เริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ – เครื่องดนตรีที่เหมาะสม


          นักการศึกษาได้ยอมรับกันมาช้านานว่า การเรียนดนตรีตั้งแต่เด็ก มีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาทั้งด้านร่างกายและจิตใจของเด็ก ช่วยพัฒนาสมองและกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ อย่างสัมพันธ์กัน ทำให้มีความจำดี และมีสุขภาพจิตที่ดี
          การพัฒนาดังกล่าวนี้ กล่าวกันว่าจะต้องพัฒนาให้ทันเวลา คือเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีที่สุด ควรให้เด็กเริ่มเรียนดนตรีเมื่ออายุน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

          นักการศึกษาได้จำแนก การเรียนรู้ออกเป็น 3 อย่าง ได้แก่

          1. Cognitive Domain – พุทธิพิสัย เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับความจำและความเข้าใจ เป็นต้น

          2. Affective Domain – จิตพิสัย เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับเจตคติ ความรู้สึก ค่านิยมที่มีผลต่อวิถีชีวิต เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปศาสตร์แขนงต่างๆ รวมถึงคุณธรรมจริยธรรมด้วย

          3. Psychomotor Domain – ทักษะพิสัย เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคลื่อนไหวร่างกายที่ซับซ้อนต้องอาศัยทักษะหรือความชำนาญเป็นพิเศษ (Skilled Movements) โดยเป็นการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อที่สัมพันธ์กันกับปฏิกิริยาทางสมอง1


          จะเห็นได้ว่า การเรียนดนตรีเป็นการเรียนรู้ครบทั้ง 3 ด้านนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียนดนตรีโดยใช้เครื่องดนตรี ที่เป็นการเรียนรู้การเคลื่อนไหวร่างกายที่ซับซ้อน กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีในสมอง ก่อให้เกิดความเฉลียวฉลาด มีสมาธิและความจำดี

          วัยเด็กเป็นวัยที่สมองและกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เจริญเติบโต นักการศึกษาด้านดนตรีจึงแนะนำให้เริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อย คือควรเริ่มเรียนดนตรีเมื่ออายุน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
          การร้องเพลง การปรบมือ การเล่นกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับดนตรี ล้วนมีส่วนช่วยพัฒนาทั้งด้านร่างกายและจิตใจของเด็ก

          สำหรับการเรียนดนตรีด้วยเครื่องดนตรี2 สามารถเริ่มได้ที่อายุประมาณ 5-6 ขวบ3

          แต่ก็มิใช่เครื่องดนตรีทุกอย่างจะเหมาะสำหรับเด็กอายุ 5-6 ขวบ เครื่องดนตรีที่เหมาะสมและเป็นไปได้จะต้องเป็นเครื่องดนตรีที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก เหมาะกับนิ้วมือเล็กๆ ของเด็กในวัยนี้ (ยกเว้นเครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ดที่มีขนาดใหญ่ แต่เด็กไม่ต้องแบกเอง)


 
เครื่องดนตรีสำหรับเด็กอายุ 5-6 ขวบ

          เปียโน (Piano)
             แม้จะเป็นเครื่องดนตรีขนาดใหญ่ แต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเล่นดนตรีของเด็ก เนื่องจากเครื่องดนตรีประเภทนี้เป็นเครื่องดนตรีที่วางอยู่บนพื้นห้อง เด็กไม่ต้องแบกเอง และระยะห่างของลิ้มนิ้ว (Keys) แต่ละลิ่มก็ไม่กว้างจนเกินไปสำหรับนิ้วมือของเด็กในวัยนี้

          ฟลูต (Flute)
             ฟลูตเป็นเครื่องเป่า (Wind Instrument)4 ชนิดเดียวที่เหมาะสมสำหรับเด็กอายุ 5-6 ขวบ เพราะเป็นเครื่องดนตรีที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก และท่อนหัวของฟลูตยังสามารถปรับเปลี่ยนไปใช้แบบโค้งงอ ทำให้ฟลูตมีขนาดที่ไม่ยาวเกินไปสำหรับเด็ก

