บายศรี

ตามตำรับ  เรียนรู้  ไหว้ครูก่อน                  ขอยอกร  ประนม  ก้มเกศา

ต่างดอกไม้  ธูปเทียน  และมาลา               ที่เรียนมา  จนจบ  ครบทุกองค์

ไหว้บรมครู  ไตรรัตน์  ผู้ปกเกศ                 คือพระพุทธ  พระธรรม  และพระสงฆ์

ไหว้บิดา  มารดา  จิตรจำนง                     ไหว้คุณครู  ทุกตน  ที่สอนมา

ไหว้บรมครู  บายศรี  ที่ศักดิ์สิทธิ์                       ทั่วทุกทิศ  ที่เมตตา  มาสั่งสอน

น้อมครูแก่  ครูเฒ่า  ตามคำวอน                 ช่วยสั่งสอน  การประดิษฐ์  นิมิตองค์

ไหว้เทวา  เทวี  นารีเทพ                         ขอยอกร  ขึ้นเกศ  ทั่วทิศา

ท่านประสิทธิ  สรรพะ  วิทยา                    ร้อยมาลา  ประดับดวง  พวงจงกล

ขอท่านจง  รับพาน  บูชาครู                     ธูปเทียนอยู่  ดอกไม้มี  ไม่ขัดสน

ทั้งหมากพลู  ยาสูบ  จัดบรรจง                  ไหว้คุณครู  ทุกองค์  ที่บูชา...

 

เมื่อพูดถึง บายศรีเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่จะรู้จักและคุ้นเคยเพราะพบเห็นบ่อยในพิธีกรรมต่างๆ แทบทุกภาคของไทย เช่น การทำขวัญคน การทำขวัญข้าว การบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การไหว้ครูนาฏศิลป์ดนตรี และพิธีสมโภชพระพุทธรูป เป็นต้น ซึ่งพิธีกรรมเหล่านี้ล้วนต้องใช้บายศรีเป็นเครื่องประกอบทั้งสิ้น

 

          พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ.2542 ได้ให้ความหมายของคำว่า บายศรีว่าหมายถึงเครื่องเชิญขวัญหรือรับขวัญ ทำด้วยใบตองรูปคล้ายกระทงเป็นชั้นๆ มีขนาดใหญ่เล็กสอบขึ้นไปตามลำดับ เป็น 3 ชั้น 5 ชั้น 7 ชั้น หรือ 9 ชั้น มีเสาปักตรงกลางเป็นแกน มีเครื่องสังเวยอยู่ในบายศรีและมีไข่ขวัญเสียบอยู่บนยอดบายศรี  คำว่า บายศรีเกิดจากคำสองคำรวมกันคือ บายเป็นภาษาเขมรแปลว่า ข้าวและคำว่า ศรีเป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า มิ่งขวัญ สิริมงคลรวมความแล้ว บายศรีก็คือ ข้าวขวัญหรือข้าวที่มีสิริมงคล เราจึงพบว่า  ตัวบายศรีมักมีข้าวสุกเป็นส่วนประกอบและมักขาดไม่ได้ แต่โดยทั่วไปเราจะหมายถึง ภาชนะที่จัดตกแต่งให้สวยงามเป็นพิเศษด้วยใบตองทำเป็นกระทง หรือใช้พานเงินพานทองตกแต่งด้วยดอกไม้เพื่อเป็นสำรับใส่อาหารคาวหวานในพิธีสังเวยบูชาและพิธีทำขวัญต่างๆ

 

การประดิษฐ์บายศรีในการทำพิธีบวงสรวงบูชา นั้นสามารถที่จะจำแนกความหมายตามลักษณะของบายศรีแต่ละองค์ ซึ่งที่กล่าวมานั้นในการประดิษฐ์บายศรีเพื่อความเป็นมงคลอันประเสริฐนั้นต้องประกอบด้วยความหมาย พอที่เป็นสังเขปได้ดังนี้

ความหมาย ดังต่อไปนี้

 

