175ปีคริสตจักรโปรเตสแต๊นท์ไทยกับการตั้งคริสตจักรใหม่ โดย ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์

175ปีคริสตจักรโปรเตสแต๊นท์ไทยกับพันธกิจด้านการก่อตั้งคริสตจักร

ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์
(เขียนเพื่อลงในหนังสือฉลองครบรอบ 175 ปีคริสตจักรโปรเตสแต๊นท์ไทย ปี 2007)


ความเป็นมาของการก่อตั้งคริสตจักรในประเทศไทย

พระเยซูตรัสกับท่านเปโตร อัครสาวกคนหนึ่งของพระองค์ว่า ...ท่านคือเปโตร และบนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นหามิได้” (มธ.16:18) คำตรัสนี้ชี้ให้เห็นว่าพระเยซูทรงมีน้ำพระทัยที่ไม่เพียงแต่นำผู้คนให้เชื่อวางใจในพระองค์เท่านั้น แต่บรรดาผู้เชื่อทั้งหลายจะถูกสร้างให้เป็นคริสตจักรขององค์พระเยซูคริสต์ด้วย พระเยซูทรงสร้างคริสตจักรสากลขึ้นมาด้วยพระโลหิตของพระองค์ และเป็นหน้าที่ของสาวกของพระองค์ที่จะไปช่วยกันก่อตั้งคริสตจักรท้องถิ่นขึ้นในที่ต่างๆ ต่อไป ในโอกาสครบรอบ 175 ปีคริสตจักรนิกายโปรเตสแตนต์ในประเทศไทย จึงเห็นควรที่จะพิจารณาถึงพันธกิจด้านการก่อตั้งคริสตจักรของเรา เพื่อจะได้ร่วมกันรำลึกถึงพระคุณพระเจ้า ยกย่องสดุดีผู้ที่อุทิศตนเพื่อการก่อตั้งคริสตจักรไทย และเป็นการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ไปด้วย

การก่อตั้งคริสตจักรในประเทศไทยในครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นโดยพันธกิจของนิกายโรมันคาทอลิกก่อน เนื่องจากว่าก่อนหน้าที่คริสต์ศาสนาโปรเตสแตนต์จะเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย ได้มีชาวโปรตุเกสซึ่งเป็นคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเดินทางเข้ามาในประเทศไทยก่อนแล้วตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่16 หรือ ต้นปี พ.ศ.2098 ในสมัยกรุงศรีอยุธยา (ส่วนโปรเตสแตนต์เข้ามาภายหลังประมาณ 300 ปี คือเพิ่งเข้ามาในปี ค.ศ.1828 หรือ พ.ศ.2317 ตรงกับสมัยรัชกาลที่สามแห่งกรุงรัตนโกสินต์) ในเวลานั้น ชาวโปรตุเกสเป็นชาติตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย โดยเข้ามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1518 (พ.ศ.2061) ในรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ต่อมาในรัชสมัยของสมเด็จพระชัยราชาธิราช (พศ.2077-2089) ชาวโปรตุเกสได้ช่วยไทยในการสู้รบกับพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้กษัตริย์พม่า ในสงครามเพื่อชิงเมืองตรานที่อยู่ตรงชายแดนระหว่างกาญจนบุรีกับพม่ากลับมา หลังจากชนะพระเจ้าอยู่หัวจึงได้พระราชทานที่ดินให้เป็นที่อยู่ของพวกโปรตุเกส ที่ตำบลบ้านเดิม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งตะวันตกเหนือคลองตะเคียน และทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พวกเขาสร้างโบสถ์เพื่อปฏิบัติศาสนกิจ ถือได้ว่านี่เป็นคริสตจักรแห่งแรกในประเทศไทย โดยเป็นคริสตจักรของโรมันคาทอลิก อย่างไรก็ตามคริสตจักรที่ก่อตั้งขึ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบศาสนกิจในหมู่ของตนเองเท่านั้น และไม่ได้ทำพันธกิจกับคนไทยแต่อย่างใด

จากนั้นคณะธรรมทูตหรือมิชชันนารีคาทอลิกของประเทศฝรั่งเศสก็เข้ามา โดยเป็นมิชชันนารีของคณะเยซูอิต ใช้เวลาเดินทาง 3 ปี จนมาถึงกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1662 (พ.ศ.2205) ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนให้สร้างบ้าน สร้างโบสถ์และประกาศเผยแพร่ได้อย่างเสรี อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มาเข้าร่วมศาสกิจส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติโดยเฉพาะพวกโปรตุเกส ส่วนการประกาศเผยแพร่ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ต่อชาวไทย ไม่เกิดผลเท่าที่ควร

โดยรวมแล้ว งานของโรมันคาทอลิกในช่วงนี้เป็นไปด้วยความล่าช้าและไม่เกิดผลมากนัก ดังที่ เคนเน็ต แวลล์ กล่าวถึงมิชชันนารีในยุคนั้นว่า “สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือสร้างโรงเรียนสอนศาสนาขึ้นและต่อมาสร้างโบสถ์ แต่งานเผยแพร่ไม่ได้เกิดผลมากนัก ตลอด 140 ปีแรกในพันธกิจของคาทอลิก มีคริสตจักรเพียง 6 แห่ง คือในกรุงเทพ 4 แห่ง และต่างจังหวัดเพียง 2 แห่งเท่านั้น” นอกจากการตั้งคริสตจักรหรือวัดคาทอลิกแล้ว ในปี 1665 ยังมีการตั้งวิทยาลัยพระคริสต์ธรรมแห่งแรกในประเทศไทยและในเอเชียไกลที่กรุงศรีอยุธยาอีกด้วย เรียกว่าโรงเรียนสามเณร

เฮอร์เบิท อาร์. สวอนสัน ได้สรุปเกี่ยวกับการก่อตั้งคริสตจักรของคาทอลิกในยุคนั้นว่า การตั้งคริสตจักรเป็นไปด้วยความยากลำบากมาก มิชชันนารีต่างประเทศเป็นผู้ก่อตั้งคริสตจักรและนำคริสตจักร คนท้องถิ่นไม่มีส่วนร่วม อีกทั้งรูปแบบของคริสตจักรก็ใช้รูปแบบเหมือนกับที่ทำกันในกรุงโรม ไม่มีการปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมไทย

สำหรับคริสเตียนนิกายโปรเตสแตนต์นั้น มีหลักฐานที่พอเชื่อได้ว่าได้เข้ามาประเทศไทยครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 เป็นชาวฮอลันดา ในสังกัดคณะลูเธอแรน แองกลิกัน และคาลวินนิสต์เข้ามาในประเทศไทย แต่ไม่พบร่องรอยของความพยายามในการประกาศเผยแพร่คริสต์ศาสนา ส่วนใหญ่จัดให้มีการประชุมนมัสการพระเจ้าในพวกเดียวกันเองในบริเวณค่ายพักของชาวฮอลันดาเท่านั้น

ประวัติศาสตร์ของพันธกิจการก่อตั้งคริสตจักรในประเทศไทยของคริสต์ศาสนาโปรเตสแตนต์จะเริ่มนับอย่างเป็นทางการจริงๆ ตั้งแต่ปีค.ศ.1828 (พ.ศ.2371) ซึ่งเราจะแบ่งออกเป็น 6 ยุคใหญ่ๆ คือ ยุคบุกเบิกพันธกิจ (1828-1851) ยุควางรากฐานพันธกิจ (1852-1883) ยุคขยายพันธกิจ (1884-1940) ยุคพันธกิจถดถอยท่ามกลางสงคราม (1941-1945) ยุครื้อฟื้นและขยายพันธกิจ (1946-1988) และยุคพันธกิจคริสตจักรยุคใหม่ (1988 หลังการฉลอง 150 ปีโปรเตสแตนต์ – ปัจจุบัน 2004)

ยุคบุกเบิกพันธกิจ (1828-1851)

คริสต์ศาสนาโปรเตสแตนต์นั้น ถือว่าเริ่มเข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1828 ในรัชสมัยของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่สาม เนื่องจากเป็นปีที่มิชชันนารีของโปรเตสแตนต์สองท่านแรกเข้ามาประกาศในประเทศไทย คือนายแพทย์คาร์ล ออกัสตัส เฟรดริค กุ๊ตสลาฟ (Gutzlaff) ชาวเยอรมัน และอาจารย์จาคอบ ทอมลิน (Jacob Tomlin) ชาวอังกฤษ ทั้งสองสังกัดในคณะธรรมทูตลอนดอน (London Missionary Society) เดินทางถึงประเทศไทย ณ วันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ.1828 (พ.ศ.2371) ในยุคนี้เป็นช่วงแห่งการบุกเบิกพันธกิจอย่างแท้จริง และอุปสรรคที่ขัดขวางการประกาศเผยแพร่ก็มีมากมาย

มิชชันนารีรุ่นแรกๆ นี้เริ่มพันธกิจการประกาศโดยการเรียนรู้ภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยเพื่อจะสามารถสื่อสารและปรับตัวให้เข้ากับคนไทย การแปลและพิมพ์พระคัมภีร์และบทเรียนพระคัมภีร์เป็นภาษาไทย เพื่อแจกจ่ายและสอนคนไทยให้รู้เรื่องราวของพระเยซูคริสต์ รวมทั้งการสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมไทยในด้านต่างๆเช่น ให้การรักษาด้วยการแพทย์สมัยใหม่ สอนภาษาอังกฤษ และนำเทคโนโลยีการพิมพ์เข้ามาเพื่อเป็นการสำแดงความรักของพระเจ้าและสร้างสะพานให้แก่การเผยแพร่ข่าวประเสริฐ (มิชชันนารีที่โดดเด่นมากในเรื่องการแพทย์และการนำวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาเป็นคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศไทยคือ นายแพทย์แดน บีช บรัดเล่ย์ จากสมาคมอเมริกันมิชชันนารีซึ่งเข้ามาในปี 1835)

ในที่สุด การก่อตั้งคริสตจักรแห่งแรกของโปรเตสแตนต์ในประเทศไทยก็เกิดขึ้น และถือว่าเป็นคริสตจักรโปรเตสแตนต์แห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย โดยมิชชันนารีของแบ๊บติสต์ (ขณะนั้นยังไม่มีการแยกเป็นคณะเป็นอเมริกันแบ๊บติสต์หรือนอร์ธเทิร์นแบ๊บติสต์ กับเซาเทิร์นแบ๊บติสต์ แต่ภายหลังจากที่มีการแยกกันแล้ว งานส่วนนี้ถือว่ามาจากอเมริกันแบ๊บติสต์) ที่เข้ามาทำการเผยแพร่ในประเทศไทยช่วงแรกตั้งแต่ปี 1833-1893 มิชชันนารีสองท่านแรกจากคณะนี้ คือ จอห์น เทเลอร์ โจนส์ (John Taylor Jones) เข้ามาในค.ศ.1833 และวิลเลียม ดีนส์ (William Deans) เข้ามาในปีค.ศ.1835 ทั้งสองท่านเป็นมิชชันนารีในพม่าก่อนที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยมาตามคำขอของมิชชันนารีคนแรกของประเทศไทยคืออาจารย์คาร์ล กุ๊ตสลาฟ ในปี 1837 อาจารย์ดีนส์ได้ตั้งคริสตจักรในหมู่ชาวจีนในกรุงเทพขึ้น ด้วยสมาชิกเพียง 11 คน มีศาสนาจารย์ดีนส์เป็นศิษยาภิบาล ซึ่งก็ถือว่าเป็นศิษยาภิบาลคริสตจักรโปรเตสแตนต์คนแรกของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีรายงานสถิติเกี่ยวกับคริสตจักรจีนแห่งแรกนี้ว่า ในปีค.ศ.1840 มีสมาชิก 16 คน เป็นชายทั้งหมด และเป็นคนจีนทั้งหมด 10 ปีผ่านไป มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 23 คน ภายใน 15 ปี สมาชิกเพิ่มเป็น 35 คน คริสตจักรจีนแห่งนี้ปัจจุบันคือคริสตจักรไมตรีจิต สังกัดภาค 12 สภาคริสตจักรในประเทศไทย ส่วนอาจารย์โจนส์ได้แปลพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่เป็นภาษาไทยจนสำเร็จ



สรุปผลงานของมิชชันนารีแบ๊บติสต์ (อเมริกันแบ๊บติสต์) ช่วง 50 ปีแรกมีคริสตจักร 6 แห่ง จำนวนคริสเตียนประมาณ 500 คน คณะนี้ปิดตัวลงในประเทศไทยช่วงแรกปี 1927 เพราะมิชชันนารีเดินทางกลับประเทศและไม่มีมิชชันนารีใหม่มาทำการแทน

ในขณะที่คณะอเมริกันแบ๊บติสต์เข้ามาในปี 1833 มิชชันนารีของคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนก็เริ่มเข้ามาในปี คศ.1840 ครอบครัวอาจารย์วิลเลียม พูเอล (William Puell) เป็นครอบครัวแรก คณะนี้ตั้งเป้าไว้อย่างแน่นอนว่าจะต้องประกาศกับคนไทย และตั้งคริสตจักรไทยให้สำเร็จ โดยวางแนวการทำงานไว้ว่า (1) มิชชันนารีทุกคนต้องเขียนรายงานว่าทำอะไรไปบ้าง (2) แจ้งข่าวให้เพื่อนมิชชันนารีและคริสตจักรทางบ้านทราบเพื่อจะได้อธิษฐานเผื่อ (3) ทุกคนต้องเรียนภาษาไทยได้ (4) ประกาศ สั่งสอน และเลี้ยงดูให้เจริญเติบโต (สร้างสาวก) (5) สำแดงความรัก ด้วยการรักษาโรค แจกยา (6) สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างมิชชันนารีทั้งในคณะ และต่างคณะ (7) ตั้งเป้าที่จะขยายคริสตจักรทั่วประเทศไทย (8) ค่าใช้จ่ายของมิชชันนารีต้องแจกแจง (9) ตั้งงบประมาณ จนในปี ค.ศ.1847 ก็ได้ตั้งคริสตจักรขึ้นในบ้านมิชชันนารี (ต่อมาเป็นคริสตจักรสำเหร่) สมาชิกก็คือมิชชันนารี จนในปี ค.ศ.1849 มีคนไทยเชื้อสายจีนที่รับเชื่อสมัยที่ ABCFM (American Board Of Commissioners For Foreign Mission เป็นมิชชันนารีคณะที่สองที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย) ทำงานอยู่เข้ามาร่วม แต่กว่าจะตั้งคริสตจักรได้ก็ต้องพลีชีวิตมิชชันนารีไปหลายคน ค.ศ.1840 มิชชันนารีท่านหนึ่งต้องจมน้ำเสียชีวิตหลังกลับจากอธิษฐาน ค.ศ.1841 มิซซิสจอห์นสัน (Mrs.Johnson) มาเลเรียขึ้นสมองเสียชีวิต ค.ศ.1844 อาจารย์เฟรนช์ (French) สิ้นชีวิต ค.ศ.1844 อาจารย์เพียร์ซ (Mr.Pierce) สิ้นชีวิต ค.ศ.1848 มิซซิสแบรดลีย์ (Mrs.Bradley) และเจสสี (Jesse) เสียชีวิต


