ไม่ควรเริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงต่ำ


          เสียงฟลูตแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงคู่ 8 (Octaves) โดยแต่ละช่วงคู่แปด มีโน้ตอยู่ 12 ตัว (12 เสียง)

          - โน้ตในช่วงคู่แปดแรกเป็นช่วงเสียงต่ำ เรียกว่า “โน้ตเสียงต่ำ” (Low Registers)
          - โน้ตในช่วงคู่แปดที่สองเป็นช่วงเสียงกลาง เรียกว่า “โน้ตเสียงกลาง” (Middle Registers)
          - โน้ตในช่วงคู่แปดที่สาม (รวมทั้งโน้ตที่สูงกว่านั้น) เป็นช่วงเสียงสูง เรียกว่า “โน้ตเสียงสูง” (High Registers)


          ในการเรียนการสอนฟลูตทั่วโลก เมื่อเริ่มเรียน อาจารย์ส่วนใหญ่มักให้นักเรียนเริ่มเป่าจากโน้ตเสียงต่ำก่อน และตำราเรียนสำหรับผู้เริ่มเรียนส่วนมาก (มากกว่า 99%) ก็แนะนำให้ผู้เรียนเริ่มต้นเป่าจากโน้ตเสียงต่ำเช่นเดียวกัน

          สาเหตุที่อาจารย์และตำราเรียนส่วนใหญ่แนะนำให้ผู้เริ่มเรียนเริ่มเป่าโน้ตตัวแรกจากช่วงเสียงต่ำก็เพราะมีแนวคิด (Concept) ว่า “การเริ่มเป่าด้วยโน้ตเสียงต่ำทำได้ง่ายกว่าการเริ่มเป่าด้วยโน้ตในช่วงเสียงที่สูงขึ้นไป”


          ปัญหาว่า “การเริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงต่ำเป็นเรื่องง่ายกว่าการเริ่มต้นด้วยโน้ตในช่วงเสียงที่สูงขึ้นไปหรือไม่อย่างไร?” เป็นเรื่องที่ควรพิจารณา


          อย่างไรก็ตาม ปัญหาอย่างหนึ่งซึ่งพบได้บ่อยจนเป็นเรื่องปรกติธรรมดาคือ เมื่อผู้เรียนเริ่มเป่าโน้ตเสียงต่ำไปได้สักระยะหนึ่ง แล้วได้เริ่มเป่าโน้ตเสียงที่สูงขึ้นไป มักปรากฏผลว่า การเป่าโน้ตในช่วงเสียงที่สูงขึ้นไปเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หรือเป่าไม่ออกนั่นเอง และบางคนอาจต้องใช้เวลานาน (อาจนานเป็นปี) กว่าที่จะเป่าโน้ตในช่วงเสียงกลางและเสียงสูงได้



เริ่มเป่าจากโน้ตเสียงต่ำก่อน ง่ายกว่าจริงหรือ???

          เมื่ออาจารย์ผู้สอนสอนให้ผู้เรียนเริ่มเป่าโน้ตในช่วงเสียงต่ำก่อน แล้วจึงสอนให้เป่าในช่วงเสียงที่สูงขึ้นไป จะปรากฏผลว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก คือผู้เรียนไม่สามารถเป่าโน้ตในช่วงเสียงกลางและเสียงสูงได้ ทั้งนี้เพราะเคยชินกับการเป่าโน้ตในช่วงเสียงต่ำเสียแล้ว

          อันที่จริงไม่จำเป็นต้องพูดถึงการเป่าโน้ตในช่วงเสียงสูง เพราะขนาดโน้ตในช่วงเสียงกลางยังเป่าให้มีเสียงไม่ได้เสียแล้ว การเป่าโน้ตในช่วงเสียงสูงก็เป็นอันไม่ต้องพูดถึง