-      กรวยที่ตั้งอยู่กึ่งกลาง หมายความเขาพระสุเมรุ ยอดเบื้องบนถึงพุทธภูมิ แดนพระนิพพาน

-      ดอกบัวบนยอด คือความรู้ความเบิกบาน การรู้แล้วซึ่งปัญญาอันประเสริฐ

-      ไข่บนยอดบายศรี หมายคือโลกมนุษย์ การก่อกำเนิด ของสรรพสัตว์และมนุษย์

-      แมงดา หมายถึงเหล่าเทวดาที่ล้อมรอบอยู่ตามขุนเขาทั้งหลายที่อยู่ล้อมรอบเขาสุเมรุ

-      บายศรีมี 3 นิ้ว ให้หมายความว่า การบูชาพระรัตนตรัย

-      บายศรีมี 5 นิ้ว ให้ความหมายว่า บูชาคุณทั้งห้า อันมีเช่น พระรัตนตรัยและบิดามาดา ครูบาอาจารย์ อีกหนึ่งความหมายคือ ศีลทั้งห้าที่พุทธศาสนิกชนนั้นรักษา อีกหมายว่า ภูเขาทั้งหน้าที่รอบล้อมเขาพระสุเมรุ และหมายถึง ขันธ์ 5 การเกิดมาเป็นมนุษย์ ด้วยขันธ์ทั้งห้า

-      บายศรีมี 7 นิ้ว ให้ความหมายว่า อภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ การหล่อหลอมกำเนิดเกิดเป็นสรรพสัตว์และมนุษย์ทั้งชายหญิง และดวงดาวทั้ง 7

-      บายศรีมี 9 นิ้ว ให้หมายความว่า พระธรรมอันเป็น นวโลกุตระธรรม มรรค 4 ผล 4 นิพาน1 และหมายถึงดารานพเคราะห์ทั้ง 9

-      บายศรีมี 10 นิ้ว (อันเด่นยอด) อันความหมายว่าพระธรรมถึงพระนิพพานมีพระปริยัติเป็นปริโยสาร

-      บายศรีมี 12 นิ้ว หมายความว่า จักรราศีทั้ง12 นักษัตรทั้ง12 ที่สรรพสัตว์ได้กำเนิดมา คุณพระมารดา 12 และคุณแห่งพระแม่คงคา

-      บายศรีมี 14 นิ้ว หมายโดยว่า ชั้นบาดาลทั้ง 14 อันรวมถึงเมืองลับแลด้วย และยังหมายถึง กำลังแห่งพระสงฆ์ 14

-      บายศรีมี 15 นิ้ว หมายความว่า 15 ชั้นดิน (ตามไตรภูมิของเหล่าเทพเจ้าที่อยู่บนและใต้แผ่นดิน)

-      บายศรีมี 16 นิ้ว หมายความว่า 16 ชั้นฟ้า (ตามไตรภูมิของเทพเจ้าเป็น รูปภูมิ ที่ลอยในอากาศ)

-      บายศรีมี 19 นิ้ว ให้หมายถึง พรหมภูมิทั้ง 19 ไม่รวมอรูปพรหมบนสุด คือว่างเปล่า และหมายถึงคุณพระแม่โพสพ 19

-      บายศรีมี 20 นิ้วรวมยอดสุด ให้ความหมายว่า พรหมมีรูปภูมิ 16 ชั้น อรูปภูมิ 4 ชั้น และนับเหลือ 19 ไม่รวมยอด เพราะยอดคือพรหมโลกที่ไร้รูป รส กลิ่น เสียง และแสง อันคือความบริสุทธิ์

-      บายศรีที่มี 21 นิ้ว ให้ความหมายไว้ว่า พระธรณีมีกำลัง 21 และคุณแห่งบิดา

-      บายศรีมี 32 นิ้ว ให้หมายถึง อาการ 32 ที่มนุษย์เกิดมาครบถ้วน

-      บายศรีมี 36 นิ้ว ให้ความหมายว่า ภูมิเทวโลก และมนุษย์ และยมโลก ร่วมกัน 36 ภูมิ

