6.เทพปกรณัมกรีก

มหากาพย์เทวตำนานกรีก




       เทพปกรณัมกรีก เป็นเรื่องปรัมปราและตำนานที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้า, วีรบุรุษ, ธรรมชาติของโลก และจุดกำเนิดและความสำคัญของวิถีปฏิบัติและพิธีในทางศาสนาของชาวกรีกโบราณ เทพปกรณัมกรีกเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาในกรีซโบราณ นักวิชาการสมัยใหม่กล่าวถึงเรื่องปรัมปราและศึกษาในความพยายามที่จะอธิบายสถาบันทางศาสนาและการเมืองในกรีซโบราณ อารยธรรม และเพิ่มความเข้าใจของธรรมชาติในการสร้างตำนานขึ้น
เทพปกรณัมกรีกได้ถูกรวบรวมขึ้นจากเรื่องเล่าและศิลปะที่แสดงออกในวัฒนธรรมกรีก เช่น การระบายสีแจกันและของแก้บน ตำนานกรีกอธิบายถึงการถือกำเนิดของโลกและรายละเอียดของชีวิต รวมทั้งการผจญภัยของบรรดาเทพ เทพี วีรบุรุษ วีรสตรี และสิ่งมีชีวิตในตำนานอื่น ๆ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ได้สืบทอดโดยบทกวีจากปากต่อปากเท่านั้น ในปัจจุบัน ตำนานกรีกได้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในวรรณกรรมกรีกเป็นส่วนใหญ่

    วรรณกรรมกรีกที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่รู้จักกันคือ มหากาพย์ อีเลียด และ โอดิสซีย์ ของโฮเมอร์ ซึ่งจับเรื่องราวเหตุการณ์ในระหว่างสงครามเมืองทรอย นอกจากนี้มีบทกวีมหากาพย์ร่วมสมัยอีกสองชุดของเฮสิโอด คือ Theogony และ Works and Days เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการกำเนิดโลก การสืบทอดของจอมเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์ ยุคของมนุษย์ กำเนิดศัตรูของมนุษย์ และพิธีบูชายัญต่างๆ เรื่องเล่าปรัมปรายังพบได้ในบทเพลงสวดสรรเสริญของโฮเมอร์ จากเสี้ยวส่วนหนึ่งของบทกวีมหากาพย์ Epic Cycle จากบทเพลง จากงานเขียนโศกนาฏกรรมในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล จากงานเขียนของปราชญ์และกวีในยุคเฮเลนนิสติก และในตำราจากยุคของจักรวรรดิโรมันที่เขียนโดยพลูตาร์คกับเพาซานิอัส

    งานค้นพบของนักโบราณคดีเป็นแหล่งข้อมูลอย่างละเอียดของเทพปกรณัมกรีก เพราะมีภาพของเทพและวีรบุรุษกรีกมากมายเป็นเนื้อหาหลักอยู่ในการตกแต่งสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ภาพเรขาคณิตบนเครื่องโถในยุคศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาลแสดงให้เห็นฉากต่างๆ ในมหากาพย์เมืองทรอย รวมไปถึงการผจญภัยของเฮราคลีส ในยุคต่อๆ มาเช่น ยุคอาร์เคอิก ยุคคลาสสิก และยุคเฮเลนนิสติก ก็พบภาพฉากเกี่ยวกับมหากาพย์ของโฮเมอร์และตำนานปรัมปราอื่นๆ ซึ่งช่วยเพิ่มเติมแก่หลักฐานทางวรรณกรรมที่มีอยู่ 

    เทพปกรณัมกรีกมีอิทธิพลอย่างมากต่อวัฒนธรรม ศิลปะ และวรรณกรรมของอารยธรรมตะวันตก รวมถึงมรดกและภาษาทางตะวันตกด้วย กวีและศิลปินมากมายนับแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบันได้รับแรงบันดาลใจจากเทพปกรณัมกรีก และได้คิดค้นนัยยะร่วมสมัยกับการตีความใหม่ที่สัมพันธ์กับตำนานปรัมปรา



สันนิษฐานของที่มาของการเกิดเทวเทพปกรณัมกรีก
    อาจเป็นเพราะชาวกรีกโบราณพยายามหาคำตอบให้กับตัวเองว่าทำไมฟ้าร้อง ฟ้าผ่า หรือเหตุใดจึงมีเสียงสะท้อนจากถ้ำเมื่อเราส่งเสียง หรือ ฯลฯ นั่นเพราะความกลัวปรากฏการณ์ธรรมชาติจึงพยายามหาเหตุผลและชาวกรีกชอบฟังนิทานเรื่องเล่าปรัมปรา, ชอบแต่งโคลงกลอน จึงรักการขับลำนำและดีดพิณคลอไปด้วยจึงทำให้การขับลำนำเป็นที่นิยม เล่ากันว่าโฮเมอร์ (Homer) ก็เป็นนักขับลำนำชั้นยอดคนหนึ่งของกรีก ใคร ๆ ก็รักน้ำเสียงการเล่านิทานของเขา แรกเริ่มเทวตำนานเป็นบทกลอนที่ท่องจำกันมาเป็นรุ่น ๆ ต่อมามีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เราจึงไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้แต่งเทพปกรณัม บ้างก็ว่า โฮเมอร์ เป็นผู้แต่ง อีเลียด (Iliad) บ้างก็ว่าแค่รวบรวม บ้างก็ว่ากวีกรีกนาม เฮซิออด (Hesiod) แต่ง ส่วน โอวิด (Ovid) กวีโรมก็เล่าถึงเทวตำนานแต่ใช้ชื่อตัวละครต่างกัน เล่มของโอวิดจะเล่าได้พิสดารกว่าของนักเขียนคนอื่น



เทพโอลิมปัส

เทพเจ้าแห่งโอลิมปัส คือเหล่าทวยเทพที่อาศัยร่วมกันอยู่บนยอดเขาโอลิมปัส ซึ่งมักเข้าใจกันว่ามีอยู่ทั้งหมด 12 องค์  ดังนี้



เทพซูส  


            เมื่อซูสยึดอำนาจจากโครนัสได้สำเร็จ ซูสก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นจอมเทพแห่งสวรรค์โอลิมปัส โดยมีพี่ที่สำรอกออกมาจากท้องโครนัสเป็นกำลังสนับสนุน
ฝ่ายโครนอสเมื่อถูกขับไล่ออกจากสวรรค์โอลิมปัสก็ไปรวบรวมกำลังกลับมาทวงอำนาจคืนจากซูส กองกำลังฝ่ายโครนอสประกอบด้วยเทพบุตรไททัน คือ ซีอัส ครีอัส ไฮเพอร์เรียน และไอแอพิทัส ส่วนโอเชียนัสกับเทพธิดาไททันที่เหลือวางตัวเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด นอกจากนี้โครนอสก็ยังมีหลานๆ มาเป็นกำลังสนับสนุนในการศึกนี้ด้วย ที่เป็นจอมทัพคนสำคัญ คือ แอตลาส โอรสของไอแอพิทัสกับคลีมีนสงครามแย่งชิงบัลลังก์สวรรค์เป็นไปอย่างดุเดือดยาวนานถึง 10 ปี ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำ ในที่สุดจอมมารดาไกอาก็พยากรณ์ว่าหากต้องการชัยชนะ ซูสจะต้องใช้อาวุธที่ทรงประสิทธิภาพจากตรุทาร์ทารัสซูสเชื่อคำพยากรณ์ จึงลงไปยมโลก ขอให้ไซคลอปส์ยักษ์ตาเดียวทำอาวุธให้แลกกับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากตรุทาร์ทารัส ยักษ์ไซคลอปส์จึงผลิตสายฟ้ามอบให้ซูสใช้เป็นอาวุธ สร้างตรีศูลให้โปไซดอน และทำหมวกล่องหนให้ฮาร์เดส จากนั้นซูสก็พายักษ์ไซคลอปส์และยักษ์ 50 หัวจากตรุทาร์ทารัสมาเป็นพวกต่อสู้กับฝ่ายโครนัสด้วยอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพของเทพทั้งสาม ในที่สุดซูสก็จับโครนอสได้ และพวกไททันบริวารก็ยอมแพ้ศิโรราบซูสลงโทษโครนอสและบริวารโดยการเนรเทศน์โครนอสให้ไปอยู่เกาะกลางทะเล ซึ่งต่อมาโครนอสก็สามารถหนีออกจากเกาะนั้นได้และไปอาศัยอยู่ที่เฮสเพอเรียซึ่งก็คือดินแดนอิตาลีในปัจจุบันอย่างสงบ แอตลาสถูกลงโทษให้เป็นผู้แบกสวรรค์ไว้บนบ่า ส่วนผู้สนับสนุนอื่นๆ ก็ถูกจับไปขังในตรุทาร์ทารัสเสร็จศึกครั้งนี้ซูสก็แบ่งการปกครองออกเป็น 3 ส่วน คือ ตัวซูสเองปกครองสวรรค์และพิภพ ฮาเดสปกครองขุมนรกและบาดาล ส่วนโพไซดอนปกครองทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเหลือมหาสมุทรรอบนอกให้โอเชียนัสปกครองต่อไป   ส่วนยักษ์ไซคลอปส์ก็ช่วยสร้างพระราชวังที่โอ่โถงสง่างามบนยอดเขาโอลิมปัสมอบให้ซูสจอมเทพ พระราชวังนี้อยู่สูงเหนือเมฆ และสามารถมองได้ไกลรอบด้าน จอมเทพซูสจึงสามารถมองเหตุการณ์ต่างๆ บนโลกมนุษย์ได้จากพระราชวังแห่งนี้เมื่อสงครามสงบ ซูสซึ่งมีความพึงพอใจในตัวมีทิสเทพธิดาไททันที่มาช่วยทำยาสำรอกให้โครนอสดื่มก็คอยเฝ้าตามตื้อมีทิสไปทุกแห่ง หวังจะได้นางเป็นชายา ฝ่ายมีทิสนั้นก็พยายามหลีกหนีโดยแปลงร่างไปต่างๆ นานา แต่ซูสก็ยังติดตามไปไม่ห่างในที่สุดมีทิสก็ยอมแพ้ความพยายามของซูสและยอมรับซูสเป็นสวามีจนตั้งครรภ์ขึ้น แต่จอมมารดาไกอากลับพยากรณ์ว่าหากมีทิสมีโอรส โอรสนั้นจะโค่นอำนาจของซูส ด้วยความเกรงกลัวคำพยากรณ์ซูสจึงจับมีทิสกลืนลงท้องไปต่อมาไม่นานซูสก็มีอาการปวดหัวจนทนไม่ไหวต้องผ่าหัวออก จึงปรากฎร่างของเทพีอาธีนาในชุดนักรบเดินออกมาจากหัวของซูส เทพีอาธีนานี้เป็นธิดาของซูสกับมีทิส เป็นเทพีแห่งสติปัญญา และมักจะอยู่ใกล้ๆ ซูสเพื่อให้คำแนะนำซูสตลอดมาเมื่อสิ้นมีทิสไปแล้ว ซูสก็เจ้าชู้มีชายาไปทั่ว แต่ที่หมายมั่นปั้นมือมากที่สุดก็คือเทพธิดาเฮร่าพี่สาวสุดสวย ฝ่ายเฮร่าก็เอาแต่หนีด้วยกลัวความเจ้าชู้ของน้องชายจนซูสไม่อาจเข้าใกล้ตัวเฮร่าได้ ซูสจึงใช้แผนแปลงร่างเป็นนกน้อยบินฝ่าสายฝนไปตกตรงหน้าเฮร่าเฮร่าเห็นนกน้อยที่น่าสงสารบินหมดแรงมาตกตรงหน้า เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหนาว นางจึงโอบอุ้มนกน้อยนั้นไว้แนบออกเพื่อให้ไออุ่น ซูสได้ทีก็แปลงร่างกลับเป็นจอมเทพและกอดเฮร่าไว้จนนางไม่อาจหนีได้อีกต่อไปด้วยอุบายของซูสทำให้เฮร่ารู้สึกอับอายจึงยินยอมอภิเษกกับซูสหลังจากที่หลีกหนีซูสมาได้ถึง 300 ปี และเฮร่าก็อยู่ช่วยซูสปกครองสวรรค์ที่เขาโอลิมปัสตลอดมาพระนางเฮร่าให้กำเนิดโอรสธิดากับซูส คือ ฮีบี้ (Hebe) อิลลิธธียา (Ilithyia) และแอรีส (Ares) และด้วยอารมณ์โกรธที่เห็นซูสให้กำเนิดเทพีอาธีนาจากศีรษะ พระนางเฮร่าก็ให้กำเนิดโอรสโดยไม่พึ่งพาซูสบ้าง โอรสองค์นั้นคือ เฮเฟตัสด้านการปกครองสวรรค์ในยุคแรกนั้น ซูสถูกท้าทายอำนาจอีกหลายครั้ง

    เริ่มจากจอมมารดาไกอาที่มีความไม่พอใจซูส เนื่องจากซูสจับไททันซึ่งเป็นโอรสและธิดาของจอมมารดาไกอาหลายองค์ไปขังไว้ในตรุทาร์ทารัส จอมมารดาไกอาจึงเนรมิตอสูรขึ้นตนหนึ่ง เรียกว่า ไทฟอน (Typhon) เป็นอสูรที่ดุร้ายและมีร่างกายประหลาดน่ากลัวมาก คือ มีหัวเป็นมังกรนับร้อยหัวที่ยาวเกือบจะถึงดวงดาว มีเปลวไฟพิษพวยพุ่งออกจากดวงตา มีลาวาไหลออกจากปาก แผดเสียงก้องกัมปนาทตลอดเวลาดังกว่าราชสีห์คำรามพร้อมกันเป็นร้อยตัว มันหักยอดเขาขว้างใส่เหล่าทวยเทพจนเทพทั้งหลายต่างตกใจพากันหนีเตลิดจากเขาโอลิมปัสไปหลบซ่อนตัวกันจ้าละหวั่น และด้วยความที่กลัวว่าอสูรจะตามทัน เทพเหล่านั้นยังจำแลงองค์เป็นสัตว์นานาชนิดด้วยเพื่อมิให้อสูรจำได้ เช่น ซูสจำแลงร่างเป็นแกะ เฮร่าจำแลงร่างเป็นโค เป็นต้น
แต่เทพีแห่งสติปัญญาอาธีนาได้กล่าววาจาเตือนสติซูสจนซูสเกิดความละอายจึงกลับคืนสู่เขาโอลิมปัสอีกครั้งเพื่อหาทางปราบอสูรไทฟอน ส่วนเทพอื่นๆ เมื่อได้สติก็กลับมาช่วยซูสต่อสู้กับไทฟอน
ซูสใช้สายฟ้าอาวุธประจำตัวต่อสู้กับอสูรไทฟอนอย่างดุเดือด จนยากที่จะมีผู้ใดรอดชีวิตอยู่ได้หากเข้าไปใกล้บริเวณสู้รบ การสู้รบดำเนินไปเป็นเวลานาน ไทฟอนหันไปหักยอดเขาเอตนามาขว้างใส่ซูส แต่ซูสก็ใช้สายฟ้าฟาดยอดเขาเอตนาลอยละลิ่วกลับมาทับอสูรไทฟอนไว้ใต้เขาจนไม่สามารถลุกขึ้นมาต่อสู้ได้อีก ซูสจึงได้รับชัยชนะจากการต่อสู้ครั้งนี้ ส่วนไทฟอนก็ยังคงถูกทับอยู่ใต้เขา และมันยังคงพยายามพ่นไฟ พ่นลาวา ออกมาอยู่บ่อยๆ
ต่อมาไม่นานนัก จอมมารดาไกอาก็เนรมิตยักษ์ร้ายชื่อเอนเซลาดัส (Enceladus) มาต่อสู้กับซูสอีก แต่ซูสก็สามารจับยักษ์ร้ายเอนเซลาดัสไว้ได้ ซูสจับเอนซาลาดัสล่ามโซ่และขึงพืดไว้ใต้ภูเขาเอตนา เอนเซลาดัสคำรนคำรามแผดเสียงกึกก้องอยู่ใต้เขาเอตนาบางทีก็พ่นไฟขึ้นหวังจะทำอันตรายซูส ทำให้เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดอย่างรุนแรง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปเอนเซลาดัสก็เริ่มอ่อนแรงจึงหยุดสำแดงฤทธิ์อาละวาด เพียงแต่ขยับตัวทำให้เกิดแผ่นดินไหวเป็นครั้งคราวเท่านั้น
เมื่อทั้งอสูรไทฟอนและยักษ์ร้ายเอนเซลาดัสพ่ายแพ้อย่างราบคาบ จอมมารดาไกอาก็เลิกคิดจะเนรมิตสัตว์ร้ายใดๆ มาทำร้ายซูสอีก สรวงสวรรค์จึงสงบขึ้นแต่สงครามสั่นบัลลังก์อำนาจของซูสยังมีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เกิดจากพี่น้องของตนเอง โดยมีมเหสีเฮร่าเป็นผู้นำกบฏเนื่องจากซูสขึ้นครองตำแหน่งจอมเทพตั้งแต่วัยหนุ่ม ด้วยนิสัยใจร้อน หุนหันพลันแล่น และเอาแต่ใจ เทพองค์อื่นๆ รู้สึกไม่พอใจจึงวางแผนโค่นอำนาจซูส แผนก่อการครั้งนี้นำโดยเทพีเฮร่าผู้เป็นมเหสี โพไซดอน เฮอร์มีส และเทพีอาธีนา โดยเทพีเฮร่านั้นคิดก่อการโค่นอำนาจซูสส่วนหนึ่งมาจากเพราะเบื่อกับความเจ้าชู้ของซูสด้วยเทพีเฮร่าลงมือมอมยาให้ซูสหลับ จากนั้นเทพกบฏก็เข้ามาจับซูสมัดไว้กับรถม้าด้วยเชือกหนัง และยึดสายฟ้าอาวุธของซูสไว้ด้วย เมื่อซูสได้สติก็ไม่สามารถแก้มัดเชือกหนังนั้นได้เพราะเทพกบฏผูกปมไว้ถึง 100 ปม   ระหว่างที่เหล่าเทพหารือกันว่าจะให้ใครขึ้นเป็นจอมเทพแทนซูส ธีทิสเทพีไททันผู้เป็นชายาองค์หนึ่งของซูสก็ได้เรียกเบรียรูสยักษ์ 50 หัว ให้มาช่วย เบรียรูสใช้มือ 100 มือแก้ปมเชือกทั้ง 100 ปมออกได้อย่างรวดเร็ว พอซูสเป็นอิสระก็สามารถแย่งสายฟ้ากลับคืนมาได้เมื่ออาวุธสายฟ้าอันทรงอานุภาพกลับมาอยู่ในมือซูส เหล่าเทพกบฏต่างก็คุกเข่าขออภัยโทษต่อมหาเทพซูสให้โพไซดอนและเฮอร์มีสสาบานว่าจะไม่คิดคดทรยศอีก จากนั้นก็ลงโทษสถานเบาให้ลงไปช่วยงานมนุษย์เป็นเวลา 1 ปี สำหรับเทพีอาธีนานั้น ซูสไม่ได้ลงโทษ ด้วยเทพีอาธีนานั้นไม่ได้เต็มใจจะเข้ากับกลุ่มกบฏ

