สมุนไพรไทย

สมุนไพรไทย

หลักเภสัช ๔ ประการ

     ผู้ที่จะเป็นหมอ จะต้องศึกษาในหลักใหญ่ ๔ ประการ ซึ่งเป็นหลักวิชาที่สำคัญที่สุดของเภสัชกรรมไทย ที่จะเว้นเสียมิได้ เรียกว่า รู้ในหลักเภสัช ๔ มีดังต่อไปนี้

๑. เภสัชวัตถุ คือ ต้องรู้จักวัตถุธาตุนานาชนิด ที่จะนำมาใช้เป็นยารักษาโรคและแก้ไข้

๒. สรรพคุณเภสัช คือ ต้องรู้จักรสและสรรพคุณของยา และวัตถุธาตุ ที่จะนำมาใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคและแก้ไข้

๓. คณาเภสัช คือ ต้องรู้จักพิกัดยา คือตัวยาหลายสิ่งหลายอย่าง ที่โบราณาจารย์นำมาจัดไว้เป็นหมวด เป็นหมู่ รวมเรียกเป็นชื่อเดียว เรียกเป็นคำตรงบ้าง เรียกเป็นคำศัพท์บ้าง

๔. เภสัชกรรม คือ ต้องรู้จักการปรุงยาตามวิธีกรรมแผนไทย ตลอดจนรู้จักมาตราชั่ง ตวง ของไทยและสากล ปรุงยาตามใบสั่งแพทย์


การรู้จักตัวยา ๕ ประการ
    ผู้เป็นหมอจะต้องรู้จักตัวยา ๕ ประการ ซึ่งโบราณาจารย์ได้ใช้เป็นหลักในการพิจารณา เพื่อให้รู้จักตัวยาต่างๆ อย่างถูกต้อง

    การรู้จักตัวยา ๕ ประการนี้ เป็นวิธีการดูและจำแนกตัวยา ว่าตัวยานั้นๆ เป็นเครื่องยาชนิดเดียวกันกับที่แสดงไว้ในตำรับยา หรือตรงตามตัวยาที่ต้องการหรือไม่ โดยพิจารณาตามหลัก ๕ ประการดังนี้
๑. รู้จักรูปลักษณะ คือ รู้ว่าตัวยานั้นๆ มี รูปลักษณะอย่างไร เช่น
    ในพืชวัตถุ รู้ว่าเป็น ต้น ใบ ดอก แก่น กระพี้ ฝัก เนื้อ ผล ยาง เป็นต้น
    ในสัตว์วัตถุ รู้ว่าเป็น หัว หนัง นอ ดี กราม กรวด กระดูก เลือด ฟัน เป็นต้น
    ในธาตุวัตถุ รู้ว่าเป็น บัลลังก์ศิลา เกลือสมุทร กำมะถันแดง ทองคำ เป็นต้น

๒. รู้จักสี คือ รู้ว่าตัวยานั้นๆ มีสีเป็นอย่างไร เช่น แก่นฝางเสน มีสีส้ม ผักแพวแดง มีสีแดง รงทอง มีสีเหลือง กำมะถันแดง มีสีแดง กระดองปลาหมึก มีสีขาว งาช้าง มีสีขาว จุนสี มีสีน้ำเงิน เป็นต้น

๓. รู้จักรส คือ รู้ว่าตัวยานั้นๆ มีรสเป็นอย่างไร เช่นอย่างที่โบราณาจารย์นำมาจัดไว้เป็นหมวดหมู่

๔. เภสัชกรรม คือ ต้องรู้จักการปรุงยาตามวิธีกรรมแผนโบราณ ตลอดจนรู้จักมาตราชั่ง ตวง ของไทยและสากล

จรรยาแพทย์แผนไทย
 
      ผู้ที่จะเป็นหมอ จะมีแต่วิชาความรู้เกี่ยวกับยาและรู้จักโรคเท่านั้นก็ยังไม่เพียงพอ ควรต้องเป็นคนมีอัธยาศัย เรียบร้อย เป็นที่พอใจของคนทั้งหลายด้วย จึงจะเป็นหมอที่ดีได้ ถ้ามีแต่ความรู้วิชาของหมอ แต่ไม่เป็นผู้โอบอ้อมอารี ต่อคนทั้งหลายแล้ว ก็ไม่มีใครนับถือ
 
