ภาษาเบสิก

ภาษาเบสิก (BASIC programming language) เป็นภาษาโปรแกรมที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย และยังได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ เบสิกออกแบบมาให้ใช้กับคอมพิวเตอร์ตามบ้าน

ชื่อภาษาเบสิก หรือ BASIC ย่อมาจาก Beginner's Allpurpose Symbolic Instruction Code ต้องเขียนด้วยตัวพิมพ์ใหญ่เสมอ

บริษัทไมโครซอฟท์ได้นำภาษาเบสิกมาปรับปรุงให้ทันสมัย และพัฒนาเครื่องมือพัฒนาโปรแกรม Visual Basic ทำให้เบสิกได้รับความนิยมในการพัฒนาโปรแกรมยุคใหม่ รุ่นล่าสุดของวิชวลเบสิกเรียกว่า VB.NET

ประวัติของภาษา Basic

ภาษา Basic ตัวแรก ถูกคิดค้นเมื่อปี 1963 โดย นาย John Kemery และ นาย Thomas Kurtz ณ Dartmouth College และบรรดานักเรียนนักศึกษาในความดูแลของพวกเขา ซึ่งหลายปีต่อมา ภาษา Basic ฉบับนี้ได้ชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Dartmouth BASIC.

ท่านสามารถดูการพัฒนา จาก Basic สู่ VB.NET

ภาษา Basic พื้นฐาน

ภาษา Basic นั้นเป็นโปรแกรมที่เป็นพื้นฐานสำหรับหัดเขียนโปรแกรมก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นภาษาที่เป็นคำพูดของคนเราทั่วไป เช่น ดังนี้

การใช้คำสั่ง Print

ประเภทของค่าในภาษา Basic

! : Single-precision
# : Double-precision
$ : String
% : Integer
& : Long

เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์

* : เครื่องหมายคูณ
- : เครื่องหมายลบ
= : เครื่องหมายแสดงความเท่ากันหรือตั่งค่า
> : เครื่องหมายมากกว่า
+ : เครื่องหมายบวก
. : จุดทศนิยม
< : เครื่องหมายน้อยกว่า
\ : เครื่องหมายหารเต็มจำนวน
^ : เครื่องหมายยกกำลัง

สาระสำคัญ

                ประวัติความเป็นมาของภาษาเบสิก สัญลักษณ์ที่ใช้ในภาษาเบสิก ขั้นตอนการทำงานของโอเปอเรชั่นในการคำนวณ การเปรียบเทียบและตรรกศาสตร์

จุดประสงค์ปลายทาง

              เข้าใจความเป็นมาของภาษาเบสิกและหลักการเขียนโปรแกรม

จุดประสงค์นำทาง

1. อธิบายหลักการเรื่องค่าคงที่และตัวแปรได้

2. อธิบายเรื่องเกี่ยวกับโอเปอเรชั่นต่าง ๆ ได้

3. อธิบายลำดับขั้นตอนการทำงานของโอเปอเรชั่นต่าง ๆ ได้

 นื้อหา

ภาษาเบสิก (BASIC LANGUAGE) ย่อมาจากคำว่า BASIC ไม่ได้แปลว่าพื้นฐาน หรือเบื้องต้น ตามพจนานุกรมภาษาอังกฤษแต่คำว่า BASIC เป็นคำย่อ ๆ ซึ่งมาจากคำเต็มๆ โดยนำตัวอักษรตัวแรกมาเขียนเรียงกันซึ่งคำเต็ม ๆ ก็คือ

Beginner's All-purpose Symbolic Instruction Code

โปรแกรมภาษาเบสิกเป็นโปรแกรมภาษาระดับสูง (High Level language) มีการพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1960 โดยศาสตราจารย์จอนห์ เคเมนี (John Kemeny) และศาสตราจารย์โทมัส เคอตซ์ (Thomas Kurtz) แห่งวิทยาลัยดาร์ตเม้าท์ สหรัฐอเมริกา

การจะสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้ตามที่เราต้องการ โดยการใช้โปรแกรมภาษาระดับสูงอย่างภาษาเบสิกในการสั่งเราเรียกว่า การเขียนโปรแกรม ในความหมายของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หมายถึง การเขียนคำสั่งตั้งแต่ 1 คำสั่งขึ้นไป เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างที่ต้องการ เนื่องจากคอมพิวเตอร์สามารถรับรู้คำสั่งได้ค่อนข้างจำกัด ดังนั้นการเขียนคำสั่งแต่ละคำสั่งต้องอยู่ในรูปแบบ และเป็นไปตามหลักไวยากรณ์

ค่าคงที่ (Constants)

ค่าคงที่หมายถึง ค่าของข้อมูลที่มีค่าแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง ค่าคงที่สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

1. ค่าคงที่ที่เป็นจำนวน (Numeric Constants) หมายถึง ค่าคงที่ที่เป็นจำนวนและนำไปใช้ในการคำนวณ จะเป็นจำนวนเต็ม หรือทศนิยมก็ได้

2. ค่าคงที่ทางตรรกศาสตร์ (Logical Constants) หมายถึง ค่าคงที่ที่แสดงถึงความเป็นจริง (True) หรือเท็จ (False) ในภาษาเบสิกสำหรับคอมพิวเตอร์บางระบบกำหนดให้ 1 แทนจริงและ 0 แทนเท็จ