ในภาพรวมของการก่อตั้งคริสตจักรโปรเตสแตนต์ในยุคนี้ เราพบว่าการก่อตั้งคริสตจักรเป็นไปด้วยความยากลำบากมาก คนที่มารับเชื่อส่วนมากเป็นคนจีนและเป็นผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ มีการวิเคราะห์ว่า สาเหตุที่การประกาศในช่วงแรกไปเกิดผลในหมู่ชาวจีนมากกว่าคนไทยพื้นเมือง เพราะว่าคนจีนในเวลานั้น ถือเป็นคนด้อยโอกาสในสังคมและไม่ถูกทางการห้ามเชื่อพระเยซู และคนต่างด้าวที่อพยพเข้ามามักมีใจเปิดมากกว่าคนท้องถิ่น ส่วนคนไทยเองนั้นไม่ค่อยสนใจคริสต์ศาสนา บางครั้งก็มีการกดดันและต่อต้านการประกาศอีกด้วย อย่างไรก็ตามผู้เชื่อในยุคนี้ต้องประสบปัญหามาก บางคนมารับเชื่อเพราะต้องการทำงานเป็นลูกจ้างมิชชันนารี บางคนก็รับเชื่อเพราะต้องการความช่วยเหลือ หลายคนจึงละทิ้งความเชื่อเมื่อได้งานที่ได้ผลประโยชน์มากกว่า หรือบ้างก็ละทิ้งเพราะกลัวการข่มเหง (มีข้อมูลบางชิ้นบันทึกประวัติเกี่ยวกับคริสเตียนสามคนแรกที่รับเชื่อในคริสตจักรจีนดังกล่าวว่า คนแรกที่รับเชื่อชื่อบุ้งตี๋ (Bun-ti) ถือว่าเป็นคริสเตียนคนแรกในเมืองไทย แต่เขาเป็นคนจีน น่าเสียดายที่ในปี 1836 เขาได้ออกจากการเป็นคริสเตียนเพราะได้งานอื่นที่ได้ค่าตอบแทนสูงกว่าที่มิชชันนารีให้ และเพราะกลัวทางราชการจะข่มเหงคริสเตียน และในวันที่ 13 ธันวาคม 1840 ก็มีคนไทยที่มีเชื้อชาติไทยคนแรกที่กลับใจเป็นคริสเตียนคือ นายสุข ได้เข้าเป็นสมาชิกคริสตจักรจีนแบ๊บติสต์กรุงเทพฯ (ภายหลังคือคริสตจักรไมตรีจิต) แต่ภายในระยะไม่ถึงหนึ่งปีคริสตจักรก็ได้ตัดชื่อออกจากการเป็นสมาชิก (ยังไม่ทราบรายละเอียด) แต่เข้าใจว่ามีการประพฤติผิดเกิดขึ้น เพราะเหตุมีการบันทึกของมิชชันนารีว่า นายสุขไม่เหมาะสมที่จะเป็นคริสเตียน)

นอกจากนี้ มิชชันนารีเองก็มักมีปัญหาเรื่องสุขภาพ เพราะว่าต้องมาทำงานในเขตร้อน และมิชชันนารียังต้องเรียนรู้และปรับตัวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย

ยุควางรากฐานพันธกิจ (1852-1883)

ปีค.ศ. 1851 เจ้าฟ้ามงกุฎขึ้นครองราช เป็นสมเด็จพระรามาธิบดี รัชกาลที่ 4 พระองค์มีความโปรดปรานต่อคณะมิชชันนารีมาก และทรงให้ความอนุเคราะห์หลายด้านแก่พวกมิชชันนารี บางคนได้รับเชิญให้เข้าไปสอนภาษาอังกฤษและวิทยาการสมัยใหม่กับเจ้านายชั้นสูงในพระราชสำนัก

ในด้านการประกาศและก่อตั้งคริสตจักร มิชชันนารีมีอิสระมากขึ้นโดยตั้งสถานีมิชชั่นหรือศูนย์พันธกิจขึ้นตามหัวเมืองต่างๆ ในภาคกลางที่กรุงเทพ ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ และภาคใต้ที่จังหวัดเพชรบุรี และเนื่องจากในสมัยนั้นประเทศไทยยังไม่ได้ประกาศเป็นทางการให้เสรีภาพในการประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์ ดังนั้นมิชชันนารีจึงต้องพยายามสร้างสะพานที่คนไทยจะรับข่าวประเสริฐได้ง่ายขึ้นก่อน งานส่วนใหญ่จึงเน้นไปที่พันธกิจด้านการแพทย์ โรงเรียน และงานด้านการพิมพ์ จากนั้นก็คืบเข้าสู่การประกาศพระกิตติคุณ มิชชันนารีที่มีบทบาทมากในยุคนี้คือ ท่าน เอส.จี.แมคฟาแลนด์, นายแพทย์ซามูเอล เฮาส์, ดร.แดเนียล แมคกิลวารี, ศาสนาจารย์โจนาธาน วิลสัน, ศาสนาจารย์ดันแลป และมิชชันนารีอีกหลายสิบคน

ในยุคนี้ พันธกิจด้านการแพทย์ การศึกษา และการพิมพ์ของคริสเตียนมีชื่อเสียงดีมาก เช่นในกรณีของหมอเฮาส์ซึ่งเป็นหมอผ่าตัดที่มีชื่อเสียงมาก ให้การศึกษา โดยการตั้งโรงเรียน ปีค.ศ.1852 นายกีเฮง ก๊วยเซียน (ต้นตระกูลบุญอิต) ซึ่งรับเชื่อแล้ว ได้ร่วมกับมิชชันนารีอเมริกันเพรสไบทีเรียนตั้งโรงเรียนขึ้นแห่งหนึ่งโดยเขาเป็นครูใหญ่ เดิมสอนเป็นภาษาจีน ต่อมาปีค.ศ.1860 จึงเปลี่ยนมาสอนเป็นภาษาไทย โรงเรียนนี้ต่อมาได้เป็นโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน อุปสรรคเกิดขึ้นเมื่อมิชชันนารีต้องใช้เวลารักษาพยาบาล หรือสอนในโรงเรียน ซึ่งทำให้การประกาศโดยตรงลดน้อยลงไป สำหรับการประกาศโดยตรงในสมัยนั้น เน้นสิ่งตีพิมพ์ แปลพระคัมภีร์เป็นภาษาไทย และพิมพ์เป็นใบปลิวแจก และอธิบายเน้นการประกาศเป็นทีมเล็ก ๆ ระยะสั้น ๆ ไปตามที่ต่าง ๆ

ในปีค.ศ.1858 นพ.ดาเนียล แมคกิลวารี ได้เดินทางมาเป็นมิชชันนารีในประเทศไทย ท่านใช้แนวทางในการตั้งและขยายคริสตจักรดังนี้ (1) เน้นฝ่ายพระวิญญาณ (2) ประกาศอย่างกว้างขวาง และสร้างสาวก (3) เน้นคริสตจักรท้องถิ่น (4) หาผู้ใหญ่ในท้องถิ่นสนับสนุน (5) รักษาคนเจ็บป่วย (6) ช่วยคนที่ถูกข่มเหง (7) ช่วยด้านสังคม (8) ช่วยการศึกษา (9) ประกาศนำคนทั้งครอบครัว (10) ฝึกผู้นำ (11) ให้คริสตจักรท้องถิ่นเลี้ยงตัวเอง (12) ลบล้างความเชื่อเก่า ด้วยการสอนพระวจนะ (13) ไวต่อการทรงนำ ยอมเปลี่ยนนโยบายเมื่อจำเป็น (14) เอาใจใส่ในตัวบุคคล หมอแมคกิลวารี มีบทบาทสำคัญยิ่งที่ช่วยให้อเมริกันเพรสไบทีเรียนตั้งและขยายคริสตจักรไปหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือ

คณะเพรสไบทีเรียนตั้งคริสตจักรขึ้นในกรุงเทพฯ ในปีค.ศ.1847 มีสมาชิกที่ไม่ใช่มิชชันนารี 1 คน ในปีค.ศ.1849 คริสตจักรเติบโตขึ้นช้ามาก 10 ปีผ่านไปมีสมาชิกที่ไม่ใช่มิชชันนารีเพิ่มเป็น 3 คน อีก 10 ปีต่อมาเพิ่มเป็น 18 คน และเวลาผ่านไป 30 ปี มีสมาชิก 30 คน ในปีค.ศ.1861 ได้ไปเปิดคริสตจักรที่เพชรบุรีโดย ดร.แม๊คกิลวารี และดร.แม็คฟาแลนด์ 2 ปีผ่านไป ลูกจ้างของดร.แมคฟาแลนด์ชื่อนายขาว ได้กลับใจเชื่อ ต่อมาอีก 5 ปี คริสตจักรมีสมาชิกเพิ่มเป็น 7 คน ภายใน 10 ปี สมาชิกเพิ่มเป็น 15 คน และภายใน 15ปี สมาชิกเพิ่มเป็น 25 คน

ในปี 1872 อาจาย์เจ. คาริงตัน (J.Carrington) ได้ไปตั้งคริสตจักรที่อยุธยา โดยมีผู้ประกาศคนไทยชื่อ นายน่าน ไปร่วมด้วย 2 ปีผ่านไปได้ให้บัพติศมาไป 2 คน หลังจากนั้นคริสตจักรเพิ่มพูนช้ามาก 10 ปีผ่านไปมีสมาชิกเพิ่มเป็น 5 คน เฉลี่ยครึ่งคนต่อปี ต่อมาจึงหยุดและย้ายไปทำที่อื่น

ในปีค.ศ.1863 ดร.แมคกิลวารี ขึ้นไปสำรวจเชียงใหม่ ขณะที่เจ้ากาวิโลรส เจ้าเมืองลงมากรุงเทพฯ การเดินทางระหว่างกรุงเทพ-เชียงใหม่ในสมัยนั้นต้องใช้เวลา 2-3 เดือน

ระยะแรก ๆ เจ้ากาวิโลรสยอมให้คณะมิชชันนารีอยู่เชียงใหม่ได้ แต่เมื่อมีคนรับเชื่อจึงสั่งให้มิชชันนารีออกไป โดยอ้างว่ามิชชันนารีมาทำให้ฝนไม่ตก แต่ความจริงฝนไม่ตกมา 2 ปีแล้ว จึงเอาเรื่องมิชชันนารีไม่ได้ แม้ว่าจะมีการต่อต้าน แต่ทางคณะมิชชันนารีก็มิได้ท้อถอย จนในปีค.ศ.1869 จึงได้เก็บเกี่ยวผล คือมีผู้กลับใจเชื่อในพระเยซูคริสต์ 4 คน คือ หนานอินต๊ะ มัคนายกในพุทธศาสนา น้อย สุริยะ หมอพื้นเมือง ผู้ดูแลโคของเจ้ากาวิโลรส นายแสนญา วิชัย ข้าราชการ และหนานชัยถูกเจ้ากาวิโลรสสั่งจับประการในฐานที่เป็นคริสเตียนในวันที่ 14 กันยายน ค.ศ.1864 แต่ในปีต่อมา เจ้ากาวิโลรสก็ถึงแก่พิราลัย ดร.แมคกิลวารี ได้ทำหนังสือร้องทูลต่อรัชกาลที่ 5 ขอสิทธิในการเผยแพร่คริสต์ศาสนา โดยได้รับคำสนับสนุนจากพระยาเทพวรชุน ที่ปรึกษารัชการที่ 5 และเป็นข้าหลวงสำเร็จราชการเมืองเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน (ซึ่งหมายความว่า ดร.แมคกิลวารี มีความสัมพันธ์กับผู้นำระดับสูงได้ดีมาก) รัชกาลที่ 5 ทรงรับรองในปี คศ.1878 ในปีนั้นเอง คริสตจักรเชียงใหม่มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 9 คน

ในปีค.ศ.1863 คณะมิชชันนารีได้กลับประเทศ ทำให้สมาชิกคริสตจักรลดลงเหลือเพียง 11 คน

ในปีค.ศ.1865 คณะมิชชันนารีได้กลับมาทำให้คริสตจักรขยายตัวขึ้นอีก และขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในปีค.ศ.1877 มีสมาชิกเพิ่มขึ้นถึง 420 คน ในภาคเหนือ คนกะเหรี่ยงในพม่าที่อเมริกันแบ๊บติสต์ประกาศเกิดผลดีมาก จึงได้ส่งผู้ประกาศซึ่งเป็นคริสเตียนชาวกะเหรี่ยงเข้ามาประกาศกันคนกะเหรี่ยงในประเทศไทย ซึ่งจะเห็นว่าคริสตจักรกะเหรี่ยงได้เจริญก้าวหน้าในด้านตั้งและเพิ่มพูนคริสตจักรมาก่อนหน้าคริสตจักรไทยนานแล้ว

โดยภาพรวมของยุคนี้ การก่อตั้งคริสตจักรก็ยังดำเนินต่อไปอย่างยากลำบาก การประกาศ การก่อตั้งคริสตจักร และการดูแลสมาชิกยังอยู่ในการดูแลของมิชชันนารีต่างประเทศแทบทั้งหมด ถึงกระนั้นมิชชันนารีบางคณะก็ให้คนพื้นเมืองมีส่วนในการนำมากพอสมควร แต่มิชชันนารีบางคณะก็ไม่ปล่อยให้คนพื้นเมืองมีส่วนนำเลย คนจีนรับเชื่อง่ายกว่าคนไทย เพราะเป็นคนชั้นสองของสังคม ต้องการความช่วยเหลือจากมิชชันนารี และคนจีนไม่ถูกต่อต้านในการเป็นคริสเตียนมากเท่าคนไทย บางคณะเน้นงานคริสตจักร ในขณะที่บางคณะก็เน้นงานของสถาบันมากกว่างานคริสตจักร

ดูเหมือนว่ามิชชันนารีเหล่านี้ทำงานมาก แต่การประกาศกลับได้ผลน้อย ทั้งยังมีอุปสรรคขัดขวางอีกมากมาย จำนวนคนกลับใจเพิ่มขึ้นช้ามาก อีกทั้งยังมีการหยุดชะงักเพราะมีการข่มเหงและต่อต้านจากผู้มีอำนาจในสมัยนั้น โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่คริสเตียนไทยสองคนแรกในภาคเหนือคือหนานชัยกับน้อย สุริยะ ถูกตัดสินประหารชีวิตโดยคำสั่งของเจ้ากาวิโรรส ผู้ครองนครเชียงใหม่ขณะนั้น เพราะการยืนหยัดในความเชื่อที่พวกเขามีต่อองค์พระเยซูคริสต์ จากเหตุการณ์ณ์นี้ทำให้บรรดาผู้สนใจและผู้ที่กำลังเลื่อมใสในคริสต์ศาสนาเกิดความกลัว กระจัดกระจายหนีไป มิชชันนารีก็ตกอยู่ในสภาพอันตรายและหวาดกลัว การเติบโตของคริสตจักรหยุดชะงักลงชั่วระยะหนึ่งจนถึงการเสียชีวิตของเจ้าเมืองในปี 1870 สมาชิกจึงค่อยๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนงานของมิชชันนารี


ยุคขยายพันธกิจ (1884-1940)

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงให้เสรีภาพในการประกาศคริสต์ศาสนาในปีค.ศ.1878 คริสตจักรไทยได้ขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว สถิติของเพรสไบทีเรียนทั้งประเทศจาก 103 คน ในปีค.ศ.1877 ซึ่งเป็นการประกาศและตั้งคริสตจักรใน 40 ปีแรก ได้พุ่งเพิ่มขึ้นเป็น 7,750 คน ในปีค.ศ.1914 ซึ่งเป็นการทำงานในประมาณไม่ถึง 40 ปีถัดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายคริสตจักรในทางภาคเหนือนั้น เป็นการขยายตัวอย่างอัศจรรย์เลยทีเดียว คือ จาก 9 คน ในปีค.ศ.1877 เพียงไม่ถึง 40 ปี ได้มีสมาชิกเพิ่มเป็น 6,900 คน ต้องถือว่าในช่วงเวลานั้นงานของคณะเพรสไบทีเรียนเป็นหลักสำคัญที่ทำให้การ ก่อตั้งคริสตจักรโปรเตสแตนต์ในประเทศไทยเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ด้วยวิธีการหลายอย่าง หลักๆ ก็คือ การประกาศโดยตรง การส่งเสริมการศึกษา การแพทย์และอนามัย รวมทั้งวิธีอื่นๆ ด้วย เช่น การพิมพ์ และการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยหรือผู้ที่สังคมรังเกียจ

