การสืบพันธุ์ของคน

การสืบพันธุ์ของคน
              การสืบพันธุ์ของคนก็เหมือนกับสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังอื่นๆ คือมีการรวมตัวกันของอสุจิกับเซลล์ไข่ในร่างกายของเพศหญิงเกิดเป็นไซโกตจากนั้นไซโกต จะเจริญเติบโตเป็นเอ็มบริโอ เอ็มบริโอที่เข้าสู่เดือนที่ 3 ของการตั้งครรภ์เรียกว่า  ฟีตัส  และเมื่อครบ 9 เดือนจะคลอดเป็นทารก
 
โครงสร้างระบบสืบพันธุ์ของเพศชาย


               ระบบการสืบพันธุ์ของเพศชาย ประกอบด้วยอวัยวะหลายอย่างที่ทำงานสัมพันธุ์กันได้แก่ อัณฑะ ห่อหุ้มด้วยถุงอัณฑะ(scrotum)อยู่นอกช่องท้องมีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิปกติของร่างกายประมาณ 3 องศาเซลเซียสซึ่งเหมาะสมกับการเจริญของอสุจิ     อัณฑะมีหน้าที่สร้างอสุจิและฮอร์โมนเพศชายภายในอัณฑะประกอบด้วยหลอดสร้างอสุจิ(seminiferous tubule) ซึ่งเป็นท่อยาวขดไปมาภายในหลอดนี้จะมีกระบวนการสร้างอสุจิ (spermatogenesis) โดยมีเซลล์กลุ่มหนึ่งที่บริเวณผนังหลอด เรียกว่า   สเปอร์มาโทโกเนียม (spermatogonium) เป็นเซลล์ดิพลอยด์ (2n)   เมื่อย่างเข้าสู้วัยหนุ่ม สเปอร์มาโทโกเนียม จะมีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสทำให้ได้สเปอร์มาโทโกเนียมจำนวนมาก สเปอร์มาโทโกเนียมบางเซลล์จะพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเรียกว่า สเปอร์มาโทไซต์ระยะแรก (primary spermatocte)เป็นเซลล์ดิพลอยด์ สเปอร์มาโทไซต์ระยะแรก 1 เซลล์จะมีการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส ครั้งที่ 1 ได้เป็น สเปอร์มาโทไซต์ระยะที่สอง  (secondary spermatocte) 2 เซลล์จะเป็นเซลล์แฮพลอยด์ (n) และเมื่อแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส ครั้งที่ 2 จะได้  สเปอร์มา-ทิด (spermatid) 4 เซลล์สเปอร์มาทิดเหล่านี้จะมีการเปลี่ยนแปลงและเจริญเป็นอสุจิ โดยสลัดไซโทพลาซึมส่วนใหญ่ทิ้งไป ส่วนหัวเป็นที่อยู่ของนิวเคลียสส่วนปลายสุดของหัวมีถุงอะโครโซม (acrosomal cap) ภายในมีเอนไซม์สำหรับเจาะเยื่อหุ้มเซลล์ไข่เพื่อการปฏิสนธิ ส่วนลำตัวมีออร์แกเนลล์ที่สำคัญ  คือ  ไมโทคอน-เดรีย และส่วนหาง คือแฟลเจลลัมซึ่งช่วยในการเคลื่อนที่

