ศาสนายูดาย-ภาค5

ภาคที่ ห้า

ส่งท้าย

5.1 ศีลวัตรปฏิบัติของศาสนายูดาห์

จากบทบัญญัติ 10 ประการ ได้จำแนกอย่างละเอียดแยกย่อยออกเป็นศีล 613 ข้อ ที่ชาวยิวต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ปัจจุบันนี้เคร่งครัดเฉพาะหมู่ชาวยิวอนุรักษ์นิยม เช่น ฮาซิดิม เป็นต้น ในที่นี้จะขอหยิบยกบางส่วนที่สะท้อนให้เห็นภาพของบทบาทของศาสนายูดาห์ต่อ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ทุกแง่มุมของชาวยิว ศีลเป็นทั้งหลักศาสนา พระบัญญัติ และกฎหมายแพ่ง - อาญา (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในภาคผนวก)

5.2 คริสตศาสนากับศาสนายูดาห์

อีดิธ เชฟเฟ่อร์ (Edith Shaeffer) นักคิด นักเขียนแนวศาสนาเชิงมนุษยนิยมสมัยใหม่ และเป็นภรรยา ของดร. ฟรานซิส เชฟเฟอร์ (Dr.Francis Shaeffer:1912-1984) นักคิด นักเทววิทยาแห่งยุคสมัยปัจจุบันและนักเขียนผู้มีชื่อเสียงโด่งดังด้านความ เข้าใจระหว่างศาสนา เธอได้ เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "คริสต์ศาสนา คือ ศาสนายูดาห์-Christianity is Jewish” โดยได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า หลักศรัทธาใหม่ของชาวคริสต์นั้นมิได้เป็นของใหม่สำหรับชาวยิวเลย ศาสนาคริสต์ก็คือศาสนายูดาห์ เธอได้เสนอกวีนิพนธ์บทหนึ่งที่ร้อยกรองว่า

How odd of God ช่างน่าพิศวงในพระเจ้า

To Choose the Jew ที่ทรงเลือกชาวยิว

But not so odd แต่มิน่ายิ่งพิศวงกว่านี้หรือ

As those who chose ที่เขาเหล่านั้นผู้ทรงเลือก

The Jewish god พระเจ้าของชาวยิว

And Hate the Jew. กลับชังคนยิว.

ผู้เขียนเคยพิศวงในทำนองนี้มาหลายครั้งที่ได้ไปอยู่ในท่ามกลางศาสนิกชนผู้มี ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อกันเหล่านั้น แม้ในฐานะที่เป็นกลางซึ่งไม่เคยรู้สึกขัดแย้งก้าวก่ายกับศรัทธาของศาสนาใดก็ ยังรู้สึกทำนองเดียวกับกวีบทนี้ไม่ได้ จากจุดนี้เองที่นำไปสู่การศึกษาเชิงศาสนาเปรียบเทียบว่าทำไมศาสนาที่พัฒนามา จากแบบฉบับ เดียวกันแต่กลับไม่ลงรอยกันซึ่งผิดกับพุทธศาสนาในสังคมไทยที่เชื่อมประสาน กับศาสนาพราหมณ์ได้อย่างกลมกลืนทั้ง ๆ ที่หลักพุทธเองนั้นก็เป็นแนวคิดที่แย้งกับศาสนาพราหมณ์ซึ่งเป็นศาสนาแบบแผน หนึ่ง

เมื่อเข้าไปดำรงชีวิตอยู่ในท่ามกลางศาสนิกชนชาติยิวและชาวคริสต์ ได้มีโอกาสศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมทุกศาสนาอย่างใกล้ชิดโดยประสบการณ์ก็พบว่า มีหลักศรัทธาทาง

ศาสนาหลาย ๆ อย่างที่เหมือน หรือไม่ก็คล้ายกันมากกว่าที่จะแตกต่างกันอย่างแรกสุดที่เหมือนกันคือ ใช้พระคัมภีร์ไบเบิลเล่มเดียวกัน (เฉพาะในส่วนของโทราห์) พระเจ้าที่ศรัทธาสูงสุดก็คือ องค์เดียวกันที่เปิดเผยพระวจนะแก่มนุษย์นั่นเอง องค์ผู้สร้างโลก อดัมกับอีฟ ฯลฯ