    ส่วนมเหสีเฮร่าในฐานะผู้นำกบฏถูกลงโทษหนักโดยจอมเทพจับมัดด้วยสายเงินที่ข้อเท้า แขวนนางไว้กับขื่อสวรรค์ และเอาทั่งเหล็กมาถ่วงไว้ด้วย เฮเฟตัสพระโอรสพยายามเข้าช่วยเหลือพระมารดา จึงถูกซูสจับโยนตกลงมาจากสวรรค์ทำให้ขาหักกลายเป็นเทพพิการไป
    การลงโทษโดยการแขวนนี้เจ็บปวดทรมานมากจนพระนางเฮร่าทนไม่ไหวร้องไห้คร่ำครวญตลอดทิวาและราตรีแต่ไม่มีเทพองค์ใดกล้าช่วยเหลือ แต่ผ่านพ้นไปเพียงแค่ 4 วัน มหาเทพไม่ได้หลับได้นอนเพราะเสียงร้องคร่ำครวญของมเหสี พระองค์จึงบอกให้นางสาบานว่าต่อไปจะไม่คิดโค่นบัลลังก์ของพระองค์อีก พระนางเฮร่าไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่นจึงยอมสาบาน มหาเทพจึงยุติการลงโทษนางและรับกลับเป็นมเหสีเช่นเดิม  วันเวลาผ่านไป เมื่อซูสเติบใหญ่ขึ้นนิสัยมุทะลุวู่วาม เอาแต่ใจก็ลดน้อยลง กลายเป็นมหาเทพที่ฉลาดและสามารถปกครองสามโลกได้อย่างเที่ยงธรรม และปล่อยบรรดาไทแทนออกมาจากตรุทาร์ทารัสด้วย  ซูสนั้นได้ชื่อว่าเป็นมหาเทพจอมเจ้าชู้ เป็นหนึ่งในเรื่องรัก แม้จะมีมเหสีที่มีความงามเป็นหนึ่งในสวรรค์อย่างเทพีเฮร่าอยู่แล้ว แต่ก็ไม่วายไปมีสัมพันธ์กับเทพธิดาและมนุษย์อื่นๆ อีกหลายคนจนเทพีเฮร่าต้องตามหึงหวงไม่ได้หยุด   วีรกรรมความเจ้าชู้ของซูสกับบรรดาเทพธิดาบนสวรรค์ รวมทั้งสาวๆ เมืองมนุษย์นั้นมีมากมาย 







โพไซดอน

        โพไซดอนเป็นโอรสองค์ที่ 5 ของเทพไททันโครนอส เป็นพี่ชายของซูสมหาเทพ เมื่อแรกกำเนิดถูกโครนอสเทพบิดากลืนลงท้องเพราะกลัวว่าเมื่อโตขึ้นจะมาโค่นอำนาจของตนเองตามคำสาปแช่งของอูรานอส เมื่อซูสรบชนะโครนอส ก็ให้มีทิสปรุงยาสำรอกให้โครนอสดื่ม โครนอสจึงสำรอกโพไซดอนและพี่ๆ อีก 4 องค์ออกมา ซึ่งตอนนั้นบรรดาเทพบุตรเทพธิดาที่อยู่ในท้องของโครนอสได้กลายเป็นหนุ่มสาวหมด แล้วหลังจากช่วยซูสให้ชนะศึกไททันแล้ว ซูสก็ได้แบ่งอำนาจให้ฮาเดสพี่ชายองค์โตลงไปปกครองขุมนรก ให้โพไซดอนปกครองทะเล แม่น้ำ และลำธาร ส่วนโอเชียนัสผู้ปกครองทะเลเดิมให้คงเหลืออำนาจในการปกครองมหาสมุทรรอบนอกที่เป็นห้วงน้ำใหญ่ไหลวนรอบโลกโพไซดอนนั้นมีอำนาจในการควบคุมพายุและความสงบในท้องทะเล มีพาหนะเป็นราชรถทองคำเทียมม้าเนรมิตตัวใหญ่ มีอาวุธเป็นตรีศูลที่ยักษ์ไซคลอปส์สร้างให้เมื่อคราวรบในศึกไททันโพไซดอนมีปราสาทอยู่ใต้ทะเล เมื่อยามที่จะขึ้นมาตรวจตราผืนน้ำ ทะเลก็จะแหวกเป็นช่องให้ราชรถทองโผล่พ้นน้ำขึ้นมา เมื่อยามท่องทะเลธรรมดา ผืนน้ำก็เงียบสงบปราศจากคลื่นลม แต่หากโพไซดอนขยับตรีศูลเมื่อใด ผืนน้ำนั้นก็จะปั่นป่วนกลายเป็นทะเลบ้าไปทันที โพไซดอนจึงเป็นเทพแห่งทะเล เรียกว่า โพไซดอนเจ้าสมุทร แต่บางครั้งก็เรียกว่า เทพผู้เขย่าโลกบริวารภายใต้การปกครองของโพไซดอนที่สำคัญ คือ เนเรอุส ผู้เฒ่าแห่งทะเล และกลุ่มนางอัปสรเนอรีด 50 นาง ธิดาของเฒ่าเนเรอุส ผู้ซึ่งชอบไปรำนวยนาดอยู่บนยอดคลื่นในท้องทะเล และยังมีหมู่เทพที่เรียกว่า ตรีตอนส์ ที่ชอบนั่งเป่าปี่อยู่บนคลื่น
โพไซดอนหลงรักนางอัปสรคนหนึ่งชื่อ ธีทิส แต่เมื่อเทพไททันทีมิสพยากรณ์ว่าลูกชายของธีทิสคนหนึ่งจะเก่งและยิ่งใหญ่กว่าพ่อ โพไซดอนคงจะกลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอยจึงไปเล็งหาหญิงอื่นแทนโพไซดอนหันไปหานางอัปสรอีกคนชื่อว่า แอมฟิไทรต์ (Amphitrite) ธิดาของเทพแห่งธารเนเรอุส หลานของเทพไททันโอเชียนัส แต่นางอัปสรแอมฟิไทรต์ก็หนีโพไซดอนไปอยู่ที่เขาแอตลาสโพไซดอนส่งบริวารออกตามหาแอมฟิไทรต์ไปทั่ว ในที่สุดหัวหน้าฝูงปลาโลมาชื่อ เดลฟิน ก็พบตัวแอมฟิไทรต์ และพูดจาหว่านล้อมจนแอมฟิไทรต์ใจอ่อนยอมกลับมาแต่งงานกับโพไซดอนแอมฟิไทรต์มีโอรสกับโพไซดอน 3 องค์ คือ ไทรทัน (Triton) โรดี (Rhode) และเบนธีซิคสิมี (Benthesicyme)โพไซดอนเป็นเทพจอมเจ้าชู้อีกองค์หนึ่ง แต่โชคดีกว่าซูสตรงที่เทพีแอมฟิไทรต์ปล่อยให้สวามีเจ้าชู้กับสาวอื่นได้โดยไม่ตามหึงหวง ยกเว้นรายนางซิลลาเพียงรายเดียว
        นางซิลลา (Seylla) เป็นนางไม้แสนสวยที่โพไซดอนหลงรักเธอหัวปักหัวปำจนเทพีแอมฟิไทรต์ทนไม่ได้ จึงแอบนำยาพิษไปโรยในสระน้ำที่นางซิลลาลงอาบประจำ ทำให้นางซิลลากลายร่างจากสาวงามเป็นนางอสูรร้าย 6 หัวที่น่าสะพรึงกลัวไปทันที นับว่าเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เทพีแอมฟิไทรต์ กระทำรุนแรงกับชายาน้อยของสวามีอีกครั้งหนึ่งโพไซดอนเจ้าสมุทรเกิดไปหลงรักนางอัปสรบริวารเทพีอาธีนาชื่อ เมดูซา ซึ่งเมดูซาก็หลงไหลไฝ่ฝันโพไซดอนเป็นอันมาก โพไซดอนนั้นแปลงร่างเป็นม้ามาสมสู่กับเมดูซา แต่เทพีอาธีนานั้นเป็นเทพีพรหมจรรย์ นางอัปสรบริวารทั้งหมดก็รักษาพรหมจรรย์ เมื่อรู้ว่าเมดูซาไปสมสู่มีสามี เทพีอาธีนาจึงพิโรธมากสาปให้เมดูซากลายร่างจากนางอัปสรแสนสวยเป็นปิศาจผมงูที่น่าเกลียดน่ากลัว และหากใครมองหน้านางตรงๆ ร่างเขาก็จะกลายเป็นหินไปทันทีนางเมดูซาเมื่อถูกสาบให้กลายเป็นปิศาจร้ายไปแล้ว ก็ได้ไปอาศัยอยู่กับพี่สาวอีกสองคนที่เกาะลึกลับแห่งหนึ่ง กลางทะเลตะวันตกที่สุดปลายพิภพ
        แต่สุดท้ายนางเมดูซาก็ถูกเพอร์ซีอุส โอรสของมหาเทพซูสกับนางดาเน่ ฆ่าตัดหัวตามที่ได้รับมอบหมายภาระกิจนี้มาจากท้าวโพลิเดคทิส ระหว่างที่เมดูซาถูกตัดหัวนั้น เลือดที่กระเซ็นออกมาได้กลายเป็นม้าวิเศษสองตัว คือ ม้าคริสซาออร์ (Chrysaor) กับม้าเพกาซัส (Pegasus) ซึ่งม้าทั้งสองนี้ก็คือโอรสของโพไซดอนกับเมดูซานั่นเองชายาอีกองค์หนึ่งของโพไซดอน คือ เทพีดีมิเตอร์โพไซดอนนั้นหลงรักเทพีดีมิเตอร์มานาน แม้เทพีดีมิเตอร์จะมีธิดากับมหาเทพซูสจนโตเป็นสาวชื่อเพอร์ซีโฟนีแล้ว โพไซดอนก็ยังคงรักเทพีดีมิเตอร์อยู่จนวันหนึ่งเมื่อเพอร์ซีโฟนีธิดาสาวของเทพีดีมิเตอร์ถูกฮาเดสเทพโลกันต์ลักพาตัวไปเป็นชายาในยมโลก ดีมิเตอร์ก็ทุกข์ทรมานด้วยความเป็นห่วงและเฝ้าตามหา แต่ตามหาเท่าไรก็ไม่พบ เมื่อเป็นทุกข์หนักเข้าเทพีดีมิเตอร์จึงแปลงร่างเป็นม้าตัวเมียเพื่อหลบไปอยู่ตามลำพังไม่ให้ใครรบกวนโพไซดอนได้ทีจึงแปลงร่างเป็นพ่อม้าไปสมสู่กับดีมิเตอร์ในร่างม้าตัวเมียจนได้ ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 2 คน คนหนึ่งเป็นนางไม้ชื่อเดสพีนา (Despoena) อีกคนเป็นม้าป่าชื่อแอเรียน (Arion)ด้วยความที่เป็นเทพที่ทรงอิทธิฤทธิ์ 1 ใน 3 องค์ คือ ซูสเป็นใหญ่ในสวรรค์ ฮาเดสเป็นใหญ่ในยมโลก ส่วนโพไซดอนเป็นใหญ่บนท้องทะเล โพไซดอนจึงเคยมีความคิดที่จะครองความเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวแทนน้องชาย เมื่อพระนางเฮร่ามาชวนยึดอำนาจจากซูส โพไซดอนจึงร่วมมือด้วย แต่สุดท้ายการโค่นอำนาจซูสล้มเหลว ซูสจึงให้โพไซดอนสาบานกับแม่น้ำสติกซ์ว่าจะไม่คิดกบฏอีก และลงโทษโดยส่งลงไปทำงานหนักรับใช้มนุษย์เป็นเวลา 1 ปีในขณะนั้นที่กรุงทรอย ท้าวเลือมมิดอน (Laomedon) เจ้าเมืองทรอยกำลังสร้างกำแพงเมืองใหญ่เอาไว้ป้องกันข้าศึก โพไซดอนจึงลงมาช่วยงาน ซึ่งท้าวเลือมมิดอนสัญญาว่าเสร็จงานแล้วจะให้ลูกโคท้องแรกทั้งหมดของกรุงทรอยเป็นรางวัล

        ระหว่างนั้นเทพอพอลโล (Apollo) หลานของโพไซดอนซึ่งถูกลงโทษจากสวรรค์เช่นกัน ก็ได้อาสาช่วยโพไซดอนสร้างกำแพงอีกแรงด้วย โดยวิธีดีดพิณให้หินเคลื่อนไปตามอำนาจของเสียงพิณอันไพเราะของอพอลโล งานที่แสนหนักและเหนื่อยจึงสำเร็จลงโดยเรียบร้อยและรวดเร็วแต่เสร็จงานแล้วท้าวเลือมมิดอนกลับทำเป็นลืมสัญญาโพเซดอนโกรธมากจึงเนรมิตอสูรร้ายขึ้นมาจากทะเล เที่ยวไล่กินผู้คนชาวเมืองไปเป็นจำนวนมาก ต้องแก้ไขโดยการส่งสาวพรหมจารีไปผูกไว้กับโขดหินริมทะเลเพื่อเป็นอาหารอสูรกาย ซึ่งเมื่ออสูรกายกินหญิงสาวพรหมจารีไปแล้วก็จะหายไปเป็นเวลา 1 ปี แล้วจึงกลับขึ้นมาอาละวาดอีก ชาวเมืองจึงต้องทำการพลีหญิงสาวพรหมจารีให้อสูรกายทุกๆ ปีผ่านไปปีแล้วปีเล่าที่ทรอยต้องสูญเสียหญิงสาวพรหมจารีเป็นอาหารสังเวยให้อสูรร้าย ในที่สุดก็ถึงคราวที่ เฮอร์ไซโอนี ธิดาสาวท้าวเลือมมิดอนต้องเป็นเหยื่อสังเวยท้าวเลือมมิดอนหวังจะช่วยชีวิตราชธิดา จึงประกาศให้รางวัลอย่างงามแก่ผู้ที่สามารถฆ่าอสูรกายร้ายลงได้ในขณะนั้น เฮอร์คิวลิส  ผ่านมาได้ยินข่าว จึงอาสาฆ่าสัตว์ร้ายและช่วยนางฮีไซโอนีไว้ได้ แต่ท้าวเลือมมิดอนยังไม่เลิกนิสัยเดิมและเพิกเฉยต่อสัญญาที่ไห้ไว้กับเฮอร์คิวลิสอีก เป็นเหตุให้เฮอร์คิวลิสผูกใจเจ็บ และได้กลับย้อนมาตีกรุงทรอยในภายหลังส่วนโพไซดอนนั้นก็ยังคงโกรธแค้นท้าวเลือมมิดอนและชาวกรุงทรอยเรื่อยมา เมื่อเกิดสงครามกรุงทรอย โพไซดอนก็ไปช่วยกองทัพกรีกซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามโพไซดอนเคยแย่งชิงสิทธิในการตั้งชื่อและเป็นเทพผู้รักษาเมืองใหม่แห่งหนึ่งกับเทพีอาธีนา มหาเทพซูสให้โพไซดอนและเทพีอาธีนาเนรมิตสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้เมืองใหม่ หากสิ่งเนรมิตของใครมีประโยชน์มากกว่าก็จะได้สิทธิในเมืองใหม่นั้นโพไซดอนเนรมิตน้ำทะเลให้พวยพุ่งเป็นน้ำพุเป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ชาวเมือง ส่วนเทพีอาธีนาเนรมิตเพียงต้นมะกอกต้นเดียวเหล่าเทพและเทพีต่างโต้เถียงกันว่าระหว่างน้ำพุกับต้นมะกอก อย่างไหนจะให้ประโยชน์แก่ชาวเมืองมากกว่ากัน

    ฝ่ายที่เข้าข้างโพไซดอนก็ว่าน้ำพุนั้นมีประโยชน์กว่า อีกทั้งน่าอัศจรรย์ในความสวยงามและความแรงของสายน้ำ ไม่เหมือนต้นมะกอกที่ไม่เห็นมีค่าอันใดส่วยฝ่ายที่เข้าข้างเทพีอาธีนาก็แย้งว่าน้ำพุนั้นสวยงามก็จริง แต่มีรสเค็ม ไม่อาจสร้างประโยชน์อันใดได้ ส่วนต้นมะกอกนั้นมีประโยชน์ทั้งผลที่กินได้ ให้น้ำมัน และกิ่งก้านใช้ทำฟืนในฤดูหนาวผลการตัดสินของเหล่าเทพบุตรและเทพธิดาปรากฎว่าเทพบุตรเลือกน้ำพุของโพไซดอน ส่วนเทพธิดาเลือกต้นมะกอกของเทพีอาธีนา และเนื่องจากเทพธิดามีจำนวนมากกว่าเทพบุตรอยู่ 1 องค์ ต้นมะกอกของเทพีอาธีนาจึงชนะการแข่งขันเทพีอาธีนาตั้งชื่อเมืองใหม่นั้นว่ากรุงเอเธนส์ และต้นมะกอกก็กลายเป็นสัญญลักษณ์แห่งกรุงเอเธนส์นับแต่นั้นมาเวลาโพไซดอนเดินทางไปไหน บุตรชายของโพไซดอนชื่อไทรทันผู้มีร่างเป็นมนุษย์แต่ท่อนร่างเป็นปลา มักจะนำหน้าไปเสมอ และมีหน้าที่คอยเป่าหอยประกาศให้รู้ถึงการมาของโพไซดอน 

    








