x01


17 /2 /2016
หวังว่าคงฝึกฝนตนเองไว้ดีแล้ว ในเรื่องปฏิบัติน่ะ...คงสอนคนอื่นได้ใช่ไหม.. หวังว่าคงรู้วิธีนะ ฝึกสอนให้คล่องๆ เผื่อจะได้เป็นที่พึ่งของคนอื่น หรือช่วยเหลือผู้อื่นได้ ( ตัวเองเอารอด หรือเอาไม่รอด... เก่งหรือไม่เก่ง ยกไว้... ) ฝึกสอนก็แล้วกัน เมื่อสอนตนเองได้ก็สอนผู้อื่นได้ ได้แค่ไหนเราก็พอใจแค่นั้น.. ยังมีลมหายใจก็สร้างบารมีไปเรื่อยๆก็แล้วกัน เจริญพร

กราบนมัสการขอบคุณนะคะหลวงพ่อ ที่เมตตาโยมและแม่ขนาดนี้ เรื่องของการปฏิบัติ โยมก็พยายามเพิ่มเวลาฝึกให้มากขึ้น และพยายามบังคับตัวเองให้ได้ ถึงแม้ความจริงจะยากมากก็ตาม เพราะเป็นคนไม่เอาไหน และสมาธิสั้น โยมทราบจุดอ่อนตรงนี้ของตัวเองดีคะ ก็ให้โอกาสตัวเองว่าถ้ายังพัฒนาตัวเองในฐานะของการแม่ชีที่ดีไม่ได้ ก็จะขอแม่สึก เพราะไม่อยากบาปคะถ้าทำไม่ได้ โยมก็ไม่อยากพูดว่าตัวเองจะทำได้ เพราะถ้าพูดแล้วทำไม่ได้ ก็เหมือนผิดคำสาบาน ถึงแม้จะไม่ได้สาบานก็ตามคะ ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเอ๋เจอปัญหามากมาย จนอยากยอมแพ้ เพราะไม่สามารถทำใจให้ข้ามอารมณ์ที่สับสน แก้ปัญหาจิตใจตัวเองไม่ได้ ทั้งๆที่ก็ทราบดีว่า อุปสรรคคือบททดสอบ ว่าจิตใจจะเข้มแข็งได้แค่ไหน ไม่พยายามโทษปัจจัยภายนอก แม้จิตใต้สำนึกจะคอยโทษก็ตามคะ ทำให้ทราบเลยว่าตนเองปฏิบัติได้ แค่เตรียมอนุบาลเองคะ เพราะเมื่อเครียดก็หยุดไม่ได้จริงๆคะ ยังอีกห่างไกลและต้ิงปฏิบัติอีกมาก และต้องวางระเบียบในการปฏิบัติให้มากกว่านี้อีกหลายเท่าตัวเลยคะ เพราะตั้งแต่โยมเข้าวัดมาก็มักจะช่วยงานในวัดเสียมาดกว่า ไม่ค่อยได่ปฏิบัติจริงจัง เพราะแม่เคยบอกว่าบารมีโยมน้อยต้องช่วยงานวัดไปก่อน ก็ช่วยมาหลายหน้าที่ตลอดระยะเวลาหลายปี ก็คิดในใจว่ามีบุญพอแล้ว เพราะการทำงาน ก็คือการปฏิบัติธรรมเหมือนกัน แต่มาถึงตอนนี้ทำให้ทราบเลยว่า โยมปฏิบัติสมถะน้อยเกินไป ไม่ค่อยมีสติ ไม่มีสมาธิ โยมเล่าให้หลวงพ่อฟังมากเกินไปหรือเปล่าคะ ยังไม่เข้าเรื่องเลย เริ่มดึกมากแล้วและคิดไม่ออก พรุ่งนี้หรือวันหลังขออนุญาติเขียนมาหาลพ.ใหม่ได้มั้ยคะ เพราะยังมีต่ออีกพอสมควรคะ ตอนแรกเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้หลายบรรทัดแล้วคะ แต่มือไปโดนปุ่มอื่นหายหมดเลยคะ เสียใจมาก พอเริ่มเขียนรอบที่สองก็มือไปโดนอีก หายหมดคะ ข้อความที่โยมส่งมานี้จึงเป็นรอบที่สามคะ คิดกลับไปกลับมาหลายรอบว่าจะเล่าให้หลวงพ่อฟังดีมั้ย เพราะเหมือนโยมพูดเพ้อเจ้อเลยคะ กราบนมัสการลาก่อนนะคะ และกราบขอบคุณลพ.นะคะ ที่ส่งเว็ปดีๆมาให้โยมได้หัดเรียนรู้สิ่งดีๆมีสาระทีประโยน์คะ