ผู้เขียนขอกล่าวไว้แต่แรกเริ่มทีเดียวว่า สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการเปิดใจให้กว้าง โดยไม่ต้องกังวลในเรื่องความเป็นกลางเพราะเป็นจุดที่ละเอียดอ่อนต่อความ รู้สึกศรัทธาของผู้ที่เชื่อ กับ ผู้ซึ่งไม่เชื่อ ถือศรัทธา ที่ต่างคนต่างก็มีความเชื่อยึดถือกันไปตามความพอใจของตนอันเป็นปรากฏการณ์ ธรรมดาของมนุษย์ผู้ต่างจิตต่างใจ

ถ้าถามว่า จุดแห่งความแตกต่างทางประวัติศาสตร์ของทั้งสองศาสนานี้อยู่ที่ไหน เช่น นับตั้งแต่การมาบังเกิดของศาสดาที่ผ่านเข้ามาในครรภ์ของสาวพรหมจารี ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ในสายตาของหมู่ผู้ไม่เชื่อ ถ้าพิจารณาให้รอบคอบแล้วจะเห็นได้ว่าจุดนี้ไม่น่าจะถือว่าเป็นประเด็นที่ ต้องนำมาโต้แย้ง เพราะปาฏิหาริย์ทางศาสนาอยู่ที่ศรัทธาของมนุษย์ซึ่งมีอยู่ทุก ๆ ศาสนาแต่ละศาสนาจะเป็นจุดที่เหมือนกันในเชิงยอมรับมากกว่า ได้แก่ หลักศรัทธาวันสิ้นโลก ยุคสุดท้าย วันพิพากษาโลก และยุคแห่งมาซียาห์ ที่ปัญญาจารย์หรือที่เรียกกันว่า ศาสดา ผู้ประกาศของพระเจ้า (the prophet) หลายท่านได้กล่าวทำนายไว้ต่างหากคือ ที่มาแห่งความเหมือนกันที่ลงท้ายด้วยการยอมรับที่แตกต่างกัน คือ การยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระมหาไถ่ หรือ มาซียาห์ของชาวยิวที่แท้จริงหรือไม่

พระคริสตธรรมคัมภีร์ใหม่ได้พิสูจน์อ้างอิงคำพยากรณ์ของปัญญาจารย์ผู้ประกาศ สำคัญหลายท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอิสยาห์มากที่สุด เพื่อยืนยันในศรัทธาข้อนี้ในสมัยคริสตกาล คนยิวจำนวนไม่ใช่น้อยที่เชื่อในศรัทธานี้ ซาตานเองก็เคยเข้ามามีบทบาทในการยั่วยุพระเยซูทุกคำที่พระเยซูตรัสตอบซาตาน เป็นคำที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์โทราห์แสดงว่า พระ เยซูเป็นผู้ทรงรู้ทางพระคัมภีร์โทราห์อย่างแก่กล้าสามารถท่านหนึ่งในยุคนั้น พระเยซูทรงกระทำการปกป้องการกระทำที่ดูหมิ่นพระมหาวิหารของพระเจ้าอย่างกล้า หาญไม่หวั่นเกรงในฐานะชาวยิวผู้ศรัทธาพระเจ้าอย่างสุดซึ้ง

จุดแบ่งแยกจึงอยู่ที่การจำแนกความเป็นยิว กับพวกนอกศาสนา หรือเจนไทล์ (the Gentile) คำนี้คนยิวใช้เรียกผู้ที่ไม่เป็นยิวแห่งศาสนายูดาห์ เป็นการแบ่งแยกซึ่งตามประเพณีความเชื่อเก่าแก่ ศาสนานี้เป็นศาสนาชนชาติยิวเท่านั้น ไม่เปิดโอกาสให้คนนอกเชื้อชาติมารับนับถือ และถึงมารับนับถือศาสนาของคนยิว คนยิวก็ยังเรียกว่า พวกนอกศาสนา

