Search this site

ผู้จัดทำ

ปริมาตรอากาศจากการหายใจลักษณะต่าง ๆ

ในการหายใจเข้าออกแต่ละครั้งมีปริมาตรอากาศประมาณครึ่งลิตร หรือ 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ปริมาตรอากาศนี้เรียกว่า ปริมาตรหายใจปกติ ( Tidal valume ; TV ) ซึ่งจะเข้าไปอยู่ในถุงลมเพียงประมาณ 350 ลูกบาศก์เซนติเมตร ส่วนอีก150 ลูกบาศก์เซนติเมตร จะค้างอยู่ตามทางเดินหายใจ เรียกว่า anatomical dead space เมื่อหายใจเข้าเป็นปกติแล้ว เรายังสามารถสูดลมหายใจเข้าให้ลึกที่สุดเรียกว่า ปริมาตรหายใจเข้าสำรอง ( Inspiratory reserve volume ; IRV )  ต่อได้อีกราว 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ดังนั้นหากรวมปริมาตรการสูดลมหายใจปกติบวกกับเพิ่มสูดลมหายใจเข้าลึกที่สุด จะได้อากาศทั้งหมดราว 500 + 3,000 =  3,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร เป็นความสามารถในการสูดลมเข้าปอดทั้งหมด  ( Inspiratory capacity ) เวลาหายใจออกปกติจะไล่ลมออกได้เท่า ๆ กับเมื่อสูดลมหายใจเข้า คือ ราว ๆ 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่เราก็ยังมีความสามารถไล่ลมหายใจออกให้มากที่สุด ( เช่นเดียวกับสามารถสูดลมหายใจเข้ามากที่สุด ) อีก 1,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ปริมาอากาศนี้เรียกว่า ปริมาตรหายใจออกสำรอง ( Expiratory reserve volume ; ERV ) ซึ่งรวมความสามารถในการไล่ลมหายใจออกจากปอดทั้งหมด ( Expiratory capacity ) ประมาณ 500 + 1,000 = 1,500    ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่ไม่ว่าจะไล่ลมหายใจเข้าออกให้มากที่สุดอย่างไร ในปอดก็ยังมีลมหายใจตกค้าง เรียกว่า ปริมาตรตกค้าง ( Residual volume ; RV ) อยู่อีกประมาณ 1,200 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร  ดังนั้นหากจะรวมการสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และไล่ลมหายใจออกลึก ๆ  ( จนหมดความสามารถที่จะไล่ ) หรืออาจจะเรียกว่า ความสามารถสูงสุดในการสูดลมหายใจ (Vital capacity ; VC )  มีค่าเท่ากับผลรวมของ TV ,IRV และ ERV = 500 + 3,000 + 1,000 = 4,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ดังนั้นอาจรวมอากาศทั้งหมดในปอด ( Total lung capacity ) ( รวมทั้งที่ไม่สามารถจไล่อากาศออกมาได้ ) = VR + RV = 4,500 + 1,200 = 5,700 ลูกบาศก์เซนติเมตร



สำหรับการวัดปริมาตรลมหายใจเข้าออกนั้น สามารถทดลองได้เองง่าย ๆ โดยใช้ขวดน้ำหรือบีกเกอร์ที่มีขีดบอกปริมาตรใส่น้ำให้เต็ม แล้วคว่ำลงในอ่างน้ำ ดังรูปที่ 6.46 จากนั้นนำสายยางต่อและใช้ปากเป่าลมหายใจออก จดปริมาตรของน้ำที่หายไป ทำหลาย ๆ ครั้ง หาค่าเฉลี่ยของคนแต่ละคน และอาจทำกันหลาย ๆ คน เพื่อหาค่าเฉลี่ยทั้งกลุ่มหรือทั้งห้อง

                หากนักเรียนทดลองเปรียบเทียบจะพบว่า ในนักกีฬาที่ฝึกซ้อมอยู่เสมอสามารถไล่ลมหายใจออกได้มากกว่าคนปกติ หากปอดผิดปกติ ความสามารถในการรับอากาศเข้าไปสู่ปอดจะได้น้อยกว่านี้ ทำให้ความสามารถในการแลกเปลี่ยนแก๊ส ระหว่างถุงลมกับหลอดเลือดฝอยลดน้อยลง เช่น เป็นโรคปอดบวม ( Pneumonia ) ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสผ่านเข้าไปทางหลอดลม  ทำให้เกิดการอักเสบมีน้ำเหลือของน้ำเมือกเต็มหลอดลมฝอย และอัลวีโอลัส ทำให้พื้นที่ผิวของถุงลมในการแลกเปลี่ยนแก๊สลดลง อีกโรคหนึ่งคือ โรคอัลวีโอลัสพองหรือถุงลมโป่งพอง หรือเรียกว่า เอมฟีซีมา ( Emphysema ) มักเกิดกับคนที่สูบบุหรี่หรือสูดควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์เป็นเวลานานหรือเกิดการติดเชื้อ ผู้เป็นโรคถุงลมโป่งพองนั้นผนังของถุงลมเล็ก ๆ จะถูกทำลาย ทำให้ถุงลมทะลุถึงกันพื้นที่ผิวสำหรับการแลกเปลี่ยนแก๊สจะลดลง จึงทำให้การหายใจเข้าและออกลำบากเกิดอาการเหนื่อยหอบ เนื่องจากต้องสูดลมหายใจเพิ่มขึ้น หัวใจทำงานหนักมากขึ้นจนอาจทำให้หัวใจวายได้


 

Comments