ดิมิเทอร์



เทพีดิมิเทอร์ (Demeter)
ซูสเทพปริณายก มีเทวีภคินี 3 องค์ ในจำนวนนี้ 2 องค์เป็นคู่พิศวาสของซูสด้วย องค์หนึ่งคือเจ้าแม่ฮีรา ที่เราได้รู้จักกันมาแล้ว อีกองค์ทรงนามว่า ดีมิเตอร์ (Demeter) ตามชื่อกรีกหรือภาษาโรมันว่า ซีริส (Ceres) เป็นเทวีครองข้าวโพด ซึ่งหมายถึงการเกษตรกรรมนั่นเอง 
        เจ้าแม่ดีมิเตอร์มีธิดาองค์หนึ่งทรงนามว่า พรอสเสอะพิน (Proserpine) หรือ เพอร์เซโฟนี (Persephone) เป็นเทวีครองฤดูผลิตผลของพืชทั้งปวง เพื่ออธิบายธรรมชาติของการผลัดฤดู กวีกรีกโบราณจึงผูกเรื่อง ให้เทวีองค์นี้ถูกฮาเดสลักพาตัวไปเป็นคู่ครองในยมโลก ดังมีเรื่องพิสดารดังนี้ 
ฮาเดสปกครองยมโลกอยู่คนเดียว โดดเดี่ยวไร้คู่ปฏิพัทธ์มาเป็นเวลานาน หามีเทวีองค์ใดไยดีที่จะร่วมเทวบัลลังก์ กับเธอ เทวีแต่ละองค์ที่เธอทอดเสน่หา ต่งองค์ต่างก็ไม่สมัครรักใคร่เธอ ด้วยไม่ปรารถนาจะลงไปอยู่ในใต้หล้าแดนบาดาล อันดวงสุริยาไม่สามารถทอแสงลงไปถึง ทำให้เธอมึนตึงหมางหทัยนัก ในที่สุดจึงต้องตั้งปณิธานจะไม่ทอดเสน่หาใครอีกเป็น อันขาด หากปฏิพัทธ์สวาทกับใคร ก็จะฉุดคร่าพาเอาลงไปบาดาลดื้อ ๆ 
        วันหนึ่งเพอร์เซโฟนีพร้อมเพื่อนเล่นทั้งมวลชวนกันลงเที่ยวสวนดอกไม้ เที่ยวเด็ดดอกไม้อันจรุงกลิ่น สอดสร้อย ร้อยมาลัยอยู่เป็นที่สำราญ บังเอิญฮาเดสขับรถทรงแล่นผ่านมาทางนั้น ได้ยินสรวลสรรหรรษาร่าเริงระครเสียงขับร้องของ เหล่านางอัปสรสาวสวรรค์ลอยมา เธอจึงหยุดรถทรง ลงไปเยี่ยมมองทางช่องสุมทุมพุ่มไม้ ครั้นพบเทวีรุ่นสะคราญทรงโฉม วิลาสลิไลนักให้นึกรัก จะเอาไปไว้ในยมโลก เธอจึงก้าวกระชากชิงอุ้มเพอร์เซโฟนีเทวีขึ้นรถไปในทันที
        ฮาเดสขับรถเร่งไปจนถึงแม่น้ำ ไซเอนี (Cyane) ซึ่งขวางหน้าอยู่เห็นน้ำในแม่น้ำเกิดป่วนพล่านแผ่ ขยายท่วมท้นตลิ่งสกัดกั้นเธอเอาไว้ จึงชักรถไปทางอื่น ใช้มือถือคู่หัตถ์มีง่าม 2 แฉก กระแทกกระทุ้งแผ่นดินให้แยก ออกเป็นช่อง แล้วขับรถลงไปยังบาดาล ในขณะเดียวกันนั้น เพอร์เซโฟนีแก้สายรัดองค์ขว้างลงในแม่น้ำ ไซเอนี พลาง ร้องบอกนางอัปสรประจำแม่น้ำให้เอาไปถวายเจ้าแม่ดีมิเตอร์ ผู้มารดาด้วย
        ฝ่ายดีมิเตอร์แม่โพสพกลับมาจากทุ่งข้าวโพด ไม่เห็นธิดา เที่ยวเพรียกหาก็ไม่พานพบวี่แววอันใด เว้นแต่ ดอกไม้ตกเรี่ยราดกลาดเกลื่อนอยู่ เจ้าแม่เที่ยวหากระเซอะกระเซิงไปตามที่ต่าง ๆ พลางกู่เรียกไปจนเวลาเย็นให้อาดูร โทมนัสนัก ล่วงเข้าราตรีกาลเจ้าแม่ก็ไม่หยุดพักการเสาะหาธิดา จนถึงรุ่งอรุรของวันใหม่ แม้กระนั้นเจ้าแม่ก็ไม่ลดละ ความพยายาม คงดั้นด้นเรียกหาธิดาไปตามทางอีก มิได้ห่วงถึงภาระหน้าที่ประจำที่เคยปฏิบัติแต่อย่างใด ดอกไม้ทั้งปวง จึงเ่ยวเฉาเพราะขาดฝนชะโลมเลี้ยง ติณชาติตายเกลี้ยงไม่เหลือเลย พืชพันธุ์ธัญญาหารถูกแดดแผดเผาซบเซาหมด ในที่สุดเจ้าแม่ก็สิ้นหวังระทดระทวยหย่อนองค์ลงนั่งพักที่ริมทางใกล้นครอีลูสิส ความระทมประดังขึ้นมาสุดที่จะหักห้าม เจ้าแม่ก็ซบพักตร์กันแสงไห้ตามลำพัง
    ในระหว่างที่ยังไม่พบธิดานี้ มีเรื่องแทรกเกี่ยวกับเจ้าแม่ดีมิเตอร์เกิดขึ้นเรื่องหนึ่ง สมควรจะเล่าไว้เสียด้วย  เพื่อมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดรู้จัก เจ้าแม่ดีมิเตอร์ได้จำแลงองค์เป็นยายแก่ ในขณะที่เจ้าแม่นั่งพัก พวกธิดาของเจ้านคร อีลูสิสรู้ว่ายายแก่มานั่งคร่ำครวญคิดถึงลูก บังเกิดความสังเวชสงสาร และเพื่อที่จะให้ยายหายโศกเสร้า นางเหล่านั้นจึงชวน ยายแก่เข้าไปในวังให้ดูแลกุมาร ทริปโทลีมัส (Triptolemus) ผู้น้อง ซึ่งยังเป็นทารกแบเบาะอยู่ 
       เจ้าแม่ดีมิเตอร์ยอมรับภาระนี้ พอลูบคลำโอบอุ้มทารก ทารกก็เปล่งปลั่งมีนวลขึ้นเป็นที่อัศจรรย์แก่เจ้านครและบริษัท บริวารยิ่งนัก ตกกลางคืนขณะที่เจ้าแม่อยู่ตามลำพังกับทารก เจ้าแม่คิดใคร่จะให้ทารกได้ทิพยภาพเป็นอมรรตัยบุคคล จึงเอา น้ำต้อยเกสรดอกไม้ชะโลมทารกพลางท่องบทสังวัธยายมนต์ แล้ววางทารกลงบนถ่านไฟอันเร่าร้อน เพื่อให้ไฟลามเลียเผา ผลาญธาตุมฤตยู ที่ยังเหลืออยู่ในกายทารกให้หมดสิ้น

        ฝ่ายนางพญาของเจ้านคร ยังไม่วางใจยายแก่นัก ค่อยย่องเข้าไปในห้องเพื่อคอยดู ประจวบกับตอนเจ้าแม่ดีมิเตอร์ กำลังทำพิธีชุบทารกอยู่พอดี นางตกใจนัก หวีดร้องเสียงหลง พลางถลันเข้าฉวยบุตรออกจากไฟ ครั้นเห็นบุตรสุดสวาทไม่ เป็นอันตรายแล้ว จึงหันกลับมาจะไล่เบี้ยเอากับยายแก่เสียให้สาสมกับความโกรธแค้น แต่แทนที่จะเห็นยายแก่ กลับเห็น รูปเทวีประกอบด้วยรัศมีเรืองรองอยู่ตรงหน้า เจ้าแม่ตรัสพ้อนางพญาโดยสุภาพ ในการที่เข้าไปขัดขวางการพิธีเสีย ทำให้ มนต์เสื่อมและชุบทารกอีกไม่ได้ แล้วเจ้าแม่ดีมิเตอร์ก็ออกจากเมืองอีลูสิสเที่ยวหาธิดาต่อไป

        วันหนึ่งเจ้าแม่ดีมิเตอร์พเนจรเลียบฝั่งแม่น้ำอยู่ พลันได้ประสบวัตถุแวววาวสิ่งหนึ่งอยู่แทบบาท เจ้าแม่จำได้ ทันทีว่าเป็นวายรัดองค์ของธิดา คือสายรัดองค์ที่เพอร์เซโฟนีทิ้งฝากนางอัปสรแห่งแม่น้ำไซเอนีไว้ เมื่อตอนรถทรงของฮาเดส จะลงสู่บาดาล เจ้าแม่ได้ของสิ่งนี้ยินดียิ่งนัก แสดงว่าธิดาอยู่ใกล้ที่นั้น จึงรีบดำเนินไปจนถึงน้ำพุแก้วแห่งหนึ่ง รู้สึกเมื่อยล้า จึงลงพักทอดองค์ตามสบาย พอรู้สึกเคลิ้มจะหลับ เสียงน้ำพุก็ฟ่องเฟื่องยิ่งขึ้นเหมือนเสียงพูดพึมพำ ในที่สุดเจ้าแม่ก็จับความ ได้ว่า เป็นความประวัติของตนให้เจ้าแม่สดับฟัง และต้องการจะแจ้งข่าวของธิดาเจ้าแม่ว่าเป็นประการใด น้ำพุเล่าประวัติของ ตนเองว่า เดิมตนเป็นนางอัปสรขื่อว่า แอรีธูสะ (Arethusa) บริวารของเทวี อาร์เตมิส (Artemis) วันหนึ่งลง อาบน้ำในแม่น้ำ แอลฟีอัส (Alpheus) เทพประจำน่านน้ำนั้นหลงรัก แต่นางไม่ไยดีด้วยจึงหนีไป ส่วนเทพนั้นก็ ติดตามไม่ลดละ นางหนีเตลิดข้ามเขาไปตลอดแว่นแคว้น ซ้ำผ่านแดนบาดาลไปตลอดอาณาเขตของฮาเดส ได้เห็น เพอร์เซโฟนีประทับบัลลังก์อาสน์อยู่ในที่ราชินีแห่งยมโลก ครั้นกลับขึ้นมาอ่อนแรงเห็นไม่พ้นเทพแอลฟีอัส นางเสี่ยงบุญ อธิษฐานยึดเอาเจ้าแม่ของนางเป็นที่พึ่ง เทวีเดียนาจึงโปรดบันดาลให้นางกลายเป็นน้ำพุอยู่ ณ ที่นั่น

        เมื่อได้รู้ถึงที่อยู่ของธิดาดังนี้แล้ว เจ้าแม่ดีมิเตอร์จึงรีบไปอ้อนวอนเทพปริณายกให้ช่วย ซูสอนุโลมตามคำวอนขอ โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้าเพอร์เซโฟนีไม่ได้เสพเสวยสิ่งใดในระหว่างที่อยู่บาดาล จะให้ฮาเดสส่งเพอร์เซโฟนีขึ้นมาอยู่กับมารดา แล้วมีเทวบัญชาให้ เฮอร์มีสลงไปสื่อสารแก่ฮาเดสในยมโลก เจ้าแดนบาดาลจำต้องยอมโอนอ่อนจะส่งเพอร์เซโฟนีคืนสู่ เจ้าแม่ดีมิเตอร์ แต่ในขณะนั้นภูตครองความมืดเรียกว่า แอสกัลละฟัส (Ascalaphus) ร้องประกาศขึ้นว่า ราชินีแห่ง ยมโลกได้เสวยเมล็ดทับทิมแล้ว 6 เมล็ด ในที่สุดจึงตกลงกันเป็นยุติว่า ในปีหนึ่ง ๆ ให้เพอร์เซโฟนีเทวีอยู่กับฮาเดสใน ยมโลก 6 เดือน สำหรับเมล็ดทับทิมที่เสวยเมล็ดละเดือน แล้วให้กลับขึ้นมาอยู่กับมารดาบนพิภพอีก 6 เดือน สลับกันอยู่ทุกปี ไป ด้วยเหตุนี้เมื่อเพอร์เซโฟนีเทวีอยู่กับมารดา โลกจึงอยู่ในระยะกาลของวสันตฤดู พืชพันธุ์ธัญญาหารนานาชนิดผลิดอก ออกผล และเมื่อเพอร์เซโฟนีเทวีลงไปอยู่ในบาดาล โลกก็ตกอยู่ในระยะกาลของเหมันตฤดู พืชผลทั้งปวงร่วงหล่นซบเซา อัน เป็นความเชื่อของชาวกรีกและโรมันโบราณ ตามเรื่องที่เล่ามาฉะนี้

        ยังมีเรื่องที่ต้องเล่าต่ออีกเล็กน้อย คือเมื่อเจ้าแม่ดีมิเตอร์พบธิดาแล้ว ก็กลับไปยังเมืองอีลูสิสอีก เพราะว่าเจ้า ครองนครกับนางพญาปลูกวิหารถวายเจ้าแม่ไว้ที่นั่น เพื่อให้มนุษย์รู้จักการทำไร่ ไถนา เจ้าแม่ได้สั่งสอนทริปโทลีมัส ซึ่ง เติบโตเจริญวัยเป็นผู้ใหญ่แล้ว ให้รู้จักใช้ไถ จอบ และเคียว สั่งสอนชาวนาสืบ ๆ กันมาจนตราบเท่าบัดนี้







        เฮร่า (Hera) หรือภาษาโรมันว่า จูโน (Juno) เป็นราชินีของเทพธิดาทั้งหลาย เพราะเป็นชายาของซูส ฮีร่าเป็นธิดาองค์ใหญ่ของเทพไทแทนโครนัสกับเทพมารดารีอา ต่อมาในตอนหลังได้อภิเษกสมรสกับซูสเทพบดี อนุชาของนาง ทำให้นางกลายเป็นราชินีสูงสุดในสวรรค์ชั้นโอลิมปัสที่ไม่ว่าผู้ใดก็คร้ามเกรง เทวีฮีร่าไม่ชอบนิสัยเจ้าชู้ของซูส ด้วยเหตุที่ซูสเป็นคนเจ้าชู้ ทำให้ฮีร่ากลายเป็นคนขี้หึงและคอยลงโทษหรือพยาบาทคนที่มาเป็นภรรยาน้อยของซูสอยู่เสมอ เมื่อแรกที่ซูสขอแต่งงานด้วยฮีร่าปฏิเสธ และปฏิเสธเรื่อยมาจนถึง 300 ปี วันหนึ่งซูสคิดทำอุบายปลอมตัว เป็นนกกาเหว่าเปียกพายุฝนไปเกาะที่หน้าต่าง ฮีร่าสงสารก็เลยจับนกมาลูบขนพร้อมกับพูดว่า "ฉันรักเธอ" ทันใดนั้นซูสก็กลายร่างกลับคืนและบอกว่าฮีร่าต้องแต่งงานกับพระองค์ แต่ทว่าชีวิตการครองคู่ของเทวีฮีร่ากับเทพปริณายกซูสไม่ค่อยราบรื่นเท่าใดนัก มักจะทะเละเบาะแว้งเป็นปากเสียงกันตลอดเวลา จนเป็นเหตุให้ชาวกรีกโบราณเชื่อกันว่า ในเวลาที่เกิดฟ้าคะนองดุเดือดขึ้นเมื่อไร นั่นคือสัญญาณว่าซูสกับฮีร่าต้องทะเลาะกันเป็นแน่ เพราะ 2 เทพนี้เป็นสัญลักษณ์ของสรวงสวรรค์ เมื่อท้องฟ้าเกิดอาเพศก็เหมาเอาว่าเป็นเพราะการขัดแย้งรุนแรงของ 2 เทพคู่นี้ แม้ว่าเทวีฮีร่ามีศักดิ์ศรีเป็นถึงราชินีแห่งสวรรค์หรือเทพมารดาแทนรีอา แต่ความประพฤติและอุปนิสัยของเจ้าแม่ไม่อ่อนหวานมี เมตตาสมกับเป็นเทพมารดาเลย โดยประวัติของเจ้าแม่นั้นมีทั้งโหดร้าย ไร้เหตุผล เจ้าคิดเจ้าแค้นและอาฆาตพยาบาทจนถึงที่สุด ผู้ใดก็ตามที่ถูกเทวีฮีร่าอาฆาตไว้มักมีจุดจบที่ไม่สวยงามนัก ว่ากันว่าชาวกรุงทรอยทั้งเมืองล่มจมลงไปเพราะเพลิงอาฆาตแค้นของเจ้าแม่ฮีร่านี้เอง สาเหตุเกิจาก เจ้าชายปารีสแห่งทรอยไม่เลือกให้เจ้าแม่ชนะเลิศในการตัดสินความงาม ระหว่าง 3 เทวีแห่งสวรรค์คือเทวีฮีร่า เทวีเอเธน่า และเทวีอโฟรไดที 
            รูปเขียนรูปสลักของชาวกรีกโบราณมักทำรูปของเจ้าแม่ฮีร่า เป็นเทวีวัยสาวที่สวยสง่า ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น ว่ากันว่ามีคน หลงใหลความงามของเจ้าแม่จนคลั่งไคล้หลายคน โดยเฉพาะอิกซิออน (Ixion) ราชาแห่งลาปิธี (Lapithae) ต่อมาถูกซูสเทพบดี ลงโทษอย่างรุนแรง และบางทีอาจเป็นเพราะทรนงตนว่ามีสิริโฉมงดงามก็ได้ที่มำให้เทวีฮีร่าเป็นเดือดเป็นแค้นนักที่สวามีปันใจให้สตรีอื่น จึงต้องราวีอย่าถึงที่สุดเสมอ ความร้ายกาจของเจ้าแม่เคยถึงขนาดคิดปฏิวัติโค่นอำนาจของสวามีจนเกือบสัมฤทธิ์ผล 
เรื่องมีอยู่ว่า เจ้าแม่โกรธแค้นความไม่ซื่อสัตย์ของสวามีขึ้นมาอย่างเต็มกลืน จึงร่วมมือกับเทพโปเซดอน จ้าวสมุทร เชษฐาของซูเอง และเทพอพอลโลกับเทวีเอเธน่าด้วย ช่วยกันรุมจับองค์เทพซูสมัดพันธการไว้แน่นหนา จนเป็นเหตุให้เทพปริณายกซูสจวนเจียนจะสูญเสีอำนาจอยู่รำไร ก็พอดีชายาอีกองค์ของซูสนามว่า มีทิส (แปลว่าภูมิปัญญา) ได้นำผู้ช่วยเหลือมากู้สถานการณ์ทันเวลา โดยไปพาอาอีกีออน (Aegaeon) ซึ่งเป็นอสูรร้อยแขนที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงมาช่วยเหลือเทพบดีซูส อสูรตนนี้มีฤทธิ์อำนาจมากเสียจนเทพเทวาน้อยใหญ่ต้องยอมศิโรราบไปตาม ๆ กัน เมื่ออาอีกีออนมาแก้ไขให้ซูส และนั่งเฝ้าอยู่ข้างบัลลังก์ของไท้เธอ บรรดาผู้คิดกบฎปฎิวัติก็หน้าม่อย ชวนกันหนีหน้าไปหมด แผนการณ์จึงล้มครืนด้วยประการฉะนี้ องค์เทพซูสเองก็เคยร้ายกาจกับราชินีเทวีฮีร่าเหมือนกัน ทรงลงโทษลงทัณฑ์แก่เจ้าแม่อย่างไม่ไว้หน้าอยู่บ่อย ๆ นอกจากทุบตอย่างรุนแรงแล้ว ไท้เธอยังใส่โซ่ตรวนที่บาทของเจ้าแม่กับผูกข้อหัตถ์และพาหาติดกันมัดโยงโตงเตงอยู่บนท้องฟ้า จนเป็นเหตุให้เกิดตำนานเกี่ยกับเทพ ฮีฟีสทัส ขึ้นมาว่า จากการวิวาทครั้งนี้ เทพฮีฟีสทัสผู้เป็นโอรสเข้าขัดขวางมิให้พระบิดากระทำรุนแรงแก่พระมารดา ซูสเทพบดีที่กำลังโกรกริ้ว จึงจับตัวฮีฟีสทัสขว้างลงมาจากสวรรค์ กลายเป็นเทพพิการไปเลย 
            เทวีฮีร่านอกจากขี้หึงแล้ว ยังช่างริษยามากอีกด้วย ครั้งหนึ่งเมื่อซูสทรงมีราชธิดานามว่า เอเธน่า ออกมาได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร ซึ่กระโดดออกจากเศียรของไท้เธอเอง เจ้าแม่ฮีร่าก็ริษยายิ่งนัก ตรัสว่าเมื่อสวามีทรงมีกุมารีด้วยองค์เองได้ นางเองก็มีได้เช่นกัน ทว่าบุตรที่เกิดจากตัวเจ้าแม่เองนั้นกลับมิได้สะสวย เรืองฤทธิ์เช่นเอเธน่า แต่เป็นอสูรร้ายน่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง (แต่บาง ตำนานกล่าวว่าบุตรที่จากเทวีฮีร่าก็คือ ฮีฟีทัสนั่นเอง) คืออสูรร้ายไทฟีอัส (Typheus) ซึ่งผู้ใดเห็นก็หวาดกลัว เลยทำให้เทพปริณายกซูสกริ้วใหญ่ และการวิวาทบาดหมางก็เกิดขึ้นอีก เจ้าแม่ฮีร่ามีโอรสธิดากับเทพบดีซูส 4 องค์ นามว่า ฮิ๊บบี้ (Hebe) อิลลิธธียา (Ilithyia) เอเรส (Ares) และฮีฟีสทัส (Hephaestus) เทพ 2องค์หลังนี้เป็นที่รู้จักกันดี เพราะเทพเอเรส คือเทพแห่งสงคราม ส่วนเทพฮีฟีสทัสคือเทพถลุงเหล็กหหรือเทพแห่งงานช่าง แม้ว่าชีวิตสมรสของเจ้าแม่ฮีร่าจะไม่ราบรื่นนัก แต่ในฐานะที่เป็นราชินีหรือเป็นมารดาแห่งสวรรค์ ฮีร่าเป็นเทพที่คุ้มครองการแต่งาน มีหลายครั้งที่เธอคอยดลใจให้วีรบุรุษได้แสดงความกล้าหาญ จึงทำให้เป็นที่เคารพนับถือในเขตโอลิมปัสเทวาลัยที่เป็นที่บูชาขนาดใหญ่ที่สุดขอเทวีฮีร่าอยู่ที่เมืองอาร์กอสเรียกว่า เดอะฮีร่าอีอุม (Heraeum) 
            สัญลักษณ์ของฮีร่าคือ วัว นกยูง และสิงโต พฤกษาประจำตัวของเจ้าแม่คือผลทับทิม และนกแขกเต้า