พิมพ์มาเถอะ จะได้เป็นประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย เอ๋จะพบวิธี และหนทาง โดยการพิมพ์นี้ได้เหมือนกัน เพราะพิมพ์ก็ต้องใช้สติ.. และสตินั้นก็ต้องใช้ตลอดทุกอิริยาบท ทุกกิจกรรม ตลอดเวลา ด้วยการกำหนดรู้ และพิจารณาไปในตัว... ไม่ต้องห่วงว่าได้มากได้น้อย ไม่ต้องสงสัย ....ทบทวน โดยเรียนรู้ มรรคแปด นั่นแหละ การปฎิบัติก็ปฏิบัติไปตามปริยัติ ปฏิบัติไปตามคำสอนของหลวงพ่อสนอง หลวงพ่อพุธ ฐานิโย และหลวงปู่หลวงพ่อรูปอื่นๆได้สอนไว้นั่นแหละ อย่าน้อยใจตนเอง อย่าโทษตนเอง เราก็ศึกษาไป ปฏิบัติไป เป็นแม่ชีดีแล้ว เป็นอย่างอื่นไม่เหมาะเลย เมื่อมีสติกำหนดรูู้ใจตนเอง ก็ไม่มีกังวล มีสุขตามอัตภาพ พอใจในสิ่งที่ตนมี เพราะกรรมเราทำมาอย่างนี้ การกำหนดรู้จิต รู้ใจ รู้ความคิดของตนเอง ก็คือการอยู่กับธรรมะ ก็คือการปฏิบัติธรรม ไม่ขึ้นกับกาลเวลา... ขอให้มีสติกำหนดรู้.... ตลอดเวลา
*******************************************
19/2/2016/01**.=j;jkกราบนมัสการขอบคุณหลวงพ่ออย่างยิ่งเลยคะ หลวงพ่อมีความเมตตาอันหาประมาณมิได้จริงๆคะ คำแนะนำหลวงพ่อโยมจะเอาประพฤติตามให้ได้คะ เมื่อวานโยมเล่าถึงความท้อแท้สิ้นหวังในชีวิต ความจริงมันเป็นอดีตที่เคยรู้สึกมาหลายปีจนถึงกลางปีที่แล้วที่ดูเหมือนโลกมืดมนไปหมด หาทางออกไม่ได้
 แต่มาตอนนี้อารมณ์เหล่านั้น ค่อยๆคลายไปเยอะแล้วคะ ที่คลายไปเพราะอะไรทราบมั้ยคะ เพราะได้เจอหลวงพ่อ..... และได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อ จนไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลยว่าเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ความฝัน เพราะในขณะที่ชีวิตมืดมน หันไปทางไหนก็เจอแต่กระแสข่าวลือไม่ดี
 เกี่ยวกับโยมและแม่ คนที่เข้าใจก็มีแต่ที่เชื่อตามข่าวและไม่เข้าใจก็เยอะ ขออภัยนะคะเริ่มฟุ้งอีกแล้ว แต่โยมเล่าอะไรแบบกระชับได้ใจความไม่ค่อยเป็น ต้องเล่าตั้งแต่ต้นจนจบไม่งั้นจะเล่าต่อให้จบไม่ได้คะ
โยมก็ไม่แน่ใจว่าหลวงพ่อทราบข่าวลือบ้างหรือเปล่า แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นเพราะ มาถึงจุดนี้ทำให้โยมเริ่มมองโลกในวัดในแง่บวกมากขึ้น จากที่เคยรู้สึกเหมือนคนทั่วไปว่าเข้าวัดปฏิบัติมาตั้งนานแต่ไม่เห็นชีวิตดีขึ้นสักที ทั้งๆที่ก็ทราบดีว่าเข้าวัดปฏิบัติห้ามหวังผลตอบแทน
 ทุกคนมาฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง แต่ความเมตตาของหลวงพ่อเป็นเหมือนทำให้มีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้งให้ฮึดสู้ต่อไปคะ เหมือนชีวิตในวัดไม่ได้สิ้นสุดเมื่อเจอปัญหา แต่มันจะกลายเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของโยมกับแม่อีกครั้ง
