความต้องการเบื้องต้นแล้วก็จะขยับขยายควาต้องการของตนขึ้นไปเรื่อยๆ คล้ายขั้นบันใด เช่น ถ้าหากตอนเด็กๆได้รับการตอบสนองทางสรีระและความมั่นคงปลอดภัย เมื่อโตขึ้นก็จะเป็นคนมีความมั่นใจในตนเอง แต่ถ้าคนซึ่งเมื่อวัยเด็กขาดความมั่นคงปลอดภัยโตขึ้นก็ยังคงแสวงหาอยู่เพราะยังไม่ได้รับสมใจ สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของทฤษฎีมาสโลว์ ก็คือ ความต้องการทั้ง ๔ ขั้นแรกนั้น สิ่งที่จะตอบสนองได้มาจากภายนอก เช่น ความต้องการทางสรีระ คนต้องการอาหารและน้ำจากภายนอก ความรักและซื่อเสียงเกียรติยศก็ต้องได้มาจากภายนอกเช่นกัน แต่ความต้องการอันสุดท้ายนั้นจะได้มาจากการพัฒนาความสามารถและศักยภาพที่คนมีอยู่ ดังนั้น คนที่มีความเข้าใจในตนเองจึงพึ่งพาโลกภายนอกไม่ว่าจะเป็นคนหรือสิ่งของน้อยกว่าผู้อื่น และมาสโลว์ คิดว่า นั้นเป็นเครื่องหมายของดวงจิตอันแข็งแกร่ง

     แรงจูงใจ  อารมณ์  และการรับรู้

  ในเรื่องเกี่ยวกับแรงจูงใจ อารมณ์ และการรับรู้นี้มีตำราทางจิตวิทยาภาษาไทยได้กล่าวเอาใว้ค่อนข้างมาก เพราะทั้ง ๓ เรื่องเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการทางจิตวิทยา ในที่นี้จะเสนอคร่าวๆเป็นแนวทางพอเข้าใจ เพื่อประกอบเนื้อหาต่อๆไป

 แรงจูงใจ (motivation)

  พวกเราบางคนอาจจะเคยเล่นกับสุนัขที่บ้าน ด้วยการโยนไม้ไปไกลๆ แล้วก็ให้สุขัขวิ่งไปคาบเอากลับมาคืนเรา เมื่อตอนที่เราโยนไม้ไปแล้วและสุนัขวิ่งตามไปนั้น ถ้าเราลองสังเกตพฤติกรรมของสุนัขเราก็คงจะเห็นว่า มันกระดิกหาง สั่นหัวไปมา ทำจมูกฟืดฟาด บางทีก็เห่าเสียงดังแล้วสักครู่เมื่อมันเจอมันก็คาบเอามาคืน ถ้าเราโยนไปอีก มันก็จะวิ่งไปทางที่เราโยนไม้ไปอย่างเก่าอีก พฤติกรรมที่สุนัขแสดงนี้เราเรียกว่า พฤติกรรมที่ทำอย่างมีแรงจูงใจ (motivated behavior) อันเป็นพฤติกรรมที่อินทรีย์กระทำอย่างมีพลัง พลังส่วนหนึ่งจะถูกระดมเข้าไปเพื่อทำพฤติกรรมนี้โดยเฉพาะ และกระทำอย่างมีทิศทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่พอใจ

 คนเราก็คงไม่ต่างไปจากสุนัขเท่าใดนัก เวลาที่เราเกิดหิวข้าวขึ้นมา ความหิวจะเป็นแรงกระตุ้นให้เรานั่งอยู่เฉยๆไม่ติดเราต้องออกเดิน(ถาหิวมากก็มีพลังทำให้เราเดินเร็ว)และความหิวนี้จะกำหนดทิศทางของพฤติกรรมของเราด้วย คนหิวข้าวจะไม่เดินไปแถวๆห้องนอนหรือห้องน้ำ แต่จะมุ่งตรงไปที่ห้องครัวมากกว่า เพราะฉนั้นหากจะเปรียบเทียบแรงจูงใจกับเครื่องยนต์ในรถแล้ว แรงจูงใจจะทำหน้าที่ทั้งเครื่องและพวงมาลัยด้วย