  แอรีส เป็นโอรสของมหาเทพซูส กับเทพีเฮร่า

        แอรีส เป็นเทพที่มีอุปนิสัยโหดร้าย ป่าเถื่อน ชมชอบการต่อสู้ เป็นนักรบ เป็นเทพแห่งสงครามนิสัยของแอรีสนี้กลับตรงข้ามกับเทพีอาธีน่าซึ่งเป็นเทพีแห่งปัญญาและเป็นเทพีแห่งสงครามด้วย เพราะเทพีอาธีน่านั้นสุขุม เฉลียวฉลาด และกล้าหาญ เป็นที่ยกย่องของคนทั่วไปด้วยเหตุนี้แอรีสจึงไม่ค่อยถูกชะตาเทพีอาธีน่านัก

        ครั้งหนึ่งเทพแอรีสทะเลาะกับเทพีอาธีน่า เทพแอรีสบันดาลโทสะขว้างจักรเข้าใส่เทพีอาธีน่า เทพีอาธีน่าหลบได้ และยกหินที่วางอยู่ใกล้ๆ ทุ่มตอบกลับไป หินนั้นกระแทกจนแอรีสทรุดลงกองกับพื้น จึงนับได้ว่าสงครามหรือจะสู้ปัญญา

        นอกจากจะแพ้แก่เทพีอาธีน่าแล้ว แอรีสก็ยังแพ้มนุษย์ด้วย แต่มนุษย์คนนั้นเป็นโอรสองค์หนึ่งของซูส คือ เฮอร์คิวลิส

เฮอร์คิวลิสสังหารโอรสของแอรีสคนหนึ่ง เมื่อเทพแอรีสเข้าช่วย ก็ถูกเฮอร์คิวลิสต่อยตีจนต้องหนีขึ้นไปบนโอลิมปัส และนำเรื่องฟ้องมหาเทพ แต่ซูสตัดสินไกล่เกลี่ยให้เลิกรากันไปเนื่องเพราะทั้งสองฝ่ายต่างเป็นพี่น้องกันด้วยนิสัยโหดร้าย ป่าเถื่อน และคึกคะนอง เทพแอรีสจึงมักเดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถศึกเทียมม้าฝีเท้าจัดมากมาย สวมเสื้อเกราะและพกพาอาวุธประหนึ่งจะออกรบ โดยมีโอรสที่เกิดกับอีริสเป็นบริวารคอยติดสอยห้อยตาม 2 องค์ คือ เดมอส (Deimos) ซึ่งแปลว่าความกลัว กับ โฟบอส (Phobos) แปลว่าความน่าสยองขวัญ  แอรีสไม่มีชายาออกหน้าออกตาเป็นตัวเป็นตน มีแต่ชู้รักที่ออกหน้าออกตา คือ เทพีอะโฟรไดต์ ผู้เป็นชายาของเทพการช่างเฮเฟตัส  อะโฟรไดต์นั้นไม่ชอบความขี้เหร่ของเฮเฟตัส จึงได้ลักลอบเป็นชู้กับแอรีส โดยทั้งสองลักลอบอยู่ด้วยกันทุกคืน โดยแอรีสใช้ให้หนุ่มน้อยอะเล็กไทรออนคอยปลุกก่อนสว่างทุกวัน ซึ่งอะเล็กไทรออนก็ทำหน้าที่ได้ไม่ขาดตกบกพร่องตลอดมา  แต่วันหนึ่ง อะเล็กไทรออนเผลอหลับยาม ปล่อยให้สุริยเทพอพอลโลมองเห็นแอรีสกับอะโฟรไดต์เปลือยเปล่าอยู่ด้วยกัน อพอลโลจึงนำข่าวไปบอกเฮเฟตัส  เฮเฟตัสนั้นได้ยินข่าวชู้รักทั้งสองมานานแล้ว แต่ยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน แต่ก็ได้เตรียมทอแหเอาไว้จับชู้รักทั้งสองไว้แล้ว เมื่อรู้ข่าวดังนั้นเฮเฟตัสจึงใช้แหจับแอรีสกับอโฟรไดทีไว้ได้ และพาทั้งสองมาให้เทพสภาตัดสิน  แต่ด้วยอิทธิฤทธิ์ของเข็มขัดที่เฮเฟตัสประดิษฐ์ให้อะโฟรไดต์เป็นของขวัญวันแต่งงาน ปวงเทพทั้งหลายจึงไม่ตัดสินลงโทษผู้ใด แต่ครั้งนี้ก็ทำให้ชู้รักทั้งสองอับอายขายหน้าไปทั้งสวรรค์

        แอรีสโกรธอะเล็กไทรออนมาก จึงสาปให้เขากลายเป็นไก่ มีหน้าที่ตื่นขึ้นมาขันบอกเวลายามเช้ามาจนถึงทุกวันนี้ถึงแม้จะถูกจับได้ แต่แอรีสกับอะโฟรไดต์ก็ยังแอบเป็นชู้กันอยู่เรื่อยมา จนมีโอรสและธิดาด้วยกันอย่างละ 2 องค์ โอรส คือ อีรอส กับแอนติรอส ส่วนธิดา คือ เฮอร์ไมโอนี กับอัลซิปเปนางเฮอร์ไมโอนีนั้นต่อมาได้เป็นราชินีแห่งนครธีปส์

        ส่วนนางอัลซิปเปต่อมาถูกโอรสของโพไซดอนเจ้าสมุทรลักพาตัวไป เทพแอรีสโกรธมากจึงฆ่าโอรสโพไซดอนตาย โพไซดอนไปฟ้องเทพสภาว่าแอรีสทำเกินกว่าเหตุ แต่เทพสภาตัดสินให้แอรีสชนะเรื่องราวความรักของแอรีสนั้น แม้ตนเองจะเป็นเพียงแค่ชู้รักกับอะโฟรไดต์ แต่แอรีสนั้นรักและหึงหวงนางมากจนถึงกับทำให้หนุ่มน้อยคนหนึ่งต้องเสียชีวิตลงหนุ่มน้อยคนนั้นคือ อโดนิส

        อโดนิสนั้นมีกำเนิดมาจากต้นไม้ เทพีอะโฟรไดต์ไปพบเข้าขณะที่ต้นไม้กำลังล้ม ซึ่งขณะนั้นอโดนิสยังเป็นเด็กน้อยอยู่ อะโฟรไดต์จึงตั้งชื่อให้และนำไปฝากให้เทพีเพอร์ซีโฟเน่มเหสีแห่งยมโลกช่วยเลี้ยงดู

        อโดนิสเติบโตเป็นชายหนุ่มรูปสวย ไม่ว่าเขาจะย่างเท้าไปทางไหน ดอกไม้ก็จะเบ่งบาน นกจะร้องเพลงเริงร่า และหมู่ผีเสื้อก็จะโบยบินตามหลังเขาไป

        อโดนิสชมชอบธรรมชาติ และชอบล่าสัตว์มาก เขาเป็นนักล่าสัตว์ที่เก่งกล้า

        วันหนึ่งเทพีอะโฟรไดต์หยอกเล่นกับอีรอสผู้เป็นโอรส พระนางเผลอถูกปลายศรรักของอีรอสสะกิดเข้านิดหนึ่ง แผลนั้นแม้จะเล็กเพียงนิดเดียวแต่ก็ส่งผลให้เมื่อพระนางมาพบอโดนิสที่กำลังล่าสัตว์อยู่กลางป่า พระนางก็เกิดหลงรักหนุ่มน้อยรูปงามคนนี้อย่างหัวปักหัวปำ และคิดจะเอาตัวอโดนิสไปเป็นสวามีลับๆ อีกคน แต่เทพีเพอร์ซีโฟเน่ไม่ยอมเนื่องจากพระนางก็ต้องการเก็บหนุ่มน้อยอโดนิสไว้เป็นสวามีลับด้วยเช่นกัน ทำให้เทพีทั้งสองทะเลาะกัน   เรื่องรู้ถึงหูซูส มหาเทพจึงยุติศึกโดยตัดสินให้แต่ละปีอโดนิสต้องใช้ชีวิต 4 เดือนอยู่กับเทพีอะโฟรไดต์ อีก 4 เดือนอยู่กับเทพีเพอร์ซีโฟเน่ ส่วนอีก 4 เดือนที่เหลือให้อโดนิสเลือกใช้ชีวิตได้ตามชอบใจ  ผลการตัดสินเป็นที่พึงพอใจของสองเทพี แต่ขัดใจแอรีสมาก เนื่องจากอะโฟรไดต์เฝ้าเอาใจอโดนิสออกหน้าออกตาจนแทบจะหลงลืมเทพแอรีสไปเลยวันหนึ่งเทพแอรีสจึงจำแลงแปลงกายเป็นหมูป่ามาหลอกล่อให้อโดนิสไล่ล่า และฉวยโอกาสขวิดอโดนิสจนถึงแก่ความตายที่กลางป่า

     เทพีอะโฟรไดต์มาพบร่างอโดนิสเมื่อสายเสียแล้ว พระนางจึงต้องหลั่งน้ำตาด้วยความอาลัยรักในตัวหนุ่มน้อย เมื่อหยดน้ำตาของเทพีแห่งความรักตกต้องเลือดสีแดงของอโดนิส ก็บังเกิดต้นไม้ชนิดหนึ่งงอกงามขึ้นและออกดอกสีแดงดังสีเลือด  ดอกไม้นั้น คือ ดอกอโดนิส ดอกไม้แห่งความรัก   นอกจากอะโฟรไดต์แล้ว แอรีสยังมีชายาอีกคนหนึ่ง คือ นางอีเลีย  นางอีเลียเป็นธิดาของท้าวนิวไมเทอร์ เจ้าเกาะอัลบา ซึ่งต่อมาได้ถูกอนุชาชื่อท้าวอัมมิวเลียสยึดอำนาจไป  เมื่อโตขึ้นนางอีเลียได้ทำหน้าที่เป็นเวสตัลพรหมจารีสาวกของเทพีเฮสเทีย มีหน้าที่ดูแลไฟศักดิ์สิทธิ์ในวิหาร ซึ่งกฎของการเป็นเวสตัลพรหมจารีคือห้ามแต่งงานมีสามีเทพแอรีสมาลักลอบได้นางอีเลียเป็นชายา และให้กำเนิดโอรสฝาแฝดชื่อโรมิวลัส กับรีมัส  หลังให้กำเนิดโอรส นางอีเลียก็ถูกลงโทษโดยการฝังทั้งเป็นตามกฎของเวสตัล  ส่วนโอรสทั้งสองถูกท้าวอัมมิวเลียสจับปล่อยลอยแพไปตามน้ำไทเบอร์ โชคดีที่ทารกน้อยทั้งสองลอยมาติดชายฝั่งอย่างปลอดภัย แถมยังได้แม่สุนัขป่านำไปเลี้ยงดู  เมื่อโตขึ้นหน่อยหนึ่ง ชายเลี้ยงแกะก็มาเจอเด็กทั้งสองเข้า เขาจึงได้พาเด็กทั้งสองกลับไปเลี้ยดูจนเติบใหญ่

        โรมิวลัสกับรีมัส เมื่อโตเป็นหนุ่มก็ตั้งตนเป็นหัวหน้าคนเลี้ยงแกะ เมื่อซ่องสุมกำลังพลจนกล้าแข็ง ทั้งสองก็ยกกำลังพลไปขับไล่ท้าวอัมมิวเลียสออกจากบัลลังก์ได้ และสถาปนาท้าวนิวไมเทอร์ผู้เป็นพระอัยกาขึ้นครองบัลลังก์ตามเดิมโรมิวลัสและรีมัสหารือกันและตกลงมาช่วยกันสร้างเมืองใหม่ริมฝั่งน้ำที่ทั้งสองเคยอยู่ตอนเด็กๆ แต่ทั้งสองเกิดขัดแย้งกันเองจนโรมิวลัสบันดาลโทสะฆ่ารีมัสตาย

โรมิวลัสสร้างเมืองต่อไปจนสำเร็จ และตั้งชื่อเมืองว่ากรุงโรมตามชื่อของตน

        กรุงโรมนี้เทพแอรีสจะคอยปกปักรักษาเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นเมืองของโอรสของพระองค์เอง พระองค์ส่งโล่ห์ประจำองค์มาช่วยปกป้องกรุงโรม ซึ่งชาวโรมได้สร้างโล่ห์จำลองขึ้นอีก 11 อัน เพื่อป้องกันไม่ให้ใครรู้ว่าอันไหนเป็นโล่ห์จริง เพื่อป้องกันไม่ให้โล่ห์นั้นถูกขโมย

        แอรีสมีชายาอีกองค์หนึ่ง คือ อีรีส ซึ่งเป็นเทพีแห่งความแตกแยก และเป็นน้องสาวของพระองค์เอง มีโอรสด้วยกัน 2 องค์ คือ ไดมอส กับโฟบอส ซึ่งเป็นเทพแห่งความกลัว กับเทพห่งความสยดสยอง ส่วนโอรสอีกองค์หนึ่งของอีรีสที่ชื่อ เอตี เทพแห่งโทสะ นั้นเป็นโอรสของซูสผู้เป็นเทพบิดา  






อาเทมิส


        จันทราเทพีและเทพีแห่งการล่าสัตว์ในคณะเทพโอลิมเปียนมีเทพีพรหมจารีอยู่ 3 องค์ ทรงนามตามลำดับว่า เฮสเทีย (Hestia) อาธีนา (Athene) อาร์เทมีส (Artemis) องค์แรกเป็นพี่สาวของจอมเทพ ส่วน 2 องค์หลังเป็นธิดาสำหรับเทพีอาร์เทมีสนั้นเป็นเทพีแห่งการล่าสัตว์ เป็นที่เคารพของเหล่าพรานโดยเฉพาะ เป็นเทพีแห่งสัตว์ทั้งปวง สัตว์ที่เทพีอาร์เทมีสโปรดปรานเป็นพิเศษคือกวาง และเป็นเทพธิดาจันทราเทพีอาร์เทมีสเป็นเทพธิดาแฝดผู้พี่ของ เทพอพอลโล ซึ่งเป็นสุริยเทพ ทั้งสองเป็นธิดาและโอรสของมหาเทพซูสกับนางลีโตนางลีโตนั้นเมื่อตั้งครรภ์ก็ประสบเคราะห์ร้าย

       เนื่องจากซูสไปเข้าพิธีอภิเษกกับเทพีเฮร่า แล้วพระนางเฮร่าก็เล่นบทเทพีขี้หึงไล่นางลีโตลงจากสวรรค์ และส่งงูร้ายไพธอนไล่ล่าจนนางลีโตต้องหนีซมซานจากแผ่นดินล่องลงไปในทะเล โชคดีที่โพไซดอนเนรมิตเกาะให้อยู่จึงรอดชีวิตมาได้ตอนคลอดอาร์เทมีสนั้นก็ยากเย็นนักหนาจนลีโตแทบเอาชีวิตไม่รอดอีกครั้ง เหตุนี้ทำให้เทพีอาร์เทมีสรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดของคนเป็นแม่ พระนางจึงเกลียดการวิวาห์ และขออนุญาตเทพบิดาไม่ขอมีคู่ครอง ขอเป็นเทพีรักษาพรหมจรรย์ตลอดไป นอกจากนั้นยังขอนางอัปสรโอเชียนัส 60 นาง กับนางอัปสรอื่นอีก 20 นาง ที่ไม่ยินดีในการวิวาห์ด้วยเช่นกันมาเป็นบริวาร ทั้งหมดพากันท่องเที่ยวอยู่ตามราวป่าอย่างสำราญใจทุกวันยามพระอาทิตย์อัสดง เทพีอาร์เทมีสก็จะเริ่มทรงราชรถเทียมม้าขาวปลอดลากดวงจันทราข้ามห้วงนภาผ่านดวงดาวดารดาษยามค่ำคืน ระหว่างที่ท่องเที่ยวไปนั้นเทพีอาร์เทมีสก็จะคอยสอดส่องลงมายังโลกพิภพ ดูแลผืนป่า สัตว์ป่า และพรานไพร     

        คืนหนึ่ง ขณะที่เทพีอาร์เทมีสลอยล่องอยู่เหนือแคว้นแดนคอเรีย พระนางก็เห็นหนุ่มเลี้ยงแกะรูปงามชื่อ เอนดิเมียน (Endymion) นอนหลับอาบแสงจันทร์อยู่ริมเขา ความงามของเจ้าหนุ่มเมื่อต้องแสงจันทร์เป็นที่น่าพิสมัยแก่เทพีอาร์เทมีสยิ่งนัก พระนางอดใจไม่ได้ถึงกับหยุดราชรถและลงมาจุมพิตหนุ่มน้อยเบาๆ ก่อนจะลอยเลื่อนกลับไปเอนดิเมียนกำลังเคลิ้มจิตอยู่ในภวังค์ ค่อยๆ ลืมเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ เห็นเพียงภาพคลับคล้ายคลับคลาของเทพธิดาที่ไม่อาจปักใจได้ว่าเป็นเพียงความฝันหรือความจริง

