เจ้าของ Web

เจ้าของไซต์

  • อติคุณ รักษาวงศ์ศักดิ์

ผู้เขียนหน้าเว็บ

  • อติคุณ รักษาวงศ์ศักดิ์
    พฤษภาคม 25, 2011

อาญา 2

41232 กฎหมายอาญา 2 : ภาคความผิด

Criminal Law II : Offenses

 

 

หน่วยที่ 1  ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

 

1.    พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อยู่ในฐานะซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศชาติ กฎหมายจึงต้องให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษเหนือกว่าบุคคลทั่วไป

2.    รัฐมีความจำเป็นที่จะต้องบัญญัติเอาผิดแก่การกระทำใดๆ อันเป็นการคุกคามต่อความมั่นคงปลอด ภัยของรัฐ ไม่ว่าการคุกคามนั้นจะมาจากภายในประเทศ เช่น การกบฏ หรือมาจากภายนอกประเทศ เช่น การทำให้เอกราชของรัฐสูญสิ้นหรือเสื่อมไป ทั้งนี้ก็เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของรัฐเอง

3.    กฎหมายจำต้องให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษแก่ประมุขของรัฐต่างประเทศ ซึ่งมีสัมพันธไมตรีกับไทยและแก่ผู้แทนรัฐต่างประเทศที่มาประจำในราชสำนักเพื่อให้สัมพันธไมตรีกับมิตรประเทศดำเนินไปโดยราบรื่น

 

1.1    ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

1.    ความผิดที่กระทำต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กฎหมายเอาผิดตั้งแต่การกระทำในขั้นตระเตรียมการและถ้าพยายามกระทำความผิดก็ลงโทษเท่ากับความผิดสำเร็จ นอกจากนั้นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดเช่นว่านั้น กฎหมายก็ลงโทษเท่าตัวการผู้ลงมือกระทำ

2.    การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ก็เป็นความผิด

3.    พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นผู้ที่อยู่ในถานะอันมีความสำคัญยิ่งต่อประเทศชาติ กฎหมายจึงให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษแตกต่างจากการให้ความคุ้มครองบุคคลทั่วไป

 

1.1.1   ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์

แดงและดำคบคิดกันจะลอบปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ จึงไปปรึกษาเขียวของยืมรถยนต์และอาวุธปืนเพื่อใช้กระทำผิด จากนั้นแดงและดำก็ขับรถไปจอดบริเวณวัดที่ทราบว่าพระมหากษัตริย์จะเสด็จมาทรงประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่แดงและดำถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวเสียก่อนเช่นนี้ แดง ดำ และเขียว มีความผิดหรือไม่

การที่แดงและดำคบคิดกันกระทำผิด และหาอาวุธปืนมาไว้นั้นเป็นการเตรียมเพื่อปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ซึ่งมาตรา 107 วรรคท้ายบัญญัติเป็นความผิด แดงและดำจึงผิดฐานตระเตรียมเพื่อปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์

สำหรับเขียวซึ่งให้ยืมรถยนต์และอาวุธปืนเพื่อกระทำผิด การกระทำของเขียวจึงเป็นการช่วยเหลือในการที่แดงและดำกระทำผิด เขียวเป็นผู้สนับสนุนการตระเตรียมเพื่อปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ ซึ่งมาตรา 111 ผู้สนับสนุนในกรณีนี้ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ

 

1.1.2   ความผิดต่อพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ไก่ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ไปหาซื้อของที่ศูนย์การค้า ขณะที่เดินซื้อของอยู่ ไก่เสียหลัก เซไปปะทะเป็ดล้มลง เป็ดโกรธและพูดตะคอกไก่ว่า ให้ระวังตัวให้ดีเดี๋ยวจะเจ็บตัว นายตำรวจซึ่งติดตามคอยให้ความอารักขาแก่ไก่ จึงจับกุมเป็ด ในข้อหาแสดงความอาฆาตมาดร้ายผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็ดมีความผิดตามที่กล่าวหาหรือไม่

คำพูดของเป็ดต่อไก่ที่ว่า ให้ระวังตัวให้ดี เดี๋ยวจะเจ็บตัว นั้นเป็นการขู่เข็ญไก่ ด้วยประสงค์ร้ายว่าจะทำอันตรายต่อร่างกายของไก่ ถือได้ว่าเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อไก่ ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามบทบัญญัติในมาตรา 112 แต่เป็ดจะมีความผิดหรือไม่ต้องพิจารณาจากเจตนาของเป็ดอีกชั้นหนึ่งกล่าวคือ

(1)  ถ้าเป็ดรู้ว่าไก่ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็ดก็ผิดตามมาตรา 112

(2)  ถ้าหากเป็ดไม่รู้ว่าไก่ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็ดไม่ผิดตามมาตรา 112 แต่อาจมีความผิดตามมาตรา 392 และมาตรา 397 ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ

ประมวลกฎหมายอาญาให้ความคุ้มครองต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แตกต่างจากให้ความคุ้มครองบุคคลทั่วไปอย่างไร

ประมวลกฎหมายอาญาให้ความคุ้มครองแตกต่างกันดังนี้

(1)  กำหนดโทษไว้หนักกว่าความผิดอย่างเดียวกันกับที่กระทำต่อบุคคลทั่วไป

(2)  ในความผิดต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ถ้ากระทำต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แม้จะอยู่ในชั้นเตรียมการก็ผิด แต่ถ้าตระเตรียมกระทำการต่อบุคคลทั่วไปยังไม่เป็นความผิด

(3)  การพยายามกระทำความผิดในข้อ (2) ถ้ากระทำต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กฎหมายลงโทษเท่าความผิดสำเร็จ แต่ถ้าพยายามกระทำต่อบุคคลทั่วไป ลงโทษเพียงสองในสามของโทษสำหรับความผิดนั้น

(4)  ผู้สนับสนุนความผิดในข้อ (2) ที่กระทำต่อพระมหากษัตริย์ ฯลฯ ต้องโทษเท่ากับตัวการผู้ลงมือกระทำ แต่ถ้าสนับสนุนความผิดที่กระทำต่อบุคคลทั่วไปคงต้องโทษเพียงสองในสามของโทษสำหรับความ ผิดนั้น

(5)  การแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์นั้น ฯลฯ เป็นความผิด แต่ถ้ากระทำต่อบุคคลทั่วไปไม่ผิด แต่อาจจะมีความผิดตามมาตรา 392 และมาตรา 397

 

1.2    ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร

1.    กบฏต้องเป็นการกระทำเพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ หรือล้มอำนาจนิติบัญญัติ บริหารหรือ ตุลาการ หรือแบ่งแยกราชอาณาจักร เป็นต้น และแม้เพียงสมคบกับเพื่อนเป็นกบฏก็เป็นความผิดแล้ว

2.    การยุยงหรือจัดให้มีการหยุดงาน ปิดงาน หรือไม่ยอมค้าขาย กฎหมายเอาผิดทั้งผู้ยุยงหรือผู้จัดให้มีการกระทำนั้นๆ รวมทั้งผู้ที่เข้าร่วมหรือเข้าช่วยการหยุดงาน ปิดงาน หรือไม่ยอมค้าขาย และผู้ที่บังคับให้ผู้อื่นเข้าร่วมหรือเข้าช่วยการหยุดงาน ปิดงาน หรือไม่ยอมค้าขาย

3.    การกระทำต่อธงหรือเครื่องหมายอันมีความหมายถึงประเทศไทย ด้วยความมุ่งหมายจุดูถูกเหยียดหยามประเทศไทย กฎหมายถือเป็นความผิด

 

1.2.1   ความผิดฐานเป็นกบฏ

เก่งกับพวกลักพาตัวนายกรัฐมนตรีไปควบคุมไว้ และขู่ให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง

นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ถ้านายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง รัฐบาลชุดนั้นก็ย่อมสิ้นสุดลง ฉะนั้นการขู่ให้นายกรัฐมนตรีลาออก จึงเป็นการที่มุ่งหมายจะล้มล้างรัฐบาลย่อมผิดฐานเป็นกบฏ

เก่งกับพวกถืออาวุธสงครามครบมือบุกเข้าไปในสภานิติบัญญัติ ขณะสมาชิกสภากำลังประชุมพิจารณาร่างกฎหมาย บังคับให้สมาชิกเลิกประชุม แล้วคุมตัวไว้

สภานิติบัญญัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ การบังคับให้สมาชิกสภานิติบัญญัติเลิกประชุมเป็นการกระทำที่ทำให้สภานิติบัญญัติไม่อาจใช้อำนาจได้ ผู้กระทำผิดฐานเป็นกบฏ

เก่งกับพวกบังคับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ยุบสภาจังหวัดและให้มีการเลือกตั้งใหม่

สภาจังหวัดมิใช่ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ การขู่บังคับให้ยุบสภาจังหวัด จึงมิใช่เป็นการกระทำที่มุ่งล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติไม่ผิดฐานเป็นกบฏ

เก่งกับพวกเข้าปิดล้อมศาลจังหวัดน่าน บังคับให้ศาลดำเนินการพิจารณาพิพากษาคดี และกักตัวผู้พิพากษาทุกคนไว้

ศาลจังหวัดน่านเป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งของอำนาจตุลาการ การบังคับมิให้ศาลจังหวัดน่านพิจารณาพิพากษาคดี มิใช่เป็นการล้มล้างหรือทำให้ใช้อำนาจตุลาการไม่ได้ เพราะเป็นการกระทำต่อศาลใดศาลหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ผิดฐานเป็นกบฏ

มาตรา 113 เมื่อผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ

(1)  ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ

(2)  ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญหรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ

(3)  แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

 

1.2.2   ยุยงทหารหรือตำรวจให้หนีราชการ

ฟ้า เป็นพลตำรวจ ชักชวนตำรวจด้วยกันทำการเรียกร้องเป็นหนังสือต่อกรมตำรวจให้จัดสวัสดิการที่อยู่อาศัยให้ เมื่อถูกปฏิเสธ ฟ้าชักชวนให้พลตำรวจหยุดปฏิบัติงานตามหน้าที่ ให้วินิจฉัยการกระทำของฟ้า ว่ามีความผิดหรือไม่

การที่ฟ้าชักชวนพลตำรวจทำหนังสือเรียกร้องด้านสวัสดิการนั้น ฟ้าไม่มีความผิดทางอาญา เพราะเป็นการกระทำไปโดยสงบ มิใช่ยุให้พลตำรวจกำเริบ แต่เมื่อกรมตำรวจปฏิเสธแล้ว ฟ้ากับชักชวนพลตำรวจให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ฟ้าย่อมมีความผิดฐานยุให้ตำรวจไม่กระทำตามหน้าที่

มาตรา 115 ผู้ใดยุยงทหารหรือตำรวจให้หนีราชการ ให้ละเลย ไม่กระทำการตามหน้าที่ หรือให้ก่อการกำเริบ ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินห้าปี

ถ้าความผิดนั้นได้กระทำลงโดยมุ่งหมายจะบ่อนให้วินัย และสมรรถภาพของกรมกองทหารหรือตำรวจเสื่อมทรามลง ผู้กระทำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี

 

 

1.2.3   กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนเพื่อให้ล่วงละเมิดกฎหมาย

แดงทำใบปลิวซึ่งมีข้อความส่งเสริมสนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์ว่า เป็นลัทธิการปกครองที่ถูกต้องยุติธรรมและวิจารณ์รัฐบาลว่าใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ไปในทางกดขี่ข่มเหงประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเรียกร้องให้ประชาชนใช้กำลังบีบบังคับรัฐบาลให้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว แล้วแดงนำใบปลิวนั้นแจกจ่ายแก่ประชาชนทั่วไป การกระทำของแดงเป็นความผิดหรือไม่

การกระทำของแดงเป็นการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยหนังสือ โดยมุ่งหมายจะให้มีการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายของแผ่นดิน เนื่องจากเรียกร้องให้ประชาชนใช้กำลังบีบบังคับให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมาย จึงมีความผิดตามมาตรา 116

มาตรา 116 ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ   หรือใช้กำลังประทุษร้าย

(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ

(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

 

1.2.4   ยุยงหรือจัดให้เกิดการหยุดงาน ปิดงาน ไม่ยอมค้าขาย

สหภาพแรงงานกรรมกรในโรงงานทอผ้าไม่พอใจรัฐบาลที่อนุญาตให้มีการสั่งผ้าจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายได้อย่างเสรี เพราะทำให้โรงงานทอผ้าหลายแห่งต้องเลิกกิจการไป สหภาพฯ จึงให้กรรมกรชุมนุมประท้วงรัฐบาล ให้รัฐบาลยกเลิกการอนุญาตสั่งผ้าเข้ามาจากต่างประเทศ แต่กรรมกรโรงงานทอผ้าของขาวไม่ยอมหยุดงานไปชุมนุมประท้วงด้วย ขาวจึงขู่ว่าจะเลิกจ้างผู้ที่ไม่ไปร่วมประท้วง ขาวมีความผิดหรือไม่

การชุมนุมประท้วงของ สหภาพฯ มีความมุ่งหมายในอันที่จะบีบบังคับรัฐบาลให้ยกเลิกคำสั่งอนุญาตให้สั่งผ้าจากต่างประเทศ ขาวย่อมทราบถึงความมุ่งหมายนี้ของ สหภาพฯ การที่ขาวขู่จะเลิกจ้างกรรมกรในโรงงานของตนที่ไม่ยอมหยุดงานไปประท้วงร่วมกับ สหภาพฯ เป็นการทำให้กรรมกรหวาดกลัว โดยมุ่งจะให้กรรมกรเข้าร่วมในการหยุดงานประท้วงด้วย ขาวผิดตามมาตรา 117 วรรคท้าย

มาตรา 117 ผู้ใดยุยงหรือจัดให้เกิดการร่วมกันหยุดงาน การร่วม กันปิดงานงดจ้าง หรือการร่วมกันไม่ยอมค้าขายหรือติดต่อทางธุรกิจ กับบุคคลใด ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน เพื่อ บังคับรัฐบาลหรือเพื่อข่มขู่ประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ใดทราบความมุ่งหมายดังกล่าวและเข้ามีส่วนหรือเข้าช่วยในการ ร่วมกันหยุดงาน การร่วมกันปิดงานงดจ้างหรือการร่วมกันไม่ยอมค้า ขายหรือติดต่อทางธุรกิจกับบุคคลใด ๆ นั้น ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ใดทราบความมุ่งหมายดังกล่าว และใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือทำให้หวาดกลัวด้วยประการใด ๆ เพื่อ ให้บุคคลเข้ามีส่วนหรือเข้าช่วยในการร่วมกันหยุดงาน การร่วมกันปิดงานงดจ้างหรือการร่วมกันไม่ยอมค้าขายหรือติดต่อทางธุรกิจกับ บุคคลใด ๆ นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

1.2.5   กระทำต่อธงหรือเครื่องหมายแห่งรัฐ

ดำเข้าไปปัสสาวะในที่มืด โดยไม่ทราบว่าที่ตรงนั้นมีธงไตรรงค์เก็บอยู่ ดำจึงปัสสาวะรดธงไตรรงค์ พอดียามรักษาการณ์มาพบเข้าจึงจับกุมดำส่งตำรวจ ดำจะมีความผิดหรือไม่

ไม่ผิด เพราะไม่รู้ว่าตัวเองปัสสาวะรดธงไตรรงค์ จึงขาดเจตนาในการกระทำความผิด

 

1.3    ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร

1.    การกระทำใดๆ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศจากภายนอก ได้แก่การกระทำให้เอกราชของประเทศเสื่อมไป ทำการเพื่อประโยชน์ของต่างประเทศ ทำการรบต่อประเทศ อุปการะแก่ข้าศึก กระทำให้ได้มาซึ่งความลับ ให้ผู้อื่นรู้ความลับ ทำแก่เอกสารอันเกี่ยวกับส่วนได้ส่วนเสียของรัฐ ทำการที่ได้รับมอบหมายโดยทุจริต ทำให้เกิดเหตุร้ายจากภายนอก กฎหมายถือว่าเป็นความผิดอาญา

2.    การกระทำดังกล่าวแม้จะอยู่เพียงขั้นตระเตรียม หรือพยายามกระทำกฎหมายลงโทษเท่าความผิดสำเร็จ และผู้สนับสนุนก็ลงโทษเท่าตัวการ

 

1.3.1   กระทำเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสียไป

รัฐบาลไทยยอมรับความช่วยเหลือทางทหารจากต่างประเทศ และยินยอมให้ประเทศดังกล่าวตั้งฐานทัพในประเทศไทยได้ โดยตกลงว่า ถ้าทหารของประเทศนั้นกระทำความผิดใดๆ ในประเทศไทยก็ไม่ต้องขึ้นศาลไทย ให้วินิจฉัยว่า คณะรัฐมนตรีต้องรับผิดทางอาญาในการกระทำนี้หรือไม่

การกระทำในกรณีนี้เป็นการกระทำของรัฐ มิใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นเรื่องที่รัฐยินยอมรับความช่วยเหลือและยอมรับข้อผูกพันโดยใจสมัครเอง แม้ข้อผูกพันนั้นจะทำให้ศาลไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่ทหารต่างชาติกระทำผิดก็ตาม แต่เมื่อรัฐยินยอมเช่นนั้น ไม่ถือว่าเป็นการกระทำให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสียไป คณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บริหารประเทศไม่มีความผิดทางอาญาแต่ประการใด

มาตรา 119 ในกรณีผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลมีอำนาจสั่ง บังคับตามสัญญาประกันหรือตามที่ศาลเห็นสมควรโดยมิต้องฟ้อง เมื่อศาลสั่งประการใดแล้ว ฝ่ายที่ถูกบังคับตามสัญญาประกันหรือ พนักงานอัยการมีอำนาจอุทธรณ์ได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้ เป็นที่สุด"

 

1.3.2   คบคิดกับบุคคลซึ่งกระทำการเพื่อประโยชน์ของรัฐต่างประเทศ

หว่า คนญวนอพยพอยู่ที่จังหวัดสกลนคร ปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่สถานทูตของตนเรื่องไทยจะส่งคนญวนอพยพกลับประเทศเวียดนาม โดยเสนอความเห็นว่า เวียดนามควรต่อต้านการกระทำของไทย อย่ายอมรับพวกตนกลับประเทศ หว่า จะมีความผิดหรือไม่

การที่ หว่า ปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่สถานทูตเวียดนามให้ต่อต้านการที่ไทยจะส่งคนญวนอพยพกลับประเทศนั้นเป็นการกระทำที่มุ่งจะให้เกิดการดำเนินการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศไทย แม้หว่าจะเป็นคนญวนหว่าก็มีความผิดตามมาตรา 120 เพราะผู้ที่หว่าปรึกษาหารือนั้นคือเจ้าหน้าที่ทูตเวียดนาม ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องกระทำการเพื่อประโยชน์แก่ประเทศเวียดนามอยู่แล้ว

มาตรา 120 ผู้ใดคบคิดกับบุคคล ซึ่งกระทำการเพื่อ ประโยชน์ ของรัฐต่างประเทศ ด้วยความประสงค์ที่จะก่อให้เกิดการดำเนินการรบต่อรัฐ หรือทางอื่นที่เป็นปรปักษ์ต่อรัฐ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือ จำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี

 

1.3.3   คนไทยทำการรบต่อประเทศ

กบเกิดที่จังหวัดอุบลราชธานี พ่อแม่ของกบเป็นชาวเวียดนามซึ่งอพยพมาตั้งหลักแหล่งอยู่ในประเทศไทย กบได้เข้าร่วมกับกองกำลังทหารต่างชาติที่ตั้งประชิดชายแดนไทยด้านตะวันตก แต่ไม่มีการสู้รบกับฝ่ายไทยแต่อย่างใด และประเทศที่กบเข้าร่วมนั้นก็ไม่มีสงครามกับไทย วันหนึ่งกบนำนายทหารกลุ่มหนึ่งรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย และเกิดปะทะกับกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งพยายามผลักดันกองกำลังดังกล่าวออกจากเขตไทย กบถูกจับเป็นเชลย กบมีความผิดฐานทำการรบต่อประเทศหรือไม่

แม้กบจะเป็นคนไทย เพราะมีสัญชาติไทยเนื่องจากเกิดในประเทศไทย แต่ขณะที่กบปะทะกับตำรวจนั้นประเทศไทยมิได้ทำการสู้รบกับประเทศใดจึงไม่ถือว่ากบได้ทำการสู้รบกับประเทศไทย กบไม่ผิดฐาน ทำการรบต่อประเทศแต่อาจมีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ ตามมาตรา 289

มาตรา 121 คนไทยคนใดกระทำการรบต่อประเทศ หรือเข้าร่วมเป็นข้าศึกของประเทศต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

 

1.3.4   อุปการะแก่การรบของข้าศึก

แดงเป็นคนไทย ทำหน้าที่เป็นโฆษกให้แก่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แดงอ่านบทความทางวิทยุกระจายเสียงโจมตีรัฐบาลไทยไปในทางเสียหายเป็นประจำ ต่อมาแดงถูกจับกุมตัวและถูกฟ้องในข้อหากระทำการเพื่ออุปการะแก่การรบหรือตระเตรียมการรบของข้าศึกตามมาตรา 122 แดงผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่

แม้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจะทำการต่อสู้กับรัฐบาลไทยด้วยกำลังอาวุธก็ตาม แต่พรรคคอมมิวนิสต์มิได้เป็นกระเทศคู่สงครามกับประเทศไทย การกระทำของแดงแม้จะเป็นการอุปการะในการรบ แต่มิใช่อุปการะแก่ข้าศึกของประเทศ แดงไม่ผิดตามมาตรา 122

มาตรา 122 ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่ออุปการะแก่การดำเนิน การรบหรือการตระเตรียมการรบของข้าศึก ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี

ถ้าการอุปการะนั้นเป็นการ

(1) ทำให้ป้อม ค่าย สนามบิน ยานรบ ยานพาหนะ ทางคมนาคม สิ่งที่ใช้ในการสื่อสาร ยุทธภัณฑ์ เสบียงอาหาร อู่เรืออาคาร หรือสิ่ง อื่นใดสำหรับใช้เพื่อการสงครามใช้การไม่ได้หรือตกไปอยู่ในเงื้อมมือ ของข้าศึก

(2) ยุยงทหารให้ละเลยไม่กระทำการตามหน้าที่ ก่อการกำเริบ หนีราชการหรือละเมิดวินัย

(3) กระทำจารกรรม นำหรือแนะทางให้ข้าศึก หรือ

(4) กระทำโดยประการอื่นใดให้ข้าศึกได้เปรียบในการรบ

ผู้กระทำ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

 

1.3.5   กระทำให้ได้มาซึ่งความลับ

จอห์นเป็นนักหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกันเดินทางมาทำข่าวในประเทศไทย จอห์นอยากทราบแผนป้องกันประเทศด้านตะวันออกของไทยในกรณีที่มีข้าศึกรุกราน เพื่อนำไปเขียนบทความในหนังสือพิมพ์ จอห์นจึงติดต่อขอซื้อสำเนาของแผนที่นั้นจากข้าราชการผู้หนึ่งแต่ถูกปฏิเสธ จอห์นมีความผิดแล้วหรือไม่

แผนป้องกันประเทศนั้นย่อมเป็นเอกสารที่ต้องปกปิดเป็นความลับ เฉพาะเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศ การที่จอห์นติดสินบนข้าราชการให้เอาแผนที่นั้นมาให้ เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศตามมาตรา 123 แม้จอห์นจะมิใช่คนไทย และกระทำเพียงแต่พูดขอซื้อยังไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็ตาม จอห์นมีความผิดตามมาตรานี้แล้ว เพราะมาตรานี้ผู้กระทำจะเป็นใครก็ได้ และจะได้มาซึ่งความลับนั้นหรือไม่ ก็ไม่สำคัญ

มาตรา 123 ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อความ เอกสารหรือสิ่งใด ๆ อันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัย ของประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี

 

1.3.6   กระทำให้ผู้อื่นล่วงรู้หรือได้ไปซึ่งความลับ

ร.อ. ขาว ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดของกองทัพภาคที่ 4 ที่ใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามผู้ก่อการ ร้ายคอมมิวนิสต์ ร.อ. ขาวจึงเอาแผนปฏิบัติการยุทธโจมตีค่ายใหญ่ ของผู้ก่อการร้ายม้วนส่งทางไปรษณีย์ ไปยังหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ให้วินิจฉัยการกระทำของ ร.อ. ขาว ในกรณีนี้

แผนปฏิบัติการยุทธของกองทัพภาคที่ 4 ย่อมเป็นเอกสารลับอันเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศ การที่ ร.อ. ขาวส่งแผนนั้นไปยังหนังสือพิมพ์ จึงเป็นการกระทำเพื่อให้ผู้อื่นรู้ความลับ แม้ยังไม่มีผู้ใดจะได้รู้ถึงแผนนั้น ร.อ. ขาวก็ผิดตามมาตรา 124

มาตรา 124 ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้ผู้อื่นล่วงรู้หรือได้ไป ซึ่งข้อความ เอกสารหรือสิ่งใด ๆ อันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับ ความปลอดภัยของประเทศต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี

ถ้าความผิดนั้นได้กระทำในระหว่างประเทศอยู่ในการรบหรือการสงครามผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี

ถ้าความผิดดังกล่าวมาในสองวรรคก่อน ได้กระทำเพื่อให้รัฐต่างประเทศได้รับประโยชน์ ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิต

 

1.3.7   กระทำแก่เอกสารอันเกี่ยวกับส่วนได้เสียของรัฐ

เขียวไม่พอใจการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลไทย ที่นำประเทศไปผูกพันกับสหรัฐ อเมริกามากเกินไป จึงเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งวิจารณ์การดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาล และตอนหนึ่งของบทความกล่าวว่ารัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ตกลงให้สหรัฐอเมริกามาตั้งฐานพักที่อู่ตะเภาได้อีก โดยอ้างว่าข้อมูลนี้ได้มาจากเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศจึงแจ้งความต่อตำรวจให้ดำเนินคดีกับเขียวในข้อหาปลอมเอกสารอันเกี่ยวกับส่วนได้เสียของรัฐในการระหว่างประเทศให้วินิจฉัยมูลกรณีนี้

เอกสารที่เขียวทำขึ้น คือ บทความที่เขียนไปลงหนังสือพิมพ์เป็นบทความที่เขียวเขียนขึ้นเอง เป็นบทความของเขียว มิได้ทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารของผู้อื่น จึงมิใช่การปลอมเอกสาร ส่วนที่อ้างว่าเอาข้อมูลมาจากเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศ ก็มิใช่ปลอมเอกสารขึ้น อาจจะเป็นเพียงการเขียนเพื่อให้อ่านดูแล้วน่าเชื่อถือเท่านั้น เขียวไม่มีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา

มาตรา 125 ผู้ใดปลอม ทำเทียมขึ้น กักไว้ ซ่อนเร้น ปิดบัง ยักย้าย ทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งเอกสารหรือแบบใด ๆ อันเกี่ยวกับส่วนได้เสียของรัฐในการ ระหว่างประเทศต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี

 

1.3.8   กระทำกิจการที่ได้รับมอบหมายโดยทุจริต

เสือเป็นข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ รัฐบาลมอบหมายให้ไปเจรจาขายน้ำตาลทรายให้แก่รัฐบาลไนจีเรียในราคาตันละ 500 เหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันประเทศผู้ผลิตน้ำตาลทรายอื่นก็ส่งตัวแทนไปเจรจาขายน้ำตาลทรายให้แก่ไนจีเรียเหมือนกัน จึงต้องมีการแข่งขันในการเสนอขายน้ำตาลทรายแก่ไนจีเรีย เสือตัดสินใจเสนอขายในราคาตันละ 450 เหรียญสหรัฐ ส่วนประเทศอื่นๆ เสนอขายในราคาตันละกว่า 500 เหรียญสหรัฐ ทั้งสิ้น ไนจีเรียจึงตกลงซื้อน้ำตาลทรายของไทย ซึ่งความจริงหากเสือเสนอขายในราคาที่รัฐบาลกำหนดให้ไป ไนจีเรียก็คงซื้อเพราะเป็นราคาต่ำสุด เสือจึงถูกกล่าวหาว่า ไม่ปฏิบัติการตามที่ได้รับมอบหมายโดยทุจริต อันเป็นความผิดตามมาตรา 126 เสือจะมีความผิดหรือไม่

ไม่ผิดเพราะเสือมิได้กระทำโดยทุจริต การที่เสือเสนอขายน้ำตาลทรายแก่รัฐบาลไนจีเรียในราคาตันละ 450 เหรียญสหรัฐ แม้จะปฏิบัติไม่ตรงตามที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งก็ไม่เป็นการปฏิบัติตามที่ได้รับมอบหมายอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่เสือกระทำไปโดยสุจริตเพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้

มาตรา 126 ผู้ใดได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้กระทำกิจการของรัฐกับรัฐบาลต่างประเทศ ถ้าและโดยทุจริตไม่ปฏิบัติการตาม ที่ได้รับมอบหมาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี

 

1.3.9   กระทำให้เกิดเหตุร้ายแก่ประเทศจากภายนอก

นกประสงค์จะให้ธนาคารโลกระงับการให้กู้ยืมเงินแก่รัฐบาลไทยนำมาพัฒนาแหล่งน้ำในภาคอีสาน จึงเขียนจดหมายถึงประธานกรรมการธนาคารโลกอ้างว่า โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นโครงการที่ไม่เหมาะสมและมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะเวียดนามอาจจะบุกประเทศไทยเมื่อไรก็ได้ ธนาคารจึงควรระงับการให้เงินกู้สำหรับโครงการดังกล่าวเสีย นกมีความผิดหรือไม่

นกกระทำโดยมุ่งจะให้ธนาคารโลกระงับการให้กู้เงินแก่ประเทศไทย การที่ธนาคารโลกระงับการให้กู้ยืมเงิน ย่อมทำให้เกิดเหตุร้ายในทางเศรษฐกิจของประเทศขึ้นได้ และเหตุร้ายนี้มาจากภายนอกประเทศ นกมีความผิดตามมาตรา 127

มาตรา 127 ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้เกิดเหตุร้ายแก่ประเทศ จากภายนอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี

ถ้าเหตุร้ายเกิดขึ้น ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือ จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี

 

1.3.10   ตระเตรียม พยายามกระทำและเป็นผู้สนับสนุน

แดงต้องการได้แผนป้องกันประเทศของกองทัพไทย เพื่อนำไปขายแก่นักข่าวต่างประเทศ แดงจึงไปขอยืมกล้องถ่ายรูปจากดำโดยบอกความประสงค์ให้ดำรู้ว่า จะนำไปใช้ถ่ายแผนป้องกันประเทศของกองทัพไทยและบอกว่าเมื่องานเสร็จแล้วก็จะเอากล้องมาคืนและแบ่งรายได้ให้ด้วย ดำจึงให้แดงยืมกล้องถ่ายรูปและให้ฟิล์มไปด้วย 1 ม้วน แดงกับดำมีความผิดอย่างไรบ้าง

การกระทำของแดงที่ไปยืมกล้องถ่ายรูปของดำมา ถือว่าเป็นการเตรียมการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งความลับอันปกปิดไว้สำหรับความปลอดภัยของประเทศ การตระเตรียมการในกรณีนี้ถือเป็นการกระทำที่ร้าย แรงเพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยของรัฐเอง กฎหมายจึงลงโทษผู้กระทำเท่าความผิดสำเร็จ ตามมาตรา 128

สำหรับดำที่ให้แดงยืมกล้องถ่ายรูปเพื่อไปถ่ายเอกสารลับดังกล่าว ถือว่าเป็นการช่วยเหลือในการกระทำความผิดของแดง ดำจึงเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งการสนับสนุนในกรณีนี้กฎหมายลงโทษเท่ากับตัวการ ตามมาตรา 129

มาตรา 129 ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดใด ๆ ใน หมวดนี้ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น

 

1.4    ความผิดต่อสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ

1.    กฎหมายอาญาให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษแก่กษัตริย์ ราชินี ราชสามี รัชทายาท และประมุขของรัฐต่างประเทศ การประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของบุคคลดังกล่าว กฎหมายลงโทษหนักกว่าปกติ

2.    กฎหมายอาญาให้ความคุ้มครองเกียรติยศ ชื่อเสียงของกษัตริย์ ราชินี ราชสามี รัชทายาท และประมุขของรัฐต่างประเทศไว้เป็นพิเศษเช่นกัน และจะลงโทษผู้กระทำการดูหมิ่น หมิ่นประมาทบุคคลดังกล่าวหนักกว่าปกติ

3.    ธงหรือเครื่องหมายแห่งรัฐต่างประเทศซึ่งมีสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายไทย การกระทำใดๆ ต่อธงหรือเครื่องหมายแห่งรัฐเพื่อเหยียดหยามรัฐนั้น กฎหมายถือเป็นความผิด

 

1.4.1   ประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของประมุขหรือผู้แทนรัฐต่างประเทศ

การฆ่าคือ การทำให้บุคคลอื่นซึ่งมีชีวิตอยู่ถึงแก่ความตายไม่ว่าจะกระทำด้วยประการใดๆ เช่น ยิง ตี ฟัน แทง วางยาพิษ เป็นต้น และความตายต้องเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ส่วนการพยายามฆ่า คือ ลงมือกระทำแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล คือบุคคลที่ถูกฆ่าไม่ตายเพราะเหตุใดๆก็แล้วแต่ตามหลักในมาตรา 80

มาตรา 80 ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายาม กระทำความผิด

ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

แดงคิดจะลอบสังหารผู้นำของประเทศใดประเทศหนึ่ง เพื่อให้ตนเองมีชื่อตกเป็นข่าวไปทั่วโลก แดงทราบว่าประธานาธิบดีประเทศสิงคโปร์เดินทางมาพักผ่อนในประเทศไทย และพักที่โรงแรงแห่งหนึ่ง แดงจึงเอาปืนพกเหน็บไว้ที่สะเอว แล้วไปที่โรงแรมแห่งนั้น เพื่อหาโอกาสยิงประธานาธิบดี แต่แดงมีพิรุธทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสงสัย จึงจับและค้นตัวแดงพบอาวุธปืนดังกล่าว แดงมีความผิดหรือไม่

การกระทำของแดงยังอยู่ในขั้นเตรียมการเท่านั้น แดงยังมิได้ลงมือกระทำการแต่อย่างใด การเตรียมสังหารประมุขแห่งรัฐต่างประเทศกฎหมายมิได้บัญญัติว่าเป็นความผิด ฉะนั้น แดงจึงไม่มีความผิด แต่อาจผิดฐานพกพาอาวุธปืนหรือมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

มาตรา 130 ผู้ใดทำร้ายร่างกายหรือประทุษร้ายต่อเสรีภาพของ ราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาทหรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ซึ่งมีสัมพันธไมตรี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบห้าปี

ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

มาตรา 131 ผู้ใดทำร้ายร่างกาย หรือประทุษร้ายต่อเสรีภาพของ ผู้แทนรัฐต่างประเทศ ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาสู่พระราชสำนักต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินสิบปี

ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

มาตรา 132 ผู้ใดฆ่าหรือพยายามฆ่าบุคคลหนึ่งบุคคลใด ดังระบุ ไว้ใน มาตรา 130 หรือ มาตรา 131 ต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือ จำคุกตลอดชีวิต

 

1.4.2   หมิ่นประมาท ดูหมิ่นประมุขหรือผู้แทนรัฐต่างประเทศ

ศรีเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลประเทศหนึ่ง และตอนหนึ่งกล่าวว่า สม อุปทูตต่างประเทศของประเทศนั้นซึ่งประจำประเทศไทยเป็นกุ๊ย จงวินิจฉัยการกระทำของศรี

การกล่าวว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นกุ๊ย ย่อมเป็นการดูถูกเหยียดหยามผู้นั้น จึงเป็นการดูหมิ่นผู้อื่น สมเป็นอุปทูตต่างประเทศซึ่งประจำประเทศไทย สมจึงเป็นผู้แทนรัฐต่างประเทศที่ได้รับแต่งตั้งให้มาประจำพระราชสำนัก การกระทำของศรีจึงผิดฐานดูหมิ่นผู้แทนรัฐต่างประเทศตามมาตรา 134

มาตรา 134 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาต มาดร้ายผู้แทนรัฐต่างประเทศซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาสู่พระราชสำนัก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งพัน บาท ถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

1.4.3   กระทำต่อธงหรือเครื่องหมายแห่งรัฐต่างประเทศ

ศรชอบธงชาติของอังกฤษเพราะรู้สึกว่าสีสันสวยงาม จึงจ้างช่างทำธงชาติอังกฤษผืนหนึ่ง แล้วศรนำธงนั้นไปขึงไว้ในห้องน้ำเป็นเครื่องประดับ ศรมีความผิดหรือไม่

การที่ศรเอาธงชาติอังกฤษไปขึงในห้องน้ำ แต่ศรก็ทำด้วยความมุ่งหมายให้เป็นเครื่องประดับเพราะศรชอบสีสันของธงชาติมิได้มีความมุ่งหมายเหยียดหยามประเทศอังกฤษ ศรไม่มีความผิด

มาตรา 135 ผู้ใดกระทำการใด ๆ ต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใด อันมีความหมายถึงรัฐต่างประเทศซึ่งมีสัมพันธไมตรี เพื่อเหยียดหยาม รัฐนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท

 

 

แบบประเมินผลตนเอง หน่วยที่ 1

 

1.     การกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรได้แก่ หาซื้อปืนมาเก็บไว้เพื่อใช้ยิงพระมหากษัตริย์

2.     การกระทำที่ยังไม่เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรได้แก่ พกพาอาวุธปืนเพื่อจะยิงนายกรัฐมนตรี

3.     การตระเตรียมที่มีโทษเท่ากับความผิดสำเร็จได้แก่ ตระเตรียมการทำร้ายร่างกายผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

4.     กบฏเป็นการกระทำด้วยมูลเหตุชัดจูง เพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร

5.     การกล่าวปราศรัยต่อสาธารณะชนทั่วไป ผู้ปราศรัยอาจมีความผิดในกรณี เมื่อพูดโดยมีความประสงค์ที่จะให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย

6.     การชักชวนให้ผู้อื่นร่วมกันหยุดงาน หรือร่วมกันปิดงานงดจ้าง ผู้กระทำการชักชวนอาจมีความผิดได้ถ้ากระทำเพื่อความมุ่งหมายในการบีบบังคับรัฐบาล