ในขณะที่ชาวคริสต์ ได้หลีกเลี่ยงจากคำว่า "คนนอกศาสนา" คริสเตียนและคำว่า คาธอลิค ก็แปลว่า ความเป็นสากล ซึ่งเลือกออกจากแนวแห่งความเป็นปัจเจกศรัทธาของศาสนายูดาห์ (Particularism)

ประวัติศาสตร์ศาสนายูดาห์ไม่นับว่าพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นบุคคลสำคัญทางศาสนา ของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ยอมรับในฐานะมาซียาฮ์ ดังนั้นความรู้สึกขัดแย้งจึงน่าจะเกิดขึ้นจากปฏิกริยาลูกโซ่ของชาวยิวที่ไม่ ยอมรับพระคริสต์ (anti - Christ) ที่โยงไปสู่ความรู้สึกต่อต้านเป็นปฏิปักษ์ต่อชาวยิว (Anti - Semitism)

การไม่ยอมรับในพระคริสต์ก็ย่อมนำไปสู่การแย้งว่า พันธสัญญาใหม่ไม่ใช่พระวจนะของพระเจ้า เป็นหนังสือนอกศาสนาของชาวยิว ซึ่งถ้าพิจารณาถึงคุณลักษณะทางศาสนาของพระคริสต์แล้วแท้จริง คือ หลักศรัทธาทั้งหมดที่เกี่ยวกับความหลุดพ้นทุกข์โดยพระกรุณาของพระเจ้าและใน วันแห่งยุคสุดท้ายนี้ และคนตายจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาเพื่อรอรับคำพิพากษาจากพระเจ้า (the Redemption, the ressurrection of the body) จึงกล่าวได้ว่า จุดแย้งระหว่างสองศาสนาก็คือ หลักศรัทธาที่เหมือนกันนั่นเอง

ที่กล่าวมานี้มีวัตถุประสงค์ที่จะกระตุ้นให้ผู้ศึกษาเกิดความสนใจในการศึกษา ประวัติศาสตร์ความเชื่อทางศาสนาเชิงเปรียบเทียบ และเป็นเพียงข้อพิจารณาหนึ่งเท่านั้นที่ควรนำไปศึกษาค้นคว้าไตร่ตรองต่อไปใน เชิงวิชาการ.





บรรณานุกรม

สมาคมพระคริ สตธรรมในประเทศไทย.(2518). “ พระคริสตธรรมคัมภีร์ : ภาคพันธสัญญาเดิม และพันธ-สัญญาใหม่”. 150 ถนนราชา กรุงเทพฯ. โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช.

Ben - Sassoon, H.H. (Ed.).(1977). “A History of the Jewish People”. Weidenfeld and Nicolson. London. Redwood Burn Limited . Trowbridge & Esher.

The British & Foreign Bible Society.(1978). “The Holy Scriptures of the Old Testament Hebrew and English”. Printed in Great Britain, by Lowe & Brydone Printers Limited. Thetford Norfolk 1978. ISBN 0 564 0039.

Buber, Martin.(1985). “The Knowledge of Man”. London George Allen & Unwin Ltd. 1985.

Cohen, A. (1975). “Everyman's Talmud”. Shocken Books. New York .

Gersh, Harry(1972). “ The Sacred Books of the Jews.” A Scarborough Book. Stein and Day Publishers. New York.

Guttermann, Julius.(1964). “Philosophies of Judaism : The History of Jewish Philosophy from Biblical Times to Franz Rosenzweig.” The Jewish Publication Society of America. Philadelphia, 5724 - 1964.

Husik, Isaac.(1976). “A History of Medieval Jewish Philosophy.” A Temple Book. Atheneum. New York. 1976.

