ดนตรีเชมเบอร์ (Chamber Music) – วิชาที่ต้องเรียน


          คำว่า “Chamber” มีความหมายตามศัพท์ว่า “ห้อง”

          “Chamber Music” จึงหมายถึงดนตรีที่แสดงในห้อง หรือเป็นดนตรีที่แสดงในโรงแสดงดนตรีขนาดเล็กไม่ใช่โรงแสดงดนตรีขนาดใหญ่ ซึ่งหมายถึงเป็นดนตรีประเภทที่แสดงโดยนักดนตรีน้อยคน อาจมีเพียง 2 คนหรือมากกว่านั้นจนถึง 10 คนก็ได้
          การแสดงร่วมกันเป็นกลุ่ม 2 – 10 คนนี้ เรียกว่า “Ensembles” มีชื่อเรียกต่างๆ กันไปดังนี้
          Duo หรือ Duet – ดนตรีที่แสดงโดยนักดนตรี 2 คน
          Trio – ดนตรีที่แสดงโดยนักดนตรี 3 คน
          Quartet – ดนตรีที่แสดงโดยนักดนตรี 4 คน
          Quintet – ดนตรีที่แสดงโดยนักดนตรี 5 คน
          Sextet – ดนตรีที่แสดงโดยนักดนตรี 6 คน
          Septet – ดนตรีที่แสดงโดยนักดนตรี 7 คน
          Octet – ดนตรีที่แสดงโดยนักดนตรี 8 คน
          Nonet – ดนตรีที่แสดงโดยนักดนตรี 9 คน
          Decet – ดนตรีที่แสดงโดยนักดนตรี 10 คน

          คำว่า “Chamber Music” นอกจากเป็นชื่อเรียกประเภทของดนตรีหรือกลุ่มผู้แสดงดนตรีแล้ว ยังเป็นชื่อของวิชาบังคับที่ต้องเรียนในวิทยาลัยดนตรีขั้นสูง (Conservatoires) อีกด้วย

          วิชาดนตรีเชมเบอร์ (Chamber Music) ถือว่าเป็นวิชาที่สำคัญรองลงมาจากวิชาเครื่องดนตรี (Flute, Violin etc.) เพราะเป็นวิชาที่จะทำให้ผู้เรียนมีความเป็นนักดนตรีอย่างสมบูรณ์ ถือเป็นวิชาบังคับที่ขาดไม่ได้ เหมือนมีข้าวก็ต้องมีกับข้าว
 


ไม่ใช่วิชาที่เน้นทางด้านเทคนิค

          ในวิทยาลัยดนตรีขั้นสูง (Conservatoires) วิชาที่ผู้เรียนจะได้เรียนทางด้านเทคนิคโดยตรงคือ วิชาเครื่องดนตรี เช่น ฟลูต ไวโอลิน เปียโน เป็นต้น ใครเล่นเครื่องดนตรีชนิดใดก็เรียนเทคนิคของเครื่องดนตรีชนิดนั้น

          ส่วนวิชาดนตรีเชมเบอร์ (Chamber Music) เป็นวิชาที่เน้นไปในเนื้อหา 2 อย่าง คือ

          1. Ensemble ได้แก่ วิธีการบรรเลงดนตรีให้เข้ากับผู้อื่น
              หมายถึง ทักษะที่จะทำให้เล่นได้พร้อมกัน 100%

              นักดนตรีที่มีแต่เทคนิค แต่ไม่สามารถเล่นให้เข้ากับผู้อื่นได้ ก็เท่ากับเป็นนักดนตรีที่ไร้ค่า และไม่จัดเป็นนักดนตรีที่แท้จริง เทคนิคที่ฝึกฝนมาอย่างดีนั้นเท่ากับเป็นหมัน เปรียบเหมือนผู้หญิงสวยที่มีสามีเป็นขันที นับเป็นความสวยที่เปล่าประโยชน์
              อนึ่ง วิชานี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิดหรือหลักการว่า
              “นักดนตรีที่มีทักษะในการเล่นดนตรีกลุ่มเล็กได้ดี จะสามารถเล่นดนตรีในกลุ่มใหญ่ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใหญ่ขนาดใดก็ตาม
              หมายความว่า ทักษะในการเล่นดนตรีกลุ่มเล็ก ก็เป็นเช่นเดียวกับทักษะในการเล่นดนตรีกลุ่มใหญ่นั่นเอง แต่เนื่องจากการเรียนการสอนการเล่นดนตรีกลุ่มใหญ่ทำได้ยากกว่า (จัดชั้นเรียนได้ยากกว่า สอนให้ผู้เรียนจำนวนมากเข้าใจได้ยากกว่า) การฝึกทักษะในการเล่นดนตรีเป็นกลุ่มเล็กๆ จึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมโดยประการทั้งปวง เพราะเมื่อมีทักษะในการเล่นดนตรีกลุ่มเล็ก ก็เท่ากับมีทักษะในการเล่นดนตรีกลุ่มใหญ่