 ๑. มีเมตตาจิตต่อคนไข้ไม่เลือกชั้นวรรณะ
 ๒. ไม่โลภเห็นแก่ลาขของคนไข้ แต่ฝ่ายเดียว
 ๓. ไม่โอ้อวดวิชาความรู้ของตนให้คนไข้หลงเชื่อ
 ๔. ไม่หวงหรือกีดกันหมออื่นซึ่งมีความรุ้ดีกว่า
 ๕. ไม่ลุอำนาจอคติ ๔ คือฉันทา โมหา โทสา ภยาคติ
 ๖. ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม ๘
 ๗. มีความละอายต่อบาป
 ๘. ไม่เป็นคนเกียจคร้านมักง่าย
 ๙. มีความละเอียดสุขุม มีสติใคร่ครวญเหตุผล
 ๑๐.ไม่มัวเมาอบายมุข

จรรยาเภสัช
    จรรยาเภสัช เป็นหลักคุณธรรมประจำใจที่เภสัชกรทุกคนควรถือปฏิบัติ เพราะว่าเภสัชกรนั้นนอกจากจะต้อง ศึกษาในหลัก เภสัช ๔ แล้ว ยังจะต้องมีจรรยาอันดีงาม เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้ประพฤติในสิ่งที่ดีที่ถูกที่ควร เพื่อนำความเจริญมาสู่ตนเองและ วิชาชีพ ตลอดจนสังคมโดยส่วนรวมด้วย มีดังนี้
๑. ต้องหมั่นเอาใจใส่ศึกษาวิชาแพทย์เพิ่มเติม ให้เหมาะสมแก่กาลสมัยอยู่เสมอไม่เกียจคร้าน
๒. ต้องพิจารณาหาเหตุผลในการปฏิบัติงาน ด้วยความสะอาดปราณี ไม่ประมาทมักง่าย
๓. มีความซี่อสัตย์ มีเมตตาจิตแก่ชีวิตผู้ใช้ยา ไม่โลภเห็นแก่ลาภ โดยหวังกำไรให้มากเกินควร
๔. ต้องละอายต่อบาป ไม่กล่าวเท็จโอ้อวดให้ผู้อื่นหลงเชื่อ ในความรู้ความสามารถอันเหลวไหลของตน
๕. ต้องปรึกษาผู้ชำนาญหรือผู้รู้ เมื่อเกิดความสงสัยในตัวยาชนิดใด หรือการปรุงยา โดยไม่ปิดบังความเขลาของตน

ความสำคัญของจรรยาเภสัชนี้ เพื่อให้เภสัชกรระลึกอยู่เสมอว่าการปรุงยา หรือผสมยา หรือการประดิษฐ์วัตถุใดใดขึ้นเป็นยาสำหรับมนุษย์ ต้องมีความรับผิดชอบต่อชีวิตมนุษย์ จะต้องมีความสะอาด ประณีต รอบคอบ ควรนึกถึงอยู่เสมอว่า เป็นสิ่งที่บำบัดโรคภัยไข้เจ็บต่อชีวิตมนุษย์ มิใช่เป็นยาทำลายชีวิตมนุษย์ ฉะนั้นเภสัชกรจึงต้องมีจิตใจบริสุทธิ์ ยึดหลักจรรยาเภสัชเปรียบเหมือนศีล 5 เป็นข้อยึดเหนี่ยวหรือเป็นกฎข้อบังคับเตือนใจ เตือนสติ ให้ผู้เป็นเภสัชกร ประพฤติปฏิบัติไปในทางที่ถูกที่ควร เป็นทางนำไปสู่คุณงามความดี และนำความเจริญก้าวหน้าแห่งวิชาชีพสืบต่อไปชั่วกาลนาน