-      บายศรีมี 38 นิ้ว ให้ความหมายคือ พระธรรมคัมภีร์ 38

-      บายศรีมี 56 หมายถึง คุณแห่งพระพุทธเจ้า 56

 

ดังนั้นการทำบายศรีหรือคิดประดิษฐ์นั้นต้องมีความหมายในการบูชา ว่าสิ่งที่เราบูชานั้นคือสิ่งใดบ้าง เพื่อประกอบเป็นองค์บายศรี และในความหมายของการทำบายศรีอาจจะมีที่มาแตกต่างกันออกไป อาทิเช่น

-      การบูชารอยพระพุทธบาท เช่นการลอยกระทง ลอยประทีป

-      การนำเอาใบตองตานี ซึ่งโบราณมีตำนานว่า นางตานี คือเทพนารี ที่ต้องคำสาปผิดกฎแห่งสวรรค์ จึงเป็นต้นกล้วยตานี เมื่อใดมีมนุษย์นำใบกล้วยหรือต้นกล้วยทำการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถือได้ว่าเป็นการล้างคำสาปให้นางตานีไปจุติบนสรวงสวรรค์อีกครั้ง

-      ตำนานกาลล่วงคนใดที่เกิดลูกฝาแฝด (ทางอีสาน) ต้องทำการผูกกันเหมือนการแต่งงาน บายศรีที่ทำขึ้นจึงทำเป็นเพียงจำนวนคี่เท่านั้น เพราะถือว่า คี่อยู่ คู่จาก จึงเหมาะสำหรับทำเป็นบายศรีสู่ขวัญ

-      การทำบายศรีบวงสรวงบูชาคุณทำขึ้นตามความหมายข้างต้น และมักทำขึ้นเป็นคู่ๆ ให้หมายความถึง พุ่มไม้เงินทองทั้งสองข้าง บายศรีหลักที่ทำเป็นคู่หมายถึงหลักของการดำเนินชีวิตที่ต้องเดินด้วยเท้าขาทั้งสองข้าง และยังหมายถึงบิดามารดาทั้งสองที่คอยโอบอุ้มดูแลลูกหลาน เป็นต้น

 

บทความเหล่านี้เป็นข้ออ้างถึงการบวงสรวงบูชาระลึกถึงคุณทั้งผอง ต้องแต่ก่อกำเนิดจนเติบใหญ่ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ลูกหลาน ลูกศิษย์ แต่โบราณกาลที่ข้าพเจ้าได้ทำการศึกษามา และรวบรวมเอาไว้ให้ท่านที่ได้ทำการศึกษาเข้าใจ และเรียนรู้ที่มาของการทำบายศรี จึงหวังว่าคงเป็นประโยชน์ได้แก่ท่านผู้ที่มีความประสงค์ศึกษาที่มาของการทำบายศรี