             ท่อนหัวแบบโค้ง (Curved Headjoint) ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องเด็กเอื้อมมือไม่ถึง


                           

               นอกจากนั้น ถ้าเลือกให้เด็กใช้ฟลูตแบบที่มี ระบบกลไกแบบออฟเซตจี (Offset G System) ก็จะทำให้เด็กเป่าได้สบาย

               ส่วนเครื่องเป่าไม้อื่นๆ (โอโบ, คลาลิเน็ต, บาสซูน) มีขนาดยาวเกินไป จึงยังไม่เหมาะสมกับเด็กอายุ 5-6 ขวบ5


          ไวโอลิน (Violin)
             ไวโอลินเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย (String Instrument) ที่มีขนาดเล็กที่สุด แต่ไวโอลินขนาดปรกติก็อาจมีขนาดที่ใหญ่เกินไป
             ปัจจุบันนี้มีไวโอลินขนาดเล็กที่ย่อส่วนลงจากขนาดปรกติ ที่ทำให้เด็กอายุ 5-6 ขวบเรียนได้ และมีแบบที่ย่อให้เล็กลงมากๆ สำหรับเด็กอายุ ประมาณ 2 ขวบครึ่ง ถึง 3 ขวบ
             ความเหมาะสมในการเริ่มเรียนไวโอลินด้วยไวโอลินแบบที่ย่อส่วนลงมากๆ ยังเป็นที่ถกเถียงกันของครูไวโอลินทั่วโลก ว่าอาจก่อให้เกิดปัญหาทางด้านการวางรากฐานทางเทคนิค (Rudiment Technique) หรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรวิจัย



ภาคผนวก


ซอลเฟจ (Solfège) – ทฤษฎีดนตรีภาคปฏิบัติ

          สิ่งที่จะทำให้การเรียนดนตรีง่ายขึ้น โดยเฉพาะสำหรับเด็กๆ (รวมทั้งผู้ใหญ่) ที่เพิ่งเริ่มเรียนดนตรี คือ วิชาซอลเฟจ (Solfège) ซึ่งเป็นวิชาทฤษฎีดนตรีภาคปฏิบัติ (Practical Theory)

          การเรียนทฤษฎีดนตรีบนกระดานหรือในกระดาษเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ผู้เรียนเข้าถึง “เสียง” ที่แท้จริงได้ ผู้เรียนย่อมไม่เข้าใจว่า “เสียง” กับ “สัญลักษณ์” หรือ “ชื่อ” ต่างๆ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร เช่น ไม่สามารถเข้าใจ “โน้ตเขบ็ดหนึ่งชั้น” ด้วยคำอธิบายว่า “โน้ตเขบ็ดหนึ่งชั้นมีค่าเท่ากับครึ่งหนึ่งของโน้ตตัวดำ”

          ดนตรีเป็นเรื่องของเสียง การเรียนทฤษฎีดนตรีโดยการฟังคำอธิบายจึงไม่ทำให้เข้าใจทฤษฎีดนตรีได้จริงๆ


          วิธีที่จะทำให้เข้าใจทฤษฎีดนตรี มี อยู่ 2 แนวทาง คือ

          1. ด้วยการเล่นเครื่องดนตรี
              คือ ผู้เรียนได้ฟังครูเล่นให้ฟังก่อนแล้วเล่นตาม ตัวอย่างเช่น ครูเล่นโน้ตตัวดำและโน้ตเขบ็ดหนึ่งชั้นให้นักเรียนฟังและให้ทำตาม หากนักเรียนทำได้ถูกต้องแสดงว่านักเรียนเข้าใจอย่างแท้จริงว่า โน้ตเขบ็ดหนึ่งชั้นเป็นอย่างไร แตกต่างกับโน้ตตัวดำอย่างไร เป็นต้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่เกี่ยวกับคำอธิบาย โดยในเบื้องแรกครูอาจไม่ต้องมีโน้ตให้นักเรียนดูเลยก็ได้ ให้นักเรียนเข้าใจเฉพาะเสียงไปก่อน แล้วจึงมาเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ (โน้ตต่างๆ) พร้อมทั้งชื่อต่างๆ ในภายหลัง

