กล้ามเนื้อ

ประกอบด้วยเนื้อหาหลักดังนี้

- ความสำคัญของกล้ามเนื้อ (The Muscle)

- องค์รวมของกล้ามเนื้อที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย (The Organization of skeletal muscle)

- ความผันแปรของกล้ามเนื้อ (Variation in muscle architecture)

- เอ็นกล้ามเนื้อ (Tendon)

- เส้นเลือดเส้นประสาทที่มาควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ (Blood and Nerve Supply of muscles)

- การทำงานของกล้ามเนื้อ (Muscle Actions)

- การศึกษาเรื่องกล้ามเนื้อทางกายวิภาคศาสตร์ทางสัตวแพทย์แบ่งเป็นส่วนดังนี้

I. กล้ามเนื้อบริเวณลำตัวสัตว์ (The Muscle of the Trunk)

II. กล้ามเนื้อบริเวณหัวและด้านล่างของลำคอสัตว์ (The Muscles of the Head and Ventral part of the Neck

III. กล้ามเนื้อบริเวณระยางค์ขาหน้า (The Muscle of the Forelimb)

IV. กล้ามเนื้อบริเวณระยางค์ขาหลัง (The Muscles of the Hindlimb)

 

ระบบกล้ามเนื้อ

(The Muscular System)

ความสำคัญของกล้ามเนื้อ (The Muscle)

การเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ของร่างกายสัตว์และส่วนต่างๆ ของร่างกายมีต้นเหตุมาจากการทำงานของกล้ามเนื้อด้วยการหดตัว (contraction) จะมีข้อยกเว้นบ้างบางอย่างเช่นการเคลื่อนไหวนั้นอาจเกิดจากแรงโน้มถ่วงของโลก (gravity) หรือ แรงภายนอกร่างกายได้ นอกจากนี้กล้ามเนื้อยังทำหน้าที่ช่วยป้องกันการเคลื่อนไหวของข้อต่อ ( ช่วยให้ข้อต่อมีความแข็งแรงทนทาน ), ทำให้กระเพาะปัสสาวะคงรูปอยู่ได้ , ทำให้ร่างกายเกิดความร้อนด้วยการสั่นเนื่องจากภาวะอากาศเย็น

มีการแบ่งเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้กลุ่มแรกเป็นกล้ามเนื้อที่ประกอบขึ้นเป็นตัวของหัวใจเรียกว่ากล้ามเนื้อพิเศษหรือกล้ามเนื้อหัวใจ (specialized, cardiac) กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่ประกอบขึ้นเป็นหลอดเลือด อวัยวะภายใน (internal organ) มีชื่อเรียกว่ากล้ามเนื้อเรียบหรือกล้ามเนื้ออวัยวะภายใน (smooth, visceral) ซึ่งในกลุ่มแรกและกลุ่มที่สองนี้จะยังไม่กล่าวถึงในส่วนของระบบนี้ กลุ่มที่ให้ความสนใจคือกลุ่มที่สามซึ่งคือกล้ามเนื้อโครงสร้างค้ำจุนหรือกล้ามเนื้อลายหรือกล้ามเนื้อลำตัวหรือกล้ามเนื้อที่ทำงานภายในอำนาจจิตใจ (skeletal, striated, somatic, voluntary) ซึ่งกล้ามเนื้อกลุ่มนี้จะมีการเชื่อมต่อกับส่วนของกระดูกเป็นส่วนใหญ่และทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของร่างกายขึ้น

 

J องค์รวมของกล้ามเนื้อที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย (The Organization of skeletal muscle)