          ถาม ทำไมการเริ่มเป่าด้วยโน้ตเสียงต่ำจึงส่งผลให้การเป่าโน้ตเสียงกลางและเสียงสูงทำได้ยาก?
          ตอบ เพราะเมื่อผู้เรียนเริ่มเป่าด้วยโน้ตในช่วงเสียงต่ำ จะทำให้ “ช่องริมฝีปาก” (Aperture) ของผู้เรียนมีขนาดที่ใหญ่เกินไป

          เนื่องจากการเป่าในช่วงเสียงที่สูงขึ้นไปช่องริมฝีปากจะต้องมีขนาดที่เล็กมากพอจึงจะสามารถเป่าให้มีเสียงที่ถูกต้องได้ เมื่อผู้เรียนเริ่มเป่าจากโน้ตเสียงต่ำจนเกิดความเคยชินกับขนาดของช่องริมฝีปากที่ใหญ่เกินไป ย่อมส่งผลให้การเป่าในช่วงเสียงที่สูงขึ้นไปเป็นเรื่องที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง

          ความจริงการเป่าในทุกระดับเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงต่ำก็ตาม เสียงกลางก็ตาม เสียงสูงก็ตาม ช่องริมฝีปากของนักฟลูตจะต้องมีขนาดที่เล็กมากพอ ซึ่งแม้ว่าการเป่าในช่วงเสียงต่ำช่องริมฝีปากจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าในช่วงเสียงกลางและเสียงสูงก็ตาม แต่ก็มีขนาดที่ใหญ่กว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และถือว่ายังมีขนาดเล็กอยู่ ไม่ใช่มีขนาดใหญ่


          เป่าช่วงเสียงสูง – ช่องริมฝีปากเล็กมาก
          เป่าช่วงเสียงกลาง – ช่องริมฝีปากเล็กพอประมาณ
          เป่าช่วงเสียงต่ำ – ช่องริมฝีปากเล็ก (ไม่ใหญ่)


          ข้อเท็จจริงคือ การเป่าในช่วงเสียงกลางและเสียงสูง ช่องริมฝีปากจะต้องมีขนาดที่เล็กมากพอจึงจะเป่าให้มีเสียง (ที่ถูกต้อง) ได้ ในขณะที่การเป่าในช่วงเสียงต่ำ แม้ช่องริมฝีปากจะมีขนาดที่ใหญ่เกินไปก็ตาม ผู้เรียนก็ยังจะสามารถเป่าให้มีเสียงได้อยู่


          เป่าช่วงเสียงสูง – ถ้าช่องริมฝีปากใหญ่ เป่าไม่ออก
          เป่าช่วงเสียงกลาง – ถ้าช่องริมฝีปากใหญ่ เป่าไม่ออก
          เป่าช่วงเสียงต่ำ – ถ้าช่องริมฝีปากใหญ่ เป่าออก (เป่าแล้วมีเสียง)


          เนื่องจากการเป่าโน้ตเสียงต่ำสามารถเป่าให้มีเสียงได้ง่ายกว่าดังกล่าว จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้อาจารย์และตำราเรียนส่วนใหญ่ทั่วโลกแนะนำให้ผู้เรียนเริ่มเป่าด้วยโน้ตในช่วงเสียงต่ำ เพราะมีแนวคิด (Concept) ว่า “การเริ่มจากโน้ตเสียงต่ำทำได้ง่ายกว่า”

          เป็นความจริงที่ว่า “การเริ่มจากโน้ตเสียงต่ำทำได้ง่ายกว่า”

          “ง่ายกว่า” ....แต่ไม่ดี!

          ไม่ดี เพราะทำให้ช่องริมฝีปากใหญ่เกินกว่าที่ควรจะเป็น!

          ไม่ดี เพราะจะยากกว่าในตอนหลัง!


          การเริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงต่ำอาจง่ายกว่าในตอนแรก แต่จะยากกว่าหลายเท่าในตอนหลัง ที่สำคัญคือจะทำให้ผู้เรียนมีพัฒนาการที่เชื่องช้ากว่าที่ควรจะเป็น
 
 
          อันที่จริงแม้โน้ตเสียงต่ำจะเป่าให้มีเสียงได้ง่าย (ด้วยช่องริมฝีปากที่ใหญ่กว่าที่ควรจะเป็น) เสียงที่ได้ก็ไม่ถือว่าเป็นเสียงที่ดี เพราะเป็นเสียงที่หลวมเกินไป (Too Loose)

          จากเหตุผลดังกล่าว การเริ่มต้นที่ดีจึงไม่ใช่การเริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงต่ำ



เมื่อไม่ควรเริ่มต้นจากช่วงเสียงต่ำ ควรเริ่มจากช่วงเสียงใดดี?

          การเริ่มต้นด้วยโน้ตในช่วงเสียงสูง (High Registers) เป็นเรื่องที่ยาก เพราะช่องริมฝีปากจะต้องเล็กมากและจะต้องออกแรงมากกว่า เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรเริ่มต้นเป่าด้วยโน้ตในช่วงเสียงสูง

          ส่วนโน้ตในช่วงเสียงกลาง (Middle Registers) เป็นโน้ตที่เหมาะกับการเริ่มต้น เพราะเป่าได้ง่ายกว่าโน้ตเสียงสูง ในขณะเดียวกันก็จะไม่ทำให้ช่องริมฝีปากมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่ควรจะเป็น กล่าวคือถ้าช่องริมฝีปากใหญ่เกินไปก็จะทำให้เป่าไม่ออก (เป่าแล้วไม่ได้เสียงที่ต้องการ)

          ด้วยเหตุนี้ การเริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงกลางจึงทำให้ผู้เรียนมีขนาดของช่องริมฝีปากที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ  และยังเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ยากเกินไป ต่อมาเมื่อผู้เรียนเคยชินกับการเป่าโน้ตเสียงกลาง (และเสียงสูง) แล้ว การเป่าโน้ตเสียงต่ำก็จะทำได้ง่าย โดยเพียงแต่ปรับทิศทางของลมให้ถูกต้องเท่านั้นก็จะได้เสียงที่อุ่นและเต็มอิ่ม



เมื่อควรเริ่มต้นจากช่วงเสียงกลาง ควรเริ่มจากเสียงใดดี?

          การพิจารณาว่าควรเริ่มต้นจากโน้ตเสียงใดนั้น ควรพิจารณาว่าโน้ตเสียงใดเป่าได้ง่ายที่สุด

          - โน้ต e2 ของฟลูตเป็นโน้ตที่สามารถจะกลายเป็นเสียงต่ำได้ง่าย อีกนัยหนึ่งเป็นโน้ตที่ควบคุมได้ยากนั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรเริ่มจากโน้ตเสียงนี้
          - โน้ต f2 เป็นโน้ตที่ใกล้กับโน้ต e2 มากเกินไป (ยังยากอยู่)
          - โน้ต f#2 เป็นโน้ตที่มีเครื่องหมายแปลงเสียง (Accidental) การเริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงนี้จึงอาจไม่เหมาะนัก

          ส่วนโน้ต g2 เป็นโน้ตที่ไม่ต่ำเกินไปและไม่สูงเกินไปทำให้เริ่มเป่าได้ง่าย นอกจากนั้นเป็นโน้ตที่ไม่มีเครื่องหมายแปลงเสียง (Accidental i.e. #, b) จึงถือว่าเป็นโน้ตที่เหมาะสมที่สุด
          โน้ต g2 ถือว่าเป็นโน้ตที่เหมาะสม เพราะไม่ใกล้กับโน้ตเสียงต่ำ และเป็นโน้ตที่เมื่อผู้เรียนเป่าได้ดีแล้ว จะสามารถเป่าโน้ตเสียงที่สูงขึ้นไปได้โดยไม่ยาก

          อย่างไรก็ตาม อาจารย์ผู้สอนอาจให้ผู้เรียนเริ่มต้นจากโน้ตอื่นที่สูงกว่าโน้ต g2 ตามสมควร1



ผู้เรียนที่เริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงกลางจะสามารถเป่าโน้ตเสียงสูงได้อย่างรวดเร็ว