              แต่วิธีนี้เป็นวิธีที่ถือว่ายาก เพราะเป็นวิธีที่ต้องมีเทคนิคของเครื่องดนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นักเรียนจึงต้องพยายามเรียนเทคนิคเพื่อให้เข้าใจทฤษฎีดนตรี อีกนัยหนึ่งนักเรียนต้องเรียนทั้งเทคนิคของเครื่องดนตรีและทฤษฎีดนตรีไปพร้อมกัน
              การที่ต้องพยายามเล่นให้ถูกเทคนิคด้วย ต้องเล่นให้เข้าใจเรื่องความยาวสั้นของโน้ตเป็นต้นด้วยในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ง่ายเลย

          2. ด้วยการเรียนซอลเฟจ (Solfège)
              ซอลเฟจ (Solfège) เป็นการเรียนทฤษฎีดนตรีด้วยการร้อง (และปรบมือ) วิธีนี้จะทำให้นักเรียนไม่ต้องพะวงเรื่องเทคนิคของเครื่องดนตรี ทำให้ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่ยากลำบากทั้งด้านการเรียนทฤษฎี และเทคนิคของเครื่องดนตรี
              “ซอลเฟจ” ตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่า การเรียนทฤษฎีดนตรีโดยการร้องย่อมง่ายกว่าการเรียนด้วยเครื่องดนตรี เพราะไม่ต้องมีเทคนิคของเครื่องดนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
              ในขณะที่การเรียน “เทคนิค” ก็จะง่ายขึ้นเพราะไม่ต้องพะวงเรื่องทฤษฎีดนตรี เช่น ไม่ต้องพยายามทำความเข้าใจว่า โน้ตเขบ็ดหนึ่งชั้นต่างกับโน้ตตัวดำอย่างไร ในขณะที่เล่นเครื่องดนตรี เป็นต้น



การร้อง (Solfège) เป็นพื้นฐานของการเล่นเครื่องดนตรีทุกอย่าง

          ความจริง “การร้อง” เป็นพื้นฐานของการเล่นเครื่องดนตรีทุกอย่าง นักดนตรีอาชีพทุกคนร้องในใจขณะที่เล่นเครื่องดนตรี!!

          ในการนี้ ถ้าร้องในใจเพี้ยนก็จะเล่นเพี้ยน ถ้าร้องในใจผิดจังหวะก็จะเล่นผิดจังหวะ

          ใครๆ ไม่ควรคิดว่าเล่นเครื่องดนตรีแล้วไม่จำเป็นต้องร้อง หรือไม่ต้องเรียนซอลเฟจ!!!
 


ผู้ที่เรียนไวโอลินควรฝึกให้เล่นได้เสียงไม่เพี้ยน

          เนื่องจากเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย (ที่ไม่มีเฟรตเหมือนกีตาร์) เป็นเครื่องดนตรีที่จะต้องฝึกเป็นพิเศษให้เล่นได้เสียงตรง ไม่เพี้ยน
          การเรียนวิชา “ทฤษฎีดนตรีภาคปฏิบัติ (Solfège)” ในเรื่องการฝึกร้องระดับเสียงต่างๆ นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากเป็นพิเศษสำหรับเด็ก (และผู้ใหญ่) ที่เริ่มเรียนไวโอลินและเครื่องสายอื่นๆ เพราะถ้าร้องได้เสียงตรงก็จะเล่นไวโอลินได้ไม่เพี้ยน

          จากประสบการณ์ของผู้เขียน พบว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อย (รวมทั้งผู้ใหญ่ที่เป็นนักดนตรีสมัครเล่น) ที่เล่นไวโอลินแล้วเสียงเพี้ยน การเล่นดนตรีแล้วได้แต่เสียงเพี้ยนๆ ตลอดเวลาน่าจะเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อหูของผู้เล่นเองและหูของคนอื่นหรือไม่?

          ผู้ที่เล่นเครื่องสายควรตั้งปณิธานว่าเราจะเล่นให้ได้เสียงตรง 100% ให้จงได้!
 