7.     การกระทำใดๆแก่ธงชาติ ผู้กระทำมีความผิดเมื่อมีเหตุจูงใจ เพื่อการเหยียดหยามประเทศ

8.     ระหว่างไทยประกาศสงครามกับประเทศหนึ่ง การกระทำที่ไม่ถือว่าเป็นการอุปการะแก่ข้าศึกของประเทศได้แก่ เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยทำการสู้รบแก่ฝ่ายบ้านเมือง

9.     บุคคลที่ไม่ได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษจากกฎหมายอาญาของไทยได้แก่ นายกรัฐมนตรีของประเทศสิงค์โปร์ (พระสวามีของกษัตริย์แห่งต่างประเทศ จักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น ประธานาธิบดีของอินโดนีเชีย และพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซีย ได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ)

10.  บุคคลในคณะทูตที่มาประจำราชสำนักซึ่งได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ จากกฎหมายอาญาของไทยได้แก่ อุปทูต (ทูตวัฒนธรรม ทูตพาณิชย์ ทูตทหาร และกงสุล ไม่ได้รับการคุ้มครอง)

11.  ผู้กระทำมีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรได้แก่ แดงกับดำยืมปืนของเพื่อนมาเตรียมไว้เพื่อกระทำการปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์

12.  การกระทำที่แดงจะมีความผิดฐานเป็นกบฏได้แก่ การที่แดงใช้ปืนจี้บังคับให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งเพราะต้องการให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

13.  การพูดในที่ประชุม ซึ่งผู้พูดไม่ต้องรับผิดทางอาญาได้แก่กรณี ชักชวนมิให้ประชาชนเลิกให้ความร่วมมือกับตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรม

14.  แดงชักชวนเพื่อนกรรมกรนัดหยุดงานเพื่อความประสงค์ ให้รัฐบาลปลดปล่อยผู้นำกรรมกรที่ถูกตำรวจจับกุมตัว จะมีความผิด

15.  ดำ แดง เขียว ขาว ไม่พอใจนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลไทย  ดำเอาไปเผาไฟ แดงปัสสาวะรด เขียวกระทืบ ขาวฉีกทิ้ง การกระทำทั้งหมดทุกคนมีความผิด

 

 

 

หน่วยที่ 2  ความผิดเกี่ยวกับการปกครอง

 

1.    เจ้าพนักงานเป็นบุคคลที่มีความสำคัญยิ่งต่อการบริหารงานของรัฐ รัฐจึงต้องให้ความคุ้มครองแก่เจ้าพนักงานไว้เป็นพิเศษ โดยบัญญัติลงโทษผู้ที่ดูหมิ่น ต่อสู้ขัดขวางหรือให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน

2.    โดยที่เจ้าหน้าที่นั้นกฎหมายให้อำนาจในอันที่จะปฏิบัติการตามหน้าที่ รัฐจึงจำเป็นต้องควบคุม การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน มิให้ใช้อำนาจไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควร โดยบัญญัติลงโทษเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

 

2.1    ความผิดต่อเจ้าพนักงาน

1. ในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เจ้าพนักงานย่อมได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษจากการกระทำของบุคคลอื่น เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การดูหมิ่น การแจ้งความเท็จ การต่อสู้ขัดขวาง หรือการข่มขืนใจเจ้าพนักงาน ย่อมมีความผิด

2. ในกรณีที่เจ้าพนักงานได้ทำการรักษาตรา เครื่องหมาย ทรัพย์สิน หรือเอกสารใดเพื่อประโยชน์ของราชการ หากผู้ใดกระทำให้สิ่งของดังกล่าว เสียหายหรือสูญหาย ทำลายลงผู้กระทำย่อมมีความผิด

3. การให้สินบนแก่เจ้าพนักงานให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่ซึ่งเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใดๆ ผู้กระทำย่อมมีความผิด

4. การแสดงตนหรือการกระทำเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจกระทำการนั้น กฎหมายถือเป็นความผิด

 

2.1.1   ความผิดที่กระทำต่อเจ้าพนักงาน

แดงเสพสุราเมามายจนครองสติไม่ได้ เดินโซเซไปตามถนน ส.ต.ต. ดำมาพบเข้า จึงจับกุมแดง แต่แดงกลับพูดกับ ส.ต.ต. ดำว่า คุณแกล้งจับผม แดงผิดหรือไม่

คำกล่าวของแดงในลักษณะเช่นนี้ถือว่าเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ แดงผิดตามมาตรา 136

ดำเป็นปลัดอำเภอ ถูกสอบสวนทางวินัยข้อหารับสินบนโดยมีดีนายอำเภอเป็นประธานกรรมการสอบสวน แดงไปให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนว่าได้ทราบจากราษฎรหลายคนว่า ถูกดำเรียกเอาเงินเวลามาติดต่อราชการ แต่แดงไม่ยืนยันว่าเรื่องนี้จะเท็จหรือจริง  แดงผิดฐานแจ้งความเท็จหรือไม่

แดงไม่ทราบว่าข้อความที่ให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนเป็นความเท็จ จึงขาดเจตนาในการทำความผิด

ตำรวจสืบทราบว่า ดำกับพวกรักรอบเล่นการพนันอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งจึงไปทำการจับกุม ขณะตำรวจเข้าจับกุมดำกับพวกนั้น ดำรีบดับไฟฟ้าเพราะกลัวจะถูกจับ ทำให้บ้านมืดไม่สะดวกแก่ตำรวจในการจับกุม และพวกของดำบางคนก็สามารถอาศัยความมืดหลบหนีการจับกุมไปได้ แต่ดำหนีไม่พ้น ถูกตำรวจตั้งข้อหาว่า ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ จงวินิจฉัยกรณีนี้

ดำดับไฟเพราะกลัวถูกจับ เป็นกระทำเพียงเพื่อให้ตนเองสามารถหลบหนีการจับกุมของตำรวจได้ฉะนั้น เจตนาในการกระทำของดำ จึงมิใช่เจตาที่จะต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน เมื่อดำไม่มีเจตนาเช่นนี้ก็ยังไม่ผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน

ความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตามมาตรา 138 กับความผิดฐานข่มขืนใจ เจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ตามมาตรา 139 นั้น มีความแตกต่างกันอย่างไร

ความผิดในสองมาตรานี้มีความแตกต่างที่สำคัญคือมาตรา 138 เป็นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย แต่มาตรา 139 เป็นการบังคับข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ เช่นตำรวจจะจับกุมผู้ร้ายตามหน้าที่ แต่มีผู้มาดึงแขนตำรวจไว้ เป็นเหตุให้คนร้ายหนีไปได้ เป็นการขัดขวางเจ้าพนักงานตามมาตรา 138 วรรค 2 แต่ถ้าทำร้ายและขู่บังคับไม่ให้ตำรวจจับ แม้ตำรวจจะไม่กลัว และจับผู้ร้ายได้ ก็เป็นพยายามกระทำความผิดตามมาตรา 139

มาตรา 136 ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือ เพราะได้กระทำการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 137 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจ ทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 138 ผู้ใดต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมาย   ในการปฏิบัติ การตามหน้าที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการต่อสู้หรือขัดขวางนั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สองปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 139 ผู้ใดข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่  หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยใช้ กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี หรือปรับไม่เกินแปดพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

2.1.2   ความผิดที่กระทำต่อตา เครื่องหมาย ทรัพย์สิน หรือเอกสารอันเจ้าพนักงานได้ทำหรือรักษาไว้

เจ้าพนักงานป่าไม้ประทับตราเลขประจำต้นไม้เพื่อแสดงให้ผู้รับสัมปทานทำป่าไม้ทราบว่า ได้อนุญาตให้ตัดฟันต้นไม้นั้นได้ แก้วไม่ต้องการให้ผู้รับสัมปทานตัดไม้ต้นนั้น จึงใช้ขวานถากตราที่ประทับไว้นั้นออกเสีย แก้วจะมีความผิดฐานทำลายตราที่เจ้าพนักงานประทับไว้ในการปฏิบัติการตามหน้าที่หรือไม่

ตราเลขประจำต้นไม้ที่เจ้าพนักงานป่าไม้ประทับไว้นั้นเป็นตราประทับเพื่อรักษาต้นไม้นั้นไว้ เพื่อให้ผู้รับสัมปทานตัดได้ การทำลายตรานั้น จึงเป็นความผิดตามมาตรา 141

แก้วใช้ปืนยิงฟ้าตาย ตำรวจจับแก้วและสั่งให้สิงเก็บปืนของกลางไว้ แต่สิงกับเอาปืนนั้นไปวางทิ้งไว้หน้าบ้านซึ่งมีคนเดินผ่านไปมา ทำให้ปืนหายไป สิงจะมีความผิดหรือไม่

ปืนนั้นเป็นปืนของกลางที่จะต้องใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอาญา และเจ้าพนักงานสั่งให้สิงรักษาไว้ การที่สิงเอาปืนไปวางทิ้งไว้หน้าบ้านทำให้ปืนของกลางหายไป ย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 142

มาตรา 141 ผู้ใดถอน ทำให้เสียหาย ทำลายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งตราหรือเครื่องหมายอันเจ้าพนักงานได้ประทับหรือหมายไว้ที่สิ่งใด ๆ ในการปฏิบัติการตามหน้าที่เพื่อเป็นหลักฐานในการยึดอายัด หรือรักษาสิ่งนั้น ๆ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน สี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 142 ผู้ใดทำให้เสียหายทำลาย ซ่อนเร้นเอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินหรือเอกสารใดๆอันเจ้าพนักงานได้ยึดรักษาไว้ หรือสั่งให้ส่งเพื่อเป็นพยานหลักฐานหรือเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ว่าเจ้าพนักงานจะรักษา ทรัพย์ หรือเอกสารนั้นไว้เองหรือสั่งให้ผู้นั้นหรือผู้อื่นส่งหรือรักษาไว้ก็ตามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

 

2.1.3   การแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน

แก้วถูกจับกุมในข้อหาปล้นทรัพย์ ดำจึงไปพบเขียวบิดาของแก้วบอกว่าตนสนิทสนมกับภรรยาของนายอำเภอสามารถจะวิ่งเต้นกับภรรยาของนายอำเภอ ให้พูดกับพนักงานสอบสวนเพื่อล้มคดีได้และเรียกเงินจากนายเขียว 10,000 บาท เป็นค่าวิ่งเต้น ดำมีความผิดฐานเรียกทรัพย์สินเพื่อจูงใจเจ้าพนักงานหรือไม่

ไม่ผิดเพราะผู้ที่จะถูกจูงใจนั้นมิใช่เจ้าพนักงาน

แดงให้สินบนกับเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ ซึ่งประจำอยู่ที่ศูนย์อพยพชาวเวียดนามจังหวัดสงขลา เพื่อให้สั่งซื้ออาหารของแดงในราคาแพง แดงจะมีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานหรือไม่

เจ้าพนักงานนั้นจะต้องเป็นเจ้าพนักงานที่รัฐบาลไทยแต่งตั้งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการของรัฐบาลไทย เจ้าหน้าที่สหประชาชาติประจำศูนย์อพยพจึงมิใช่เจ้าพนักงาน แดงไม่ผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน

จ่าสิบตำรวจขาว จับกุมเขียวขณะกำลังขายเฮโรอีน ส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนแล้วบิดาของเขียวจึงไปพบจ่าสิบตำรวจขาวขอปล่อยตัวเขียวโดยจะให้เงินจำนวนหนึ่ง บิดาของนายเขียวจะมีความผิดฐานให้สินบนหรือไม่

จ่าสิบตำรวจขาวจับกุมเขียวส่งให้เจ้าพนักงานสอบสวนไปแล้ว การจะดำเนินการสอบสวนหรือจัดการอย่างใดต่อไปกับเขียวเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวน มิใช่อำนาจหน้าที่ของจ่าสิบตำรวจขาวแล้ว บิดาของเขียวจึงไม่ผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน

มาตรา 144 ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์ อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภา จังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

2.1.4   การแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน

แสนบอกส้มว่าเป็นตำรวจ ขอค้นบ้านของส้มแล้วแสนก็เข้าไปในบ้านของส้มเอาปืนขู่ส้มบังคับให้ส่งทรัพย์ให้ เมื่อได้ทรัพย์แล้วแสนก็หลบหนีไป แสนจะมีความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานหรือไม่

ไม่ผิด เพราะแสนยังไม่ได้กระทำการเป็นเจ้าพนักงานด้วย

มาตรา 146 ผู้ใดไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่อง หมายของเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล หรือไม่มีสิทธิใช้ยศตำแหน่ง เครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กระทำการเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพับาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

 

2.2    ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการที่กระทำโดยทุจริต

1.    เจ้าพนักงานจะต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และยุติธรรม หากเบียดบังเอาทรัพย์ที่ตนได้มาหรือถือไว้เพื่อจัดการตามหน้าที่ กฎหมายถือเป็นความผิด

2.    ในกรณีที่เจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจ หรือจูงใจเพื่อให้บุคคลอื่นมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น กฎหมายถือเป็นความผิดแม้ยังมิได้มอบทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นแก่กันก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว

3.    เจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งของตนไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ย่อมมีความผิดแม้ยังมิได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นดังกล่าว กฎหมายก็ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว

4.    ในบางกรณีความผิดสำเร็จเมื่อผู้นั้นได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงาน และได้กระทำการหรือไม่กระทำการในตำแหน่งโดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนจะได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งนั้น

5.    เจ้าพนักงานผู้ใดที่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่ตนมีเกี่ยวกับทรัพย์อันใดอันหนึ่ง หาผลประโยชน์อื่นนอกเหนือจากการเอาทรัพย์นั้น ย่อมมีความผิด

6.    เจ้าพนักงานผู้ใดมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด หากได้เข้ามีส่วนได้เสียประโยชน์ สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น ย่อมมีความผิด

7.    เจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่จ่ายทรัพย์ ถ้าได้จ่ายทรัพย์นั้นเกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น กฎหมายถือเป็นความผิด

8.    เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เรียกเก็บ หรือตรวจสอบภาษีอากร ค่าธรรมเนียมหรือเงินอื่นใด รวมทั้งเจ้าพนักงานที่ไม่มีหน้าที่ดังกล่าว แต่ได้แสดงตนว่ามีหน้าที่เช่นว่านั้น หากไม่เรียกเก็บเพื่อไม่ให้ผู้เสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมต้องเสีย หรือเรียกเก็บน้อยไปกว่าที่เขาพึงจะต้องเสีย ย่อมมีความผิด

9.    เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่กำหนดราคาทรัพย์สินหรือสินค้าเพื่อเรียกเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมนั้นไม่ต้องเสียหรือเสียน้อยไปกว่าที่พึงจะต้องเสีย ย่อมมีความผิด

10. เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีตามกฎหมาย หากได้กระทำการใดเพื่อไม่ให้มีการเสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมหรือเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสียย่อมมีความผิด

11. เจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยทุจริต ย่อมมีความผิด

 

2.2.1   เจ้าพนักงานยักยอก

แดงรับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาล ดำเป็นลูกจ้างรายวัน ทำงานในโรงพยาบาลเดียวกัน แดงมีหน้าที่จำหน่ายยาแก่คนไข้ ดำมีหน้าที่เก็บรักษาเงินค่าจำหน่ายไว้เพื่อส่งให้แก่เจ้าหน้าที่การเงินด้วย แดงและดำขายยาได้เงินทั้งสิ้น 30,000 บาท แต่ได้ร่วมกันทำสำเนาใบเสร็จรับเงินว่าขายได้เงิน 20,000 บาท และนำเงินจำนวนนี้ส่งแก่เจ้าหน้าที่การเงิน ส่วนเงินค่าขายยาอีก 10,000 บาท แดงและดำแบ่งกันคนละครึ่ง แดงและดำมีความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกหรือไม่

แดงรับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาลจึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย แต่แดงไม่มีหน้าที่เก็บรักษาเงินจึงไม่ผิดตามาตรา 147 เพราะความผิดตามมาตรานี้ผู้กระทำความผิดต้องมีหน้าที่จัดการหรือรักษาเงินนั้น เมื่อไม่มีหน้าที่เช่นนี้ ก็ไม่ผิด (แต่แดงผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352)

มาตรา 147 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ ซื้อ ทำ จัดการ หรือ รักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย ต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปีหรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

มาตรา 352 ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่น เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคล ที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใดหรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้ผู้กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง

 

2.2.2   ใช้อำนาจในตำแหน่งข่มขืนใจเอาทรัพย์

ดำ ผู้ใหญ่บ้านและแก้วกับเขียว ราษฎร แกล้งจับแดงหาว่าลักโค และพูดว่าถ้าไม่อยากรำบากก็หาเงินมาให้ 500 บาท จะปล่อยตัวไป แดงปฏิเสธและไม่ยอมให้เงินตามที่ถูกเรียก ดังนี้ ดำ แก้ว เขียว จะมีความผิดหรือไม่

ดำ ผิด ฐานเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ตามมาตรา 148 เพราะเป็นการแกล้งจับ โดยไม่ปรากฏว่าได้มีการกระทำผิด แม้แดงจะไม่ยอมให้เงินตามที่ถูกเรียกเก็บก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว

แม้แก้วกับเขียวจะร่วมกับดำ แกล้งจับแดง แต่แก้วและเขียวเป็นราษฎรจึงไม่อาจเป็นตัวการร่วมกระทำผิดตามมาตรา 148 ได้ แก้วและเขียวจึงผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ตามมาตรา 86

มาตรา 148 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดย มิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ ซึ่ง ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ห้าปี ถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต

มาตรา 86 ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด ก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้น เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่ สนับสนุนนั้น

 

2.2.3   เรียก รับ หรือยอมจะรับสินบน

ความผิดตามมาตรา 148 และมาตรา 149 มีข้อแตกต่างกันอย่างไร

มาตรา 148 เป็นเรื่องเริ่มต้นด้วยการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบก่อน แล้วเรียกทรัพย์ เช่น ผู้ถูกจับมิได้กระทำผิด แต่แกล้งจับเขา แล้วเรียกทรัพย์สินหรือประโยชน์

มาตรา 149 เป็นเรื่องของการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยชอบ แล้วเรียกเอาทรัพย์ เช่น ผู้ถูกจับเป็นผู้กระทำผิดจริง และผู้จับก็จับตามอำนาจหน้าที่โดยชอบแล้วเรียกทรัพย์หรือประโยชน์เพื่อปล่อยตัว

มาตรา 148 จำกัดเฉพาะการเรียกทรัพย์สินหรือประโยชน์ ส่วนมาตรา 149 รวมถึงการรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ด้วย

มาตรา 149 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับหรือยอมจะ รับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ในตำแหน่งไม่ว่าการนั้น จะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือ ประหารชีวิต

 

2.2.4   เรียกสินบนก่อนรับตำแหน่ง

นายดาบตำรวจแดงสอบได้เลื่อนยศตำรวจเป็นชั้นสัญญาบัตร แต่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้ง ได้เรียกเงินจากขาวโดยพูดว่า เมื่อตนได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานสอบสวนแล้ว ตนจะช่วยเหลือขาวในเรื่องคดี ขาวจึงมอบเงินจำนวนหนึ่งให้ไป ต่อมานายดาบตำรวจแดงได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานสอบสวน และได้กระทำตามที่พูด ถามว่า ร.ต.ต. แดง (ยศใหม่) มีความผิดหรือไม่ อย่างไร

ร.ต.ต. แดง เป็นเจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจในการสอบสวน ได้เรียกเงินจากขาวไว้ก่อนที่ตนจะได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานสอบสวน เพื่อจะช่วยเหลือขาวในเรื่องคดี ความผิดย่อมเกิดขึ้นสำเร็จแล้วเมื่อได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจสอบสวนและได้กระทำการหรือไม่กระทำการในตำแหน่ง เพื่อช่วยเหลือให้ขาวไม่ต้องถูกดำเนินคดี ร.ต.ต. แดง จึงมีความผิดตามมาตรา 150

มาตรา 150 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน กระทำการหรือไม่กระทำการ อย่างใดในตำแหน่งโดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดซึ่งตน ได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงาน ในตำแหน่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปีหรือจำคุก ตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

 

2.2.5   ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต

ความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกตามมาตรา 147 แตกต่างจากความผิดฐานเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ตามมาตรา 151 อย่างไร

ความผิดตามมาตรา 147 เป็นการเบียดบังเอาตัวทรัพย์ที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษานั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือยักยอกทรัพย์ในหน้าที่นั่นเอง

ความผิดตามมาตรา 151 มิใช่เรื่องยักยอกหรือเบียดบังตัวทรัพย์ในหน้าที่ของตน หากเป็นการอาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่ตนมีเกี่ยวกับทรัพย์อันใดอันหนึ่ง หาประโยชน์อื่นนอกเหนือจากการเอาทรัพย์นั้น

มาตรา 151 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือ รักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการ เสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และ ปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

 

2.2.6   เข้ามีส่วนได้เสียในกิจการในหน้าที่

แสวงเป็นอาจารย์ประจำโรงเรียนแห่งหนึ่ง ได้มอบหมายให้เป็นผู้จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์สำหรับใช้ในห้องประชุมโรงเรือน แสวงถือโอกาสไปซื้อของจากร้านค้าของภริยาของตน โดยคิดว่าซื้อของร้านไหนๆ ก็ราคาเหมือนกัน และยังจะได้ช่วยเหลือภริยาของตนด้วย ในกรณีดังกล่าว แสวงมีความผิดหรือไม่ อย่างไร

กรณีตามข้อเท็จจริง แสวงเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการซื้อวัสดุอุปกรณ์สำหรับใช้ในห้องประชุมของโรงเรียน การที่แสวงถือโอกาสซื้อของจากร้านค้าของภริยาของตนโดยมุ่งหวังจะช่วยเหลือภริยา จึงเป็นการเข้ามีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น แสวงจึงมีความผิดตามมาตรา 152

มาตรา 152 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแล กิจการใด เข้ามีส่วนได้เสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเนื่องด้วยกิจการนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท

 

2.2.7   จ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่าย

ดำเป็นข้าราชการได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่รับประมูลซื้อเครื่องพิมพ์ดีดสำหรับใช้ในราชการ แดงเข้าประมูลขายเครื่องพิมพ์ดีดด้วย และตกลงกับดำว่าถ้าประมูลได้จะให้ดำไปทัศนาจรทวีปยุโรปกับบริษัท นำเที่ยวโดยจะออกค่าใช้จ่ายให้ทุกอย่าง ดำจึงจัดการช่วยให้แดงประมูลขายเครื่องพิมพ์ดีดได้ แต่ภายหลังจากนั้นแดงก็เพิกเฉยไม่ดำเนินการให้ดำไปทัศนาจรตามที่สัญญาไว้ให้วินิจฉัยการกระทำของดำว่าผิดหรือไม่

ดำผิดตามมาตรา 152 เพราะดำมีหน้าที่จัดการดูแลการกระมูลซื้อเครื่องพิมพ์ดีด แต่เข้ามีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองในกิจการนั้น

 

2.2.8   เรียกเก็บหรือไม่เรียกเก็บภาษีอากรโดยทุจริต

ความผิดตามมาตรา 154 แตกต่างจากความผิดตามมาตรา 147 อย่างไร

ข้อแตกต่างของมาตรา 154 และมาตรา 147 อยู่ที่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากรค่าธรรมเนียมหรือเงินอื่นใดตามมาตรา 154 นั้นได้เรียกเก็บเกินจำนวน ที่ต้องเสียตามกฎหมายแล้วเอาส่วนที่เกินเป็นประโยชน์ส่วนตน รวมทั้งกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดเพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมมิต้องเสียหรือเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสีย แต่มาตรา 147 เป็นกรณีเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เรียกเก็บนั้น ได้เรียกเก็บตามอัตรา ในกฎหมาย แล้วเอาเงินที่เรียกเก็บนั้นไป จึงมีความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกตามมาตรา 147 ไม่ใช่มาตรา 154

มาตรา 154 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่หรือแสดงว่าตนมีหน้าที่ เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากร ค่าธรรมเนียมหรือเงินอื่นใด โดย ทุจริตเรียกเก็บหรือละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียมหรือ เงินนั้นหรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดเพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสีย ภาษีอากร หรือค่าธรรมเนียมนั้นมิต้องเสีย หรือเสียน้อยไปกว่าที่ จะต้องเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอด ชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

 

2.2.9   กำหนดราคาทรัพย์สินหรือสินค้าโดยทุจริต

แห้ว ต้องการจะเสียภาษีที่ดินของตน จึงไปถามกำนันห้าว ขอให้ช่วยกำหนดราคาที่ดินเพื่อเสียภาษี ซึ่งกำนันห้าว ก็ตีราคาที่ดินและกำหนดจำนวนเงินเสียภาษีที่ดินให้แห้ว แต่เมื่อแห้วไปถึงที่ว่าการอำเภอ กลับปรากฏว่าราคาที่ดินที่กำหนดนั้นต่ำกว่าที่ทางอำเภอกำหนดไว้ จงวินิจฉัยความรับผิดของห้าว

ห้าว มีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน แต่ไม่มีหน้าที่กำหนดราคาที่ดินเพื่อเรียกเก็บภาษีอากร จึงไม่มีความผิดฐานใดแม้จะได้กำหนดราคาที่ดินให้ แห้ว ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษี เสียน้อยไปกว่าที่ต้องเสีย แต่คำพูดดังกล่าวเป็นเพียงคำแนะนำซึ่งไม่มีผลทางกฎหมายแต่อย่างใด

 

2.2.10   ตรวจสอบบัญชีโดยทุจริต

แดงเป็นพนักงานเทศบาล มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีที่เกี่ยวกับการเสียภาษีอากร เมื่อตรวจพบว่าผู้ใดมิได้เสียภาษีก็จะต้องแนะนำให้ยื่นแบบประเมินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อไป แดงตรวจพบว่าดำยังมิได้เสียภาษีโรงเรือนจึงบอกดำว่า ถ้าดำไม่ต้องการจะมีเรื่องยุ่งยากก็ต้องเอาเงินให้ตน 1,000 บาท ดำก็ยอมให้เงินแก่แดงไป แดงจึงไม่รายงานเรื่องนี้ต่อเจ้าหน้าที่ให้เรียกเก็บภาษีจากดำ แดงจะมีความผิดฐานใดหรือไม่

แดงเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีที่เกี่ยวกับการเสียภาษีอากร ละเว้นไม่รายงานเรื่องที่ดำยังมิได้เสียภาษีโรงเรือนต่อเจ้าหน้าที่ โดยเรียกเก็บค่าตอบแทนจากดำ จึงเป็นการละเว้นไม่กระทำการตามกฎหมาย โดยมีเจตนาทุจริตเพื่อมิให้ดำผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีไม่ต้องเสียภาษี แดงมีความผิดตามมาตรา 156

มาตรา 156 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีตาม กฎหมาย โดยทุจริต แนะนำ หรือกระทำการหรือไม่กระทำการ อย่างใด เพื่อให้มีการละเว้นการลงรายการในบัญชี ลงรายการเท็จ ในบัญชี แก้ไขบัญชีหรือซ่อนเร้นหรือทำหลักฐานในการลงบัญชีอันจะเป็นผลให้การเสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมนั้นมิต้องเสีย หรือเสียน้อยกว่าที่จะต้องเสียต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปีหรือ จำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

 

2.2.11   การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต

อธิบายความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต

ความผิดตามมาตรา 157 จะต้องเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติซึ่งอยู่ในหน้าที่ของเจ้าพนักงานนั้นเองโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือโดยทุจริต ถ้าเป็นการกระทำนอกหน้าที่ไม่ผิดมาตรานี้

แดงเป็นพัศดีเรือนจำ ดำเป็นผู้คุม ดำคุมนักโทษไปทำงานนอกเรือนจำ แล้วนักโทษหลบหนีไป ดำจึงรายงานให้แดงทราบ แดงให้ปกปิดไว้ก่อนเพื่อติดตามตัว เมื่อติดตามไม่ได้ แดงและดำก็ปกปิดเรื่องไว้ไม่รายงานต่อผู้บัญชาการเรือนจำตามระเบียบ แดงและดำจะมีความผิดหรือไม่

การที่แดงและดำซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ต้องรายงานต่อผู้บังคับบัญชาการเรือนจำตามระเบียบในกรณีมีนักโทษหลบหนี แต่กลับปกปิดเรื่องนี้ไว้ ถือว่าแดงและดำมีความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157

ร.ต.ท. เหลืองเป็นพนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนเขียวผู้ต้องหาคดีปล้นทรัพย์ ร.ต.ท. เหลืองพยายามพูดโน้มน้าวให้เขียวรับสารภาพ ร.ต.ท. เหลืองอารมณ์เสียจึงใช้ก้นบุหรี่ที่ยังมีไฟอยู่ จี้ที่แขนของเขียว ดังนี้การกระทำของ ร.ต.ท. เหลืองจะมีความผิดตามมาตรา 157 หรือไม่

การที่ ร.ต.ท. เหลืองใช้ก้นบุหรี่ที่ยังมีไฟอยู่จี้ที่แขนของเขียวเพื่อให้เขียวยอมรับสารภาพ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อเขียว จึงมีความผิดตามมาตรา 157

มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ

 

2.3    ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการแต่ไม่ถึงกับกระทำโดยทุจริต

1.    เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รักษาทรัพย์หรือเอกสารใด หากมีเจตนาทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้นเอาไปเสีย ทำให้สูญเสียหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์หรือเอกสารดังกล่าว ย่อมมีความผิดแม้ไม่มีเจตนาทุจริต

2.    เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ดูแล รักษาทรัพย์หรือเอกสารที่มีตราหรือเครื่องหมายประทับหรือหมายไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการยึดหรือหลักฐานในการยึดหรือรักษาสิ่งนั้น ถ้าได้กระทำให้ตราหรือเครื่องหมายดังกล่าวเสียหายไม่ว่าจะกระทำเองหรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำ กฎหมายถือเป็นความผิด

3.    เจ้าพนักงานผู้มีหน้ารักษาหรือใช้ดวงตราหรือรอยตราของราชการหรือของผู้อื่น ถ้าได้ใช้ดวงตราหรือรอยตรานั้นจนอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย กฎหมายถือเป็นความผิด

4.    กรณีเจ้าพนักงานปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่กฎหมายถือเป็นความผิด

5.    เจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความในเอกสาร ถ้าได้ทำเอกสารเท็จ  กฎหมายถือเป็นความผิด

6.    ในบางกรณี กฎหมายมุ่งคุ้มครองรักษาประโยชน์ของเอกชนหรือผู้ที่ใช้บริการไปรษณีย์ โทรเลข หรือโทรศัพท์ โดยบัญญัติห้ามพนักงานผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับกิจการดังกล่าวเปิดเผยข้อความหรือทำให้จดหมายหรือสิ่งอื่นที่ส่งทางไปรษณีย์ โทรเลข หรือโทรศัพท์เสียหายหรือสูญหาย

7.    ในบางกรณี กฎหมายมุ่งคุ้มครองรักษาประโยชน์ของทางราชการโดยบัญญัติห้ามเจ้าพนักงานที่รู้หรืออาจรู้ความลับของทางราชการ กระทำการใดๆ ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น

8.    ในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย หากเจ้าพนักงานป้องกันหรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวย่อมมีความผิด

9.    เจ้าพนักงานละทิ้งงานหรือกระทำให้งานหยุดหรือเสียหาย หรือกระทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน หรือเพื่อบังคับรัฐบาล หรือเพื่อข่มขู่ประชาชนย่อมมีความผิด

 

2.3.1   ทำให้เสียหายซึ่งทรัพย์หรือเอกสาร

ดำเป็นลูกจ้างกรมสรรพกร ทำหน้าที่ยามรักษาการณ์ ดำไม่พอใจที่ถูกอธิบดีตำหนิ จึงแอบใช้มีดกรีดตัวถังรถประจำตำแหน่งอธิบดี ทำให้ตัวถังรถมีรอยขีดหลายแห่ง ดำผิดตามมาตรา 158 หรือไม่

ดำเป็นลูกจ้างประจำจึงมิใช่เจ้าพนักงาน ไม่อาจกระทำผิดตามมาตรา 158 ได้ แต่ดำก็มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 358

มาตรา 358 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

2.3.2   ทำให้เสียหายซึ่งตราหรือเครื่องหมาย

แดงเป็นอาจารย์ประจำโรงเรียนแห่งหนึ่ง ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ดูแลรักษาข้อสอบของโรงเรียน ซึ่งถูกเก็บไว้ในตู้ที่ได้รับการประทับตราและลงชื่อกำกับไว้ที่บานประตูตู้ เพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดเปิดตู้ออกก่อนถึงวันเวลาสอบไล่ ดำซึ่งเป็นเพื่อนรักของแดงอยากให้ลูกของตนสอบไล่ได้ จึงไปขอร้องแดงให้เปิดตู้เก็บข้อสอบเพื่อจะดูข้อสอบบางวิชา แดงยินดีให้ดำเปิดตู้ดูข้อสอบได้ การกระทำของแดงจะเป็นความผิดตามมาตรา 159 หรือไม่อย่างไร

แดงเป็นเจ้าพนักงานผู้ดูแลรักษาเอกสารของทางราชการ เมื่อแดงยินยอมให้ดำเปิดตู้ดูข้อสอบของโรงเรียน จึงเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยการทำลายตราหรือเครื่องหมายที่ได้ประทับหรือหมายไว้ที่ทรัพย์เพื่อเป็นหลักฐานในการรักษาสิ่งนั้น แดงจึงมีความผิดตามมาตรา 159

มาตรา 159 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ดูแล รักษาทรัพย์ หรือเอกสารใด กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ โดยถอน ทำให้ เสียหายทำลายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ หรือโดยยินยอมให้ผู้อื่นกระทำ เช่นนั้น ซึ่งตราหรือเครื่องหมาย อันเจ้าพนักงานได้ประทับหรือหมาย ไว้ที่ทรัพย์หรือเอกสารนั้นในการปฏิบัติตามหน้าที่ เพื่อเป็นหลักฐานในการยึดหรือรักษาสิ่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

2.3.3   ใช้ดวงตราหรือรอยตราโดยมิชอบ

แดงมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยป่าไม้จังหวัด แดงประทับตราประจำตัวของตนเองและประทับตราค่า  ภาคหลวงอันเป็นตราของทางราชการ ซึ่งแดงมีหน้าที่รักษาและใช้ตามอำนาจหน้าที่ที่ไม้ของกลางซึ่งเป็นไม้ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ตัดและฝ่าฝืนระเบียบของกรมป่าไม้ โดยมิได้ประทับตราประจำตัวพร้อมเลขเรียงลำดับท่อนภาคหลวงของไม้ท่อนที่ตัดทอนจากตอนั้น และเลขปี พ.ศ. ที่ประทับตรา ไว้ที่หน้าตัดของตอไม้ทุกตอ ให้วินิจฉัยความรับผิดของแดงกรณีตามปัญหานี้แดงจะอ้างว่าตนได้กระทำไปโดยสุจริตหรือกระทำไปด้วยความสำคัญผิดได้หรือไม่

แดงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รักษาหรือใช้ดวงตราหรือรอยตราของทางราชการ และได้ใช้ดวงตราหรือรอยตรานั้นโดยมิชอบทำให้กรมป่าไม้เสียหาย จึงมีความผิดตามมาตรา 160 เพราะการที่แดงประทับตราฝ่าฝืนระเบียบดังกล่าวของกรมป่าไม้ที่วางไว้เพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้อื่นแล้วนำมาสวยรอยอ้างว่าเป็นไม้ที่เจ้าพนักงานได้ตรวจสอบคัดเลือกอนุญาตให้ตัดนั้น เป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยหน้าที่ แดงย่อมเล็งเห็นผลเสียหายของการกระทำนั้น และก็ได้เกิดความเสียหายขึ้นแล้ว แดงจะอ้างว่ากระทำไปโดยสุจริตหรือกระทำไปด้วยความสำคัญผิดหาได้ไม่ ต้องถือว่าแดงมีเจตนากระทำความผิด

มาตรา 160 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่รักษาหรือใช้ดวงตรา หรือรอยตราของราชการหรือของผู้อื่น กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ โดยใช้ดวงตราหรือรอยตรานั้น หรือโดยยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้น ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

2.3.4   ปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่มีหน้าที่

แดงเป็นพนักงานเทศบาล มีหน้าที่ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ดำยื่นขออนุญาตปลูกสร้างอาคารโดยไม่เว้นระยะห่างแนวเขตที่ดิน 50 ซ.ม.  แดงออกใบอนุญาตให้ดำปลูกสร้างได้ตามคำขอ และดำรับใบอนุญาตไปแล้ว ต่อมามีผู้ร้องเรียนเรื่องนี้ขึ้นกล่าวหาว่าแดงกระทำโดยทุจริต แดงจึงเรียกใบอนุญาตนั้นคืนไปจากดำแล้วทำใบอนุญาตขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ไม่อนุญาตให้ดำปลูกสร้างโดยไม่เว้นระยะห่างแนวเขตที่ดิน 50 ซ.ม. เอกสารใบอนุญาตนี้ลงเลขที่ และวันเดือนปีตรงกับเอกสารใบอนุญาตเดิม แล้วเอาใบอนุญาตเดิมออกจากแฟ้มเรื่องเอาใบอนุญาตใหม่เก็บไว้แทน แดงผิดฐานเจ้าพนักงานปลอมเอกสารตามมาตรา 161 หรือไม่

เป็นการปลอมแปลงเอกสารตาม มาตรา 161 เพราะแม้เอกสารฉบับแรกจะเป็นของแดงทำขึ้นเอง ตาม อำนาจหน้าที่ที่จะออกเอกสารนั้นได้ก็ตาม แต่เอกสารนี้ไปอยู่ในความครอบครองของดำแล้ว การที่แดงเรียกเอาเอกสารกลับคืนมาและทำเอกสารขึ้นใหม่ทั้งฉบับเนื่องจากแดงหมดอำนาจที่จะแก้ไขเอกสารนั้นแล้ว

มาตรา 161 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารกรอกข้อความลงในเอกสาร หรือดูแลรักษาเอกสารกระ ทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

 