เริ่มแรกนั้นกล้ามเนื้อลายมีความสำคัญกับพวกพ่อค้าขายเนื้อสัตว์มากเพราะว่ามันจะมีน้ำหนักประมาณครึ่งหนึ่งของซากเนื้อสัตว์ที่ใช้บริโภค (carcass) ซึ่งโดยทั่วไปก็จะผันแปรกับชนิดสัตว์ , พันธุ์สัตว์ , อายุ , เพศ และการจัดการเลี้ยงดูด้วย โดยในแต่ละมัดกล้ามเนื้อนั้นจะมีความผันแปรของขนาดมัดทั้งความยาวและความกว้าง โดยพบว่าองค์ประกอบของกล้ามเนื้อเมื่อดูด้วยตาเปล่าจะประกอบไปด้วยส่วนของก้อนมัดกล้ามเนื้อ (belly) ส่วนของพังผืด (fascia) และเอ็น (tendon) โดยตัวเอ็นนั้นจะทำหน้าที่ในการเกาะยึดติดกับส่วนของอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย เช่น กระดูก ซึ่งความสำคัญของการที่จะต้องมีการบริโภคเนื้อสัตว์นี้เอง ทำให้มีผู้พยายามคิดค้นที่จะปรับปรุงพันธุ์สัตว์เพื่อเพิ่มปริมาณของกล้ามเนื้อต่อซากสัตว์ที่ใช้บริโภคให้ได้มากขึ้น แต่กล้ามเนื้อในร่างกายจะมีหลายกลุ่มทำให้แนวคิดนี้ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

 

J ความผันแปรของกล้ามเนื้อ (Variation in muscle architecture)

หลักพื้นฐานสำคัญ 2 อย่างที่ทำให้กล้ามเนื้อมีใยกล้ามเนื้อที่วิ่งไปในทิศทางเดียวกันคือหนึ่งต้องมีการหดตัว (shortening ) มีความสำคัญประมาณ 50 % โดยกล้ามเนื้อจะมีการหดตัวและทำงานแต่การทำงานจะทำให้มีความยาวของกล้ามเนื้อมากขึ้นหรือน้อยลงขึ้นกับองค์ประกอบหลายอย่าง ส่วนหลักสำคัญที่สองคือ กำลังงาน (power) โดยทำให้มีพื้นที่หน้าตัดมากขึ้น ซึ่งเหตุผลนี้เองทำให้เกิดลักษณะของลายกล้ามเนื้อที่มีทิศทางเดียวกัน เช่น แบบเส้นตรง (strap) วิ่งขนานกับแกน long axis โดยจะสมบูรณ์ต่อเมื่อมีส่วนของเอ็นสั้นๆ มาเชื่อมต่อเพื่อเป็นตัวยึดเกาะกับอวัยวะข้างเคียง

กล้ามเนื้อจะมีลายไปเชื่อมต่อกับส่วนของเอ็นที่ส่วนมุมและยืดยาวออกไปสิ้นสุดที่ส่วนของอวัยวะอื่นๆ แม้ว่าบางมัดกล้ามเนื้อจะสั้นแต่ก็จะมีกำลังที่ดีในการทำงาน โดยจะขจัดของเสียออกจากตัวมันได้เร็วและสามารถแบ่งกล้ามเนื้อตามลักษณะของรูปร่างทางกายวิภาค (anatomical) หรือทางด้านการทำงาน (physiological) ได้เป็นดังนี้คือ ( ดูรูปที่ 1) กล้ามเนื้อที่มีลายกล้ามเนื้อตรงๆ ขนานกับความยาวของแกน (strap) , เป็นรูปกระสวย (spindle shape) , เป็นรูปเหมือนขนนก (pennate) , เป็นรูปเหมือนขนนกสองอัน (bipennate) และเป็นรูปขนนกหลายอัน (multipennate)