อย่างไรก็ตามภายหลังปี ค.ศ.1895 ในกลุ่มคริสตจักรเพรสไบทีเรียนในประเทศไทยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดแนว ทางปฏิบัติเพื่อก่อตั้งสร้างคริสตจักรที่จะให้เป็นของคนไทยหรือคนพื้นเมือง เองมากขึ้น (หลักการเนเวียส) เนื่องจากมีการพิจารณากันเห็นว่าการทำพันธกิจที่ผ่านมา บรรดามิชชันนารีจากต่างประเทศมีบทบาทนำมาโดยตลอด ทั้งการตั้งคริสตจักรและและการนำคริสตจักร รวมไปถึงงานสถาบันทั้งหลายด้วย ทำให้เกิดทัศนคติในหมู่คนไทยเสมอมาว่าคริสต์ศาสนาเป็นศาสนาของคนต่างชาติ และผู้ที่จะหันไปรับเชื่อก็ต้องเผชิญกับปัญหากดดันรอบด้าน ซึ่งไม่อาจแก้ปัญหาเองได้นอกจากต้องพึ่งมิชชันนารี และต่อมาเมื่อมีผู้รับเชื่อมากขึ้นก็ได้ปรากฏรูปแบบพื้นฐานทั่วไปในกลุ่มนี้ คือ มีการยึดมิชชันนารีเป็นเสมือนเจ้านาย ทั้งนี้เพราะสภาพสังคมในขณะนั้นเป็นระบบเจ้าขุนมูลนายด้วย อีกทั้งมิชชันนารีในระยะหลังก็ปฏิบัติตนคล้ายคลึงกับเจ้าขุนมูลนาย ประกอบกับผู้ที่มาเป็นคริสเตียนส่วนใหญ่ก็เป็นลูกจ้างหรือคนในความอุปถัมป์ ของมิชชันนารี จึงก่อให้เกิดรูปแบบที่สอดคล้องกับสภาพสังคมเดิมและมีผลต่องานพันธกิจ คือ กิจกรรมต่างๆ อยู่ในอำนาจของคณะมิชชันนารีจากต่างประเทศ ส่วนคริสเตียนไทยเป็นเพียงผู้ตาม จนเป็นทัศนคติที่ฝังรากลึกว่า มิชชันนารีเป็นผู้ให้ คริสเตียนไทยเป็นผู้รับ ความรู้สึกเช่นนี้สืบเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน ในหมู่ผู้นำคริสเตียนไทยจึงเริ่มรู้สึกว่าควรถึงเวลาที่จะต้องมีคริสตจักร ที่เป็นของคนไทยหรือคนพื้นเมืองเองจริงๆ เสียที

นอกจากนี้ยังมีความรู้สึกอีกว่า ที่ผ่านมามิชชันนารียังไม่ได้พยายามมากพอที่จะเตรียมคริสเตียนไทยให้เข้ามารับผิดชอบดูแลงานแทน แม้ว่ามีการตั้งโรงเรียนฝึกอบรมทางศาสนศาสตร์ในปี ค.ศ. 1912 มีนักเรียนประมาณ 7-9 คน แต่เปิดได้ไม่นานก็ปิดลง เนื่องจากมิชชันนารีที่ดูแลเดินทางกลับไปพักผ่อน ประกอบกับไม่มีสถานที่เรียนของตนเอง (การเปิดสอนใช้ห้องว่างของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย) กิจกรรมดังกล่าวจึงไม่มีความต่อเนื่อง และไม่มีการตั้งขึ้นมาอีก

การเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีขึ้นอย่างจริงจังในช่วงปี ค.ศ. 1929 ซึ่งประจวบกับโอกาสการฉลองครบรอบ 100 ปีโปรเตสแตนต์ในประเทศไทยด้วย (คศ.1829 ถึง 1929) เดือนกุมภาพันธ์ 1929 ดร.จอห์น อาร์. มอตต์ ได้จัดการประชุมใหญ่ขึ้นในกรุงเทพฯ โดยได้เชิญบรรดาผู้นำทั้งมิชชันนารีและคนไทยมาร่วมประชุม ผลคือมีมติที่จะเริ่มดำเนินการที่จะนำไปสู่การจัดตั้ง “คริสตจักรแห่งชาติ” (National Church Council หรือ NCC) ขึ้น และคาดหวังว่าคริสตจักรแห่งชาตินี้จะรวมคริสเตียนโปรเตสแตนต์ทั้งหมดเข้ามารวมตัวกันเป็นองค์กรเดียว

ในที่สุดก็เกิดการจัดตั้งสภาคริสตจักรในประเทศไทยในการประชุมวันที่ 7-11 เมษายน ค.ศ. 1934 เพื่อมุ่งให้คริสเตียนไทยสามารถดูแลรับผิดชอบงานพันธกิจเองได้อย่างเต็มที่ แทนที่จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของมิชชันนารีต่างประเทศไปเรื่อยๆ และหวังว่าคณะโปรเตสแตนต์ทั้งหลายจะได้เข้าเป็นสมาชิกในสภาคริสตจักรนี้ แต่เท่าที่เกิดขึ้นก็คือมีแต่คริสตจักรเพรสไบทีเรียนและอเมริกันแบ๊บติสต์ (คริสตจักรจีน) เท่านั้นที่เข้าเป็นสมาชิก (ต่อมาภายหลังมีคณะอื่นๆ เข้าร่วมอีก)

หลังจากที่สภาคริสตจักรได้ ถือกำเนิดขึ้นแล้ว เหตุการณ์ที่น่าจดจำก็คือ คณะเพรสไบทีเรียนในประเทศไทยซึ่งเข้ามาทำพันธกิจตั้งแต่ปี 1840 ได้มีพิธีประกาศยุบตัวเองเพื่อเข้ารวมอยู่ในสภาคริสตจักร ไม่เป็นคณะหรือองค์การที่แยกออกต่างหากเพื่อทำตามนโยบายของตนเองอีกต่อไป แต่เป็นภราดรผู้ร่วมงานอยู่ภายในสภาคริสตจักร นี่นับเป็นครั้งแรกที่คณะมิชชั่นต่างประเทศที่เคยมีฐานะอยู่เหนือคริสตจักร ไทยมาโดยตลอดได้ยอมลดฐานะมาเป็นผู้ร่วมงานเท่าเทียมกับคริสตจักรของชาวพื้น เมืองอย่างสมบูรณ์


ในวาระที่โปรเตสแตนต์ในประเทศไทยครบรอบ 100 ปี สภาคริสตจักรได้มีสถิติ ณ สิ้นเดือนกันยายน ปี 1930 ที่แสดงถึงการเติบโตของก่อตั้งคริสตจักรในประเทศไทย คือ มีคริสตจักรจำนวน 53 แห่ง และสมาชิกจำนวน 8,584 คน เงินถวาย 41,807 บาท มีมิชชันนารี(เฉพาะของเพรสไบทีเรียน) 95 คน และผู้รับใช้คนไทย 384 คน นอกจากนี้ยังมีโรงเรียน 47 แห่ง นักเรียน 3,729 คน และมีโรงพยาบาล 11 แห่ง จำนวนเตียงรวม 283 เตียง

นรินทร์ ศรีทันดรได้วิเคราะห์ว่า ปัจจัยที่ช่วยให้คริสตจักรขยายตัวไว้ว่ามีทั้งเหตุปัจจัยจากคริสตจักรเองและจากภายนอกคริสตจักร

ในด้านปัจจัยจากคริสตจักร มีสาเหตุหลายประการได้แก่ ประการแรก คริสตจักรในยุคนี้มีผู้นำที่ดี เช่น ดร.แมคกิลวารี เป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณ มีนิมิต มีเป้าหมายชัดเจน และมีแผนงานยอดเยี่ยม โดยยึดหลักการประกาศแล้วสร้างสาวก(เลี้ยงดูให้เติบโต) ประการที่สอง มีการออกไปตั้งคริสตจักรใหม่ การไปตั้งคริสตจักรลูก หรือ ออกไปตั้งคริสตจักรแห่งใหม่เป็นการขยายคริสตจักรอย่างทวีคูณ เช่น ทางภาคเหนือ คริสตจักรแม่ในเชียงใหม่ ขยายไปตั้งที่ลำปางในปีค.ศ.1885 ลำพูน(ค.ศ.1891) แพร่ (ค.ศ.1893) น่าน (ค.ศ.1894) เชียงราย (ค.ศ.1899) เชียงรุ้ง (ค.ศ.1917) ทางภาคกลางและภาคใต้ ราชบุรี (ค.ศ.1889) พิษณุโลก (ค.ศ.1899) นครศรีธรรมราช (ค.ศ.1900) ตรัง (ค.ศ.1910) ประการที่สาม ผู้คนเห็นว่าพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์มีฤทธิ์อำนาจเหนือผี ชาวบ้านเห็นว่า คนที่กลับใจมาเป็นคริสเตียนแล้วผีไม่รบกวน จึงเปิดใจมาเชื่อพระเยซู ประการที่สี่ ผู้ประกาศพยายามใช้เรื่องที่ชาวบ้านเข้าใจเป็นสะพานเข้าสู่พระกิตติคุณ ในสมัยนั้นได้ใช้เรื่องพระศรีอาริยเมตไตรย์ ที่ชาวบ้านรู้เรื่องโยงเข้าสู่เรื่องของพระเยซูคริสต์ ประการที่ห้า มีการใช้โรงเรียนคริสเตียน เพื่อนำนักเรียนมาถึงพระเยซูคริสต์ ในช่วง ค.ศ.1913-1917 นักเรียนทางภาคเหนือ มาเป็นคริสเตียน 559 คน ทางภาคกลางและภาคใต้มาเป็นคริสเตียน 99 คน ประการที่หก ใช้สถาบันผู้ป่วยโรคเรื้อนนำคนมาเชื่อในพระเยซูคริสต์ ในช่วงปี ค.ศ.1909 คริสตจักรที่สถาบันแมคเคน มีผู้ป่วยโรคเรื้อนเป็นสมาชิก 2 คน เมื่อถึงค.ศ.1914 สมาชิกคริสตจักรเพิ่มเป็น 200 คน

ประการสุดท้าย มีการฉวยโอกาสใช้ความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นนำคนมาเชื่อในพระเยซูคริสต์ ช่วงปีค.ศ.1911-1914 เกิดมาเลเรียระบาดทางภาคเหนือ คริสตจักรได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ได้นำคนมาเป็นคริสเตียนตามที่ต่าง ๆ ดังนี้ น่าน 98 คน แพร่ 289 คน ลำปาง 295 คน เชียงราย 308 คน เชียงใหม่ 2,933 คน

ส่วนทางด้านปัจจัยภายนอกที่มีผลทำให้การก่อตั้งคริสตจักรขยายตัวไปอย่างมาก ประการแรก จากปัจจัยจากการเมือง ช่วงเวลาการปกครองของรัชกาลที่ 5 (ค.ศ.1868-1910) ต้องผจญกับการล่าอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส พระองค์ท่านจึงพยายามกระทำสัมพันธไมตรีกับสหรัฐอเมริกา เพื่อถ่วงดุลทางการเมือง จึงเป็นผลดีต่อมิชชันนารีชาวอเมริกัน ประการที่สอง เป็นช่วงการฟื้นฟูตามที่ต่าง ๆ ของโลก คศ.1904 เกิดการฟื้นฟูในรัฐเวลส์ ประเทศอังกฤษ ค.ศ.1907 เกิดการฟื้นฟูในเกาหลี ในประเทศไทยก็เกิดการฟื้นฟูด้วย ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ปีค.ศ.1890 มีการตั้งกลุ่มอธิษฐาน ปีค.ศ.1899 เกิดการฟื้นฟู ปีค.ศ.1906 มีคนรับเชื่อมาก

ประการที่สาม เกิดการเคลื่อนไหวที่นำให้คนกลับใจเชื่อพระเยซูครั้งละมาก ๆ เช่น ที่ลำปาง (ค.ศ.1898) นครศรีธรรมราช (ค.ศ.1917) พิษณุโลก (ค.ศ.1909) ค.ศ.1901 ที่น่าน มีคนทั้งหมู่บ้านรับเชื่อ ค.ศ.1886 มีเผ่าลาฮูที่รับเชื่อทั้งหมู่บ้าน ปีค.ศ.1907 พวกขมุที่หนีฝรั่งเศสจากลาวเข้ามาไทย รับเชื่อกันมาก

ประการสุดท้าย รับการเสริมกำลังจากมิชชันนารีคณะอื่น ได้แก่ คณะ The British Churches of Christ เคยทำงานในพม่ามาก่อน โดยทำกับคนมอญ มีคนมอญเข้ามาในเมืองไทยมาก (ประมาณ 80,000คน ในปีค.ศ.1904) จึงตามเข้ามาทำกับคนมอญ ในปีค.ศ.1903 ทำที่นครชุม นครปฐม บ้านโป่ง ท่าเรือ ท่าม่วง คณะแองกลิกัน (Anglican) จากอังกฤษ เข้ามาในปีค.ศ.1894 แต่เน้นทำพันธกิจกับฝรั่งมากกว่าคนไทย สมาคมพระคริสตธรรมอเมริกัน (The American Bible Society) ได้มีส่วนช่วยแปลพระคัมภีร์ให้กับABCFM ตั้งแต่แรกแล้ว ในปี 1893 ได้แปลพระคัมภีร์ภาษาไทยครบทั้งเล่ม คณะพี่น้อง (Brethren) เริ่มเข้ามาประกาศที่ภูเก็ต ในปี ค.ศ.1882

การถดถอยท่ามกลางขยายตัว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาพรวมของคริสตจักรไทย ระหว่างปีค.ศ.1878-1814 นั้น กำลังขยายตัวเป็นอย่างมาก แต่มีบางที่เกิดการถดถอย

คณะอเมริกันแบ๊บติสต์ หรือคริสตจักรจีนในกรุงเทพฯ ปีค.ศ.1877 ขยายตัวถึง 420 คน แต่พอถึงปี ค.ศ.1884 ลดเหลือเพียง 100 คน และปี ค.ศ.1889 ลดเหลือเพียง 12 คน เนื่องจากไม่มีผู้นำคนจีนทำงานต่อเนื่องได้ ขณะที่มิชชันนารีกลับประเทศ นอกจากนี้ผู้เชื่อบางคนไปแต่งงานกับคนไทยที่ไม่เชื่อทำให้หลงทางไป และมีแก๊งอั้งยี่เริ่มขัดขวางต่อต้านคริสเตียน ซึ่งเป็นผลเนื่องจากสงครามระหว่าฝรั่งกับคนจีนในประเทศจีน ปีค.ศ.1907 มีมิชชันนารีกลับเข้ามาหนุนใจ มีสมาชิกในปีนั้น 70 คน ไฟได้ไหม้ห้องประชุม จึงสร้างขึ้นใหม่ในปีค.ศ.1909

คณะเพรสไบทีเรียนที่จังหวัดเพชรบุรี อาจารย์ อี.พี. ดันแลป (E.P.Dunlap) ได้มาทำงานต่อหลังจากที่คริสตจักรได้ตั้งขึ้นแล้ว และคริสตจักรได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว คือ ปีค.ศ.1875 มีสมาชิก 28 คน อีก 10 ปีต่อมา คริสตจักรขยายขึ้นเป็น 274 คน หลังจากนั้น มีอาจารย์แมคเคลอร์ (McClure) กับ ดร.ทอมสัน (Dr.Thompson) มารับงานต่อ ทั้งสองเป็นคนเข้มงวด เน้นความบริสุทธิ์ของผู้เชื่อ แต่ขาดการประกาศและหนุนใจ ทำให้สมาชิกลดลงเรื่อยมา ปีค.ศ.1893 เหลือสมาชิก 38 คน และในปี 1906 เหลือเพียง 5 คน

ยุคพันธกิจถดถอยท่ามกลางสงคราม (1941-1945)

ช่วงระหว่างปีค.ศ.1914 เป็นปีเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 1 จนถึงปีค.ศ.1945 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงเวลานี้คริสตจักรเกิดการหยุดอยู่กับที่ ระหว่างปีค.ศ.1914-1940 อัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.7% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าการขยายตัวขั้นต่ำ 2.1%ต่อปี และในช่วงเวลาสงครามโลกครั้งที่ 2 คริสตจักรไม่เพียงแต่ไม่ขยายตัวเท่านั้น ยังลดหายไปอย่างมากมายด้วย สภาคริสตจักรฯ (ซึ่งรวมระหว่างเพรสไบทีเรียน และอเมริกันแบ๊บติสต์) ปีค.ศ.1940 มีสมาชิก 9,399 คน เมื่อเกิดสงคราม ปีค.ศ.1942 สมาชิกลดลงเหลือเพียง 6,000 กว่าคน ซึ่งน้อยกว่าปีค.ศ.1914 (ที่มีประมาณ 7,750 คน)

นรินทร์ ศรีทันดรได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุของการถดถอยว่ามีสาเหตุจากปัญหาภายนอกและปัญหาจากภายในคริสตจักร ปัญหาจากภายนอกมีหลายประการได้แก่

ประการแรก ประเทศไทยเข้าสู่ยุคพัฒนา คนไทยรับความเจริญแต่ไม่ยอมรับพระเยซู คริสเตียนบางคนหลงติดตำแหน่ง ชื่อเสียง อำนาจ แทนที่จะให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่งในชีวิต