2.3.5   รับรองหรือกรอกข้อความลงในเอกสารอันเป็นเท็จ

ร.ต.ท. ขาว จับกุมเขียว ที่บ้านของเขียว แล้วไปทำบันทึกจับกุมที่สถานีตำรวจ โดยเขียนว่าบันทึกนั้นได้ทำขึ้นที่บ้านเขียว ซึ่งเป็นความเท็จ เพราะความจริงทำที่สถานีตำรวจ ส่วนข้อความอื่นในบันทึกถูกต้องตรงตามความเป็นจริง นอกจากสถานที่ที่ทำบันทึกเท่านั้น ร.ต.ท. ขาว ผิดฐานกรอกข้อความเท็จตามมาตรา 162 หรือไม่

การที่ ร.ต.ท. ขาวทำบันทึกการจับกุมที่สถานีตำรวจ แม้ระบุว่าทำที่บ้านซึ่งจับกุมเขียวก็ตาม แต่ข้อความอื่นตรงกับความจริง เพียงเท่านี้ยังไม่ถือได้ว่า ร.ต.ท. ขาว กรอกข้อความเท็จลงในเอกสารอันเป็นความผิดตามมาตรา 162

มาตรา 162 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการดังต่อไปนี้ในการปฏิบัติการ ตามหน้าที่

(1) รับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ

(2) รับรองเป็นหลักฐานว่า ได้มีการแจ้งซึ่งข้อความอันมิได้มี การแจ้ง

(3) ละเว้นไม่จดข้อความซึ่งตนมีหน้าที่ต้องรับจด หรือจด เปลี่ยนแปลงเช่นว่านั้น หรือ

(4) รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ ความจริงอันเป็นความเท็จ

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

 

2.3.6   พนักงานไปรษณีย์โทรเลข หรือโทรศัพท์กระทำมิชอบ

สมศักดิ์เป็นพนักงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย มีหน้าที่ควบคุมการติดต่อสายโทร ศัพท์ได้แอบดักฟัง และบันทึกเทปเสียงการสนทนาของประธานบริษัทรุ่งกิจกับประธานบริษัทรวยกิจทั้งนี้เนื่องจากทราบว่าบริษัททั้งสองกำลังแข่งขันกันทางการค้ากับบริษัทจนกิจสมศักดิ์ได้เสนอเทปเสียงดังกล่าวต่อประธานบริษัทจนกิจเพื่อแลกกับเงินจำนวนหนึ่ง เมื่อเป็นที่ตกลงกันแล้ว สมศักดิ์ได้นำเทปเสียงมาเปิดให้ประธานบริษัทจนกิจฟังแต่ปรากฏว่าการสนทนาในเทปเสียงนั้นเป็นเรื่องทั่วๆไปไม่ใช่เรื่องทางการค้าที่กำลังแข่งขันกันอยู่ ประธานบริษัทจนกิจจึงไม่ยอมรับเทปเสียงนั้นและไม่ยอมจ่ายเงินให้สมศักดิ์ ให้วินิจฉัยความรับผิดของสมศักดิ์

กรณีตามข้อเท็จจริงถือว่า สมศักดิ์มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ในการต่อสายโทรศัพท์การที่สมศักดิ์แอบบันทึกเทปเสียงการสนทนาระหว่างประธานบริษัทรุ่งกิจกับประธานบริษัทรวยกิจ แล้วนำไปเปิดให้ประธานบริษัทจนกิจฟัง ถือว่าเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ แม้สมศักดิ์จะไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนและไม่ได้ทำให้ผู้ใดเสียหายก็ตาม สมศักดิ์ก็ต้องรับผิดตามมาตรา 163

มาตรา 163 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ในการไปรษณีย์โทรเลข หรือโทรศัพท์ กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ดังต่อไปนี้

(1) เปิด หรือยอมให้ผู้อื่นเปิด จดหมายหรือสิ่งอื่นที่ส่งทาง ไปรษณีย์โทรเลขหรือโทรศัพท์ กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ดังต่อไปนี้

(2) ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้สูญหาย หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้เสีย หาย ทำลายหรือทำให้สูญหาย ซึ่งจดหมายหรือสิ่งอื่นที่ส่งทางไปรษณีย์ หรือโทรเลข

(3) กักส่งให้ผิดทางหรือส่งให้แก่บุคคลซึ่งรู้ว่ามิใช่เป็นผู้ควรรับซึ่งจดหมายหรือสิ่งอื่นที่ส่งทางไปรษณีย์หรือโทรเลข หรือ

(4) เปิดเผยข้อความที่ส่งทางไปรษณีย์ ทางโทรเลขหรือทาง โทรศัพท์

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

2.3.7   กระทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับในราชการ

นายชมเป็นข้าราชการประจำศาลากลางจังหวัด ทำงานในตำแหน่งพนักงานพิมพ์ดีด ผู้บังคับ บัญชามีคำสั่งให้พิมพ์ดีดหนังสือราชการส่งถึงหน่วยงานต้นสังกัดโดยมีข้อความรายงานการดำเนินงานทั่วไปของหน่วยงานเสนอต่อผู้บังคับบัญชาระดับเหนือหนังสือดังกล่าวถูกส่งออกโดยมีตราประทับไว้ที่หัวกระดาษ และที่ซองใส่หนังสือว่า ลับ นายชมได้เล่าเรื่องเนื้อความในหนังสือนั้นให้นายเชยฟัง โดยไม่รู้ว่าหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นหนังสือลับ นายชมจะมีความผิดตามมาตรา 164 หรือไม่

นายชมเป็นข้าราชการจึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน ได้รู้ความลับในหนังสือราชการ เนื่องจากเป็นผู้พิมพ์หนังสือดังกล่าว การที่นายชมได้เล่าเรื่องเนื้อความในหนังสือราชการอันเป็นความลับให้นายเชยฟัง นายชมไม่ได้มีเจตนาและไม่รู้ด้วยว่าสิ่งที่ตนกระทำให้ผู้อื่นล่วงรู้นั้นเป็นความลับทางราชการ นายชมจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 164

มาตรา 164 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำโดยประการใด ๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

 

2.3.8   ป้องกันหรือขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย

คนร้ายกระชากสร้อยคอเจ้าทรัพย์ในตลาด เจ้าทรัพย์จึงร้องขอให้พลตำรวจขาว ซึ่งอยู่ ณ ที่นั้น ช่วยจับคนร้าย พลตำรวจขาวไม่จับและบอกให้คนร้ายหลบหนีไป พลตำรวจขาวจะมีความผิดฐานใด

พลตำรวจขาว เป็นเจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย แต่ไม่จับคนร้ายกับบอกให้คนร้ายหลบหนีไป จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าทรัพย์ เป็นความผิดตามมาตรา 157 ไม่ใช่ความผิดตามมาตรา 165 เนื่องจากว่า แม้พลตำรวจขาวจะมีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายแต่ละเว้นไม่ปฏิบัติ ก็ไม่ถือว่าเป็นการป้องกันหรือขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย

มาตรา 165 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไป ตามกฎหมายหรือคำสั่งซึ่งได้สั่งเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ป้องกันหรือขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมายหรือคำสั่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ

 

2.3.9   ละทิ้งงานหรือกระทำเพื่อให้งานหยุดชะงักหรือเสียหาย

ข้าราชการในกองหนึ่งไม่พอใจผู้อำนวยการกองที่ทำงานเอาแต่ใจตัวเองไม่ฟังความเห็นผู้อื่น ใครทำงานไม่ถูกใจก็ตำหนิติเตียนอย่างรุนแรง ทำให้บรรดาข้าราชการอึดอัดใจในการทำงานมาก ข้าราชการจำนวน 20 คน ในกองจึงหยุดงานเข้าพบอธิบดี เพื่อขอให้พิจารณาย้ายผู้อำนวยการกองผู้นั้น  ข้าราชการดังกล่าวจะมีความผิดตามมาตรา 166 หรือไม่

ไม่ผิด เพราะไม่ได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายที่จะให้งานหยุดชะงักหรือเสียหาย แต่กระทำเพื่อให้มีการย้ายผู้บังคับบัญชาของตน

มาตรา 166 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานละทิ้งงานหรือกระทำการอย่าง ใด ๆ เพื่อให้งานหยุดชะงักหรือเสียหาย โดยร่วมกระทำการเช่นนั้น ด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าความผิดนั้น ได้กระทำลงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมาย แผ่นดิน เพื่อบังคับรัฐบาลหรือเพื่อข่มขู่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

 

แบบประเมินผลตนเอง หน่วยที่ 2

 

1.     บุคคลที่มิใช่เจ้าพนักงานตามความหมายของกฎหมายอาญา ได้แก่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ทหาร ผู้ใหญ่บ้าน พนักงานเทศบาล ครูอาจารย์ ถือว่าเป็นเจ้าพนักงาน)

2.     คำกล่าวที่จะถือว่าเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานได้แก่ ด่าเจ้าพนักงานว่าหมา

3.     ความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน ผู้กระทำความผิดต้องกระทำโดยมีเจตนาพิเศษ เช่น เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่

4.     ผู้ไม่มีสิทธิแต่งเครื่องแบบตำรวจ ถ้าแต่งเครื่องแบบดังกล่าวอาจมีความผิดในกรณี แต่งเพื่อหลอกบุคคลอื่นให้เชื่อว่าตนเป็นตำรวจ

5.     แดงเป็นข้าราชการได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ทำหน้าที่ซื้อตลับเทป สำหรับบันทึกรายการวิทยุเพื่อใช้ในราชการ แดงอนุญาตให้ดำเอาตลับเทปที่ซื้อมาไปใช้ส่วนตัว 10 ม้วน แดงมีความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกตามมาตรา 147

มาตรา 147 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ ซื้อ ทำ จัดการ หรือ รักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย ต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปีหรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

6.     ความผิดฐานเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งข่มขืนใจเอาทรัพย์ตามมาตรา 148 เช่นกรณี ตำรวจจราจรแกล้งจับผู้ที่มิได้ขับรถฝ่าฝืนกฎจราจรแล้วเรียกเอาทรัพย์แต่เขาไม่ยอมให้

มาตรา 148 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดย มิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ ซึ่ง ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ห้าปี ถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต

7.     พลตำรวจจับคนร้ายลักกระบือ เมื่อถึงสถานีตำรวจก็ชกผู้ต้องหา เนื่องจากโมโหที่ผู้ต้องหาปฏิเสธความรับผิด พลตำรวจผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 หรือไม่เพราะเหตุใด ไม่ผิดเพราะการทำร้ายมิได้อยู่ในหน้าที่ของพลตำรวจ

มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ

8.     ขาวเป็นข้าราชการระดับ 3 มาทำหน้าที่อยู่เวรยามที่ทำงานตามคำสั่ง กลางดึกขาวนอนไม่หลับเพราะรำคาญเสียงนาฬิกาของที่ทำงานที่รบกวนประสาทอยู่ตลอดเวลา ขาวจึงเอานาฬิกานั้นไปโยนทิ้งในสระ ขาวจะมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทำให้ทรัพย์สินของทางราชการเสียหายตามมาตรา 158 หรือไม่  คำตอบ ผิด เพราะขาวต้องมีหน้าที่ปกครองทรัพย์นั้นในขณะอยู่เวรยาม

มาตรา 158 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ทำให้เสียหาย ทำลายซ่อน เร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ หรือเอกสารใดเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้ หรือ ยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

9.     การกระทำที่พนักงานไปรษณีย์ไม่มีความผิด คือการกระทำดังต่อไปนี้ คือ เปิดจดหมายที่มิได้ปิดผนึกส่งทางไปรษณีย์ออกอ่านข้อความ และ ส่งจดหมายของผู้อื่นผิดทางโดยความสะเพร่า

10.  ศึกษาธิการอำเภอลงชื่อรับรองว่า สามีภรรยาได้จดทะเบียนหย่าต่อหน้าตน ซึ่งเป็นความเท็จ ไม่ถือว่าเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานทำเอกสารเท็จ ตามมาตรา 162

11.  บุคคลที่ไม่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญาคือ ลูกจ้างประจำของราชการ

12.  ตำรวจจับแดงฐานขับรถผิดกฎจราจร แดงด่าว่าตำรวจว่า ห่วยมาก การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน

13.  เหลืองเป็นข้าราชการแผนกสรรพกรอำเภอมีหน้าที่รับเงินค่าภาษี เขียวเอาเงินค่าภาษีฝากเหลืองไว้โดยจะมายื่นแบบรายการในวันหลัง เหลืองกลับเบียดบังเอาเงินภาษีที่รับฝากไว้เสีย เหลืองผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกหรือไม่ เพราะเหตุใด คำตอบคือ ไม่ผิด เพราะมิได้กระทำการในหน้าที่ แต่เป็นการรับฝากเป็นส่วนตัว

14.  พลตำรวจจับนางแดงฐานเป็นเจ้ามือสลากกินรวบแล้วเข้าไปกระทำมิดีมิร้ายต่อนางแดงในทางชู้สาว พลตำรวจผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 หรือไม่ เพราะเหตุใด คำตอบคือ ไม่ผิด เพราะการกระทำดังกล่าวมิได้อยู่ในหน้าที่ของตำรวจ

15.  เขียวเป็นพนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย มีหน้าที่รับส่งถุงไปรษณีย์อันเป็นกิจการส่วนหนึ่งของการรถไฟ เขียวได้เปิดถุงไปรษณีย์ออกและนำจดหมายในถุงนั้นไปเผาเสีย ดังนี้ เขียวจะมีความผิดตามมาตรา 163 หรือไม่ เพราะเหตุใด คำตอบ ไม่ผิด เพราะไม่ได้มีหน้าที่ในการไปรษณีย์

 

 

หน่วยที่ 3  ความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรม

 

1.    เจ้าพนักงานในการยุติธรรมเป็นเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ ในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประ  ชาชน การกระทำความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ผู้กระทำผิดจะต้องรับโทษต่างหากจากการกระทำผิดต่อเจ้าพนักงานอื่น

2.    เจ้าพนักงานในการยุติธรรมเป็นเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ ในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน การที่เจ้าพนักงานในการยุติธรรมปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจึงต้องรับโทษหนักขึ้นกว่าเจ้าพนักงานอื่น

 

3.1    ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม (1)

1.    ในการให้สินบนเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ผู้กระทำความผิดจะต้องระวางโทษหนักกว่าการให้สินบนเจ้าพนักงานอื่น

2.    ประชาชนต้องให้ความร่วมมือในการผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม การขัดขืนคำบังคับ หมาย คำสั่งของเจ้าพนักงานในการยุติธรรมย่อมทำให้เจ้าพนักงานในการยุติธรรมไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยดี

3.    การแสดงข้อเท็จจริงต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในอันที่เจ้าพนักงานในการยุติธรรมจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและเที่ยงธรรม ผู้กระทำการอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม จึงมีความผิดและต้องได้รับโทษ

 

3.1.1   ให้สินบนเจ้าพนักงานในการยุติธรรม

เหลืองกระทำความผิดอาญาเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีพยานหลักฐานพอที่พนักงานอัยการจะสั่งฟ้องได้ แต่เหลืองเสนอให้เงินจำนวนหนึ่งแก่พนักงานอัยการผู้นั้นเพื่อสั่งไม่ฟ้อง ดังนี้เหลืองจะมีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานในการยุติธรรมหรือไม่

การที่เหลืองเสนอให้เงินจำนวนหนึ่งแก่พนักงานอัยการเพื่อให้สั่งไม่ฟ้อง ทั้งที่พยานหลักฐานสามารถสั่งฟ้องได้เป็นการขอให้ทรัพย์สินแก่พนักงานอัยการ เพื่อจูงใจให้พนักงานอัยการกระทำการคือการสั่งไม่ฟ้องคดีอันเป็นการไม่ชอบด้วยหน้าที่ การกระทำของเหลืองเป็นความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานในการยุติธรรม

มาตรา 167 ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด แก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำการไม่กระทำการหรือ ประวิงการกระทำใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินเจ็ดปีและปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

 

3.1.2   ขัดขืนคำบังคับ หมาย คำสั่ง ของเจ้าพนักงานในการยุติธรรม

เขียวถูกกล่าวหาจากพนักงานสอบสวนว่า กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ และได้รับการประกันตัวไปในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนประสงค์จะสอบปากคำเขียวเพิ่มเติม จึงได้ออกหมายเรียกไปยังเขียวให้มาพบ เขียวได้รับหมายเรียกแล้วไม่ยอมมาพบพนักงานสอบสวน โดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร เขียวจะมีความผิดฐานใดหรือไม่

เขียวตกเป็นผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน เมื่อเขียวขัดขืนหมายเรียกของพนักงานสอบสวน ปวอ. มาตรา 66(3) บัญญัติทางแก้ไขไว้แล้ว โดยให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายจับได้ซึ่งเป็นการลงโทษอยู่แล้ว เขียวจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 168 อีก

พระภิกษุแดงมาเบิกความเป็นพยานโจทก์แก่ศาล และตอบคำซักถามของทนายโจทก์จนจบแล้ว เมื่อทนายจำเลยถามค้าน พระภิกษุแดงกลับไม่ยอมตอบคำถามซึ่งศาลขอให้ตอบ ดังนี้ พระภิกษุแดงจะมีความผิดตาม ปอ. มาตรา 171 หรือไม่

ตาม ปวพ. มาตรา 115 กำหนดสิทธิพระภิกษุในพุทธศาสนา จะไม่ตอบคำถามใด ๆ ก็ได้ ดังนั้น การที่พระภิกษุแดงไม่ยอมตอบคำถามค้านของทนายจำเลยจึงชอบที่จะกระทำได้ตาม ปวพ. มาตรา 115 การกระทำของพระภิกษุแดงจึงไม่เป็นความผิดตาม ปอ. มาตรา 171

มาตรา 168 ผู้ใดขัดขืนคำบังคับตามกฎหมายของพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี    หรือพนักงานสอบสวน ซึ่งให้มาเพื่อให้ถ้อยคำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 171 ผู้ใดขัดขืนคำสั่งของศาลให้สาบาน ปฏิญาณให้ถ้อยคำ หรือเบิกความ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน หนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

 

3.1.3   การกระทำอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม

ทองได้ยื่นฟ้องเทียนเป็นจำเลยต่อศาลแพ่งว่า เทียนเช่าที่ดินของทองปลูกบ้านอยู่ โดยสัญญาเช่าได้สิ้นอายุลงแล้วขอให้เทียนและบริวารออกจากที่ดินและรื้อบ้านไป เทียนยื่นคำให้การรับว่าเป็นความจริงดังฟ้อง ขอเวลารื้อบ้านภายใน 10 วัน แต่ความจริงที่ดินเป็นของมารดาทอง  จอนเช่าที่ดินจากมารดาทองปลูกบ้านอยู่ โดยเทียนไม่เคยเกี่ยวข้องด้วย การฟ้องเท็จและให้การเท็จดังกล่าวทำให้จอนเสียหาย เพราะถูกหาว่าเป็นบริวารของเทียนและขัดขืนไม่ยอมออกไปจากบ้านตามคำพิพากษา ดังนี้ การที่ทองฟ้องเทียนดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จหรือไม่

การฟ้องเท็จนั้น ตาม ปอ. มาตรา 175 ต้องเป็นการฟ้องเท็จในคดีอาญาการฟ้องเท็จในคดีแพ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดทางอาญาแต่อย่างใด ทองจึงไม่มีความผิดฐานฟ้องเท็จ

จันทร์มีสาเหตุโกรธเคืองกับอังคาร จันทร์แกล้งฟ้องอังคารต่อศาลว่าลักทรัพย์และศาลสั่งประทับรับฟ้องระหว่างสืบพยานจำเลย จันทร์ถอนฟ้องโดยแถลงความจริงว่าอังคารมิได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา ดังนี้ศาลจะลงโทษจันทร์ฐานฟ้องเท็จอย่างไร

การกระทำของจันทร์เป็นการเอาความอันเป็นเท็จฟ้องอังคารต่อศาล จันทร์จึงมีความผิดตาม ปอ. แต่การที่จันทร์ถอนฟ้องก่อนสืบพยานจำเลยโดยแถลงว่าความจริงอังคารมิได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาเป็นการลุแก่โทษต่อศาล และขอถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษา จันทร์ย่อมได้รับผลตามมาตรา 176 ซึ่งศาลอาจใช้ดุลพินิจลงโทษจันทร์น้อยกว่าที่มาตรา 175 กำหนดไว้เพียงใดก็ได้

ดำเป็นพยานรู้เห็นในขณะที่แดงยืมเงินจากเขียว เมื่อเขียวมาฟ้องแดงเรียกเงินกู้ที่ยืมคืน และอ้างดำเป็นพยาน ดำกลับเบิกความว่า ดำไม่เห็นแดงยืมเงินจากเขียว ในที่สุดศาลพิพากษายกฟ้อง เขียวจึงมาฟ้องดำว่าเบิกความเท็จในคดีดังกล่าว ดำต่อสู้ว่า การจะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จได้ จะต้องเป็นการเบิกความเท็จในคดีอาญาเท่านั้น ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างของดำฟังขึ้นหรือไม่

ดำมีความผิดฐานเบิกความเท็จ เพราะการที่ดำรู้เห็นในขณะแดงยืมเงินถือว่าเป็นข้อสำคัญในคดี แม้คดีที่ดำเบิกความจะเป็นคดีแพ่งดำก็มีความผิดฐานเบิกความเท็จตาม ปอ. มาตรา 177 ซึ่งบัญญัติความผิดฐานเบิกความเท็จทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ต่างจากกับการฟ้องเท็จตามมาตรา 175 ซึ่งจะต้องเป็นการฟ้องเท็จเฉพาะความผิดอาญาเท่านั้น

มาตรา 175 ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำ ความผิดอาญา หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

มาตรา 176 ผู้ใดกระทำความผิดตาม มาตรา 175 แล้วลุแก่โทษ ต่อศาลและขอถอนฟ้องหรือแก้ฟ้องก่อนมีคำพิพากษา ให้ศาลลงโทษ น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือศาลจะไม่ลงโทษเลยก็ได้

มาตรา 177 ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ได้กระทำในการพิจารณา คดีอาญา ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นสี่พันบาท

 

3.2    ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม (2)

1.    พยานหลักฐานหรือทรัพย์สินแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งจำเป็นต้องได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาพิพากษา และบังคับคดีแพ่งและคดีอาญา

2.    เมื่อศาลวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลย จำเลยจะต้องได้รับโทษตามคำพิพากษาของศาล การกระทำให้ผู้ต้องโทษไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษา จึงเป็นเรื่องที่รัฐต้องลงโทษแก่ผู้กระทำ

3.    วิธีการเพื่อความปลอดภัย นอกจากจะเป็นการคุ้มครองบุคคลนั้นแล้ว ยังคุ้มครองสาธารณชนอีกด้วย การฝ่าฝืนวิธีการเพื่อความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่รัฐจะต้องลงโทษ

4.    ศาลหรือผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรม ในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา กฎหมายจึงเอาโทษหนักกว่าดูหมิ่นเจ้าพนักงานอื่น

 

3.2.1   ทำลายทรัพย์สินในคดีหรือเอกสารของผู้อื่น

โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกหนี้ตามสัญญาต่อศาล จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยขอผ่อนชำระต่อโจทก์ ต่อมาจำเลยสมคบกับพวกขายเรือนของจำเลยให้บุคคลอื่นไปเสีย จนโจทก์ไม่อาจยึดเรือนมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ดังนี้จำเลยจะมีความผิดฐานใดหรือไม่

การที่จำเลยสมคบกับพวกขายเรือนของจำเลยให้บุคคลอื่นไป จนโจทก์ไม่อาจยึดเรือนขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นการทำให้ทรัพย์ซึ่งน่าจะถูกยึดสูญหายไป การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดตาม ปอ. มาตรา 187

จน กู้ยืมเงิน มี ไป 1,000 บาท จนเขียนในกระดาษแผ่นหนึ่งความว่า กู้ยืมเงินมีไป 1,000 บาท รับเงินไปครบแล้วลงลายมือชื่อจนไว้ แล้วมอบให้มีไป ต่อมาจนพบหนังสือฉบับนี้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของมีซึ่งทำงานอยู่แห่งเดียวกัน จน แอบใช้น้ำยาลบหมึกลบข้อความและชื่อของตนในหนังสือดังกล่าวออกหมดสิ้น ดังนี้จนมีความผิดฐานใดหรือไม่

การที่จนลบข้อความและชื่อของตนในกระดาษดังกล่าวออกเป็นการทำให้สัญญากู้ยืมเงินเสียหายและไร้ประโยชน์ต่อนายมี การกระทำของนายจนจึงมีความผิดตาม ปอ. มาตรา 188

มาตรา 187 ผู้ใดเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด หรือที่ตนรู้ว่าน่าจะถูกยึด หรืออายัด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 188 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือ ทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินห้าปีและปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

 

3.2.2   การกระทำเพื่อมิให้ต้องโทษ

วอนไปเยี่ยมวันผู้ต้องหา ซึ่งถูกคุมตัวระหว่างสอบสวนอยู่ที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจเผลอวอนแอบส่งใบเลื่อยให้วัน วันใช้ใบเลื่อยนั้นเลื่อยลูกกรงเหล็กห้องขังหลบหนีไปได้ ดังนี้ วอนมีความผิดฐานใดหรือไม่

การกระทำของวอน มิใช่เป็นการกระทำให้วันหลุดพ้นจากการคุมขังตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 191 แต่เป็นการสนับสนุนให้นายวันผู้ถูกคุมขังหลบหนีไประหว่างคุมขังอยู่ตามอำนาจของพนักงานสอบสวน จึงเป็นความผิดตาม ปอ. มาตรา 190 , 86

มาตรา 190 ผู้ใดหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับ ไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าความผิดดังกล่าวมาในวรรคแรกได้กระทำโดยแหกที่คุมขัง โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าความผิดตาม มาตรานี้ ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืน หรือวัตถุระเบิดผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติ ไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง

 

3.2.3   ฝ่าฝืนวิธีการเพื่อความปลอดภัย

เหลืองกระทำความผิดอาญาเรื่องหนึ่ง ศาลไม่พิพากษาลงโทษเพราะเห็นว่า เหลืองกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง แต่เห็นว่าหากปล่อยเหลืองไปจะไม่ปลอดภัยแก่ประชาชน ศาลจึงสั่งให้คุมตัวเหลืองไว้ในสถานพยาบาล ในระหว่างที่ถูกคุมตัวอยู่นั้น เหลืองหลบหนีไปจากสถานพยาบาลดังนี้เหลืองจะมีความผิดฐานใดหรือไม่

วิธีการที่ศาลสั่งให้คุมตัวเหลืองไว้ในสถานพยาบาล เป็นวิธีการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยแก่ประชาชน ตามปอ.มาตรา 48 มิใช่ตามปอ. มาตรา 49 ซึ่งเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการเสพสุราเป็นอาจิณ หรือติดยาเสพติดให้โทษ ซึ่งหากศาลใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยโดยคุมตัวไว้ในสถานพยาบาลตามมาตรา 49 แล้ว และผู้ถูกคุมตัวหลบหนีจากสถานพยาบาล ผู้หลบหนีจะมีความผิดตามปอ. มาตรา 195 ดังนั้นการหลบหนีของเหลืองจากสถานพยาบาล ผู้หลบหนีจึงมีความผิดตาม ปอ.มาตรา 195 ดังนั้นการหลบหนีของเหลืองจากสถานพยาบาลจึงไม่มีความผิด เพราะเหลืองมิได้ถูกคุมตัวไว้ตามมาตรา 49

มาตรา 48 ถ้าศาลเห็นว่า การปล่อยตัวผู้มีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือนซึ่งไม่ต้องรับโทษหรือได้รับการลดโทษตาม มาตรา 65 จะเป็นการไม่ปลอดภัยแก่ประชาชน ศาลจะสั่งให้ส่งไปคุมตัวไว้ ในสถานพยาบาลก็ได้ และคำสั่งนี้ศาลจะเพิกถอนเสียเมื่อใดก็ได้

มาตรา 49 ในกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก หรือพิพากษาว่า มีความผิดแต่รอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษบุคคลใด ถ้าศาล เห็นว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการเสพสุราเป็น อาจิณ หรือการเป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ ศาลจะกำหนดในคำพิพากษา ว่าบุคคลนั้นจะต้องไม่เสพสุรา ยาเสพติดให้โทษ อย่างหนึ่งอย่างใด หรือทั้งสองอย่างภายในระยะเวลาไม่เกินสองปีนับแต่วันพ้นโทษหรือ วันปล่อยตัวเพราะรอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษก็ได้

ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวในวรรคแรกไม่ปฏิบัติตามที่ศาลกำหนด ศาลจะสั่งให้ส่งไปคุมตัวไว้ในสถานพยาบาลเป็นเวลาไม่เกินสองปีก็ได้

 

3.2.4   กีดกันหรือขัดขวางการขายทอดตลาด

ในระหว่างการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาคดีหนึ่ง เขียวญาติลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ขู่เข็ญผู้เข้าสู้ราคามิให้สู้ราคา หากเข้าสู้ราคาจะทำร้าย จนไม่มีบุคคลใดกล้าสู้ราคา และในที่สุดเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องเลื่อนการขายทอดตลาดไป ดังนี้ เขียวจะมีความผิดฐานใดหรือไม่

การกระทำของเขียว เป็นความผิดตามปอ. มาตรา 197 เพราะการที่เขียวขู่เข็ญผู้เข้าสู้ราคามิให้สู้ราคา หากเข้าสู้ราคาจะถูกทำร้าย เป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อกีดกันหรือขัดขวางการขายทอดตลาดแล้ว

มาตรา 197 ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายให้ประโยชน์ หรือรับว่าจะให้ประโยชน์ เพื่อกีดกันหรือขัดขวางการขาย ทอดตลาดของเจ้าพนักงานเนื่องจากคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้ง จำทั้งปรับ

 

3.2.5   ดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยอุทธรณ์โดยกล่าวในอุทธรณ์ว่า ศาลตัดสินไม่ต้องด้วยความยุติธรรม ดังนี้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาหรือไม่

จำเลยไม่มีความผิดฐานดูหมิ่นศาล หรือผู้พิพากษา เพราะเป็นการอุทธรณ์ ฎีกาภายในขอบเขตของการดำเนินคดีและวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเป็นธรรมต้องด้วยข้อยกเว้นตามบทบัญญัติความผิดฐานหมิ่นประมาท

แดงส่งเสียงเอะอะและทุบโต๊ะเก้าอี้ในระหว่างการพิจารณาคดีเรื่องหนึ่ง เจ้าพนักงานศาลเข้าห้ามปรามกลับไม่ยอมเชื่อฟัง จนศาลต้องเลื่อนการพิจารณาไป และได้ไต่สวนในเรื่องที่แดงประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลโดยลงโทษจำคุกฐานละเมิดอำนาจศาล 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนี้ แดงจะมีความผิดฐานขัดขวางการพิจารณาคดีของศาลอีกหรือไม่

การกระทำของแดงเป็นความผิดต่อกฎหมาย 2 ฉบับคือ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและตามประมวลกฎหมายอาญา แม้ศาลจะลงโทษแดงฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไปแล้ว ก็ไม่ลบล้างความผิดฐานขัดขวางการพิจารณาคดีของศาล ตาม ปอ.มาตรา 198

มาตรา 198 ผู้ใดดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือ พิพากษาคดี หรือกระทำการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของ ศาลต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาท ถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

 

3.2.6   ซ่อนเร้นศพ

แดงฆ่าพี่เขยตายในบ้านพักแล้วตัดศีรษะพี่เขยนำไปทิ้งไว้อีกที่หนึ่ง ดังนี้ นอกจากแดงจะมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นแล้ว แดงจะมีความผิดฐานใดอีก

การที่แดงตัดศีรษะซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศพพี่เขย แล้วนำไปทิ้งไว้ที่แห่งหนึ่ง ถือว่าแดงได้ย้ายส่วนของศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย การกระทำของแดงจึงเป็นความผิดตาม ปอ. มาตรา 199 อีกฐานหนึ่งนอกจากความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

มาตรา 199 ผู้ใดลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพหรือส่วน ของศพเพื่อปิดบังการเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

 

3.3    ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม (3)

1.    เจ้าพนักงานในงานยุติธรรมมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน การที่เจ้าพนักงานในการยุติธรรมปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จะต้องได้รับโทษหนักกว่าเจ้าพนักงานอื่น

2.    การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล เป็นกระบวนสำคัญที่จะทำให้คำพิพากษาหรือคำสั่งมีผลใช้บังคับ ดังนั้น การกระทำในลักษณะที่ไม่อาจให้คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลมีผลใช้บังคับได้ ย่อมเป็นความผิดและมีโทษ

 

3.3.1   เจ้าพนักงานในการยุติธรรมช่วยบุคคลมิให้ต้องโทษ

ในระหว่างการสอบสวนคดีอาญาเรื่องหนึ่ง ร้อยตำรวจเอกขาวได้จดคำพยานผิดไปจากที่พยานให้ถ้อยคำเพื่อมีเจตนาจะช่วยผู้ต้อหามิให้รับโทษ แต่ต่อมาเมื่อผู้ต้องหาถูกฟ้องเป็นจำเลย พยานปากนั้นได้เบิกความต่อศาลและศาลได้ลงโทษจำเลยโดยอาศัยพยานดังกล่าว ดังนี้ ร้อยตำรวจเอกขาวจะมีความผิดฐานใดหรือไม่

การที่ร้อยตำรวจเอกขาวซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนจดคำพยานผิดไปจากที่พยานให้ถ้อยคำ ก็เพื่อมีเจตนาช่วยผู้ต้องหามิให้ต้องรับโทษ การกระทำของร้อยตำรวจเอกขาวจึงเป็นความผิดตาม ปอ.มาตรา 200 แม้ต่อมาศาลจะเชื่อคำพยานปากนั้นและนำไปลงโทษจำเลยซึ่งไม่สมประโยชน์ของร้อยตำรวจเอกขาวก็ตาม การกระทำของร้อยตำรวจเอกขาวก็ยังเป็นความผิดอาญาอยู่

มาตรา 200 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หรือจัดการให้เป็นไปตามหมายอาญา กระทำการหรือไม่กระทำการ อย่างใด ๆ ในตำแหน่งอันการมิชอบ เพื่อจะช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใด มิให้ต้องโทษหรือให้รับโทษน้อยลงต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือน ถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

ถ้าการกระทำหรือไม่กระทำนั้นเป็นการเพื่อ จะแกล้งให้บุคคลหนึ่ง บุคคลใดต้องรับโทษ รับโทษหนักขึ้น หรือต้องถูกบังคับตามวิธีการ เพื่อความปลอดภัยผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือ จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

 

3.3.2   เจ้าพนักงานในงานยุติธรรมเรียกรับ หรือยอมรับสินบน

ร้อยตำรวจเอกแดง เรียกเงินจำนวนหนึ่งจากญาติของผู้ต้องหาในความผิดอาญาเรื่องหนึ่ง เพื่อทำความเห็นสั่งไม่ฟ้องซึ่งจากพยานหลักฐานในคดี ร้อยตำรวจเอกแดงต้องมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องอยู่แล้ว ดังนี้ ร้อยตำรวจเอกแดงจะมีความผิดตามปอ. มาตรา 201 หรือไม่

ร้อยตำรวจเอกแดง มีความผิดตาม ปอ. มาตรา 201 แม้ตามพยานหลักฐานในคดี ร้อยตำรวจเอกแดงจะต้องทำความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งเป็นการกระทำที่ชอบด้วยหน้าที่ก็ตาม เพราะการเรียกเงินจากญาติผู้ต้องหาเป็นการกระทำโดยมิชอบ

มาตรา 201 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการพนักงาน อัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาทหรือประหารชีวิต

 

3.3.3   เจ้าพนักงานในงานยุติธรรมเรียกสินบนก่อนรับตำแหน่ง

ดำเป็นพนักงานอัยการ ต่อมาดำทราบว่าตนจะย้ายไปดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดแห่งหนึ่ง ขณะยังไม่ได้ย้ายไปประจำต่างจังหวัด ได้เรียกเงินจำนวนหนึ่งจากญาติของผู้ต้องหาซึ่งกระทำความผิดโดยสัญญาว่าเมื่อย้ายไปเป็นอัยการจังหวัดแล้วจะสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหานั้น และเมื่อดำย้ายไปเป็นอัยการจังหวัดได้มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา ดังนี้ ดำจะมีความผิดตามปอ. มาตรา 202 หรือไม่

การที่ดำเรียกเงินจำนวนหนึ่งจากญาติของผู้ต้องหาก่อนที่จะย้ายไปเป็นอัยการจังหวัด และเมื่อย้ายไปมิได้มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหานั้น เป็นการเรียกทรัพย์สินก่อนที่ดำได้รับตำแหน่ง และการคำสั่งไม่ฟ้องก็โดย เห็นแก่ทรัพย์สินที่ดำได้เรียกไว้ก่อนจะได้รับตำแหน่ง การกระทำของดำจึงเป็นความผิดตามปอ. มาตรา 202

มาตรา 202 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการพนักงาน อัยการผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน กระทำการหรือไม่กระทำการ อย่างใด ๆ ในตำแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่ง ตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งในตำแหน่ง นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปีหรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต

 

3.3.4   เจ้าพนักงานป้องกันหรือขัดขวางมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง

เขียวเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี มีหน้าที่ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เขียวได้บอกให้ลูกหนี้ยักย้ายทรัพย์ไปเสียก่อนวันยึดทรัพย์ ดังนี้ เขียวจะมีความผิดตามปอ.มาตรา 203 หรือไม่

เขียวเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี มีหน้าที่ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อขายทอดตลาด แต่เขียวกลับบอกให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษายักย้ายทรัพย์ไปเสียก่อนวันยึดทรัพย์ การกระทำของเขียวจึงเป็นการป้องกันและขัดขวางมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษา และคำสั่งของศาล เป็นความผิดตามปอ.มาตรา 203

มาตรา 203 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไป ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ป้องกันหรือขัด ขวางมิให้การเป็น ไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

 

3.3.5   เจ้าพนักงานทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขัง

ดำเป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์พาผู้ต้องขังออกจากเรือนจำไปเยี่ยมบ้านโดยพลการ และพากลับเข้าเรือนจำในตอนเย็นวันเดียวกันนั้นเอง ดังนี้ ดำจะมีความผิดฐานทำให้ผู้ที่อยู่ระหว่างคุมขังพ้นจากการคุมขังไปหรือไม่