ส่วนของมัดกล้ามเนื้อที่อยู่บนระยางค์ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นแบบ pennate โดยมีเอ็นบางๆ ต่อไปยังปลายนิ้วเท้า เพื่อช่วยในการทำงานของข้อต่อและพยุงขา ซึ่งจะแตกต่างจากกล้ามเนื้อแบบลายตรง (strap) ที่จะมีความยาวมากๆ และต่อไปด้วยเอ็น มักจะเป็นกล้ามเนื้อที่ปกคลุมส่วนของลำตัว ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นๆ มีส่วนของเอ็นเป็นผืนเช่นกัน ให้ชื่อเอ็นนี้ว่า aponeuroses โดยจะช่วยในการพยุงน้ำหนักอวัยวะต่างๆ เช่นอวัยวะภายในช่องท้อง หรือมีกล้ามเนื้อบางมัดที่จะมีหลายหัว (2,3,4) โดยมีการรวมกันของเอ็นตอนท้ายเป็นเอ็นรวม (common tendon) มักจะมีการเรียกชื่อตามลักษณะของกล้ามเนื้อเช่นมี 2 หัวเรียกว่า biceps , มี 3 หัวเรียกว่า triceps หรือมี 4 หัวเรียกว่า quadriceps

ในบางส่วนของตัวเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อจะมีความผันแปรในส่วนของเอ็นที่จะมีการเปลี่ยนรูปร่างเป็น 2 หน่วย (two-bellied) หรือหลายหน่วยใน 1 มัด แต่มีเอ็นเป็นตัวแบ่งหน่วย เช่นพวกกล้ามเนื้อที่อยู่ล้อมรอบปาก , กล้ามเนื้อที่อยู่ล้อมรอบรูทวารหนัก ที่จะทำหน้าที่เป็นกล้ามเนื้อหูรูดเปิดปิดทางเข้าออก ซึ่งในทุกตัวอย่างที่กล่าวมาของลักษณะกล้ามเนื้อนั้นจะมีการแสดงโครงสร้างของกล้ามเนื้อเพื่อให้เหมาะสมต่อการทำงานของตัวมันเอง

มีกล้ามเนื้อคู่บางมัดที่อยู่ใกล้กันจะวางตัวขนานกันและทำให้เกิดลักษณะที่พังผืดมาชนกันตรงกลาง ทำให้เป็นเส้นรอยขาวเรียกว่า raphe เช่นบริเวณแนวกลางที่ลากจากช่องท้องไปยังอัณฑะ หรือแนวกลางช่องท้องด้านล่าง (linea alba)

 

J เอ็นกล้ามเนื้อ (Tendon)

เอ็นจะเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของกล้ามเนื้อ โดยมักอยู่ตอนท้ายหรือตอนต้นของกล้ามเนื้อเพื่อช่วยในการยึดเกาะกับอวัยวะต่างๆ โดยเอ็นจะมีองค์ประกอบเป็นพวกมัดคลอลาเจน (collagen bundles) โดยทำหน้าที่ในการป้องกันแรงตึงต่างๆ ไม่ให้ตัวกล้ามเนื้อ (belly) ได้รับความบาดเจ็บ หรือกรณีที่มีการแตกหักของกระดูก ก็จะไม่สัมผัสกับตัวกล้ามเนื้อมากนักเนื่องจากเอ็นเป็นตัวที่ยึดเกาะกับกระดูก ในตัวเอ็นจะมีความยืดหยุ่นมากและมีความสามารถในการเก็บสะสมพลังงานเอาไว้ สันนิษฐานกันว่าในการเคลื่อนไหวติดต่อกันเป็นเวลานานๆ กล้ามเนื้อจะมีความตึงเครียด ซึ่งเอ็นจะเป็นตัวช่วยเก็บความตึงเครียดนั้นๆ ไว้และขับทิ้งออกนอกร่างกายในเวลาต่อมา แต่ถ้ามีแรงเสียดทานในปริมาณมากๆ เอ็นอาจจะได้รับความเสียหายได้เช่นกัน

 

J เส้นเลือดเส้นประสาทที่มาควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ (Blood and Nerve Supply of muscles)