คลิ๊ก..เพื่อดูภาพขนาดใหญ่ จาก www.wga.huแต่เอนดิเมียนก็ฝังใจกับความฝันนั้น เขาเที่ยวซอกซอนค้นหาเทพธิดาในฝันไปตามที่ต่างๆ ทั้งเขาสูง ทุ่งกว้าง และทะเลลึกเรื่องราวล่วงรู้ไปถึงซูสมหาเทพ พระองค์ไม่ต้องการให้เกิดเรื่องอื้อฉาวแก่เทพีพรหมจารีผู้นี้ พระองค์จึงยื่นคำขาดแก่เอนดีเมียนว่าจะยอมตายด้วยวิธีหนึ่งตามแต่จะพึงประสงค์ หรือจะยอมนอนหลับโดยไม่ตื่นตลอดกาลในถ้ำบนยอดเขาแลตมัสเอนดิเมียนเลือกเอาประการหลัง ซึ่ง ณ ที่นั้น เอนดิเมียนยังคงนอนหลับไหลอยู่ตลอดกาล โดยมีเทพีอาร์เทมีสแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนเขาอยู่ทุกค่ำคืนอาร์เทมีสบางครั้งก็ทรงเป็นเทพีที่ดุร้าย อารมณ์โกรธของพระนางแม้เพียงเรื่องน้อยนิด พระนางก็อาจลงโทษผู้ที่ทำให้นางโกรธถึงแก่ชีวิตลงได้ดังเช่นครั้งหนึ่ง เทพีอาร์เทมีสได้ออกป่าล่าสัตว์พร้อมนางอัปสรบริวาร เมื่อมาถึงสระน้ำที่ใสเย็นแห่งหนึ่ง เทพีอาร์เทมีสพร้อมบริวารก็เปลื้องภูษาทรง และลงสรงสนานในสระน้ำใสนั้นด้วยความเพลิดเพลินสำราญใจยิ่งนักขณะนั้น มีนายพรานคนหนึ่งชื่อว่า แอคเตียน (Actaeon) กำลังออกป่าเที่ยวล่าสัตว์หาเนื้อตั้งแต่รุ่งอรุณ ตกถึงเวลาบ่ายแอคเตียนก็เหน็ดเหนื่อยโรยกำลังและกระหายน้ำ เขาจึงมุ่งหน้ามายังสระน้ำแห่งเดียวกันนั้นเมื่อเข้าไปใกล้สระน้ำ แอคเตียนก็แว่วเสียงสตรีดังมาแต่ไกล เขาจึงแอบย่องเข้าไปดูจึงพบภาพเทพีอาร์เทมีสกำลังสรงน้ำกับนางอัปสรบริวารอยู่อย่างสำราญใจฝ่าเทพีอาร์เทมีสได้ยินเสียงผิดปกติจึงเหลียวมาดู พระนางก็สบตาเข้ากับแอคเตียนนายพรานหนุ่ม ด้วยความโกรธ เทพีอาร์เทมีสจึงกอบน้ำด้วยอุ้งหัตถ์ซสาดเข้าไปที่ใบหน้าของแอคเตียนทันที    เมื่อหยดน้ำกระทบหน้า แอคเตียนก็ค่อยๆ กลายร่างไปเป็นกวาง ฝ่ายฝูงสุนัขล่าสัตว์ของเขา บัดนี้จำแอคเตียนผู้เป็นนายไม่ได้เสียแล้ว ต่างก็กระโจนเข้ารุมกัดจนแอคเตียนในร่างของกวางป่าตายอยู่ตรงนั้นนั่นเอง   อีกรายหนึ่งที่โดนโทษทัณฑ์ของเทพีอาร์เทมีส คือ อัดมีทัส (Admetus) ซึ่งลืมถวายเครื่องบูชาในวันแต่งงาน เทพีอาร์ทีมิสจึงลงโทษเขาโดยการบันดาลให้ห้องหอมีแต่งูพิษหรือรายของกษัตริย์ เอนีอัส (OeNeus) แห่งเมืองคาลีดอน พระองค์ลืมถวายพืชผลที่เก็บเกี่ยวจากไร่นาได้แด่เทพีอาร์เทมีสตามธรรมเนียม เทพีอาร์เทมีสจึงบันดาลให้โคป่าเข้าบุกดินแดนของพระองค์ และสังหารครอบครัวของพระองค์เสียวอดวาย  แม้จะเป็นเทพีครองพรหมจารี แต่เทพีอาร์เทมีสก็เคยมีความรักกับมนุษย์คนหนึ่งจนเรื่องราวเลยเถิดใหญ่โต
    ชายหนุ่มคนนั้นเป็นนายพรานร่างกำยำ ชื่อว่า โอไรออน (Orion) เชื่อกันว่าเขาเป็นบุตรของโพไซดอนเจ้าสมุทร เนื่องจากเขาสามารถเดินลุยลงไปในทะเลลึกได้
วันหนึ่งขณะที่กำลังล่าสัตว์อยู่กลางป่า โอไรออนก็พบกับนางอัปสร 7 นาง เรียกว่า พลียาดีส (Pleiades) เขาเกิดหลงรักนางอัปสรทั้งเจ็ด จึงได้ติดตามนางอัปสรเหล่านั้นไป ขณะที่นางอัปสรก็หนีจนอ่อนกำลัง ในที่สุดนางอัปสรทั้งเจ็ดจึงเอ่ยปากขอให้เทพีอาร์เทมีสช่วย เทพีอาร์ทีมิสจึงช่วยแปลงร่างนางอัปสรทั้งเจ็ดให้กลายเป็นนกพิราบโบยบินขึ้นไปบนฟ้า และกลายเป็นหมู่ดาว พลียาดีส เปล่งประกายระยิบระยับอยู่กลางฟ้านั่นเอง ฝ่ายโอไรออนต่อมาก็หลงรักนาง มิโรปี (Merope) ธิดาท้าว อีโนเปียน (Oenopion) เจ้าเกาะ ไคออส (Chios)



                                                                          
                
        โอไรออนอุตส่าห์ล่าสัตว์ป่าเอาไปกำนัลแด่ธิดาสาวและพระบิดา แต่ท้าวอีโนเปียนก็ผลัดผ่อนเรื่อยมา โอไรออนจึงคิดจะฉุดนางมิโรปีด้วยกำลัง แต่ท้าวอีโนเปียนรู้ทันจึงจัดการมอมเหล้าโอไรออนจนตาบอด แล้วเอาไปทิ้งริมทะเลโอไรออนเมื่อได้สติขึ้นมาพร้อมดวงตาที่บอดสนิท ไม่รู้จะไปแห่งหนใดได้ แต่อาศัยความรู้ของนายพรานฟังเสียงของ ค้อนของยักษ์ไซคลอปส์ในเกาะ เลมนอส (lemnos) จึงดั้นด้นไปจนถึงถ้ำตีเหล็กของยักษ์ ฝ่ายยักษ์ตนหนึ่งมีความสงสารจึงอาสาพาโอไรออนดุ่มเดินไปทางทิศตะวันออก ช่วยให้ได้พบกับเทพอพอลโล และอาศัยแสงสว่างรักษาดวงตาให้กลับคืนเป็นปกติมาได้เมื่อดวงตาหายเป็นปกติแล้ว โอไรออนก็กลับไปล่าสัตว์อีก ตอนนี้เองเทพีอาร์เทมีสก็มาพบเขาเข้า และผูกสมัครรักใคร่กันเทพอพอลโลเห็นท่าไม่ชอบกลกับมิตรภาพของโอไรออนกับเทพีอาร์เทมีส และเกรงว่าเทพีอาร์เทมีสจะกลับสัตย์เรื่องการครองพรหมจรรย์ พระองค์จึงคิดอุบายทำให้มิตรภาพนั้นยุติลงอย่างเด็ดขาดวันหนึ่งขณะที่โอไรออนเดินลุยน้ำอยู่กลางทะเลไกลลิบ เทพอพอลโลได้เรียกเทพีอาร์เทมีสมาลองฝีมือยิงธนูกัน โดยให้เทพีอาร์เทมีสลองยิงอะไรที่ลอยอยู่เหนือน้ำทะเลไกลๆ นั้นดูว่าจะถูกหรือไม่ฝ่ายเทพีอาร์เทมีสไม่ได้เฉลียวใจว่าที่เห็นดำๆ นั้นแท้จริงคือหัวของโอไรออน พระนางจึงยิงธนูออกไป ลูกธนูถูกเป้าหมาย อย่างแม่นยำครั้นคลื่นซัดพาร่างโอไรออนเข้ามาถึงฝั่ง เทพีอาร์เทมีสจึงรู้ว่าได้ทำอะไรลงไป พระนางเศร้าโศกเสียใจมาก จึงแปลงโอไรออนให้กลายเป็นกลุ่มดาว พร้อมด้วยสายรัดเอว ดาบ และกระบองคู่มือ อยู่ในท้องฟ้าต่อจากกลุ่มดาวพลียาดีส และแปลงสุนัขของเขาที่ชื่อซิริอัสให้กลายเป็นดาวซิริอัส อยู่ท้ายกลุ่มดาวโอไรออน ด้วยตั้งแต่บัดนั้นมานอกจากตนเองจะไม่ยอมวิวาห์แล้ว เทพีอาร์เทมีสยังบังคับไม่ให้นางอัปสรบริวารของตนวิวาห์ด้วย แต่นางอัปสรบริวารนางหนึ่งชื่อคัลลิสโต ก็ถูกมหาเทพซูสมาหลงรักและแปลงร่างเป็นเทพีอาร์เทมีสเข้าไปสมสู่กับนางได้ เมื่อนางตั้งท้อง เทพีอาร์เทมีสรู้เรื่องเข้าก็พิโรธหนัก และลงโทษนางโดยการเนรเทศนางออกไป เมื่อคัลลิสโตประสูติโอรสแล้วก็ถูกเคราะห์กรรมซ้ำ ถูกพระนางเฮร่าสาปให้กลายเป็นหมี  





อะพอลโล


สุริยเทพและเทพแห่งการดนตรีอพอลโล เป็นโอรสของนางลีโต กับซูสเมื่อเทพีเฮร่ายินยอมอภิเษกสมรสกับซูสแล้ว ข่าวนางลีโตตั้งครรภ์กับซูสก็มาเข้าหู เทพีเฮร่าจึงแสดงบทเทพีขี้หึงขับไล่ลีโตลงจากสวรรค์ และส่งงู ไพธอน ตามไล่ล่าลีโตหนีหัวซุกหัวซุนจนสุดแผ่นดิน สุดท้ายก็ตัดสินใจหนีลงทะเลเพื่อให้พ้นจากงูร้าย บังเอิญเทพสมุทรโพไซดอนเห็นเข้าก็สงสาร จึงเนรมิตเกาะให้นางเป็นที่อยู่อาศัย ชื่อว่า เกาะดีลอส ณ ที่นั้น ลีโตได้ให้กำเนิดโอรสและธิดาแฝด คือ อพอลโล เทพสุริยัน กับอาร์ทีมิส เทพธิดาจันทรา โดยอพอลโลนั้นเกิดก่อนอาร์ทีมิส 9 วัน


และหลังจากเทพอพอลโลประสูติได้ 4 วัน เขาก็สามารถฆ่างูร้ายไพธอนลงได้ ทำให้ลีโตปลอดภัยจากความขี้หึงของพระนางเฮร่าตั้งแต่บัดนั้น และอพอลโลก็ได้ชื่อว่า ไพธูส (Pytheus) ซึ่งแปลว่า "ผู้ประหารไพธอน" ด้วยอีกชื่อหนึ่ง
อพอลโลเป็นเทพที่มีรูปงามยิ่ง เป็นนักดนตรีผู้ขับกล่อมเทพทั้งปวงบนเขาโอลิมปัสด้วยพิณ เป็นเทพขมังธนู ที่สามารถยิงธนูได้ทั้งแม่นและไกล และเป็นเทพแห่งสัจธรรม
        ชาวกรีกนับถือเทพอพอลโลมาก จึงมีวิหารที่บูชาเทพอพอลโลนจำนวนมาก แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ วิหารเดลฟี
ครั้งหนึ่ง เฮอร์คิวลิส ได้ไปขอคำพยากรณ์ที่วิหารเดลฟี แต่คำทำนายที่ได้รับไม่ถูกใจ เฮอร์คิวลิสจึงล้มโต๊ะพิธีและฉวยเอากระถางธูปไปด้วย เทพอพอลโลติดตามไปท้าเฮอร์คิวลิสเล่นมวยปล้ำเพื่อชิงเอากระถางธูปคืน แต่ปล้ำกันอยู่นานก็ไม่อาจรู้แพ้ชนะกันได้ จนซูสต้องเสด็จลงมาไกล่เกลี่ยให้เฮอร์คิวลิสคืนกระถางธูปไปเรื่องจึงยุติลงได้
        เทพอพอลโลแม้จะเป็นเทพแห่งสัจธรรม แต่บางครั้งก็มีนิสัยดุร้ายดังเช่นที่เห็นจากกรณีของนางไนโอบี
เหตุเกิดเพราะนางลีโต มารดาของเทพอพอลโลกับเทพีอาร์ทีมิส ชอบคุยโอ้อวดในความงามและความเก่งกาจของเทพบุตรเทพธิดาทั้งสองอยู่เสมอ แต่ถูกนางไนโอบีมเหสีเจ้ากรุงธีบส์หัวเราะเยาะว่านางลีโตนั้นมีโอรสและธิดาเพียงแค่ 2 องค์ ไม่อาจสู้นางได้ที่มีโอรสและธิดาที่ทั้งรูปงามและฉลาดรวมถึง 14 องค์   นางไนโอบีกล่าววาจาสบประมาทนางลีโตเป็นอันมาก ซ้ำยังห้ามชาวเมืองทำการบูชาเทพอพอลโลและเทวีอาร์ทีมิส รวมทั้งสั่งให้ทำลายรูปเคารพเทพและเทพีคู่นี้จากแท่นที่บูชาด้วย    นางลีโตโกรธแค้นมากที่ถูกหยามถึงเพียงนี้ นางจึงเรียกเทพอพอลโลและเทพีอาร์ทีมิสมาและสั่งให้ทั้งสองไปฆ่าโอรสและธิดาของนางไนโอบีเสียให้สิ้นซาก   อพอลโลและอาร์ทีมิสนั้นโกรธแค้นอยู่แล้วที่รูปเคารพของตนถูกทำลาย ทั้งสองจึงออกตามฆ่าโอรสและธิดาของนางไนโอบีจนหมดสิ้น    เมื่อโอรสและธิดาสิ้นชีวิตลงหมด เจ้ากรุงธีบส์ก็เลยพลอยฆ่าตัวตายตามไปด้วย   นางไนโอบีสูญสิ้นทั้งสามีและโอรสธิดา ความโศกเศร้ารันทดประดังขึ้นมาจนร่างนางแข็งชาไปทั้งร่างในที่สุดนางไนโอบีก็กลายเป็นหินร้องไห้อยู่บนเขาไซปิลัสจนถึงทุกวันนี้
อพอลโลนั้นเป็นเทพบุตรรูปงาม และเจ้าชู้ เรื่องราวความรักของพระองค์มีทั้งสมหวังและผิดหวัง มีทั้งที่พระองค์ไปหลงรักเขาข้างเดียว และที่ฝ่ายหญิงมาหลงรักพระองค์อยู่ข้างเดียวก็มี
        ชายาองค์หนึ่งของอพอลโล คือ โครอนนิส (Coronis) ธิดาผู้เลอโฉมของเจ้าแคว้นเธสสะลี แต่นางโครอนนิสนั้นใจไม่ซื่อ เทพอพอลโลก็คงรู้ดีจึงได้ให้นกดุเหว่าขาวตัวหนึ่งเฝ้านางไว้  ด้วยความที่ใจไม่ซื่อ ระหว่างที่ตั้งครรภ์ นางโครอนนิสก็ยังอุตส่าห์แอบไปลักลอบคบชู้กับชายอื่น ดุเหว่าขาวจึงนำข่าวไปบอกให้อพอลโลทรงทราบ เทพอพอลโลบันดาลโทสะจึงบันดาลให้ขนของดุเหว่าขาวกลายเป็นสีดำสนิทตั้งแต่นั้น และพระองค์ก็ฆ่าโครอนนิสตาย

        ระหว่างที่เผาศพโครอนนิส เทพเฮอร์มีสก็มาล้วงเอาทารกในครรภ์ของนางโครอนนิสออกมา และนำไปฝากให้ ไครอน (Chiron) ผู้เป็นเซนทอร์ (Centaur) เลี้ยงดู โอรสองค์นี้ของเทพอพอลลอน ชื่อว่า เอสคิวเลปิอัส (Aesculapius) เป็นเด็กฉลาด เป็นที่รักของอาจารย์เซนทอร์เป็นอย่างยิ่ง อาจารย์จึงถ่ายทอดวิชาการต่างๆ โดยเฉพาะวิชาการด้านการรักษาโรคให้จนหมดสิ้น
เอสคิวเลปิอัสมีความสามารถในการรักษาโรคได้เก่งกาจกว่าผู้เป็นอาจารย์มาก สามารถรักษาโรคร้ายต่างๆ ให้หายขาดได้ ชื่อเสียงของเอสคิวเลปิอัสจึงเลื่องลือไปไกล  แต่ครั้งหนึ่ง เอสคิวเลปิอัส ได้รักษาคนตายให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้ ซึ่งนับเป็นการท้าทายและบั่นทอนพลังอำนาจของเทพแห่งสรวงสวรรค์ ซูสจึงตัดสินใจประหารเอสคิวเลปิอัสด้วยอสนีบาตประจำองค์
เทพอพอลโลโกรธมากที่โอรสของตนต้องมาเสียชีวิต แต่ก็ไม่อาจบันดาลโทสะกับซูสผู้เป็นเทพบิดาได้ จึงหันไปไล่เบี้ยกับยักษ์ไซคลอปส์ผู้สร้างอาวุธสายฟ้านี้ขึ้นมา
        อพอลโลน้าวธนูเงินหมายสังหารยักษ์ไซคลอปส์ให้สมแค้น จึงถูกซูสลงโทษโดยการเนรเทศอพอลโลให้ลงมาอยู่ทำงานรับใช้มนุษย์บนโลกเป็นเวลา 1 ปี
เทพอพอลโลลงมาเป็นคนเลี้ยงแกะอยู่ริมฝั่งน้ำแอมฟริซัส ให้กับท้าวแอดมีทัส แห่งกรุงเธสสะลี ซึ่งท้าวแอดมีทัสก็ได้มาฟังเทพอพอลโลดีดพิณที่แสนไพเราะเพราะพริ้งอยู่บ่อยๆ ในที่สุดจึงรู้ว่าชายเลี้ยงแกะคนนี้แท้จริงคือเทพอพอลโล
ท้าวแอดมีทัสนั้นหลงรักนางแอลเซสทิส ธิดาท้าวพีเลียสแห่งเมืองไอโอลคัส แต่ท้าวพีเลียสตั้งเงื่อนไขว่าท้าวแอดมีทัสต้องทรงรถศึกเทียมด้วยสิงห์กับหมูป่าไปรับนางแอลเซสทิสได้เท่านั้น พระองค์จึงจะยกธิดาให้ ซึ่งงานนี้เทพอพอลโลได้ให้ความช่วยเหลือ ท้าวแอดมีทัสจึงได้นางแอลเซสทิสมาเป็นมเหสีสมใจ
อยู่มาไม่นาน ท้าวแอดมีทัสเกิดล้มป่วยลงและทำท่าว่าใกล้จะสิ้นชีวิต เทพอพอลโลจึงขอร้องไม่ให้เทวีครองชะตากรรมตัดด้ายสายชีวิตของท้าวแอดมีทัส ซึ่งเทวีครองชะตากรรมก็ยินยอม โดยมีข้อแม้ว่าต้องมีใครยอมสละชีวิตแทนท้าวแอดมิสทัส
ในยามดีทุกคนก็บอกว่ายินดีสละชีวิตให้ได้ แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ กลับไม่มีใครยอมสละชีวิตให้ท้าวแอดมีทัสสักคน ยกเว้นนางแอลเซสทิสผู้เป็นมเหสี
        ท้าวแอดมีทัสจึงหายประชวร ส่วนนางแอลเซสทิสกลับล้มป่วยร่อแร่ใกล้ตายโชคดีที่เฮอร์คิวลิสผู้เป็นสหายของท้าวแอดมีทัสเดินทางผ่านมาและรับรู้เรื่องราวนี้เข้า เฮอร์คิวลิสจึงเฝ้าคอยขัดขวางไม่ให้แธทานอสมัจจุราชมารับวิญญานของนางแอลเซสทิสไปได้ ซึ่งก็ทำได้สำเร็จ นางแอลเซสทิสจึงหายป่วย
เมื่อท้าวแอดมีทัสได้รับความสุขดีแล้ว เทพอพอลโลก็ได้เดินทางไปกรุงทรอย และไปช่วยเทพโพไซดอนสร้างกำแพงกรุงทรอย โดยการดีดพิณ ใช้เสียงเพลงช่วยเคลื่อนย้ายก้อนหินมาเรียงกันเป็นกำแพงเมือง งานนี้จึงสำเร็จไปได้อย่างรวดเร็ว
ครบกำหนด 1 ปี เทพอพอลโลก็กลับไปอยู่บนโอลิมปัสตามเดิม   ชายาอีกองค์หนึ่งของเทพอพอลโลเป็นนางอัปสร ชื่อ ไคลมินี (Clymene) ทั้งสองมีโอรสด้วยกันหนึ่งองค์ ชื่อว่า เฟอิทอน (Phaeton) เฟอิทอนนั้นอยู่กับมารดา โดยไม่เคยเห็นหน้าบิดาเลย รู้เพียงว่าบิดาของตนคือเทพอพอลโล เขาจึงถูกเพื่อนหัวเราะเยาะอยู่เสมอ หาว่าแอบอ้างตนเป็นลูกของสุริยเทพ   วันหนึ่ง เฟอิทอนรบเร้าให้มารดาพาไปหาบิดาเพื่อพิสูจน์ว่าตนเป็นโอรสเทพอพอลโลจริง นางไคลมินีจึงบอกทางให้เฟอิทอนเดินทางไปทางทิศตะวันออกจนกว่าจะถึงวังที่ประทับของอพอลโล ณ ที่นั้นจะได้พบกับบิดาสมประสงค์