การที่ดำพาผู้ต้องหาออกจากเรือนจำไปเยี่ยมบ้านโดยพลการ ถือได้ว่าดำทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขังแล้ว แม้ดำจะไปด้วยและพากลับเข้าเรือนจำในเย็นวันนั้นเองก็ตาม เพราะการหลุดพ้นอาจเป็นการหลุดพ้นไปเลยหรือเป็นการชั่วคราวก็ได้

มาตรา 204 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีตำแหน่งหน้าที่ควบคุมดูแล ดูแลผู้ที่ต้องคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา กระทำด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ที่อยู่ในระหว่างคุมขังนั้นหลุดพ้นจากการคุมขังไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปีและปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

ถ้าผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังไปนั้นเป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาของศาลหนึ่งศาลใด ให้ลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุก ตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป หรือมีจำนวนตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้อง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึง สองหมื่นบาท

 

3.3.6   เจ้าพนักงานทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขังโดยประมาท

แดงเป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ใช้ให้เขียวผู้ต้องขังล้างรถจักรยานยนต์ใกล้ประตูเรือนจำ ระหว่างล้างอยู่นั้นเขียวสบโอกาสเห็นแดงเผลอ จึงขับรถจักรยานยนต์ออกจากประตูเรือนจำไป ดังนี้ แดงจะมีความผิดฐานใด

การที่แดงใช้ให้เขียวผู้ต้องขังล้างรถจักรยานยนต์ใกล้ประตูเรือนจำ จนเขียวขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปได้นั้น เป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งหากเป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์อื่นแล้วจะไม่ทำอย่างนั้น การกระทำของแดงจึงเป็นการกระทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขังโดยประมาท เป็นความผิดตามปอ. มาตรา 205

มาตรา 205 ถ้าการกระทำดังกล่าวใน มาตรา 204 เป็นการกระทำ โดยประมาท ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน สี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังไปด้วยการกระทำโดยประมาทนั้นเป็น บุคคลที่ต้องคำพิพากษาของศาลหนึ่งศาลใดให้ลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป หรือมีจำนวนตั้งแต่ สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับ ไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้กระทำความผิดจัดให้ได้ตัวผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังคืนมาภายในสามเดือนให้งดการลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดนั้น

 

แบบประเมินผลตนเอง หน่วยที่ 3

 

1.     สินบนหมายความว่า ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด

2.     สมศักดิ์เป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนแห่งหนึ่งเสนอต่อพนักงานอัยการว่า หากสั่งไม่ฟ้องคดีที่น้องชายสมศักดิ์ตกเป็นผู้ต้องหา จะรับบุตรของพนักงานอัยการคนนั้นเข้าเรียนในโรงเรียนที่สมศักดิ์เป็นอาจารย์ใหญ่ ดังนี้ สมศักดิ์จะมีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานในการยุติธรรมหรือไม่ สมศักดิ์มีความผิด เพราะการรับว่าจะให้บุตรของพนักงานอัยการเข้าโรงเรียนเป็นการรับว่าจะให้ประโยชน์อื่นใดแล้ว

3.     พนักงานสอบสวนมีหมายเรียกให้ผู้ต้องหามาพบเพื่อสอบถามคำให้การเพิ่มเติม แต่ผู้ต้องหาไม่มาพบโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันสมควร ดังนี้ ผู้ต้องหาจะมีความผิดฐานขัดขืนคำบังคับของพนักงานสอบสวนหรือไม่ คำตอบ ไม่มีความผิดเพราะหากผู้ต้องหาไม่มาตามหมายเรียก โดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ปวอ.มาตรา 66(3) ได้บัญญัติทางแก้เอาไว้แล้วคือให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายจับ

4.     การที่จะเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จนั้นจะต้องมีสาระสำคัญคือ เป็นการแจ้งความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา

5.     ความผิดฐานเบิกความเท็จเป็นความผิดที่กระทำต่อศาลในการพิจารณาคดีแพ่งและคดีอาญา และ ความเท็จนั้นต้องเป็นข้อสำคัญในคดี

6.     มารดาที่ให้ที่พักแก่บุตรซึ่งหลบหนีการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจในคดีลักทรัพย์ ดังนั้น มารดาจะมีความ ผิดและต้องรับโทษหรือไม่ คำตอบ มารดามีความผิดฐานช่วยผู้กระทำผิดเพื่อมิให้ถูกจับกุมแต่ศาลจะไม่ลงโทษก็ได้

7.     การที่มีผู้ส่งเสียงเอะอะในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล จะเป็นความผิดฐานขัดขวางการพิจารณาของศาลหรือไม่ คำตอบ อาจเป็นความผิดหากการส่งเสียงเอะอะนั้นทำให้ศาลไม่อาจพิจารณาคดีต่อไปได้ จนต้องเลื่อนการพิจารณาคดีออกไป

8.     พนักงานอัยการตรวจสำนวนคดีอาญาเรื่องหนึ่งแล้วเห็นว่าควรสั่งไม่ฟ้องเพราะพยานหลักฐานอ่อน แต่พนัก งานอัยการผู้นั้นกลับไปเรียกเงินจากญาติของผู้ต้องหาเพื่อสั่งไม่ฟ้องดังนี้ พนักงานอัยการจะมีความผิดหรือไม่ คำตอบ มีความผิดเพราะเป็นการเรียกเอาทรัพย์สินเพื่อตนเองเพื่อสั่งไม่ฟ้องแม้ตามพยานหลักฐานจะไม่พอฟ้องผู้ต้องหาก็ตาม

9.     ก่อนเจ้าพนักงานบังคับคดีจะไปยึดทรัพย์ลูกหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีอีกคนหนึ่งบอกให้ลูก หนี้ตามคำพิพากษาย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้าน ดังนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจะมีความผิดทางอาญาหรือไม่  คำตอบ มีความผิดเพราะเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล การบอกให้ลูกหนี้ยักย้ายทรัพย์ไป จึงเป็นการป้องกันหรือขัดขวางมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล

10.  เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์กระทำโดยประมาททำให้ผู้ต้องขังหลุดพ้นจากการคุมขังไป แต่ได้พยายามติดตามจับกุมมาได้ภายในกำหนด 3 เดือน ดังนี้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะมีความผิดอย่างไรหรือไม่ คำตอบ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ยังมีความผิดอยู่แต่กฎหมายให้งดการลงโทษ

11.  สมศักดิ์ตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาเรื่องหนึ่ง สมพงษ์น้องชายของสมศักดิ์ไปพบพนักงานสอบสวนเสนอแก่พนักงานสอบสวนว่าหากมีความเห็นไม่ฟ้องจะพาพนักงานสอบสวนไปเที่ยวต่างประเทศ ดังนี้ สมพงษ์จะมีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานในการยุติธรรมหรือไม่ คำตอบ มีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานในการยุติธรรม แม้เป็นเพียงข้อเสนอว่าจะพาไปเที่ยวต่างประเทศก็ตาม

12.  ผู้ต้องหาไม่ยอมมาตามหมายเรียกของพนักงานสอบสวนซึ่งเรียกมาเพื่อให้ถ้อยคำในฐานะพยาน โดยไม่มีข้อแก้ตัวอันสมควร ดังนี้ ผู้ต้องหาจะมีความผิดฐานขัดขืนคำบังคับของพนักงานสอบสวนหรือไม่ คำตอบ เป็นการเรียกผู้ต้องกามาให้ถ้อยคำในฐานะพยาน การที่ผู้ต้องหาไม่ยอมมาพบพนักงานสอบสวนโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันสมควร จึงเป็นความผิดฐานขัดขืนคำบังคับของพนักงานสอบสวน

13.  ข้อที่ไม่ถือว่าเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จคือ แจ้งความเท็จเกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่ง

14.  ผู้ที่กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จอาจไม่ต้องรับโทษกรณี ลุแก่โทษและกลับแจ้งความจริงต่อศาลก่อนจบคำเบิกความ

15.  มารดาให้ที่พำนักแก่สมพงษ์บุตรชายซึ่งหลบหนีการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจ เนื่องจากสมพงษ์ถูกกล่าวหาว่าพกพาอาวุธมีดไปในที่สาธารณะ ดังนี้ มารดาจะมีความผิดตาม ปอ.มาตรา 189 หรือไม่ คำตอบ ไม่ผิดเพราะสมพงษ์ยังมิได้ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม

16.  ในกรณีกล่าวในอุทาหรณ์โดยสุจริตว่า ศาลตัดสินไม่ต้องด้วยความยุติธรรม ไม่ถือว่าเป็นการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาคดี

 

 

 

หน่วยที่ 4  ความผิดเกี่ยวกับศาสนา ความสงบสุขของประชาชนและการค้า

 

1.    ศาสนาเป็นสถาบันที่สำคัญของสังคม กฎหมายจึงต้องให้ความคุ้มครองแก่ศาสนาและให้ความคุ้มครองโดยเท่าเทียมกันทุกศาสนา แต่การคุ้มครองนี้เป็นการคุ้มครองแก่ตัวสถาบัน มิใช่คุ้มครองตัวบุคคลโดยเฉพาะ

2.    ความสงบสุขของประชาชนย่อมเป็นสิ่งสำคัญ กฎหมายจึงลงโทษการกระทำอันเป็นภัยคุกคามต่อความสงบสุขนี้

3.    ความปลอดภัยในชีวิตร่างกายและทรัพย์สินเป็นสิ่งที่รัฐต้องให้ความคุ้มครอง ฉะนั้นการก่อให้เกิดอัคคีภัย และการละเมิด ที่น่าจะเป็นอันตรายแก่ประชาชนจึงเป็นความผิด

4.    ความปลอดภัยของประชาชน ตลอดจนการใช้ประโยชน์ในสาธารณูปโภคเป็นสิ่งที่รัฐให้ความคุ้มครอง กฎหมายจึงบัญญัติให้การกระทำที่น่าจะเป็นอันตรายต่อสิ่งดังกล่าวเป็นความผิด

5.    การหลอกลวงหรือเอาเปรียบกันในทางการค้าโดยวิธีการที่มิชอบจะต้องได้รับโทษทางอาญา

 

4.1    ความผิดเกี่ยวกับศาสนา

1.    การกระทำเหยียดหยามศาสนา ต้องเป็นการกระทำแก่วัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพในศาสนาไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด แต่ไม่รวมถึงการกระทำต่อตัวบุคคล แม้จะเป็นที่เคารพของ ศาสนิกชนก็ตาม

2.    การก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมศาสนิกชนประชุมกัน มนัสการ หรือการกระทำพิธีกรรมทางศาสนาจึงเป็นความผิด ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ที่ไปประชุมกันจะมีปฏิกิริยาวุ่นวายหรือไม่ก็ตาม

3.    การแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช โดยไม่มีสิทธิเป็นความผิดถ้ากระทำเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นนั้น

 

4.1.1   การกระทำเหยียดหยามศาสนา

ฟ้านักทัศนาจรจากอังกฤษมาท่องเที่ยวในเมืองไทย และซื้อพระพุทธรูปจากร้านของเก่าโดยคิดว่าเป็นวัตถุโบราณ เมื่อกลับถึงโรงแรมที่พักก็เอาพระพุทธรูปวางไว้กับพื้นห้อง และเอาเสื้อผ้าใช้แล้วปิดทับ ฟ้ามีความผิดฐานกระทำการเหยียดหยามศาสนาหรือไม่

ฟ้าไม่ผิดฐานกระทำการเหยียดหยามศาสนา เพราะแม้พฤติการณ์ในการกระทำจะเป็นการกระทำอันเป็นการเหยียดหยามศาสนาพุทธ แต่ฟ้าก็ไม่เจตนากระทำผิดเนื่องจากไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประ กอบของความผิดตามมาตรา 59 วรรค 3 ว่า พระพุทธรูปนั้นเป็นวัตถุอันเป็นที่เคารพในศาสนาพุทธ โดยเข้าใจว่าเป็นโบราณวัตถุชิ้นหนึ่งเท่านั้น

 

4.1.2   ก่อให้เกิดความวุ่นวายในที่ประชุมศาสนิกชน

ขณะพุทธศาสนิกชนหลายคนนั่งฟังเทศน์ทางวิทยุโทรทัศน์ในบ้าน แดงแกล้งร้องตะโกนว่า ไฟไหม้ ทำให้ผู้ที่นั่งฟังเทศน์ตกใจวิ่งหนีกันชุลมุน แดงจะผิดฐานก่อให้เกิดความวุ่นวายในการประชุมศาสนิกชนตามมาตรา 207 หรือไม่

กรณีจะเป็นอย่างไร ถ้าแดงกระทำเช่นนั้นในขณะที่ผู้อื่นนั่งฟังเทศน์อยู่บนศาลาพักร้อนในวัด โดยฟังจากลำโพงที่ต่อจากเครื่องขยายเสียงในโบสถ์ที่พระกำลังเทศน์อยู่

ความผิดตามมาตรา 207 นั้น ต้องประทำลงในที่ประชุมศาสนิกชนเวลาประชุมกันมนัสการ หรือกระทำพิธีกรรมตามศาสนาโดยชอบด้วยกฎหมาย

กรณีแรก แดงจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 207 เพราะแม้การกระทำของแดงจะเป็นการก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นก็ตามแต่ก็มิได้ทำขึ้นในเวลาที่ ศาสนิกชนประชุมกันทำพิธีกรรมทางศาสนา แต่กรณีหลังแดงผิดตามมาตรา 207 นี้ เพราะได้ก่อความวุ่นวายในที่ประชุมศาสนิกชนในเวลาประชุมกันฟังเทศน์อันเป็นพิธีกรรมทางศาสนาแม้จะเป็นการนั่งฟังเทศน์บนศาลาพักร้อนในวัดก็ตาม

มาตรา 207 ผู้ใดก่อให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมศาสนิกชน เวลาประชุมกัน นมัสการ หรือกระทำพิธีกรรมตามศาสนาใด ๆ โดย ชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกิน สองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

4.1.3   แต่งกายหรือใช้เครื่องหมายในศาสนาโดยมิชอบ

นายโธมัสช่างภาพนิตยสารแฟชั่นได้ว่าจ้างนางสาวโยโก๊ะใส่ชุดว่ายน้ำ และให้กอดกับพระภิกษุในพุทธศาสนารูปหนึ่ง แล้วถ่ายภาพไปลงนิตยสารดังกล่าวโดยนายโธมัสรู้ว่าพระภิกษุเป็นที่เคารพในศาสนาพุทธ นายโธมัสจะมีความผิดฐานกระทำการเหยียดหยามศาสนาตามมาตรา 206 หรือไม่

นายโธมัสไม่ผิดตามมาตรา 206 เพราะแม้การกระทำของนายโธมัสจะเป็นการกระทำอันเป็นการเหยียดหยามศาสนาพุทธก็ตาม แต่นายโธมัสก็ได้กระทำต่อพระภิกษุซึ่งเป็นบุคคลไม่ใช่วัตถุหรือสถานที่อันเป็นที่เคารพในศาสนาพุทธ

มาตรา 206 ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ แก่วัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด อันเป็นการเหยียดหยามศาสนานั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปีหรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

 

4.2    ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน

1.    อั้งยี่ได้แก่คณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อบุคคลเป็นสมาชิกของอั้งยี่ก็มีความผิดโดยไม่จำต้องมีการกระทำตามความมุ่งหมายนั้นแล้ว และจะต้องรับโทษหนักขึ้นถ้ามีตำแหน่งหน้าที่ในอั้งยี่

2.    การสมคบกันในความผิดฐานซ่องโจรนั้น จะต้องมีการประชุมหารือระหว่างผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกัน และต้องมีการตกลงในการที่จะกระทำความผิดที่บัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาภาค 2 ที่มีโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป มิใช่เพียงแต่มาประชุมหารือกันโดยมิได้มีการตกลงหรือตกลงกันไม่ได้

3.    ผู้เข้าร่วมประชุมในที่ประชุมอั้งยี่หรือซ่องโจร มีความผิดฐานเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจรด้วย แม้ว่าจะไม่ได้เป็นสมาชิกอั้งยี่หรือพรรคพวกซ่องโจรก็ตาม

4.    ผู้ที่ช่วยเหลืออุปการะอั้งยี่หรือซ่องโจรโดยให้ทรัพย์หรือโดยประการอื่น จัดหาที่ประชุมหรือที่พำนักช่วยจำหน่ายทรัพย์หรือชักชวนผู้อื่นให้เข้าเป็นสมาชิกอั้งยี่ หรือพรรคพวกซ่องโจร แม้จะไม่ใช่สมาชิกอั้งยี่หรือพรรคพวกซ่องโจรก็ตาม ก็ต้องวางโทษในอัตราเดียวกันกับสมาชิกอั้งยี่หรือพรรคพวกซ่องโจร

5.    สมาชิกอั้งยี่หรือพรรคพวกซ่องโจรอาจต้องรับโทษในความผิดที่สมาชิกอั้งยี่ หรือพรรคพวกซ่องโจรคนอื่นกระทำไปตามความมุ่งหมายของอั้งยี่หรือซ่องโจร แม้ว่าตนจะไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดหรือร่วมกระทำผิดนั้นก็ตาม

6.    การจัดหาที่พำนักที่ซ่อนเร้น หรือที่ประชุมให้แก่ผู้กระทำผิดที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา ถ้าทำเป็นปกติธุระ ก็เป็นความผิดอาญา

7.    การมั่วสุมจะเป็นความผิดต่อเมื่อได้ใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญ หรือทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองขึ้นแล้ว ลำพังแต่การมั่วสุมเพื่อกระทำผิด ยังไม่เป็นความผิด แต่ถ้าเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้ว ไม่ยอมเลิกก็เป็นความผิด แต่ต้องสั่งก่อนผู้ที่มั่วสุมจะลงมือใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง

 

4.2.1   ความผิดฐานเป็นอั้งยี่

ดำได้รวบรวมผู้ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรเดียวกันจำนวนรวม 20 คน ตั้งเป็นกลุ่มรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน เพื่อสอดส่องดูแลความปลอดภัย และแจ้งเหตุลักทรัพย์ที่เกิดในบริเวณหมู่บ้านจัด สรรนั้นให้ทางการได้ทราบโดยกลุ่มรักษาความปลอดภัยนั้นได้ปกปิดวิธีดำเนินการและเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการดำเนินการนั้นจากผู้ที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านนั้น ดำและพวกมีความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตามมาตรา 209 หรือไม่

การเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีการดำเนินการ อันเป็นความผิดฐานอั้งยี่ตามมาตรา 209 นั้น ต้องเป็นคณะบุคคลที่มีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย

แม้ดำและพวกจะเป็นสมาชิกของกลุ่มรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน ซึ่งเป็นคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการก็ตาม แต่ดำและพวกก็ไม่มีความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตามมาตรา 209 เนื่องจากกลุ่มบุคคลดังกล่าวมีความมุ่งหมายเพื่อสอดส่องดูแลความปลอดภัยและแจ้งเหตุลักทรัพย์ให้ทางการทราบ ซึ่งเป็นความมุ่งหมายเพื่อการอันชอบด้วยกฎหมาย

 

4.2.2   ความผิดฐานเป็นซ่องโจร

เปรียบเทียบความแตกต่างของความผิดฐานเป็นอั้งยี่และฐานเป็นซ่องโจร

(1)  ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ผิดเมื่อเข้าเป็นสมาชิกของอั้งยี่ แต่ซ่องโจรผิดเมื่อตกลงกระทำความผิด

(2)  ความผิดฐานเป็นอั้งยี่นั้นต้องมีผู้กระทำความผิดอย่างน้อย 2 คน แต่ซ่องโจรจะต้องมีผู้กระทำผิดอย่างน้อย 5 คน

(3)  ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ คณะบุคคลต้องตั้งขึ้นอย่างถาวร แต่ซ่องโจรไม่จำเป็นต้องเป็นการถาวร อาจตั้งขึ้นเพื่อกระทำผิดครั้งหนึ่งคราวเดียวแล้วเลิกไปก็ได้

(4)  ความผิดฐานเป็นอั้งยี่นั้นคณะบุคคลต้องมีความมุ่งหมายเพื่อกระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมายใดๆก็ได้ และจะมีโทษหนักเบาแค่ไหนก็ได้ แต่ซ่องโจรต้องมีความมุ่งหมายเพื่อกระทำความผิดในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น และจะต้องเป็นความผิดซึ่งมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป

(5)  ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ การที่ต้องรับโทษหนักขึ้นนั้นพิจารณาจากตัวบุคคลว่าเป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในอั้งยี่หรือไม่ (มาตรา 209 วรรคท้าย) แต่ซ่องโจรนั้นพิจารณาจากความร้ายแรงของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดที่มุ่งหมายกระทำเป็นหลัก (มาตรา 210 วรรคท้าย)

มาตรา 209 ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการ และมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นกระทำความ ผิดฐานเป็นอั้งยี่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นสี่พันบาท

ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้า ผู้จัดการหรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ ในคณะบุคคลนั้น ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่ เกินสองหมื่นบาท

มาตรา 210 ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิด อย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 นี้ และความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐาน เป็นซ่องโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่น บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าเป็นการสมคบเพื่อกระทำความผิดที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงสองหมื่นบาท

 

4.2.3   ประชุมกับอั้งยี่หรือซ่องโจร

ดำได้เดินพลัดหลงเข้าไปในห้องซึ่งสมาชิกอั้งยี่กำลังประชุมอยู่ ดำจึงค่อยๆย่องออกจากห้องดังกล่าว ดำมีความผิดฐานประชุมกับอั้งยี่ตามมาตรา 211 หรือไม่

แม้ดำจะได้อยู่ในที่ประชุมอั้งยี่ก็ตาม แต่ดำมิได้กระทำผิดตามมาตรา 211 เนื่องจากเดินพลัดหลงเข้าไปโดยไม่รู้ว่าเป็นที่ประชุมอั้งยี่ ดำไม่มีเจตนากระทำความผิดตามมาตรานี้

มาตรา 211 ผู้ใดประชุมในที่ประชุมอั้งยี่หรือซ่องโจร ผู้นั้นกระทำ ความผิดฐานเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจร เว้นแต่ผู้นั้นจะแสดงไว้ว่าได้ประชุม โดยไม่รู้ว่าเป็นการประชุมของอั้งยี่หรือซ่องโจร

 

4.2.4   อุปการะอั้งยี่และซ่องโจร

อั้งยี่เอาทองคำที่ได้มาจากการกรรโชกทรัพย์ผู้อื่น มาให้ดำช่วยขาย ดำรับเอาไว้แต่ยังไม่ได้ขาย ต่อมาตำรวจได้ปราบปรามอั้งยี่คณะนั้นจนต้องเลิกไป ภายหลังจากอั้งยี่ล้มไปแล้ว ดำจึงได้เอาทองคำที่รับไว้ไปขาย ดำจะมีความผิดฐานช่วยจำหน่ายทรัพย์ให้อั้งยี่หรือไม่

การที่ดำช่วยขายทองคำที่อั้งยี่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานกรรโชกนั้น ดำย่อมีความผิด ตาม ปอ.มาตรา 212(4) ฐานช่วยจำหน่ายทรัพย์ที่อั้งยี่ได้มาโดยการกระทำความผิด แม้เป็นการช่วยจำหน่ายทรัพย์ภายหลังที่อั้งยี่เลิกไปแล้วก็ตาม

มาตรา 212 ผู้ใด

(1) จัดหาที่ประชุมหรือที่พำนักให้แก่อั้งยี่หรือซ่องโจร

(2) ชักชวนบุคคลให้เข้าเป็นสมาชิกอั้งยี่หรือพรรคพวกซ่องโจร

(3) อุปการะอั้งยี่หรือซ่องโจรโดยให้ทรัพย์ หรือโดยประการอื่น หรือ

(4) ช่วยจำหน่ายทรัพย์ที่อั้งยี่หรือซ่องโจรได้มาโดยการกระทำ ความผิด

ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่หรือ ซ่องโจรแล้วแต่กรณี

 

4.2.5   สมาชิกอั้งยี่หรือซ่องโจรกระทำผิด

ดำ ฟ้า และผู้อื่นอีก 7 คน สมคบกันวางแผนไปปล้นร้านค้าทองคำ แต่เมื่อถึงวันนัดปรากฏว่าทำการปล้นไม่ได้เพราะมีตำรวจมาเฝ้าร้าน รุ่งขึ้นมีการประชุมวางแผนปล้นใหม่ แต่ในการประชุมคราวนี้ ดำและ ฟ้าไม่ได้เข้าประชุมด้วย เพราะติดธุระอื่น และพรรคพวกได้ทำการปล้นสำเร็จ ดำและฟ้า ต้องรับผิดเพียงใด

ดำและฟ้า สมคบกับผู้อื่นอีก 7 คน เพื่อปล้นทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดตาม ปอ. ภาค 2 และมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ดำและฟ้าจึงผิดฐานเป็นซ่องโจร ตาม ปอ.มาตรา 210 วรรค 2 แม้จะมิได้มีการลงมือปล้นทรัพย์ในการสมคบกันครั้งแรกก็ตาม

แต่ดำและฟ้าไม่ได้รวมประชุมวางแผนปล้นครั้งหลัง เมื่อพรรคพวกซ่องโจรอื่นไปปล้นทรัพย์สำเร็จตามแผนการที่ประชุมครั้งหลัง อันเป็นสมคบกันคนละคราวคนละวาระ ดำและฟ้าซึ่งไม่ได้ร่วมประชุมหรือสมคบในแผนการวางแผนปล้นครั้งหลัง จึงไม่ต้องรับผิดฐานปล้นทรัพย์ที่ตนไม่ได้ร่วมกระทำด้วย กรณีไม่เข้า ปอ. มาตรา 213

 

4.2.6   ประพฤติตนเป็นปกติธุระจัดหาที่พำนัก ที่ซ่อนเร้น หรือที่ประชุมแก่ผู้กระทำความผิด

เข้มได้ฆ่าผู้อื่นแล้วหนีมาขอหลบซ่อนตัวที่บ้านแข็ง แข็งสงสารเพราะเห็นว่าเข้มฆ่าคนโดยบันดาลโทสะจึงยอมให้เข้มซ่อนตัวอยู่ 2 วัน แข็งมีความผิดตามมาตรา 214 หรือไม่อย่างไร

แข็งไม่มีความผิดตามมาตรา 214 เนื่องจากแม้แข็งจะเป็นผู้จัดหาที่พำนักหรือที่ซ่อนเร้นให้แก่เข้ม ซึ่งตนรู้ว่าเป็นผู้กระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ก็ตาม แต่แข็งก็ไม่ได้ประพฤติตนดังกล่าวเป็นปกติธุระ

มาตรา 214 ผู้ใดประพฤติตนเป็นปกติธุระเป็นผู้จัดหาที่พำนักที่ ซ่อนเร้นหรือที่ประชุมให้บุคคลซึ่งตนรู้ว่าเป็นผู้กระทำความผิดที่บัญญัติ ไว้ในภาค 2 นี้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน หกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำความผิดนั้น เป็นการกระทำเพื่อช่วยบิดา มารดา บุตร สามีหรือภริยาของผู้กระทำ ศาลจะไม่ลงโทษก็ได้

 

4.2.7   มั่วสุมทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

กรรมกรก่อสร้าง 12 คน และกรรมกรรถไฟ 11 คน เข้าไปนั่งกินอาหารในร้านแห่งหนึ่ง โดยแยกนั่งคนละโต๊ะ กรรมกรก่อสร้างคนหนึ่งเกิดทะเลาะกับกรรมกรรถไฟคนหนึ่ง แล้วต่อสู้ชกต่อยกัน กรรมกรทั้งสองฝ่ายจึงเข้าช่วยเพื่อนของตน เกิดชุลมุนต่อสู้กัน ทำให้เกิดความวุ่นวายในร้านอาหาร กรรมกร 23 คนนั้น ผิดฐานมั่วสุมก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองตามมาตรา 215 หรือไม่

กรรมกรทั้ง 23 คนนั้นไม่ผิดตามมาตรา 215 เพราะแม้ในการชุลมุนต่อสู้กันนั้นจะมีการใช้กำลังประทุษร้าย แต่การชุลมุนต่อสู้นั้นได้เกิดในลักษณะต่างคนต่างทำ แต่ละฝ่ายมิได้ตกลงที่จะร่วมกระทำกันมาก่อน แต่อาจผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ตามมาตรา 299 ถ้ามีบุคคลได้รับอันตรายสาหัส หรือมีความผิดลหุโทษตามมาตรา 372

มาตรา 215 ผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิด การวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ บรรดาผู้ที่กระทำความ ผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการ กระทำความผิดนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

4.3    ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน (1)

1.    การวางเพลิงเผาทรัพย์เป็นการเผาทรัพย์ของผู้อื่นโดยเจตนา ไม่ใช่เผาทรัพย์สินของตนเองหรือที่ตนเองเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย หรือเผาทรัพย์ไม่มีเจ้าของ กฎหมายบัญญัติให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษหนักขึ้น ในกรณีวางเพลิงเผาทรัพย์บางประเภท อนึ่งแม้เพียงตระเตรียมการวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น ก็ต้องระวางโทษเช่นเดียวกันกับความผิดฐานพยายามวางเพลิง

2.    การทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุหรือทรัพย์ของตนเองหรือทรัพย์ไม่มีเจ้าของ ก็เป็นความผิดได้ ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น หรือทรัพย์ของผุ้อื่น

3.    การทำให้เกิดระเบิดจะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อมีลักษณะน่าจะเป็นอันตรายแก่ผู้อื่น หรือทรัพย์ของผู้อื่น

4.    ผู้วางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น หรือทำให้เกิดระเบิดต้องรับโทษหนักขึ้น ถ้ากระทำให้ผู้อื่นตายหรือรับอันตรายสาหัส ผู้วางเพลิงเผาทรัพย์ หรือทำให้เกิดเพลิงไหม้วัตถุ หรือทำให้เกิดระเบิด ต้องระวางโทษน้อยลง ถ้ากระทำต่อทรัพย์ที่มีราคาน้อยหรือการกระทำนั้นไม่น่าจะเป็นอันตรายแก่ผู้อื่น

5.    การกระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท จะเป็นความผิดเมื่อเป็นเหตุให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหายหรือน่าจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตของผู้อื่น

 

4.3.1   วางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น

แดงโกรธดำและต้องการแกล้งดำ จึงแก้เชือกผูกเรือยนต์ที่จอดไว้แล้วนำไปจุดไฟเผาปล่อยให้ลอยไปตามน้ำ ไฟไหม้หลังคาเรือเล็กน้อย พอมีฝนตกหนักไฟเลยดับ แดงมีความผิดหรือไม่

การที่แดงจุดไฟเผาเรือยนต์ของดำ เป็นการวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น เมื่อหลังคาเรือยนต์นั้นติดไฟลุกไหม้แม้เพียงเล็กน้อย ก็เป็นความผิดสำเร็จ แดงมีความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นตามมาตรา 217

อนึ่งถ้าเรือยนต์ดังกล่าวนั้นมีระวางตั้งแต่ 5 ตันขึ้นไปและใช้ในการขนส่งสาธารณะ แดงย่อมมีความผิดตามมาตรา 218 ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้แดงต้องรับโทษหนักขึ้น

มาตรา 217 ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

มาตรา 218 ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ดังต่อไปนี้

(1)  โรงเรือน เรือ หรือแพที่คนอยู่อาศัย

(2)  โรงเรือน เรือ หรือแพอันเป็นที่เก็บหรือที่ทำสินค้า

(3)  โรงมหรสพหรือสถานที่ประชุม

(4)  โรงเรือนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นสาธารณสถาน หรือเป็นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมตามศาสนา

(5)  สถานีรถไฟ ท่าอากาศยานหรือที่จอดรถหรือเรือสาธารณะ

(6) เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ อันมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไปอากาศยาน หรือรถไฟที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะ

ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปี ถึงยี่สิบปี

 

4.3.2   กระทำให้เกิดเพลิงไหม้วัตถุ

แดงจุดไฟเผาเรียวไผ่ที่โคนกอไผ่ ขณะที่ลมพัดแรง ที่ที่แดงจุดไฟมีป่าไผ่ติดต่อกันเป็นพืด 20 กอ แห้งบ้างสดบ้าง และใกล้ๆ กันนั้น ก็มีบ้านเรือนเกษตรกรอยู่หลายหลัง มีคนมาห้ามไม่ให้แดงจุดไฟ แต่แดงก็ไม่เชื่อไฟไหม้กิไผ่ และลูกไฟถูกลมพัดแรงไปตกบนหลังคาแฝกบ้านเรือนของผู้อื่น ไหม้บ้านเรือนของผู้อื่น ไหม้บ้านเรือนไปหลายหลัง ให้วินิจฉัยว่าแดงมีความผิดตามมาตรา 220 หรือไม่

การที่แดงจุดไฟเผาเรียวไผ่นั้น เป็นการกระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใดๆ เมื่อได้ทำขณะที่ลมแรงและ ณ ที่ที่นั้นมีป่าไผ่ติดต่อกันเป็นพืด โดยมีบ้านเรือนเกษตรกรอยู่ใกล้ๆหลายหลัง จึงเป็นเหตุการณ์ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในลักษณะที่น่าจะเป็นอันตรายแก่ทรัพย์ของผู้อื่น แดงจึงมีความผิดตามมาตรา 220 วรรคแรก และเมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นผลให้บ้านอันเป็นโรงเรือนที่คนอยู่อาศัยตามมาตรา 218(1) เกิดเพลิงไหม้ แดงจึงผิดตามมาตรา 220 วรรคท้าย ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้แดงต้องรับโทษหนักขึ้น

มาตรา 220 ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใด ๆ แม้เป็นของ ตนเอง จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น หรือทรัพย์ของผู้อื่น ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในวรรคแรก เป็นเหตุให้เกิดเพลิง ไหม้แก่ทรัพย์ตามที่ระบุไว้ใน มาตรา 218 ผู้กระทำต้องระวางโทษ ดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 218

 

4.3.3   กระทำให้เกิดการระเบิด

ดำโมโหแดงที่เกี่ยวพาราสีแฟนของตน จึงได้นำระเบิดขวดขว้างเข้าไปในบ้านของแดง เป็นเหตุให้ห้องรับแขกในบ้านของแดงเสียหาย ดำมีความผิดหรือไม่ อย่างไร

ดำขว้างระเบิดขวดเข้าไปในบ้านของแดง เป็นเหตุให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่ทรัพย์สินของแดง ดำจึงมีความผิดตามมาตรา 221

เนื่องจากการกระทำดังกล่าวของดำเป็นเหตุให้ห้องรับแขกในบ้านของแดง ซึ่งเป็นโรงเรือนที่คนอาศัยอยู่ตามมาตรา 218(1) เสียหายแม้เพียงบางส่วน ดำจึงต้องระวางโทษตามมาตรา 218 ตาม ปอ.มาตรา 222

มาตรา 221 ผู้ใดกระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคล อื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปีและปรับไม่ เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

มาตรา 222 ผู้ใดกระทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้เกิดอันตราย แก่ทรัพย์ดังกล่าวใน มาตรา 217 หรือ มาตรา 218 ต้องระวางโทษ ดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา นั้น ๆ

 

4.3.4   เหตุที่ทำให้รับโทษน้อยลงหรือหนักขึ้น

แดงวางเพลิงเผารถยนต์ของขาว เขียวเอาน้ำเข้าไปช่วยดังเพลิง พอดีกับถังน้ำมันในรถระเบิดขึ้น เขียวถูกไฟลวกตามร่างกายอาการสาหัส ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและถึงแก่กรรมเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหวในเวลาต่อมา ถามว่า จะลงโทษแดงตามมาตรา 224 วรรคแรกได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

มาตรา 224 วรรคแรกเป็นบทบัญญัติให้ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 217, 218, และ มาตรา 222 ต้องรับโทษหนักขึ้นเนื่องจากผลของการกระทำ ดังนั้น ผลของการกระทำดังกล่าวต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้ ตาม มาตรา 63

ความตายของเขียวมิใช่ผลซึ่งตามปกติย่อมเกิดจากการวางเพลิงเผารถยนต์ แต่เกิดจากการที่เขียวเข้าไปช่วยดังเพลิง ความตายจึงมิใช่ผลธรรมดาของการกระทำของแดง จึงลงโทษแดงตามมาตรา 224 ไม่ได้

มาตรา 63 ถ้าผลของการกระทำความผิดใดทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ผลของการกระทำความผิดนั้นต้องเป็นผลที่ตามธรรมดา ย่อมเกิดขึ้นได้

มาตรา 224 ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวใน มาตรา 217 มาตรา 218 มาตรา 221 หรือ มาตรา 222 เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

ถ้าเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี

 

4.3.5   กระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท

ฟ้าเจียวน้ำมันหมูในกระทะ แต่ใช้ไฟแรงเกินไป ไฟจึงลุกน้ำมันในกระทะลุกลามไหม้เสื้อผ้าของฟ้าเป็นอันตราย และแฝกมุงหลังคาบ้านเสียหาย บ้านของฟ้าก็อยู่ใกล้ชิดกับบ้านผู้อื่นอีกหลายหลัง แต่เพื่อบ้านช่วยกันดับไฟทันไฟจึงไม่ลุกลามไปไหม้บ้านผู้อื่นการกระทำของฟ้าจะเป็นความผิดตาม มาตรา 225 หรือไม่

ไม่มีเจตนาที่จะทำให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ฟ้าไม่ระมัดระวังให้ดีในการเจียวน้ำมันจึงเกิดเพลิงไหม้ ถือว่าฟ้าประมาททำให้เกิดเพลิงไหม้ แต่เพลิงไหม้นี้ไม่น่าจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตผู้อื่นคงมีแต่ฟ้าที่ได้รับอันตราย และไม่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์ของผู้อื่น เพียงแต่น่าจะเกิดอันตรายแก่ทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น จึงยังไม่เป็นความผิดตามมาตรา 225

มาตรา 225 ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท และเป็นเหตุ ให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหาย หรือการกระทำโดยประมาทนั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตของบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

4.4    ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน (2)

1.    การกระทำใดๆ แก่โรงเรียน อู่เรือ ที่จอดรถหรือเรือสาธารณะ ฯลฯ หรือกระทำเพื่อให้เกิดอุทกภัยหรือเพื่อให้เกิดขัดข้องแก่การใช้น้ำซึ่งเป็นสาธารณูปโภค หรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการอันพึงกระทำในการออกแบบ ควบคุมหรือทำการก่อสร้าง ฯลฯ อาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง ถ้าได้กระทำในลักษณะน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นแล้ว ก็เป็นความผิด