ประการที่สอง เป็นปัญหาด้านการเมือง เนื่องจากผู้ปกครองประเทศในสมัยนั้นถือว่า ชาติมหาอำนาจเป็นประเทศคริสเตียน หาประโยชน์และเอาดินแดนไปจากไทย จึงได้ฟื้นฟูพุทธศาสนาขึ้น ผู้ใดไม่เป็นพุทธ ถือว่าทรยศต่อชาติ อีกประการหนึ่งคือ ขณะนั้นทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ เงินถวายในการส่งมิชชันนารีลดลง 40-50% ทำให้จำนวนมิชชันนารีลดลง คศ.1929 มีมิชชันนารี 102 คน ค.ศ.1939 มีมิชชันนารีเพียง 68 คน เงินสนับสนุนผู้รับใช้คนไทยถูกตัด ขณะที่งานรับผิดชอบกำลังเพิ่มขึ้น มิชชันนารีเลือกที่จะรักษาโรงเรียนและโรงพยาบาลไว้ ทำให้งานคริสตจักรยิ่งถูกละเลย

สาม ปัญหาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 คริสเตียนถูกข่มเหงจากญี่ปุ่นและจากคนไทยที่เคร่งพุทธ คริสเตียนเป็นข้าราชการไม่ได้ ทำให้หลายคนละทิ้งความเชื่อ ยิ่งกว่านั้น โรงเรียน โรงพยาบาลคริสเตียน แม้แต่โบสถ์ก็ถูกปิด ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

ส่วนปัญหาจากภายในคริสตจักรก็มีหลายประการ ประการแรกคือ ขาดผู้นำที่เข้มแข็งที่จะสานงานต่อ เนื่องจาก ผู้นำเข้มแข็งเสียชีวิตแล้ว ดร.แมคกิลวารี (ค.ศ.1911) ดร.ดับเบิ้ลยู. ซี. ด๊อดด์ (Dr.W.C.Dodd ค.ศ.1919) มิชชันนารีลดลง และยังไม่มีผู้นำคริสเตียนไทยที่เข้มแข็ง เนื่องจากยังขาดการสร้างสาวกและการสร้างผู้นำเท่าที่ควร ประการที่สอง คริสตจักรไปเน้นงาน โรงเรียน โรงพยาบาล มากกว่างานการตั้งและการขยายคริสตจักร เห็นได้จากในระหว่างปีค.ศ.1914-1940 อัตราการขยายตัวของจำนวนนักเรียนในโรงเรียนคริสเตียนเพิ่มมากกว่าการขยายตัวจำนวนคริสเตียน อัตราการขยายตัวของจำนวนคนไข้ในโรงพยาบาลคริสเตียนเพิ่มมากกว่าการขยายตัวจำนวนคริสเตียน จำนวนโรงเรียนมีมากกว่าจำนวนโบสถ์

ประการที่สาม คริสเตียนจำนวนมากยังไม่ได้มีความเชื่อถึงจุดที่ให้พระคริสต์เป็นที่หนึ่งในชีวิต จึงมักปฏิเสธความเชื่อเมื่อถูกข่มเหง ประการสุดท้าย กำลังอยู่ในช่วงที่เปลี่ยนแปลงผู้นำจากมิชชันนารีมาสู่ผู้นำคริสเตียนคนไทย เห็นได้จากในปี ค.ศ.1943 ตั้งสภาคริสตจักรในประเทศไทย เพื่อรับงานของมิชชันนารีเพรสไบทีเรียน และอเมริกันแบ๊บติสต์ที่ได้ตั้งไว้

การฟื้นฟูท่ามกลางการถดถอย

นักเทศน์ฟื้นฟูชื่อ ดร.จอห์น ซง เข้ามาฟื้นฟู ค.ศ.1938,1939 และอาจารย์วิลสัน หว่อง (Wilson Wong) จากซีเอ็มเอ (C&MA) เข้ามาฟื้นฟู ค.ศ.1938 เป็นการเตรียมใจคริสเตียนไทยสำหรับสงครามโลกครั้งที่ 2 คริสตจักรจีนในกรุงเทพฯ ยังขยายตัวได้ในช่วงสงคราม เป็นผลมาจากการฟื้นฟูของดร.ซง และคนจีนไม่ค่อยได้รับการเพ่งเล็งเพราะทั้งญี่ปุ่นและคนไทยถือว่าคนจีนเป็นคนต่างชาติ อีกประการหนึ่งคนจีนสามารถหาเงินในภาวะสงครามได้จึงสามารถเลี้ยงดูผู้รับใช้พระเจ้าต่อไปได้

องค์การที่เข้ามาใหม่ในช่วงนี้

เซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนทิสต์ (Seventh Day Adventist) (ตั้งขึ้น ค.ศ.1831 โดยMrs.White ที่สหรัฐ เน้นการนมัสการวันเสาร์แทนวันอาทิตย์ และเน้นการเสด็จกลับมาครั้งที่ 2 ของพระเยซู) เข้ามาประเทศไทยในปีค.ศ.1918

ซีเอ็มเอ (C&MA หรือ Christian And Missions Alliance) ก่อตั้งขึ้นในสหรัฐโดย ดร.เอ บี ซิมพ์สัน เข้าในประเทศไทยปีค.ศ.1919 โดยทำงานในภาคอีสาน

ยุครื้อฟื้นและขยายพันธกิจ (1946-1988)

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 คริสตจักรไทยได้ฟื้นตัวขึ้น จำนวนคริสเตียนได้เพิ่มขึ้น 10 เท่าตัวภายใน 40 ปี คือ จาก 6,000 คน ได้เพิ่มขึ้นเป็น 60,000 คน การที่คริตจักรไทยฟื้นตัวมาจากปัจจัยสามประการ คือ จากการพันธมิตร (ฝรั่ง) ชนะญี่ปุ่นในสงคราม ทำให้ภาพพจน์ของฝรั่งดีขึ้น เป็นผลให้คริสเตียนได้รับการยอมรับ เนื่องจากคนไทยทั่วไปถือว่าคริสเตียนเป็นศาสนาฝรั่ง ประการต่อมาคือ เมื่อสงครามเลิก คริสเตียนจำนวนมากที่หันกลับไปทางเก่าในช่วงสงครามได้กลับใจใหม่กลับมาเป็นคริสเตียนอีกครั้ง และประการที่สาม มีองค์การมิชชั่นใหม่ ๆ ที่เข้ามาเสริมกำลัง ปัจจัยนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในยุคนี้มีองค์การมิชชั่นใหม่ที่เข้าสังกัดสภาคริสตจักร ฯ ได้แก่ ค.ศ.1953 มาร์บูร์เกอร์ (Marburger), ค.ศ.1956 คณะคริสตจักรเพรสไบทีเรียนในเกาหลี (Presbyterian Church in Korea -KIM), ค.ศ.1959 คณะคริสตจักรแห่งอินเดียใต้ (Church Of South India), ค.ศ.1969 คณะคริสตจักรเพรสไบทีเรียนแห่งไต้หวัน (Presbyterian Church Of Formosa), ค.ศ.1972 คณะออสเตรเลียนเพรสไบทีเรียน (Australian Presbyterian), ค.ศ.1972 คณะออสเตรเลี่ยนแบ๊บติสต์ (Australian Baptist), ค.ศ.1976 คณะสหพันธ์แบ๊บติสต์แห่งสวีเดน (Baptist Union Of Sweden)

นอกจากนี้ก็ยังมีองค์การมิชชั่นใหม่ที่ต่อมารวมตัวกันเป็นสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย ในปีค.ศ.1969 (ดูรายละเอียดในหัวข้อ “สหกิจคริสเตียนในประเทศไทย”) และมีคณะมิชชั่นจากเซาเทิร์นแบ๊บติสต์ สหรัฐอเมริกา (Southern Baptist Convention) เข้ามาทำพันธกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 1949 ซึ่งต่อมาก็มีการมอบอำนาจให้คริสเตียนไทยมากขึ้นจึงได้ก่อตั้งสหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทยในปี 1971 ซึ่งคณะกรรมการบริหารเป็นคนไทยล้วนๆ ต่อมาจึงก่อตั้งเป็นมูลนิธิคริสตจักรคณะแบ๊บติสต์ จดทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทยในปี 1977 และถือเป็นองค์การย่อยทางคริสต์ศาสนาที่ได้รับการรับรองจากกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ เช่นเดียวกันกับสภาคริสตจักรฯ และสหกิจคริสเตียนในประเทศไทย (ดูรายละเอียดในหัวข้อ “สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย”) นอกจากนี้แล้ว ก็ยังมีองค์การมิชชั่นจากต่างประเทศที่เข้ามาบุกเบิกตั้งคริสตจักรในประเทศไทยอีกมากมายที่เป็นอิสระ ไม่ได้เข้าสังกัดใดๆ ทั้งสภาฯ สหกิจฯ และสหคริสตจักรแบ๊บติสต์ฯ (ดูรายละเอียดในหัวข้อ “กลุ่มอิสระ”)

การเริ่มต้นของสหกิจคริสเตียนในประเทศไทย

ในช่วงเวลาหลายสิบปีที่สภาคริสตจักรได้ก่อตั้งมานั้น ความจริงแล้วยังมีกลุ่มคริสเตียน คริสตจักร องค์การ คณะมิชชั่น และสถาบันคริสเตียนใหญ่น้อย กระจัดกระจายกันอยู่ทั่วประเทศไทยโดยมิได้เข้าสังกัดอยู่กับสภาคริสตจักรฯ ในขณะนั้นด้วยเหตุผลต่างๆ กัน และเมื่อเอาจำนวนกลุ่มคริสตจักร องค์การมิชชั่นและสถาบันดังกล่าวมารวมกันเข้าก็ได้จำนวนมิใช่น้อยเลย

ต่อมาได้เกิดความต้องการที่จะร่วมมือเพื่อสามัคคีธรรม และช่วยเหลือซึ่งกันและกันขึ้นในบรรดาคริสเตียนโปรเตสแตนต์ที่มิได้สังกัดสภาคริสตจักร และเพื่อตอบสนองความประสงค์ของทางราชการที่อยากจะเห็นการรวมตัวของคริสเตียนเหล่านี้เพื่อสะดวกต่อการติดต่อกับทางราชการ กลุ่มดังกล่าวจึงได้มีการรวมตัวกันก่อตั้ง “สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย” ขึ้น และทางรัฐบาลได้ให้การรับรองว่าเป็นองค์การใหญ่องค์การหนึ่งของคริสต์ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ และเป็นองค์การที่สามของคริสต์ศาสนารองจากคาทอลิกและสภาคริสตจักรในประเทศไทย สังกัดกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ณ วันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2512 (ค.ศ.1969) จากนั้นก็ได้เปิดรับสมาชิกเข้าในสังกัด โดยมีสมาชิก 4 ประเภทคือ องค์การมิชชันนารีจากต่างประเทศ องค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายในประเทศ สมาชิกที่เป็นคริสตจักร และสมาชิกรายบุคคล นอกจากนี้ภายหลังยังได้ตั้งมูลนิธิสหกิจคริสเตียนในปีค.ศ.1976 (พ.ศ.2519)

ดังที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้วว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ช่วงปี 1945-1988 เป็นยุคที่คริสตจักรขยายตัวเป็นอย่างมากก็คือการที่มีองค์กรใหม่ๆ จากต่างประเทศเข้ามาทำพันธกิจในประเทศไทยอย่างมากมาย และในบรรดาองค์การที่เข้ามานี้ มีจำนวนมากที่เข้าในสังกัดของสหกิจคริสเตียนในประเทศไทย ซึ่งเราสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือองค์การที่ตั้งคริสตจักร กับองค์การที่ส่งเสริมคริสตจักร

องค์การตั้งคริสตจักร ที่เข้ามาในช่วงระหว่างยุคคริสตจักรขยายตัว (1945-1988) ได้แก่

คณะซีเอ็มเอ (C&MA) ได้เข้ามาอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำที่ภาคอีสาน แต่ต่อมาได้ทำในกรุงเทพฯ ด้วย ตั้งสภาพระกิตติคุณขึ้นในปีค.ศ.1958

คณะเวค (WEC) เข้ามา ค.ศ.1947 ก่อตั้งโดย C.T.Studd ชาวอังกฤษ ปีค.ศ.1914 ทำงานที่กำแพงเพชร สุโขทัย ตาก คริสตจักรไทยที่ตั้งขึ้นมีชื่อว่า คริสตจักรสมานสามัคคี

คณะ FFFM เข้ามา ค.ศ.1947 เป็นคณะเพ็นเตคอสท์ จากฟินแลนด์ (คณะเพ็นเตคอสท์เน้นฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณ เน้นต้องพูดภาษาแปลก ๆ เริ่มต้นปีค.ศ.1900 ที่สหรัฐฯ หลังจากนั้นขยายไปตามประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก) เริ่มต้นที่งานที่ธนบุรี ต่อมาขยายไปที่หล่มสัก อุตรดิตถ์ เลย เพชรบูรณ์ เชียงราย เชียงใหม่ มีโรงเรียนพระคริสตธรรมหลักสูตรระยะสั้นที่หมู่บ้านเศรษฐกิจ กรุงเทพฯ

คณะคริสตจักรของพระคริสต์จากสหรัฐอเมริกา (American Churches Of Christ) เข้ามา ค.ศ.1949 ทำงานกับคนยิ่วเมี่ยน (เย้า) ม้ง ขมุ ถิ่นแถวเชียงราย ทีแรกเข้าสังกัดกับสภาคริสตจักรฯ ปีค.ศ. 1971 ย้ายเข้าสังกัดสหกิจฯ

คณะโอเอ็มเอฟ (OMF) เข้ามา ค.ศ.1951 เดิมชื่อ China Inland Mission ผู้ก่อตั้งคือ ฮัดสัน เทย์เลอร์ ชาวอังกฤษ ตั้งในปีค.ศ.1853 เป็นองค์การนานานิกาย (มีหลายนิกายร่วมกัน) เดิมเน้นเฉพาะชาวอังกฤษ ต่อมาเป็นองค์การนานาชาติ ชื่อว่า Overseas Missionary Fellowship ทำงานในภาคกลาง อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ พิจิตร อ่างทอง สิงห์บุรี สระบุรี ลพบุรี ภาคใต้ 4 จังหวัดใต้สุดของไทย ภาคเหนือทำกับเผ่าต่าง ๆ คือ ม้ง ยิ่วเมี่ยน (เย้า) กะเหรี่ยง อาคา ไทยใหญ่ ลีซู ในกรุงเทพฯ เดิมทำกับองค์การนักศึกษา แต่ต่อมาก็ตั้งคริสตจักรด้วย คริสตจักรที่ตั้งขึ้นมีชื่อว่า คริสตจักรสัมพันธ์ในประเทศไทย (หมายเหตุ : ปัจจุบันคริสตจักรสัมพันธ์ในประเทศไทย มีคริสตจักรอื่นร่วมด้วย เช่น คริสตจักรสะว้า ที่ New Tribes ตั้ง และคริสตจักรที่ Paul Mission ตั้ง)

คณะนิวไทรบ์มิชชั่น (New Tribes Mission) เข้ามา ค.ศ.1951 ทำกับคนไทย ละว้า โซ่ กะเหรี่ยง อูก๋อง ลาวโซ่ง และผีตองเหลือง

คณะเพนเทคอสต์แห่งสแกนดิเนเวีย (Scandinavian Pentecostal) เป็นมิชชันนารีเพ็นเทคอสต์ จากประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวียจาก นอรเวย์ เข้ามาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามก็ได้กลับเข้ามาอีก จากสวีเดนเข้ามาปีค.ศ.1951 จากเดนมาร์กเข้ามาปีค.ศ.1951 เช่นกัน ทำงานในทางภาคใต้ เคยตั้งโรงเรียนพระคริสตธรรมที่สุราษฎร์ธานี คริสตจักรที่ตั้งขึ้นมีชื่อว่า คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์

คณะพี่น้อง (Brethren) เคยเข้ามาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามได้เข้ามาอีก ปีค.ศ.1952 (Brethren เป็นกลุ่มคริสเตียนที่เดิมทีมาจากลูเธอร์แรน ประมาณปีค.ศ.1700 ได้แยกออกมา มีชื่อกลุ่มว่า Pietist มีกลุ่มในอังกฤษ ปีค.ศ.1800) เดิมทำงานที่ภูเก็ต ทุ่งสง และกันตัง กับคนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน ได้ตั้งพระคริสตธรรมไปรษณีย์เอ็มมาอู ต่อมาทำงานที่พังงา กระบี่ ระนอง และทำกับชนชาวอุรุกลาไว (ชาวเล) ด้วย