 



________________________________________

เชิงอรรถ


1 ในความเป็นจริง สมองไม่ได้สั่งการให้เกิดการเคลื่อนไหวร่างกาย ปฏิกิริยาทางสมองเป็นเพียงกลไลส่วนหนึ่งในการทำให้การเคลื่อนไหวร่างกายเกิดขึ้น แท้ที่จริงแล้ว การเคลื่อนไหวร่างกายเกิดขึ้นได้เพราะมี “นามธรรม” อันได้แก่ จิตและเจตสิก ปฏิกิริยาทางสมองเป็น “จิตตชรูป” คือเป็นรูปธรรมที่เกิดจากจิต หากปราศจากนามธรรมแล้ว การเคลื่อนไหวร่างกายย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เรื่องนี้สามารถพิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ที่ถูกต้องตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ โดยเมื่อปฏิบัติจนได้ “ปัจจยปริคหญาณ” ซึ่งเป็น “กังขาวิตรณวิสุทธิ” จะทำให้หมดความสงสัยในเรื่องนี้
   ในยุคปัจจุบัน วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้า ก่อให้เกิดคุณประโยชน์นานัปการแก่มวลมนุษย์ แต่วิทยาศาสตร์ย่อมไม่สามารถพิสูจน์หรือค้นหาความจริงทุกอย่างได้ เช่น รสอาหาร เป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ทางประสาทสัมผัสเท่านั้น ไม่มีใครสามารถแสดงรสอาหารให้ปรากฏแก่บุคคลอื่นได้ บุคคลที่ต้องการพิสูจน์รสอาหารใดๆ จะต้องพิสูจน์ด้วยลิ้นของตนเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์  นอกจาก “ชิวหาปสาท” แล้ว ไม่มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่สามารถรับรู้รสอาหารได้ กลไกการทำงานที่สัมพันธ์กันของร่างกายและจิตใจ เป็นเรื่องที่ซับซ้อนยิ่งกว่ารสอาหาร จะต้องพิสูจน์ด้วยกระบวนการปฏิบัติทางจิต (จิตตภาวนา) เท่านั้น
   อนึ่ง การพิสูจน์หรือค้นหา “นามธรรม” ด้วยวิธีที่ผิดอาจก่อให้เกิดความเห็นผิดว่าบาปบุญคุณโทษไม่มี (นิยตมิจฉาทิฏฐิ) ได้ เพราะบุญ บาป รวมทั้งผลวิบากของทั้งบุญและบาปนั้น เป็น “นามธรรม” ดังเช่นเรื่องของพระเจ้าปายาสิ ที่ปรากฏใน “ปายาสิราชัญญสูตร” พระบาลีและอรรถกถา
   การวิจัยเรื่องนามธรรม จะต้องเป็นการวิจัย (ด้วยตนเอง) ทางประสาทสัมผัส คือการกำหนดรู้ทางทวารทั้ง 6 อันได้แก่การกำหนดรู้การเห็น การได้ยิน การรู้กลิ่น การลิ้มรส การสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึง และการนึกคิดต่างๆ เท่านั้น


2 ในที่นี้มุ่งหมายเอาเฉพาะการเรียนเครื่องดนตรีตะวันตกเท่านั้น สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนเครื่องดนตรีไทย ควรสอบถามจากครูดนตรีไทยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ


3 ครูดนตรีบางสำนักกล่าวว่าเด็กสามารถเรียนเครื่องดนตรีได้ตั้งแต่อายุ 2 ถึง 2 ขวบครึ่ง ซึ่งการเริ่มเรียนเครื่องดนตรีด้วยตัวเลขอายุที่น้อยกว่า 5-6 ขวบ แม้จะเป็นไปได้ แต่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักการศึกษาดนตรีและครูดนตรีว่าเหมาะสมหรือไม่ สำหรับตัวเลขอายุที่เป็นที่ยอมรับกันทุกฝ่าย (ไม่มีใครบอกว่าเป็นไปไม่ได้) คือ 6 ขวบ
   ความจริง ตัวเลขอายุ 6 ขวบ เป็นเกณฑ์อายุที่ไม่ช้าเกินไปในการเริ่มเรียน(เครื่อง)ดนตรี มีนักดนตรีระดับโลกจำนวนมากที่เริ่มเรียนดนตรีเมื่ออายุประมาณ 6 ขวบ โดยบางคนอาจเริ่มเร็วกว่านี้เล็กน้อย (ไม่ได้หมายความว่าเริ่มช้ากว่านี้ไม่ได้)
   อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคิดว่า ถ้าการเริ่มด้วยตัวเลขอายุที่น้อยกว่า 5-6 ขวบ ไม่ทำให้เกิดปัญหาต่อการวางรากฐานทางเทคนิคของเครื่องดนตรี (Rudiment Technique) และเด็กสามารถทำได้ การเริ่มเรียนเครื่องดนตรีเมื่ออายุน้อยกว่านี้ ก็จัดว่าเหมาะสมเช่นกัน