กระบวนการสร้างอสุจิ

                อสุจิสร้างขึ้นจากหลอดสร้างอสุจิจะเคลื่อนที่มายังหลอดเก็บอสุจิ(epididmis) และพัฒนาต่อจนเจริญเต็มที่ต่อจากนั้นอสุจิจะเคลื่อนต่อไปยังหลอดนำอสุจิ(vas deferens) ซึ่งวกขึ้นไปเหนือขอบกระดูกเชิงกรานและมีปลายเปิดเข้าสู่ท่อปสสาวะ (urethra) ระหว่างทางเดินของอสุจิจะมีต่อมสร้างสารหลายต่อมแต่ละต่อมจะผลิตของเหลวไปรวมกับอสุจิ เรียกว่า น้ำอสุจิ (semen)ซึ่งจะถูกหลั่งออกมาทางปลายเปิดของท่อปัสสาวะที่ปลายองคชาต ต่อมเหล่านี้ ได้แก่ ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ (seminal vesicle) ซึ่งทำหน้าที่หลั่งของเหลวมีสีเหลืองอ่อนประกอบด้วยเมือก กรดอะมิโนและน้ำตาลฟรักโทสซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของอสุจิ ต่อมลูกหมาก (prostate gland)หลั่งของเหลวที่มีสมบัติเป็นเบสเพื่อทำให้ช่องคลอดของเพศหญิงซึ่งมีสภาพเป็นกรดเปลี่ยนสภาพเป็นกลางเมื่ออสุจิเข้าสู่ช่องคลอดก็จะสามารถเคลื่อนที่และมีชีวิตรอดได้ ส่วนต่อมคาวเปอร์ (Cowper’s gland) ทำหน้าที่หลั่งของเหลวเพื่อหล่อลื่นท่อปัสสาวะโดยเฉลี่ยแล้วผู้ชายจะหลั่งน้ำอสุจิครั้งละประมาณ 3 ลูกบาศก์เซนติเมตรมีอสุจิประมาณ  300-500 ล้านตัว

โครงสร้างระบบสืบพันธุ์เพศหญิง

                 ระบบสืบพันธุ์เพศหญิงประกอบด้วย รังไข่ที่อยู่ด้านล่างของช่องท้องลึกเข้าไปในอุ้มเชิงกรานอยู่ 2ข้างมดลูก รังไข่ทำหน้าที่ผลิตเซลล์ไข่และฮอร์โมนเพศหญิง มดลูกอยู่ด้านหลังกระเพาะปัสสาวะ มดลูกตอนล่างที่ติดต่อกับช่องคลอดจะแคบเข้าหากันเป็นปากมดลูก(cervix) ภายในรังไข่จะมีกระบวนการสร้างเซลล์ไข่(oogenesis)โดยเริ่มตั่งแต่เป็นทารกในครรภ์จะมี เซลล์โอโอโกเนียม(oogonium)เป็นเซลล์ดิพลอยด์ ซึ่งสามารถแบ่งเซลล์แบบไมโทซีสทำให้ได้เซลล์โอโอโกเนียมจำนวนมาก แต่เมื่อทารกคลอดออกมา โอโอโกเนียมจะพัฒนาเป็นโอโอไซต์ระยะแรก (primar oocyte) ซึ่งเป็นเซลล์ดิพลอยด์โอโอไซต์ระยะแรกแต่ละเซลล์จะถูกล้อมรอบด้วย เซลล์ฟอลลิเคิล(follicular cell)  เรียกรวมกันว่า  ฟอลลิเคิล(follicular)
เมื่อเข้าสู่ระยะวัยสาวในแต่ละรอบเดือนโอโอไซต์ระยะแรกบางเซลล์จะถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมน FSH จากต่อมใต้สมองทำให้เริ่มแบ่งเซลล์แบบไมโอซีสครั้งที่ 1 ได้เป็นโอโอไซต์ระยะที่สอง(secondary oocyte)1เซลล์ และโพลาร์บอดี (polar bod)ซึ่งเป็นเซลล์ขนาดเล็ก1 เซลล์การพัฒนาของเซลล์ไข่จะเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของรังไข่และฟอลลิเคิล เมื่อฟอลลิเคิลเจริญเติบโตเต็มที่จะมีการผลิตฮอร์โมนอีสโทรเจนไปกระตุ้นต่อมใต้สมองให้หลั่งฮอร์โมน LH มากระตุ้นให้ผนังฟอลลิเคิลแตกออกพร้อมกบปล่อยโอโอไซต์ระยะที่สองเข้าสู่ท่อนำไข่ เรียกว่าการตกไข่(ovulation) ส่วนฟอลลิเคิลเดิมก็จะกลายเป็นเนื้อเยื่อสีเหลืองเรียกว่า คอร์ปัสลูเทียม (corpus luteum) ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน

การปฏิสนธิ
                   เซลล์ ไข่ซึ่งอยู่ในระยะโอโอไซต์ระยะที่สองจะหลุดออกจากฟอลิเคิลเข้าสู่ท่อนำไข่ ทางไข่ที่มีลักษณะคล้ายกับแตรโดยอาศัยการพัดโบกของซิเลียที่เยื่อบุผิวของ ท่อนำไข่ ถ้าโอโอไซต์ระยะที่สองที่อยู่ในท่อนำไข่ได้รบการกระตุ้นโดยการเจาะของอสุจิที่ผิวเซลล์โอโอไซต์ระยะที่สองจะแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสครั้งที่ 2 ได้เป็นเซลล์ไข่ 1 เซลล์ และโพลาร์บอดี 1 เซลล์ เซลล์ที่ได้นี้ต่างก็เป็นเซลล์แฮพลอยด์ จากนั้นจึงมีการรวมตัวระหว่างนิวเคลียสของอสุจิกับนิวเคลียสของเซลล์ไข่เกิดเป็นไซโกตซึ่งจะมีการแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนและเคลื่อนที่ไปฝังตัวที่ผนังมดลูกถ้าเซลล์ไข่ไม่ได้รับการผสมภายใน 24 ชั่วโมง เซลล์ไข่ก็จะสลายตัวไป

การตั้งครรภ์
                      ผนังของมดลูกประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3ชั้น เอนโดมีเทรียม(endometrium) เป็นเนื้อเยื่อชั้นในมีความสำคัญมาก มีลักษณะคล้ายฟองน้ำและหลอดเลือดมาหล่อเลี้ยง ระหว่างตั้งครรภ์เนื้อเยื่อชั้นนี้จะพัฒนาร่วมกับเนื้อเยื่อเอ็มบริโอแล้วเจริญไปเป็นรกเพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนแก๊สและส่งอาหารให้กับเอ็มบริโอเนื้อเยื่อถัดออกมา เป็นชั้นกล้ามเนื้อทำหน้าที่บีบตัวในระหว่างการคลอด นอกจากนี้ยังมีเนื้อเยื่อบางๆหุ้มชั้นกล้ามเนื้อเอาไว้อีกชั้นหนึ่งหากเซลล์ ไข่ไม่ได้รับการปฏิสนธิผนังมดลูกชั้นเอนโดมีเทรียมในส่วนที่เจริญสำหรับการ เตรียมรับการฝังตัวของเอ็มบริโอจะสลายหลุดลอกเป็นประจำเดือน เมื่อนิวเคลียสของเซลล์ไข่รวมกับนิวเคลียสของอสุจิที่บริเวณท่อนำไข่จะได้ไซโกต จากนั้นไซโกตจะเริ่มแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์
จนได้เป็นเอ็มบริโอและเคลื่อนที่ไปฝังตัวอยู่ที่ผนังมดลูก ขณะเดียวกันคอร์ปัสลูเทียมจะสร้างฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนซึ่งจะทำงานร่วมกันกับฮอร์โมนอีสโทรเจนที่สร้างขึ้นจากฟอลลิเคิล(อีสโทรเจนสร้างคอร์ปัสลูเทียมเช่นกันแต่มีปริมาณน้อย)ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุผนังมดลูกชั้นในให้หนาขึ้น และมีหลอดเลือดฝอยมากขึ้นพร้อมกบการเจริญเติบโตของเอ็มบริโอต่อไปจนเป็นทารก