คณะเจแปนมิชชั่น (Japan Christian Mission) เข้ามาช่วงทศวรรษของ ค.ศ.1950 ทำงานกับคนในคุก ได้เปิดคริสตจักรแก่งคอยจังหวัดสระบุรี (ต่อมาเข้าอยู่ในคริสตจักรสัมพันธ์ในประเทศไทย)

คณะเพนเทคอสต์จากแคนาดา (Canadian Pentacostal) เข้ามา ค.ศ.1960 ทำงานอยู่ในหลายจังหวัด ในกรุงเทพฯ คือคริสตจักรใจสมาน มีชื่อกลุ่มว่า พระกิตติคุณสมบูรณ์สัมพันธ์

คณะฟิลิปปินส์แบ๊บติสต์ (Phillippine Baptist) เข้ามา ค.ศ.1964 ทำงานในกรุงเทพฯ ตั้งคริสตจักรพระกรุณาธิคุณ

คณะคริสตจักรของพระเจ้าพันธกิจโลก (Church Of God World Missions) เข้ามาค.ศ.1967 เป็นกลุ่มเพ็นเทคอสเริ่มจากทหารอเมริกันที่อุดร ได้ประกาศ และมีคริสตจักรขึ้นในกรุงเทพฯ คือคริสตจักรก่อตั้งจิต

คณะ Assembly Of God Of Prophecy (ค.ศ.1968) เป็นกลุ่มเพ็นเตคอสจากสหรัฐฯ เดิมทีทำงานกับทหารอเมริกันที่โคราช ต่อมาจึงทำงานกับคนไทยด้วย

คณะ Assembly Of God (ค.ศ.1968) เป็นกลุ่มเพ็นเตคอสจากสหรัฐฯ เดิมทีตั้งใจทำงานกับทหารอเมริกัน ต่อมาประกาศกับคนไทยด้วย มีชื่อกลุ่มว่า “คริสเตียนสัมพันธ์”

คณะ Evangelical Covenant Church Of America (ค.ศ.1971) ทำงานที่อุดรธานี ประกาศพร้อมกับมีโครงการให้สมาชิกเลี้ยงตนเอง ใช้เพลงพื้นบ้านอีสานประยุกต์เข้าในการประกาศและการนมัสการ

คณะ North Thailand Christian Mission (ค.ศ.1975) ทำงานกับคนลีซู

คณะ Church Of God Southeast Asia Mission (ค.ศ.1976) มาจากสหรัฐฯ อยู่ในกลุ่มHoliness เดิมทำงานที่กรุงเทพฯ และบุรีรัมย์

คณะลูเธอแลนด์แห่งนอร์เวย์ (Norwegian Lutheran) เข้ามา ค.ศ.1976 คริสตจักรลูเธอร์แรนจากนอรเวย์ทำงานในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

คณะ China Evangelistic Mission เข้ามาในปี ค.ศ.1970 จากฮ่องกง ทำงานที่เชียงใหม่กับคนจีน และคนลาฮู

คณะเกาหลีเพรสไบทีเรียนมิชชั่น (Korea Presbyterian Mission -KPM) เข้ามาในปีค.ศ.1979 ทำงานในหลายจังหวัด ได้ตั้งโรงเรียนศิษยาภิบาลขึ้น

คณะซีเอ็มเอฮ่องกง (C&MA Hong Kong) เข้ามา ค.ศ.1981 ทำงานที่ขอนแก่น และโคราช

คณะพระคริสต์เพื่อชาวไทย (Christ to Thailand) จากฟิลิปปินส์ ตั้งคริสตจักรน้ำพระทัย และมีงานโฮมไบเบิลลีก

ยังมีคณะอื่นๆ อีกได้แก่ Faith Bible Mission , Frontier Labourer for Christ, The Great Commission, Nazarene เป็นคริสตจักรจากสหรัฐ ฯ ซึ่งเดิมได้รับอิทธิพลจากจอห์น เวสเลย์, Korea Global Mission ทำงานในกรุงเทพฯ และชลบุรี, Korea Evangelical Church มีส่วนสนับสนุนคริสตจักรเมืองไทย, Seo Moon World Missions จากเกาหลี ตั้งคริสตจักรความรัก, World Mission Partners จากเกาหลี, Korean Methodist Church จากเกาหลี, Paul Mission จากเกาหลี (เป็นกลุ่มคริสตจักรในเกาหลีที่ O.M.F.มีส่วนทำงานด้วย),

ส่วนองค์การประเภทที่สองคือ องค์การส่งเสริมคริสตจักร มีดังนี้ ได้แก่ เอฟอีบีซี (F.E.B.C.) ทำงานด้านวิทยุ, Thailand Children Evangelical Fellowship (CEF) เข้ามาปี ค.ศ.1957 ทำงานกับเด็ก, องค์การ World Outreach (ค.ศ.1964), องค์การ Voice Of Peace (ค.ศ.1965) หรือเสียงสันติ ที่เชียงใหม่, แคมพัสครูเสด (Campus Crusade For Christ) เข้ามาในปี ค.ศ.1970 ทำงานกับนักศึกษา, องค์การ Every Home Crusade (ค.ศ.1971) หรือ อ.ป.ท., วายแวม (Youth With A Mission หรือ YWAM) เข้ามาใน ค.ศ.1972 ทำงานกับเยาวชน, องค์การ World Vision หรือ ศุภนิมิต เข้ามา ค.ศ.1973, องค์การเยาวชนไทยเพื่อพระคริสต์ (Youth For Christ หรือ YFC) เข้ามา ค.ศ.1977 ทำงานกับเยาวชน, องค์การ Scripture Union หรือ คริสตธรรมสัมพันธ์ (ค.ศ.1977) ทำหนังสือพลังประจำวัน, องค์การ AMG เน้นตำราอธิบายพระคัมภีร์, องค์การ Asian Christian Mission, องค์การ Asian Outreach, องค์การ Campus Outreach, องค์การ Chinese Mission Overseas In Thailand (หรือ CMO), องค์การ Christian Literature Crusade (หรือ CLC) ทำพันธกิจด้านการขายวรรณกรรมคริสเตียน, องค์การ Christian Outreach, องค์การ Compassion ทำงานกับเด็ก, องค์การ International Bible Society (IBS) หรืออมตธรรมเพื่อชีวิต แปลและพิมพ์พระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับอมตธรรมเพื่อชีวิตและอมตธรรมเพื่อชีวิตร่วมสมัย , องค์การเมนโนไนท์ (Menonite), องค์การ Operation Dawn In Thailand ทำงานกับพวกที่ติดยาเสพติด, องค์การ Servants, องค์การ Southeast Asian Outreach, องค์การ Thailand National Institute For Christ สถาบันพระคริสต์เพื่อชาวไทย, องค์การ World Concern, องค์การ World Missions Of Thailand, การเผยแพร่พระกิตติคุณทวีคูณ (EE III), กองเผยแพร่พระกิตติคุณไทยเอษรา, คณะธุรกิจคริสเตียนในประเทศไทย, คณะประกาศพระกิตติคุณความเชื่อ ความหวัง ความรัก, ชีวิตใหม่ (เชียงใหม่), บ้านลิเดีย ทำงานกับคนต่างจังหวัดที่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ, บ้านสุขนิรันคร์ ทำงานกับหญิงโสเภณี, บ้านสันติสุข, บ้านสันติสุขคริสเตียน, มิชชั่นคริสเตียนไทย, มูลนิธิคริสเตียนไทย, มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอด, ศูนย์ประกาศพระกิตติคุณปราสาท, ภูเขาอธิษฐานศรีราชา, องค์การข่าวประเสริฐสมบูรณ์, องค์การคริสเตียนเพื่อคนพิการ, องค์การฉันทมิตร ทำงานกับคนโรคเรื้อน, องค์การประกาศข่าวประเสริฐแก่ชาวไทยภูเขา, องค์การพันธกิจสรรเสริญแห่งประเทศไทย, องค์การพันธกิจสัมพันธ์เมตตา, เมโลดี้ ออฟ เพรส ทำด้านการบันทึกเทป, องค์การราหับ ทำกับหญิงโสเภณี, องค์การสตรีผู้มีนิมิต, องค์การแจกพระคัมภีร์ฉบับกระเป๋า, องค์การสัจจธรรมแห่งพระเยซูคริสต์, องค์การวาระแห่งการเก็บเกี่ยว, องค์การพันธกร, บ้านมรรคา ทำบทเรียนรวีวารศึกษา, องค์การสายธารแห่งศิลา, องค์การเสริมสร้างคริสตจักรไทย ตั้งโดยศิษย์เก่าศูนย์พระคริสตธรรมพะเยา, องค์การไดโคนอส (DAIKONOS) เป็นกลุ่มนักธุรกิจคริสเตียน, ยุวคริสเตียนแห่งประเทศไทย (ยุวคริสต์), สมาคมนักศึกษาคริสเตียนไทย (นคท.)

องค์การมิชชั่นที่ต่อมารวมตัวกันเป็นสหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย

ในช่วงยุครื้อฟื้นและขยายพันธกิจ (1946-1988) ดังกล่าว องค์การของคริสต์ศาสนาโปรเตสแตนต์ที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลไม่ได้มีแต่สภาคริสตจักรฯ และสหกิจคริสเตียนฯ เท่านั้น แต่ยังมีอีกองค์กรหนึ่งถือกำเนิดขึ้นมาในประเทศไทยอีกด้วย นั่นคือสหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย (...) โดยมีความเป็นมาจากการที่คณะเซาเทิร์นแบ๊บติสต์ (Southern Baptist) จากสหรัฐอเมริกา เดินทางเข้ามาทำพันธกิจในประเทศไทยในปี ค.ศ.1949

แท้จริงแล้ว มิชชันนารีของคณะแบ๊บติสต์ได้เข้ามาตั้งแต่ปี 1833 แล้ว คืออาจารย์เทเลอร์
โจนส์และวิลเลี่ยม ดีนส์ ซึ่งได้มาเริ่มคริสตจักรโปรเตสแตนต์แห่งแรกในประเทศไทยเอาไว้ (คือคริสตจักรไมตรีจิตในปัจจุบัน) ในเวลานั้นคณะแบ๊บติสต์ในสหรัฐยังไม่มีการแบ่งเป็นอเมริกันแบ๊บติสต์ (หรือนอร์ธเทิร์นแบ๊บติสต์-แบ๊บติสต์ภาคเหนือของอเมริกา) กับเซาเทิร์นแบ๊บติสต์ (แบ๊บติสต์ภาคใต้ของอเมริกา) แต่หลังจากที่มีการแบ่งแล้ว พันธกิจของคริสตจักรไมตรีจิตและภาค 12 ในสภาคริสตจักรได้ถูกจัดให้อยู่ในพันธกิจของอเมริกันแบ๊บติสต์ งานของเซาเทิร์นแบ๊บติสต์ในประเทศไทยเริ่มอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1949 โดยมิชชันนารีที่ย้ายมาจากประเทศจีนและอินเดีย ทยอยเดินทางมารุ่นแรกมีทั้งหมด 13 คน ตั้งแต่ปี 1949 ถึง 1952 พวกเขาอพยพมาจากประเทศจีนเนื่องจากรัฐบาลจีนในขณะนั้นมีคำสั่งให้มิชชันนารีต่างประเทศเดินทางออกนอกประเทศ

งานเริ่มต้นขึ้นด้วยการประกาศและตั้งคริสตจักรใหม่ ซึ่งถือเป็นงานหลักของมิชชันนารี เริ่มต้นงานในกรุงเทพกับกลุ่มคนที่พูดภาษาจีนแต่ก็เริ่มต้นกับคนไทยด้วย สิ้นห้าปีแรก (1949-1954) ได้ก่อตั้งคริสตจักรขึ้น 7 แห่ง เริ่มประกาศช่วงแรกบริเวณถนนเสือป่า ต่อมากลายเป็นคริสตจักรอันติโอเกีย ปี 1951 ก็สถาปนาคริสตจักรที่เลี้ยงตนเองได้เป็นแห่งแรกคือคริสตจักรพระคุณ ต่อมาสมาชิกภาคภาษาอังกฤษและภาคภาษาไทยของคริสตจักรพระคุณก็ย้ายออกมาตั้งเป็นคริสตจักรอิมมานูเอล จากนั้นก็ตั้งคริสตจักรอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ รวมทั้งได้ขยายตัวออกไปทางภาคตะวันออกเป็นอย่างมาก ภายหลังก็ขยายต่อไปตั้งคริสตจักรในภาคใต้ ภาคกลาง และภาคเหนือ

นอกจากการตั้งคริสตจักรแล้วก็ยังมีการตั้งสถาบันเพื่อส่งเสริมการประกาศและการตั้งคริสตจักรด้วย ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนคริสตศาสนศาสตร์แบ๊บติสต์ โรงพยาบาลคริสเตียนบางคล้า สื่อมวลชน ศูนย์ฝึกอาชีพสตรีแสงเดือน สถานอบรมพัทยา แผนกคริสเตียนศึกษา และอื่นๆ

ต่อมาก็มีการมอบอำนาจให้คริสเตียนไทยมากขึ้นจึงได้ก่อตั้ง “สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย” ในปี 1971 ซึ่งคณะกรรมการบริหารเป็นคนไทยล้วนๆ ต่อมาภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของแบ๊บติสต์มิชชั่น จึงก่อตั้งเป็นมูลนิธิคริสตจักรคณะแบ๊บติสต์ จดทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทยในปี 1977 และถือเป็นองค์การทางคริสต์ศาสนาโปรเตสแตนต์ที่ได้รับการรับรองจากกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ต่อจากสภาคริสตจักรฯ และสหกิจคริสเตียนในประเทศไทย

กลุ่มอิสระ

องค์การจากต่างประเทศที่เข้ามาทำพันธกิจในประเทศไทย นอกจากที่สังกัดในสภาฯ สหกิจฯ และแบ๊บติสต์ฯ แล้ว ก็ยังมีองค์การมิชชั่นจากต่างประเทศที่เข้ามาบุกเบิกตั้งคริสตจักรในประเทศไทยอีกมากมายที่เป็นอิสระ ไม่ได้เข้าสังกัดองค์การใดๆ ที่กล่าวมาแล้วทั้งสิ้น แบ่งได้เป็นกลุ่มที่ตั้งคริสตจักรและกลุ่มที่ส่งเสริมคริสตจักร

กลุ่มตั้งคริสตจักรมีดังนี้คือ United Pentecostal (ค.ศ.1956) เป็นกลุ่มเพ็นเตคอสที่เน้นต้องรับบัพติสมาในนามพระเยซูคริสต์เท่านั้น ทำงานในภาคเหนือและอีสาน, Independent Baptist มาจากสหรัฐฯ เดิมทีเป็นอิสระแต่ต่อมาเข้าสังกัดสหกิจฯ มีคริสตจักรอยู่ที่หมู่บ้านเสรี กรุงเทพฯ, Church Of Christ (Non-Instrument) มาจากสหรัฐฯ ไม่ยอมใช้เครื่องดนตรีในคริสตจักร ไม่ใส่เครื่องประดับ, Brethren Of The Little Frock เป็นคริสตจักร กลุ่มBrethren ท่ามกลางคนไทยเชื้อสายจีน เช่น คริสตจักรในกรุงเทพฯ, Neo-Apostolic อัครทูตใหม่ ทำงานทางภาคเหนือ แลอีสาน, คริสตจักรความหวังกรุงเทพฯ เดิมทีสังกัดสหกิจฯ

ส่วนกลุ่มส่งเสริมคริสตจักรมีดังนี้คือ Full Gospel Business Man In Thailand นักธุรกิจคริสเตียน, Gideon พิมพ์พระคัมภีร์แจก, Food For The Hungry, พันธกิจเรือนจำ

พระพรและพระเพลิงท่ามกลางการฟื้นตัวของคริสตจักรไทย (ค.ศ.1945-1988)

สิ่งที่ดีและที่ไม่ค่อยดีที่เกิดขึ้นท่ามกลางคริสตจักรไทยในยุครื้อฟื้นและขยายพันธกิจ

นรินทร์ ศรีทันดร ได้วิเคระห์การเคลื่อนไหวของคริสตจักรไทยในช่วงนี้ว่ามีทั้งสิ่งดีและสิ่งที่ไม่ค่อยดี สิ่งดีที่ว่านั้นมีดังนี้คือ