การพับดอกบัว คลิกที่นี่
ความหมายของบายศรี
          บายศรีเป็นงานเครื่องสด ประเภทงานใบตอง เป็นการประดิษฐ์ใบตองเป็นนิ้ว หรือเป็นกาบ หรือเป็นเกร็ด เข้าตัวเป็นชั้น ๆ จัดลงในชาม หรือพาน หรือภาชนะอื่น ตกแต่งด้วยดอกไม้มงคลบายศรีเป็นของสูง เป็นสิ่งที่มีค่า สำหรับชาวไทยตั้งแต่โบราณ มาจนถึงบัดนี้นับแต่แรกเกิดจนเติบใหญ่เราจะจัดพิธีสังเวย และทำขวัญในวาระต่าง ๆ ซึ่งต้องมีบายศรีเป็นสิ่งสำคัญในพิธีนั้น ๆ มีผู้รู้ได้ให้ความหมายของบายศรีไว้ดังนี้ บายศรี พจนานุกรมฉบับราช บัณฑิตย สถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายไว้ว่า "เครื่องเชิญขวัญหรือรับขวัญ ทำด้วยใบตอง รูปคล้ายกระทงเป็นชั้น ๆ มีขนาดใหญ่เล็กสอบขึ้นไปตามลำดับ เป็น 3 ชั้น 5 ชั้น 7 ชั้น หรือ 9 ชั้น มีเสาปักตรงกลางเป็นแกน มีเครื่อง สังเวย วางอยู่ในบายศรี และมีไข่ขวัญเสียบอยู่บนยอดบายศรี บายศรีมีหลายอย่างเช่น บายศรีตอง บายศรีปากชาม บายศรีใหญ่ (บาย หมายถึง ข้าว + ศรี หมายถึง สิริ รวมความหมายถึง ข้าวอันเป็นสิริ หรือขวัญข้าว) บายศรี ราชบัณฑิตอธิบายว่า "ภาชนะที่จัดตกแต่งให้สวยงามพิเศษด้วยใบตอง และดอกไม้สด เพื่อเป็นสำรับใส่อาหารคาวหวานในพิธีสังเวยบูชา และพิธีทำขวัญต่าง ๆ " บายศรี ในภาษาถิ่นอีสานแปลความหมายเป็นดังนี้ บาย ภาษาถิ่นอีสาน แปลว่า จับต้อง สัมผัส ศรี เป็นคำมาจาก ภาษาสันสกฤตตรงกับ ภาษาบาลี ว่า สิริ แปลว่า มิ่งขวัญ คำว่า “ บายศรี ” ความหมายของชาวอีสาน แปลว่า ข้าวขวัญ หรือ สิ่งที่ น่าสัมผัสกับความดีงาม บายศรี ผู้รู้หลายท่านอธิบายว่ามาจากคำว่า "บาย" ในภาษาเขมร แปลว่า "ข้าว" ส่วนคำว่า "ศรี" หมายถึง มิ่ง สง่า ความเจริญ รวมกันแล้ว หมายถึง "โภชนาการอันเป็นมิ่งมงคล" ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า บายศรี หมายถึงภาชนะบรรจุอาหารที่เป็นมงคลเพื่อใช้ในพิธีกรรมที่เป็นมงคล โดยอาจประดิษฐ์ตกแต่งด้วยเครื่องสด เช่น ใบตอง ดอกไม้ จัดตกแต่งบนภาชนะรองเช่นพาน โตก วางเรียงเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป จำนวนชั้นขึ้นอยู่กับโอกาสการใช้งาน
นโบราณมีการเรียกพิธีสู่ขวัญ ว่า บาศรี เหตุที่เรียกว่า บาศรี เนื่องมาจากเป็นพิธีสำหรับ บุคคลชั้นเจ้านายผู้ใหญ่ทำกัน จึงมีคำว่า บา อยู่ด้วย “บา” ในภาษาโบราณอีสานใช้เป็นคำนำหน้าเรียกเจ้านาย เช่น บาท้าว บาบ่าว บาคราญ เป็นต้น ส่วนคำว่า ศรี หมายถึงผู้หญิงและสิ่งที่เป็นสิริมงคล บาศรี จึงหมายถึง การทำพิธีที่เป็นสิริมงคลแต่ปัจจุบันนี้ คำว่า บาศรี ไม่ค่อยนิยมเรียกกันแล้ว มักนิยมเรียกว่า บายศรี เป็นส่วนมาก