2.    การกระทำอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การจราจร ไม่ว่ากระทำต่อทางสาธารณะ ที่ขึ้นลงของอากาศยาน ทางรถไฟหรือทางรถราง หรือสิ่งซึ่งเป็นสัญญาณเพื่อความปลอดภัยในการจราจร ก็เป็นความผิด

3.    การกระทำแก่ยานพาหนะบางอย่าง เช่น เรือเดินทะเล อากาศยาน รถไฟหรือรถราง ฯลฯ หรือการใช้ยานพาหนะรับจ้างขนส่งคนโดยสาร ถ้ามีลักษณะน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคล ก็เป็นความผิด

4.    การกระทำแก่สิ่งที่ใช้ในการผลิต ในการส่งพลังไฟฟ้า หรือส่งน้ำนั้น เป็นความผิด ถ้าเป็นเหตุให้ประชาชนขาดความสะดวก หรือน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ประชาชน การกระทำให้การสื่อสารขัดข้องนั้น จะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อเป็นการสื่อสารสาธารณะเท่านั้น

5.    การปลอมอาหาร ยา หรือเครื่องอุปโภคบริโภคและการเอาของที่มีพิษหรือสิ่งที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในอาหาร หรือในน้ำ แม้ยังไม่เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น ก็อาจเป็นความผิด

6.    ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 226 ถึงมาตรา 237 ต้องรับโทษหนักขึ้น ถ้าเป็นเหตุให้ผู้อื่นตายหรือได้รับอันตรายสาหัส

7.    การกระทำตามมาตรา 226 ถึงมาตรา 237 แม้ได้กระทำโดยประมาท ก็เป็นความผิด ถ้าใกล้จะเป็นอันตรายแก่ชีวิตของบุคคลอื่น

มาตรา 226 ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ แก่โรงเรือน อู่เรือ ที่ จอดรถหรือเรือสาธารณ ทุ่นทอดจอดเรือ สิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักร เครื่องกลสายไฟฟ้า หรือสิ่งที่ทำไว้เพื่อป้องกันอันตรายแก่บุคคลหรือ ทรัพย์จนน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 227 ผู้ใดเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุมหรือ ทำการก่อสร้าง ซ่อมแซมหรือรื้อถอน อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ หรือวิธีการอันพึงกระทำการนั้น โดย ประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

4.4.1   การกระทำอันน่าจะเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์

เขียวปิดกั้นทำนบเพื่อให้น้ำไหลเข้าสู่นาของตน ตั่งใจว่าเมื่อได้น้ำทำนาพอแล้วก็จะเปิดทำนบ แต่เกิดฝนตกหนักมาก ทำให้เกิดน้ำท่วมเหนือทำนบอย่างรวดเร็ว เพราะไม่สามารถไหลผ่านทำนบได้ สุกรในเล้าของผู้อื่นจมน้ำตายหลายตัวให้วินิจฉัยว่าเขียวผิดตามมาตรา 228 หรือไม่

การกระทำตามมาตรา 228 นั้น ผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้เกิดอุทกภัย

การที่เขียวปิดทำนบเพื่อชักน้ำเข้านาของตนเองนั้น แม้จะเป็นการกระทำใดๆ ให้เกิดอุทกภัยน้ำท่วมเป็นเหตุให้สุกรของผู้อื่นตายก็ตาม เขียวก็ไม่ผิดตามมาตรานี้เนื่องจากไม่มีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดอุทกภัยน้ำท่วมแต่อย่างใด

มาตรา 228 ผู้ใดกระทำการด้วยประการใด ๆ เพื่อให้เกิดอุทกภัย หรือเพื่อให้เกิดขัดข้องแต่การใช้น้ำ ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคถ้าการ กระทำนั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น หรือทรัพย์ของผู้อื่นต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้ง จำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำผิดดังกล่าวในวรรคแรก เป็นเหตุให้เกิดอันตราย แก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปีและปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

 

4.4.2   กากระทำอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การจราจร

เหลืองเห็นรถไฟแล่นตามรางมาในระยะไกล จึงเอาไม้กระดานเก่าผุแล้วบางๆ วางขวางทางรถไฟเพื่อให้รถไฟทับ เหลืองจะมีความผิดตามมาตรา 230 หรือไม่

การกระทำความผิดตามมาตรา 230 นั้น ต้องมีลักษณะน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การเดินรถไฟ หรือรถราง

แม้เหลืองจะเอาไว้กระดานเก่าผุแล้วบางๆ 1 แผ่น อันเป็นสิ่งใดๆ วางกีดขวางทางรถไฟก็ตาม เหลืองก็ไม่ผิดตามมาตรานี้ เพราะการกระทำดังกล่าวไม่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การเดินรถไฟ

มาตรา 230 ผู้ใดเอาสิ่งใด ๆ กีดขวางทางรถไฟหรือทางรถรางทำ ให้รางรถไฟหรือรางรถรางหลุดหลวมหรือเคลื่อนจากที่หรือกระทำแก่เครื่องสัญญาณจนน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การเดินรถไฟ หรือรถรางต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปีและปรับตั้งแต่ หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

 

4.4.3   การกระทำแก่ยานพาหนะหรือใช้ยานพาหนะรับจ้างขนส่งคนโดยสาร

ดำเอาเรือยนต์ไปรับจ้างบรรทุกผลไม้ จนเต็มทั้งลำเรือและต้องบรรทุกไว้บนหลังคาเรือด้วย ไม่มีที่จะรับคนโดยสารได้ จนทำให้เรือเพียบอย่างหนักและในเรือก็มีดำคนเดียว แม้ดำจะเห็นว่าเรือบรรทุกจนเพียบผิดธรรมดาอย่างนั้นก็ตาม แต่ดำก็คงขับเรือเพื่อเอาของไปส่ง ดำจะมีความผิดตามมาตรา 233 หรือไม่

ความผิดตามมาตรา 233 ต้องเป็นการใช้ยานพาหนะรับจ้างขนส่งคนโดยสาร และต้องมีลักษณะหรือการบรรทุกจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลในยานพาหนะซึ่งหมายถึงคนโดยสารที่ขนส่งมาในยานพาหนะนั้น

ดำไม่ผิดตามมาตรานี้ เพราะดำเอาเรือยนต์ไปรับจ้างบรรทุกผลไม้ไม่ใช่ขนส่งคนโดยสารและแม้ดำจะบรรทุกของจนเพียบหนัก การบรรทุกนั้นก็น่าจะเป็นอันตรายแก่ดำเพียงคนเดียว ไม่ได้เป็นอันตรายแก่คนโดยสาร

มาตรา 233 ผู้ใดใช้ยานพาหนะรับจ้างขนส่งคนโดยสารเมื่อ ยานพาหนะนั้น มีลักษณะหรือมีการบรรทุกจนน่าจะเป็นอันตราย แก่บุคคลในยานพาหนะนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

4.4.4   การกระทำให้เกิดความขัดข้องในกิจการสาธารณูปโภค

ดำโกรธแดง และต้องการจะแกล้งแดง จึงแอบตัดสายโทรศัพท์เข้าบ้านแดง ทำให้แดงไม่สามารถใช้โทรศัพท์ได้ ดำมีความผิดตามมาตรา 235 หรือไม่

ความผิดตามมาตรา 235 จะต้องเป็นการกระทำใดๆให้การสื่อสารสาธารณเกิดขัดข้อง คือต้องทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับความสะดวกในการสื่อสารสาธารณะ

ดำไม่ผิดตามมาตรา 235 เพราะแม้การตัดสายโทรศัพท์เข้าบ้านแดงจะทำให้การสื่อสารขัดข้อง แดงไม่สามารถใช้โทรศัพท์ได้ก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่การสื่อสารสาธารณะ เนื่องจากคงมีแต่แดงเจ้าของโทรศัพท์ที่ไม่ได้รับความสะดวกเท่านั้น

มาตรา 235 ผู้ใดกระทำการด้วยประการใด ๆ ให้การสื่อสารสาธารณ ทางไปรษณีย์ ทางโทรเลข ทางโทรศัพท์หรือทางวิทยุขัดข้องต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ

 

4.4.5   การปลอมปนอาหารหรือเจือของมีพิษในอาหาร

ดำเป็นคนใช้ทำงานบ้าน ดำไม่พอใจนายจ้างที่ชอบดุด่าและใช้ให้ทำงานแทบไม่ต้องพักผ่อน ดำขอลาออกกลับบ้านนายจ้างก็ไม่ยอม วันหนึ่งดำจึงลอบเอายาเบื่อมาใส่ลงไปในแกงที่ปรุงให้นายจ้างกินเพื่อจะได้หนีออกจากบ้านไป พอนายจ้างกินก็มีอาการวิงเวียนศีรษะ เป็นลมไป ดำจะมีความผิดหรือไม่

ดำผิดตาม ปอ.มาตรา 236 เพราะการเอายาเบื่อมาใส่ลงในแกงนั้น เป็นการปลอมปนอาหารเพื่อให้บุคคลอื่นคือนายจ้างกิน เมื่อการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพของผู้อื่น นั่นคือนายจ้างมีอาการวิงเวียนศีรษะเป็นลมไป ดำจึงผิดตามมาตรานี้

แต่ดำไม่ผิดตามมาตรา 237 เนื่องจากเป็นอาหารที่จัดให้นายจ้างกินโดยเฉพาะ ไม่ใช่เพื่อให้ประชาชนทั่วไปบริโภค

มาตรา 236 ผู้ใดปลอมปนอาหาร ยาหรือเครื่องอุปโภคบริโภค อื่นใดเพื่อบุคคลอื่นเสพย์หรือใช้ และการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นเหตุ ให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ หรือจำหน่าย หรือเสนอขายสิ่งเช่นว่านั้น เพื่อบุคคลเสพย์หรือใช้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับ ไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 237 ผู้ใดเอาของที่มีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่ สุขภาพเจือลงในอาหาร หรือในน้ำซึ่งอยู่ในบ่อ สระหรือที่ขังน้ำใด ๆ และอาหารหรือน้ำนั้นได้มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภค ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงสองหมื่นบาท

 

4.4.6   เหตุที่ทำให้รับโทษหนักขึ้น

ฟ้าวางเพลิงเผาบ้านม่วง เป็นเหตุให้ม่วงถึงแก่ความตาย ฟ้าต้องรับผิดตามมาตรา 238 หรือไม่ อย่างไร

มาตรา 238 บัญญัติให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นเฉพาะเมื่อได้กระทำความผิดตามมาตรา 226 ถึงมาตรา 237 เท่านั้น

ฟ้าไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 238 เพราะการวางเพลิงเผาบ้านของผู้อื่นไม่ได้เป็นความผิดตามมาตรา 226 ถึงมาตรา 237 แต่เป็นความผิดตามมาตรา 218 ซึ่งฟ้าต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 224 เนื่องจากเป็นเหตุให้ม่วงถึงแก่ความตาย

มาตรา 238  ถ้าการกระทำความผิดตาม มาตรา 226 ถึง มาตรา 237 เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท

ถ้าเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท

 

4.4.7   กรณีกระทำโดยประมาท

ขณะเขียวทำอาหารกลางวันส่งให้โรงเรียนแห่งหนึ่ง เขียวได้หยิบเครื่องเทศที่มีสารพิษปนอยู่ในอาหารดังกล่าวโดยประมาท นักเรียนในโรงเรียนดังกล่าวได้ทานอาหารที่เขียวทำไปแล้วมีอาการอาเจียนทุกคน เขียวมีความผิดฐานปลอมปนอาหารโดยประมาทหรือไม่

แม้เขียวจะได้ใส่สารพิษลงในอาหารดังกล่าวโดยประมาท แต่เขียวก็ไม่มีความผิดฐานปลอมปนอาหารโดยประมาทตามมาตรา 239 เพราะนักเรียนมีอาการเพียงอาเจียน การกระทำของเขียวดังกล่าวไม่ได้ใกล้จะเป็นอันตรายแก่ชีวิตของนักเรียน

มาตรา 239 ถ้าการกระทำดังกล่าวใน มาตรา 226 ถึง มาตรา 237 เป็นการกระทำโดยประมาท และใกล้จะเป็นอันตรายแต่ชีวิต ของบุคคลอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับ ไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

4.5    ความผิดเกี่ยวกับการค้า

1.    การใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งเครื่องชั่งตวงวัด เครื่องตวงหรือเครื่องวัดที่ผิดอัตรา จะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อกระทำเพื่อเปรียบเทียบในการค้า แต่การมีเครื่องเช่นว่านั้นไว้เพื่อขายก็ผิดเช่นกัน แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากระทำเพื่อเอาเปรียบในการค้า

2.    การขายของโดยหลอกลวงนั้นต้องเป็นการหลอกลวงให้หลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณของที่ขายเท่านั้น และต้องไม่ถึงขนาดเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

3.    การเอาเปรียบในทางการค้าอาจทำโดยหลอกลวงให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าหรือสถานการค้าของผู้อื่นหรือโดยไขข่าวแพร่หลายข้อความเท็จเพื่อให้เสียความเชื่อถือในกิจการ

4.    การปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นนั้น จะเป็นความผิดได้ก็ต่อเมื่อเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้ว

5.    การนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความในทางการค้าหรือเครื่องหมายการค้าที่ปลอมหรือเลียนมา เป็นความผิดอาญา

 

4.5.1   ความผิดเกี่ยวกับเครื่องชั่ง เครื่องตวง และเครื่องวัดที่ผิดอัตรา

สุธรรมแก้ไขเครื่องชั่งให้ผิดอัตราเพื่อนำไปเอาเปรียบทางการค้า แต่ปรากฏว่าเมื่อนำไปชั่งขายสิ่งของในวันเดียวกันกลับเสียเปรียบเพราะเครื่องชั่งทำงานผิดพลาด เช่นนี้สุธรรมมีความผิดหรือไม่

การที่สุธรรมแก้ไขเครื่องชั่งให้ผิดอัตรา และมีเครื่องชั่งนั้นไว้เพื่อเอาเปรียบทางการค้า ย่อมมีความผิดฐานมีไว้เพื่อใช้ตามมาตรา 270 แล้ว

ต่อมาในวันเดียวกันสุธรรมนำเครื่องชั่งที่ผิดอัตราดังกล่าวไปใช้เพื่อเอาเปรียบทางการค้า ย่อมเป็นความผิดฐานใช้เครื่องชั่งที่ผิดอัตราเพื่อเอาเปรียบในการค้าตามมาตรานี้ แม้ตามความเป็นจริงสุธรรมจะเอาเปรียบก็ตาม เพราะกฎหมายบัญญัติว่า เพื่อเอาเปรียบทางการค้า จึงไม่จำเป็นต้องมีผลได้เปรียบ ความผิดก็สำเร็จ

การมีไว้เพื่อใช้และใช้เครื่องชั่งดังกล่าวในวันเดียวกัน ถือว่าจำเลยมีเจตนาอันเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษหนักตามมาตรา 270

มาตรา 270 ผู้ใดใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งเครื่องชั่ง เครื่องตวง หรือเครื่องวัด ที่ผิดอัตราเพื่อเอาเปรียบในการค้าหรือมีเครื่องเช่นว่านั้นไว้เพื่อขายต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

 

4.5.2   ความผิดเกี่ยวกับการขายของหลอกลวง

ดำช่างตัดเสื้อผ้าต้องการจะซื้อด้าย 1 หลอดไปเย็บผ้า จึงได้ไปที่ร้านแดง แดงบอกดำว่าด้ายยาว 200 หลาราคา 30 บาท ซึ่งความจริงแล้วด้ายยาว 100 หลา ราคาเพียง 18 บาท ดำดูหลอดด้ายแล้วก็รู้ว่ายาวไม่ถึง 200 หลา แต่ก็ได้ซื้อด้ายหลอดนั้นไปเนื่องจากต้องรีบไปเย็บเสื้อผ้าให้ลูกค้า แดงมีความผิดตามมาตรา 271 หรือไม่

แดงไม่ผิดฐานฉ้อโกง เพราะดำซื้อด้ายหลอดนั้นไป เพราะต้องการด้ายนั้นไปรีบเย็บเสื้อผ้าให้ลูกค้า โดยไม่คำนึงว่าด้ายหลอดนั้นจะมีความยาวถึง 200 หลาตามที่หลอกลวงหรือไม่  การที่แดงได้เงินค่าซื้อด้ายไปจากดำจึงไม่ใช่เป็นการที่แดงได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากดำผู้ถูกหลอกลวงโดยการหลอกลวงนั้น

แดงมีความผิดตามมาตรา 271 เพราะการที่แดงซึ่งเป็นผู้ขายของได้บอกดำว่า ด้ายยาว 200 หลา ซึ่งความจริงด้ายยาวเพียง 100 หลา เป็นการขายของโดยหลอกลวงดำ ผู้ซื้อในเรื่องปริมาณแห่งของที่ขายอันเป็นเท็จและการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

แต่ดำได้ซื้อด้ายหลอดนั้นไปไม่ใช่เพราะหลงเชื่อในการหลอกลวงของแดง แดงจึงมีความผิดเพียงฐานพยายามขายของโดยหลอกลวงตามมาตรา 271

มาตรา 271 ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้น อันเป็นเท็จถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

4.5.3   การหลอกลวงหรือไขข่าวเกี่ยวกับการค้า

บัญญัติผลิตดินสอดำขายโดยมีเครื่องหมายการค้าเป็นรูปวงกลม ดินสอดำของบัญญัติมีสามสีคือ แดง ดำ และขาว ความยาว 6 นิ้ว  ประกอบก็ผลิตดินสอขายบ้าง  มีรูปแบบและลักษณะเป็นอย่างเดียวกับของบัญญัติ แต่ประกอบใช้เครื่องหมายการค้าของตนเอง กรณีเช่นนี้ประกอบมีความผิดตามมาตรา 272(1) หรือไม่

ประกอบไม่มีความผิดตามมาตรา 272(1) เพราะมาตรา 272(1) ไม่ห้ามการผลิตสินค้าที่มีรูปแบบหรือลักษณะซ้ำกับสินค้าของผู้อื่น แต่ใช้รูปหรือรอยประดิษฐ์ทางการค้าต่างกัน

มาตรา 272 ผู้ใด

(1) เอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบ การค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ วัตถุที่ใช้ หุ้มห่อ แจ้งความรายการแสดงราคา จดหมายเกี่ยวกับการค้าหรือ สิ่งอื่นทำนองเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือ การค้าของผู้อื่นนั้น

(2) เลียนป้าย หรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกันจนประชาชนน่าจะ หลงเชื่อว่าสถานที่การค้าของตนเป็นสถานที่การค้าของผู้อื่นที่ตั้งอยู่ ใกล้เคียง

(3) ไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความเท็จเพื่อให้เสียความเชื่อ   ถือในสถานที่การค้าสินค้าอุตสาหกรรม หรือพาณิชย์การของผู้หนึ่งผู้ใด โดยมุ่งประโยชน์แก่การค้าของตน

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดตาม มาตรานี้ เป็นความผิดอันยอมความได้

 

4.5.4   การปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้า

วินัยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตราดาวสีแดงใช้กับเสื้อยืดและกางเกงที่วินัยจำหน่าย ปกรณ์ใช้รูปดาวสีส้มเป็นเครื่องหมายการค้าของตนสำหรับสินค้าประเภทเดียวกัน ปกรณ์มีความผิดอย่างไรหรือไม่

การที่ปกรณ์ใช้รูปดาวสีส้มเป็นเครื่องหมายการค้าของตน ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับเครื่อง หมายการค้าตราดาวสีแดงของวินัย จึงเป็นการเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น ทั้งวินัยก็ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนแล้ว ปกรณ์จึงผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นตามมาตรา 274

มาตรา 274 ผู้ใดเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น ซึ่งได้จดทะเบียนแล้ว ไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภายในหรือนอกราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

4.5.5   การนำเข้าหรือจำหน่ายสินค้าที่เป็นความผิดเกี่ยวกับการค้า

นายโยชิกะผลิตเครื่องรับวิทยุโดยปลอมเครื่องหมายการค้า ที่ได้จดทะเบียนแล้วในประเทศญี่ปุ่นของบริษัทไฟฟ้าที่มีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่นและส่งขายไปทั่วโดยตั้งแหล่งผลิตที่ประเทศญี่ปุ่น นายสุธีทราบข่าวจึงสั่งเครื่องรับวิทยุดังกล่าวจากนายโยชิกะเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย เช่นนี้ นายสุธีมีความผิดอย่างไรหรือไม่

นายสุธีมีความผิดฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ตามมาตรา 275 เนื่องจากนายสุธีได้สั่งเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นเครื่องรับวิทยุที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนแล้ว ซึ่งนายโยชิกะได้ทำปลอมขึ้น ทั้งนี้แม้เครื่องหมายการค้านั้นจะได้จดทะเบียนนอกราชอาณาจักรก็ตาม

มาตรา 275 ผู้ใดนำเข้าในราชอาณาจักร จำหน่ายหรือเสนอ จำหน่ายซึ่งสินค้าอันเป็นสินค้าที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใดๆ ดังบัญญัติไว้ใน มาตรา 272 (1) หรือสินค้าอันเป็นสินค้าที่มี เครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นตาม ความใน มาตรา 273 หรือ มาตรา 274 ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติ ไว้ใน มาตรา นั้น ๆ

 

แบบประเมินผลตนเอง หน่วยที่ 4

 

1.     การกระทำอันเป็นการเหยียดหยามศาสนาจะต้องกระทำต่อ วัตถุหรือสถานที่อันเป็นที่เคารพในทางศาสนา

2.     การกระทำที่ไม่อาจเป็นความผิดฐานกระทำการเหยียดหยามศาสนา เช่น แดงเอามือลูบหัวสามเณรในเชิงยั่วเย้า

3.     ผู้ที่เป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการ และมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย จะมีความผิดฐานเป็นอั้งยี่

4.     การที่บุคคลไม่ต่ำกว่า 5 คน ปรึกษาหารือ และตกลงจะไปลักทรัพย์ผู้อื่นจะเป็นความผิดหรือไม่ฐานใด เป็นความผิดฐานซ่องโจร

5.     ตำรวจสั่งให้นักเรียน 20 คน ที่มั่วสุมอยู่ในอาคารเรียนและจะยกพวกไปวิวาทกับนักเรียนอีกกลุ่มหนึ่ง เลิกการชุมนุมมั่วสุม นักเรียนจะไม่มีความผิดในกรณีที่ สลายตัวไปด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง

6.     ความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ กฎหมายจำกัดว่าทรัพย์นั้น จะต้องเป็นของผู้อื่น

7.     การกระทำต่อไปนี้ผู้กระทำไม่มีความผิดคือ จะเผากระท่อมร้างของผู้อื่นที่ไม่มีราคา และตั้งโดเดี่ยวอยู่กลางทุ่ง จึงเอาน้ำมันเบนซินใส่ขวดไปไว้ในกระท่อม จะเผาตอนกลางคืน

8.     การกระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท ผู้กระทำต้องรับผิดในกรณีที่ทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหาย

9.     การกระทำที่ผู้กระทำไม่มีความผิดทางอาญา คือ เอากิ่งไม้วางขวางทางรถไฟให้รถไฟทับ

10.  การกระทำที่ผู้กระทำไม่มีความผิดทางอาญาเช่นกรณี เอาก้อนอิฐ 2-3 ก้อน วางขวางทางรถไฟให้รถทับ

11.  การหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในเรื่อง......ไม่เป็นการขายของโดยหลอกลวงตามมาตรา 271 ความนิยมของผู้ซื้อในสินค้านั้น

12.  การปลอมหรือการเลียนเครื่องหมายการค้าที่เป็นความผิด ฐานปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าตาม ปอ.มาตรา 273 และ มาตรา 274 คือ เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร

13.  การกระทำที่จะเรียกว่าผิดฐานเป็นซ่องโจรได้แก่ บุคคลไม่ต่ำกว่า 5 คน ตกลงจะไปทำร้ายผู้อื่นเพื่อแก้แค้น

14.  การเผารถยนต์ของตนเองที่ให้ผู้อื่นเอาไปใช้ ผู้กระทำมีความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น

15.  การตระเตรียมการเผาทรัพย์ที่ผู้กระทำยังไม่มีความผิดได้แก่ ตระเตรียมเผาเรือลำเล็กๆของผู้อื่นราคาไม่ถึง 200 บาท ซึ่งจอดอยู่ที่ท่าน้ำในยามวิกาล

16.  เกิดไฟฟ้าลัดวงจรในบ้านตอนกลางคืน เพราะสายไฟเก่า ทำให้ไฟไหม้บ้านเสียหายหลายหลัง เขียวเจ้าของบ้านไม่ต้องรับผิดในกรณีนี้

17.  สนิท ซื้อปากกาลูกลื่นจากร้านค้าของสุธีมาขายเพราะร้านของสนิทเป็นร้านขายเครื่องเขียน โดยสนิทไม่ทราบว่าปากกาลูกลื่นของสุธีเป็นปากการลูกลื่นที่ทำปลอมเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว เช่นนี้ สนิทมีความผิดฐานจำหน่ายสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าหรือไม่ อย่างไร คำตอบ ไม่มีความผิดเพราะขาดเจตนา

18.  ดำต้องการซื้อนาฬิกาเรือนหนึ่ง แดงเสนอขายนาฬิกาให้ดำ โดยบอกให้แดงต้องขายให้ในราคาที่แพงกว่าปกติเล็กน้อย เนื่องมาจากเป็นยี่ห้อที่เศรษฐีชาวอเมริกันใส่กันมาก ซึ่งเป็นความเท็จ ดำหลงเชื่อจึงซื้อนาฬิกานั้น แดงมีความผิดหรือไม่ คำตอบ ไม่ผิดฐานขายของโดยหลอกลวง เพราะไม่ได้หลอกลวงในเรื่องแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณของที่จะขาย

 

 

 

หน่วยที่  5  ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลง

 

1.    เงินตราเป็นวัตถุกลางเพื่อการแลกเปลี่ยนและชำระหนี้โดยทั่วไป จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องสร้างความเชื่อถือให้กับเงินตราที่รัฐบาลออกใช้ โดยการลงโทษผู้กระทำการอย่างใดๆ ให้ประชาชนเกิดความไม่เชื่อถือในเงินตรานั้น นอกจากนี้พันธบัตรรัฐบาลก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐจะหารายได้เพื่อจุนเจือการใช้จ่ายของประเทศ ถ้าผู้ใดทำให้ประชาชนต้องเสื่อมความเชื่อถือในพันธบัตรรัฐบาล รัฐก็จำต้องลงโทษผู้นั้นเช่นเดียวกัน

2.    นอกจากเงินตราอันเป็นวัตถุกลางของการแลกเปลี่ยนและชำระหนี้โดยทั่วไปแล้ว ดวงตรา รอยตราต่างๆ ของรัฐ หรือของหน่วยงานของรัฐ พระปรมาภิไธย แสตมป์ที่ออกใช้ และตั๋วที่จำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป ก็เป็นสิ่งที่รัฐจำต้องมีมาตรการลงโทษแก่ผู้กระทำให้ความเชื่อถือในสิ่งดังกล่าวต้องลดน้อยถอยลงไปเช่นกัน

3.    เอกสาร คือหลักฐานแห่งความหมาย ซึ่งบุคคลให้ความเชื่อถือ และยอมรับนับถือให้เป็นพยาน หลักฐานที่ดีที่สุด รัฐจึงต้องลงโทษผู้ที่ทำการปลอมหรือกระทำอย่างอื่นให้เอกสารเสื่อมความเชื่อถือลงไป

 

5.1    ความผิดเกี่ยวกับเงินตรา

1.    การปลอมเงินตรา พันธบัตรรัฐบาล หรือใบสำคัญสำหรับปรับดอกเบี้ยพันธบัตรเป็นความผิดฐานปลอมเงินตรา มีโทษหนักถึงจำคุกตลอดชีวิต

2.    การแปลงเงินตรา พันธบัตรรัฐบาล หรือใบสำคัญสำหรับดอกเบี้ยพันธบัตรเป็นความผิดฐานแปลงเงินตรา ต้องรับโทษหนักใกล้เคียงกัน

3.    การกระทำบางประการที่เกี่ยวข้องกับเงินตรา พันธบัตรรัฐบาลหรือใบสำคัญสำหรับดอกเบี้ยพันธบัตร ซึ่งปลอมหรือแปลง ก็ต้องรับโทษเช่นเดียวกัน

4.    การกระทำความผิดเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศ พันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศหรือใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ ต้องรับโทษกึ่งหนึ่ง

5.    การทำให้น้ำหนักเหรียญลดลงและทำวัตถุให้คล้ายเงินตรา ก็มีความผิดและต้องรับโทษตามควรแก่กรณี

 

5.1.1   ความผิดฐานปลอมเงินตรา

การทำปลอมเงินตรา กับการทำปลอมเอกสารมีข้อแตกต่างที่สำคัญอย่างไร

ประการแรก การทำปลอมเงินตราจะต้องมีเงินตราแท้จริงใช้หมุนเวียนอยู่ในขณะนั้น และผู้ทำปลอมได้ทำขึ้นเพื่อให้เสมือนเงินตรานั้น แต่การปลอมเอกสารนั้นไม่จำเป็นต้องมีเอกสารแท้จริงอยู่แต่อย่างใด ผู้ปลอมอาจทำเอกสารปลอมขึ้นใหม่ทั้งหมดก็ได้ ประการที่สอง การทำปลอมเงินตรานั้นเป็นความเสียหายต่อรัฐและประชาชนอยู่ในตัว ไม่จำต้องพิสูจน์ถึงความเสียหายหรือความน่าจะเสียหายอีกแต่อย่างใด ส่วนการปลอมเอกสารนั้นจะเป็นความผิดต่อเมื่อน่าจะเสียหายต่อผู้อื่นหรือประชาชน

 

5.1.2   ความผิดฐานแปลงเงินตรา

การนำเอาเหรียญกษาปณ์ที่เจาะรูมาอุดให้ไม่มีร่องรอยเพื่อให้สามารถนำออกมาใช้ได้ตามเดิมมีความผิดฐานแปลงเงินตามมาตรา 241 หรือไม่

ไม่ผิด เพราะไม่เป็นการแปลงเงินตรา เพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีมูลค่าสูงกว่าจริงตามมาตรา 241 หากเป็นการกระทำเพื่อให้สามารถนำออกมาใช้ได้ตามปกติในมูลค่าเท่าเดิมหรือไม่สูงกว่าเดิม

 

5.1.3   การกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับการปลอมหรือแปลงเงินตรา

(ก)    นำเงินตราปลอมหรือแปลงเข้าประเทศ

นายพยัคฆ์ นำธนบัตรรัฐบาลไทยซึ่งมีผู้ทำปลอมขึ้นในราชอาณาจักรออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อนำไปขายยังประเทศดังกล่าว แต่เมื่อนำออกไปแล้วไม่อาจขาย จึงนำกลับเข้าประเทศไทยอีก นายพยัคฆ์มีความผิดตามมาตรา 243 หรือไม่

ผิด เพราะเป็นการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเงินตราอันเป็นของปลอม

มาตรา 243 ผู้ใดนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งสิ่งใด ๆ อันเป็นของปลอมตาม มาตรา 240 หรือของแปลงตาม มาตรา 241 ต้องระวาง โทษดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา นั้น ๆ

(ข)    มีเงินตราปลอมหรือแปลงเพื่อใช้

ลูกจ้างเก็บรักษาธนบัตรปลอมไว้แทนนายจ้างจนกว่านายจ้างจะมารับคืนไปขายต่อให้ผู้อื่น ลูกจ้างมีความผิดตามมาตรา 244 หรือไม่

ลูกจ้างมีความผิดตามมาตรา 244 เพราะเป็นการมีธนบัตรปลอมไว้เพื่อนำออกใช้โดยที่ลูกจ้างได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอมตามมาตรา 240 การมีไว้ตามมาตรา 244 ไม่จำต้องเป็นการมีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครองแม้การยึดถือไว้แทนผู้อื่นก็ถือว่าเป็นการมีไว้แล้ว และการมีไว้เพื่อให้ผู้อื่นนำออกใช้ก็มีผลเท่ากับมีไว้เพื่อนำออกใช้นั้นเอง กรณีอาจวินิจฉัยได้ว่าลูกจ้างเป็นตัวการร่วมกันกับนายจ้างในการกระ ทำความผิดตามมาตรา 244

มาตรา 240 ผู้ใดทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตรา ไม่ว่าจะปลอมขึ้นเพื่อให้ เป็นเหรียญกระษาปณ์ ธนบัตรหรือสิ่งอื่นใด ซึ่งรัฐบาลออกใช้หรือให้ อำนาจให้ออกใช้ หรือทำปลอมขึ้นซึ่งพันธบัตรรัฐบาลหรือใบสำคัญ สำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตรนั้น ๆ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอม เงินตรา ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท

มาตรา 244 ผู้ใดมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งสิ่งใด ๆ อันตนได้มาโดย รู้ว่าเป็นของแปลกตาม มาตรา 240 หรือของแปลงตาม มาตรา 241 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสามหมื่นบาท

(ค)    ใช้เงินตราปลอมหรือแปลง

นายกรอบได้ธนบัตรรัฐบาลไทยปลอมราคาหนึ่งร้อยบาทมาฉบับหนึ่ง โดยที่ไม่รู้ว่าเป็นของปลอม ภายหลังที่ได้มาแล้วจึงรู้ว่าเป็นของปลอม แต่นายกรอบมิได้นำออกใช้เพราะเกรงความผิด ต่อมาเป็นเวลานาน นายกรอบยากจนไม่มีเงินใช้เลย จึงจำใจต้องนำธนบัตรปลอมออกใช้ซื้ออาหารรับประทาน เช่นนี้นายกรอบมีความผิดตามมาตรา 245 หรือไม่

ผิดเพราะแม้จะนำออกใช้โดยความจำใจก็ถือว่าเป็นการขืนนำออกใช้ตามมาตรา 245 เช่นเดียวกัน

มาตรา 245 ผู้ใดได้มาซึ่งสิ่งใด ๆ โดยไม่รู้ว่าเป็นของปลอมตาม มาตรา 240 หรือของแปลงตาม มาตรา 241 ถ้าต่อมารู้ว่าเป็น ของปลอมหรือของแปลงเช่นว่านั้น ยังขืนนำออกใช้ ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(ง)     ทำหรือมีเครื่องมือสำหรับกระทำความผิด

นายประสพมีเครื่องมือสำหรับปลอมเงินตราไว้ใช้สอนศิษย์ทำเงินตราปลอม เพื่อออกไปประ กอบอาชีพในการทำเงินตราปลอมต่อไป โดยนายประสพได้รับค่าสอน แต่เงินที่ทำปลอมออกมาแล้ว นายประสพได้ทำลายเสียหมดทุกครั้งไปไม่ให้ใครนำออกไปใช้ นายประสพมีความผิดตามมาตรา 246 หรือไม่

นายประสพมีความผิดตามมาตรา 246 แม้จะมีเครื่องมือไว้เพื่อปลอมเงินตราในการสอนศิษย์ก็ยังมีความผิดอยู่เอง เพราะเพียงมีเจตนาพิเศษหรือมูลเหตุจูงใจ เพื่อใช้ในการปลอม ก็ครบองค์ ประกอบของกฎหมายแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าเป็นการปลอมเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใด

มาตรา 246 ผู้ใดทำเครื่องมือหรือวัตถุสำหรับปลอม    หรือแปลงเงินตราไม่ว่าจะเป็นเหรียญกระษาปณ์ธนบัตรหรือสิ่งใดๆซึ่งรัฐบาลออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้หรือสำหรับปลอมหรือแปลงพันธบัตรรัฐบาลหรือใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตรนั้นๆ หรือมีเครื่องมือหรือวัตถุเช่นว่านั้นเพื่อใช้ในการปลอมหรือแปลงต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท

(จ)    การลงโทษผู้กระทำความผิด

ถ้าจะกล่าวว่ามาตรา 248 ยกเว้นหลักตามมาตรา 91 เป็นคำกล่าวที่ถูกต้องหรือไม่

ถูกต้อง เพราะมาตรา 248 ให้ลงโทษผู้กระทำตามมาตรา 240 มาตรา 241 หรือมาตรา 247 แต่เพียงกระทงเดียว แม้ว่าผู้นั้นจะได้กระทำผิดตามมาตราอื่นๆ ในหมวดเดียวกันอีกเกี่ยวกับสิ่งที่ตนปลอมขึ้นหรือแปลงนั้นด้วยก็ตาม

มาตรา 248  ถ้าผู้กระทำความผิดตาม มาตรา 240 มาตรา 241 หรือ มาตรา 247 ได้กระทำความผิดตาม มาตรา อื่นที่บัญญัติไว้ใน หมวดนี้อันเกี่ยวกับสิ่งที่ตนปลอมหรือแปลงนั้นด้วย ให้ลงโทษผู้นั้นตาม มาตรา 240 มาตรา 241 หรือ มาตรา 247 แต่กระทงเดียว

มาตรา 91 เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปแต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลด มาตรา ส่วนโทษด้วยหรือไม่ ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนด ดังต่อไปนี้

(1) สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุด มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี

(2) ยี่สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุด   มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี

(3) ห้าสิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไปเว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต

 

5.1.4   การกระทำความผิดต่อเงินตราต่างประเทศ

นายอัษฎาวุธปลอมเงินตราของรัฐบาลลิเบีย ซึ่งไม่มีสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย และประเทศไทยไม่ยอมรับรัฐบาลดังกล่าว นายอัษฎาวุธจะมีความผิดตามมาตรา 247 หรือไม่

มีความผิดเพราะมาตรา 247 ได้ระบุเพียงรัฐบาลต่างประเทศ โดยไม่ระบุว่าต้องมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลไทย และรัฐบาลไทยต้องรับรองหรือไม่

มาตรา 247 ถ้าการกระทำดังกล่าวในหมวดนี้เป็นการกระทำเกี่ยวกับเงินตราไม่ว่าจะเป็นเหรียญกระษาปณ์ ธนบัตรหรือสิ่งอื่นใดซึ่ง รัฐบาลต่างประเทศออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้ หรือเกี่ยวกับ พันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศหรือใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตรนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่บัญญัติไว้ใน มาตรา นั้น ๆ

 

5.1.5   การทำให้น้ำหนักเหรียญลดลง และทำวัตถุให้คล้ายเงินตรา

นายวินัยนำเหรียญกระษาปณ์ที่รัฐบาลออกใช้มาขัดถูลวดลายบนเหรียญออก เพื่อนำไปใช้เป็นเหรียญห้อยคอสุนัข มีความผิดตามมาตรา 242 วรรคแรกหรือไม่