จรรยาแพทย์
ว่าด้วยคุณธรรมอันเป็นเครื่องประดับของหมอ หรือ จริยธรรมที่หมอควรประพฤติปฏิบัติ อันประกอบด้วยคุณธรรมเหล่านี้
๑. มีความเมตตาจิตแก่คนไข้ทุกคนที่มารักษา
๒. ไม่โลภเห็นแก่ลาภจนเกินไป
๓. ไม่เป็นคนโอ้อวด
๔. ไม่ปิดบังความเขลาของตนเองไว้
๕. ไม่ปิดบังความดีของคนอื่น
๖. ไม่หวงกีดกันลาภของผู้อื่น
๗. ไม่ลุอำนาจแก่อคติทั้ง ๔ คือ ฉันทาคติ โทสาคติ ภยาคติ โมหาคติ
๘. ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรมทั้ง ๘
๙. มีหิริโอตตัปปะ ความละอายต่อบาป
๑๐. ไม่เป็นคนเกียจคร้านและมักง่าย
๑๑. มีโยนิโสมนสิการ ตริตรองในใจโดยแยบคาย
๑๒. ไม่เป็นคนมีสันดานอันประกอบด้วยมัวเมา
         

สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน
       ความรู้เกี่ยวกับลักษณะพืชสมุนไพร
       การขยายพันธุ์และการปลูกพืชสมุนไพร
       สมุนไพรเพื่อรักษากลุ่มโรค/อาการเจ็บป่วย