        เฟอิทอนด้นดั้นเดินทางจนมาถึงวังของเทพอพอลโล ซึ่งเทพอพอลโลก็จำได้ว่าเป็นโอรสของตน หลังจากรับรู้ความคับแค้นของเฟอิทอนแล้ว เทพอพอลโลก็สาบานกับแม่น้ำสติกซ์ว่าจะช่วย   เฟอิทอนจึงขอเป็นผู้ขับราชรถลากพระอาทิตย์แทนบิดาในวันรุ่งขึ้นเพื่อให้มนุษย์และเทพทั้งหลายได้ประจักษ์ว่าเขาเป็นโอรสแห่งสุริยเทพอย่างแท้จริง
        เทพอพอลโลบ่ายเบี่ยงขอให้เฟอิทอนขออย่างอื่น เพราะการขับราชรถลากพระอาทิตย์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะม้าเทียมรถทั้ง 4 นั้นพยศมาก เกรงว่าจะโกลาหลไปทั้งสวรรค์และโลกมนุษย์  แต่เฟอิทอนยืนกรานขอเป็นผู้ขับราชรถตามความตั้งใจเดิม ด้วยเกรงกลัวต่อแม่น้ำสติกซ์ที่ได้ลั่นวาจาสาบานไปแล้ว เทพอพอลโลจำต้องยินยอมด้วยความไม่สบายใจ  เทพอพอลโลกำชับให้เฟอิทอนขับราชรถด้วยความระมัดระวังเรื่องการห้ามออกนอกเส้นทาง การรักษาความเร็ว และการรักษาระดับความสูงของราชรถไว้ ซึ่งเฟอิทอนก็ทำตามได้ในช่วงต้น แต่เมื่อขับไปสักพัก เขาก็เริ่มประมาท ลืมคำสั่งสอนของเทพบิดาเสียสิ้น
        เฟอิทอนเริ่มขับราชรถออกนอกเส้นทาง ทำให้หมู่ดาวและเดือนพากันตกใจ และเมื่อขับราชรถมาใกล้โลกมนุษย์ ต้นไม้ใบหญ้าก็เหี่ยวเฉาไปตามๆ กันด้วยความร้อนจากดวงสุริยา  เฟอิทอนขับรถลงใกล้โลกมนุษย์มากขึ้น ทำให้แผ่นน้ำแห้งเหือด ต้นไม้แห้งตาย แม้ผิวกายมนุษย์ก็ถูกแผดเผาจนกลายเป็นสีดำ และดำจนมาถึงทุกวันนี้ ดินแดนที่เฟอิทอนขับราชรถลงมาใกล้ครั้งนี้คือแผ่นดินอาฟริกานั่นเอง
เฟอิทอนตกใจที่เห็นความวุ่นวายเกิดขึ้นกับโลก เขาจึงลงแส้ม้าชักราชรถให้ถอยห่างออกไป ม้าก็เผ่นโผนโจนทะยานเหออกห่างโลกเสียลิบลับ ทำให้พืชพันธ์ธัญญาหารที่เหลือรอดกลับเหี่ยวเฉาตายลงอีกเพราะความหนาวจัดฉับพลัน ทั้งแผ่นดินแผ่นน้ำตอนนั้นก็มีน้ำแข็งปกคลุมทั่วไปหมด เสียงผู้คนร้องระงมดังขึ้นทุกที จนในที่สุดก็ปลุกซูสมหาเทพให้ตื่นจากบรรทมเล็งทิพยเนตรสืบสวนหาสาเหตุ ครั้นได้ความว่าเหตุเกิดจากเฟอิทอนบังอาจขับราชรถสุริยเทพจนปั่นป่วนวุ่นวายเช่นนั้นก็พิโรธ คว้าอสนีบาตฟาดไปที่เฟอิทอนจนตกจากราชรถเสียชีวิตตกลงสู่แม่น้ำ อีริดานัส ในพริบตา  เฟอิทอนมีพี่สาวร่วมอุทร 3 คน เมื่อเฟอิทอนถึงแก่ความตาย นางทั้ง 3 ก็ไปร่ำไห้ที่ริมฝั่งแม่น้ำจนเทพทั้งปวงสงสารเลยแปลงนางเป็นต้นอำพันหลั่งน้ำตาออกมาเป็นอำพันตั้งแต่บัดนั้น  ฝ่ายเพื่อนเล่นคู่หูคนหนึ่งของเฟอิทอนชื่อ ซิกนัส (Cygnus) ก็ลงงมหาศพ ดำผุดดำว่ายในแม่น้ำจนกลายเป็นต้นตระกูลหงส์เล่นน้ำสืบเชื้อสายพงศ์พันธุ์มาจนตราบเท่าทุกวันนี้
ส่วนเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังของเทพอพอลลอน เช่น เรื่องของพระองค์กับนางแดฟนี (Daphne)
นางแดฟนีเป็นนางอัปสรรูปงาม ธิดาของ พีนูส (Peneus) เทพประจำแม่น้ำ
เทพอพอลโลได้พบนางโดยบังเอิญกลางป่า พระองค์หมายจะได้นางเป็นชายาจึงเดินเข้าไปหา แต่นางแดฟนีกลับวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ฝ่ายเทพอพอลโลก็วิ่งตามพลาง ส่งเสียงร้องเรียกไปพลาง แต่นางแดฟนีก็ไม่หยุดฟัง ยังคงวิ่งหนีต่อไป  นางแดฟนีวิ่งหนีจนอ่อนกำลังและตระหนักว่านางคงหนีไม่พ้นเทพอพอลลอนเป็นแน่ นางแดฟนีจึงวิ่งไปที่ริมแม่น้ำและร้องขอให้เทพบิดาพีลูสช่วย พีลูสจึงแปลงร่างของธิดาสาวให้กลายเป็นต้นชัยพฤกษ์อยู่ริมฝั่งน้ำนั่นเอง
        นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องราวความรักที่มีสาวมาหลงรักเทพอพอลโลอยู่ข้างเดียว คือเรื่องของนาง ไคลที (Clytie)
ไคลที เป็นนางอัปสรประจำน่านน้ำ ธิดาของโอเชียนัสกับธีทิส  ไคลทีหลงใหลใฝ่ฝันเทพอพอลโลอยู่มาก นางจะคอยเฝ้าดูเทพอพอลโลขับราชรถลากดวงอาทิตย์อยู่ทุกวัน โดยที่เทพอพอลโลหาได้มีใจกับนางไม่ ไคลทีแหงนหน้ามองดูเทพอพอลโลนับตั้งแต่ยามเช้าพระอาทิตย์ขึ้น และเฝ้ามองตามไม่ให้คลาดสายตาจวบจนพระอาทิตย์ตก โดยหวังว่าสักวันสุริยเทพจะเหลือบมาเห็นนางบ้าง ปวงเทพทั้งหลายสงสารในความรักของนางไคลที จึงได้บันดาลให้ไคลทีกลายร่างเป็นต้นทานตะวันที่คอยชูดอกผินตามดวงอาทิตย์ตั้งแต่เช้าจนเย็นเป็นประจำมาจนตราบเท่าทุกวันนี้
        เทพอพอลโลนั้นมีฝีมือทางการดนตรี โดยเฉพาะการบรรเลงพิณสวรรค์ พระองค์จึงมีหน้าที่ดีดพิณขับกล่อมให้ความสำราญกับเหล่าเทพโอลิมเปียนส์ โดยมีบริวารที่ช่วยบรรเลงเพลงสวรรค์อีก 9 องค์ เรียกว่าคณะศิลปวิทยาเทวี หรือ มิวส์
มิวส์ทั้งเก้า เป็นธิดาของมหาเทพซูสกับนางเนเมซิส ประกอบด้วย
ไคลโอ (Clio) เทวีประวัติศาสตร์
ยูเรเนีย (Urania) เทวีดาราศาสตร์
เมลโพมีนี (Melpomene) เทวีเรื่องโศกนาฏกรรม
ธาเลีย (Thalia) เทวีเรื่องสรวล
เทิร์ปซิโครี (Terpsichore) เทวีการฟ้อนรำ
คัลลิโอพี (Colliope) เทวีบทกวีเรื่อง
เออราโต (Erato) เทวีบทกวีรัก
ยูเทอร์พี (Euterpe) เทวีบทกวีร้อง
โพลิฮิมเนีย (Polyhymnis) เทวีบทกวีร่ายอาศิรพจน์ (คำอวยพร)

แต่บริวารที่ใกล้ชิดเทพอพอลโลที่สุด คือ อีออส (Eos) เทวีครองแสงเงินแสงทอง ผู้ทำหน้าที่เปิดทวารยามอรุณรุ่งให้ราชรถของเทพอพอลโลออกโคจร พร้อมกันนั้นก็ไขแสงเงินแสงทองเป็นสัญญาณเบิกทางโคจรของอพอลโลด้วย 




เฮอร์มีส


        เฮอร์มีส (Hermes) เป็นชื่อเทพเจ้าในปกรณัมกรีก เรียกชื่อในตำนานเทพเจ้าโรมันว่า เมอร์คิวรี่ เป็น เทพผู้คุ้มครองเหล่านักเดินทาง คนเลี้ยงแกะ โจรผู้เร่ร่อน กวี นักกีฬา นักประดิษฐ์ และพ่อค้า อาจเรียกได้ว่า เฮอร์มีส เป็นเทพแห่งการสื่อสาร พระองค์เป็นบุตรของเทพซุส เกิดแต่นางเมยา (Maia) มีของวิเศษคือหมวกและรองเท้ามีปีก เรียกว่า เพตตะซัส (Petasus) ซึ่งเป็นของขวัญที่ได้รับจากเทพบิดา เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเทพสื่อสาร

บุตรของเทพเฮอร์มีสได้แก่ เทพแพน เทพเฮอร์มาโฟรไดทัส และเทพออโตไลคัส

        เมอร์คิวรี่ (Mercury) หรือ เฮอร์มีส (Hermes) เป็นเทพ ที่มีผู้รู้จักมาก เนื่องจากรูปของท่าน ปรากฏคุ้นตาคนมากกว่าเทพองค์อื่น ๆ คนมักนำรูปเทพองค์นี้ หรืออย่างน้อย ก็ของวิเศษอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น รองเท้ามีปีก มาแสดงเป็นเครื่องหมายถึงความเร็ว นอกจากรองเท้า หมวก และไม้ถืออันศักดิ์สิทธิ์ก็มีปีกเช่นกัน เมอร์คิวรี่ไปไหนมาไหนได้เร็วถึงขนาดว่ากันว่า “ไปเร็วเพียงความคิด” ทีเดียว

        หมวก และ รองเท้ามีปีกของเฮอร์มีสนั้นเรียกว่า เพตตะซัส (Petasus) และ ทะเลเรีย (Talaria) เป็นของที่ได้รับ ประทานจาก ซุสเทพบิดา ซึ่งโปรดให้ท่านเป็นเทพสื่อสารประจำพระองค์ ส่วนไม้ถือศักดิ์สิทธิ์เรียกว่า กะดูเซียส (Caduceus) เดิมเป็นของเทพอพอลโล ใช้ต้อนวัวควายในครอบครอง ครั้งหนึ่งเฮอร์มีส ขโมยวัวของ อพอลโลไปซ่อน อพอลโลรู้ระแคะระคาย ดังนั้นจึงมาทวงถามให้เฮอร์มีสคืนวัวที่ขโมยไป เฮอร์มีสในตอนนั้นยังเยาว์อยู่แท้ ๆ กลับย้อนถามอย่างหน้าตาเฉยว่า วัวอะไร ที่ไหนกัน ไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ยิน อพอลโลก็ไปฟ้อง เทพบิดาซุส ไกล่เกลี่ยให้เฮอร์มีสคืนวัวให้เจ้าของ อพอลโลได้วัวคืนแล้ว ก็ไม่ถือโกรธเทพผู้น้อง แม้ว่าวัวจะขาดจำนวนไป 2 ตัว เพราะ เฮอร์มีสเอาไปทำเครื่องสังเวยเสียแล้วก็ตาม อพอลโลเห็นเฮอร์มีสมีพิณถือคันหนึ่ง เรียกว่า ไลร์ (Lyre) เป็นของเฮอร์มีส ประดิษฐ์ขึ้นเอง ด้วยกระดองเต่า ก็อยากได้ จึงเอาไม้กะดูเซียสแลก ไม้ถือกะดูเซียส จึงเป็นของเฮอร์มีส ด้วยเหตุฉะนี้ และถือกันว่า เป็นสัญลักษณ์ ของเฮอร์มีสตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา

        ไม้กะดูเซียสนี้ แต่เดิมเป็นไม้ถือมีปีกเพียงอย่างเดียว ต่อมาเฮอร์มีสถือไปพบงู 2 ตัวกำลังต่อสู้กัน จึงเอาไม้ทิ่ม เข้าในระหว่างกลาง เพื่อห้ามความวิวาท งูก็เลื้อยขึ้นมาพันอยู่กับไม้ โดยหันหัวเข้าหากัน ตั้งแต่นั้นมา งูนี้ก็พันอยู่กับไม้ถือกะดูเซียสตลอดมา และไม้ถือกะดูเซียส ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นกลางด้วย ภายหลังได้ใช้เป็น สัญลักษณ์ของวงการแพทย์มาจนบัดนี้

เฮอร์มีส ถือไม้กะดูเซียส

เฮอร์มีส ถือไม้กะดูเซียส

เฮอร์มีส ไม่เพียงแต่จะเป็นเทพสื่อสารของซุสเท่านั้น หากยังเป็นเทพครองการเดินทาง การพาณิชย์ และตลาด เป็นที่บูชาของพวกหัวขโมย และมีหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์คอยนำวิญญาณคนตาย ไปสู่ยมโลกด้วย จนได้รับนามกร อีกชื่อหนึ่งว่า เฮอร์มีสไซโคปอมปัส (Hermes Psychopompus) สรุปว่าการสื่อสาร และการเป็นคนกลางในกิจการทุกอย่างตกเป็นภาระของท่าน หรืออยู่ในความสอดส่องของท่านทั้งสิ้น ส่วนการที่เป็นที่นับถือบูชาของพวกขโมย ก็คงเนื่องจากขโมยวัว ของอพอลโลนั่นเอง

สิ่งที่น่าแปลกประการหนึ่งในตัวของเฮอร์มีส ก็คือ แม้ว่าจะเป็นโอรสของซุส กับนางเมยา ซึ่ง เป็นอนุ แต่ทว่า ทรงเป็นโอรสองค์เดียวของซุสที่ราชินีขี้หึง เทวีฮีร่า ไม่เกลียดชัง กลับเรียกหาให้เฮอร์มีสอยู่ใกล้ ๆ ด้วยเสียอีก ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะบุคลิก และนิสัยของเทพเฮอร์มีส ที่ชอบช่วยเหลือทุกคน ไม่ว่าจะเป็นทวยเทพด้วยกัน หรือ มนุษย์ธรรมดา อาทิเช่น

  • ช่วยปราบยักษ์ร้ายฮิปโปไลตุล
  • ช่วยองค์ซุสเทพบิดา ให้พ้นจากพันธนาการของยักษ์ ไทฟีอัส
  • ช่วยอนุองค์หนึ่งของเทพบิดา คือนางไอโอ ให้รอดตายด้วยการช่วยสังหารอาร์กัสอสูรพันตาของฮีร่า
  • ช่วยเหลือเลี้ยงดู ไดโอนิซัส ในยามแรกถือกำเนิดขึ้น
  • เฮอร์มีสเคยช่วยเปอร์ซีอุส สังหารนางการ์กอนเทดูซ่า
  • ช่วยเฮอร์คิวลิสในยามเดินทางสู่แดนบาดาล
  • ช่วยโอดีสซีอัส ให้รอดพ้นเงื้อมมือนางเซอร์ซี
  • ช่วยให้เตเลมาดุสตามหาพ่อจนพบ
เฮอร์มีสก็เช่นเดียวกับ เทพบุตรองค์อื่น ๆ ตรงที่ไม่ยกย่องเทวีหรือสตรีนางใดเป็นชายา แต่สมัครรักใคร่ไปเรื่อย ๆ นับไม่ถ้วน ว่ากันว่าการที่ชอบเสด็จลงไปในแดนยมโลกบ่อย ๆ นั้นเป็นเพราะหลงเสน่ห์ของเทวีเพอร์เซโฟนี ผู้เป็นชายา ของฮาเดส จ้าวแดนยมโลก ยามขึ้นมาสู่ผืนดินเฮอร์มีส ก็รักกับสตรีมนุษย์มากหน้า ที่เป็นที่กล่าวขานได้แก่ อคาคัลลิส (Acacallis) ผู้เป็นธิดาของท้าวไมนอส แห่งครีต เมื่อขึ้นไปสู่สวรรค์โอลิมปัส ก็เกิดจิตพิศวาส กับเทวีในทำนองรักข้ามรุ่น โดยเฉพาะกับ เฮเคตี และ อโฟร์ไดท์




อาธีน่า


         เทพีแห่งสติปัญญาและสงครามในคณะเทพแห่งโอลิมเปียนส์นั้นมีเทพีพรหมจารีอยู่ 3 องค์ คือ เทพีเฮสเทีย (Hestia) เทพีอาธีน่า (Athena) และเทพีอาร์ทีมิส (Artemis) องค์แรกเป็นพี่สาวของซูสมหาเทพ ส่วนสององค์หลังเป็นธิดาย้อนกลับไปสมัยที่ซูสโค่นบัลลังก์โครนอสเทพบิดาลงได้ และได้ขอให้มีทิสเทพีแห่งปัญญาผู้เป็นธิดาของเทพไททันโอเชียนัสกับทีธิสช่วยทำยาสำรอกบังคับให้โครนอสกลืนกินเพื่อคลายบรรดาพี่ๆ ของซูสออกมาจากท้องได้สำเร็จ จากนั้นซูสก็ได้มีทิสเป็นชายาองค์แรก    

        แต่เมื่อมีทิสตั้งครรภ์ จอมมารดาไกอาก็พยากรณ์ว่าโอรสของซูสที่เกิดจากมีทิสจะเป็นผู้โค่นบัลลังก์ของซูสดุจเดียวกับที่ซูสเคยโค่นบัลลังก์ของโครนอสซูสกลัวคำพยากรณ์นั้นจึงได้กลืนมิทิสผู้เป็นชายาลงท้องไป และเนื่องจากมีทิสเป็นเทพีครองปัญญา เมื่อไปอยู่ในท้องซูสแล้วก็ได้คอยให้คำแนะนำต่างๆ แก่ซูสจากในท้องนั้นเองกาลเวลาผ่านมา วันหนึ่งซูสก็ปวดเศียรอย่างรุนแรง พระองค์จึงเรียกประชุมเทพสภาเพื่อหาทางรักษาอาการปวดนั้น แต่ไม่มีเทพหรือเทพีองค์ใดรักษาอาการนี้ให้ได้ ซูสจึงตัดสินใจให้เทพองค์หนึ่งช่วยผ่าพระเศียรให้ยังไม่ทันที่รอยแผลบนพระเศียรของจอมเทพที่เกิดจากขวานจามจะแยกออกจากกันดี ก็ปรากฎร่างเทพีองค์หนึ่งผุดออกมาจากพระเศียรของจอมเทพ เทพีองค์นั้นแต่งกายสวมเกราะแวววาว มือถือหอกและโล่ห์ ลักษณะพร้อมออกศึก กล่าววาจาประกาศชัยชนะก้องกัมปนาทท่ามกลางความสั่นสะเทือนและเสียงอึกทึกของพสุธาและมหาสมุทร