ไม่ผิด เพราะการทำโดยสุจริตให้เหรียญกระษาปณ์ซึ่งรัฐบาลออกมาใช้น้ำหนักลดลงตามมาตรา 242 วรรคแรกนั้น หมายถึงการได้ประโยชน์จากน้ำหนักที่ลดลงของเหรียญกระษาปณ์โดยตรง ตะไบเหรียญกระษาปณ์ทองคำให้น้ำหนักลดลงแล้วเอาผงทองคำที่ตะไบออกมาไปขายต่อไป เป็นต้น

นายกุศลเอาบัตรที่มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงเงินตราไปแจกเด็กนักเรียน เพื่อล้อเล่นให้เด็กเข้าใจว่าเป็นธนบัตรของแท้ เช่นนี้นายกุศลมีความผิดอย่างไรหรือไม่

มีความผิด ตามมาตรา 249 วรรคแรก เพราะการแจกบัตรดังกล่าวถือว่าเป็นการจำหน่ายบัตรที่มีลักษณะขนาดคล้ายคลึงธนบัตรรัฐบาลไทยตามองค์ประกอบของกฎหมายแล้ว โดยไม่ต้องกระทำโดยมีมูลเหตุจูงใจหรือเจตนาพิเศษอย่างอื่นอีก

มาตรา 249 ผู้ใดทำบัตรหรือโลหะธาตุอย่างใด ๆ ให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา ไม่ว่าจะเป็นเหรียญกระษาปณ์ธนบัตรหรือสิ่งใด ๆ ซึ่งรัฐบาลออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้หรือพันธบัตรรัฐบาล หรือใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตรนั้น ๆ หรือจำหน่ายบัตรหรือ โลหธาตุเช่นว่านั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน สองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการจำหน่ายบัตรหรือโลหะธาตุดังกล่าวในวรรคแรก เป็นการจำหน่ายโดยการนำออกใช้ดังเช่นสิ่งใด ๆ ที่กล่าวในวรรคแรกผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

 

5.2    ความผิดเกี่ยวกับดวงตรา แสตมป์และตั๋ว

1.    การทำปลอมดวงตราแผ่นดิน รอยตราแผ่นดิน พระปรมาภิไธย ดวงตราหรือรอยตราของทบวงการเมือง องค์การสาธารณะหรือเจ้าพนักงาน การใช้ดวงตรา รอยตรา หรือพระปรมาภิไธยปลอมตลอดจนการใช้ดวงตรา หรือรอยตราอันแท้จริงโดยมิชอบ เป็นการกระทำผิด ซึ่งมีโทษสถานหนักกว่าการปลอมเอกสารทุกประเภท

2.    การปลอมแปลงแสตมป์รัฐบาล ซึ่งใช้ในกิจการต่างๆ ตลอดจนการกระทำโดยทุจริตต่อแสตมป์ดังกล่าวถือเป็นความผิดอาญา

3.    การปลอมแปลงตั๋วโดยสาร ซึ่งใช้ในการขนส่งสาธารณะหรือตั๋วซึ่งจำหน่ายแก่ประชาชน เพื่อผ่านเข้าสถานที่ใดๆ ตลอดจนการกระทำโดยทุจริตต่อตั๋วดังกล่าว ถือเป็นความผิดอาญา

4.    การกระทำหรือมีเครื่องมือ หรือวัตถุสำหรับปลอม หรือแปลงเพื่อใช้ในการปลอม หรือแปลงดวงตรา รอยตรา พระปรมาภิไธย แสตมป์ หรือตั๋ว ย่อมเป็นความผิดเช่นเดียวกัน แต่ถ้าผู้กระทำผิดได้กระทำผิดบทมาตราอื่นอันเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดจากการกระทำความผิดนั้นด้วย กฎหมายให้ลงโทษแต่กระทงเดียว

 

5.2.1   ความผิดเกี่ยวกับดวงตรา

นายพิพาท ทำดวงตราแผ่นดินปลอมขึ้นเพื่อนำไปอวดลูกสาวว่าตนมีหน้าที่ดูแลรักษาดวงตราแผ่น ดิน เช่นนี้นายพิพาทมีความผิดอย่างไรหรือไม่

ผิดตามมาตรา 250 เพราะการกระทำผิดตามมาตรานี้ไม่จำต้องมีเจตนาพิเศษหรือมูลเหตุชักจูงใจแต่อย่างใด

มาตรา 250 ผู้ใดทำปลอมขึ้นดวงตราแผ่นดิน รอยตราแผ่นดิน หรือพระปรมาภิไธย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และ ปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท

 

5.2.2   ความผิดเกี่ยวกับแสตมป์

นายเช้าทำปลอมแสตมป์ที่ระลึกของการสื่อสารแห่งประเทศไทย ออกมาจำหน่ายให้ประชาชนซื้อไว้เพื่อทำการสะสมแต่มิใช่แสตมป์ที่ใช้ในการไปรษณีย์แต่อย่างใดนายเช้ามีความผิดตามมาตรา 254 หรือไม่

ไม่เป็นความผิด เพราะมิได้ปลอมแสตมป์รัฐบาลซึ่งใช้สำหรับการไปรษณีย์

มาตรา 254 ผู้ใดทำปลอมขึ้นซึ่งแสตมป์รัฐบาล ซึ่งใช้สำหรับการ ไปรษณีย์การภาษีอากรหรือการเก็บค่าธรรมเนียม หรือแปลงแสตมป์ รัฐบาล ซึ่งใช้ในการเช่นว่านั้นให้ผิดไปจากเดิม เพื่อให้ผู้อื่นเช่นว่ามีมูลค่าสูงกว่าจริงต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปีและปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

 

5.2.3   ความผิดเกี่ยวกับตั๋ว

นายชาติชายปลอมตั๋วสำหรับใช้เข้าชานชาลาสถานีรถไฟกรุงเทพฯ มีความผิดอย่างใดหรือไม่

ผิดตามมาตรา 259 เพราะเป็นการปลอมตั๋วที่จำหน่ายแก่ประชาชนเพื่อผ่านเข้าสถานที่ใดๆ

มาตรา  259  ถ้าการกระทำตาม มาตรา 258 เป็นการกระทำเกี่ยว กับตั๋วที่จำหน่ายแก่ประชาชน เพื่อผ่านเข้าสถานที่ใด ๆ ผู้กระทำต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้ง จำทั้งปรับ

 

5.2.4   การมีเครื่องมือสำหรับกระทำความผิดและการลงโทษผู้กระทำความผิด

นายวีรวร ทำปลอมตั๋วโดยสารรถประจำทาง และทำเครื่องมือสำหรับปลอมแสตมป์รัฐบาล นายวีรวร มีความผิดและต้องถูกลงโทษตาม ปอ. มาตราใดหรือไม่

มีความผิดและต้องถูกลงโทษตามมาตรา 258 และมาตรา 261 เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 เพราะกรณีนี้ไม่เข้ามาตรา 263

มาตรา 258 ผู้ใดทำปลอมขึ้นซึ่งตั๋วโดยสารซึ่งใช้ในการขนส่ง สาธารณหรือแปลงตั๋วโดยสารซึ่งใช้ในการขนส่งสาธารณให้ผิดไปจาก เดิม เพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีมูลค่าสูงกว่าจริง หรือลบ ถอนหรือกระทำด้วย ประการใด ๆ แต่ตั๋วเช่นว่านั้น ซึ่งมีเครื่องหมายหรือการกระทำ อย่างใด แสดงว่าใช้ไม่ได้แล้วเพื่อใช้ได้อีก ต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 263 ถ้าผู้กระทำความผิดตาม มาตรา 250 มาตรา 251 มาตรา 254 มาตรา 256 มาตรา 258 มาตรา 259 หรือ มาตรา 262 ได้กระทำความผิดตาม มาตรา อื่นที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ อันเกี่ยวกับสิ่ง ที่เกิดจากการกระทำความผิดนั้นด้วย ให้ลงโทษผู้นั้นตาม มาตรา 250 มาตรา 251 มาตรา 254 มาตรา 256 มาตรา 258 มาตรา 259 หรือ มาตรา 262 แต่กระทงเดียว

มาตรา 91 เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปแต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลด มาตรา ส่วนโทษด้วยหรือไม่ ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนด ดังต่อไปนี้

(1) สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุด มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี

(2) ยี่สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุด   มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี

(3) ห้าสิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต

 

5.3    ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร

1.    การทำเอกสารปลอม ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารแท้จริงอยู่ก่อน แต่ต้องกระทำโดยมีเจตนาให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารแท้จริง และการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

2.    การปลอมเอกสารสิทธิ เอกสารราชการ เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ พินัยกรรม ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ใบสำคัญของในหุ้นกู้ ตั๋วเงินหรือบัตรเงินฝากมีโทษหนักกว่าการปลอมเอกสารทั่วไป

3.    การแจ้งให้พนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ถือเป็นความ ผิดเช่นเดียวกัน

4.    การใช้หรืออ้างเอกสารปลอมหรือเอกสารเท็จ มีความผิดและลงโทษเท่าเทียมกับการปลอมเอกสารหรือแจ้งข้อความให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ

5.    ผู้ประกอบวิชาชีพซึ่งทำคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นเท็จ ก็มีความผิดเช่นเดียวกัน

 

5.3.1   ความผิดฐานปลอมเอกสาร

การเติม ตัดทอน หรือแก้ไขในเอกสารแท้จริงมีข้อแตกต่างกับการทำลายเอกสารหรือไม่

การเติม ตัดทอน หรือแก้ไขในเอกสารแท้จริงเป็นเพียงการทำให้ความหมายของเอกสารนั้นเปลี่ยน แปลงไปในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญ แต่เอกสารนั้นยังคงมีอยู่ต่อไป ส่วนการทำลายเอกสารนั้น ทำให้เอกสารนั้นหมดสิ้นสูญหายโดยอาจทำเอกสารขึ้นมาใหม่แทนที่ หรือไม่ทำเอกสารขึ้นอีกเลย ยกตัวอย่างเช่นการขูดตัวเลขทะเบียนปืนที่ด้ามปืนออกบางตัวแล้วตอกเลขใหม่แทนที่ ถือเป็นการปลอมเอกสารราชการ ตามมาตรา 266 แต่ถ้าขูดตัวเลขออกไปทั้งหมด และมิได้ตอกตัวเลขใหม่ลงไปแทน ถือเป็นการทำลายเอกสารตามมาตรา 188

มาตรา 188 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือ ทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินห้าปีและปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

มาตรา 266 ผู้ใดปลอมเอกสารดังต่อไปนี้

(1) เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ

(2) พินัยกรรม

(3) ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ หรือใบสำคัญของใบหุ้นหรือใบหุ้นกู้

(4) ตั๋วเงิน หรือ

(5) บัตรเงินฝาก

ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

 

5.3.2   การปลอมเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการ

ภาพถ่ายจากสำเนาเอกสารราชการที่มีเจ้าพนักงานรับรองสำเนา แต่เจ้าพนักงานมิได้รับรองภาพ ถ่ายนั้นไว้ถือเป็นเอกสารราชการหรือไม่

ภาพถ่ายจากสำเนาเอกสารราชการที่มีเจ้าพนักงานรับรองสำเนาไว้ แต่เจ้าพนักงานมิได้รับรองภาพ ถ่ายนั้นไม่เป็นเอกสารราชการตามความหมายในมาตรา 1(8) เป็นได้แต่เพียงเอกสารทั่วไปตามมาตรา 1(7)

ตั๋วเงินที่มาจากต่างประเทศแต่มิใช่ประเภทตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็ค ถือว่าเป็นเอกสารประเภทใด

ตั๋วเงินที่มาจากต่างประเทศ แต่มิใช่ประเภทตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็ค ไม่ถือว่าเป็นตั๋วเงินตามมาตรา 266 แต่เป็นเอกสารสิทธิตามมาตรา 265

มาตรา 265 ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการต้อง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาท ถึงหนึ่งหมื่นบาท

มาตรา 1 ในประมวลกฎหมายนี้

ฯลฯ

(7) "เอกสาร" หมายความว่ากระดาษหรือวัตถุอื่นใดซึ่งได้ทำให้ ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ผัง หรือแผนแบบอย่างอื่นจะเป็นโดยวิธีพิมพ์ถ่ายภาพหรือวิธีอื่นอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น

(8) "เอกสารราชการ" หมายความว่า เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำ ขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ และให้หมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนั้น ๆ ที่เจ้า พนักงานได้รับรองในหน้าที่ด้วย

 

5.3.3   การแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความเท็จ

การเบิกความเท็จต่อศาลและศาลจดคำให้การนั้นไว้ในแบบคำให้การพยาน ผู้เบิกความมีความผิดตามมาตรา 267 หรือไม่

ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 267 นี้ เพราะการจดคำให้การของศาลเป็นการจดโดยศาลใช้ดุลยพินิจว่าควรจะจดอย่างไรบ้าง มิใช่จดตามคำให้การทั้งหมด ทั้งเอกสารคำให้การของพยานมิใช่เอกสารที่มีวัตถุ ประสงค์เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐาน แต่อย่างใดข้อความที่ศาลจดไว้นั้น จะรับฟังได้หรือไม่ได้ศาลยังต้องพิจารณา วินิจฉัยกันอีกต่อไป มิได้ยึดถือข้อความในนั้นเป็นหลักฐานโดยทันทีแต่อย่างใด

มาตรา 267 ผู้ใดแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ จดข้อความอันเป็นเท็จ ลงในเอกสารมหาชน หรือเอกสารราชการ  ซึ่งมี วัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิด ความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

5.3.4   การใช้เอกสารปลอมหรือเอกสารเท็จ

นายดำเกิงนำป้ายวงกลมของทางราชการแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี ของรถยนต์คันอื่นมาติดแสดงไว้ที่หน้ากระจกรถยนต์ของตนเอง ซึ่งยังไม่ได้เสียภาษีประจำปีแต่อย่างใด การกระทำของนายดำเกิงเป็นความผิดตามมาตรา 268หรือไม่

ไม่ผิด ตามมาตรา 268 เพราะป้ายวงกลมดังกล่าวเป็นเอกสารแท้จริง ไม่ใช่เอกสารปลอมตามมาตรา 264 มาตรา 265 หรือมาตรา 266 แต่อย่างใด

มาตรา 268 ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำ ความผิดตาม มาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือ มาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา นั้น ๆ

ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น หรือเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความนั้นเอง ให้ลงโทษตาม มาตรานี้ แต่กระทงเดียว

 

5.3.5   การทำคำรับรองเป็นเอกสารเท็จ

นายอรุณเรียนวิชากฎหมายได้ประกาศนียบัตรเนติบัณฑิต แต่ไปประกอบวิชาชีพเป็นตำรวจได้ยศพันตำรวจเอกและยังรับราชการตำรวจอยู่ พ.ต.อ. อรุณได้ทำคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นเท็จว่า นายจรูญเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของนายฝันเฟื่องเช่นนี้ พ.ต.อ. อรุณกระทำความผิดตามมาตรา 269 หรือไม่

ไม่ผิด เพราะ พ.ต.อ. อรุณประกอบวิชาชีพเป็นตำรวจไม่ได้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย ไม่ได้ทำคำรับรองในการประกอบการงานในวิชาชีพตำรวจของตนแต่อย่างใด

มาตรา 269 ผู้ใดในการประกอบการงานในวิชาแพทย์ กฎหมาย บัญชีหรือวิชาชีพอื่นใด ทำคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นเท็จ โดย ประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ใดโดยทุจริตใช้หรืออ้างคำรับรองอันเกิดจากการกระทำความผิดตามวรรคแรก ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

 

แบบประเมินผลตนเอง หน่วยที่ 5

1.     คำว่าเงินตรา ตาม ปอ.หมายความถึง  ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ หรือสิ่งใดซึ่งรัฐบาลออกใช้ หรือให้อำนาจออกใช้  (แต่ไม่รวมถึงเงินพดด้วง)

2.     การทำปลอมเงินตราจะเป็นความผิดตาม ปอ. ในกรณี ทำขึ้นให้เหมือนเงินตราของรัฐบาลที่ใช้อยู่ในปัจจุบันโดยผู้ทำไม่มีอำนาจ

3.     การทำเงินตราปลอมจะไม่เป็นความผิดตาม ปอ. ในกรณี ทำปลอมขึ้นเพื่อสอนนักศึกษาในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

4.     ผู้มีเงินตราปลอมแล้วนำมาใช้จะไม่เป็นความผิดตาม ปอ. เฉพาะกรณี ขณะใช้ไม่รู้ว่าเป็นเงินปลอม

5.     ผู้มีเงินตราปลอมแล้วนำออกใช้จะไม่เป็นความผิดตาม ปอ. ในกรณีนำออกใช้โดยทั้งผู้ใช้และผู้รับไม่รู้ว่าเป็นเงินตราปลอม

6.     คำว่า พระปรมาภิไธย ตาม ปอ. หมายความถึง ลายมือชื่อของพระมหากษัตริย์

7.     คำว่า แสตมป์ ตาม ปอ. หมายความถึง แสตมป์สำหรับการไปรษณีย์ การภาษีอากร และการเก็บค่าธรรมเนียม

8.     การทำปลอมตั๋วในราชอาณาจักร ไม่มีความผิดตาม ปอ.ในกรณี ทำปลอมตั๋วรถโดยสารสำหรับนำไปใช้กับรถโดยสารในต่างประเทศ

9.     การทำปลอมตั๋วโดยสารซึ่งใช้ในการขนส่งสาธารณะไม่เป็นความผิดตาม ปอ. ในกรณี ทำปลอมตั๋วเพื่อสอนนักศึกษาในโรงเรียนตำรวจ

10.  คำขวัญติดท้ายรถสิบล้อ ไม่ถือว่าเป็น เอกสาร ตาม ปอ.

11.  การทำปลอมเอกสารไม่เป็นความผิดตาม ปอ. ในกรณีที่ไม่น่าจะเสียหายกับผู้อื่นหรือประชาชน

12.  การเอาป้ายวงกลมเสียภาษีของรถคันอื่นมาติดที่รถอีกคันหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นการใช้เอกสารปลอม เพราะว่า ป้ายทะเบียนรถยนต์เป็นป้ายแท้จริง

13.  ถ้าผู้ใดก็ตามปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมด้วย จะต้องรับผิดเพียงกระทงเดียวคือการใช้เอกสารปลอม

14.  การลบแสตมป์รัฐบาลที่มีเครื่องหมายแสดงว่าใช้ไม่ได้แล้ว จะไม่เป็นความผิดตาม ปอ. ในกรณีที่ทำเพื่อนำไปขายอย่างแสตมป์เก่า

15.  ขูดลบหมายเลขทะเบียนที่พานท้ายปืนของภริยาตนออกหมดเพื่อนำไปขอจดทะเบียนอาวุธปืนในฐานะที่ไม่เคยมีทะเบียนมาก่อน ไม่ถือว่าเป็นการปลอมเอกสารราชการเพราะว่า เป็นการทำลายเอกสารให้หมดไปมิได้ทำเอกสารขึ้นใหม่

16.  สัญญาณควันของลูกเสือติดต่อขอความช่วยเหลือจากพวกลูกเสือด้วยกันไม่เป็นเอกสาร ตาม ปอ. เพราะไม่เป็นหลักฐานแห่งความหมายได้

17.  คำว่า เอกสารสิทธิ์ ตาม ปอ. ไม่ให้หมายความรวมถึง ใบมอบฉันทะ (ส่วน ส.ค. 1 หรือแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ตั๋วรับจำนำ สมุดบัญชีออมทรัพย์ธนาคาร หนังสือสัญญากู้เงินไม่เกินห้าสิบบาท)

18.  ทนายความลงชื่อรับรองลายมือชื่อผู้แต่งทนายความว่าเป็นลายมือชื่อแท้จริง ถ้าปรากฏว่าลายมือชื่อนั้นไม่เป็นลายมือชื่อของผู้แต่งทนายความตามที่รับรองไว้ทนายความนั้นไม่มีความผิดตาม ปอ. เพราะว่า เพิ่งรู้ความจริงภายหลังที่ส่งเสนอศาลเล็กน้อย

 

 

หน่วยที่  6  ความผิดต่อชีวิต

 

1.    ชีวิตของบุคคลย่อมเป็นที่หวงแหนแก่ผู้เป็นเจ้าของยิ่งกว่าทรัพย์สิน ถ้าหากบุคคลปราศจากความปลอดภัยในชีวิต ความสงบสุขในสังคมย่อมจะมี ไม่ได้ นอกจากนี้ชีวิตของบุคคลยังมีความสำคัญต่อประเทศชาติทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง กฎหมายจึงต้องให้ความคุ้มครอง

2.    ความผิดต่อชีวิตอาจเกิดจากการกระทำโดยเจตนา การกระทำโดยไม่เจตนา การกระทำโดยประมาท การกระทำอันเป็นเหตุให้ผู้อื่นฆ่าตนเองหรือพยายามฆ่าตนเอง หรือการเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้อันเป็นเหตุให้บุคคลอื่นบุคคลใดถึงแก่ความตาย กฎหมายกำหนดอัตราโทษไว้หนักเบาแตกต่างกันตามลักษณะของการกระทำความผิด

 

6.1    การทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยเจตนา

1. การฆ่าผู้อื่นหมายถึง การทำให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ไม่ว่าจะกระทำด้วยวิธีใด

2. ถ้าการฆ่าผู้อื่นต้องด้วยลักษณะฉกรรจ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ย่อมเป็นเหตุที่ทำให้ได้รับโทษหนักขึ้น

 

6.1.1   ฆ่าผู้อื่น

มาตรา 288 ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุก ตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี

องค์ประกอบของความผิดมีดังนี้

องค์ประกอบภายนอก

1)    ฆ่า

2)    ผู้อื่น

องค์ประกอบภายใน

v  เจตนา

คำว่าฆ่ามีความหมายเพียงใด

หมายถึงการทำให้ผู้ที่มีชีวิตอยู่ถึงแก่ความตาย ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม การถึงแก่ความตาย คือ การหยุดหายใจ

คำว่าผู้อื่นนั้นหมายถึงบุคคลแต่มีหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันระหว่างทางอาญากับทางแพ่งอย่างไร

คำว่าบุคคล ตามมาตรา 288 นั้น หมายถึงบุคคลธรรมดา แต่ในทางแพ่งนั้นบุคคลนอกจากหมายความถึง บุคคลธรรมดาแล้ว ยังหมายความรวมถึงนิติบุคคลด้วย

ดำเห็นแดงยืนเหม่ออยู่ที่กันสาดตึกชั้น 16 โดยไม่มีสิ่งใดกั้น จึงแอบเข้าไปข้างหลังและร้องตะโกนด้วยเสียงดัง แดงตกใจ เสียหลักตกจากยอดตึกตาย ดำจะมีความผิดฐานใด

ดำผิดฐานฆ่าคนโดยเจตนา เพราะการแอบเข้าตะโกนข้างหลังแดงนั้น ดำย่อมเล็งเห็นผลได้แน่ชัดว่าแดงอาจตกใจและตกจากยอดตึกถึงแก่ความตายได้ เมื่อแดงตกจากยอดตึก ความตายจึงเป็นผลจากการกระทำของดำ

จากปัญหาในข้อ 3 ถ้าปรากฏว่า ขาวกำลังจะจ้องยิงแดงอยู่เหมือนกัน โดยซ่อนอยู่บนระเบียงของชั้นที่ 8 พอขาวเห็นแดงตกลงมาถึงชั้นที่ 8  ก็ประทับปืนยิงแดง กระสุนถูกหน้าผากแดงทะลุท้ายทอย แดงตายก่อนตกถึงพื้นดิน ดังนั้นดำและขาว ใครจะต้องรับผิดในความตายของแดง

ดำย่อมเล็งเห็นผลได้ชัดว่า การกระทำของตนทำให้แดงตกตึกตายได้ จึงถือว่าดำมีเจตนาฆ่าแดง แต่เมื่อแดงตกลงมาถึงชั้นที่ 8 ขาวใช้ปืนยิงแดงตาย การกระทำของขาวจึงตัดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำของดำและผลคือความตายของแดง กล่าวคือ ความตายของแดงมิได้เป็นผลมาจากการกระทำของดำ แต่เป็นผลมาจากการกระทำของขาว ฉะนั้น ดำจึงไม่ต้องรับผิดในความตายของแดง แต่ดำได้ลงมือกระทำเพื่อฆ่าแดงแล้ว เพียงแก่การกระทำไม่บรรลุผล ดำจึงผิดฐานพยายามฆ่าแดง ตามมาตรา 288  80 ส่วนขาว ผิดฐานฆ่าแดงโดยเจตนาตามมาตรา 288

มาตรา 80 ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายาม กระทำความผิด

ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองใน สามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

 

6.1.2   เหตุที่ทำให้รับโทษหนักขึ้น

มาตรา  289 ผู้ใด

 (1) ฆ่าบุพการี

 (2) ฆ่าเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำการตามหน้าที่

 (3) ฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำ ตามหน้าที่หรือเพราะเหตุที่บุคคลนั้นจะช่วยหรือได้ช่วยเจ้าพนักงาน ดังกล่าวแล้ว

(4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

(5) ฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย

(6) ฆ่าผู้อื่นเพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อความสะดวกในการ ที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น หรือ

(7) ฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอา   หรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์    อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อ หลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ตนได้กระทำไว้

ต้องระวางโทษ ประหารชีวิต

 

การฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นในกรณีใดบ้าง

การฆ่าผู้อื่นที่ผู้กระทำจะต้องรับโทษหนักขึ้น โดยมีระวางโทษถึงประหารชีวิตสถานเดียว มีอยู่ 7 กรณีคือ ตามมาตรา 289 เช่น ฆ่าบุพการี ฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำตามหน้าที่ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย ฆ่าผู้อื่นเพื่อตระเตรียมการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น และฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น

แดงทะเลาะกับ ร.ต.อ. เหลือง ในงานสังสรรค์แห่งหนึ่ง ร.ต.อ. เหลืองทำท่าจะเตะแดง แดงจึงชักปืนยิง ร.ต.อ. เหลืองถึงแก่ความตาย แดงจะมีความผิดฐานฆ่าเจ้าพนักงานหรือไม่

ไม่ผิดฐานฆ่าเจ้าพนักงาน เพราะไม่เข้าตามมาตรา 289 (2) กล่าวคือ ร.ต.อ. เหลือง ซึ่งถูกฆ่านั้นมิได้อยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด แดงคงมีความผิดฐานฆ่าบุคคลธรรมดา ตามมาตรา 288

 

6.2    การทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไม่เจตนา

1.    การทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย แตกต่างกับการฆ่าผู้อื่น เพราะผู้กระทำผิดเจตนาเพียงทำร้ายเท่านั้น แต่ผลแห่งการกระทำเกิดขึ้นเลยไปจากเจตนาของผู้กระทำแม้ผู้ถูกทำร้ายจะถึงแก่ความ ตาย เพราะการกระทำของผู้กระทำ แต่กฎหมายได้บัญญัติลงโทษเบากว่าการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

2.    ถ้าการทำร้ายผู้อื่นต้องด้วยลักษณะฉกรรจ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ย่อมเป็นเหตุที่ทำให้รับโทษหนักขึ้น

 

6.2.1   ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย

การทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย แตกต่างกับการฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 อย่างไร

แตกต่างกันที่เจตนา การฆ่าผู้อื่นจะต้องมีเจตนาที่จะฆ่า แต่การทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายนั้น จะต้องมีเจตนาที่จะทำร้ายเท่านั้น มิได้มีเจตนาจะฆ่า แต่ผลของการกระทำนั้นเหมือนกันคือผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย

แดงเห็นเด็กชายดำเล่นซุกซนเอาน้ำสกปกสาดรถยนต์ของแดง แดงห้ามเด็กชายดำก็ไม่เชื่อ แดงจึงเขกศีรษะเด็กชายดำไปทีหนึ่ง แต่เด็กชายดำเป็นคนกระหม่อมบางซึ่งแดงไม่ทราบความจริงข้อนี้ พอถูกเขกศีรษะเด็กชายดำก็ชัก และถึงแก่ความตายเพราะสมองได้รับความกระทบกระเทือน ให้วินิจฉัยการกระทำของแดงว่าเป็นความผิดฐานใดหรือไม่

การที่เขกศีรษะเด็กชายนั้น เป็นการใช้กำลังทำร้ายร่างกายเด็กชายดำตามมาตรา 391 โดยมีได้มีเจตนาฆ่า เนื่องจากการเขกศีรษะย่อมไม่ทำให้คนตายได้ แต่เด็กชายดำเป้นคนกระหม่อมบางซึ่งแดงไม่ทราบ เนื่องจากการเขกศีรษะเป็นเหตุให้เด็กชายดำตาย ความตายเป็นผลจากการกระทำของแดง แดงจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา

มาตรา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิด อันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

6.2.2   เหตุที่ทำให้รับโทษหนักขึ้น

แดงโกรธเคืองดำที่ชอบด่าว่าเสียดสีอยู่เสมอ จึงไปดักอยู่ทางผ่านเพื่อไปทำไร่ เมื่อดำเดินผ่าน แดงจึงเข้าชกต่อยทำร้ายดำมีแผลเล็กน้อย แต่ดำสลบไป แดงเข่าใจว่าดำตายแล้ว จึงเอาขาวม้าผูกคอดำแขวนกับต้นมะม่วงในสวนของทางเป็นเหตุให้ดำตาย ดังนี้ แดงมีความผิดฐานใดหรือไม่

แดงมีเจตนาเพียงทำร้ายดำเท่านั้น แต่มิได้มีเจตนาฆ่า การที่แดงทำร้ายดำมีสาเหตุมาจากโกรธเคืองดำโดยได้ไปทำร้ายดำ แสดงว่าแดงได้ใคร่ครวญชั่งน้ำหนักผลได้เสียก่อนแล้วจึงไปกระทำย่อมเป็นการทำร้ายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเป็นความผิดตาม ปอ. 290 วรรคท้าย

มาตรา 290 ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้น ถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

ถ้าความผิดนั้นมีลักษณะประการหนึ่งประการใดดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 289 ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี

 

6.3    การทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยประมาท

1.    การทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยประมาท เป็นการกระทำโดยผู้กระทำมิได้มีเจตนาฆ่าหรือเจตนาทำร้าย แต่การกระทำปราศจากความระมัดระวัง เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แม้ผู้กระทำมิได้ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลแห่งการกระทำของตน ก็แสดงถึงความชั่วร้ายในจิตใจ ที่ไม่นำพาต่อต่อผลร้ายที่เกิดแก่บุคคลอื่น กฎหมายจึงต้องบัญญัติว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดและเอาโทษเพื่อให้บุคคลใช้ความระมัดระวังต่อการกระทำยิ่งขึ้น

2.    การกระทำโดยความไม่รู้ข้อเท็จจริง หรือความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงซึ่งผู้กระทำไม่มีความผิดหรือได้รับยกเว้นโทษหรือได้รับโทษน้อยลง ถ้าเกิดขึ้นด้วยความปรามาสของผู้กระทำ กฎหมายก็บัญญัติเอาโทษด้วยเช่นเดียวกับการกระทำโดยประมาท

มาตรา 291 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกิน สองหมื่นบาท

องค์ประกอบของการกระทำความผิดมีดังนี้

องค์ประกอบภายนอก

1)    กระทำ

2)    เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

องค์ประกอบภายใน

v  ประมาท

 

6.3.1   กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

การทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยประมาท แตกต่างกับการทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตายโดยไม่เจตนาอย่าไร

การกระทำโดยประมาทจะต้องไม่มีเจตนา ความผิดเกิดขึ้นจากผลของการกระทำ แต่การทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตายโดยไม่เจตนานั้น ผู้กระทำต้องมีเจตนาทำร้าย แต่ผลของการกระทำเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ความผิดเกิดขึ้นเพราะเจตนาและผลของการกระทำ

เขียวนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ซึ่งเหลืองเป็นคนขับ เหลืองขับแซงรถยนต์คันอื่นๆ ไปด้วยความเร็วจนถึงทางแยกมีรถสามล้อเครื่องจอดอยู่ เหลืองห้ามล้อไม่ทัน รถจักรยานยนต์จึงชนสามล้อเครื่อง เขียงกระเด็นไปบนถนน พอดีมีรถยนต์วิ่งมาด้วยความเร็วปกติ ทับเขียวถึงแก่ความตายโดยคนขับรถยนต์ไม่สามารถห้ามล้อหรือหักรถหลบได้ทัน ใครจะต้องรับผิดชอบในความตายของเขียว

ความตายของเขียวเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของเหลือง การที่รถยนต์ทับเขียวตายไม่ตัดความสัมพันธ์ระหว่างความประมาทของเหลืองและความตายของเขียว เพราะคนขับรถยนต์มิได้ประมาท แต่ขับรถมาด้วยความเร็วปกติ ฉะนั้นเหลืองจึงต้องรับผิดในความตายของเขียว ผิดตามมาตรา 291

แดงเอาก้อนหินขว้างปาประตูกระจกบ้านดำแตก ก้อนหินและกระจกแตกถูกขาวซึ่งนั่งอยู่ในห้อง รับแขกได้รับอันตรายสาหัส ต่อมาอีก 3 วัน บาดแผลเป็นพิษ ขาวตาย ดังนี้ แดงมีความผิดฐานใดหรือไม่

แดงมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์บทหนึ่ง ส่วนการที่ขาวตายเป็นผลที่เกิดขึ้นนอกเหนือเจตนาของแดง แต่ผลที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากการกระทำของแดง ซึ่งแดงควรรู้สำนึกว่าการกระทำดังกล่าวอาจมีผู้ได้รับอันตรายเมื่อเกิดผลดังกล่าว แดงจึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นตายอีกบทหนึ่ง แดงต้องรับโทษ ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นตาย อันเป็นบทหนักที่สุดตาม ปอ. มาตรา 90

มาตรา 90 เมื่อการกระทำใดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้ กระทำความผิด

 

6.3.2   ความไม่รู้ข้อเท็จจริง หรือความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงโดยประมาท

แดงเห็นคนเดินมาอยู่บริเวณประตูหน้าบ้านเวลาประมาณ 19.00 นาฬิกา ถ้าแดงพิจารณาดูให้ดีก็จะรู้ว่าเป็นญาติมาจากต่างจังหวัดมาเยี่ยมแดง แต่แดงไม่ดูให้ดี ทั้งที่แดงอยู่ในที่มืด จึงใช้ปืนยิงไปถูกญาติที่มาเยี่ยมนั้นตาย ดังนี้ แดงมีความผิดฐานใดหรือไม่

แดงกระทำโดยสำคัญผิดโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นตาย แดงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นตาย ตามมาตรา 290 ประกอบกับมาตรา 62 วรรคสอง

มาตรา 290 ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้น ถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

ถ้าความผิดนั้นมีลักษณะประการหนึ่งประการใดดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 289 ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี

มาตรา 62 ข้อเท็จจริงใด ถ้ามีอยู่จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็น ความผิด หรือทำให้ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ หรือได้รับโทษน้อยลง แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่มีอยู่จริง แต่ผู้กระทำสำคัญผิดว่ามีอยู่จริง ผู้กระทำย่อมไม่มีความผิดหรือได้รับยกเว้นโทษ หรือได้รับโทษ น้อยลง แล้วแต่กรณี

ถ้าความไม่รู้ข้อเท็จจริงตามความในวรรคสามแห่ง มาตรา 59 หรือความสำคัญผิดว่ามีอยู่จริงตามความในวรรคแรก ได้เกิดขึ้นด้วยความประมาทของผู้กระทำความผิด ให้ผู้กระทำรับผิดฐานกระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะว่าการกระทำ นั้นผู้กระทำจะต้องรับโทษแม้กระทำโดยประมาท

บุคคลจะต้องรับโทษหนักขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงใด บุคคลนั้น จะต้องได้รู้ข้อเท็จนั้น

มาตรา 59 บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา    เว้นแต่จะได้กระทำความโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมาย บัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณี ที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มี เจตนา

กระทำโดยเจตนาได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระ ทำนั้น

ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้

กระทำโดยประมาทได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนาแต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้น โดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย

 

6.4    การกระทำอันเป็นเหตุให้ผู้อื่นฆ่าตนเองหรือพยายามฆ่าตนเอง

1.    การฆ่าตนเองกฎหมายไม่ถือเป็นความผิด แต่โดยปกติบุคคลย่อมหวงแหนชีวิต ไม่คิดฆ่าตนเอง เว้นแต่จะมีเหตุบีบคั้นหรือจูงใจอย่างหนึ่งอย่างใด ชีวิตของบุคคลมีความสำคัญต่อประเทศชาติ กฎหมายจึงต้องให้ความคุ้มครองด้วยการบัญญัติเอาโทษแก่ผู้กระทำการด้วยการปฏิบัติอันทารุณหรือด้วยปัจจัยคล้ายคลึงกันจนเป็นเหตุให้บุคคลฆ่าตนเองหรือพยายามฆ่าตนเอง

2.    ถึงผู้กระทำจะมิได้กระทำด้วยการปฏิบัติอันทารุณหรือด้วยปัจจัยคล้ายคลึง เพียงแต่ช่วยหรือยุยง ถ้ากระทำต่อเด็กหรือบุคคลผู้หย่อนความรู้สึกผิดชอบ จนเป็นเหตุให้บุคคลนั้นฆ่าตนเองหรือพยายามฆ่าตนเอง กฎหมายได้บัญญัติลงโทษผู้ช่วยหรือยุยงนั้น

 

6.4.1   กระทำด้วยการปฏิบัติอันทารุน

การทำให้ผู้อื่นฆ่าตนเองนั้นเป็นความผิดที่มีลักษณะพิเศษอย่างไร

เป็นการฆ่าผู้อื่นโดยทางอ้อมวิธีหนึ่ง กล่าวคือทำให้ผู้ตายฆ่าตัวเองแทนที่จะถูกผู้กระทำฆ่า ลักษณะของความผิดมีองค์ประกอบแตกต่างจากการฆ่าตามมาตรา 288 ในด้านข้อเท็จจริง

การที่บุคคลในความดูแลของผู้ใดผู้หนึ่งฆ่าตนเอง เพราะเหตุอันเนื่องมาจากผู้ดูแลนั้น ผู้ดูแลจะต้องมีความผิดตามมาตรา 292 เสมอไปหรือไม่