 เวลาเห็นเพื่อนคนหนึ่ง ตั้งอกตั้งใจเรียนหนังสือเราก้อาจจะทราบคร่าวๆว่า เขามีแรงจูงใจที่จะเรียนให้ได้ดี เพราะแรงจูงใจที่ทำให้เราตั้งใจเรียนให้ดีอาจจะมีหลายอย่างเช่น ตั้งใจเพราะอยากได้คะแนนดี อยากให้พ่อแม่ภูมิใจ อยากเอาใจครู และอื่นๆ แรงจูงใจที่มีพลังและมีทิศทางนี้จะกระต้นให้คนเราเลือกพฤติกรรมอันหนึ่งและละเลยพฤติกรรมอันอื่นๆที่ไม่อาจตอบสนองความต้องการของเราได้ อย่างกรณีของเพื่อนที่ตั้งใจเรียนที่ยกมาข้างต้น เขาจะสนใจแต่พฤติกรรมการเรียนแต่จะไม่สนใจการเที่ยวเตร่ การเล่นกีฬา เมื่อเวลาเราตอบคำถามว่า ทำไมคนจึงทำอย่างนั้นอย่างนี้ ก็อาจจะบอกได้ว่า เพราะเขามีแรงจูงใจเช่นนั้น เขามีความต้องการเช่นนั้น

 ความเข้าใจเรื่องแรงจูงใจ ช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมคนหลายๆคนทำอะไรที่แตกต่างกันในสถานการณ์เดียวกัน เช่น เด็กบางคนไม่ค่อยตั้งใจเรียนหนังสือ เพราะแน่ใจว่าเงินจำนวนนับสิบๆล้านบาทของพ่อแม่จะช่วยให้เขาไม่อดตายแน่ในชาตินี้ ถึงจะไม่ตั้งใจเรียนอย่างไรก็ตาม หรือถ้าเขาตั้งใจเรียนไปก็เท่านั้นเอง ส่วนเด็กอีกคนหนึ่ง ที่ต้องการเรียนเพื่อความก้าวหน้าในอนาคตของตนเพราะพ่อแม่มีฐานะยากจน ที่จริงเด็กทั้งสองคนอาจจะมีความสามารถในการเรียนพอๆกัน แต่เพราะแรงจูงใจที่มีต่างกัน ทำให้คนทั้งสองมีพฤติกรรมการเรียนแตกต่างกัน ตรงนีขอย้ำว่า ความสามรถที่จะแสดงพฤติกรรมนั้นไม่เหมือนกับการแสดงพฤติกรรมออกมา เพราะพฤติกรรมที่แสดงออกมา ถ้าหากขาดแรงจูงใจก็อาจจะเป็นเพียงพื้นผิวของพฤติกรรมเท่านั้น เด็กที่ขาดแรงจูงใจในการเรียนหนังสือคงเรียนหนังสือได้เพียงแกนๆเท่านั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาเรียนไม่เก่งหรือเรียนไม่ได้

    สิ่งล่อใจ : เป้าหมายที่คนต้องการคือสิ่งล่อใจ เช่นเด็กที่อยากได้คะแนนดีๆ คะแนนก็จะเป็นเป้าหมาย เป็นสิ่งล่อใจเขา  ทำให้เขาหมั่นเพียรเรียนหนังสือ เมื่อไรก็ตามที่เราบรรลุเป้าหมายแล้วหรือได้สิ่งล่อใจมาแล้ว เราก็มักจะหมดแรงจูงใจ เช่น พอสอบได้คะแนนแล้วก็เลิกเรียน หรือเมื่อได้ดื่มน้ำเย็นๆสักแก้วแล้วก็หมดความกระหาย เราอาจคิดว่า สิ่งล่อใจก็เหมือนกับรางวัลก็ได้ เพียงแต่เราใช้คำว่าสิ่งล่อใจเกินความหมายทั่วๆไปหมายถึงเป้าหมายที่คนต้องการ
 