มีความกระตือรือร้นในการประกาศและก่อตั้งคริสตจักร เราพบว่าในยุคนี้ มีกระแสที่ตื่นตัวในการประกาศและก่อตั้งคริสตจักรในท่ามกลางคริสตจักรโปรเตสแตน์เป็นอย่างมาก มีองค์การคริสเตียนจำนวนมากมายที่ทำพันธกิจด้านการบุกเบิกตั้งคริสตจักร (ตามที่ได้เขียนไว้ก่อนหน้าแล้ว) ซึ่งไม่เพียงแต่องค์การจากต่างประเทศเท่านั้น แต่ภายในหมู่คริสตชนไทยเอง คริสตจักรไทยโดยผู้นำของคริสเตียนไทยก็เริ่มออกตั้งคริสตจักร และตั้งองค์การประกาศ

นอกจากองค์การต่าง ๆ ที่ได้ลงรายชื่อไว้แล้ว ก็ยังมีร้านหนังสือคริสเตียน โรงเรียนพระคริสตธรรมอีกหลายแห่งซึ่งไม่ได้ลงรายชื่อไว้ ได้ตั้งขึ้นเพื่อสร้างสาวก และสร้างผู้นำคริสเตียนไทย เรียกได้ว่าคริสตจักรไทยมีพร้อมเกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น พระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์ โรงเรียนพระคริสตธรรม ใบปลิว ร้านหนังสือคริสเตียน รายการวิทยุคริสเตียนที่ผลิตคาสเส็ตเทปและคาสเส็ทวีดีโอ คริสเตียน มีองค์การประกาศกับชนเกือบทุกกลุ่ม คือ สตรี เด็ก เยาวชน นักศึกษา เรือนจำ คนติดยา โสเภณี คนโรคเรื้อน คนพิการ คนตาบอด เด็กกำพร้า เด็กจรจัด คนติดเอดส์ ทหาร ตำรวจ นักธุรกิจ มุสลิม ชนกลุ่มน้อย นอกจากนี้เรามีโรงพยาบาลคริสเตียน โรงเรียนคริสเตียน ค่ายคริสเตียน สุสานคริสเตียน บ้านพักคริสเตียน ร้านหนังสือคริสเตียน ภูเขาอธิษฐาน นอกจากนี้ คริสเตียนได้มีธุรกิจเป็นของตนเองไปในเกือบทุกด้าน

มีเหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้น ในปี 1970 เกิดการเคลื่อนไหวฝ่ายวิญญาณจิต เป็นครั้งแรกที่ผู้นำคริสตจักรไทยและมิชชันนารีประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนการ ประกาศพระกิตติคุณในประเทศไทยภายใต้ชื่อการประชุมคองเกรสครั้งที่ 1 ที่สวางคนิวาส จังหวัดสมุทรปราการ มีผู้แทนเข้าร่วม 245 คน ปีต่อมา 1971 ได้กำเนิดคณะกรรมการเพิ่มพูนคริสตจักรแห่งประเทศไทย (TCTG) ขึ้นเพื่อจัดการอบรมสัมมนาส่งเสริมการประกาศ การก่อตั้งคริสตจักรและการอบรมผู้นำคริสตจักรทั่วประเทศไทย ได้ส่งเสริมให้มีการสัมมนาใหญ่ๆ หลายครั้งโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เช่น ปี 1971 สัมมนาโดย Dr.Donald McGavran ปี 1976 โดย G.D.James, ปี 1978 โดย J.Oswald Sanders และปี 1979 โดย Phillip Teng เป็นต้น

ในปี 1978 คริสตจักรโปรเตสแตนต์ในประเทศไทยจัดงานฉลองครบรอบ 150 ปีขึ้นที่กรุงเทพ สถิตจำนวนคริสเตียนเพิ่มเป็น 58,953 คนเปรียบเทียบเป็น 0.13 เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทย มีคริสตจักรจำนวน 627 แห่ง และกลุ่มคริสเตียนอีกประมาณ 560 แห่ง ผู้นำคริสตจักรทำหน้าที่อภิบาลดูแลคริสตจักรจำนวน 446 คน เป็นผู้รับใช้เต็มเวลารับค่าตอบแทน 294 คน และมิชชันนารีต่างประเทศ 967 คน

คริสตจักรไทยได้พัฒนาการประกาศขึ้นในหลายรูปแบบ เช่น การประกาศแบบโซเวอร์ แบบEE III แบบกฎ 4 ประการ การใช้เต็นท์ยักษ์ การประกาศใหญ่โดยมีนักร้องซึ่งเคยมีชื่อเสียงระดับประเทศก่อนหน้ามาเป็นคริสเตียนมาเป็นตัวดึงดูดคน และอื่น ๆ

คริสตจักรไทยได้พัฒนาการเพิ่มพูนคริสตจักรโดยใช้กลุ่มเซลล์ มีการจัดสัมมนาเรื่องของกลุ่มเซลล์ ไปจนถึงการปรับคริสตจักร คริสตจักรเซลล์ (Cell Church) หลายคริสตจักรได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารคริสตจักรไปในรูปของคริสตจักรเซลล์

คริสตจักรไทยได้พัฒนาการเลี้ยงดูในคริสตจักรหรือการสร้างสาวก มีบทเรียนเป็นระบบช่วยเหลือผู้เชื่อใหม่ให้เติบโตขึ้น

คริสตจักรไทยได้มีโอกาสได้เห็นการขยายตัวอย่างรวดเร็วอย่างมหัศจรรย์ของบางคริสตจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปีค.ศ.1980-1988 อันได้แก่ คริสตจักรร่มเกล้า (จากปีค.ศ.1979 มีสมาชิก 100 คน เมื่อถึงปี ค.ศ.1988 มีมากกว่า 500 คน) คริสตจักรใจสมาน (จาก ค.ศ.1978 มี 500 คน เมื่อถึง ค.ศ.1988 มีเกือบ 1,000 คน) คริสตจักรความหวังกรุงเทพ (จาก ค.ศ.1981 มี 17 คน เมื่อถึง ค.ศ.1987 มี 2,500 คน)

คริสตจักรไทยมีโอกาสได้เห็นพระราชกิจของพระเจ้าที่ทำการอย่างอัศจรรย์ในท่ามกลางประเทศในเอเชียด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคริสตจักรในประเทศเกาหลี ระหว่างปีค.ศ.1980-1988 มิชชันนารีชาวเกาหลีมีบทบาทมากยิ่งขึ้นต่อคริสตจักรไทย นอกจากประเทศเกาหลีแล้ว คริสตจักรจากประเทศในเอเชียอื่นๆ ที่เข้ามาทำพันธกิจก่อตั้งคริสตจักรในไทยด้วยได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ฮ่องกง อินเดีย(นากาแลนด์) ญี่ปุ่น ยิ่งกว่านั้นคริสตจักรในอเมริกาใต้อย่างบราซิลก็ได้ส่งมิชชันนารีเข้ามาก่อตั้งคริสตจักรด้วย

คริสตจักรไทยค่อย ๆ เริ่มทำงานข้ามวัฒนธรรม เช่น ในปี ค.ศ.1956-1958 คริสตจักรมารานาธา ได้ส่งมิชชันนารีไทยไปประเทศลาว 2 ปี, ค.ศ.1957 คริสตจักรไมตรีจิต ส่งคนไปประกาศกับชาวจีนฮ่อที่เชียงราย ต่อมาได้ส่งเลยเข้าไปในพม่าด้วย, ค.ศ.1963 นักศึกษาพระคริสตธรรมที่เชียงใหม่ได้ตั้งองค์การ Thailand Overseas Missionary Society ส่งมิชชันนารีไทยไปทำงานที่ ซาราวัค ประเทศมาเลเซีย, ค.ศ.1977 ศิษย์เก่าศูนย์พระคริสตธรรมพะเยา ตั้งองค์การเสริมสร้างคริสตจักรไทยขึ้น มีจุดมุ่งหมายที่จะทำงานกับพี่น้องชาวไทยภูเขา, ค.ศ.1978 คริสตจักรอิมมานูเอล ส่งผู้รับใช้ไปประกาศกับคนเขมรในชายแดนภาคตะวันออกของไทย, ค.ศ.1988 คริสตจักรเจริญกรุงไมตรีจิต ส่งคุณสุรีย์ แอนเดอร์สันไปเป็นมิชชันนารีกับองค์การวิทคลิฟ ในอินโดนีเซีย, คริสตจักรนิมิตใหม่ส่ง อ.พงศักดิ์ อังศธราธรไปเป็นมิชชันนารีในประเทศจีน ต่อมาภายหลังหลายคริสตจักรยังร่วมกันตั้งกณะกรรมการสรรหามิชชันนารีไทยและส่งให้ไปทำพันธกิจในต่างประเทศ เช่น ส่งครอบครัว อ.นรินทร์ ศรีทันดรไปประกาศและก่อตั้งคริสตจักรในกัมพูชา

ปัญหาจากภายใน

ในท่ามกลางการฟื้นตัวของคริสตจักรไทย เรามีพระพรอย่างมากมายตามที่กล่าวแล้ว ขณะเดียวกัน เราก็มีปัญหาที่หนักหน่วงเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นปัญหาที่เกิดจากภายนอก ดังที่เราเผชิญมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เป็นปัญหาที่เกิดจากภายในคริสตจักรเอง ปัญหาที่เด่นชัดนั้นก็คือ ปัญหาการแตกแยก แตกก๊ก แตกเหล่า คล้าย ๆ กับปัญหาของคริสตจักรโครินธ์ในศตวรรษแรก สาเหตุและการแก้ไขพอกล่าวได้ดังนี้

สาเหตุจากแนวศาสนศาสตร์ที่แตกต่างกัน แนวศาสนศาสตร์ที่ทำให้เกิดปัญหาอย่างรุนแรงในการแตกแยกคือศาสนศาสตร์แห่งการบัพติสมา ทั้งเรื่องของบัพติสมาด้วยน้ำบัพติสมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์

ในเรื่องของบัพติสมาด้วยน้ำ เดิมทีคริสตจักรไมตรีจิตร่วมอยู่ในภาค 7 ของสภาคริสตจักรฯ ซี่งเป็นคริสตจักรจีนด้วยกัน แต่ในปี 1954 ก็ได้แยกตัวออกเป็นภาคต่างหากคือ ภาค 12 ความขัดแย้งหลักก็คือ ภาค 12 เป็นแบ๊บติสต์ต้องการให้ศีลจุ่มแตกต่างจากภาค7 ที่ให้ศีลพรมตามธรรมเนียมของเพรสไบทีเรียน แต่เราต้องขอบพระคุณพระเจ้าที่สภาคริสตจักรฯมีแนวทางการแก้ปัญหานี้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะแตกต่างกัน แต่ก็สามารถรวมกันอยู่ในสภาคริสตจักรฯได้

ในเรื่องของ บัพติสมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ หลังจากที่ขบวนการเพ็นเตคอสเริ่มขึ้นในสหรัฐฯ ปีค.ศ.1900 ผู้รับบัพติสมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ต้องมีหมายสำคัญด้วยการพูดภาษาแปลก ๆ คณะเพ็นเตคอสก็ได้ขยายออกไปหลายประเทศ เข้าไปในประเทศฟินแลนด์ และในปีค.ศ.1947 มิชชันนารีเพ็นเทคอสจากฟินแลนด์ได้เข้ามาในประเทศไทย ต่อมามิชชันนารีเพ็นเทคอสจากประเทศอื่น ๆ ก็เข้ามาด้วย ในระยะแรก ๆ ความขัดแย้งรุนแรงมาก สภาคริสตจักรถึงกับไล่อาจารย์บุญมาก กิตติสาร อดีตเลขาธิการสภาฯออกจากสภาฯ เนื่องจากอาจารย์บุญมากไปรับแนวศาสนศาสตร์เพ็นเทคอส จากนั้นปัญหาการย้ายคริสตจักร (การแย่งลูกแกะ) ก็ตามมา เนื่องจากหลายคนที่อยู่คริสตจักรเดิมรับแนวศาสนศาสตร์เพ็นเทคอส รู้สึกอึดอัดที่จะอยู่ที่เดิม จึงย้ายไปอยู่ในคริสตจักรเพ็นเทคอส

อย่างไรก็ตาม ยังต้องขอบพระคุณพระเจ้าที่ยังมีการเคลื่อนไหวหลายอย่างที่พยายามสร้างความ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่คริสตจักรโปรเตสแตนต์ในประเทศไทย เริ่มตั้งแต่การที่สหกิจคริสเตียนฯ ที่นำให้คณะต่าง ๆ ซึ่งมีแนวศาสนศาสตร์ต่างกัน เรื่องการรับบัพติสมาในพระวิญญาณรวมอยู่ด้วยกันได้ กระนั้นก็ดี ในเรื่องนี้ทำให้สภาฯ สหกิจฯ และสหคริสตจักรแบ๊บติสท์ฯ แตกแยกกันไม่ยอมร่วมมือกัน ในปีค.ศ.1968 ได้มีการตั้งยุวคริสเตียนแห่งประเทศไทย เป็นการรวมตัวกันของเยาวชนคริสเตียนจากทั้งสภาฯ สหกิจฯ และสหคริสตจักรแบ๊บติสท์ คำขวัญของยุวคริสต์ คือ “อย่าถือพวกถือคณะ แต่ขอให้ท่านเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” (1 คร 1:10) ต่อมาปีค.ศ.1971 มีการตั้งคณะกรรมการเพิ่มพูนคริสตจักรฯ ขึ้น เป็นความร่วมมือกันระหว่างสภาฯ สหกิจฯ และสหคริสตจักรแบ๊บติสท์ และร่วมมือกันพัฒนาขึ้นมาตลอด จนในปีค.ศ.1988 ได้มีการจัดการประชุมการประกาศร่วมกันที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย กรุงเทพฯ ในหัวข้อ “สร้างสาวกทั่วไทย” ในปีนั้นเอง ได้มีการตั้งกรรมการประสานงานคริสตจักรโปรเตสแตนต์ฯ หรือ กปท. ขึ้น เป็นการรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคริสตจักรไทยให้ร่วมพันธกิจกันได้ แม้ว่าจะมีแนวทางศาสนศาสตร์ที่แตกต่างกันบ้าง

สาเหตุจากแนวการดำเนินงานที่ต่างกัน แนวการดำเนินงานในคริสตจักรที่ก่อให้เกิดการแตกแยกกันอย่างรุนแรง ก็คือ รูปแบบการนมัสการ จากปีค.ศ.1980 เป็นจุดเริ่มต้นการขยายตัวอย่างรวดเร็วของคริสตจักรร่มเกล้า คริสจักรใจสมาน และคริสตจักรความหวังกรุงเทพฯ ทั้ง 3 คริสตจักรมีรูปแบบของการนมัสการที่เร้าใจ ใช้เพลงสั้นแทนเพลงไทยนมัสการ หรือเพลงชีวิตคริสเตียน มีเครื่องดนตรีและระบบแสงเสียงที่ช่วยเสริมบรรยากาศการนมัสการ นอกจากนั้นก็ให้เวลาแก่สมาชิกได้ใช้ของประทานในการนมัสการ ได้แก่ การพูดภาษาแปลก ๆ การเผยพระวจนะ ทำให้ประทับใจและชื่นชมยินดี ยังผลให้เกิดการตื่นตัวต่อคริสตจักรอื่น ๆ ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดการย้ายคริสตจักรกันอย่างมโหฬาร (การแย่งลูกแกะ) โดยเฉพาะคริสตจักรความหวังกรุงเทพฯ สามารถดึงดูดทั้งสมาชิกและผู้นำจากคริสตจักรอื่น ๆ เข้ามาร่วมในคริสตจักรความหวังฯ ก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับทั้งในสหกิจฯ เอง ที่คริสตจักรความหวังฯสังกัดอยู่ และกับสภาฯ และสหคริสตจักรแบ๊บติสต์ด้วย จนในที่สุดคริสตจักรความหวังฯ จึงถูกสหกิจให้ออกจากสมาชิกภาพ ต่อมาคริสตจักรอื่น ๆ เริ่มปรับปรุงรูปแบบการนมัสการโดยนำเพลงสั้นมาใช้นมัสการด้วย บางแห่งได้แบ่งการนมัสการเป็น 2 รอบเช่น คริสตจักรสืบสัมพันธวงค์ รอบหนึ่งเป็นการนมัสการแบบเดิมที่เคยทำมา ส่วนอีกรอบหนึ่งเป็นการนมัสการแบบลิงโลด ชื่นชมยินดี การดำเนินงานอีกอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกันบ้าง คือ การสนับสนุนผู้รับใช้ แต่ละคริสตจักรหรือแต่ละคณะมีกำลังเลี้ยงดูผู้รับใช้พระเจ้าที่แตกต่างกัน คริสตจักรหรือคณะที่มีกำลังมากกว่า จะให้การสนับสนุนผู้รับใช้ได้มากกว่า รวมตลอดการสนับสนุนให้ความก้าวหน้าในด้านการศึกษาต่อ เช่น คริสตจักรในเครือสภาฯ บางแห่ง คริสตจักรในกลุ่มของมิชชันนารีเกาหลี คริสตจักรนาซารีนซึ่งเพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน และอื่น ๆ ทำให้ผู้รับใช้หรือนักศึกษาพระคริสตธรรมซึ่งอยู่ในคริสตจักรที่มีกำลังน้อย ย้ายตัวเองไปอยู่ในคริสตจักรที่มีกำลังมากกว่า ทำให้คริสตจักรที่มีกำลังน้อยกว่าเกิดความไม่พอใจ