ไม่เสมอไป จะมีความผิดก็ต่อเมื่อผู้กระทำได้กระทำโดยเจตนา และมีเหตุชักจูงใจคือ เพื่อให้บุคคลนั้นฆ่าตนเอง ถ้าปราศจากเจตนา หรือมูลเหตุชักจูงใจดังกล่าว ผู้กระทำก็ไม่มีความผิดตามมาตรา 292

มาตรา 292 ผู้ใดกระทำด้วยการปฏิบัติอันทารุณ หรือด้วยปัจจัย คล้ายคลึงกันแก่บุคคลซึ่งต้องพึ่งตน ในการดำรงชีพหรือในการอื่นใด เพื่อให้บุคคลฆ่าตนเอง ถ้าการฆ่าตนเองนั้นได้เกิดขึ้นหรือได้มีการพยายามฆ่าตนเอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นสี่พันบาท

ดำเกลียดชังแดง ลูกของตนเป็นอย่างมากจะให้ตาย เพราะเชื่อว่าแดงมิใช่ลูกที่แท้จริงของตน แต่เป็นลูกที่เกิดจากชายชู้ของภริยา ดำจึงดุด่าและทำโทษแดงรุนแรงเสมอเวลาแดงทำผิด ทั้งไม่สนใจต่อความเป็นอยู่ของแดง บางครั้งก็ไล่แดงออกจากบ้าน ไม่ให้อาหารกินบ้าง บางครั้งก็จับมัดขังไว้ในห้อง แดงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมากที่พ่อปฏิบัติต่อตนเช่นนั้น จึงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป และไปขอยาฆ่าแมลงมาจากผู้อื่นเพื่อฆ่าตัวตาย แต่มารดาของแดงมาพบยาฆ่าแมลงเสียก่อน จึงเอาไปทิ้งเสีย เช่นนี้ดำจะมีความผิดตามมาตรา 292 หรือไม่

แดงเพียงแต่ตระเตรียมการฆ่าตัวตาย ยังมิได้ลงมือฆ่าตัวตาย ดำจึงยังไม่มีความผิด เพราะความผิดตามมาตรา 292 นั้น ต้องมีการฆ่าตนเองเกิดขึ้น หรือมีการพยายามฆ่าตนเองเกิดขึ้น จึงจะเป็นความผิด และไม่ถือว่าดำผิดฐานพยายามกระทำความผิดด้วย เพราะมาตรานี้มีการพยายามกระทำความผิดไม่ได้ คือถ้ามีการฆ่าตนเอง หรือพยายามฆ่าตนเองเกิดขึ้น ก็เป็นความผิดสำเร็จ หากยังไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้น ก็ยังไม่เป็นความผิด

 

6.4.2   กระทำด้วยการช่วยหรือยุยง

แดงประสบกับความโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมากที่ภริยาซึ่งอยู่กินกันมานานถึง 20 ปีเศษ ประสบอุบัติเหตุเรือชนกันถึงแก่ความตายและยังหาศพไม่พบ ดำน้องชายของแดงอยากได้สมบัติของแดง จึงพูดยุยงให้แดงฆ่าตัวตายจะได้พ้นทุกข์ แดงเองก็กำลังคิดจะฆ่าตัวตายอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังลังเลใจอยู่ เมื่อดำยุยงเช่นนั้นแดงจึงตัดสินใจที่จะฆ่าตัวตาย โดยให้ดำช่วยผสมยาพิษให้ ดำก็จัดการให้แล้ว แดงดื่มยาพิษนั้นและถึงแก่ความตายดังนี้ ดำมีความผิดหรือไม่

ดำไม่ผิด เพราะมิได้ยุยงหรือช่วยบุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตรา 293 ให้ฆ่าตัวตาย

มาตรา 293 ผู้ใดช่วยหรือยุยงเด็กอายุยังไม่เกินสิบหกปี หรือผู้ซึ่งไม่ สามารถเข้าใจว่าการกระทำของตนมีสภาพหรือสาระสำคัญอย่างไรหรือไม่ สามารถบังคับการกระทำของตนได้ ให้ฆ่าตนเองถ้าการฆ่าตนเองนั้นได้ เกิดขึ้นหรือได้มีการพยายามฆ่าตนเอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แดงเป็นเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลในจังหวัดหนึ่ง และประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมายหลายอย่าง แดงรู้ว่าดำซึ่งเป็นเด็กอายุเพียง 15 ปีเป็นสายสืบให้ตำรวจ แดงจึงเรียกดำให้มาพบและส่งยาพิษให้ดำกินเพื่อให้ดำฆ่าตัวตาย โดยบอกว่าถ้าไม่กินยาพิษจะจับโยนลงไปในบ่องูจงอาง ดำรู้ว่าถ้าไม่ดื่มยาพิษนั้น ดำก็ต้องตายด้วยวิธีอื่นซึ่งทารุนกว่านั้นดำจึงดื่มยาพิษตาย ให้วินิจฉัยการกระทำของแดง

แดงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามมาตรา 288 เพราะแดงบังคับให้ดำฆ่าตัวตาย ดำไม่มีอิสระจะเลือกทำอย่างอื่นได้ การกระทำของแดงจึงเป็นการฆ่าดำ โดยใช้ดำเป็นเครื่องมือให้ให้ฆ่าตนเอง

มาตรา 288 ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุก ตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี

 

6.5    การเข้าร่วมชุมนุมต่อสู้

1.    การชุลมุนต่อสู้กันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป อันเป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดถึงแก่ความตายนั้น ยากแก่การที่จะหาพยานพิสูจน์ว่าใครทำร้ายใครอย่างไร กฎหมายจึงบัญญัติเอาโทษแก่ผู้เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ทุกคนไม่ว่าการตายของผู้ถูกทำร้ายนั้นจะเกิดจากการกระทำของบุคคลใด

2.    ผู้ที่เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้จะได้รับยกเว้นไม่ต้องรับโทษ ก็เฉพาะแต่ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าตนได้กระทำไปเพื่อเข้าห้ามการชุลมุนต่อสู้ หรือเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

 

6.5.1   เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ดำและแดงฝ่ายหนึ่ง ทะเลาะกับขาวและเขียวอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วเกิดการชุลมุนต่อสู้ทำร้ายซึ่งกันและกัน ดำชักปืนยิงขาวซึ่งกำลังจะยกก้อนหินทุ่มใส่ดำ กระสุนถูกก้อนหินในมือขาวแฉลบไปถูกฟ้าซึ่งยืนดูอยู่ถึงแก่ความตายใครจะต้องรับผิดชอบบ้าง

ดำแดง ขาวเขียว ผิดฐานชุลมุนต่อสู้เป็นเหตุให้บุคคลถึงแก่ความตายตามมาตรา 294

ส่วนดำใช้ปืนยิงขาว แสดงว่าดำมีเจตนาฆ่าขาวแต่กระสุนพลาดไปถูกฟ้าตาย เป็นการกระทำโดยพลาดตามมาตรา 60 ถือว่าดำมีเจตนาฆ่าฟ้า ดำจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าขาวตามมาตรา 288 80 และฐานฆ่าฟ้าโดยเจตนาตามมาตรา 288 ซึ่งเป็นความผิดหลายบท

มาตรา 294 ผู้ใดเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคน ขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่ ถึงแก่ความตายโดยการกระทำในการชุลมุนต่อสู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้ที่เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้นั้นแสดงได้ว่า ได้กระทำไปเพื่อห้ามการชุลมุนต่อสู้นั้น หรือเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

 

6.5.2   เหตุยกเว้นโทษ

ขณะที่นักเรียนของโรงเรียนดำ และนักเรียนของโรงเรียนเขียวประมาณ 20 คน กำลังชุลมุนต่อสู้กันที่สนามฟุตบอล แดงซึ่งเป็นครูของโรงเรียนดำผ่านมาประสบเหตุการณ์จึงเข้าไปพยายามแยกนักเรียนของโรงเรียนดำออกมา นักเรียนของโรงเรียนเขียวคนหนึ่งถือมีดวิ่งตรงเข้ามาแทงแดง แดงหลบทัน นักเรียนคนนั้นเสียหลักล้มลงและโดนมีดในมือแทงทะลุตนเองถึงแก่ความตาย แดงมีความผิดหรือไม่

การกระทำของแดงเป็นการเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ แต่ได้กระทำไปเพียงเพื่อต้องการดึงตัวนักเรียนของโรงเรียนดำออกมาจากวงการต่อสู้เท่านั้น มิได้เข้าร่วมเพื่อต่อสู้ด้วยแต่อย่างใด แดงจึงมีความผิดแต่ได้รับยกเว้นโทษตาม มาตรา 294 วรรคท้าย

การชุลมุนต่อสู้เป็นเหตุให้ผู้อื่นตาย มีองค์ประกอบความผิดอย่างไรบ้าง อธิบายพอสังเขปและยกตัวอย่างอุทาหรณ์

มีองค์ประกอบความผิดดังนี้ เข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป มีบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่ถึงแก่ความตาย โดยการกระทำในการชุลมุนต่อสู้นั้นมาโดยเจตนา การเข้าร่วมดังกล่าวต้องเป็นเรื่องสมัครใจเข้าต่อสู้กัน มิใช่เป็นการกลุ้มรุมทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว ผู้ถึงแก่ความตายก็ไม่จำกัดเฉพาะแต่ผู้เข้าร่วมด้วย อาจเป็นบุคคลภายนอกก็ได้ ผู้เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ย่อมผิดตามมาตรานี้แล้ว

ฎ. 852/2509 จำเลยกับบิดาได้เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบิดาของจำเลยถูกทำร้ายถึงแก่ความตายในการชุลมุนต่อสู้นั้น แม้จำเลยไม่มีอาวุธ แต่เมื่อจำเลยมิได้ห้ามหรือป้องกันตัวย่อมมีความผิดตามมาตรา 294

ข้อเท็จจริงในกรณีนี้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำไปเพื่อห้ามการชุลมุนต่อสู้หรือป้องกันตัวย่อมมีความผิดตามมาตรา 288 หรือ 290 แล้วแต่ว่าผู้กระทำผิดมีเจตนาเพียงทำร้ายหรือมีเจตนาฆ่า

มาตรา 290 ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้น ถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

ถ้าความผิดนั้นมีลักษณะประการหนึ่งประการใดดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 289 ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี

 

แบบประเมินผลการเรียนหน่วยที่ 6

 

1.     แดงประสงค์จะฆ่าดำซึ่งกำลังป่วย รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล แดงจึงแอบเอายาพิษไปใส่ในหลอดยาฉีดที่นางพยาบาลกำลังเตรียมไว้เพื่อฉีดให้ดำโดยไม่ทราบความจริง ดำจึงตายกรณีเช่นนี้แดงกับพยาบาลจะมีความผิดฐานใดหรือไม่ อย่างไร คำตอบ แดงมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา ส่วนนางพยาบาลไม่มีความผิดเพราะเพราะขาดเจตนา

2.     การสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดนั้น มีผลต่อความรับผิดชอบของผู้กระทำอย่างไรบ้างหรือไม่ คำตอบ โดยหลักถือว่าผู้กระทำขาดเจตนา แต่ถ้าสำคัญผิดเพราะประมาท ก็อาจรับผิดฐานประมาท

3.     จอนทะเลาะวิวาทกับจิมอยู่ข้างถนน ขณะชกต่อยกันนั้น จอนได้ใช้เท้าถีบจิม กระเด็นเข้าไปในถนนทำให้รถที่แล่นมาชนจิมถึงแก่ความตาย กรณีเช่นนี้จอนมีความผิดในฐานใดหรือไม่ คำตอบ ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา

4.     กรณียิงคนร้ายที่เข้ามาปล้นทรัพย์ โดยมีอาวุธปืนแต่กระสุนปืนไปถูกเพื่อนบ้านตาย กรณีนี้ผู้กระทำจะมีความผิดฐานทำให้ผู้อื่นตายโดยประมาท

5.     การทำให้ผู้อื่นฆ่าตัวตายนั้นจะเป็นความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาในกรณีที่ ผู้กระทำต้องเป็นผู้ลงมือกระทำด้วยตนเอง จะเป็นการกระทำโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม

6.     แสงมีหนี้สินอันล้นพ้นตัว ทำให้คิดมากจึงไปขอยืมปืนจาก ศิริจะเอามาฆ่าตัวตาย ศิริจึงให้แสงยืมปืนกระบอกนั้นไปฆ่าตัวตายสำเร็จตามความประสงค์ กรณีเช่นนี้มีความผิดเพราะยุยงช่วยเหลือให้แสงฆ่าตัวตายหรือไม่ เพราะเหตุใด คำตอบ ไม่มีความผิดเพราะมิใช่บุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตรา 293 (ไม่มีความผิดเพราะแสงเป็นผู้มีความรู้สึกผิดชอบสมบูรณ์)

มาตรา 293 ผู้ใดช่วยหรือยุยงเด็กอายุยังไม่เกินสิบหกปี หรือผู้ซึ่งไม่ สามารถเข้าใจว่าการกระทำของตนมีสภาพหรือสาระสำคัญอย่างไรหรือไม่ สามารถบังคับการกระทำของตนได้ ให้ฆ่าตนเองถ้าการฆ่าตนเองนั้นได้ เกิดขึ้นหรือได้มีการพยายามฆ่าตนเอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

7.     แดงหยิบยาผิดรับประทานเข้าไปจนถึงแก่ความตายในห้องนอน ขาวศัตรูของแดงแอบรอจังหวะที่จะฆ่าแดงมานานแล้ว ในวันนั้นได้เข้าไปในห้องที่แดงนอนตายอยู่แล้วยิงแดงหลายนัด โดยไม่ทราบว่าแดงถึงแก่ความตายแล้ว กรณีเช่นนี้ขาวมีความผิดอย่างไรหรือไม่ คำตอบ ไม่มีความผิดเพราะขาดองค์ประกอบของความผิด

8.     เพราะเหตุที่มีการแย่งมรดกกันในครอบครัว ฉายจึงฆ่าลูกของนางช้อยที่คลอดออกมาจากครรภ์ของนางช้อยโดยยังมิได้ตัดสายรก กรณีเช่นนี้ฉายมีความผิดอย่างไรหรือไม่ คำตอบ มีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา

9.     การเข้าร่วมการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปจนเป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดถึงแก่ความตาย นั้นจะเป็นความผิดเสมอไปหรือไม่ คำตอบ เป็นความผิดเว้นแต่แสดงได้ว่าได้กระทำไปเพื่อห้ามจึงไม่ต้องรับโทษ

10.  ร้อยเอกแจ่มไม่พอใจที่พลทหารจ๋องซึ่งอยู่ใต้บังคับบัญชาแต่งกายไม่เรียบร้อย จึงลงโทษพลทหารจ๋องด้วยการให้วิ่งรอบสนาม 32 รอบ  พลทหารจ๋องเป็นคนสุขภาพไม่ดีเพราะเป็นโรคหัวใจซึ่งความจริงข้อนี้ร้อยเอกแจ่มไม่ทราบ พลทหารจ๋องวิ่งเหนื่อยมากหัวใจจึงหยุดเต้นถึงแก่ความตาย กรณีเช่นนี้ร้อยเอกแจ่มมีความผิดฐานใดหรือไม่ คำตอบ ไม่มีความผิดใดๆ เพราะเป็นอุบัติเหตุ

11.  การทำความผิดฐานทำให้ผู้อื่นตายโดยประมาท ในกรณี ยิงสุนัขใต้ถุนบ้าน แต่พลาดกระสุนแฉลบไปถูกเด็กที่นั่งเล่นอยู่ห่างออกไป 20 เมตรตาย

12.  การสำคัญผิดในข้อเท็จจริง อันเป็นองค์ประกอบของความผิดนั้น มีผลต่อความรับผิดชอบของผู้กระทำอย่างไรหรือไม่  คำตอบ โดยหลักถือว่าผู้กระทำขาดเจตนา แต่ถ้าสำคัญผิดเพราะประมาท ก็ต้องรับผิดฐานประมาท

 

 

หน่วยที่ 7  ความผิดต่อร่างกาย

 

1.    ความปลอดภัยในร่างการและจิตใจของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมาย การทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เขาได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจเป็นความผิด และถ้าผลแห่งการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ได้รับอันตราสาหัส กฎหมายเอาโทษหนักขึ้น

2.    การเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้กัน ถือว่าเป็นภัยสังคม ดังนั้น ถ้ามีการเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้กันตั้งแต่สามคนขึ้นไป เป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส กฎหมายก็เอาโทษแก่ผู้เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้นั้นทุกคน เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายไม่เอาโทษ

3.    การกระทำโดยประมาทบางกรณีมีผลกระทบต่อความปลอดภัยในร่างกายของบุคคล ดังนั้น การที่บุคคลใดกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส กฎหมายจึงเอาโทษด้วย

 

7.1    การทำร้ายร่างกาย

1.    ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย คือการทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยเจตนา เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

2.    การทำร้ายผู้อื่นในบางกรณีผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น เช่น ทำร้ายบุพการี ทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ ทำร้ายผู้อื่นโดยไตรตองไว้ก่อน

 

มาตรา 290 ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้น ถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

ถ้าความผิดนั้นมีลักษณะประการหนึ่งประการใดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี

มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

องค์ประกอบของความผิด มีดังนี้

องค์ประกอบภายนอก

1)  ทำร้าย หมายถึง การกระทำต่อร่างกายหรือจิตใจของผู้อื่น อันเป็นการทำให้เสียหายเป็นภยันตรายแก่กายหรือจิตใจของเขา

2)  ผู้อื่น หมายความว่าต้องมิใช่ทำร้ายตนเอง และหมายความว่าผู้ถูกทำร้ายนั้นต้องมีสภาพบุคคลคือยังมีชีวิตอยู่

3)  จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น  เมื่อมีการทำร้ายผู้อื่นแล้วก็ต้องเกิดผลขึ้นคือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ กล่าวคือ การได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องเป็นผลโดยตรงจากการทำร้าย  อันตรายแก่จิตใจ คือจิตใจผิดปกติไป มีอาการสติฟั่นเฟือน จิตใจหวาดผวา หมดสติเป็นเวลานาน

องค์ประกอบภายใน

v เจตนา  หมายความว่า ผู้กระทำได้ลงมือกระทำโดยประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลว่าการกระทำของ ตนจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นแต่ถ้าไม่เกิดผลก็เป็นพยายามกระทำความผิดเท่านั้น

ความผิดตามมาตรา 295 มีองค์ประกอบใกล้เคียงกับความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาตามมาตรา 290 ซึ่งเป็นการกระทำคือทำร้ายผู้อื่นเช่นเดียวกัน แต่ผลของการกระทำต่างกันคือ มาตรา 295 ผลของการทำร้ายเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้ถูกทำร้าย ส่วนมาตรา 290 ผลของการทำร้ายเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายถึงแก่ความตาย

มาตรา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิด อันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

7.1.1   ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย

ในกรณีต่อไปนี้ แดงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายหรือไม่

(1)   แดงใช้มือตบหน้าดำโดยแรง ทำให้หน้าดำเป็นผื่นแดงรักษา 3 วันหาย

(2)   แดงใช้มือตบหน้าดำโดยแรง ทำให้ดำตกใจสิ้นสติไปชั่วครู่ก็ฟื้นเป็นปกติ

(3)   แดงใช้มีดยาวคืบเศษแทงดำที่โคนขาขวา 1 ครั้ง เป็นแผลลึกครึ่งเซนตริเมตรโลหิตไหล

(4)   แดงเอาไม้ตีดำตรงดั้งจมูก ทำให้ภายในโพรงจมูกเกิดเป็นแผลแตกเลือดกำเดาไหล

(5)   แดงเห็นดำนอนหลับอยู่จึงแกล้งเอานิ้วไปเขี่ยที่ฝ่าเท้าดำเล่น ดำตกใจกระตุกขาไปถูกขอบเตียงเป็นบาดแผลแตกโลหิตไหล

กรณีที่แดงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายหรือไม่เพียงใดมีดังนี้

(1)  การที่ใบหน้าดำเป็นเพียงผื่นแดงรักษา 3 วันหายถือว่ายังไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายแก่กาย แดงจึงมีความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 391

(2)  การที่ดำตกใจสิ้นสติเพียงชั่วครู่ถือว่ายังไม่ถึงขนาดเป็นอันตรายแก่จิตใจ แดงจึงมีความผิดตามมาตรา 391

(3)  บาดแผลที่ดำได้รับถึงขั้นเป็นอันตรายแก่กายแล้ว แดงจึงมีความผิดตามมาตรา 295

(4)  การที่แดงตีดำจนเกิดแผลแตกเลือดกำเดาไหล นับว่าเป็นอันตรายแก่กายแล้ว แดงมีความผิดตามมาตรา 295

(5)  การที่แดงแกล้งเอานิ้วไปเขี่ยฝ่าเท้าดำเล่น แสดงว่าแดงไม่มีเจตนาทำร้ายดำ แดงจึงไม่มีความผิด

แดงชกต่อยดำล้มลงมีบาดแผลที่ปลายคิ้วโลหิตซึมเล็กน้อย แต่ศีรษะดำกระแทกกับพื้น ดำสลบไป แดงเข้าใจว่าตาย แดงกลัวความผิด จึงเอาผ้าขาวม้าของดำผูกคอดำไปแขวนไว้ที่ต้นมะม่วงข้างทาง เพื่ออำพรางว่าดำฆ่าตัวตายแต่มีคนมาพบเข้าเสียก่อน จึงช่วยไว้ทัน ดังนี้ แดงมีความผิดฐานใด

แดงมีเจตนาเพียงทำร้ายดำ มิได้มีเจตนาฆ่า แต่การทำร้ายเป็นเหตุให้ดำได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแล้วแดงจึงมีความผิดตามมาตรา 295

แดงใช้มีดดาบฟันที่บริเวณลำตัวดำ แต่ดำหลบทัน แดงมีโอกาสฟันได้อีกกลับไม่ฟัน กลับเดินหนีไปเสียดังนี้ แดงมีความผิดฐานใดหรือไม่

แม้ดาบเป็นอาวุธที่กระทำร่างกายแล้ว ผู้ถูกกระทำอาจถึงตายได้ แต่การที่แดงฟันครั้งเดียวแล้วไม่กระทำต่อไปอีกแสดงว่ามีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกายดำให้ได้รับอันตรายแก่กายเท่านั้น แต่การกระทำไม่บรรลุผลจึงเป็นเพียงพยายามทำร้ายร่างกาย แดงจึงมีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายตาม ปอ. มาตรา 295, 80

 

7.1.2   เหตุที่ทำให้รับโทษหนักขึ้น

แดงมีสาเหตุโกรธเคืองดำ จึงถือมีดแล้วเดินไปหาดำที่บ้านแต่ปรากฏว่าดำยังไม่กลับบ้าน แดงจึงออกมาดักซุ่มอยู่ข้างทางจนกระทั่งดำเดินผ่านมา แดงจึงเอามีดฟันดำ 1 ครั้ง เป็นบาดแผลโลหิตไหล รักษา 10 วัน หายแล้วแดงก็เดินจากไป เช่นนี้แดงมีความผิดหรือไม่

การที่แดงเอามีดฟันดำจนได้รับบาดแผลโลหิตไหล แดงจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย แต่การที่แดงเดินไปหาดำถึงบ้านแล้วยังมาซุ่มคอยอยู่ข้างทาง แสดงว่าแดงได้ทำร้ายดำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แดงจึงมีความผิดตามมาตรา 296

เจ้าพนักงานตำรวจขณะออกตรวจท้องที่ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ถูกแดงใช้ไม้แอบตีข้างหลัง 1 ครั้ง แต่เจ้าพนักงานตำรวจหลบทันเสียก่อน ดังนี้ แดงมีความผิดฐานใดหรือไม่

แดงมีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ตามมาตรา 296, 80

 

7.2    การทำร้ายร่างกายสาหัส

  1. ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ถ้าทำให้ผู้ถูกทำร้ายเป็นอันตรายสาหัสผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น

2.    ในบางกรณีหากอันตรายสาหัสเกิดแก่บุคคลบางประเภท หรือเป็นผลมาจากการกระทำภายใต้พฤติการณ์พิเศษ กฎหมายก็ลงโทษหนักขึ้น

มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 297 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือน ถึงสิบปี

อันตรายสาหัสนั้น คือ

(1) ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท

(2) เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์

(3) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด

(4) หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว

(5) แท้งลูก

(6) จิตพิการอย่างติดตัว

(7) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต

(8) ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน     หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้ เกินกว่ายี่สิบวัน

มาตรา 298 ผู้ใดกระทำความผิดตาม มาตรา 297 ถ้าความผิด นั้นมีลักษณะประการหนึ่งประการใดดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 289 ต้อง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี

 

7.2.1      ความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นอันตรายสาหัส

นายแดงต้องการทำร้ายดำ จึงเอาก้อนหินขว้างนายดำ ในกรณีต่อไปนี้นายแดงมีความผิดฐานใดหรือไม่

(1)   ก้อนหินถูกตาข้างขวาของดำ เป็นบาดแผลโลหิตไหล ตาข้างนั้นมองไม่เห็นอยู่ 7 วัน แผลก็หาย และสายตากลับดีดังเดิม

(2)   ก้อนหินถูกอวัยวะสืบพันธุ์ของดำ เป็นบาดแผลฉกรรจ์ ต้องตัดอวัยวะสืบพันธุ์ของดำออกทั้งหมด

(3)   ก้อนหินถูกแขนข้างขวาของดำ ทำให้เอ็นที่แขนเสีย ดำไม่สามารถใช้แขนข้างนั้นยกของหนักได้อีก

(4)   ก้อนหินถูกปากดำ ทำให้ฟันดำหักไป 2 ซี่

(5)   ก้อนหินถูกหัวเข่าดำ เป็นแผลฉกรรจ์ทำให้ดำเดินไม่ได้ เมื่อครบ 20 วัน แผลจึงหายและดำกลับเดินได้ตามปกติ

นายแดงมีความผิดดังต่อไปนี้

(1)  การที่ตาข้างขวาของดำมองไม่เห็นอยู่เพียง 7 วัน ก็หายเป็นปกติดังเดิมนั้น มิใช่ความเสียหายในการมองเห็นอย่างถาวร จึงยังไม่ถึงขั้นอันตรายสาหัส ตามมาตรา 297(1) แดงจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295

(2)  การที่ดำเสียอวัยวะสืบพันธุ์เพราะถูกแดงทำร้าย ถือได้ว่าเป็นอันตรายสาหัส แดงจึงมีความผิดตามมาตรา 297(2)

(3)  การที่ดำไม่สามารถใช้แขนได้ตามธรรมชาติ และถือได้ว่าดำทุพพลภาพ ซึ่งอาจถึงตลอดชีวิตแล้วแดงจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายสาหัสตามมาตรา 297(3) (7)

(4)  การที่ดำฟันหักไป 2 ซี่ ยังไม่ถึงขนาดเป็นการเสียอวัยวะอื่นใด แดงจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายมาตรา 295

(5)  การที่ดำได้รับบาดแผลจนเดินไม่ได้ 20 วัน นั้นยังไม่เป็นอันตรายสาหัส เพราะยังไม่ใช่การประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน แดงจึงมีความผิดตามมาตรา 295

ขาวใช้มีดดาบฟันแขนดำ โดยเจตนาจะให้แขนขาด แต่ดำหลบทัน จึงฟันไม่ถูก ดังนี้ ขาวมีความผิดฐานใด

ขาวไม่มีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายบาดเจ็บสาหัส เพราะความผิดดังกล่าวต้องมีผลที่เกิดขึ้นสาหัส ไม่อาจมีพยายามได้ แต่มีความผิดเพียงฐานพยายามทำร้ายร่างกายดำเท่านั้น

 

7.2.2      เหตุที่ทำให้รับโทษหนักขึ้น

แดงซึ่งรับราชการเป็นพลตำรวจได้ลาหยุดราชการ ระหว่างที่ลาหยุดนั้นไปเที่ยวงานมหรสพซึ่งอยู่ในเขตท้องที่ซึ่งตนประจำการอยู่ จ่าสิบตำรวจคนหนึ่งซึ่งรักษาการอยู่ในงานนั้นได้ร้องขอให้ช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยในงานนั้นด้วย ดำได้แสดงกิริยามึนเมาในบริเวณงาน แดงจึงได้ห้ามปรามและขอให้ดำกลับบ้าน ดำจึงใช้มีดแทงแดงถึงบาดเจ็บสาหัส เช่นนี้ดำมีความผิดฐานใดหรือไม่

ถึงแม้แดงจะอยู่ในระหว่างลาหยุดราชการแต่ท้องที่เกิดเหตุก็เป็นเขตท้องที่ที่ตนประจำการอยู่ และได้รับการขอร้องให้ช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยในงานด้วย การที่แดงถูกดำแทงก็เพราะเหตุที่ได้กระทำตามหน้าที่ห้ามปรามมิให้ดำแสดงกริยามึนเมาในที่ชุมชน ดำจึงมีความผิดฐานทำร้ายเจ้าพนักงาน เพราะเหตุที่ได้กระทำตามหน้าที่จนได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 298

 

7.3    การเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้

1.    การชุลมุนต่อสู้กัน เป็นการยากที่จะพิสูจน์ว่าใครทำร้ายใครอย่างไร กฎหมายจึงเอาโทษผู้เข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ทุกคนไม่ว่าอันตรายสาหัสนั้นจะเกิดจากการกระทำของผู้ใด

2.    การเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ แม้กฎหมายเอาโทษ แต่ถ้าผู้เข้าร่วมชุลมุนต่อสู้พิสูจน์ได้ว่าการกระทำของตนเข้าข้อยกเว้นของกฎหมายแล้ว ย่อมไม่ต้องรับโทษ

มาตรา 299 ผู้ใดเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่ รับ อันตรายสาหัส โดยการกระทำในการชุลมุนต่อสู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้ที่เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้นั้นแสดงได้ว่า ได้กระทำไปเพื่อห้ามการชุลมุนต่อสู้นั้น หรือเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

องค์ประกอบของความผิดมีดังนี้

องค์ประกอบภายนอก

1)  เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้

2)  ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป

3)  บุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่ รับอันตรายสาหัสโดยการกระทำในการชุลมุนต่อสู้นั้น

องค์ประกอบภายใน

v เจตนา

 

7.3.1   การเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส

ดำกับแดงฝ่ายหนึ่งท้าทายให้เขียวกับขาวออกมาต่อสู้กัน ในระหว่างชกต่อยกันอยู่ ฟ้าบุคคล ภายนอกซึ่งยืนดูทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอยู่ ถูกแดงซึ่งชกขาวไม่ถูกพลาดไปถูกฟ้าได้รับอันตรายแก่กาย ดังนี้ ดำ แดง เขียว และขาว มีความผิดหรือไม่ เพียงใด

การกระทำของดำ แดง เขียว และขาว ถือว่าเป็นการเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปแล้ว แต่ไม่มีบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส บุคคลทั้งสี่จึงไม่มีความผิดตามมาตรา299 วรรคแรก

แต่การที่แสดงเจตนาทำร้ายขาวแต่พลาดไปถูกฟ้าได้รับอันตรายแก่กาย และตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ใดร่วมกระทำความผิดด้วย แดงจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายฟ้าได้รับอันตรายแก่กายตามมาตรา 295 ประกอบมาตรา 60

ดำกับขาวอีกฝ่ายหนึ่งชกต่อยต่อสู้กันกับเขียวอีกฝ่ายหนึ่ง ในระหว่างการต่อสู้กันไม่ทราบว่าใครชกถูกดำล้มลง หน้าครูดกับพื้นทำให้หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว ดังนี้ บุคคลทั้งสามมีความผิดฐานใดหรือไม่

เมื่อการกระทำของบุคคลทั้งสองเป็นการเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ เป็นเหตุให้ดำได้รับอันตรายสาหัส บุคคลดังกล่าวรวมทั้งดำด้วยมีความผิดตามมาตรา 299

 

7.3.2   เหตุยกเว้นโทษ

ดำกับแดงเคยมีเรื่องชกต่อยกัน ในวันเกิดเหตุ แดงและขาว ไปดักคอยทีอยู่ พอดำเดินผ่านมา แดงและขาวยิงดำ 4-5 นัด แต่ไม่ถูก ดำจึงวิ่งหนี แดงและขาวยังคงตามไปยิงอีก 4-5 นัด กระสุนที่แดงยิงพลาดไปถูกเขียวบุคคลภายนอกได้รับอันตรายสาหัส ดำจึงยิงตอบโต้มา 1 นัด แล้วดำก็วิ่งหนีไป ดังนี้ ดำ แดง และขาว มีความผิดตาม ปอ. มาตรา 299 หรือไม่

กรณีนี้เป็นเรื่องที่แดง ขาว เข้าทำร้ายดำ โดยดำมิได้เข้าร่วมต่อสู้ด้วย ถึงแม้ว่าดำจะยิงโต้ตอบมา 1 นัด ก็เป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ ดำ แดง ขาว จึงไม่มีความผิดฐานร่วมในการชุลมุนต่อสู้เป็นเหตุให้บุคคลได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา  299 แต่แดงและขาวย่อมจะผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น

 

7.4    การทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสโดยประมาท

1.    การกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตราสาหัส กฎหมายเอาโทษทางอาญาด้วย แม้ว่ามิได้กระทำโดยเจตนาก็ตาม

2.    ความไม่รู้ข้อเท็จจริงหรือความสำคัญผิดโดยประมาท เมื่อได้กระทำไปจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำย่อมต้องรับโทษตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

มาตรา 300 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน หกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

องค์ประกอบของความผิดมีดังนี้

องค์ประกอบภายนอก

1)    กระทำด้วยประการใดๆ

2)    เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส

องค์ประกอบภายใน

v  ประมาท

 

7.4.1   กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส

ขณะที่ดำกำลังวิ่งเล่นกับเพื่อน ดำมองเห็นนกบินผ่านมา จึงหยิบก้อนหินขว้างนก ก้อนหินถูกนกแล้วตกลงมาถูกศีรษะของแดง ทำให้แดงได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองอย่างรุนแรงถึงขั้นเกิดอาการประสาทหลอนที่รักษาไม่หาย เช่นนี้ดำมีความผิดฐานใดหรือไม่

การที่ดำเอาก้อนหินขว้างขึ้นไปบนอากาศนั้น ดำควรต้องใช้ความระมัดระวังดูให้ดีเสียก่อนว่าก้อนหินมีทางที่จะตกมาเป็นอันตรายแก่ผู้อื่นหรือไม่ การที่ดำไม่ได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอจนแดงได้รับอันตรายสาหัส เนื่องจากเกิดอาการจิตพิการอย่างติดตัวเช่นนี้ ดำจึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสตามมาตรา 300

 

7.4.2   ความไม่รู้ข้อเท็จจริงหรือความสำคัญผิดโดยประมาท

แดงเห็นดำเดินมาที่หน้าบ้าน แดงเข้าใจผิดว่าดำจะมาทำร้าย แต่ถ้าแดงพิจารณาดูให้ดีก็จะทราบว่าดำเป็นเพื่อนแดง มาเยี่ยมแดง แดงใช้ปืนยิงไปที่ขาของดำได้รับอันตรายสาหัส ดังนี้ แดงจะมีความผิดหรือไม่เพียงใด

แดงซึ่งกระทำไปด้วยความสำคัญผิดโดยประมาท เพราะถ้าแดงพิจารณาให้ดีหรือใช้ความระมัด ระวังตามสมควรในการจะดูว่าเป็นคนร้ายหรือไม่ ก็จะทราบว่าเป็นเพื่อน แดงมีความผิดตามมาตรา 300

 

แบบประเมินผลการเรียนหน่วยที่ 7

 

1.     การทำร้ายในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย หมายถึงการกระทำทุกประการที่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือ จิตใจของผู้อื่นได้

2.     แดงใช้มีดดาบแทงทำร้ายดำถูกชายโครงหนึ่งครั้ง มีรอยช้ำแดงกลมครึ่งเซนตริเมตร รักษาประมาณ 5 วันหาย เมื่อแทงแล้วแดงก็เดินจากไป ดังนี้ แดงกระทำความผิดฐานใดหรือไม่ คำตอบ มีความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายดำโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ  และกรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นอันตรายแก่กาย

3.     การทำร้ายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายที่ต้องรับโทษหนักกว่าการทำร้ายร่างกายโดยทั่วไป

4.     ฟันหัก 2 ซี่ ยังไม่ถือว่าถือเป็นกรณีที่เป็นอันตรายสาหัส  (ตาบอดข้างหนึ่ง หูหนวกข้างหนึ่ง ลิ้นขาด แท้งลูก ถือเป็นกรณีอันตรายสาหัส)

5.     การเจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วัน ถือว่าเป็นกรณีเป็นอันตรายสาหัส

6.     การวินิจฉัยว่าการกระทำเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายสาหัส หรือเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าให้พิจารณาจากอะไร คำตอบ เจตนาของผู้กระทำว่ามีเจตนาทำร้ายหรือมีเจตนาฆ่า

7.     ความผิดฐานเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้เป็นเหตุให้บุคคลได้รับอันตรายสาหัสนั้นมีหลักเกณฑ์อย่างไร คำตอบ ผู้ที่ได้รับอันตรายสาหัสอาจเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เข้าร่วมในการชุลมุนในการต่อสู้ตั้งแต่สองคนขึ้นไป

8.     ดำโค่นต้นไม้ใหญ่ที่ริมถนน ต้นไม้จึงล้มลงมาขวางถนนไว้ แต่ดำเห็นว่าต้นไม้ใหญ่เกินกว่าที่จะชักลากออกมาจากถนนได้ และขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน ดำจึงกลับบ้าน แดงขับรถมาตามถนนสายนั้น และรถชนต้นไม้ที่ขวางทางอยู่จนแดงได้รับอันตรายสาหัส เช่นนี้ ดำมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่ คำตอบ ดำมีความผิด เพราะไม่จัดให้มีเครื่องสัญญาณเตือนให้ผู้ขับขี่รถยนต์ทราบ ดำจึงกระทำโดยประมาท

9.     ดำเดินเข้าป่าเพื่อล่าสัตว์ เห็นพุ่มไม้สั่นไหว เข้าใจว่าเป็นสัตว์ซุ่มอยู่ จึงเอาปืนยิงเข้าไปถูกแดงซึ่งนั่งอยู่ในพุ่มไม้ได้รับอันตรายสาหัส เช่นนี้ดำมีความผิดฐานใดหรือไม่ คำตอบ ดำมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส เพราะการที่ดำมีรู้ข้อเท็จจริงว่าภายในพุ่มไม้เป็นแดงนั้นเกิดจากความประมาทของดำเอง