การปฏิสนธิและการเคลื่อนที่ของเอ็มบริโไปฝังตัวที่ผนังมดลูก

ภาวการณ์มีบุตรยาก
              โดยทั่วไปหากระบบสืบพันธุ์ไม่มีความผิดปกติใดๆ อสุจิและเซลล์ไข่ก็จะรวมกันเกิดการปฏิสนธิได้ไซโกต แล้วเจริญเติบโตต่อจนกระทั่งเป็นทารก แต่ในความเป็นจริงพบว่าคู่แต่งงานหลายคู่ที่ไม่สามารถมีลูกได้ ซึ่งอาจมีสาเหตุจากความผิดปกติของเพศชายและเพศหญิงดังนี้
ความผิดปกติของชาย
              1.ความผิดปกติหรือจำนวนอสุจิเช่น การมีอสุจิที่ผิดปกติ จำนวนอสุจิน้อย ไม่มีอสุจิ หรือมีการผิดปกติเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของอสุจิ
โดยปกติการหลั่งน้ำอสุจิแต่ละครั้งจะได้น้ำอสุจิประมาณ 3 ลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งจะมีอสุจิประมาณ 300-500 ล้านเซลล์ ถ้าใน
น้ำอสุจิมีอสุจิน้อยกว่า30 ล้านเซลล์ ต่อลูกบาศก์เซนติเมตรหรือมีอสุจิที่มีรูปร่างผิดปกติมากอาจจะทำให้มีบุตรได้ยาก
              2. ความผิดปกติเกี่ยวกับทางผ่านอสุจิ เช่น ท่อทางผ่านของอสุจิตีบตันไม่สามารถออกสู่ภายนอกร่างกายได้
               3. ความผิดปกติในน้ำอสุจิ ความเป็นกรด-เบสของน้ำอสุจิผิดไป เช่น การขาดน้ำตาลฟรักโทสหรือมีการติดเชื้อทำให้อสุจิตาย
ความผิดปกติของหญิง 
              1. มีอวัยวะเพศพิการมากแต่กำเนิดเช่น ไม่มีช่องคลอด
              2. ช่องคลอดหรือท่อนำไข่ตีบ มีผนังกั้น หรือมีก้อนเนื้องอก หรือเป็นแผล
              3. เกิดการอักเสบเนื่องจากติดเชื้อ เช่น พยาธิ รา เบคทีเรีย ไวรัส เป็นต้น ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงภาวะการเป็นกรด-เบสของช่องคลอดหรือปากมดลูกทำให้อสุจิตายได้ 
              4. เยื่อบุผนังมดลูกผิดปกติ หรือเกิดเนื่องอกที่กล้ามเนื้อ ผนังมดลูกทำให้เกิดการแท้ง 
              5. การขาดฮอร์โมนโดยเฉพาะโพรเจสเทอโรน ทำให้เนื้อเยื่อบุผนังมดลูกเจริญเติบโตผิดปกติไม่เหมาะที่จะให้เอ็มบริโอฝังตัว
วิธีการรักษาภาวะมีบุตรยาก
              นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามช่วยเหลือคู่สามีภรรยาที่ต้องการจะมีบุตร ด้วยการศึกษาทดลองโดยใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า วิธีการหนึ่งที่ประสบความสำเร็จก็คือ การสร้างทารกในหลอดแก้ว   (in vitro fertilization:IVF) จากการนำเซลล์ไข่ที่สุกเต็มที่ของแม่มาผสมกับอสุจิของพ่อในหลอดทดลองเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ หลังจากการปฏิสนธิแล้วจะเลี้ยงเอ็มบริโอในน้ำยา และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมระยะหนึ่งก่อนที่จะนำเอ็มบริโอเข้าสู่มดลูกเพื่อให้ฝังตัวและเจริญเติบโตตามธรรมชาติต่อไป ปัจจุบันการผสมเทียมในหลอดแก้วก้าวหน้ามากขึ้นถึงข้นนำอสุจิเพียงเซลล์เดียวมาฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่ได้แล้ว กระบวนการนี้เรียกว่า  อิ๊กซี่ (ICSI:IntracytoplasmicSperm Injection) ซึ่งทำให้สามารถแน่ใจได้ว่าอสุจิเข้าไปผสมกับเซลล์ไข่แน่นอน นอกจากนี้การทำ  กิ๊ฟ(GIFT: Gamete IntraFallopian Transfer) ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาการมีบุตรยาก โดยการนำอสุจิและเซลล์ไข่ใส่เข้าไปในท่อนำไข่เพื่อให้เกิดการผสมตามธรรมชาติ

เครดิต : http://www.bothong.ac.th/Biology3/111.html