ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม

  ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม
   (Moral Development) : Kolberg

   จริยธรรมเป็นสิ่งที่สังคมกำหนดขึ้นมาว่า อยากจะให้สมาชิกของสังคม มีพฤษติกรรมที่สังคมนิยมชมชอบอยู่ในตัว และลักษณะใดที่สังคมไม่นิยมก็ไม่อยากให้สมาชิกมีอยู่ในตัว

 จริยธรรมแบ่งได้เป็น ๔ ด้านคือ

   (๑) ความรู้เชิงจริยธรรม หมายถึง ความรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่วภายในสังคมของตน แต่ความรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่วนี้ยังเป็นข้อสรุปว่า คนจะต้องทำตามที่ตนเองรู้เสมอไปเช่นรู้ว่าคอรัปชั่นเป็นสิ่งเลว ก็ไม่แน่ว่าจะไม่คอรัปชั่น

   (๒) ทัศนคติเชิงจริยธรรม คือ ความรู้สึก ของบุคคลที่มีต่อสิ่งถูกสิ่งผิดในสังคมว่า ชอบหรือไม่ชอบ ทัศนคติมีลักษณะจูงใจให้คนทำพฤติกรรมตามทัศนคติค่อนข้างมาก

   (๓) เหตุผลเชิงจริยธรรม หมายถึง การใช้เหตุผลที่บุคคลใช้เลือกที่จะทำ หรือไม่เลือกที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ถ้าเด็กคนจนต้องขโมยเงินมาซื้อยาให้แม่ที่เจ็บป่วยอยู่เด็กจะให้เหตุผลว่าเขาทำอย่างนั้นถูกแล้วเพราะเขาต้องมีความกตัญญู จริยธรรมเรื่องความซื่อสัตย์ต้องเป็นรองเพราะเขาเป็นคนจน

   (๔) พฤติกรรมเชิงจริยธรรม เป็น พฤติกรรม ที่คนแสดงออกมาตามที่สังคมนิยมชื่นชอบ หรืองดเว้นการแสดงพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนกฏเกณฑ์ของสังคม เช่นการให้ทาน นอกจากนั้น ยังหมายถึงพฤติกรรมที่แสดงออกในสภาพการณ์ที่ยั่วยุ เช่น ถ้ามีคนมาให้สินบนข้าราชการเขาจะรับหรือไม่

  เปียเจท์ และ โคลเบิร์ก เชื่อว่าพัฒนาการทางสติปัญญาและอารมณ์เป็นรากฐานของพัฒนาการทางจริยธรรมหมายความว่า บุคคลจะพัฒนาจริยธรรมได้มากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับว่าเขามีความเข้าใจมากน้อยเพียงไร ซึ่งหมายความว่าจริยธรรมของเด็กจะเจริญขึ้นตามความเจริญของสติปัญญา

  โคลเบิร์ก ได้ทำการวิเคราะห์เหตุผลเชิงจริยธรรม โดยทำการวิเคราะห์คำตอบของเยาวชนอเมริกันอายุ ๑๐-๑๖ปี และแบ่งประเภทเหตุผลเชิงจริยธรรมใว้ ๖ ประเภทคือ

  ระดับที่ ๑ ขึ้นก่อนกฏเกณฑ์ หมาถึงการตัดสินใจเลือกกระทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะเกิดแก่ผู้อื่น นั้นนี้จะแยกเป็น ๒ ระยะคือ

      ๑.๑ มีลักษณะที่จะหลบหลีกมิให้ตนเองถูกลงโทษทางกาย เพราะกลัวความเจ็บปวดที่จะได้รับและยอมทำตามคำสั่งของผู้ใหญ่เพราะเป็นผู้มีอำนาจทางกายเหนือตน

      ๑.๒ มีลักษณะเลือกการกระทำ ในสิ่งที่จะนำความพอใจมาให้ตนเท่านั้น เริ่มรู้จักการแลกเปลี่ยนกันแบบเด็กๆคือเขาทำมา ฉันต้องทำไป เขาให้ฉัน ฉัก็ให้เขาดังนี้เป็นต้น

   ระดับที่ ๒ ระดับตามกฏเกณฑ์ หมายถึงการทำตามกฏเกณฑ์ของกลุ่มย่อยๆของตน หรือทำตามกฏหมายและศาสนา บุคคลที่มีจริยธรรมในระดับ ๒ นี้ยังต้องการการควบคุมจากภายนอก แต่มีความสามารถในการเอาใจเขามาใส่ใจเรา และมีความสามารถที่จะแสดงบทบาททางสังคมได้ ขั้นนี้แบ่งเป็น ๒ ขั้นย่อยคือ

       ๒.๑ บุคคลยังไม่เป็นตัวของตัวเองเลยชอบคล้อยตามการชักจูงของผู้อื่นโดยเฉพาะเพื่อน

       ๒.๒ บุคคลที่มีความรู้บทบาทหน้าที่ของตนในฐานะที่เป็นหน่วยหนึ่งในสังคมของตน จึงถือว่าตนมีหน้าที่ทำตามกฏเกณฑ์ต่างๆที่สังคมของตนกำหนดหรือคาดหมาย