Kasher, M. Menahem. (1953). Translated under the editorship of Rabbi Dr. Harry Freedman, B.A. , Ph.D. “ Encyclopaedia of Biblical Interpretation.” American Biblical Encyclopaedia Society. New York. N.Y. 1953.

Kaufmann, Yehezkel.(1972). “The Religion of Israel, From It Beginnings to the Babylonian Exile.” Translated and Abridged by Moshe Greenberg. Schocken Books. New York.

Martin, Bernard.(1974). “ A History of Judaism. Vol. II Europe and the New World.” Basic Books. Inc. Publisher. New York. 1974.

Moore, George Foot.( 1946). “Judaism In the First Centuries of the Christian Era. The Age of the Tannaim.” Cambridge, Harvard University Press.

Schaeffer , Edith .(1975). “ Christianity is Jewish.” Tyndale House Publishers. Inc. Wheaton. Illinois.

Silver, Daniel Jeremy.( 1974). “A History of Judaism Vol. I. From Abraham to Maimonides.” Basic Books. Inc., publishers. New York.

Stitskin, D. Leon. (1961). “Studies in Torah Judaism.” Yeshiva University Press. Ktev Publishing House.

Werblowsky, R.J. Dr., Dr. Geoffrey Wigoder. Ed. ( 1961). “The Encyclopaedia of the Jewish Religion.” Masada - P.E.C. Press. Ltd., Jerusalem. Tel - Aviv.



ตัวอย่างศีล 613 ข้อ

The 613 Commandments



พระเจ้า คนยิวทุกคนต้องเป็นผู้ศรัทธาในความมีอยู่ของพระเจ้าเพียงองค์

เดียวด้วยความรัก ความกลัว และรับใช้พระองค์ จงเลียนแบบ

แห่งปัญญาและคุณธรรมของพระองค์ และรักษาพระนามของ

พระองค์ให้คงศักดิ์สิทธิ์

โทราห์ คนยิวทุกคนต้องท่อง "เชมะ" (บทสวดมนตร์) ทุกเช้าและเย็น

และศึกษาโทราห์ ตลอดจนสอนผู้อื่นโดยให้คลุมผ้าซิทสิท และ

แขวนป้ายเมซูซาห์ที่บนประตู ประชาชนยิวต้องมาชุมนุมกัน

ทุกๆ 7 ปี เพื่อฟังคำอ่านโทราห์และกษัตริย์ (ผู้นำ) ต้องเป็นผู้จาร

พระคัมภีร์ฉบับต่อ ๆ ไปด้วยหัตถ์ของพระองค์ คนยิวทุกคนต้อง

มีพระคัมภีร์คนละชุดและทุกคนต้องขอบคุณพระเจ้าหลังอาหาร

การบูชายัญถวายด้วยสัตว์ต้องได้รับการชำระมลทิน และเข้า

พิธีกรรม มิฉะนั้นจะถือว่าไม่บริสุทธิ์ให้เผาทิ้งให้หมด

ห้ามนำไปรับประทาน

การปวารณาตัว ให้โกนผมหลังจากทำพิธีแล้ว

การสาบานตัว จะต้องเคารพต่อคำสาบานที่ให้ไว้ต่อผู้พิพากษาตามหลักแห่ง

กฎหมายพระบัญญัติ

พิธีชำระมลทิน ผู้ใดไปกระทบสัมผัสกับสิ่งมีชีวิตต้องห้าม เช่น สัตว์เลื้อยคลาน

(Ritual Purity) ต่าง ๆ อาหารต้องห้าม ต้องทำพิธีชำระมลทิน นอกจากนี้ได้แก่

สตรีมีระดู สตรีที่นอนอยู่ไฟหลังคลอด คนโรคเรื้อน

คนประกอบกิจไม่สมบูรณ์

พิธีกรรม ritual immersion หรือ ชำระด้วยน้ำอันบริสุทธิ์ + มิชวะห์ (mitzvah) หมายถึง