4 เครื่องเป่าไม้ (Woodwind) เป็นเครื่องเป่าที่ทำด้วยไม้หรือมีไม้เป็นส่วนสำคัญในการให้กำเนิดเสียง ฟลูต (Flute) จัดเป็นเครื่องเป่าไม้ชนิดหนึ่ง
   ในสมัยก่อนฟลูตทำด้วยไม้ แต่ในปัจจุบันฟลูตส่วนใหญ่ไม่ได้ทำด้วยไม้ แต่ทำด้วยเงินเป็นต้น แต่ยังคงเรียกว่า “เครื่องเป่าไม้” (Woodwind) อยู่
   การเรียกฟลูตที่แม้ไม่ได้ทำด้วยไม้ว่า “เครื่องเป่าไม้” เป็นสิ่งที่เหมาะสมและไม่ถือว่าผิด เนื่องจากเป็นสำนวนภาษาอย่างหนึ่ง คือ “ภูตปุพฺพคติกนย” ได้แก่ วิธีที่ทำให้เข้าใจความหมายได้ด้วยการใช้ศัพท์ตามแบบที่ใช้มาก่อน ดังเช่นศัพท์ว่า “น้ำตาล”
   ในสมัยก่อนคนไทยใช้น้ำตาล (ที่ได้มาจากต้นตาล) ปรุงอาหาร แต่ปัจจุบันนี้มีน้ำตาลที่ทำจากอ้อย การเรียก “น้ำตาล” ที่แม้ไม่ได้มาจากต้นตาล เป็นสิ่งที่เหมาะสมและไม่ถือว่าผิด เพราะเป็นสำนวนภาษาอย่างหนึ่ง คือ “ภูตปุพฺพคติกนย” ได้แก่ วิธีแบบที่เคยเป็นมาก่อน
   อนึ่ง มีผู้กล่าวว่า สาเหตุที่เรียกฟลูตที่ไม่ได้ทำจากไม้ว่า “เครื่องเป่าไม้” เพราะ ฟลูตที่ทำจากเงินเป็นต้น มีสีสันเสียงที่จัดอยู่ในประเภทเครื่องเป่าไม้ (เสียงเหมือนไม้) มตินี้นักฟลูตทั้งหลายไม่ยอมรับ


5 ยังมีเครื่องเป่าไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็ก คือ เรคอร์ดเดอร์ (Recorder) ซึ่งเป็นฟลูตที่เป่าในแนวตรง มีเทคนิคที่ง่ายกว่าฟลูต (มีเทคนิคไม่มาก) เนื่องจากการมีข้อจำกัดทางด้านเทคนิคนี้เอง ทำให้เรคอร์ดเดอร์ไม่ได้รับความนิยมในยุคปัจจุบัน บทเพลงสำหรับเรคอร์ดเดอร์มีมากให้ยุคกลาง (Medieval) และยุคบาโรค (Baroque) เท่านั้น ภายหลังจากยุคบาโรคแล้ว แทบไม่มีนักประพันธ์เพลงคนใดประพันธ์บทเพลงสำหรับเครื่องดนตรีชนิดนี้ การเรียนเรคอร์ดเดอร์ จึงไม่เอื้อต่อพัฒนาการทางดนตรีต่อไปในระยะยาว เมื่อเทียบกับการเรียนเครื่องดนตรีที่ได้รับความนิยมอย่างอื่น






Comments