   ระดับที่ ๓ ระดับเหนือกฏเกณฑ์ หมายถึงการตัดสินข้อขัดแย้งต่างๆด้วยการนำมาคิดตรึกตรองชั่งใจโดยตนเองแล้วตัดสินใจไปตามแต่ว่า จะเห็นความสำคัญของสิ่งใดมากกว่ากัน แบ่งเป็น ๒ ขั้นย่อยเช่นกันคือ

        ๓.๑ มีลักษณะเห็นความสำคัญของคนหมู่มาก ไม่ทำตนให้ขัดต่อสิทธิอันพึงมีพึงได้ของผู้อื่น สามารถควบคุมบังคับจิตใจตนเองได้

        ๓.๒ เป็นขั้นสูงสุด มีลักษณะแสดงทั้งการมีความรู้สากลนอกเหนื่อจากกฏเกณฑ์ในสังคมของตน
 และมีการยืดหยุ่นทางจริยธรรม เพื่อจุดมุ่งหมายในบั้นปลายอันเป็นอุดมคติที่ยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ยังมีหลักประจำใจซึ่งตรงกับหลักในพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า " หิริ - โอตตัปปะ "ด้วย
 ตารางแสดงขั้นพัฒนาการทางจริยธรรมของ โคลเบิร์ก
 
  ขั้นการให้เหตุผลเชิงจริยธรรม                                     ระดับของจริยธรรม
 ขั้นที่ ๑  หลักการหลบหลีก การลงโทษ  (๒-๗ ปี)           (๑) ระดับก่อนเกณฑ์( ๒-๑๐ ปี )
 ขั้นที่ ๒  หลักเกณฑ์การแสวงหารางวัล   ( ๗-๑๐ ปี ) 
 ขั้นที่ ๓  หลักการทำตามที่ผู้อื่นเห็นชอบ (๑๐-๑๓ ปี)       (๒) ระดับทางกฏเกณฑ์ (๑๐-๑๖ ปี)
 ขั้นที่ ๔ หลักการทำตามหน้าที่ทางสังคม  (๑๓-๑๖ ปี)
 ขั้นที่ ๕ หลักการทำตามคำมั่นสัญญา (๑๖ ปีขึ้นไป) 
 ขั้นที่ ๖ หลักการยึดอุดมคติสากล ( ผู้ใหญ่ )                  (๓) ระดับเหนือกฏเกณฑ์
 

   บ่อเกิดของเหตุผลเชิงจริยธรรมได้มาจากการพัฒนาการทางความคิด
 
ในขณะที่เด็กได้มีโอกาสติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น การได้เข้ากลุ่มทางสังคมประเภทต่างๆจะช่วยให้ผู้ที่มีความสามรถได้เรียนรู้บทบาทของตนเองและของผู้อื่น อันจะช่วยให้เขาพัฒนาทางจริยธรรมในขั้นสูงขึ้นไปได้รวดเร็ว โคลเบิร์ก เชื่อว่า การพัฒนาทางจริยธรรมนั้นมิใช่การรับความรู้จากการพร่ำสอนของผู้อื่นโดยตรง แต่เป็นการผสมผสานระหว่างความรู้เกี่ยวกับบทบาทของผู้อื่นด้วย รวมทั้งข้อเรียกร้องและกฏเกณฑ์ของกลุ่มต่างๆที่อาจจะขัดแย้งกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ผลักดันให้บุคคลพัฒนาไปตามขั้นตอน ในทิศทางเดียวกันเสมอ ไม่ว่าบุคคลจะอยู่ในกลุ่มใดหรือสังคมใดก็ตาม
 
  ส่วนการพัฒนาการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมนั้น โคลเบิร์ก เชื่อว่าเป็นไปตามนั้น จากขั้นที่หนึ่งผ่านแต่ละขั้นไปจนถึงขั้นที่หก บคคลจะพัฒนาข้ามขั้นไม่ได้(หรือได้ ๒ ขั้นเช่นเงินเดือนข้าราชการก็ไม่ได้) เพราะการใช้เหตุผลในขั้นสูงขึ้นไป จะเกิดขึ้นได้ด้วยการมีความสามารถในการใช้เหตุผลในขั้นที่ต่ำกว่าอยู่ก่อนแล้ว และต่อมาบุคคลได้รับประสบการณ์ทางสังคมใหม่ๆ หรือสามารถเข้าใจความหมายของประสบการณ์เก่าๆได้ดีขึ้น จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและเหตุผล ทำให้การใช้เหตุผลในขั้นที่สูงต่อไปมีมากขึ้นเป็นลำดับ ส่วนเหตุผลในขั้นที่ต่ำกว่าก็จะถูกใช้น้อยลงทุกทีจนถูกทิ้งไปในที่สุด นอกจากนั้นมนุษย์ทุกคนก็ไม่จำเป็นต้องพัฒนาทางจริยธรรม ไปถึงขั้นสุดท้ายแต่อาจจะหยุดชะงักที่ขั้นใดขั้นหนึ่งที่ต่ำกว่าได้ โคลเบิร์กพบว่าผู้ใหญ่ส่วนมากจะพัฒนาการถึงขั้นที่ ๔ เท่านั้น
 