ตัวกล้ามเนื้อจะได้รับการเลี้ยงดูจากหลอดเลือด (arteries & veins) ที่อยู่รอบๆ ตัวมัน บางครั้งพบว่ามีเพียงหลอดเลือดเส้นเดียวที่เข้าไปสู่ตัวกล้ามเนื้อ และก็ยังพบบ่อยๆ ว่าอาจมีหลายเส้น (2 หรือมากกว่า 2) ที่เข้าไปสู่ตัวกล้ามเนื้อ ซึ่งปริมาณของหลอดเลือดที่เลี้ยงดูกล้ามเนื้อนั่นเองทำให้กล้ามเนื้อแต่ละมัดมีสีจางและเข้มต่างๆ กันไป โดยการไหลเวียนกล้ามเนื้อจะไหลจากผิวนอกเข้าสู่ตัวเนื้อเยื่อภายใน

หลอดเลือดดำ (veins) จะวิ่งอยู่ข้างๆ หลอดเลือดแดง โดยปกติจะมีแรงบีบ แรงดันจากกล้ามเนื้อและหลอดเลือดแดงอยู่แล้วจึงทำให้เลือดดำหมุนเวียนเป็นปกติ แต่ถ้าพบความผิดปกติของการหมุนเวียนเลือดในกล้ามเนื้อเกิดขึ้นก็จะหมายถึงมีอันตรายเกิดขึ้นด้วย

ตัวของเอ็น (tendon) มักมีความต้องการใช้พลังงานต่ำและถ้าระบบไหลเวียนเลือดไม่ดีนัก พบว่าถ้าตัดเอ็นจะไม่มีเลือดไหลออกมา ถ้าบริเวณใดมีเลือดไปเลี้ยงน้อยก็จะทำให้การหายของบาดแผลจากการถูกทำลายนั้นช้าลงตามไปด้วย

หลอดนำน้ำเหลือง (lymphatic vessels) สามารถพบได้ที่ส่วนของส่วนเนื้อเยื่อเกี่ยวพันขนาดใหญ่ของตัวกล้ามเนื้อ

เส้นประสาท (nerve) พบว่ากล้ามเนื้อส่วนมากในร่างกายจะมีเส้นประสาทเพียงเส้นเดียวมาควบคุมการทำงาน แต่ถ้าเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณลำตัวจะมีเส้นประสาทหลายเส้นมาควบคุมการทำงาน โดยเส้นประสาทเหล่านี้จะเข้าสู่ตัวมัดกล้ามเนื้อโดยตรง

 

J การทำงานของกล้ามเนื้อ (Muscle Actions)

เมื่อกล้ามเนื้อทำงานพบว่าใยของกล้ามเนื้อจะสั้นหรือหดลงและเมื่อมันสั้นลงก็จะส่งผลให้มีแรงตึงมากขึ้น ในทางกลับกันแรงตึงก็จะลดลงถ้ากล้ามเนื้อหย่อนยาน โดยการทำงานของกล้ามเนื้อจะสมดุลได้ดีนั้นต้องมีลักษณะที่เรียกว่า แรงดึงสมดุล (isometric) ซึ่งเมื่อกล้ามเนื้อยืดหรือหดตัวก็จะคอยรักษาสมดุลป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อมีความตึงมากไป หรือก็คือการทำให้กลับสู่ภาวะปกตินั่นเอง

การทำงานของกล้ามเนื้อส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงมุมกับข้อต่อของร่างกาย ( ดูรูปที่ 2 ) อาจจะเป็นเพียงข้อต่อเดียวหรือมากกว่า โดยการทำงานของกล้ามเนื้อจะสัมพันธ์กับกระดูกและข้อต่อเป็นหลัก (musculoskeletal system)