ประวัติความเป็นมาของพิธีบายศรีสู่ขวัญ
กล่าวกันว่าพิธีบายศรีสู่ขวัญมาพร้อมกับพราหมณ์ทมิฬชานอินเดียที่อพยพมาสู่สุวรรณภูมิ หนังสือเก่าที่พบซึ่งออกในสมัยพระเจ้าอู่ทองกล่าวไว้ว่า บายเป็นภาษาเขมรแปลว่าข้าว ข้าวอันเป็นสิริมงคล ข้าวขวัญ กล่าวคือข้าวที่หุงปรุงรสโอชาอย่างดีเหมาะสมที่จะเป็นเครื่องสังเวยให้เทวดาโปรด พิธีใดเป็นพิธีเทวดาโดยตรง หรือต้องการที่จะอัญเชิญเทวดามาเป็นประธาน ต้องหาของสังเวยที่ดีและมีสีสะดุดตา ชาวทมิฬจึงมีเคล็ดลับความเชื่อในข้าวที่ย้อมสีตามสีประจำองค์เทวดา รวมถึงใช้สีล่อเทวดาฝ่ายร้ายให้ไปรวมต่างหากไม่ให้มาทำอัปมงคลให้โทษแก่มณฑลพิธีและบุคคล ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยกับทมิฬได้มีความเป็นมาอย่างเดียวกัน เนื่องจากได้มีการถ่ายทอดวัฒนธรรมต่าง ๆแก่กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีบวงสรวงเทวดา มีขนมต้มขาว มะพร้าวอ่อน กล้วย ข้าวย้อมสี เช่นข้าวเหนียวดำ ข้าวเหนียวแดง ก็นำมาใช้ในพิธีไทยอย่างชัดเจน นอกจากนี้ภาชนะบายศรีตองเป็นกระทงที่สำหรับบรรจุอาหาร ภายหลังเอาพานซ้อนกันขึ้นไปแล้วเอาของตั้งบนปากพาน เมื่อมีการถ่ายทอดมาที่ประเทศไทย ซึ่งมีศิลปศาสตร์ที่เจริญขึ้น กระทงใบตองก็ถูกประดิดประดอยให้สวยงามเป็นกระทงเจิม ซึ่งประดับประดาตกแต่งที่ปากกระทงให้มีความงดงามมีกระจัง มียอดแหลมตามศิลปะแบบไทย ๆ

พิธีบายศรีสู่ขวัญหรือหลายท้องถิ่นในภาคอีสานจะเรียกว่าสู่ขวัญหรือสูดขวัญ ตามความเชื่อของคนไทยเชื่อกันว่าคนที่เกิดมามีขวัญประจำกายมีหน้าที่ในการพิทักษ์รักษา ขวัญเป็นเหมือนพี่เลี้ยงที่คอยดูแลประคับประคองชีวิต คอยเลี้ยงดู และติดตามไปทุกหนทุกแห่ง เป็นสิ่งไม่มีตัวตนคล้ายจิตหรือวิญญาณแฝงอยู่ในตัวคนและสัตว์ ซึ่งขวัญตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่าในร่างกายเรามี 2 สิ่งรวมกัน คือร่างกายและจิตใจหรือขวัญ

ขวัญ คือความรู้สึก ถ้าขวัญของผู้ใดอยู่กับตัว ผู้นั้นจะมีความสุขกายสบายใจเป็นปกติ แต่ถ้าขวัญของผู้ใดหลบลี้หนีหาย ผู้นั้นจะมีลักษณะอาการตรงกันข้าม

คนไทยจึงเชื่อว่าพิธีสู่ขวัญเป็นพิธีหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมเพิ่มพลังใจให้เข้มแข็ง เมื่อมีขวัญที่มั่นคง พลังใจที่เข้มแข็งดีแล้ว ย่อมส่งผลให้การประกอบภารกิจหน้าที่นั้น ๆ บรรลุผลสำเร็จได้ตามความมุ่งหมาย ซึ่งให้กำลังใจกันเมื่อมีความทุกข์ใจ หรือเสริมให้มีความสุขยิ่ง ๆขึ้นไปเมื่อมีความสุขความพอใจอยู่แล้วก็สามารถทำได้ การทำพิธีสู่ขวัญอาจทำได้ทั้งพิธีทางพระพุทธศาสนาและพิธีทางศาสนาพราหมณ์ ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมา

 
ความสำคัญของบายศรี

         บายศรีมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวไทยตั้งแต่เกิด งานพิธีที่นิยมจัดทำบายศรีขึ้นบูชา ได้แก่
          1. ในงานพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น การบวงสรวงเทพ เทวดา และดวงพระวิญญาณของบุรพมหากษัตริย์ การเปลี่ยนเครื่องทรงของพระแก้วมรกต พระราชพิธีสมโภชต่าง ๆ
          2. การทำขวัญต่าง ๆ เช่น ขวัญเดือน การตัดจุก โกนจุก การบวช การแต่งงาน การรับขวัญ ส่งขวัญ การทำขวัญเรือน การทำขวัญช้าง การทำขวัญนา การทำขวัญข้าว ฯลฯ
          3. การสังเวยพระภูมิเจ้าที่
          4. การยกเสาเอก
          5. การไหว้ครูต่าง ๆ เช่น ครูละคร ครูดนตรี ครูฟ้อนรำ ฯลฯ
          6. การบวงสรวงสังเวยเทวดาอารักษ์ในกรณีต่าง ๆ เช่น การแก้บน
          7. การฉลองพระพุทธรูปต่าง ๆ
          8. การสมโภชกรุง
          นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในพิธีต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในโอกาสพิเศษ เช่น ฉลองสิ่งต่าง ๆ ที่ได้มาใหม่ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ต้องทำพิธีรับให้เกิดสิริมงคลแก่ผู้ที่เป็นเจ้าของ ซึ่งในสมัยปัจจุบันได้มีการประยุกต์ทั้งรูปแบบ และการตกแต่งด้วยดอกไม้นานาชนิด ทำให้รูปแบบบายศรีมีความงดงาม อ่อนหวานมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึง ความเจริญด้านศิลปวัฒนธรรมของประชาชนคนไทย และสะท้อนให้เห็นถึงความงดงามของจิตใจผู้คนในสมัยนั้น ๆ ซึ่งสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะที่มองเห็นกันอยู่โดยทั่วไป

รูปแบบของบายศรี

          บายศรีมีหลายรูปแบบ มีวิธีการประดิษฐ์ที่แตกต่างกันออกไปถึงแม้จะเรียกชื่อเดียวกัน ก็ยังมีความแตกต่าง ในเรื่องของรูปแบบ รูปทรง จำนวนชั้นของบายศรี บายศรีบางอย่างมีรูปทรงหรือ รูปแบบการจัดวางที่เหมือนกัน ทุก ประการบางทีก็เรียกชื่อไม่เหมือนกัน แม้กระทั้งวัตถุประสงค์ การนำไปใช้ก็แตกต่างกันออกไปตามความเชื่อของท้องถิ่น นั้น ๆ ด้วย เนื่องจากบายศรีมีรูปแบบ ที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับแต่ละท้องถิ่นจะประดิษฐ์คิดค้น เพื่อประโยชน์การ ใช้งาน ที่แตกต่าง กันออกไป จึงขอยกบายศร ีที่นิยมประดิษฐ์และนิยมใช้ในพิธีหรืองานต่าง ๆ ที่พบเห็นมากและเป็นรูปแบบ รูปทรง ที่คล้ายคลึงกันทั้งจำนวนชั้น ของบายศรี การจัดวางลงภาชนะ ประโยชน์การใช้งาน มานำเสนอดังนี้

1. บายศรีปากชาม

2. บายศรีเทพ

3. บายศรีพหรม

4. บายศรีสู่ขวัญ

5. บายศรีต้น

ส่วนประกอบและการนับชั้นของบายศรี

         ในการทำบายศรีแต่ละตัวในแต่ละประเภท จะมีส่วนประกอบที่คล้ายกัน ดังนี้
          1. ตัวแม่ หรือตัวยอด
          2. ตัวรอง ตัวลูก นมสาว หรือนมแมว หรือเกร็ด
          3. ผ้านุ่ง

แสดงความคิดเห็น

http://users.smartgb.com/g/g.php?a=s&i=g18-58708-5a

หน้าเว็บย่อย (1): การพับดอกบัว
Comments