 ผลการวิจัยเรื่อง " จริยธรรมของเยาวชนไทย " ของ ดวงเดือน พันชุมนาวิน และเพ็ญแข ประจนปัจจนึก ในปี ๒๕๑๘  ตามทฤษฎีของ โคลเบิร์ก โดยมุ่งหา
 ก) บ่อเกิด และพัฒนาการทางจริยธรรมของเยาวชนไทย ว่าในวิธีการอบรมเลี้ยงดูแบบต่าง ๔ แบบคือ แบบรัก แบบควบคุม แบบใช้เหตุผล และแบบลงโทษทางกายและจิตใจ จะทำให้มีจริยธรรมเป็นอย่างไร
 ข) ศึกษาสาเหตุและผลของพฤติกรรมชื่อสัตย์ ผู้วิจัยได้ใช้วัยรุ่นชายเป็นกลุ่มตัวอย่างและได้พบผลดังต่อไปนี้
 
 ๑) ลักษณะการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม และลักษณะมุ่งอนาคต(การหวังผลระยะยาวมากกว่าระยะสั้น) ควรปลูกฝังบุคคลจะมีอายุ ๑๐ ปี
    ทั้งนี้เพราะเมื่อเริ่มเข้าวัยรุ่นลักษณะทางจริยธรรมทั้ง ๒ อย่างนี้จะเริ่มคงที่
 ๒) ลักษณะมุ่งอนาคต จะมีสูงเฉพาะตอนวัยรุ่นในตอนต้น พอย่างเข้าวัยรุ่นตอนปลายเด็กมักจะเห็นสิบเบี้ยใกล้มือดีกว่าคว้าเอาใว้ก่อน
 ๓) แบบของการอบรมเลี้ยงดูชนิดรักมากใช้เหตุผลมากมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการทางจริยธรรม
 ๔) ไม่ว่าเด็กจะได้รับการปลูกฝังจริยธรรมมากน้อยเพียงไร แต่ถ้าเด็กวัยรุ่นมาตกอยู่ในสถานการณ์ยั่วยุให้โกงสถานการนี้จะมีอิทธิพล
     ต่อเด็กมาก เช่น
  สภาวะที่มีการตกรางวัลทันที(ถ้าโกง)และไม่มีตัวแบบอย่างที่ดีให้เห็น วัยรุ่นทั้งพวกจริยธรรมสูงและต่ำจำนวนกว่าครึ่งได้โกง แต่ถ้ามีการชลอรางวัลบ้าง พวกมีจริยธรรมสูงจะซื่อสัตย์มากขึ้น และถ้ามีตัวแบบพวกนี้จะโกงน้อยลงจนเห็นได้ชัด  ตัวแบบที่ไม่โกงเพราะละอายในตนเองจะดึงดูดให้วัยรุ่นทำตัวซื่อสัตย์ได้มากกว่า โดยเฉพาะพวกมีจริยธรรมสูง ส่วนตัวแบบที่ไม่โกงเพราะกลัวอับอายคนอื่น บางครั้งไร้ประสิทธิภาพพอๆกับการไม่มีตัวแบบ
 การประยุกต์ใช้ : ในปัจจุบันการฝึกอบรมทางจริยธรรมที่กระทำในโรงเรียน ในวัด สถานสงเคราะห์หรือสถานกักกันต่างๆนั้นถ้าเป็นการให้ความรู้เชิงจริยธรรมเพียงประการเดียว ก็จะทำให้การฝึกอบรมนั้นแทบจะไร้ประโยชน์เพราะความรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกนั้น ส่วนมากบุคคลย่อมทราบอยู่อย่างเดียว แต่มีความรู้ว่าคุณธรรมต่างๆจะมีคุณแต่ผู้ประพฤติและเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างไรบ้างนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องปลูกฝัง และการปลูกฝังแต่ทัศนคติเชิงจริยธรรมแต่เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่รับประกันว่าจะช่วยยกระดับจิตใจของผู้คนได้อย่างเต็มที่ เพราะในการฝึกอบรมนั้นจะต้องประกอบไปด้วยการฝึกใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมในขั้นสูงขึ้นไป และฝึกการบังคับใจตัวเองให้อดได้รอได้ไปพร้อมกันด้วย (เช่น ยังไม่ควรพอใจว่าเด็กๆไม่ทำชั่วก็พอใจแล้ว ต้องรู้ด้วยว่าเขาไม่ทำชั่วเพราะเหตุผลอะไร)
 
Comments