ความรู้เกี่ยวกับลักษณะพืชสมุนไพร
วิธีสังเกตลักษณะของพืชสมุนไพร
 ราก
รากคือ ส่วนหนึ่งที่งอกต่อจากต้นลงไปในดิน ไม่แบ่งข้อและไม่แบ่งปล้อง  ไม่มีใบ ตา และดอก หน้าที่ของราก คือ สะสมและดูดซึมอาหารมาบำรุงเลี้ยงต้นพืช นอกจากนี้ยังยึดและค้ำจุนต้นพืช
อีกด้วย รากของต้นพืชหลายชนิดก็ใช้เป็นยา
สมุนไพรได้ เช่น กระชาย เป็นต้น
รูปร่างและลักษณะของราก แบ่งออกได้เป็น 2 ระบบ คือ
1. ระบบรากแก้ว 
ต้นพืชหลายชนิดเป็นแบบรากแก้ว คือมีรากสำคัญงอกออกจากลำต้นส่วนปลายรูปร่างยาว ใหญ่ เป็นรูปกรวยด้านข้างของราแก้ว จะแตกแขนงออกได้ 2-3 ครั้ง ไปเรื่อย ๆ รากเล็กส่วนปลายจะมีรากฝอยเล็ก ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อเพิ่มเนื้อที่ในการดูดซึมอาหารให้กับต้นพืช มักจะพบว่าพืชใบเลี้ยงคู่จะมีรากแบบรากแก้ว ตัวอย่างพืชที่มีลักษณะนี้คือ ขี้เหล็ก คูน มะกา มะหาด เป็นต้น
2. ระบบรากฝอย 
เป็นรากที่งอกออกจากลำต้นส่วนปลายพร้อมกันหลายๆ ราก ลักษณะ เป็นรากกลมยาวขนาดเท่าๆ กันพบว่าพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะมีรากแบบรากฝอย ตัวอย่างพืชที่มีรากแบบนี้คือ ตะไคร้  หญ้าคา เป็นต้น  บางทีรากจะเปลี่ยนลักษณะไป เนื่องจากได้รับอิทธิพล
จากสิ่งแวดล้อมภายนอก รากที่เปลี่ยนลักษณะไปนี้มีหลายชนิด เช่น รากสะสมอาหาร รากค้ำจุน รากเกี่ยวพัน  รากอากาศ เป็นต้น  รากชนิดนี้บางครั้งก็อยู่บนดินจะต้องใช้การสังเกต แต่อย่างไรก็ตาม มันยังคงลักษณะทั่วไปของรากให้เราสังเกตเห็นได้
ลำต้น
เป็นโครงค้ำที่สำคัญของพืช ปกติอยู่เหนือผิวดิน หรืออาจบางทีมีบางส่วนอยู่ใต้ดิน มี ข้อ ปล้อง  ใบ  หน่อ และดอก หน้าที่ของลำต้น ลำเลียงอาหาร ค้ำจุนและสะสมอาหารให้ต้นพืช ลำต้นของต้นไม้หลายชนิดเป็น ยาสมุนไพร เช่น ขี้เหล็ก แคบ้าน บอระเพ็ด ตะไคร้ มะขาม เป็นต้น รูปร่างและลักษณะของลำต้น แบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ ตา ข้อ และปล้อง บริเวณเหล่านี้จะมีกิ่งก้าน ใบ ดอก  เกิดขึ้นซึ่งทำให้ต้นพืชแต่ละชนิดมีลักษณะแตกต่างกันออกไป หากต้องการสังเกตส่วนที่เหนือดินของพืชสมุนไพร สิ่งแรกที่ต้องสังเกต คือ ลำต้นของต้นพืชนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร ลักษณะตา ข้อ และปล้องเป็นอย่างไร แตกต่างจากลำต้นของต้นพืชอย่างไร
ชนิดของลำต้น แบ่งตามลักษณะภายนอกของลำต้นได้ ดังนี้
1.ประเภทไม้ยืนต้น เป็นไม้ที่ขึ้นตรงและสูงใหญ่ มีเนื้อไม้ค่อนข้างแข็ง ลำต้นชัดเจนแบ่งกิ่งก้านแผ่ออกไป เช่น อบเชย มะกา ยอ คูน เป็นต้น
2.ประเภทไม้พุ่ม มีลำต้นไม่ชัดเจน สามารถแบ่งกิ่งได้ตั้งแต่ส่วนโคนของลำต้น เป็นต้นไป  เช่น ทองพันชั่ง มะนาว ชุมเห็ดเทศ  ขลู่ เป็นต้น
3.ประเภทหญ้า  มีลำต้นลักษณะเดียวกับพวกหญ้า  ใบมีลักษณะอ่อนเหนียว เช่น แห้วหมู หญ้าคา  เป็นต้น
4.ประเภทไม้เลื้อย  ก้านยาวและไม่สามารถตั้งตรงได้ มีลักษณะเลี้อยพันคดเคี้ยวไปโดยใช้ส่วนของพืชเกาะ เช่น หนวด หนาม เป็นต้น  เนื้อไม้ของลำต้นบางชนิดแข็ง และบางชนิดก็อ่อนเช่นเดียวกับหญ้า เช่น ฟักทอง บอระเพ็ด มะแว้งเครือ  เล็บมือนาง เป็นต้น
ใบ
ใบเป็นส่วนประกอบที่สำคัญกับต้นพืชมีหน้าที่ สังเคราะห์แสง ผลิตอาหาร และเป็นส่วนแลกเปลี่ยนน้ำและอากาศของต้นพืช ใบเกิดจากด้านนอกของกิ่งหรือตากิ่ง ลักษณะที่พบ
โดยทั่วไปเป็นแผ่นที่มีสีเขียว (สีเขียวเกิดจากสารชื่อคลอโรฟิลล์ อยู่ในใบของพืช) ใบของพืชหลายชนิดใช้เป็นยาสมุนไพรได้ เช่น มะกา  ฟ้าทะลายโจร กะเพรา  ชุมเห็ดเทศ  ฝรั่ง มะขามแขก เป็นต้น  รูปร่างและลักษณะของใบใบที่สมบูรณ์มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ ตัวใบ ก้านใบและหูใบ ใบที่มีส่วนประกอบครบทั้ง 3 ส่วน เรียกว่าใบสมบูรณ์  และใบที่มีส่วนประกอบไม่ครบ อาจมีเพียงหนึ่งหรือสองส่วน
 เรียกว่า  ใบไม่สมบูรณ์ ตัวใบมีลักษณะเป็นแผ่น ตัวใบยึดอยู่กับก้านใบ ด้านล่างของก้านใบติดกับตากิ่ง หูใบติดอยู่กับด้านข้างทั้งสองข้างก้านใบส่วนปลาย หูใบนี้มีบทบาทป้องกันรักษาใบขณะยังอ่อนอยู่ หูใบมักมีขนาดเล็ก และเป็นสีเขียว หากพิจารณาถึงลักษณะของตัวใบจะประกอบด้วย รูปร่างของใบ ปลายใบ ฐานใบหรือโคนใบ ริมใบหรืออาจเรียกว่า หยักใบ และอาจสังเกตภายในของตัวใบได้อีกถึงเส้นใบและเนื้อของใบในที่นี้จะไม่จำแนกว่า ปลายใบหรือโคนใบมีกี่แบบ เพราะจะยุ่งยากและซับซ้อนเกินไป จึงขอเสนอแนะเพียงว่า หากต้องการสังเกตลักษณะของใบ  ให้พิจารณาตั้งแต่รูปร่างของใบ
ปลายใบ โคนใบ ริมใบ เส้นใบ และเนื้อของใบ อย่างละเอียดและอาจเปรียบเทียบกับลักษณะของตัวใบที่คล้ายคลึงกัน จะทำให้จำแนกใบได้ชัดเจน
ชนิดของใบแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ
1.แบบใบเดี่ยว คือ ก้านใบอันหนึ่งมีเพียงใบเดียว เช่น กระวาน กานพูล ขลู่ ยอ เป็นต้น
2.แบบใบประกอบ คือ ใบตั้งแต่ 2 ใบ ขึ้นไปที่เกิดขึ้นบนก้านอันใบเดียวมี มะขามแขก แคบ้าน ขี้เหล็ก เป็นต้น
สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างของใบ คือ ลักษณะการเรียงตัวของใบที่มีหลายแบบ เช่น เกิดสับหว่างกัน  เกิดเป็นคู่ เกิดเป็นกลุ่ม  เกิดเป็นวงกลม เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีเส้นใบ โดยทั่วไป เส้นใบมี 2 แบบ คือ แบบขนานและแบบร่างแห รวมทั้งยังมีความแตกต่างของเนื้อใบ เนื้อใบมีหลายอย่างเช่น แบบหนัง แบบหญ้า แบบกระดาษ  แบบอมน้ำ  หากสังเกตตัวใบควรสังเกตความหนาบางและความอบน้ำของใบด้วย จะช่วยให้เรารู้จักต้นไม้นั้นดียิ่งขึ้น
 