          2. Interpretation การตีความบทเพลงอย่างเหมาะสม
               นอกจาก Ensemble แล้ว ผู้เรียนยังจะได้เรียนแนวทางการตีความบทเพลงอย่างเหมาะสม
               ดนตรีในแต่ละยุคย่อมมีความแตกต่างกัน หรือดนตรีในยุคเดียวกัน บทเพลงของผู้ประพันธ์เพลงแต่ละท่านก็ย่อมมีความแตกต่างกัน

           รวมความแล้ว วัตถุประสงค์ของการเรียนวิชาดนตรีเชมเบอร์ ก็คือ การเรียนรู้และพัฒนาทักษะการบรรเลงให้ได้เข้ากันให้มากที่สุด โดยมีความเป็นดนตรีมากที่สุด



ใครสอน?

          เนื่องจากเป็นวิชาที่ไม่เน้นด้านเทคนิคของเครื่องดนตรี ผู้เรียนจึงไม่จำเป็นต้องเรียนกับอาจารย์ที่เล่นเครื่องดนตรีอย่างเดียวกับตนเอง
          แท้ที่จริงแล้ว ในทางดนตรีคลาสสิกตะวันตก การที่นักดนตรีคนหนึ่งๆ จะสามารถรู้จักเทคนิคของเครื่องดนตรีทุกอย่างย่อมเป็นไปไม่ได้
          ฉะนั้น ผู้ที่เรียนวิชานี้จึงไม่จำเป็นต้องขวนขวายที่จะเรียนกับอาจารย์ที่เล่นเครื่องดนตรีชนิดเดียวกันกับตน

          โดยทั่วไป วิชานี้ไม่มีข้อบังคับว่าจะต้องเรียนกับอาจารย์ที่เล่นเครื่องดนตรีชนิดใดโดยเฉพาะ

          อย่างไรก็ตาม สำหรับดนตรีที่เล่นโดยกลุ่มเครื่องดนตรีบางอย่าง การเรียนกับอาจารย์ที่เล่นเครื่องดนตรีชนิดเดียวกันหรือคล้ายกันกับเครื่องดนตรีของตนก็ควร เช่น
          - String Quartet (2 Violins, Viola, Cello) ควรเรียนกับอาจารย์ที่เป็นนักเล่นเครื่องสาย
          - Wind Quintet (Flute, Oboe, Clarinet, Horn, Bassoon) ควรเรียนกับอาจารย์ที่เป็นนักเล่นเครื่องเป่า เป็นต้น

          อันที่จริง ผู้ที่สอนวิชานี้จะต้องเป็นนักดนตรีฝีมือดี ที่มีความชำนาญเป็นพิเศษในการบรรเลงดนตรีประเภทเชมเบอร์ (Chamber Music) มีความสามารถในการตีความบทเพลงอย่างเหมาะสม แม้ในการฟังเพียงครั้งแรก ทั้งที่ไม่เคยรู้จักบทเพลงนั้นๆ มาก่อนเลย


 
การจัดชั้นเรียนที่ได้รับความนิยม

          ในการจัดชั้นเรียนนั้น เป็นการจัดตามบทเพลง (Repertoires) ที่มีอยู่ในยุคต่างๆ เพราะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะจัดชั้นเรียนโดยที่ไม่มีบทเพลงให้เล่น ตัวอย่างเช่น
          เนื่องจากไม่มีบทเพลงที่ประพันธ์ไว้สำหรับ ผู้เล่นฟลูต 1 คน กับผู้เล่นทรอมโบน 1 คน ฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะจัดชั้นเรียนดังกล่าว

          บทเพลงประเภทเชมเบอร์ (Chamber Music Repertoires) ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก คือ บทเพลงที่ประพันธ์ไว้สำหรับเครื่องดนตรี 2 เครื่อง ซึ่ง 1 ในนั้นคือ เปียโน เช่น
          - Flute & Piano
          - Violin & Piano
          - Clarinet & Piano
          - Cello & Piano
          - ฯลฯ
         
          เนื่องจากบทเพลงส่วนใหญ่ของเครื่องดนตรีอื่น (ยกเว้นเปียโน) มักเป็นบทเพลงที่มีเปียโนบรรเลงประกอบ (Accompany) การจัดชั้นเรียนในแบบกลุ่มละ 2 คนโดยที่มีเปียโนอยู่ด้วยจึงเป็นชั้นเรียนที่จัดได้ง่าย และได้รับความนิยม

          อย่างไรก็ตาม การจัดชั้นเรียนแบบอื่นๆ ก็ควรเช่นกัน เช่น
          - Flute, Violin & Piano
          - 2 Flutes & Piano
          - Oboe, Clarinet & Piano
          - Flute Quartet
          - Woodwind Quintet
          - Piano Trio (Violin, Cello, Piano)
          - ฯลฯ

          ความจริง โดยสรุปแล้วถ้ามีบทเพลงให้เล่น จะจัดชั้นเรียนแบบใดก็ได้ (ถ้าสามารถจัดได้)