          เมื่อผู้เรียนเริ่มเป่าโน้ตในช่วงเสียงกลางจนเกินความชำนาญพอสมควรแล้ว ก็จะสามารถเป่าโน้ตในช่วงเสียงสูงได้โดยไม่ยากนัก ทั้งนี้เพราะผู้เรียนมีขนาดของ “ช่องริมฝีปาก” ที่เล็กเพียงพอตั้งแต่แรกนั่นเอง และไม่ช้านานเลย ก็จะเกิดความชำนาญในการเป่าโน้ตในช่วงเสียงสูง

          ในขณะที่ผู้ที่เริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงกลางสามารถเป่าโน้ตเสียงสูงได้เป็นอย่างดีแล้ว ผู้ที่เริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงต่ำอาจเพิ่งเริ่มเป่าโน้ตเสียงกลางได้เท่านั้น หรืออาจจะยังไม่สามารถเป่าได้เลยก็เป็นได้

          โดยปรกติผู้เรียนที่เริ่มเป่าด้วยโน้ตเสียงกลางมีศักยภาพที่จะเป่าโน้ตได้ครบทุกระดับเสียง ตั้งแต่เสียงต่ำสุดจนถึงเสียงสูงสุดได้ภายในระยะเวลา 3 เดือนนับจากเริ่มเรียน

          ด้วยเหตุนี้ ถ้าผู้เรียนมีความอุตสาหะอย่างเพียงพอ มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะสามารถเล่นบันไดเสียง C เมเจอร์ ได้ถึง 3 ออคเทฟ (C major Scale in 3 octaves) ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน
          หรือยิ่งกว่านั้นอาจสามารถเล่นบันไดเสียงโครมาติก ได้ถึง 3 ออคเทฟ (Chromatic Scale in 3 octaves) ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน

          ข้อเท็จจริงคือ การเป่าโน้ตเสียงสูง (และเสียงกลาง) ไม่ยากเลย แต่จะยากถ้าเริ่มจากโน้ตเสียงต่ำ



ข้อเสียอย่างอื่นอีกของการเริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงต่ำ

          ใช้ลมมากเกินไป
          เนื่องจากโน้ตเสียงต่ำเป็นโน้ตที่สามารถเป่าให้เกิดเสียงได้แม้ผู้เรียนจะมีขนาดของช่องริมฝีปากที่ใหญ่เกินไป การเป่าด้วยขนาดของช่องริมฝีปากที่กว้างเกินไปนี้จึงทำให้ผู้เรียนใช้ลมในการเป่ามากเกินจำเป็น
          มีนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเป่าให้เกิดเสียงยาวๆ ได้ และจำเป็นต้องหายใจทุกครั้งหลังจากที่เป่าโน้ตทุกตัว แม้จะเป็นโน้ตสั้นๆ ก็ตาม

          ความจริงเป็นเรื่องปรกติธรรมดาของผู้ที่มีขนาดของช่องริมฝีปากที่ใหญ่เกินไปที่จะไม่สามารถเป่าโน้ตแต่ละตัวให้มีความยาวเกิน 3-4 วินาทีได้
          ด้วยเหตุนี้พัฒนาการทางเทคนิคของผู้เรียนที่เริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงต่ำจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้าอย่างยิ่ง คือแทบจะไม่สามารถรองรับเทคนิคต่างๆ ได้เลย

          ตัดลิ้นได้ไม่ชัดเจน
          เนื่องจากการที่ผู้เรียนมีขนาดของช่องริมฝีปากที่ใหญ่เกินไปนั่นเอง จึงทำให้ไม่สามารถตัดลิ้นได้อย่างชัดเจน เพราะลมที่วิ่งออกมาจากช่องริมฝีปากจะไม่วิ่งไปชนจุดตรงกลางของขอบด้านนอกของรูเป่า (Mouth Hole) (ลมที่วิ่งออกมากระจัดกระจายออกไป)
          และการตัดลิ้นได้ไม่ชัดเจนก็จะทำให้ไม่สามารถเล่น Articulations2 ได้อย่างหลากหลาย