 เพราะแม่ทำงานในวัดมาตั้งแต่ปี 31 จนถึงกัน 58 ก็เพิ่งจะได้มีเวลาเป็นของตัวเองเหมือนปลดเกษียน กลับจากอินเดียพยายามหาที่สัปปายะเพื่อให้มีโอกาสภาวนามากขึ้น จนได้มาเขาใหญ่แม่รู้สึกชอบมาก จึงขอพระอยู่ ท่านก็ให้อยู่ที่อายะตนะถึงจะใกล้พังแม่ก็ยังอยากอยู่
โยมก็อดสงสารแม่ไม่ได้ ที่ไม่สามารถปลูกกุฏิให้แม่ได่อยู่สบาย อีกสิบปีก็ไม่ได้ใจว่าจะได้ปลูกหรือเปล่า อยู่มาเกือบสองเดือนถึงได้รับคำชวนจากหลวงพ่อสุนัน เหมือนสิ่งศักดิ์เทพยาดาทั้งหลาย หรือหลวงพ่อสนอง ส่งหลวงพ่อสุนันท์มาช่วยให้ความปราถนาของโยมและแม่เป็นจริง
ไม่ต้องคอยถึงสิบปี เหมือนโยมจะพูดโอเว่อร์ เกินไป แต่โยมไม่อายที่จะพูดเพราะโยมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆคะ โยมและแม่นึกถึงหลวงพ่อและครอบครัวทุกวันคะ ในขณะที่ชีวิตเหมือนจะมือมน แต่หลวงพ่อได้มอบแสงสว่างให้ กราบอนุโมทนาสาธุกับหลวงพ่อและครอบครัวอย่างจริงใจนะคะ
******************************
เมื่อกี้โยมอ่านข้อความของโยมที่เขียนให้แม่ฟัง แม่บอกว่าโยมฟุ้งซ่านไม่สงบ ดังนั้นถ้ามีประโยคไหนที่โยมพูดเหมือนบทละครมากเกินไป ต้องกราบขออภัยนะคะ โยมเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยเก็บเรื่องราวต่างๆมาคิดใหม่ทุกเรื่อง คำพูดของโยมก็แสกงออกถึงจิตใจข้างในว่าปฏิบัติยังไม่ไปถึงไหนจริงๆคะ โยมรู้สึกอายลหลวงพ่อมากเพราะหลวงพ่อมากที่แสดงความอ่อนแอออกมาให้หลวงพ่อ เห็น หวังว่าหลวงพ่อจะให้อภัยนะคะ
*************************************
พอเขียนประโยคใดประโยคหนึ่งสั้นเกินไป ก็ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสงสัย ไม่กระจ่าง โยมขออนุญาติพูดถึงประเด็นที่บอกว่าปัญในอดีตได้คลายลงเมื่อได่เจอหลวงพ่อ คือโยมพูดสั้นเกินไปคะ จนอาจทำให้หลวงพ่อเข้าใจผิดได้ว่า โยมพูดโอเว่อร์เกินไปอีกแล้วคะ แต่มันก็เป็นความจริงอยู่ดีคะ แต่ที่ความฟุ้งซ่านต่างๆคลายไปได้ มันก็เกิดจากแรงกระตุ้นของตัวเองด้วย เหมือนคนกำลังจะจมน้ำแต่ก็พยายามตะเกียดตะกายเอาตัวรอดให้ได้ ดังนั้นปัญหาจึงเป็นเหมือนแรงกระตุ้นให้ต้องทำสมาธิมากขึ้นคะ เพราะนิสัยที่ไม่ดีอย่างหนึ่งของโยมอย่างหนึ่งคือเวลาทำสมาธิจิตก็ไหลไป เรื่อยไม่เคยหยุด เดี๋ยวคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปได้ตลอด แป็บๆก็เลิกไม่อดทน แต่พอมีปัญหาทำให้อยากทำสมาธินานขึ้น อยากไปต้นโพธิ์บ่อยขึ้น และกาลเวลาที่ผ่านไปนานก็ทำให้ค่อยลืมปัญหาไปได้มากขึ้นคะ พอลืมปัญหาก็จะเริ่มขี้เกียจภาวนาอีก เพราะไม่มีแรงกระตุ้น ตรงจุดนี้โยมต้องปรับแก้ให้ได้คะ ต้องภาวนาให้เป็นนิสัยให้ได้คะ ถ้าโยมพูดตรงเกินไป เยินเย้อ อีกต้องกราบขออภัยอีกครั้งนะคะ




...






