ดอก
ดอกเป็นส่วนที่สำคัญในการแพร่พันธุ์ของพืช เป็นลักษณะเด่นพิเศษของต้นไม้แต่ละชนิด
 ส่วนประกอบของดอกมีความแตกต่างกันตามชนิดของพันธุ์ไม้ และลักษณะที่แตกต่างกันนี้ใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการจำแนกประเภทของต้นไม้ ดอกของต้นไม้หลายชนิดเป็นยาได้ เช่น กานพลู  ชุมเห็ดเทศ  พิกุล ลำโพง ดอกคำฝอย
 เป็นต้น
รูปร่างและลักษณะของดอก  ดอกมีส่วนประกอบสำคัญ 5 ส่วน คือ ก้านดอก กลีบรองกลีบดอก เกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย
ดอกที่มีส่วนประกอบครบ 5 ส่วนเรียกว่า ดอกสมบูรณ์ การสังเกตลักษณะของดอกควรสังเกตทีละส่วนอย่างละเอียด เช่น กลีบดอกสังเกตจำนวนของกลีบดอก การเรียงตัวของกลีบดอก รูปร่างของกลีบดอก สี กลิ่น เป็นต้นลักษณะที่ดอกออกจากตาดอกนั้นมีทั้งแบบดอกเดี่ยว คือ ก้านดอกอันหนึ่งมีดอกเพียงดอกเดี่ยวและแบบดอกช่อ คือ ก้านดอกอันหนึ่งมีมากกว่า 2 ดอกขึ้นไป การเรียงตัวของช่อดอกนี้มีมากมาย
หลายอย่างขึ้นอยู่กับชนิดของพืช จึงควรสังเกตลักษณะพิเศษของดอกแต่ละชนิดให้ดี
 ผล
ผล คือ ส่วนของพืชที่เกิดจากการผสมระหว่างเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน หรือคนละดอกก็ได้ มีลักษณะรูปร่างแตกต่างกันออกไปตามชนิดของพืช มีผลของต้นไม้บางอย่างเป็นยาได้ เช่น มะเกลือ ดัปลี  มะแว้งต้น  กระวาน เป็นต้น
รูปร่างและลักษณะผล  มีมากมายหลายอย่างตามชนิดของต้นไม้ที่แตกต่างกัน แบ่งลักษณะการเกิดของผล แบ่งได้เป็น
1. ผลเดี่ยว  คือ ผลที่เกิดจากรังไข่อันเดี่ยว
2. ผลกลุ่ม คือ ผลที่เกิดจากดอกเดี่ยวที่มีหลายรังไข่หลอมรวมกัน เช่น น้อยเหน่า เป็นต้น
3. ผลรวม  คือ ผลที่เกิดจากดอกหลายดอก เช่น สับปะรด เป็นต้น
และยังมีการแบ่งผลออกเป็น 3 แบบ คือ ผลเนื้อ  ผลแห้งชนิดแตก และผลแห้งชนิดไม่แตกอีกด้วย  อย่างไรก็ตาม การสังเกตลักษณะของ
ผลทำได้ไม่ยาก ต้องสังเกตลักษณะผลทั้งลักษณะภายนอก และภายในจึงจะสามารถจำแนกผลไม้นั้นว่า แตกต่างกับต้นไม้อย่างอื่นอย่างไร
นอกจากผลของต้นไม้เป็นยาได้  ยังมีเมล็ดภายในผลที่อาจเป็นยาได้อีกเช่น สะแก  ฟักทอง  เป็นต้น  ฉะนั้นในการสังเกตลักษณะของผล ควรสังเกตลักษณะรูปร่างของเมล็ดไปพร้อมกันด้วย