การกระทำที่บริสุทธิ์ถูกต้อง ต้องโกนศีรษะ + สวมเสื้อผ้าพิเศษ

และทาผงอำพันแดง

การบริจาคเงินให้มหาวิหาร - ต้องบริจาคทุกสิ่งที่บริสุทธิ์ ผลผลิตแรกของการกสิกรรม

- ถ้าไม่บริจาคปรับ 5 เท่าของผลผลิต

- ทุก ๆ ช่วง 7 ปี 3, 6 ของปี ให้บริจาคเพื่อคนยากจน

พระมหาวิหารและพระ คนยิวต้องสร้างมหาวิหารและให้ความเคารพ สถานที่แห่งนี้ต้อง

ได้รับการอารักขา และให้พวกตระกูลเลวี (Levites) มีหน้าที่

เฉพาะ ณ ที่แห่งนี้ พระก่อนเข้าวิหารต้องชำระร่างกายทุกส่วน

ให้บริสุทธิ์สะอาดให้จุดเทียนชุด (Menorah) ทุกวัน พระต้อง

สวดมนตร์อวยพรให้แก่ชาวอิสราเอล……ต้องประคองเครื่องสูง

บรรจุพระคัมภีร์โทราห์ (the Ark) เหนือศรีษะอย่างเทิดทูน

พระอภิมุขสูงสุดต้องแต่งงานกับสตรีพรหมจารี (Virgin)เท่านั้น

พิธีบวงสรวง (Sacrifices) ถวายอาหารพิเศษ และจำแนกตามวันสำคัญ เช่น วันพระ

วัน Passover 7 วัน วันปีใหม่ วันชำระบาปแห่งชาติ ( The Day

of Atonement) วันสุคต คนยิวต้องจาริกบุญไปสักการะมหา -

วิหารปีละ 3 ครั้ง ทุกคนต้องรื่นเริงแจ่มใสในวันสำคัญทาง

ศาสนา ทุกคนต้องสารภาพบาปของตนต่อพระเจ้าและสำนึกผิด

สตรีหลังคลอดบุตรต้องถือศีลและบวงสรวงพระเจ้าทุกคนต้อง

นำผลิตผลแรกที่ดีที่สุดมาบูชาพระเจ้า

The Sabbactical Year -เซมิทาห์ ทุก 7 ปี ต้องพักดิน 1 ปี ทุก 50 ปี (Jubilee Year)

และในวันของปีนั้นให้ปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระ

ให้คืนที่ดินแก่เจ้าของเดิม และไถ่หนี้

อาหารรับประทาน อาหารต้องผ่านพิธีกรรมจากพระ แล้วจึงจะรับประทานได้ เป็น

อาหารบริสุทธิ์ ต้องฆ่าสัตว์ที่เป็นอาหารตามพิธีกรรมทางศาสนา

ให้ฝังเลือดสัตว์นั้นลงดิน อาหารต้องผ่านการตรวจตราว่าไม่เป็น

อาหารต้องห้ามตามพระบัญญัติ

อาหารงด (Dietary Laws) ได้แก่ เนื้อว่าที่ไม่บริสุทธิ์ ปลา นก สัตว์เลื้อยคลาน แมลง