        เทพีที่กำเนิดขึ้นองค์นี้คือเทพีอาธีน่า เป็นเทพีแห่งการศึกและขณะที่เทพีอาธีน่าปรากฎกายขึ้นนั้น ความโฉดเขลาทั้งหลายที่ไม่ปรากฎรูปก็หลีกหนีไปจนหมดสิ้น เทพีอาธีน่าจึงเป็นเทพีครองปัญญาด้วยอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งปัญญาแห่งอาธีน่านั้นคงจะได้รับถ่ายทอดมาจากมีทิสผู้เป็นเทพมารดานั่นเองภายหลังการอุบัติของเทพีอาธีน่าไม่นาน หัวหน้าชนชาวฟีนิเชียชื่อ ซีครอบส์ (Cecrop) ก็ได้พาบริวารอพยพเข้าไปในดินแดนประเทศกรีซ และได้ตั้งบ้านเรือนขึ้นที่แคว้น อัตติกา (Attica) นครใหม่แห่งนี้มีความสวยงามเป็นอันมาก จนเทพและเทพีทั้งหลายต่างอยากจะให้ชื่อของตนได้เป็นนามของนครแห่งนี้เทพและเทพีต่างถกเถียงกันในเทพสภาว่าใครควรจะได้สิทธิ์ในการใช้ชื่อของตนเองเป็นชื่อของนครแห่งนี้ หลังจากถกเถียงกันเนิ่นนาน เทพและเทพีต่างก็ยอมสละสิทธิ์ เหลือเพียงอาธีน่าและโพไซดอนเพียงสององค์ที่ไม่ยอมกั

        เพื่อป้องกันปัญหาลุกลามใหญ่โต มหาเทพซูสจึงให้โพไซดอนและเทพีอาธีน่าเนรมิตสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้นครใหม่ หากเทพสภาเห็นว่าสิ่งเนรมิตของใครมีประโยชน์มากกว่า เทพผู้เนรมิตก็จะเป็นผู้ได้รับชัยชนะโพไซดอนเนรมิตน้ำทะเลให้พวยพุ่งเป็นน้ำพุเป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ชาวเมือง ส่วนเทพีอาธีน่าเนรมิตเพียงต้นมะกอกต้นเดียวเหล่าเทพและเทพีต่างโต้เถียงกันว่าระหว่างน้ำพุกับต้นมะกอก อย่างไหนจะให้ประโยชน์แก่ชาวเมืองมากกว่ากันฝ่ายที่เข้าข้างโพไซดอนก็ว่าน้ำพุนั้นมีประโยชน์กว่า อีกทั้งน่าอัศจรรย์ในความสวยงามและความแรงของสายน้ำ ไม่เหมือนต้นมะกอกที่ไม่เห็นมีค่าอันใดส่วยฝ่ายที่เข้าข้างเทพีอาธีน่าก็แย้งว่าน้ำพุนั้นสวยงามก็จริง แต่มีรสเค็ม ไม่อาจสร้างประโยชน์อันใดได้ ส่วนต้นมะกอกนั้นมีประโยชน์ทั้งผลที่กินได้ ให้น้ำมัน และกิ่งก้านใช้ทำฟืนในฤดูหนาวผลการตัดสินของเหล่าเทพบุตรและเทพธิดาปรากฎว่าเทพบุตรเลือกน้ำพุของโพไซดอน ส่วนเทพธิดาเลือกต้นมะกอกของเทพีอาธีน่า และเนื่องจากเทพธิดามีจำนวนมากกว่าเทพบุตรอยู่ 1 องค์ ต้นมะกอกของเทพีอาธีน่าจึงชนะการแข่งขันเทพีอาธีน่าตั้งชื่อเมืองใหม่นั้นว่ากรุงเอเธนส์ และต้นมะกอกก็กลายเป็นสัญญลักษณ์แห่งกรุงเอเธนส์นับแต่นั้นมา

คลิ๊ก..เพื่อดูภาพขนาดใหญ่ จาก www.wga.hu

        เทพีอาธีน่านั้นมีฝีมือในเรื่องการถักทอยิ่งนัก ยากที่มนุษย์ เทพ หรือเทพีองค์ใดจะเทียบได้ แต่ก็มีดรุณีน้อยนางหนึ่งที่บังอาจคิดทาบรัศมีดรุณีน้อยผู้มีรูปโฉมสะคราญตาผู้นั้นชื่อว่า อารัคนี (Arachne) เธอมีฝีมือในการปั่นด้ายและทอผ้าอันน่าพิศวง และด้วยความหลงทนงในฝีมือทอผ้าของตน นางถึงกับบังอาจเปรียบเทียบว่าแม้เทพีอาธีน่าลงมาแข่งด้วยก็อาจพ่ายแพ้นาง  อารัคนีโอ้อวดฝีมือตนเองอยู่เนืองๆ จนเทพีอาธีน่ารำคาญ ต้องลงมาจากสวรรค์เพื่อลงโทษนางมนุษย์ผู้นี้เพื่อไม่ให้ใครอื่นบังอาจดูถูกวงศ์เทพอีก
        เทพีอาธีน่าจำแลงองค์เป็นหญิงชรา เดินเข้าไปในบ้านของอารัคนี และชวนเธอคุย ชั่วประเดี๋ยวเดียวนางอารัคนีก็เริ่มคุยถึงฝีมือทอผ้าของตน และคุยข่มว่าฝีมือนางนั้นเหนือกว่าเทพีอาธีน่า เทพีอาธีน่าในร่างของหญิงชรากล่าวเตือนนางไม่ให้ล่วงเกินเทพเจ้า แต่อารัคนีไม่สนใจ ยังกล่าวท้าทายให้เทพีอาธีน่าปรากฎกายมาเพื่อแข่งขันกันเทพีอาธีน่าจึงกลับคืนร่างและรับคำท้าของนาง เทพีและนางมนุษย์ผู้โอหัง ต่างจัดแจงตั้งหูก และต่างฝ่ายต่างทอลายผ้าอันงามวิจิตรขึ้น เทพีอาธีน่าทอเป็นลวดลายเนื้อเรื่องตอนที่แข่งกับเทพโพไซดอนเพื่อตั้งชื่อกรุงเอเธนส์ ส่วนอารัคนีทอลายเป็นเรื่องซูสลักพานางยูโรปา
        ครั้นทอเสร็จ ต่างฝ่ายต่างเอาลายผ้ามาเทียบเคียงกัน สาวเจ้าอารัคนีรู้ทันทีว่าผ้าทอของนางแพ้หลุดลุ่ย ลายรูปโคโลดแล่นลุยไปในทะเลที่มีคลื่นซัดสาดเป็นฟองมีนางยูโรปาเกาะเขาอยู่ ไม่อาจเทียบได้กับลายรูปเหล่าเทพที่เหมือนมีชีวิตของเทพีอาธีน่าได้
อารัคนีทั้งเจ็บทั้งอาย จึงเอาเชือกมาผูกคอหมายจะฆ่าตัวตาย เทพีอาธีน่าจึงรีบเปลี่ยนร่างของนางให้กลายเป็นแมงมุมและสาปแช่งนางให้ต้องปั่นและทอใยเรื่อยไปไม่มีเวลาหยุด เป็นการเตือนมนุษย์ผู้ทรนงไม่ให้หลงยกตนขึ้นเทียมเหล่าเทพอีก
เรื่องราวความรักของเทพีอาธีน่านั้นมีน้อย เนื่องจากพระนางเป็นเทพีครองความบริสุทธิ์ จะมีก็เพียงครั้งหนึ่งที่เทพการช่างเฮเฟตัสมาสู่ขอเทพีอาธีน่าต่อมหาเทพซูส มหาเทพประทานอนุญาต แต่บอกให้เฮเฟตัสไปทาบทามถามความสมัครใจจากเทพีอาธีน่าเอาเอง
เฮเฟตัสไปพูดขอเทพีอาธีน่าแต่งงาน แต่พระนางไม่ยินดีด้วย เทพเฮเฟตัสจึงตรงเข้าไล่ปลุกปล้ำนาง ระหว่างนั้นเฮเฟตัสได้ปล่อยของไม่บริสุทธิ์ให้ตกลงมายังพื้นโลก บังเกิดเป็นทารกขึ้นมาคนหนึ่งซึ่งเทพีอาธีน่าก็สงเคราะห์รับทารกนั้นไว้ บรรจุหีบให้งูเฝ้า และส่งมอบให้ธิดาสาวท้าวซีครอปส์ดูแลโดยห้ามเด็ดขาดมิให้เปิดหีบดู แต่ธิดาสาวท้าวซีครอปส์ไม่เชื่อฟัง พยายามจะเปิดหีบ ครั้นเห็นงูเข้าก็ตกใจวิ่งหนีจนตกเขาตาย
ทารกนั้นมีชื่อว่า อิริคโธเนียส (Erichthonius) ซึ่งต่อมาก็ได้ครองกรุงเอเธนส์  ส่วนเทพีอาธีน่านั้นก็ไม่ได้รับการเกี้ยวพานจากเทพองค์ใดอีกเลย
เทพีอาธีน่านั้นมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นที่ปรึกษาให้กับมหาเทพซูส พระนางทรงอยู่เคียงข้างเพื่อคอยให้คำแนะนำแก่ซูสเทพบิดาอยู่เกือบตลอดเวลา เมื่อครั้งที่ซูสตกใจเตลิดหนีอสูรร้ายไทฟอนไปนั้น ก็ได้เทพีอาธีน่าพูดเตือนสติจนซูสกลับมาต่อสู้กับไทฟอนจนได้รับชัยชนะ ส่วนในโลกมนุษย์นั้น เทพีอาธีน่าก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือวีรบุรุษหลายคน คือ  ช่วยเฮอร์คิวลิสสทำงาน 12 อย่างตามคำสั่งของเทพีเฮร่า   ช่วยเพอร์ซีอุสสังหารนางอสูรเมดูซ่า
ช่วยโอดีสซีอุส ให้เดินทางกลับบ้านจากยุทธภูมิทรอยอย่างปลอดภัย   ช่วยเตเลมาคัสบุตรชายของโอดีสซีอุสให้ตามหาพ่อจนสำเร็จ และในสงครามทรอยนั้นเทพีอาธีน่าก็เป็นต้นเหตุหนึ่งของมหาสงคราม เนื่องจากเป็นหนึ่งในสามเทพีที่แย่งชิงตำแหน่งเทพีที่งามที่สุดแห่งสรวงสวรรค์ และเมื่อเกิดสงครามกรุงทรอย เทพีอาธีน่าก็เข้าร่วมรบอยู่กับฝ่ายกองทัพกรีก  






อะโฟรไดต์


        เทพีแห่งความงาม ความรัก และราคะกล่าวกันว่า อะโฟรไดต์ เป็นเทพธิดาที่มีความงาม 1 ใน 3 ของเทพธิดาที่งามที่สุดบนสรวงสวรรค์ คือ อะโฟรไดต์ เฮร่า และอาธีน่เฮร่านั้นเป็นมเหสีของมหาเทพซูส เป็นเทพมารดา และเป็นเทพแห่งการแต่งงาน เป็นเทพีขี้หึงเนื่องจากต้องคอยไล่ตามมหาเทพซูสที่แอบไปมีชายาลับจำนวนมากอาธีน่า เป็นธิดาของมหาเทพซูส เป็นเทพีแห่งสติปัญญา มักจะอยู่เคียงข้างมหาเทพซูสเพื่อให้คำแนะนำต่างๆ
        คลิ๊ก..เพื่อดูภาพขนาดใหญ่ จาก www.wga.hu
        ส่วนอะโฟรไดต์ เป็นเทพีที่เกิดจากฟองคลื่น เป็นเทพธิดาแห่งความงาม ความรักและราคะ มีนิสัยชอบช่วยเหลือผู้ที่มีความรัก แต่บ่อยครั้งก็จะซ้ำเติมและลงโทษให้ผู้มีความรักต้องระทมทุกข์หนักเพราะความรักมากยิ่งขึ้นไปอีกกำเนิดอะโฟรไดต์นั้นมีหลายตำนาน ตำนานที่สอดคล้องกับชื่อที่แปลว่าฟองคลื่นนั้นต้องนับเวลาย้อนหลังไปครั้งที่อูรานอสถูกโค่นอำนาจเมื่อโครนอสได้รับความช่วยเหลือจากจอมมารดาไกอาปลดปล่อยจากตรุนรกทาร์ทะรัสและมอบเคียวให้เป็นอาวุธ โครนอสก็ย้อนกลับมาต่อสู้กับจอมบิดาอูรานอส และเอาชนะอูรานอสได้ โครนอสใช้เคียวตัดอัณฑะอูรานอสโยนขว้างทิ้งลงทะเลแถวเกาะไซเธอรา ทำให้เกิดฟองคลื่นขาวจำนวนมากในทะเล และเทพีอะโฟรไดต์ก็ได้ถือกำเนิดอยู่ในฟองคลื่นนั้นเทพลมทิศใต้ได้พัดพาฟองคลื่นนี้ไปขึ้นเกาะไซปรัสบางทีจึงเรียกเทพีอะโฟรไดต์ว่าไซเธอเรีย (Cytherea) หรือ ไซเพรียน (Cyprian) ตามชื่อเกาะ เมื่อขึ้นเกาะไซปรัสแล้วเทพแห่งฤดูกาลได้นำอาภรณ์สวยงามมาให้อะโฟรไดต์ทีใส่ หาต่างหูและมงกุฎทองคำมาให้ และพาอะโฟรไดต์ขึ้นเขาโอลิมปัส การปรากฎกายบนสวรรค์เป็นครั้งแรกนี้เทพบุตรทั้งหลายต่างก็พากันหลงเสน่ห์ความงามของอะโฟรไดต์และต่างอยากได้นางไว้เป็นชายากันถ้วนหน้า รวมทั้งมหาเทพซูสด้วย แต่ซูสก็เล็งเห็นว่าสวรรค์คงจะปั่นป่วนเพราะเทพบุตรทั้งหลายคงจะต่อสู้กันเพื่อชิงกันเป็นเจ้าของอะโฟรไดต์เป็นแน่ ซูสจึงรีบประทานนางให้แก่เทพการช่างขาพิการ เฮเฟตัส โดยอ้างว่าเป็นรางวัลที่เฮเฟตัสสร้างและตกแต่งสวรรค์โอลิมปัสให้สวยงาม
         
  เฮเฟตัสผู้โชคดีพยายามเอาอกเอาใจเทพธิดาแสนสวยผู้เป็นชายาโดยการประดิษฐ์เข็มขัดที่เมื่อสวมใส่เมื่อไรจะทำให้อะโฟรไดต์มีเสน่ห์ตรึงใจมากขึ้นจนผู้พบเห็นไม่อาจหักห้ามใจรักได้อะโฟรไดต์นั้นคงทนอยู่กับเฮเฟตัสเทพสวามีผู้อัปลักษณ์เนื้อตัวดำเพราะทำงานถลุงเหล็กทั้งวันไม่ได้ เธอจึงแยกที่หลับที่นอนมาอยู่ตามลำพังบนโอลิมปัส ปล่อยให้เฮเฟตัสทำงานหนักเหมือนกรรมกรอยู่ในโรงงานบนโลกมนุษย์ตามลำพังต่อมา อะโฟรไดต์ก็ก่อเรื่องอื้อฉาวโดยการเป็นชู้กับแอรีสเทพแห่งสงครามจนเกิดเสียงซุบซิบร่ำลือไปทั้งสวรรค์ ทำให้เฮเฟตัสประดิษฐ์ตาข่ายวิเศษเอาไว้เพื่อมัดตัวทั้งคู่ จนวันหนึ่งอะโฟรไดต์และแอรีสเผลอหลับนอนด้วยกันและตื่นไม่ทันก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เทพอพอลโลมองเห็นจึงบอกให้เฮเฟตัสรู้ เฮเฟตัสจึงนำตาข่ายมามัดตัวคู่ชู้ทั้งสองไว้ได้ในสภาพเปลือยเปล่า และพามาให้เทพสภาตัดสินคดี แต่เทพสภากลับตัดสินให้อะโฟรไดต์กับแอรีสไม่มีความผิด เนื่องจากพ่ายแพ้ต่อมนต์อำนาจของเข็มขัดที่เฮเฟตัสทำให้อะโฟรไดต์สวมใส่นั่นเองอะโฟรไดต์มีเทพบุตรและเทพธิดากับแอรีส 3 คน คือ นางเฮอร์ไมโอนี อีรอส และแอนติรอสนอกจากแอรีสแล้วอะโฟรไดต์ก็ยังแอบไปมีสัมพันธ์สวาทกับเทพองค์อื่นๆ อีก คือ ไดโอนีซุส เฮอร์มีส และโพไซดอน และมีโอรสกับไดโอนีซุสชื่อเพรียปัส มีโอรสกับเฮอร์มีสชื่อเฮอร์มาโฟรไดทัสซึ่งเป็นเทพกระเทย และมีโอรสกับโพไซดอนชื่อโรดัสกับฮีโรฟิลัสนอกจากนี้อะโฟรไดต์ยังมีชู้รักเป็นมนุษย์อีก 2 คน คือ อโดนิส (Adonis) กับแอนไคซีส (Anchises)เรื่องราวความรักที่อะโฟรไดต์มีต่อหนุ่มอโดนิสนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากวันหนึ่งอะโฟรไดต์เดินหยอกเล่นอยู่กับกามเทพอีรอสผู้เป็นเทพบุตรอยู่ในป่า บังเอิญถูกศรซึ่งอีรอสถืออยู่สะกิดเอาที่อก ด้วยอำนาจของศรรักทำให้อะโฟรไดต์หลงรัก อโดนิส หนุ่มนักล่าสัตว์ที่ผ่านมาพอดี

      



          แต่ความรักกับหนุ่มอโดนิสนั้นมีปัญหาต้องแย่งชิงกับเทพีเพอร์ซีโฟเน่ชายาของฮาเดสเทพโลกันต์ ศึกชิงหนุ่มของสองเทพี    ล่วงรู้ไปถึงมหาเทพซูส มหาเทพจึงตัดสินให้อโดนิสอยู่กับเพอร์ซีโฟเน่ 4 เดือน อยู่กับอะโฟรไดต์ที 4 เดือน และอีก 4 เดือนให้อโดนิสเลือกอยู่กับใครก็ได้ซึ่งอโดนิสก็เลือกที่จะอยู่กับอะโฟรไดต์ อะโฟรไดต์ลงมาจากสวรรค์เพื่อติดตามใกล้ชิดอโดนิส คอยแนะนำตักเตือนอโดนิสให้ระวังอันตรายเวลาเข้าป่าล่าสัตว์ แตวันหนึ่งอะโฟรไดต์มีธุระต้องจากอโดนิสไป ระหว่างที่อโดนิสเข้าป่าล่าสัตว์ตามลำพัง แอรีสที่คอยตามมาหึงหวงอะโฟรไดต์ชู้รักอยู่ก็แปลงกายเป็นหมูป่ามาขวิดอโดนิสถึงแก่ความตายอะโฟรไดต์กลับมาพบร่างหนุ่มสุดที่รักตายจากไปก็เศร้าโศกเสียใจเป็นอันมาก หยาดน้ำตาของเทพีแห่งความงามหยดลงต้องหยดเลือดสีแดงของอโดนิส ก่อให้เกิดดอกไม้ที่เป็นอนุสรณ์แห่งความรัก เรียกว่า ดอกอโดนิส อะโฟรไดต์เป็นชู้กับมนุษย์อีกคนเป็นกษัตริย์ชื่อ แอนไคซีส แต่เพราะแอนไคซิสเมาจึงเผลอปากเปิดเผยความสัมพันธ์ของเขาซึ่งเป็นมนุษย์กับเทพีสวรรค์ มหาเทพซูสจึงขว้างสายฟ้ามาลงโทษ โชคดีที่อะโฟรไดทีเอาเข็มขัดรับสายฟ้านั้นไว้ได้ แต่แอนไคซีสก็ตกใจจนไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้อีกเลยอะโฟรไดต์มีโอรสกับแอนไคซีส มีร่างเป็นครึ่งเทพครึ่งมนุษย์นามว่า อีเนียส (Aenias) ซึ่งต่อมาได้ไปเข้าร่วมสงครามกรุงทรอย และย้ายไปอยู่อิตาลี เป็นต้นตระกูลของชาวโรมันอะโฟรไดต์นั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากในสงครามกรุงทรอย เนื่องจากเมื่อมีการแย่งชิงตำแหน่งเทพีที่สวยที่สุดในสวรรค์ระหว่างอะโฟรไดต์ เฮร่า และอาธีน่า มหาเทพซูสไม่อาจตัดสินให้ใครชนะได้เนื่องจากคนหนึ่งเป็นมเหสี คนหนึ่งเป็นธิดา และอีกคนหนึ่งเป็นลูกสะไภ้ มหาเทพจึงแนะให้สามเทพีไปหาเด็กเลี้ยงแกะชื่อปารีสให้เป็นผู้ตัดสิน