          จะเห็นได้ว่าถ้าผู้เรียนมีขนาดของช่องริมฝีปากที่ไม่เหมาะสม ก็จะไม่มีความพร้อมที่จะรองรับเทคนิคต่างๆ ได้เลย แม้จะเป็นเทคนิคในการเรียนในระดับเบื้องต้นก็ตาม



ผู้เรียนที่เริ่มต้นเป่าด้วยโน้ตเสียงต่ำมีโอกาสที่จะมีปัญหาเรื่องรูปปากมากกว่าผู้เรียนที่เริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงกลาง

          เนื่องจากผู้ที่เริ่มเป่าด้วยโน้ตเสียงต่ำมักเป่าด้วยช่องริมฝีปากที่ใหญ่เกินไป จึงไม่สามารถเป่าโน้ตในระดับเสียงที่สูงขึ้นไปได้ จึงมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่ผู้เรียนจะพยายามเป่าโน้ตเสียงที่สูงขึ้นไปด้วยวิธีการบีบปาก คือเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณแก้ม
          การบีบปากเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณแก้มแม้จะเป็นวิธีการที่ทำให้ช่องริมฝีปากเล็กลงก็จริง แต่ก็เป็นวิธีการที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงสำหรับการเล่นฟลูต
          เรื่องนี้ได้อธิบายไว้โดยละเอียดแล้วในบทความ ถ้า “รูปปาก” ผิดชีวิตจะลำบาก
 
          ส่วนผู้ที่ฝึกหัดเป่าโน้ตเสียงกลางตั้งแต่เริ่มแรกย่อมมีโอกาสเป่าด้วยรูปปากที่ผิดพลาดได้น้อยกว่า เพราะว่าช่องริมฝีปากได้มีขนาดที่เล็กเพียงพอตั้งแต่แรกเสียแล้ว ฉะนั้นจึงเท่ากับเป็นการตัดปัญหาไปตั้งแต่แรก ย่อมเป็นเหมือนการ “ตัดไฟเสียแต่ต้นลม”

          อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงกลางก็ยังมีโอกาสเป่าด้วยรูปปากที่ผิดพลาดได้เช่นเดียวกัน ฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องขึ้นอยู่กับอาจารย์ผู้สอนโดยตรง

          อนึ่ง แนวโน้มที่ผู้เรียนจะบีบปากตั้งแต่แรกที่เริ่มเรียนย่อมมีน้อยกว่าการที่ได้เรียนไประยะหนึ่งแล้ว (จึงไม่ควรเริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงต่ำ)



ALTÈS” ตำราที่ไม่อนุญาตให้เริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงต่ำ

          “ALTÈS” เป็นแบบเรียน (Method) ของสำนักเรียนฝรั่งเศสที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเป็นแบบเรียนที่นักเรียนฟลูตทุกคนในประเทศฝรั่งเศสใช้เรียนกันตั้งแต่แรกเริ่ม

          ตำราเล่มนี้เป็นแบบเรียนที่กำหนดให้ผู้เรียนเริ่มเป่าด้วยโน้ต g2 ซึ่งเป็นโน้ตในช่วงเสียงกลาง ฉะนั้นจึงถือได้ว่า การเรียนการสอนฟลูตสำนักฝรั่งเศส (French Flute School) เป็นการเรียนการสอนที่ไม่อนุญาตให้ผู้เรียนเริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงต่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทางเทคนิคที่รวดเร็วตั้งแต่เริ่มเรียน



อันที่จริงไม่ใช่เรื่องผิดที่จะเริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงต่ำ

          มีนักฟลูตอาชีพจำนวนไม่น้อยที่เริ่มต้นเรียนโดยการเป่าโน้ตเสียงต่ำก่อน การเริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงต่ำจึงไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดแต่อย่างใด หากทำให้ผู้เรียนสามารถมีพัฒนาการไปจนถึงการเรียนในระดับสูงได้