สัตว์ที่ตาย สัตว์ที่เอามาจากท้องสัตว์ เลือด เครื่องใน สัตว์ที่ถูก

ทำร้ายตาย ขนมปังใส่เชื้อยีสต์

เพศสัมพันธ์ ห้ามคนในครอบครัวเดียวกันแต่งงานอยู่ร่วมกันฉันท์สามีภรรยา

ห้ามร่วมเพศกันสตรีมีระดู ห้ามประพฤติผิดในกาม

ห้ามร่วมเพศกับสัตว์





เทศกาล (Festivals) ทุกคนต้องหยุดพักในวันชาบัท (Sabbath) หรือวันพระ วันระลึก

เอ็กโซดัส วัน Passover ที่ 7 วันปีใหม่ (Atonement) ต้องถือศีล

อด และพักผ่อนอย่างเดียวห้ามทำงานใด ๆ

หน้าที่ต่อชุมชน ทุกคนต้องบริจาคเงินปีละ 1/2 เซคเกิล แก่มหาวิหารทุกปี ทุกคน

ต้องเคารพเชื่อฟัง Prophet และกษัตริย์ผู้ได้รับการราชาภิเษก

ทุกคนต้องเคารพตุลาการสูงสุด (The Sanhedrin) คณะลูกขุน

คณะผู้พิพากษา ที่ได้รับการคัดเลือกจากชุมชนและแต่งตั้งพยาน

หลักฐานจะต้องนำมาพิสูจน์ที่ศาล พยานบุคคลต้องได้รับการ

ไต่สวนตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ไม่ให้เป็นพยานเท็จ ถ้าพบบุคคล

ใดตายเพราะฆาตกรรมโดยไม่รู้ตัวฆาตกร ให้รีบทำพิธีสวดให้

ทันทีพวก Levites ผู้ไม่มีดินครอบครองของตนเองให้เป็นหน้า

ที่ของตระกูลอื่น ๆ ให้ที่อยู่อาศัยอุปถัมภ์ค้ำจุน

การบูชาวัตถุรูปเคารพ ห้ามเด็ดขาด ถ้าพบเห็นต้องทำลาย มิฉะนั้นจะเป็นการทำลาย

ชาติของตนเอง

สงคราม ถ้าเกิดสงคราม พระเป็นผู้ทำหน้าที่แต่งตั้ง และที่ตั้งฐานรบต้อง

ถูกสุขอนามัย

การไต่สวนคดีทางศาล ให้พิพากษาตามกฎหมายพระบัญญัติ การลงโทษ กำหนดเครื่อง

มือลงโทษ เช่น ตาย ไฟ หิน ฯลฯ

ทาส มีกฎหมายทาสคุ้มครอง ถ้าชายใดมีทาสเป็นสตรีฮีบรูว์ให้

แต่งงานรับเป็นภรรยาหรือไม่ก็ปล่อยเป็นอิสระ

ข้อห้าม (Prohibitions) ห้ามเคารพรูปวัตถุต่างๆ เทวรูป (Idolatry)

ห้ามศรัทธาในอื่นใดอีกนอกจากพระเจ้า

ห้ามทำรูปสัญลักษณ์เคารพประจำตัวเพื่อสักการบูชา

ห้ามทรงเจ้าเข้าผี

ห้ามพฤติกรรมแบบรักร่วมเพศ (Homosexuality)

ห้ามพวกที่เป็นขันทีแต่งงานกับสตรียิว

ห้ามการตอนอวัยวะเพศ คุมกำเนิด

ห้ามประพฤติเป็นโสเภณี

ครอบครัว เคารพ ให้เกียรติ ผู้ฉลาด และยำเกรงบิดามารดา ต้องแต่งงาน

ตามหน้าที่สืบเผ่าพันธุ์ เด็กชาย / เด็กหญิงที่เป็นคู่บ่าวสาวหมั้น

กันได้ 1 ปี เด็กชายต้องผ่านพิธีสุหนัตแล้ว สตรีหม้ายที่ไม่มี

บุตรกับสามีที่ตายไปแล้วให้แต่งงานกับน้องชายรองลงมาของ

สามี ผู้ชายใดกระทำต่อสตรีพรหมจารีต้องรับเธอเป็นภรรยา

และห้ามหย่าเด็ดขาด แต่งงาน - หย่า ต้องมีลายลักษณ์อักษร

หนังสือคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย

สำหรับรายละเอียดทั้งหมดของศีล 613 ข้อ ท่านสามารถสืบค้นได้ในอินเตอร์เน็ท โดยพิมพ์คำว่า “613 Mitzvoth”

ถ้าอ่านข้อใดไม่เข้าใจสอบถามได้ที่ wareeya@hotmail.com



Copyright © 2008 All Rights Reserved.
wareeya.com :ศูนย์แห่งการพัฒนาศักยภาพแบบบูรณาการ-a center for integral human potentiality development ,consultant and services.
Comments