เฮเฟสตัส


        เฮเฟตัสเป็นเทพบุตรของมหาเทพซูสกับพระมเหสีเฮร่า แต่เมื่อดูจากเหตุกำเนิดก็อาจจะกล่าวได้ว่าเฮเฟตัสนั้นเป็นเทพบุตรแห่งพระนางเฮร่าเพียงองค์เดียวก็ได้ เหตุนั้นมาจากเมื่อซูสเทพบิดรให้กำเนิดเทพีอาธีน่าโดยการผ่าออกมาจากศีรษะ พระนางเฮร่าก็มีทิฏฐิ พระนางจึงให้กำเนิดเฮเฟตัสโดยให้ออกมาจากหัวบ้างโดยไม่ต้องพึ่งพาซูสผู้เป็นพระสวามี

        เฮเฟตัสนั้นเป็นเทพติดแม่ เมื่อเทพีเฮร่ากับซูสจอมเทพทะเลาะกันเมื่อใด เฮเฟตัสเป็นต้องเข้าข้างพระนางเฮร่าทุกคราวไป ซูสจึงไม่ค่อยชอบใจเฮเฟตัสนัก

เมื่อคราวที่พระนางเฮร่านำกบฏจะโค่นอำนาจซูสแต่แผนนั้นล้มเหลว ซูสลงโทษพระนางโดยการใช้เชือกเงินผูกขาและจับพระนางเฮร่าห้อยหัวแขวนไว้กับสวรรค์ เฮเฟตัสก็เข้าช่วยเหลือเทพมารดาเช่นเดิม ทำให้ซูสโกรธและจับเฮเฟตัสโยนลงมาจากสวรรค์เฮเฟตัสตกจากสวรรค์ถึง 9 วันกว่าจะถึงพื้นโลก ด้วยความสูงเช่นนี้ทำให้เฮเฟตัสขาหัก กลายเป็นเทพพิการตั้งแต่บัดนั้นเฮเฟตัสสร้างวังอาศัยอยู่บนโลกมนุษย์ตั้งใจจะไม่กลับไปอยู่บนสวรรค์โอลิมปัสอีก และด้วยความชำนาญในการช่าง เฮเฟตัสจึงตั้งโรงงานผลิตอาวุธต่างๆ ตามที่ตนถนัดอยู่บนโลกมนุษย์โดยมีพวกยักษ์ไซคลอปส์ซึ่งมีฝีมือในการช่างเช่นกันเป็นลูกมือ

แม้จะไม่ตั้งใจกลับสวรรค์แต่เทพเฮเฟตัสก็ตั้งความหวังว่าพระนางเฮร่าเทพมารดาจะลงมาเยี่ยมบ้าง แต่รอแล้วรอเล่าเทพมารดาก็ไม่ลงมาหา ด้วยความน้อยใจเฮเฟตัสจึงสร้างบัลลังก์ทองคำที่สวยงามหาที่ติมิได้ส่งไปถวายเทพมารดา แต่เมื่อเทพมารดานั่งลง บัลลังก์ทองนั้นก็มีกลไกมายึดองค์ไว้อย่างมั่นคง ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้

เฮอร์มีส เทพผู้เป็นเลิศทางการทูตอาสาลงมาเจรจากับเฮเฟตัส แต่ไม่ว่าจะพูดจูงใจด้วยด้วยคำอย่างไรเฮเฟตัสก็ไม่ยอมปล่อยเทพมารดา  ทวยเทพจึงประชุมปรึกษากันอีกวาระหนึ่ง และเห็นชอบให้ไดโอนีซุสลงมาเกลี้ยกล่อมเฮเฟตัส ไดโอนีซุสเกลี้ยกล่อมเฮเฟตัสด้วยเหล้าองุ่นจนเฮเฟตัสเคลิบเคลิ้มมึนเมาจึงสามารถพาตัวเฮเฟตัสขึ้นไปแก้เครื่องกลพันธนาการให้เทพมารดาได้สำเร็จจากนั้นไดโอนีซุสก็เกลี้ยกล่อมเทพบิดร เทพมารดา และเทพบุตร ให้กลับมาออมชอมกันได้ดังเดิมแต่แม้จะได้การยอมรับให้กลับไปอยู่เขาโอลิมปัสดังเดิม แต่เฮเฟตัสก็ยังยินดีอยู่บนโลกมนุษย์ จะขึ้นสวรรค์ไปก็ต่อเมื่อมีการประชุมเทพสภาเท่านั้น

        เฮเฟตัสเทพผู้พิการ แต่กลับมีชายาที่แสนสวย เพราะชายาของเฮเฟตัสนั้นคือ อะโฟรไดต์ (Aphrodite) แต่เพราะความสง่างามที่ไม่เสมอกัน อะโฟรไดต์จึงมักนอกใจเฮเฟตัสไปกับเทพบุตรรูปงามอื่นๆ อีกหลายองค์

 





ไดโอนีซุส 


        แบกคัส หรือ ไดโอนิซัส (dionysus) ตามชื่อกรีก ได้รับการยกย่องเป็นเทพองค์หนึ่งในคณะเทพโอลิมเปียน และเป็นที่นับถือของชนทั้งหลายในฐานะเทพผู้พบและครองผลองุ่น ต่อมาเป็นเทพครองน้ำองุ่นตลอดจนความเมาเนื่องจากการดื่มน้ำองุ่นด้วย 

        ไดโอนิซัส เป็นบุตรของซูสเทพบดี กับนาง สีมิลี ธิดาของแคดมัสผู้สร้างเมืองธีบส์ กับนางเฮอร์ไมโอนี การกำเนิด ของเทพไดโอนิซัสนับว่าน่าสงสารทีเดียว เหตุเพราะความหึงหวงของเจ้าแม่ฮีรา กล่าวคือ   เมื่อเทพปริณายกซูสไปเกิดมีความปฏิพัทธ์พิศวาสนางสีมิลี จึงได้จำแลงองค์เป็นมานพลงมาแทะโลมและสมสู่ด้วย ถึง แม้ว่านางจะได้รับแต่คำบอกเล่าของมานพ โดยไม่มีอะไรพิสูจน์ว่ามานพนั้นคือเทพไท้ซูส นางก็พอใจและปิติยินดีไม่ติดใจ สงสัยอันใด ไม่ช้าเรื่องพิศวาสระหว่างซูสเทพบดีกับนางสีมิลีก็แพร่งพรายไปถึงเจ้าแม่ฮีราผู้หึงหวง เจ้าแม่มุ่งมั่นจะให้เรื่องนี้ ยุติเสียทันที จึงจำแลงองค์เป็นนางพี่เลี้ยงแก่ของสีมิลีเข้าไปในห้องของนาง และชวนคุย พอได้ช่องก็ซักเรื่องเกี่ยวโยงไปถึง เรื่องความรักของนาง และออกอุบายให้นางหลงเชื่อเกี่ยวกับประวัติอันน่าสงสัยของมานพผู้นั้นว่าจะเป็นซูสจำแลงมาจริงหรือไม่ โดยให้มานพนั้นปรากฏกายให้เห็นในลักษณะของเทพเจ้า ซึ่งนางสีมิลีก็หลงเชื่อในที่สุดและตกลงใจที่จะกระทำตามที่พี่เลี้ยง แก่แนะนำ เมื่อซูสเสด็จลงมาอีก นางสีมิลีจึงหว่านล้อมให้ไท้เธอสาบาน โดยอ้างแม่น้ำสติกซ์เป็นทิพยพยานว่าไท้เธอจะโปรด ประทานฉันทานุมัติตามคำของนางประการหนึ่ง ครั้นไท้เธอสาบานแล้วนางก็ทูลความประสงค์ของนางให้ทราบ ซูสเทพบดีถึงแก่ ตกตะลึงด้วยคิดไม่ถึงว่านางจะทูลขอในข้อฉกรรจ์ถึงเพียงนี้ ไท้เธอตระหนักดีว่า ถ้าไท้เธอสำแดงองค์ให้ปรากฏตามจริง ก็จะ ทำให้นางสีมิลีผู้เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาไม่อาจมีชีวิตได้ แต่อย่างไรก็ดีไท้เธอก็มีพันธะที่จะต้องปฏิบัติตามสาบานอย่าง เคร่งครัด ไม่มีทางจะบ่ายเบี่ยงได้ ด้วยว่าการละเมิดคำสาบานซึ่งอ้างแม่น้ำสติกซ์อันศักดิ์สิทธิ์เป็นทิพยพยานนั้นย่อมบังเกิดผล ร้ายกับเทพผู้สาบานทุกองค์เหมือนกันหมด ไม่มีที่ยกเว้นแม้แต่องค์เทพบดีซูสเอง    ซูสเนรมิตองค์ให้ปรากฏตามลักษณะประกอบด้วยทิพยาภิสังขารอันเป็นจริง พอนางสีมิลีได้เห็นภาพของไท้เธอ ด้วยตาอันพร่าพราว นางก็ถึงแก่ล้มกลิ้งด้วยไม่อาจทนต่อทิพยอำนาจของไท้เธอได้ และในชั่วพริบตาก็บังเกิดไฟลุกขึ้นเผา ผลาญนางให้วอดวายกลายเป็น จุณไป ในขณะนั้นนางสีมิลีทรงครรภ์อยู่ แม้ซูสไม่อาจช่วยชีวิตของนางไว้ได้ แต่ก็ยังสามารถ ช่วยบุตรได้ ไท้เธอฉวยทารกออกจากไฟฝัง ไว้ในต้นชานุมณฑลของไท้เธอเอง ทารกคงอยู่ในที่นั้นต่อจากที่ได้อยู่ในครรภ์ มารดามาแล้ว จนครบกำหนดคลอด ซูสจึงเอาทารกออก มอบให้นางอัปสรพวกหนึ่งเรียกว่า ไนสยาดีส (Nysiades) เป็นผู้ อนุบาล นางอัปสรพวกนี้เอาใจใส่อนุบาลทารกอย่างทะนุถนอมเป็น อย่างดี ซุสจึงโปรดเนรมิตให้กลายเป็นกลุ่มดาวหนึ่ง เรียกว่า ไฮยาดีส (Hyades) ส่วนทารกน้อยผู้ที่ ถูกนางอัปสรเลี้ยงดู มีชื่อว่า ไดโอนิซัส หรือ แบกคัส นั่น  แม้ว่ากำเนิดแท้จริงของไดโอนิซัสจะเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งเทพ แต่ก็ได้รับการยอมรับให้เป็นเทพอย่าง สมบูรณ์ มีความเป็น อมฤตภาพเช่นเดียวกับเหล่าเทพสภาอื่น ๆ บนสวรรค์ชั้นโอลิมปัส แต่ไดโอนิซัสรักที่จะ เดินทางท่องเที่ยวไปบนผืนดินอัน กว้างขวางมากกว่า ไปทางไหนก็นำความชุ่มชื้นแห่งสุราเมรัยติดไปด้วย คนที่มองเห็นคุณความดีของเธอพากันเคารพนับถือ ส่วนคนที่ดูถูกเหยียดหยามมักถูกลงโทษ ในฐานะที่เพิ่ง จะดำรงตำแหน่งเทพ ไดโอนิซัสไม่ประสบความสำเร็จในการทำให้ คนนับถือสักเท่าใดนัก ครั้นเวลาผ่านไป และคุณกับโทษของเธอเป็นที่ประจักษ์ชัดขึ้น มนุษย์ส่วนใหญ่จึงพากันเคารพนับถือ และสร้างวิหารถวายแด่ เมรัยเทพเป็นการใหญ่ 

       ไดโอนิซัส ทำให้พื้นดินสะพรั่งไปด้วยองุ่นรสเลิศที่ทรงคุณประโยชน์มากหลาย ทำให้ผู้คนอิ่มหนำ และชื่นบาน แต่มีหลายครั้งที่ไดโอนิซัสทำให้คนกลายเป็นวิกลจริตอย่างน่าสมเพช ในจำนวนนี้มีสตรีกลุ่ม หนึ่งซึ่งเรียกว่า เมนาดส์ (Maenads) ซึ่งถูกพิษของเมรัย ทำให้เป็นบ้าหมดสติไปทุกคน ต่างกระโดด โลดเต้นร้องรำทำเพลงไปตามป่าเขาลำเนาไพร อย่างขาดสติ บางครั้งก็มาห้อมล้อมติดสอยห้อยตามไดโอนิซัส ไปด้วย ต่อมาในยุคโรมันเมื่อไดโอนิซัสได้รับชื่อเป็นภาษาละตินว่า แบกคัส (Bacchus) คณานางสติไม่ สมบูรณืเหล่าสตรีก็ได้รับชื่อใหม่ว่า แบกคันทีส(Bacchantes) จึงออกจะเป็นถาพที่ ประหลาดมากที่ชาย หนุ่มรูปงามคนหนึ่งจะเดินทางไปไหน ๆ โดยแวดล้อมด้วยผู้หญิงบ้า

      เรื่องราวความรักของไดโอนิซัสก็มีบ้าง แต่เป็นรักที่ลงเอยด้วยความเศร้าสลด คือเธอไปพบและช่วยเหลือนาง อาริแอดนี่ (Ariadne) ธิดาเจ้ากรุงครีตไว้ได้ อาริแอดนี่ ธิดาของท้าว ไมนอสแห่งนตรครีต ซึ่งเลี้ยงอสูรร้ายชื่อ มิโนทอร์เอาไว้ใต้ดิน เมื่อวีรบุรุษ ธีลิอัสเดินทางไปครีตเพื่อเป็นเหยื่อแก่มิโนทอร์ นวลอนงค์ก็เกิดมีใจปฏิพัทธ์กับเจ้าชาย หนุ่ม จึงหาทางช่วยเหลือและพาหนีออกเกาะครีตได้สำเร็จ แต่ทว่านางถูกทอดทิ้งไว้เดียวดายบนเกาะร้างแห่งหนึ่ง ไดโอนิซัส ไปพบเข้าจึงเกิดความสงสารและรักนาง แต่รักได้ไม่นาน อาริแอดนี่ก็ตายลง ไดโอนิซัสสุดเสียใจนัก จึงไม่มีรักใหม่อีกเลย ตัวของไดโอนิซัสเองก็มีชีวิตแสนเศร้าพอ ๆ กับรักของเธอเอง ใครคิดบ้างว่าเทพที่มีกายเป็นอมฤตภาพก็มีโอกาส ตายได้เช่นกัน นักกวีชาวกรีกโบราณเขาเขียนขึ้นตามความเป็นจริงของต้นองุ่น

         กล่าวคือ เมื่อถึงฤดูเก็บองุ่น ชาวบ้านจะฟันเอากิ่งที่มีองุ่นติดเต็มไปหมด เหลือไว้แต่ต้นโดดเดี่ยว มองดูแล้วน่า สะพรึงกลัว เพราะมีแต่ลำต้นลุ่น ๆ ปราศจากกิ่งก้านสาขา แต่ไม่นานเมื่อเวลาผ่านไป ต้นองุ่นก็ค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับแตกแยก กิ่งก้านและใบสวยงาม ต่อจากนั้นก็ผลิดอกออกผลเป็นที่เจริญตาอีกครั้ง  ฉันใดฉันนั้นเทพไดโอนิซัส ตามตำนานกล่าวว่า เธอถูกยักษ์เผ่าวงศ์ไทแทน ทำร้ายอย่างน่าสยองขวัญด้วยการฉีก ร่างออกเป็นชิ้น ๆ ก็ดั่งต้นองุ่นที่ถูกตัดกิ่งก้านเพื่อเก็บผลของมัน แต่ไม่นานนัก เทพไดโอนิซัสก็จับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ก็ ในเวลาที่เธอฟื้นจากความตายนี่แหละ ที่ใคร ๆ ทั้งเทวดาและมนุษย์ต่างก็ชื่นชมยินดี และจัดงานรื่นเริงฉลองรับขวัญกัน เอิกเกริก และจากการตายนี้เอง ไดโอนิซัสได้ช่วยเหลือมารดาที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนจากหัตถ์ของยมเทพ และนำ ขึ้นสถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นโอลิมปัสได้อย่างปลอดภัย 

         เรื่องมีอยู่ว่า เทพไดโอนิซัส ได้ติดตามหามารดาในปรโลก เมื่อพบแล้วเธอก็ขอนางคืน มาจากยมเทพฮาเดส แต่มัจจุราชไม่ยินยอม จนเกิดการโต้เถียงกันว่าใครจะเหนือกว่าใคร ไดโอนิซัสบอกคำเดียวว่า ตนนั้นเหนือกว่ามัจจุราช เพราะเธอสามารถตายแล้วคืนชีพได้อีก ไม่ เคยมีเทพองค์ใดกระทำได้อย่างเธอเลย เทพฮาเดสเห็นจริงตามนั้น ก็ยอมมอบนางสิมิลีให้บุตร ชายพาออกจากแดนบาดาลไป เทพไดโอนิซัสจึงพามารดาขึ้นสวรรค์บนโอลิมปัส ที่นั่นเหล่าเทพ น้อยใหญ่ต่างต้อนรับนางสิมิลีเป็นอย่างดี โดยที่นางเป็นอมตขนคนเดียวที่อยู่ท่ามกลางอมตเทพ ทั้งปวงและฮีร่าเทวีก็ทำอะไรมิได้อีก    เทพ Dionysus หรือ Dionysos(หรือ Bacchus ในเทพนิยายกรีกและโรมัน) นอกจากถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งไวน์แล้ว ยังรวมถึง เทพผู้นำความเจริญ อารยธรรม(Civilization) ,ผู้สร้างกฏระเบียบ(Lawgiver) , และผู้รักสันติ(Lover of Peace) และรวมทั้งความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร(Agriculture) และเรื่อยไปถึงการละคร(Theater)

        ในตำนานกรีก บ้างก็ว่า Dionysus เป็นบุตรของเทพ Zeus และนาง Semele …บ้างก็ว่าเป็นบุตรแห่ง Zeus และ Persephone

         วัวตัวผู้(Bull), งูใหญ่(Serpent),ต้นไอวี่และไวน์(The ivy and wine) ถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์แห่งเทพ Dionysus และนอกจากนี้มักจะออกมาในภาพของเทพผู้ขี่เสือดาว(Leopard)เป็นพาหนะ,สวมใส่อาภรณ์หนังเสือดาว,หรือ ในภาพของเทพผู้ทรงราชรถ ที่ชักลากโดยเสือดำ(Panthers)  ในบางแห่งขนานนามเทพผู้นี้ในนาม "The god of cats and savagery"(เทพแห่งเหล่าหญิงเลวและคนป่าเถื่อน) ก็มี







แหล่งที่มา : http://variety.phuketindex.com

                    http://www.tumnandd.com/

                    http://hilight.kapook.com/view/52086
        
                    http://greeknaru.blogspot.com/2010/09/hades
   
Comments