          อย่างไรก็ตาม หากไม่จำเป็นจริงๆ แล้ว อาจารย์ผู้สอนไม่ควรให้ผู้เรียนเริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงต่ำ

          จริงอยู่ แม้ว่าการเริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงกลางจะยากกว่า แต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้องและไม่ก่อให้เกิดปัญหาในภายหลัง นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดพัฒนาการที่รวดเร็วตั้งแต่เริ่มเรียนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

          อันที่จริง ถ้าหากการเริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงกลางเป็นเรื่องยาก การเรียนการสอนในประเทศฝรั่งเศสที่กำหนดให้เริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงกลางก็จะไม่มีทางเป็นไปได้ กล่าวคือจะไม่มีความสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษา
          ฉะนั้น แท้ที่จริงแล้วการที่ผู้เรียนจะสามารถเป่าโน้ตเสียงกลางได้ตั้งแต่แรกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเทคนิควิธีการและประสบการณ์ของอาจารย์ผู้สอนเป็นสำคัญ ซึ่งโดยหลักการก็คือการลดขนาดความกว้างของ “ช่องริมฝีปาก” (Aperture) นั่นเอง

          นอกจากนั้น อย่าลืมว่าในที่สุดแล้วผู้เรียนก็ต้องพยายามเป่าโน้ตเสียงกลาง (และเสียงสูง) ให้ได้อยู่ดี เพราะฉะนั้น จะเป็นการง่ายกว่าหรือไม่ถ้าจะพยายามเป่าโน้ตเสียงกลางให้ได้ตั้งแต่แรก ซึ่งจะทำให้เกิดพัฒนาการที่รวดเร็ว และไม่มีปัญหาในภายหลัง?
          การเริ่มต้นจากโน้ตเสียงกลางยังทำให้ผู้เรียนเป่าโน้ตเสียงต่ำได้ดี เพราะจะไม่ทำให้ช่องริมฝีปากใหญ่เกินกว่าที่ควรจะเป็น

          ประการสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การฝึกหัดเป่าโน้ตเสียงกลางตั้งแต่แรกที่เริ่มเรียนยังง่ายกว่าการฝึกหัดเป่าโน้ตเสียงกลางภายหลังจากฝึกหัดเป่าโน้ตเสียงต่ำมาได้ระยะหนึ่งแล้ว



ทางเลือก 2 ทางสำหรับอาจารย์ผู้สอน

          จากเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด แนวทางการสอนนักเรียนในระดับเบื้องต้นจึงมีอยู่ 2 ทาง คือ

          1. เริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงต่ำ
          2. เริ่มต้นด้วยโน้ตเสียงกลาง

          ไม่ใช่เรื่องผิดที่อาจารย์ผู้สอนแต่ละท่านจะเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่ง แต่ข้อดีข้อเสียของการเริ่มต้นทั้ง 2 แนวทาง ย่อมเป็นเรื่องที่อาจารย์ผู้สอนแต่ละท่านควรพิจารณา
 
 
 
 

________________________________________
 
เชิงอรรถ

1 จากประสบการณ์ของผู้เขียน พบว่าการเริ่มเป่าด้วยโน้ต d3 เป็นเรื่องง่ายกว่าสำหรับนักเรียนหลายๆ คน ซึ่งอันที่จริง โน้ต d3 ก็มี Fundamental ตัวเดียวกันกับโน้ต g2 นั่นเอง
 
2 สำหรับเครื่องดนตรีประเภท “เครื่องเป่าไม้” (Wood Winds) (ซึ่งรวมทั้ง flute) หมายถึง การตัดลิ้น, รูปแบบของการตัดลิ้นที่หลากหลายโดยมีส่วนสัมพันธ์กับระดับเสียงและรูปแบบจังหวะ, รูปแบบของการเชื่อมโน้ตแต่ละตัวเข้าด้วยกันโดยการตัดลิ้น

ตัวอย่าง Articulations แบบต่างๆ ในอัตราจังหวะธรรมดา (Simple Time) :-


 
 



Comments