กล้ามเนื้อแต่ละมัดที่วางตัวอยู่บนร่างกายจะทำงานในลักษณะที่เฉพาะเจาะจงกับข้อต่อนั้นๆ เช่น ข้อต่อบริเวณข้อศอกของขาหน้าพบว่าการทำงานส่วนใหญ่เป็นแบบงอข้อต่อ (flexion) ก็จะเรียกกล้ามเนื้อที่ทำงานในการงอข้อต่อบริเวณนี้ว่า agonist หรือ prime mover และในทางตรงกันข้ามกล้ามเนื้อที่ทำงานในลักษณะตรงข้ามก็จะเรียกว่า antagonist ซึ่งถ้าบริเวณข้อศอกก็คือการเหยียด (extension) นั่นเอง

กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่แบบเดียวกันในบริเวณเดียวกันเราจะเรียกลักษณะนี้ว่า synergists กันส่วนกล้ามเนื้อที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมให้ข้อต่อมีความคงตัว (stabilize) เราจะเรียกลักษณะนี้ว่าเป็นกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่เป็นตัว fixators

 

 

รูปที่ 2 แสดงการทำงานของกล้ามเนื้อลาย A, พยุงส่วนหัวด้วยกล้ามเนื้อด้านบนของลำคอ B, เหยียดข้อเท้าด้านล่างของขาหลัง (hock) C, งอข้อศอกของขาหน้า (elbow) ( จาก Dyce,Sack and Wensing,1996)

 

กล้ามเนื้อแต่ละมัดจะมี จุดตั้งต้น (origin) และ จุดสิ้นสุดหรือจุดเกาะ (insertion) โดยการดูว่าจุดปลายของกล้ามเนื้อด้านไหนเป็นจุดตั้งต้นให้สังเกตจาก ลักษณะตำแหน่งที่อยู่ว่ามักจะมีความใกล้กับแกนกลางของร่างกายมากกว่าควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวน้อยกว่า ส่วนจุดสิ้นสุดให้สังเกตว่ามักจะอยู่ไกลออกจากแกนกลางลำตัวมากกว่าหรือมีการเคลื่อนไหวมากกว่า ซึ่งถ้ายังแยกไม่ได้ให้ดูจากหน้าที่การทำงานว่ามีการหดตัว (contractions) ไปในทิศทางใด

 

J การศึกษาเรื่องกล้ามเนื้อทางกายวิภาคศาสตร์ทางสัตวแพทย์แบ่งเป็นส่วนดังนี้

I. กล้ามเนื้อบริเวณลำตัวสัตว์ (The Muscle of the Trunk)

1.1 กล้ามเนื้อผิวหนังของลำตัวสัตว์ (The Cutaneous muscle of the trunk)

กล้ามเนื้อผิวหนังของลำตัวจะมีความแปรเปลี่ยนและสัมพันธ์กับความหนา ซึ่งจะยืดขยายออกไปปกคลุมด้านข้างของช่องอกและด้านข้างของช่องท้องเกาะติดกับพังผืดและมีแนวโน้มในการวางตัวไปตามความยาวของลำตัวสัตว์ ซึ่งตัวกล้ามเนื้อนี้บางครั้งพบว่าภายในจะบรรจุด้วยพังผืดชั้นผิว โดยหน้าที่หลักๆ ของกล้ามเนื้อพวกนี้จะเป็นลักษณะการสั่นหรือการหดตัวของผิวหนัง ( ดูรูปที่ 3) ในสัตว์บางชนิดจะมีการวิ่งไปปกคลุมในส่วนของถุงหุ้มอวัยวะเพศผู้ด้วย ส่วนในม้าและโคพบว่ามีการยืดขยายตัวเป็นแฉกๆ ไปปกคลุมบริเวณไหล่และต้นขาหน้าด้วย ซึ่งพบว่าเส้นประสาทที่คอยมาเลี้ยงจะมาจากแขนงใยประสาทบริเวณขาหน้า (brachial plexus)
 
 
            อ้างอิงจาก : http://www4.msu.ac.th/satit/studentProj/2548/Selectted/M103/g05-bodySystem/klam.htm

 

Comments