สาเหตุจากปัญหาส่วนตัว ปัญหาส่วนตัวที่ขัดแย้งกันก็มีตั้งแต่คริสตจักรท้องถิ่นตลอดจนถึงระดับคณะ บางครั้งก็มีปัญหาขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างผู้นำคริสตจักรไทยบางคน กับมิชชันนารีบางคน จนถึงกับลงหนังสือว่า “มิชชันนารีกลับบ้านได้แล้ว” ผู้นำคริสตจักรไทยบางคนมีปัญหาล้มเหลวในเรื่องเงิน หรือเรื่องเพศ เมื่อมีการลงวินัยเกิดขึ้น ก็ยังผลให้เกิดการแยกตัวกันของคริสตจักรได้ ตัวอย่างเช่น ในระหว่างปีค.ศ.1966-1974 คริสตจักรบางส่วนของซีเอ็มเอ ได้ย้ายเข้าสังกัดในสภาคริสตจักรฯ ช่วงค.ศ.1990 สมาชิกส่วนหนึ่งของคริสตจักรใจสมานได้แยกออกไปตั้งคริสตจักรใหม่เป็นคริสตจักรร่วมนิมิต

สาเหตุจากลัทธิเทียมเท็จ มีลัทธิเทียมเท็จกลุ่มใหญ่ ๆ ที่เข้ามาในประเทศไทยอยู่ 4 กลุ่ม คือ มอร์มอน (มาจากสหรัฐฯ Joseph Smith ตั้งขั้นในปีค.ศ.1830) พยานพระยะโฮวาห์ (มาจากสหรัฐฯ Charl Russel ตั้งในปีค.ศ.1872) Children Of God (จากสหรัฐฯ ผู้ก่อตั้ง คือ David Moses) และลัทธิมูนจากเกาหลี (ผู้ก่อตั้งคือ ซุน มยูน มูน)

คริสตจักรไทยในยุคปัจจุบัน (ค.ศ.1988-ปัจจุบัน 2004)

ยุคคริสตจักรขยายตัวยังส่งผลต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนถึงคริสตจักรไทยในยุคปัจจุบัน คริสตจักรยังมีการขยายตัวมาก ทั้งจำนวนคริสตจักรและจำนวนคริสเตียน มีเหตุการณ์สำคัญมากเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์โปรเตสแตนต์ในประเทศเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1988 เนื่องจากเป็นปีที่สภาฯ สหกิจฯ และสหคริสตจักรแบ๊บติสต์ฯ ได้รวมตัวกันก่อตั้งคณะกรรมการประสานงานคริสตจักรโปรเตสแตนต์ หรือ กปท. ขึ้น การรวมตัวนี้ยังเป็นการรวมอย่างหลวมๆ เพื่อร่วมสามัคคีธรรมและร่วมพันธกิจกัน แต่ยังไม่ถึงขั้นที่ทุกคณะเข้ามาอยู่ภายใต้โครงสร้างการบริหารเดียวกันเหมือนกับแนวคิดคริสตจักรแห่งชาติ (หรือ NCC) ในอดีต แต่ถึงกระนั้น กปท. ก็ส่งผลให้ความขัดแย้งหรือแตกแยกกันค่อยลดลงมาเป็นลำดับ และการประสานความร่วมมือกันก็แน่นแฟ้นกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะจะเห็นได้จากพยายามที่จะทำงานร่วมกันหลายอย่าง อาทิเช่น

มีการตั้งเป้าหมายร่วมกันสู่ปี ค.ศ.2000 ที่จะขยายคริสตจักรให้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 600,000 คน จำนวนคริสตจักรเพิ่มขึ้นเป็น 6,000 แห่ง มีผู้รับใช้ออกไปทำการทั่วไทย 600 คน และส่งมิชชันนารีออกไป 60 คน

มีการจัดประชุมร่วมกันในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1993 ที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย กรุงเทพฯ ในหัวข้อ “สร้างคริสตจักร” มีผู้นำคริสตจักรจากทั้ง 3 สังกัด มาประชุมร่วมกันประมาณ 700 คน และงบประมาณที่ใช้จัดประมาณ 1 ล้านกว่าบาท ก็ได้จากการถวายมาจากในประเทศไทยทั้งสิ้น

ในปี 2001 กรรมการประสานงานโปรเตสแตนต์ (กปท.) มีการตั้งคณะกรรมการเพิ่มพูนคริสตจักรขึ้นมาเป็นการเฉพาะ และระดมสมองจากผู้นำคริสเตียนทั่วประเทศให้มีการร่วมกันตั้ง “แผนแห่งชาติ 2010” ขึ้นมาเพื่อเร่งการประกาศและตั้งคริสตจักรโปรเตสแตนต์ในประเทศไทยให้รวดเร็วยิ่งขึ้น แผนแห่งชาติ 2010 ดังกล่าว มีเป้าหมายว่า ในปีค.ศ.2010 จะต้องมีคริสตจักรทุกอำเภอ มีคริสเตียนทุกตำบล และทุกหมู่บ้านได้ยินพระกิตติคุณ

มีการจัดงานครบ 175 ปีโปรเตสแตนต์ในประเทศไทยร่วมกัน ในเดือนพฤษภาคม ปี 2004 ณ หอประชุมโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ดังที่เคยจัดในช่วงครบรอบ 100 ปี (วันที่ 6-8 ธันวาคม 1928 ณ พระราชอุทยานสราญรมย์) และครบรอบ 150 ปี (16 ธันวาคม 1978 ณ หอประชุมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย) มาแล้ว

เมื่อมาถึง ณ ปีค.ศ.1991 คริสตจักรโปรเตสแตนต์ในประเทศไทย มีคริสตจักรประมาณ 1,500 คริสตจักร ศิษยาภิบาลประมาณ 350 คน มิชชันนารีจากต่างประเทศประมาณ 1,000 คน และจำนวนคริสเตียนในประเทศไทยประมาณ 76,888 คน หรือ 0.14% ของประชากรทั้งประเทศ (คาทอลิคมีจำนวนสมาชิก 222,181 คน หรือ 0.36%ของประชากรทั้งประเทศ)

ปี 1993 คริสตจักรไทยส่งมิชชันนารีไทยออกไปต่างประเทศทำงานต่างวัฒนธรรม 2 คน

ปี 1992 มีโรงเรียนพระคริสตธรรมสำหรับเตรียมตัวผู้รับใช้ทั่วประเทศ 22 แห่ง (มีผู้จบประมาณปีละไม่เกิน 200 คน) ใน 22 แห่งนี้ มี 9 แห่ง เป็นระดับวิทยาลัย (Seminary)มีการศึกษาพระคัมภีร์ทางไปรษณีย์ 12 แห่ง มีโรงเรียน และวิทยาลัยคริสเตียน 40 แห่ง โรงเรียนอนุบาลคริสเตียนในกรุงเทพฯ 16 แห่ง โรงพยาบาลคริสเตียนทั่วประเทศ 15 แห่ง ค่ายและหอพักคริสเตียน 14 แห่ง ร้านหนังสือคริสเตียน 24 แห่ง องค์การคริสเตียนที่ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์มากกว่า 20 องค์การ โรงพิมพ์คริสเตียน 6 แห่ง สำนักพิมพ์คริสเตียน 16 แห่ง วารสารคริสเตียน 6 ฉบับ (อย่างไรก็ดี เรื่องที่เขียนส่วนใหญ่เป็นเรื่องแปล ยังขาดนักเขียนคริสเตียนไทย) ผู้ทำรายการวิทยุ คือ เอฟอีบีซี เสียงสันติ และทางชีวิต นอกจากนี้ บางคริสตจักรใหญ่ ๆ ก็ทำรายการวิทยุด้วยคาสเส็ทเทป และคาสเส็ทวีดีโอคริสเตียนอยู่บ้าง แต่รายการโทรทัศน์คริสเตียนเคยมีผู้ทำแต่ปัจจุบันหยุดไป (เวลานี้ กปท.ทำรายการโทรทัศน์ “คำตอบชีวิต”) สมาคมพระคริสตธรรมไทยได้พิมพ์พระคัมภีร์บางตอนของพระคัมภีร์ และใบปลิวในปี ค.ศ.1992 พิมพ์ออกจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 25 ล้านชิ้น

คริสตจักรที่เติบโตรวดเร็วมาก 3 แห่งระหว่างปี ค.ศ.1980-1988 มาถึงปัจจุบัน (2004) ได้มีผู้นำแยกตัวออกไปยังแห่งใหม่ ผู้นำคริสตจักรใจสมานแยกตัวออกไปตั้งคริสตจักรร่วมนิมิต ผู้นำคริสตจักรร่มเกล้ากลุ่มหนึ่งแยกตัวออกไปตั้งคริสตจักรพลับพลา ผู้นำคริสตจักรความหวังกรุงเทพฯ ย้ายไปร่วมกับคริสเตียนสัมพันธ์ และตั้งกลุ่มคริสตจักรบ้านแห่งพระคุณ

เมื่อมาถึงในปี 1998 คริสตจักรโปรเตสแตนต์ในประเทศไทยมีการเจริญเติบโตขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติปี 1978 ตัวเลขจำนวนผู้นับถือศาสนาคริสต์ในประเทศไทย รวมทั้งคาธอลิกมีจำนวน 991,600 คน หรือประมาณ 1.6 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากร

เมื่อมาถึงปี 2000-2001 การเติบโตในการก่อตั้งคริสตจักรของ 4 องค์กรที่เป็นโปรเตสแตนต์มีดังนี้ สภาคริสตจักรในประเทศไทยมีสมาชิก 170,218 คน มีคริสตจักรรวม 844 แห่ง สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรที่ประกอบด้วยคณะ มิชชั่น และองค์กรมากมาย มีสมาชิก 56,455 คน (ถ้ารวมเด็กและเยาวชนด้วย ควรจะมี 156,455 คน) สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย เป็นองค์กรย่อยของคริสต์ศาสนา มีสมาชิก 4,535 คน คริสตจักร 79 แห่ง คริสตจักรวันเสาร์ในประเทศไทยเป็นองค์กรย่อยของคริสต์ศาสนามีสมาชิก 12,000 คน คริสตจักร 95 แห่ง

พันธกิจการก่อตั้งคริสตจักรโปรเตสแตนต์ในประเทศไทยยังขยายไปอย่างไม่หยุดยั้ง ในปี 2004 จังหวัดในประเทศไทยมีทั้งหมด 76 จังหวัด และมีอำเภอทั้งหมด 845 อำเภอ ในจำนวนเหล่านี้มีอำเภอที่มีคริสตจักรแล้วประมาณ 469 อำเภอ เหลืออีกประมาณ 376 อำเภอ ที่ยังไม่มีคริสตจักร

ข้อคิดในการก่อตั้งคริสตจักรจาก 175 ปีโปรเตสแตนต์ในประเทศไทย

จากการศึกษาประวัติโปรเตสแตนต์ในประเทศไทยในโอกาสครบรอบ 175 ปี โดยมุ่งพิจารณาในประเด็นเรื่องของการก่อตั้งคริสตจักร เราได้พบปัจจัยที่มีนัยสำคัญหลายประการที่น่าจะนำมาเป็นข้อสังเกตุและข้อคิดเกี่ยวกับการก่อตั้งคริสตจักรไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต

คริสตจักรไทยในภาพรวมยังมีความมุ่งมั่นในการก่อตั้งคริสตจักรและขยายคริสตจักร

เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ คริสตจักรโปรเตสแตนต์ในประเทศไทยโดยส่วนใหญ่ยังรักษาความตั้งใจที่จะก่อตั้ง และขยายคริสตจักรอย่างรวดเร็วและขยายอย่างต่อเนื่อง ความมุ่งมั่นตั้งใจนี้เป็นปัจจัยสำคัญมากในการเกิดผล เราพบว่าองค์การหรือคริสตจักรที่มีเป้าหมายอย่างชัดเจนตั้งแต่แรกว่าอยาก เห็นการเกิดผลและเติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ได้อยากเห็นผลแบบค่อยเป็นค่อยไป รวมทั้งวางแผนและมุ่งมั่นทุ่มเทที่จะให้บรรลุตามเป้าหมายที่ว่านั้น องค์การหรือคริสตจักรนั้นก็มักจะเกิดผลอย่างรวดเร็วมากกว่าองค์การหรือคริสต จักรที่ไม่ได้ตั้งเป้าอย่างชัดเจน หรือคาดหวังการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือพอใจเพียงกลุ่มคนที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้อุปสรรคอีกอันหนึ่งของการก่อตั้งคริสตจักรคือ การตั้งคริสตจักรที่หยุดนิ่งแทนที่จะเป็นคริสตจักรที่ขยายตัวไปเรื่อยๆ การตั้งคริสตจักรแบบเดิมมักจะเติบโตเร็วในช่วงต้น เมื่อสมาชิกเพิ่มมากขึ้นจนถึงขนาดหนึ่งแล้วคริสตจักรก็จะเริ่มพอใจกับ สามัคคีธรรมที่เป็นอยู่ แล้วก็จะหยุดการขยายตัว การก่อตั้งคริสตจักรอย่างรวดเร็วจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเป็นการตั้งคริสตจักรที่ มีเป้าหมายว่าจะเติบโตขยายโดยไม่หยุดพอใจกับขนาดหรือปริมาณคริสตจักรของตน แต่จะขยายอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง

องค์การมิชชั่นจากต่างประเทศยังมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งคริสตจักร ขณะที่คริสตจักรไทยกำลังเพิ่มบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

จากประวัติศาสตร์โปรเตสแตนต์ในประเทศไทย เราพบว่าคริสตจักรไทยส่วนใหญ่ก่อกำเนิดขึ้นมาโดยการก่อตั้งขององค์การมิชชั่นต่างประเทศโดยตรง หรือมีส่วนสนับสนุนมากน้อยแตกต่างกันไป ที่ดินและอาคารที่ประชุมของคริสตจักรก็มักได้รับการสนับสนุนจากองค์กรมิชชั่นต่างประเทศ มิชชันนารีและผู้รับใช้เต็มเวลาที่ทำพันธกิจก่อตั้งคริสตจักรก็ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากองค์การมิชชั่นต่างประเทศ อย่างไรก็ตามเราพบว่าคริสตจักรไทยเองก็สามารถรับผิดชอบตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านบุคลากรและการเงิน คริสตจักรไทยหลายแห่งสามารถขยายคริสตจักรและก่อตั้งคริสตจักรใหม่ๆ ได้โดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การมิชชั่นต่างประเทศ อย่างไรก็ตามในแง่ของความรู้นั้นคริสตจักรไทยยังต้องพึ่งจากต่างประเทศอยู่มากพอสมควร

คริสตชนไทยมีบทบาทนำในการก่อตั้งคริสตจักรแทนมิชชันนารีต่างประเทศ และมิชชันนารีได้เปลี่ยนบทบาทจากผู้นำไปเป็นผู้สนับสนุนและสร้างผู้นำชาวพื้นเมือง