ทักษะที่สำคัญเป็นพิเศษสำหรับนักเปียโน

          หากจะจำแนกประเภทของบทเพลงสำหรับเปียโน ก็สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ บทเพลงเดี่ยวเปียโน (Piano Solo Repertoires) และบทเพลงที่เล่นกับเครื่องดนตรีอื่น

          บทเพลงที่เล่นกับเครื่องดนตรีอื่น โดยมากเป็นบทเพลงที่เปียโนทำหน้าที่เป็นผู้บรรเลงประกอบ (Piano Accompany)
          ทักษะในการบรรเลงประกอบ (Accompaniment) จึงถือว่าเป็นทักษะสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับนักเปียโนทุกคน

          วิชาดนตรีเชมเบอร์ (Chamber Music) นั่นเองเป็นวิชาที่จะทำให้นักเปียโนมีทักษะในการบรรเลงประกอบ (Accompaniment)

          อาจกล่าวได้ว่า นักเปียโนที่ไม่ผ่านการเรียนวิชานี้ หรือฝึกฝนทักษะในวิชานี้ไม่เพียงพอ ย่อมไม่สามารถเป็นนักเปียโนที่แท้จริงได้เลย

          ไม่มีนักเปียโนคนใดที่สามารถทำหน้าที่บรรเลงประกอบได้ดีโดยไม่ผ่านการเรียนวิชานี้

          การบรรเลงได้อย่างสบาย โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะเล่นพร้อมกันกับนักเปียโนหรือไม่ เป็นที่ต้องการของผู้บรรเลงเดี่ยว (ที่เล่นเครื่องดนตรีอื่น) ทุกคน
          ผู้บรรเลงเดี่ยวทุกคนย่อมปรารถนาที่จะเล่นกับนักเปียโนที่มีทักษะในการบรรเลงประกอบที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่ปรารถนาที่จะเล่นกับนักเปียโนที่บรรเลงแบบตัวใครตัวมันโดยที่ไม่ตามผู้บรรเลงเดี่ยวเลย


 
การเรียนการสอน

          โดยปรกติ การเรียนดนตรีเชมเบอร์เป็นการเรียนทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ในระหว่างสัปดาห์ผู้เรียนจะต้องนัดซ้อม (Rehearsal) กันเองประมาณ 1-2 ครั้งก่อนเข้าเรียน [ก่อนซ้อมร่วมกัน แต่ละคนก็จะต้องซ้อมด้วยตนเอง (Practice) จนเล่นได้ก่อน1]

          ในการนี้ ผู้ที่เรียนจะได้ฝึกทักษะในการฝึกซ้อมและการทำงานร่วมกับนักดนตรีคนอื่นๆ ทักษะนี้เป็นทักษะที่สำคัญต่อการเป็นนักดนตรีที่ดี



เทคนิคที่ดีพอ

          การเล่นดนตรีร่วมกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย แต่การเล่นดนตรีให้เข้ากับผู้อื่นอย่างแท้จริงเป็นสิ่งที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง
          นักดนตรีมือสมัครเล่นหรือผู้ที่เริ่มเรียนดนตรีย่อมสามารถเล่นดนตรีร่วมกับผู้อื่นได้ แต่ย่อมไม่สามารถเล่นให้เข้ากันได้อย่างแท้จริง นอกจากนั้นยังขาดจิตวิญญาณ (Spirit) ของดนตรีที่เล่นอยู่นั้น

          ธรรมดาผู้ที่มีขาไม่แข็งแรงย่อมไม่สามารถวิ่งได้ฉันใด ผู้ที่ไม่มีเทคนิคที่ดีพอ ย่อมไม่สามารถเล่นให้เข้ากับผู้อื่นได้ฉันนั้น
          ดังนั้น ผู้ที่เรียนวิชาดนตรีเชมเบอร์ จึงต้องเป็นผู้ที่มีเทคนิคที่ดีพอเท่านั้น

          เพราะวิชาดนตรีเชมเบอร์ ไม่ใช่วิชาเล่นดนตรีร่วมกันผู้อื่น แต่คือวิชาที่ฝึกฝนให้ผู้เรียนสามารถเล่นดนตรีได้เข้ากันกับผู้อื่นอย่างแท้จริง

          ดนตรีเชมเบอร์ (Chamber Music) จึงเป็นวิชาสำหรับผู้ที่เรียนดนตรีในขั้นสูงเท่านั้น


Prof. Devy ERLIH “To play without spirit means nothing!!”
การบรรเลงที่ปราศจากจิตวิญญาณที่แท้จริงของดนตรี เป็นการบรรเลงที่ไม่มีความหมาย




________________________________________

เชิงอรรถ

1 การฝึกซ้อมมี 2 อย่าง คือ 1) Practice (ซ้อมตัวเอง) และ 2) Rehearsal (ซ้อมร่วมกับผู้อื่น)
 





Comments