วันข้างหน้า ถ้ามีอะไร ที่ อาตมา พูดอะไร ...แล้วทำให้หงุดหงิด เสียใจ... ทนไม่ได้ โกรธ ให้อภัยไม่ได้..... ก็ให้คิดถึง...พูด และแสดงออกวันนี้ก็แล้วกัน
***** เรื่องที่เขานินทานะไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องจริงทั้งหมด และก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องเท็จทั้งหมด  คนเขานินทาไปตามความรู้สึก ตามความเห็นของเขา แต่เราก็ต้องตรวจสอบพฤติกรรมฝ่ายเราอย่างถี่ถ้วน และให้ความเป็นธรรมกับฝ่ายเราด้วย ฝ่ายเราคือตัวเราและแม่ บางอย่างเราเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่คนอื่นเขาเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่.. บางอย่างเราเห็นว่าดี คนอื่นเขาว่าไม่ดี.. บางอย่างไม่ถูกต้อง แต่เรารีบอภัยตนเองเรียบร้อย-ไม่เป็นไร ... มันถึงได้มีปัญหาไงล่ะ
***** อ..ก็มีบุญอยู่นะ ที่มีความคิดความอ่านที่ดี การได้พูด ( พิมพ์ ) ทั้งหมดที่อยากพูด ได้แสดงโลกทัศน์ของตนเองออกมา วันหลังไม่ต้องอ่านให้แม่ฟังก็ได้ เพราะ นานาจิตตัง แม่เขาจะรู้ส่วนหนึ่งของลูก ลูกฟุ้งซ่าน แม่รู้ แต่เวลาลูกใช้สติปัญญาของตนแสดงออกแม่ก็ว่าฟุ้งซ่าน อย่างนี้เป็นไปได้ไหม?เพราะนานาจิตตัง....
***** กรรมเก่าบันดานให้ต้องได้คุยกันพอดี เราคงเคยมีข้อผูกพันกันมาก่อน สมมุติว่าชาติก่อนอาตมาเคยค้างค่าเช่าบ้านอ. ไว้จ่ายคืนไม่หมด เป็นหนี้กันมา ตอนนี้จึงต้องชดใช้ หรือไม่ก็เคยสงเคราะห์กันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อาจเคยเป็นเพื่อนที่เคยช่วยเหลือกันมาก่อน เกิดใหม่จำไม่ได้แล้ว แต่ต้องมาสงเคราะห์กัน
***** อ... ก็มีแววดี ทั้งภาษาอังกฤษ ทั้งสำนวนจดหมาย... อย่างนี้ต้องเหลือบไปดูโลกยุคใหม่ให้เต็มตา หันไปดูรอบๆว่า โลกมันเป็นอย่างนี้ หนีไม่พ้น ก็ต้องเผชิญต่อสังคมด้วยความรู้ ความสามารถ จะกล้าๆกลัวๆ จะไม่มั่นใจตนเองไม่ได้ ..... ภาษาอังกฤษ ฝึกให้คล่อง เพราะรู้แยะแล้ว เพียงแค่ขาดทักษะ





Comments