10.  กรณีที่จะถือว่าเป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจนั้น พิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำ และบาดแผลที่ถูกทำร้ายได้รับ ว่าการกระทำรุนแรงถึงขนาดหรือไม่ และบาดแผลที่ผู้ถูกทำร้ายได้รับมากน้อยเพียงใด

11.  กรณีที่ยังไม่ถือว่าเป็นอันตรายแก่จิตใจ คือ รู้สึกเจ็บใจ แค้นใจ

12.  กรณีที่ทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายที่ไม่ต้องรับโทษหนักขึ้น คือ ทำร้ายในเวลากลางคืน

13.  ดำกับแดงซึ่งเป็นบิดาของดำ ได้เข้าต่อสู้กับเขียวและเหลือง ปรากฏว่าแดงถูกเขียวใช้มีดทำร้ายได้รับอันตรายสาหัส ดังนี้ ดำจะมีความผิดฐานใดหรือไม่ คำตอบ ดำมีความผิดฐานเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้เป็นเหตุให้แดงได้รับบาดเจ็บสาหัส

14.  ดำกับแดงหยอกล้อกันเล่น ดำแกล้งเตะแดง แดงจับขาดำยกขึ้นแล้งผลักลงกับพื้น ปรากฏว่าดำแขนหัก ใช้แขนข้างนั้นตามปกติไม่ได้ ยี่สิบวันจึงหายเป็นปกติ ดังนี้ แดงจะมีความผิดฐานใดหรือไม่ คำตอบ แดงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้แดงได้รับอันตรายแก่ร่างกาย หรือจิตใจซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ

 

 

หน่วยที่ 8 ความผิดเกี่ยวกับเพศ ทำให้แท้งลูก และทอดทิ้งเด็ก คนป่วยเจ็บคนชรา

 

1.    ความผิดทางเพศเป็นเรื่องกระทบกระเทือนความรู้สึก หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กฎหมายจึงบัญญัติเป็นความผิด

2.    กฎหมายให้สิทธิและความคุ้มครองแก่ทารกในครรภ์มารดา แม้ยังไม่มีสภาพบุคคล และเนื่องจากการทำให้ทารกดังกล่าวตายไม่เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น กฎหมายจึงต้องบัญญัติเป็นความผิดต่างหาก

3.    บุคคลที่อ่อนแอด้วยอายุก็ดี ความเจ็บป่วยก็ดี ย่อมไม่สามารถคุ้มครองตนเองได้ ถ้าถูกทอดทิ้งไม่เอาใจใส่อาจเป็นเหตุให้ได้รับอันตราย กฎหมายจึงให้ความคุ้มครองบุคคลดังกล่าว

 

8.1  ความผิดเกี่ยวกับเพศ

1.    การกระทำชำเราหญิงจะเป็นความผิดเมื่อหญิงไม่สมัครใจยินยอมให้กระทำ และผู้กระทำอาจต้องรับโทษหนักขึ้น หรือยอมความได้ในบางกรณี

2.    การกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี เป็นความผิดและยอมความไม่ได้ ไม่ว่าเด็กหญิงนั้นจะยอมหรือไม่ แต่ผู้กระทำอาจไม่ต้องรับโทษ ถ้ากระทำแก่เด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและศาลอนุญาตให้สมรสกันภายหลัง

3.    การกระทำอนาจารแก่หญิงหรือชายอายุกว่าสิบห้าปี จะเป็นความผิดถ้าบุคคลนั้นไม่ยินยอมให้กระทำ แต่การกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ย่อมเป็นความผิดเสมอไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่

4.    การเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาเด็กหญิงหรือหญิงไปเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่นหรือเพื่อการอนาจารเป็นความผิด ไม่ว่าเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ กฎหมายลงโทษผู้กระทำ ผู้สนับสนุนการกระทำดังกล่าวและผู้รับตัวเด็กหญิงหรือหญิงไว้

5.    การพาหญิงไปเพื่อการอนาจารเป็นความผิดถ้าหญิงไม่ยินยอม กฎหมายลงโทษทั้งผู้พาหญิงและผู้ซ่อนเร้นหญิง

6.    บุคคลอายุกว่าสิบหกปีดำรงชีพอยู่จากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณีย่อมมีความผิด เว้นแต่ได้รับการเลี้ยงดูจากหญิงนั้นตามกฎหมายหรือตามธรรมจรรยา

7.    การผลิต การค้า การทำให้แพร่หลาย การโฆษณา หรือการกระทำอื่นๆ แก่วัตถุหรือสิ่งของลามกอาจเป็นความผิด ถ้าได้กระทำเพื่อการค้า การแจกจ่าย การแสดงอวดแก่ประชาชน หรือเพื่อช่วยทำให้แพร่หลายซึ่งวัตถุหรือสิ่งของดังกล่าว

 

8.1.1    ข่มขืนกระทำชำเราหญิง

นางแดงช่วยจับแขนของนางสาวดำให้นายเขียวสามีของนางแดงข่มขืนกระทำชำเรานางสาวดำ นางแดงมีความผิดหรือไม่อย่างไร

การที่นางแดงช่วยจับแขนของนางสาวแดง เพื่อให้นายเขียวข่มขืนกระทำชำเรานางสาวดำนั้น นางแดงจึงเป็นตัวการร่วมกับนายเขียวข่มขืนกระทำชำเรานางสาวดำ ตามมาตรา 276 ประกอบกับมาตรา 83 มาตรา 276 ใช้คำว่า ผู้ใด ข่มขืนกระทำชำเราหญิง จึงไม่จำกัดเฉพาะเพศชาย นางแดงจึงมีความผิดตามมาตรา 276 นี้ได้

นายจินดาใช้ยาสลบให้นางสาวสวาทดมจนสลบ แล้วจึงข่มขืนกระทำชำเรานางสาวสวาทแล้วนายจินดาก็หนีไป ระหว่างที่นางสาวสวาทยังไม่ฟื้นจากอาการสลบนั้นเอง นายโอกาสเดินทางมาเห็นนางสาวสวาทนอนเปลือยกายอยู่จึงได้กระทำการข่มขืนกระทำชำเรานางสาวสวาทอีก เช่นนี้นายจินดาและนายโอกาสมีความผิดอย่างไรหรือไม่

นายจินดา และนายโอกาสต่างมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรานางสาวสวาทตาม ปอ.มาตรา 276 วรรคแรก แต่ไม่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 276 วรรค 2 เพราะนายจินดาและนายโอกาสไม่ได้ ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาวสวาทต่อเนื่องกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

มาตรา 276 ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยหญิง อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตน เป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่ แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธ ปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะ เป็นการโทรมหญิง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต

 

8.1.2    กระทำชำเราเด็กหญิง

นายดำรักกับเด็กหญิงแดงซึ่งมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ จนถึงขั้นได้เสียกัน ต่อมาเด็กหญิงแดงตั้งครรภ์ ศาลจึงอนุญาตให้นายดำ และเด็กหญิงแดงสมรสกัน กรณีนี้นายดำจะมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงหรือไม่

นายดำได้กระทำชำเราเด็กหญิงแดง อายุไม่เกิน 15 ปีบริบูรณ์ซึ่งมิใช่ภรรยาตนเอง นายดำจึงมีความผิดฐานกระทำชำเราหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีตามมาตรา 277 วรรคแรก

แม้ต่อมาศาลอนุญาตให้นายดำและเด็กหญิงแดงสมรสกัน นายดำก็ยังมีความผิดตามมาตรา 277 วรรคแรก แต่ไม่ต้องรับโทษโดยผลของมาตรา 277 วรรคท้าย

มาตรา 277 ผู้ใดกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภรรยาของตนโดยเด็กหญิง นั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่เด็กหญิง อายุยังไม่เกินสิบสามปีต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปีและ ปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นสี่พันบาทถึงสี่หมื่นบาทหรือจำคุกตลอดชีวิต

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกหรือวรรคสองได้กระทำโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง และเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม หรือได้กระทำโดยมีอาวุธปืนหรือวัตถุ ระเบิด หรือโดยใช้อาวุธ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต

ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในวรรคแรก ถ้าเป็นการกระทำที่ชายกระทำกับเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีโดย เด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและ เด็กหญิง นั้นสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ ถ้าศาลอนุญาตให้สมรสใน ระหว่างที่ผู้กระทำผิดกำลังรับโทษในความผิดนั้นอยู่ ให้ศาลปล่อย ผู้กระทำความผิดนั้นไป

มาตรา 277ทวิ ถ้าการกระทำความผิดตาม มาตรา 276 วรรคแรกหรือ มาตรา 277 วรรคแรกหรือวรรคสองเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำ

(1) รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้า ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอด ชีวิต

(2) ถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 277ตรี ถ้าการกระทำความผิดตาม มาตรา 276 วรรค สอง หรือ มาตรา 277 วรรคสาม เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำ

(1) รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือ จำคุกตลอดชีวิต

(2) ถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต

 

8.1.3    กระทำอนาจาร

นายดันบังคับให้นางสาวดำอายุ 17 ปี ยอมให้ตนร่วมเพศทางช่องทวารหนัก นายดันมีความผิดเกี่ยวกับเพศหรือไม่

นายดันไม่ผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรานางสาวดำ ตามมาตรา 276 เพราะการร่วมเพศทางช่องทวารหนักไม่เป็นการกระทำชำเรา เนื่องจากการกระทำชำเราหมายถึงเฉพาะการส้องเสพย์สังวาสหรือการร่วมประเวณีโดยลักษณะปกติธรรมชาติ โดยการใส่อวัยวะเพศชายเข้าไปใยอวัยวะเพศหญิงเท่านั้น

แต่นายดันผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี ตามมาตรา 278 เพราะนายดันได้ขู่เข็ญโดยการบังคับให้นางสาวดำอายุ 17 ปี ยอมให้ตนร่วมเพศทางทวารหนัก ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศตามประเพณีหรือตามกาลเทศะอันเป็นการกระทำอนาจารนางสาวดำ

มาตรา 278 ผู้ใดกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดย ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่า ตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกิน สองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

8.1.4    เป็นธุระจัดหาเด็กหญิงเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น

นายสุธีหลอกลวงนางสาวสายสมรอายุ 19 ปี เพื่อจะเอามาขายให้ซ่องโสเภณี แต่นางสาวสายสมรรู้ตัวเสียก่อนจึงหลบหนีจากซ่อง แล้วไปขออาศัยนางหมวยเจ้าของร้านกาแฟตรงข้ามกับซ่องโสเภณีที่นางสาวสายสมรหลบหนีออกมา นางหมวยสงสารนางสาวสายสมรจึงยอมให้หลบซ่อน เพื่อป้องกันมิให้นายสุธีตามมาพบ เช่นนี้นางหมวยมีความผิดตามมาตรา 283  วรรคท้ายหรือไม่ เพราะเหตุใด

การที่นายสุธีเป็นธุระจัดหาล่อไปหรือชักพานางสาวสายสมร อายุ 19 ปี ไปโดยใช้อุบายหลอกลวงเพื่อจะเอามาขายให้ซ่องโสเภณี อันเป็นการกระทำเพื่อการอนาจาร เพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่นนั้นเป็นความผิดตามมาตรา 283 วรรคแรก

แม้นางหมวยจะรับตัวนางสาวสายสมรซึ่งเป็นหญิงที่มีผู้จัดหาล่อไป หรือชักพาไปตามมาตรา 283 วรรคแรกก็ตาม แต่นางหมวยก็ไม่มีความผิดตามมาตรา 283 วรรคท้าย เนื่องจากในความผิดดังกล่าวผู้รับตัวหญิงจะต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น แต่นางหมวยได้รับนางสาวสายสมรไว้ด้วยความสงสาร ไม่มีเจตนาพิเศษเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น

มาตรา 283 ผู้ใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำ

ผิดคลองธรรมหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นสี่พันบาทถึงสี่หมื่นบาทหรือจำคุกตลอดชีวิต

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่เด็กอายุ ไม่เกินสิบห้าปี ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต

ผู้ใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น รับตัวบุคคลซึ่งมีผู้จัดหา ล่อไป หรือพาไปตามวรรคแรก วรรคสองหรือวรรคสาม หรือสนับสนุนใน การกระทำความผิดดังกล่าว ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้ใน วรรคแรกวรรคสอง หรือวรรคสาม แล้วแต่กรณี

มาตรา 283ทวิ ผู้ใดพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่ เกินสิบห้าปี ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ใดซ่อนเร้นบุคคลซึ่งถูกพาไปตามวรรคแรกหรือวรรคสอง ต้องระวาง โทษตามที่บัญญัติในวรรคแรกหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี

ความผิดตามวรรคแรกและวรรคสามเฉพาะกรณีที่กระทำแก่บุคคลอายุ เกินสิบห้าปี เป็นความผิดอันยอมความได้

 

8.1.5    พาหญิงไปเพื่อการอนาจาร

นายประกอบหลอกนางสาววิสามาเพื่อการอนาจาร เมื่อพ่อแม่ของนางสาววิสาจะตามหาบุตรของตนนายประกอบก็วานให้นายเล็กเอานางสาววิสานั่งรถแล้วขับวนไปวนมา จนกระทั่งพ่อแม่ของนางสาววิสากลับไปแล้วนายเล็กจึงนำนางสาววิสามาส่งคืนให้นายประกอบ เช่นนี้นายเล็กและนายประกอบมีความผิดอย่างไรหรือไม่

นายประกอบพานางสาววิสาเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวง นายประกอบจึงมีความผิดตามมาตรา 284 วรรคแรก

การที่นายเล็กพานางสาววิสา ซึ่งเป็นหญิงที่ถูกพาไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 284 วรรคแรกนั่งรถวนไปวนมา เพื่อไม่ให้พ่อแม่ของนางสาววิสาตามหาบุตรของตนพบ ถือได้ว่าเป็นการซ่อนเร้นหญิงที่ถูกพาไปเที่ยวเพื่อการอนาจาร นายเล็กจึงมีความผิดตามมาตรา 284 วรรค 2

มาตรา 284 ผู้ใดพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้ายใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท

ผู้ใดซ่อนเร้นบุคคลซึ่งถูกพาไปตามวรรคแรก ต้องระวางโทษเช่น เดียวกับผู้พาไปนั้น

"ความผิดตาม มาตรานี้ เป็นความผิดอันยอมความได้"

 

8.1.6    ดำรงชีพจากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณี

นายโกเฮงมีอาชีพขับแท็กซี่ ได้รับการว่าจ้างจากนางสาวพรศรี ซึ่งมีอาชีพค้าประเวณี ให้มีหน้าที่ขับรถรับส่งนางสาวพรศรีไปหาลูกค้าตามที่ต่างๆ ที่ติดต่อมาเพื่อทำการค้าประเวณีอยู่เป็นอาจิณ จึงไม่ค่อยได้มีโอกาสให้คนอื่นว่าจ้างแท็กซี่ไปส่งยังที่ต่างๆมากนัก เนื่องจากนางสาวพรศรให้ค่าจ้างดี นายโกเฮงจึงหันมาขับบริการนางสาวพรศรีแต่เพียงผู้เดียว  กรณีเช่นนี้นายโกเฮงมีความผิดตามมาตรา 286 หรือไม่

นายโกเฮงไม่มีความผิดตามมาตรา 286 เพราะการรับเงินจากนางสาวพรศรีเป็นค่าจ้างบริการขับรถรับส่งนั้น ถือเป็นการดำรงชีพจากรายได้ที่มาจากการประกอบอาชีพของนายโกเฮง ไม่ใช่จากรายได้จากการค้าประเวณีของนางสาวพรศรี

 

8.1.7    ค้าหรือทำให้แพร่หลายซึ่งวัตถุหรือสิ่งซึ่งลามก

นายสุขได้ไปเที่ยวต่างประเทศขากลับได้ซื้อหนังสือซึ่งมีลักษณะลามกกลับมาหลายเล่ม เพื่อเอาไว้ดูเป็นส่วนตัว วันหนึ่งนายสุขได้นำมานั่งดูที่ทำงานโดยเพื่อนๆ ที่ทำงานของนายสุขร่วมดูด้วย กรณีเช่นนี้นายสุขมีความผิดตามมาตรา 287 หรือไม่

แม้นายสุขจะได้นำหนังสือลามกเข้าในราชอาณาจักรก็ตาม แต่นายสุขไม่มีความผิดตามมาตรา 287 นี้เนื่องจากนายสุขไม่ได้กระทำเพื่อความประสงค์แห่งแห่งการค้า หรือโดยการค้า หรือเพื่อแจกจ่ายหรือแสดงอวดแก่ประชาชนทั่วไป ทั้งการกระทำดังกล่าวก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งลามกด้วยเพราะนายสุขได้นำมาดูกันในหมู่เพื่อนฝูงเท่านั้น

นางสาวสวาทรับจ้างเจ้าของบาร์แห่งหนึ่งแสดงลามกโดยเปลือยกายให้คนที่เข้ามากินอาหารในบาร์ดูกรณีเช่นนี้นางสาวสวาทมีความผิดตามมาตรา 287 หรือไม่อย่างไร

ความผิดตามมาตรา 287 นี้ต้องเป็นการกระทำเกี่ยวกับวัตถุหรือสิ่งของลามก

นางสาวสวาทไม่มีความผิดตามมาตรานี้ เพราะแม้การแสดงลามกโดยเปลือยกาย จะได้กระทำเพื่อความประสงค์แห่งการค้าก็ตาม แต่ร่างกายของนางสาวสวาทก็ไม่ใช่วัตถุหรือสิ่งของ อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวของนางสาวสวาทก็เป็นความผิดตาม ปอ.มาตรา 388

มาตรา 287 ผู้ใด

(1)  เพื่อความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า เพื่อการแจกจ่าย หรือเพื่อการแสดงอวดแก่ประชาชน ทำ ผลิต มีไว้ นำเข้าหรือยังให้นำเข้า ในราชอาณาจักร ส่งออกหรือยังให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พาไปหรือ ยังให้พาไปหรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ๆ ซึ่งเอกสาร ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ รูปภาพ ภาพโฆษณา เครื่องหมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพหรือสิ่งอื่นใดอันลามก

(2)  ประกอบการค้า หรือมีส่วนหรือเข้าเกี่ยวข้องกับการค้าเกี่ยวกับวัตถุ    หรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้ว จ่ายแจกหรือแสดงอวดแก่ประชาชน หรือให้เช่นวัตถุหรือสิ่งของเช่นว่านั้น

(3)  เพื่อจะช่วยการทำให้แพร่หลาย หรือการค้าวัตถุหรือสิ่งของลามก ดังกล่าวแล้ว โฆษณาหรือไขข่าวโดยประการใด ๆ ว่ามีบุคคลกระทำการ อันเป็นความผิดตาม มาตรานี้ หรือโฆษณาหรือไขข่าวว่าวัตถุ หรือสิ่งของ ลามกดังกล่าวแล้วจะหาได้จากบุคคลใด หรือโดยวิธีใด

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 388 ผู้ใดกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยเปลือยหรือเปิดเผยร่างกาย หรือกระทำการลามกอย่างอื่น ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

 

8.2  ความผิดฐานทำให้แท้งลูก

1.    การทำให้แท้งลูก หมายถึง การทำลายทารกในระหว่างเริ่มปฏิสนธิในครรภ์มารดาไปจนคลอดแล้วแต่ก่อนที่ทารกนั้นจะมีสภาพบุคคล การทำให้แท้งลูกเป็นความผิดแม้ว่าหญิงทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้คนอื่นทำตนเองให้แท้งลูก

2.    ผู้อื่นที่ทำให้หญิงแท้งลูกย่อมมีความผิด ไม่ว่าหญิงนั้นยินยอมหรือไม่ และต้องรับโทษหนักขึ้นถ้าเป็นเหตุให้หญิงนั้นรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย

3.    การพยายามทำให้แท้งลูกที่ผู้กระทำอาจไม่ต้องรับโทษ มีได้เฉพาะกรณีที่หญิงมีครรภ์เป็นผู้ทำหรือยินยอมให้ทำเท่านั้น

4.    การทำแท้งโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมทำได้ในกรณีที่หญิงยินยอมและแพทย์กระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้นหรือหญิงนั้นมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญา

 

8.2.1    ความผิดฐานทำให้ตนเองแท้งลูก

นางฮาร์ดสำคัญผิดว่าตนเองมีครรภ์ จึงใช้ให้นายแดงสามีไปซื้อยามากินเพื่อให้แท้งลูก และนางฮาร์ดได้กินยานั้น นางฮาร์ดและนายแดงมีความผิดฐานทำให้แท้งลูกหรือไม่

การทำผิดฐานทำให้แท้งลูกนั้น ต้องเป็นกรณีที่หญิงมีครรภ์ เมื่อนางฮาร์ดไม่ได้ตั้งครรภ์ การกระทำของนางฮาร์ดและนายแดงจึงขาดองค์ประกอบความผิด นางฮาร์ดและนายแดงจึงไม่มีความผิดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือสนับสนุนให้หญิงทำให้ตนเองแท้งลุกตามมาตรา 301 แล้วแต่กรณี

มาตรา 301 หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ

 

8.2.2    ความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูก

นางสาวแดงต้องการทำให้ตนเองแท้งลูก จึงจ้างให้นายดำเตะท้องของตน นายดำเตะท้องนางสาวแดงไปสองที นางสาวแดงจึงแท้งลูก นายดำและนางสาวแดงมีความผิดฐานใดหรือไม่

นายดำเตะท้องนางสาวแดงเป็นเหตุให้นางสาวแดงแท้งลูก นายดำจึงมีความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมตามมาตรา 302 วรรคแรก

นางสาวแดงจ้างให้นายดำเตะท้องของตนเป็นเหตุให้ตนแท้ง นางสาวแดงจึงมีความผิดฐานยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกตามมาตรา 301 แต่ไม่มีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมตามมาตรา 302 วรรคแรกประกอบกับมาตรา  84 เพราะมาตรา 301 ได้บัญญัติความผิดของหญิงที่ยินยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกไว้ในมาตรา 301 โดยเฉพาะแล้ว

นายดำหมอเถื่อนเอาเครื่องมือสอดเข้าไปในมดลูกของนางแดงหญิงมีครรภ์แล้วทำให้นางแดงแท้งลูกโดยหลอกว่าเป็นการตรวจมดลูกตามปกติ หลังจากนั้น 2 วัน นางแดงซึ่งมีร่างกายอ่อนแอเพราะแท้งลูก ได้เดินไปสะดุดห้องน้ำหกล้มศีรษะฟาดพื้นตาย นายดำมีความผิดฐานใดหรือไม่

นายดำหลอกทำแท้งนางแดง นายดำจึงมีความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นไม่ยินยอมตามมาตรา 303 วรรคแรก แต่นายดำไม่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 303 วรรคท้าย เนื่องจากนางแดงถึงแก่ความตายเพราะสะดุดห้องน้าศีรษะฟาดพื้นตาย ไม่ใช่ผลธรรมดาอันเกิดจากการทำแท้งของนายดำ

มาตรา 302 ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงรับอันตรายสาหัสอย่างอื่นด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้ง จำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

มาตรา 303 ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นไม่ยินยอม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงรับอันตรายสาหัสอย่างอื่นด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท

ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาท ถึงสี่หมื่นบาท

 

8.2.3    การทำแท้งที่ไม่ต้องรับโทษ

นางสาวเขียวลักลอบได้เสียกับนายขาวจนมีครรภ์ขึ้น นางสาวเขียวจึงขอให้นายขาวช่วยทำแท้งให้ นายขาวจึงไปหายาทำแท้งมาฉีดให้นางสาวเขียว นางสาวเขียวคลอดทารกออกมาก่อนกำหนด ทารกอยู่ได้เพียง 1 นาทีก็ตาย นางสาวเขียวและนายขาวจะมีความผิด และต้องรับโทษหรือไม่

การที่นายขาวฉีดยาทำแท้งให้นางสาวเขียวตามคำของร้องของนางสาวเขียว นายขาวย่อมมีความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงยินยอมตามมาตรา 302 วรรคแรก ส่วนนางสาวเขียวผิดฐานยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกตามมาตรา 301 แต่การทำให้แท้งลูกต้องเป็นการทำลายชีวิตของทารกในครรภ์มารดาตั้งแต่เริ่มปฎิสนธิไปจนถึงคลอดออกมาแล้วตั้งแต่ก่อนมีชีวิตอยู่รอดเป็นทารก ตามปัญหานี้นายขาวกับนางเขียวได้กระทำผิดไปตลอดแล้ว แต่ไม่บรรลุผลคือทารกไม่ตายแต่มีชีวิตรอดอยู่ 1 นาที จึงเป็นความผิดฐานพยายามกระทำความผิดตามมาตรา 302 วรรคแรก และมาตรา 301 ตามลำดับ นายขาวและนางสาวเขียวจึงไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 304

มาตรา 304 ผู้ใดเพียงแต่พยายามกระทำความผิดตาม มาตรา 301 หรือ มาตรา 302 วรรคแรก ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

 

8.2.4    การทำแท้งโดยชอบด้วยกฎหมาย

การทำแท้งโดยชอบด้วยกฎหมาย เข้าใจว่าอย่างไร

การทำแท้งโดยชอบด้วยกฎหมายหมายถึง กรณีที่นายแพทย์ทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงยินยอมและเป็นกรณีจำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือหญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำผิดอาญาตามมาตรา 276,277,282, หรือมาตรา 284

นางสาวแดงลักลอบได้เสียกับแฟนจนตั้งครรภ์จึงได้ขอให้ดำซึ่งเป็นนายแพทย์ทำแท้งให้ ดำสงสารเพราะเห็นว่านางสาวแดงยากจนจึงทำแท้งให้ ดำมีความผิดหรือไม่

แม้ดำจะเป็นนายแพทย์และทำแท้งให้ โดยนางสาวแดงยินยอมก็ตาม ดำก็ยังมีความผิดตามมาตรา 302 เนื่องจากไม่เป็นกรณีที่จำต้องทำเนื่องจากสุขภาพของนางสาวแดงหรือนางสาวแดงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำผิดอาญา กรณีไม่เข้าตามมาตรา 305

มาตรา 305 ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวใน มาตรา 301 และ มาตรา 302 นั้น เป็นการกระทำของนายแพทย์และ

(1)  จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือ

(2)  หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญา ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 276 มาตรา 277 มาตรา 282 มาตรา 283 หรือ มาตรา 284   ผู้กระทำไม่มีความผิด

 

8.3    ความผิดฐานทอดทิ้งเด็ก คนป่วยเจ็บ หรือคนชรา

1.    การทอดทิ้งเด็กอายุไม่เกินเก้าปีเพื่อให้พ้นไปเสียจากตน โดยประการที่ทำให้เด็กนั้นปราศจากผู้ดูแล จะต้องมีลักษณะเป็นการทอดทิ้งโดยเด็ดขาด

2.    การทอดทิ้งผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้ เพราะอายุ ความป่วยเจ็บ กายพิการหรือจิตพิการ ต้องเป็นการละเลยต่อหน้าที่ดูแลที่มีอยู่ตามกฎหมายหรือสัญญา ในลักษณะที่น่าจะเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงตายได้

3.    การทอดทิ้งเด็กหรือผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้ ถ้าเป็นเหตุให้บุคคลดังกล่าวตายหรือรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักขึ้น

 

8.3.1    ความผิดฐานทอดทิ้งเด็ก

เด็กหญิงจันทราอายุ 8 ปี เป็นเด็กที่นายอาทิตย์ขอมาเลี้ยงอย่างลูก ได้ทำถ้วยชามแตก จึงถูกนายอาทิตย์ด่า เด็กหญิงจันทราน้อยใจเลยหนีออกจากบ้านไป นายอาทิตย์ตามหาไม่พบ จึงไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจ ดังนี้นายอาทิตย์มีความผิดฐานทอดทิ้งเด็กตามมาตรา 306 หรือไม่

นายอาทิตย์ไม่มีความผิดฐานทอดทิ้งเด็กตามมาตรา 306 เพราะเด็กหญิงจันทราหนีอออกจากบ้านไปเองนายอาทิตย์ไม่ได้กระทำการอันเป็นการทอดทิ้งหรือมีเจตนาทอดทิ้งเด็กหญิงจันทราแต่ประการใด

มาตรา 306 ผู้ใดทอดทิ้งเด็กอายุยังไม่เกินเก้าปีไว้ ณ ที่ใดเพื่อให้เด็ก นั้นพ้นไปเสียจากตน โดยประการที่ทำให้เด็กนั้นปราศจากผู้ดูแล ต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

8.3.2    ความผิดฐานทอดทิ้งผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้

จงเปรียบเทียบความผิดฐานทอดทิ้งเด็กตามมาตรา 306 กับความผิดฐานทอดทิ้งผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้ตามมาตรา 307

ความผิดทั้งสองมาตรา นั้นแม้จะเป็นเรื่องการทอดทิ้งบุคคลก็ตาม แต่มาตรา 306 ก็ต่างจากมาตรา 307 ดังนี้

(1)  มาตรา 306 เป็นการทอดทิ้งเด็ดขาดไม่ใช่ชั่วคราว ส่วนมาตรา 307 เพียงแต่ละเลยต่อหน้าที่ชั่วคราวก็เป็นความผิดได้

(2)  มาตรา 306 นั้นต้องเป็นการทอดทิ้งเด็กไว้ ณ ที่ใดเพื่อให้พ้นไปเสียจากตน กล่าวคือ ต้องเป็นการทอดทิ้งเด็กไว้ห่างจากผู้ทอดทิ้งโดยมีระยะทางพอควรที่จะทำให้เด็กพ้นไปเสียจากตน ในขณะที่มาตรา 307 นั้นแม้ผู้ทอดทิ้งจะอยู่ในสถานที่ที่เดียวกันกับผู้ทอดทิ้ง  แต่ผู้ทอดทิ้งก็ละเลยต่อหน้าที่ดูแลก็อาจผิดได้

(3)  มาตรา 306 เฉพาะผู้มีหน้าที่ดูแลเด็กโดยข้อเท็จจริง จะผิดทอดทิ้งก็ต่อเมื่อได้กระทำการทอดทิ้ง ซึ่งกระทำ ไม่รวมถึงการงดเว้นตามมาตรา 59 วรรคท้าย เพราะไม่มีหน้าที่จัดต้องกระทำเพื่อป้องกันผลแต่ตามมาตรา 307 ผู้ทอดทิ้งมีความผิดแม้กระทำโดยงดเว้น เนื่องจากผู้ทอดทิ้งมีหน้าที่ตามกฎหมายหรือสัญญาที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย

(4)  มาตรา 306 คุ้มครองเด็กอายุไม่เกินเก้าปี ส่วนมาตรา 307 มีความหมายกว้างกว่าโดยคุ้มครองคุ้มครองทั้งเด็กซึ่งพึ่งตนเองมิได้ และบุคคลอื่นๆ ที่พึ่งตนเองมิได้เพราะอายุ ความเจ็บป่วย กายพิการ หรือจิตพิการด้วย

(5)  มาตรา 306 เป็นการทอดทิ้งเพื่อให้เด็กพ้นไปเสียจากตนโดยปราศจากผู้ดูแล โดยไม่จำเป็นต้องมีลักษณะน่าก็ต่อเมื่อ เป็นการทอดทิ้งโดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตของผู้ถูกทอดทิ้งเท่านั้น

นางแดงโมโหนายดำสามีที่มีภริยาน้อยและไม่ยอมกลับบ้าน จึงได้ขนเสื้อผ้าของนายดำ และนำทารกของนายดำและนางแดงซึ่งมีอายุเพียง 1 ขวบ ใส่ตะกร้าไปวางไว้หน้าบ้านภรรยาน้อยแล้วโทรศัพท์บอกนายดำที่อยู่บ้านภรรยาน้อยนั้นว่า ได้นำทารกมาทิ้งไว้หน้าบ้านนั้นแล้ว นางแดงมีความผิดฐานทอดทิ้งผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้ตามมาตรา 307 หรือไม่

การที่นางแดงนำทารกมาวางไว้หน้าบ้านที่นายดำอยู่แล้วโทรศัพท์บอกนายดำ นางแดงยังไม่ผิด

ตามมาตรา 307 เพราะแม้นางแดงจะมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องดูแลทารกซึ่งพึ่งตนเองไม่ได้ก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์ดังกล่าว ยังไม่ถือได้ว่านางแดงทอดทิ้งทารกโดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตของทารก

มาตรา 307 ผู้ใดมีหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามสัญญาต้องดูแลผู้ซึ่ง พึ่งตนตนเองมิได้ เพราะอายุ ความป่วยเจ็บ กายพิการ หรือจิตพิการ ทอดทิ้งผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้นั้นเสียโดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิด อันตรายแก่ชีวิต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน หกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

8.3.3    เหตุที่ทำให้รับโทษหนักขึ้น

การทอดทิ้งเด็กตามมาตรา 306 กับการทอดทิ้งผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้ตามมาตรา 307 ในกรณีใดบ้างที่เป็นเหตุให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น และผู้กระทำต้องรับโทษอย่างไร

การทอดทิ้งเด็กตามมาตรา 306 กับการทอดทิ้งผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้ตามมาตรา 307 ที่เป็นเหตุให้รับโทษหนักขึ้น มีได้ใน 32 กรณี คือ

(1)  เป็นเหตุให้ผู้ทอดทิ้งถึงแก่ความตาย ซึ่งผู้กระทำต้องรับโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 290

(2)  เป็นเหตุให้ผู้ถูกทอดทิ้งรับอันตรายสาหัส ซึ่งผู้กระทำต้องรับโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 297 หรือมาตรา 298

 

แบบประเมินผลการเรียนหน่วยที่ 8

 

1.     การกระทำให้แท้งลูกที่เป็นความผิดแต่ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ กรณี ผู้อื่นพยายามทำให้หญิงมีครรภ์แท้งลูกโดยหญิงยินยอม

2.     การทำแท้งของแพทย์ในกรณีที่ไม่เป็นความผิดอาญา ได้แก่หญิงที่ถูกข่มขืนกระทำชำเราขอให้ทำแท้งให้

3.     การเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงหรือเด็กหญิง เพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น โดยหญิงหรือเด็กนั้นยินยอมจะเป็นความผิดเฉพาะเมื่อได้กระทำต่อบุคคลทั้งเด็กหญิงหรือหญิงไม่จำกัดอายุ

4.     การกระทำแท้งลูกที่เป็นความผิดแต่ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษได้แก่ ผู้อื่นพยายามทำให้หญิงมีครรภ์แท้งลูกโดยหญิงยินยอม

5.     นางสาวรักแรกลักลอบได้เสียกับคนรักจนตั้งครรภ์จึงได้จ้างนางเมตตาให้ช่วยทำแท้งให้ นางเมตตาจึงทำแท้งให้นางสาวรักแรก นางสาวรักแรกจะมีความผิดฐานทำแท้งลูกหรือไม่ อย่างไร คำตอบ คือผิดฐานยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก

6.     การทอดทิ้งเด็กอายุไม่เกินเก้าปีไว้ ณ ที่ใดๆ เพื่อให้เด็กพ้นไปเสียจากตน จะเป็นความผิด กรณีได้กระทำในลักษณะที่ทำให้เด็กนั้นปราศจากผู้ดูแล

7.     การกระทำในกรณีที่ผู้กระทำไม่มีความผิดเกี่ยวกับวัตถุหรือสิ่งของลามกตามปอ.มาตรา 287 คือ ซื้อหนังสือลามกจากต่างประเทศมาฝากเพื่อน

มาตรา 287 ผู้ใด

(1) เพื่อความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า เพื่อการแจกจ่าย หรือเพื่อการแสดงอวดแก่ประชาชน ทำ ผลิต มีไว้ นำเข้าหรือยังให้นำเข้า ในราชอาณาจักร ส่งออกหรือยังให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พาไปหรือ ยังให้พาไปหรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ๆ ซึ่งเอกสาร ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ รูปภาพ ภาพโฆษณา เครื่องหมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพหรือสิ่งอื่นใดอันลามก

(2) ประกอบการค้า หรือมีส่วนหรือเข้าเกี่ยวข้องกับการค้าเกี่ยวกับวัตถุ    หรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้ว จ่ายแจกหรือแสดงอวดแก่ประชาชน หรือให้เช่นวัตถุหรือสิ่งของเช่นว่านั้น

(3) เพื่อจะช่วยการทำให้แพร่หลาย หรือการค้าวัตถุหรือสิ่งของลามก ดังกล่าวแล้ว โฆษณาหรือไขข่าวโดยประการใด ๆ ว่ามีบุคคลกระทำการ อันเป็นความผิดตาม มาตรานี้ หรือโฆษณาหรือไขข่าวว่าวัตถุ หรือสิ่งของ ลามกดังกล่าวแล้วจะหาได้จากบุคคลใด หรือโดยวิธีใด

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

8.     ดำได้ว่าจ้างนางแดงอายุ 21 ปี มาทำงานในสถานเริงรมย์ของตนโดยให้มีหน้าที่ร่วมประเวณีกับลูกค้าต่างประเทศที่มาเที่ยวสถานเริงรมย์นั้น ดำมีความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหญิงเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่นตาม ปอ.มาตรา 282 หรือไม่ คำตอบ ผิด แม้นางแดงจะยินยอมก็ตาม

มาตรา 282 ผู้ใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่บุคคล อายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกพันบาทถึงสามหมื่นบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่บุคคล อายุไม่เกินสิบห้าปีผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท

ผู้ใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น รับตัวบุคคลซึ่งมีผู้จัดหา ล่อไป หรือพาไปตามวรรคแรก วรรคสองหรือวรรคสาม หรือสนับสนุนใน การกระทำความผิดดังกล่าว ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้ใน วรรคแรกวรรคสอง หรือวรรคสาม แล้วแต่กรณี

9.     การที่ผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องดูแลผู้ซึ่งพึ่งตนเองไม่ได้ ทอดทิ้งผู้ซึ่งพึ่งตนเองไม่ได้นั้น จะเป็นความผิดในกรณีใด คำตอบ ได้กระทำในลักษณะที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตของผู้ถูกทอดทิ้ง

10.  ดำได้ขู่บังคับให้เด็กชายแดงอายุ 15 ปี สำเร็จความใคร่ให้แก่ตน ดำมีความผิดฐานใด คำตอบ กระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี

11.