มิชชันนารีจากต่างประเทศยังมีบทบาทสำคัญยิ่งในการก่อตั้งคริสตจักรในประเทศไทย คริสเตียนไทยต้องขอบคุณพระเจ้าสำหรับพี่น้องมิชชันนารีจากต่างประเทศ เพราะการก่อตั้งคริสตจักรในประเทศเริ่มต้น ดำเนิน และขยายมาได้จนถึงขนาดนี้ก็ด้วยองค์การมิชชั่นและมิชชันนารีจากต่างประเทศเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม คงต้องยอมรับว่า หากมิชชันนารียังอยู่ในบทบาทนำต่อไป แม้ว่าอาจดูเหมือนจะทำให้งานเกิดผลอย่างรวดเร็วในระยะแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปจะพบว่างานกลับเกิดผลช้า และหากไม่มีการส่งต่อให้แก่ผู้นำชาวพื้นเมืองอย่างดีพอ ผลเหล่านั้นก็จะสูญสลายไปอีกด้วย ในทางกลับกัน หากมิชชันนารีสร้างและมอบอำนาจให้คนท้องถิ่นมีบทบาทนำ แม้ว่าในช่วงต้นอาจดูเหมือนไม่มีประสิทธิภาพเท่ามิชชันนารี แต่ในระยะยาวจะเกิดผลดีกว่า เนื่องจากการทำพันธกิจคนท้องถิ่นจะไม่ก่อให้เกิดภาพพจน์ว่าคริสเตียนเป็นศาสนาของชาติตะวันตก คนท้องถิ่นจะสามารถสานงานและขยายงานต่อไปได้ในยามที่มิชชันนารีต้องกลับต่างประเทศ คนท้องถิ่นสามารถปรับปรุงงานให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทยได้ดีกว่ามิชชันนารี และการที่ให้คนท้องถิ่นเป็นผู้นำจะทำให้คนไทยทั่วไปไม่ยึดติดกับมิชชันนารีรวมทั้งไม่ดูถูกหรือมองข้ามผู้นำที่เป็นคนท้องถิ่นด้วยกัน ฉะนั้น มิชชันนารีต้องเร่งสร้างคริสเตียนพื้นเมืองให้เติบโตที่จะนำและมอบหมายให้เขาทำหน้าที่ผู้นำแทน โดยมิชชันนารีจะเป็นผู้ร่วมงานที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

ผู้รับใช้เต็มเวลายังมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งคริสตจักร แต่บทบาทของผู้นำฆราวาสกำลังเพิ่มขึ้น

ในขณะที่การก่อตั้งคริสตจักรในยุคเดิมจะถือว่าผู้นำคริสตจักรต้องเป็นผู้รับใช้เต็มเวลาที่ได้จบการศึกษาพระคริสตธรรมเท่านั้น ฆราวาสเป็นผู้นำคริสตจักรหรือจะตั้งคริสตจักรไม่ได้ ทัศนะดังกล่าวส่งผลให้ผู้รับใช้มีจำนวนน้อย ซึ่งก็ส่งผลให้การก่อตั้งคริสตจักรดำเนินอย่างเชื่องช้าไปด้วย ในยุคที่คริสตจักรขยายตัวเราพบว่ามีกระแสของฆราวาสที่เข้ามามีส่วนรับใช้ในการก่อตั้งและขยายคริสตจักรมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน ฆราวาสก่อตั้งคริสตจักร ฆราวาสเป็นผู้นำและผู้เทศนา ฆราวาสประกาศและเลี้ยงดูจิตวิญญาณผู้เชื่อ ฆราวาสตั้งกลุ่มเซลล์ คณะและคริสตจักรที่ขยายอย่างรวดเร็วได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับการสร้างฆราวาสให้รับใช้ การก่อตั้งและขยายคริสตจักรอย่างรวดเร็วจะเกิดได้ต่อเมื่อฆราวาสธรรมดาได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำคริสตจักรได้ เพียงขอให้มีคุณสมบัติทางด้านจิตวิญญาณและความตั้งใจที่จะติดตามพระคริสต์

ข้อเด่นที่สุดของผู้รับใช้ฆราวาสก็คือ การรับใช้ของเขาไม่ต้องรอการสนับสนุนทางการเงินจากที่ใด เพราะเขาเลี้ยงชีพตนเอง ในขณะที่ผู้รับใช้เต็มเวลาจำเป็นต้องมีคริสตจักรหรือองค์กรสนับสนุนจึงจะสามารถทำพันธกิจได้ แต่จุดด้อยของผู้รับใช้ฆราวาสก็คือเรื่องเวลา เนื่องจากต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปเพื่อการทำงานเลี้ยงชีพ จึงทำให้มีเวลาทำพันธกิจจริงๆ น้อย ขณะที่ผู้รับใช้เต็มเวลาสามารถทุ่มเทเวลาเพื่อพันธกิจได้อย่างเต็มที่เพราะไม่ต้องพะวักพะวงเรื่องการเลี้ยงชีพ เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ต้องยอมรับว่า พันธกิจของพระเจ้าจำเป็นต้องมีผู้รับใช้สองแบบ จึงจะเกิดผลสูงสุด

มีการสร้างผู้นำคริสตจักรด้วยหลักสูตรระดับสูงมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการอบรมผู้นำในระดับพื้นฐานด้วยหลักสูตรระยะสั้นและต่อเนื่องเพิ่มขึ้น

คริสตจักรเกิดขึ้นได้ก็โดยผู้นำ ดำรงอยู่ได้ก็โดยผู้นำ และขยายต่อไปได้ก็โดยผู้นำ เป็นเรื่องน่ายินดีที่คริสตจักรไทยที่ผ่านมาจึงให้ความสำคัญกับการสร้างผู้นำมากขึ้นเรื่อยๆ คริสตจักรไทยต้องการผู้นำคริสตจักรในหลายระดับความรู้ความสามารถ เพื่อตอบสนองสังคมที่มีความหลากหลาย ทั้งผู้นำสำหรับสังคมเมืองและสำหรับสังคมชนบท ผู้นำสำหรับคริสตจักรเล็กและสำหรับคริสตจักรใหญ่ ผู้นำสำหรับระดับท้องถิ่นและระดับชาติ

ด้วยเหตุนี้คริสตจักรไทยจึงมีควรสร้างผู้นำให้มากขึ้นในทุกระดับ เพื่อตอบสนองพันธกิจกับคนทุกระดับในสังคมไทย การอบรมผู้นำในระดับสูงก็ต้องมีมากขึ้น น่ายินดีที่บัดนี้สถาบันคริสต์ศาสนศาสตร์หลายแห่งได้ขยายหลักสูตรจากระดับประกาศนียบัตรไปเป็นปริญญาตรี จากปริญญาตรีเป็นปริญญาโท และบางแห่งก็ถึงปริญญาเอก ขณะเดียวกันจากการที่มุ่งหวังให้ฆราวาสเข้ามามีบทบาทในงานพันธกิจคริสตจักรมากขึ้น ก็ต้องมีการจัดการอบรมในในท้องถิ่นนั้นๆ เลยเพื่อจะไม่ต้องดึงคนออกมาจากท้องถิ่นและทิ้งอาชีพเดิมของตนมารับการอบรม และฝึกอบรมผู้นำโดยใช้การฝึกปฏิบัติงานจริง หลักสูตรมักจัดเป็นช่วงสั้นๆ เป็นระยะๆ และเน้นภาคปฏิบัติ โดยให้ผู้เรียนทำงานคริสตจักรไปด้วย

มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบวิธีการก่อตั้งคริสตจักรให้เหมาะกับบริบทของกลุ่มคน วัฒนธรรมและยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

หลายคริสตจักรมีการปรับรูปแบบการก่อตั้งคริสตจักรและการบริหารคริสตจักรที่จะมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับยุคสมัยมากขึ้นกว่าในอดีต มีการใช้ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้กับงานพันธกิจ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศด้วยระบบใหม่ๆ การใช้สื่อสมัยใหม่ที่เข้าถึงจิตใจผู้คนได้มากขึ้น การใช้กลุ่มเซลล์ในการประกาศและเลี้ยงดู การบริหารคริสตจักรตามวัตถุประสงค์ การปรับคริสตจักรให้เข้ากับวัฒนธรรม รูปแบบการนมัสการที่ตอบสนองจิตใจของผู้คนสมัยใหม่มากขึ้น ระบบพี่เลี้ยง การสร้างสาวกอย่างมีระบบ ฯลฯ

ปัญหาอีกประการหนึ่งของการก่อตั้งคริสตจักรไทยก็คือ ยิ่งนานวันราคาที่ดินก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การจะซื้อหรือเช่าสถานที่ประชุมของคริสตจักรก็ยากขึ้น ทุกวันนี้ปัญหาเรื่องของการมีอาคารสถานที่ประชุมเป็นของคริสตจักรเองกำลังเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดอันหนึ่งในการก่อตั้งคริสตจักร การก่อตั้งคริสตจักรที่ไม่ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากต่างประเทศยิ่งทำให้ซื้อที่ดินได้ยากขึ้น คริสเตียนที่มีใจถวายที่ดินเพื่อการสร้างคริสตจักรก็ยังมีจำกัด การสะสมเงินถวายเพื่อซื้อที่ดินและสร้างอาคารคริสตจักรก็ยังไม่รวดเร็วนัก ฉะนั้นเป็นไปได้ว่าในอนาคต การก่อตั้งคริสตจักรอาจมีการพัฒนารูปแบบที่หลากหลายมากกว่าที่เป็นอยู่ เช่น อาจหันมาใช้รูปแบบของคริสตจักรบ้าน ที่มีสมาชิก 10-30 คนกระจายไปหลายๆ จุด แล้วนานๆ ก็มาประชุมนมัสการรวมกันสักครั้งหนึ่ง หรือห้องประชุมแห่งหนึ่งอาจใช้เป็นที่ตั้งของหลายคริสตจักรที่ใช้ประชุมต่างเวลากัน

การก่อตั้งคริสตจักรยังมีความซ้ำซ้อนกัน โดยเน้นการตั้งคริสตจักรในเมืองใหญ่ และไม่ค่อยมีใครไปตั้งคริสตจักรในชนบท

แม้ว่าโดยภาพรวม เราจะมีการปลูกคริสตจักรมากขึ้น แต่ถ้าดูข้อมูลให้ลึกลงไปเราจะพบว่าคริสตจักรที่ก่อตั้งขึ้นมักจะกระจุกตัวกันอยู่ในเมืองใหญ่มากกว่า ในขณะที่ต่างจังหวัดหรืออำเภอในเขตชนบทที่ประชากรเบาบางกว่าเมืองใหญ่ เศรษฐกิจไม่ดีเท่าเมืองใหญ่ และการคมนาคมไม่สะดวกเท่าเมืองใหญ่ จะไม่ค่อยมีการก่อตั้งคริสตจักรใหม่ ที่น่าเสียดายคือ ทุกคณะทุกองค์กรที่พยายามก่อตั้งคริสตจักร ยังไม่ได้มีการประสานพลังกันในเรื่องนี้ดีเท่าที่ควร ทำให้พวกเรายังพยายามก่อตั้งคริสตจักรในท้องถิ่นเดียวกันคณะแล้วคณะเล่า องค์กรแล้วองค์กรเล่า ในขณะที่ท้องถิ่นที่ยังไม่มีคริสตจักรเลยแม้แต่แห่งเดียว ก็ยังจะไม่มีใครไปก่อตั้งคริสตจักรใหม่อยู่นั่นเอง

บางท่านก็กล่าวว่าไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกเพราะในประเทศเกาหลีหรือสหรัฐอเมริกาก็มีคริสตจักรที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกันเป็นจำนวนมาก อยู่หัวถนนท้ายถนน อยู่ตรงข้ามกัน หรือแม้แต่อยู่ติดกันด้วยซ้ำ ซึ่งก็เห็นจะจริง เพียงแต่ว่าในประเทศเหล่านั้นมีคริสตจักรกระจายอยู่ทั่วทุกท้องถิ่นแล้ว การมีเพิ่มจนหนาแน่นขนาดนั้นก็ไม่ใช่สิ่งเสียหายอะไร จะว่าไปแล้ว ก็ไม่มีท้องถิ่นไหนที่เราจะพูดได้ว่ามีคริสตจักร “มากเกินไป” เพราะทุกท้องถิ่นยังมีคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าอีกมากมาย เกินกว่าที่คริสตจักรทั้งหมดที่มีจะดูแลได้ เพียงแต่ขณะที่ประเทศของเรายังมีคริสตจักรไม่ครบทั่วทุกอำเภอเช่นนี้ จะดีหรือไม่หากพวกเราจะร่วมกันก่อตั้งคริสตจักรให้ครอบคลุมทั่วทุกอำเภอเสียก่อน แล้วจึงมาสร้างความหนาแน่นในแต่ละท้องถิ่นต่อไป

สรุป

พันธกิจการก่อตั้งคริสตจักรของโปรเตสแตนต์ในประเทศไทยได้เริ่มต้นมา 175 ปีแล้ว และยังดำเนินต่อไป เส้นทางนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานและยังจะทอดยาวต่อไป มิชชันนารีและคริสเตียนไทยจำนวนมากยอมเสียสละชีวิตของตนบนเส้นทางนี้ ให้เราร่วมกันรำลึกถึงพระคุณพระเจ้า ยกย่องสดุดีผู้ที่อุทิศตนเพื่อการก่อตั้งคริสตจักรไทย และให้เราเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เพื่อเราจะพันธกิจที่พระเจ้ามอบหมายได้ดีขึ้น และขอพระเจ้าทรงช่วยเราที่จะไม่เป็นเพียงผู้ชมเท่านั้น แต่ขอให้เราเป็นคนหนึ่งที่ทำให้พันธกิจการก่อตั้งคริสตจักรของพระเจ้าขยายต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง



เอกสารอ้างอิง

เคนเนท อี. แวลล์. ประวัติศาสตร์โปรเตสแตนต์ในประเทศไทย 1828-1958. พระนคร : สภาคริสตจักรในประเทศไทย, 1958.

ประสิทธิ์ พงศ์อุดม. ประวัติศาสตร์สภาคริสตจักรในประเทศไทย. หน่วยงานจดหมายเหตุ สภาคริสตจักรในประเทศไทย, ไม่ระบุปีที่พิมพ์.

นรินทร์ ศรีทันดร. “

มาโนช แจ้งมุข. “175 ปีโปรเตสแตนต์.” พระคริสตธรรมประทีป 294, (กันยายน-ตุลาคม, 2003).

โรเบิร์ต นิชิโมโตะ. ประวัติเพ็นเทคอสและคาริสเมติกในประเทศไทย ค..1946-1996. กรุงเทพ : เดอะร็อค, 1996.

โรนัลด์ ฮิลล์. 50 ปีของแบ๊บติสต์ในประเทศไทย. หนังสือครบรอบ 50 ปีแบ๊บติสต์ไทย” กรุงเทพ : สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย, 1999.

วิเชียร วัฒกีเจริญ. “ย้อนอดีต.” พระคริสตธรรมประทีป 294, (กันยายน-ตุลาคม, 2003).

สงวน อั้นคง. สิ่งแรกในเมืองไทย. ชุด 3 พระนคร: แพร่พิทยา, 2506.

สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย. สรุปรายงานผลการดำเนินงานขององค์การสมาชิกภายใต้สังกัดด้านการบริหารและพัฒนาสังคม เนื่องในงานศาสนิกสัมพันธ์แห่งชาติ กรมการศาสนา ระหว่างวันที่ 10-12 สิงหาคม 2003, กรุงเทพ : 2003.

สะอาด ไชยวัณณ์. การศึกษาประวัติศาสตร์เปรียบเทียบงานธรรมทูตของโรมันคาทอลิกกับโปรเตสแตนต์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สุริยบรรณ, 2519 (ค.ศ.1976).

เฮอร์เบิต อาร์. สวอนสัน. ประวัติศาสตร์การอภิบาลคริสตจักร สภาคริสตจักรในประเทศไทย. กรุงเทพ : ฝ่ายประวัติศาสตร์ สภาคริสตจักรในประเทศไทย, 1995.

Samuel House. “Siam and Laos as seen by our American Missionaries”, Siam and Laos History of Mission. Presbyterian Board Publication, 1884.


1


หนังสือประวัติและพัฒนาการแห่งคริสตศาสนา และความสัมพันธ์กับอารยธรรมโลก  
(History and Development of Christianity and the Relation to the World Civilization)  
โดย ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ 
ดูรายละเอียดและติดต่อสั่งซื้อได้ที่ TCM (thaichristianmedia) https://sites.google.com/site/thaichristianmedia
อีเมล์ tcmthai@gmail.com โทร 0863033826


Comments