  สิ่งเร้าได้เปลี่ยนความต้องการของเรา
 
  นักจิตวิทยาได้ค้นหาว่า คนมีแรงจูงใจที่จะโต้ตอบกับประสบการณ์นานาชนิด หมายความว่า คนมีความต้องการให้มีการกระตุ้นในระดับหนึ่งที่พอสมควร ถ้าในสิ่งเร้ามากระตุ้นเราต่ำกว่าที่ควร เราก็ต้องพยายามหาทางเพิ่ม เพราะฉนั้นคนบางคนมีระดับความต้องการกระตุ้นสูง เมื่อให้อยู่กับที่เฉยๆจึงเกิดความเบื่อหน่าย เซ็งขึ้นมา ต้องไปหาอะไรแปลกๆใหม่ๆมาเปลี่ยนบรรยากศเสียบ้าง หากจะพูดในอีกแง่หนึ่งก็คือ คนและสัตว์ต้องการที่จะตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของตน คนมีความปราถนาที่จะรู้
 
 เมื่อเวลาใช้ชีวิตประจำวัน เราอาจจะไม่รู้สึกตัวว่าเรามีความต้องการอันนี้อยู่ เพราะสิ่งแวดล้อมมีอะไรแปลกๆใหม่ๆอยู่เสมอ จนเราไม่รู้สึกขาด นักจิตวิทยาจึงทำการทดลองลดสิ่งกระตุ้นในสิ่งแวดล้อม โดยการจ้างนักศึกษาไปนอนโดยปิดตาปิดหู สวมเสื้อผ้าไม่ให้สัมผัสกับโลกภายนอก ทำให้ไม่กลิ่น ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้สัมผัสกับอะไรเลย ผู้ถูกทดลองอาจพบว่าตนเองไม่อาจจะทนต่อสภาพที่ไร้สิ่งเร้าเช่นนั้นได้ ส่วนมากจะทนได้ประมาณ ๒ วันเท่านั้นก็เบื่อแล้ว เริ่มมีอาการกระสับกระส่ายและรายงานว่าเกิดภาพหลอน ความจำเริ่มแตกแยก เริ่มได้ยินได้เห็นของที่ไม่มีตัวตน งานวิจัยชิ้นนี้จะช่วยให้เราเข้าใจการเกิดอาการประสาทหลอนได้
 
 และในทางตรงกันข้าม ถ้าสิ่งเร้าในสิ่งแวดล้อมมีมากเกินไป คนก็ต้องพยายามหาบรรยากาศที่ลดสิ่งเร้าลงบ้าง เช่น คนบางคนจะแอบไปหาห้องเงียบๆเพื่อหนีบรรยากาศที่พลุกพล่าน และยังมีข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งคือ คนจะพยายามหาสิ่งเร้าที่มีความซับซ้อนมากกว่าที่เขาคุ้นเคยอยู่ แต่ถ้าสิ่งเร้านั้นซับซ้อนยุ่งยากมากเกินไปก็จะพยายามหลีกหนีเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้คนจึงชอบแต่เล่นเกมส์ปริศนาอักษรไขว้แต่ถ้าเล่นแล้วเห็ยว่าเกมส์นั้นยากเกินไปคนก็จะเลิก แม้แต่เรื่องตลกก็จะมีระดับความยากได้ระดับหนึ่งเหมือนกัน เรื่องตลกที่ยุ่งยากซับซ้อนนิดๆหน่อยๆเราก็พอใจ แต่ถ้าสลับซับซ้อนมาก เราก็จะรู้สึกว่าฝืดหัวเราะไม่ออก หรือถ้าเป็นตลกง่ายๆแบบเด็กๆเราก็ไม่ขำอีกเช่นกัน
 
 คนแสวงหาความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และนี่ก็เป็นส่วนสำคัญในเรื่องการรับรู้ ในการทดสอบเอาหนูว่างบน T-maze ( ทางเดินรูปตัว T ) ถ้าเริ่มแรกหนูเริ่มต้นเลี้ยวซ้ายและวิ่งไปจนสุดทาง แล้วเราจับมันมาวางบนทางแยกใหม่ คราวใหม่นี้มันจะเลี้ยวขวา เราจะพบปรากฏการณ์นี้บ่อยๆในเด็กทารกที่พยายามแสวงหาและสำรวจสิ่งเร้าใหม่ๆเด็กๆซื้อของเล่นก็เพราะแบบนี้ เวลาเด็กร้องให้แล้วเราเอาของเล่นแปลกๆ เช่น เอาของเล่นที่มีเสียงแปลกๆไปให้ดู เด็กจะเลิกร้องไห้และหันมาสนใจของใหม่ หรือถ้าเราจับเด็กไปใว้ในกองของเล่นอันเก่าๆของเขาที่มีของเล่นอันใหม่ปนอยู่ด้วยอันหนึ่งเขาจะเล่นอันใหม่ทันที แรงจูงใจเช่นนี้จะมีติดตัวมาแต่กำเนิด หรือมาเรียนรู้เอาภายหลังเรายังไม่อาจบอกได้แน่ชัดลงไป เพราะแม่แต่ในหมู่นักจิตวิทยาก็ยังถกเถียงกันอยู่
 
 ในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแรงจูงใจนั้น เราอยากจะรู้ว่าอะไรเป็นแรงจูงใจผลักดันให้คนแสดงพฤติกรรมเช่นนั้น หรือแรงจูงใจมากน้อนเท่าใดจึงจะทำให้พฤติกรรมที่แสดงอยู่นั้นยาวนานอยู่ได้ ประโยคที่เราถามว่า "นี่เกิดขึ้นมาได้อย่างไรนะ" หรือประโยคอื่นๆที่ต้องการคำตอบในทำนองนี้ คือคำถามที่เราต้องการคำตอบในเรื่องแรงจูงใจนั้นเอง เวลาที่เราทำกิจกรรมโดยมีแรงกระตุ้นจะทำให้เราอยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะทำพฤติกรรม มากกว่าสภาพที่ไรแรงกระต้นใจ เช่นเวลาที่นักเรียนไปเรียนหนังสือทุกๆวันส่วนมากมักจะไม่มีแรงจูงใจที่จะดูหนังสืออย่างหนักทุกวันแต่วันใหนมีการสอบ การสอบก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้พร้อมที่จะดูหนังสือมากกว่าปกติ
 
 การเห็นแบบอย่างเป็นแรงกระตุ้นใจที่ดี และนี้สามารถใช้อธิบายเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันได้มากมาย ผลสะท้อนในแง่ที่เป็นเยี่ยงอย่างมีมากดังเช่นปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่า "เชือดไก่ให้ลิงดู" สำหรับพฤติกรรมที่ยาวนาน พฤติกรรมที่รุนแรงเข้มข้น พฤติกรรมที่มีการเสี่ยงสูง พฤติกรรมเหล่านั้นย่อมมีแรงจูงใจทั้งนั้น เมื่อเราเติบโตขึ้นมา เช่น บางทีเรากระหายน้ำ แต่เราไม่ต้องการกินเพียงน้ำเปล่าธรรมดา ผู้หญิงบางคนอาจต้องการโอเลี้ยงสักแก้ว แต่คอทองแดงบางคนอาจต้องการเบียร์เย็นๆสักแก้ว ส่วนวิธีการตอบสนอง ก็ถูกพัฒนาขึ้นมาให้มีลวดลายลูกเล่นต่างๆมากมายและเวลาที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ ความคับข้องใจที่เกิดขึ้น เนื่องจากความไม่สามารถไปให้ถึงความต้องการก็ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเช่นกัน
 
 พฤติกรรมที่ถูกกระตุ้นมาก ก็ยิ่งมีความพร้อมมากการกระตุ้นทางอารมณ์และการกระตุ้นด้วยเหตุผลมีผลต่อความพร้อมแตกต่างกัน การกระตุ้นทางอารมณ์ช่วยให้พฤติกรรมนั้นรุนแรงเข้มข้น แต่มีลักษณะชั่งระยะเวลาสั้นๆ ส่วนการกระตุ้นทางเหตุผลมีลักษณะให้การแสดงพฤติกรรมอันยาวนานคงทนต่อเวลาแต่การแสดงพฤติกรรมอาจไม่รุนแรง

หน้าเว็บย่อย (1): การแสดงพฤติกรรม
Comments