3. ค่าคงที่อักขระ (String Constants) หมายถึง ตังอักษรตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป หรือเป็นตัวเลขปนก็ได้ ตัวอักขระจะเป็นข้อความที่มีความยาวได้ระหว่าง 1 ถึง 255 ตัวอักษร การเขียนค่าคงที่อักขระจะต้องอยู่ภายในเครื่องหมายคำพูดเสมอ

ตัวแปร (Variables)

ตัวแปร หมายถึง ชื่อที่ผู้เขียนโปรแกรมกำหนดขึ้นเพื่อใช้เก็บหรือแทนข้อมูล ตัวแปรจึงเป็นเสมือนชื่อกล่องที่เก็บข้อมูล การตั้งชื่อตัวแปรจะเป็นตัวอักษรทั้งหมดหรือมีตัวเลขปนก็ได้ แต่ละตัวแปรจะต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษรเสมอ เช่น NAME SCORE X3

การตั้งชื่อตัวแปรควรตั้งชื่อให้สื่อความหมายเพื่อผู้ใช้จะได้เข้าใจง่าย ตัวแปรแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

1. ตัวแปรจำนวน (Numeric Variables) คือบอกให้รู้ว่าข้อมูลที่เก็บอยู่เป็นจำนวน

2. ตัวแปรอักขระ (String Variables) คือ ตัวแปรที่จะบอกให้รู้ว่าเก็บข้อมูลอยู่ในรูปตัวอักษรหรือข้อความต่าง ๆ เช่น ชื่อบ้านเลขที่ จะต้องปิดท้ายด้วยเครื่องหมาย $ เช่น NAME$ ADDRESS$

โอเปอเรชั่นในการคำนวณ การเปรียบเทียบและตรรกศาสตร์

ในการที่จะสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำการคำนวณหรือเปรียบเทียบนั้น จะต้องมีสัญลักษณ์แทนโอเปอเรชั่นต่าง ๆ เพื่อบอกคอมพิวเตอร์ว่าเป็นการคำนวณ หรือ การเปรียบเทียบ ดังนี้

1. สัญลักษณ์ในการคำนวณ ซึ่งจะใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์

2. สัญลักษณ์แสดงการเปรียบเทียบ ใช้เปรียบเทียบจำนวนและเปรียบเทียบอักขระ

3. สัญลักษณ์ตรรกศาสตร์

สัญลักษณ์ ความหมาย 

ตัวอย่าง  NOTไม่ใช่ NOT A(ถ้า A เป็นจริง (-1) ก็จะกลับเป็น 0 คือ เท็จ)

AND และ X AND Y (จะเป็นจริงเมื่อ XและY เป็นจริงทั้งคู่)

OR หรือ A OR B(OR จะเป็นจริง ถ้าจริงเพียงกรณีเดียว)

ขั้นตอนการทำงานของโอเปอเรชั่น

เนื่องจากสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่อยู่ในนิพจน์มีลำดับขั้นในการทำงานที่แตกต่างกัน ดังนั้น เมื่อเขียนนิพจน์จะต้องทราบว่า สัญลักษณ์ใดทำงานก่อนหรือหลัง ผลการคำนวณจึงจะออกมาถูกต้อง

สัญลักษณ์คำนวณมีลำดับในการทำงาน ดังนี้

      ลำดับที่ 1 วงเล็บ ( )

      ลำดับที่ 2 ยกกำลัง ^

      ลำดับที่ 3 คูณและหาร *,/

      ลำดับที่ 4 บวกและลบ +,-

ตัวอย่างที่ 1.1    5 + 2 – 3 - 2  มีลำดับการทำงานดังนี้

      ขั้นที่ 1    7 – 3 - 2

      ขั้นที่ 2    4 - 2

      ขั้นที่ 3    2

ตัวอย่างที่ 1.2    5 / 2 - 3.5 * 2 - 3 มีลำดับการทำงานดังนี้

      ขั้นที่ 1   2.5 - 3.5 * 2 - 3

      ขั้นที่ 2   2.5 – 7 - 3

      ขั้นที่ 3   -4.5 - 3

      ขั้นที่ 4   -7.5

ตัวอย่างที่ 1.3   จงหาผลลัพธ์ของ 16 / 2 * 4 – 3 ^ 2 + 10

เครื่องจะคำนวณตามลำดับดังนี้

      1. 16 / 2 * 4 – 3 ^ 2 + 10   จะคำนวณ 3^2 =9

      2. 16 / 2 * 4 – 9 + 10         จะคำนวณ 16/2 =8

      3. 8 * 4 – 9 + 10                 จะคำนวณ 8*4 =32

      4. 32 – 9 + 10                    จะคำนวณ 32-9 =23

      5. 23 + 10                          จะคำนวณ 23+10 =33

ข้อดี ข้อเสีย ของภาษาเบสิ

ข้อดี คือ ง่ายต่อการเรียนรู้และสามารถใช้งานได้บนเครื่องทุกระดับ และยังสามารถถูกเขียนขึ้นเพื่อใช้ทำงานได้หลายประเภท

ข้อเสีย คือไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เกื้อหนุนต่อการเขียนโปรแกรมอย่างมีโครงสร้างที่ดี จึงไม่เหมาะในการพัฒนาโปรแกรมที่มีขนาดใหญ่เนื่องจากมีความเร็วในการประมวลผลค่อนข้างช้า

Comments