การขยายพันธุ์และการปลูกพืชสมุนไพร
การปลูกพืชสมุนไพรเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการใช้สมุนไพรในอดีตเป็นการเก็บจากธรรมชาติ แต่ไม่มีการปลูกทดแทน จึงทำให้จำนวนสมุนไพรลดลง ขณะนี้พืชสมุนไพรได้รับความสนใจในฐานะ ที่เป็นยารักษาโรคเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องมีแหล่งสมุนไพรไพรมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาสมุนไพร คือ  เป็นแหล่งตัวอย่าง แหล่งขยายพันธุ์    และแหล่งวัตถุดิบเพื่อใช้เป็นยา งานด้านปลูกและการขยายพันธุ์พืชสมุนไพรเป็นเรื่องที่ควรสนใจข้อมูลและสะสมประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง การปลูกย่อมขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละหน่วยงานบางแห่งต้องการปลูกเป็นสวนตัวอย่างให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่รู้จักและคุ้นเคยกับพืชสมุนไพร บางแห่งต้องการปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับ บางแห่งต้องการปลูกไม้ทำยาและขยายพันธุ์ให้แก่หน่วยงานอื่นหรือประชาชนที่สนใจ หากมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน จะทำให้การเตรียมการและการจัดการด้านสถานที่ วัสดุอุปกรณ์และผู้รัรับผิดชอบได้อย่างเหมาะสม

1. การขยายพันธุ์พืชสมุนไพร
    การขยายพันธุ์ คือ การสืบพันธุ์ของต้นไม้โดยธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการเพาะเมล็ด การแตกหน่อ และแตกตา ใช้ไหลหรือเหง้าของพืชการขยายพันธุ์พืช ทำให้เพิ่มจำนวนของพืชมากขึ้น การขยายพันธุ์พืชสมุนไพร แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
1.1 การขยายพันธุ์พืชโดยอาศัยเพศ คือ การนำเมล็ดที่เกิดจากการผสมระหว่างเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย ไปเพาะเป็นต้นกล้าให้เจริญเติบโตเป็นต้นต่อไป ซึ่งลักษณะต้นใหม่ที่เกิดขึ้นอาจจะมีลักษณะที่ดีกว่าเดิม หรือเลวกว่าเดิมก็ได้
      วิธีขยายพันธุ์พืชโดยวิธีนี้มีข้อดีคือ พืชมีรากแก้ว เป็นวิธีที่เหมาะกับการขยายพันธุ์พืชจำนวนมาก มีวิธีการและขั้นตอนไม่มากนักแต่มีข้อเสียที่กลายพันธุ์ได้ ต้นใหญ่ และกว่าจะออกผลต้องใช้เวลานาน พืชสมุนไพรหลายชนิดเพาะพันธุ์ เช่น คูน ยอ และฟ้าทะลายโจร วิธีการที่สะดวกและนิยมกันมาก คือ การเพาะใส่กระถาง หรือถุงพลาสติก วัสดุที่ใช้ คือ ขี้เถ้าแกลบดำ ทรายหยาบ หรือดินปนทราย แต่ที่เหมาะที่สุด คือ ขี้เถ้าแกลบดำ เพราะขี้เถ้าแกลบดำไม่จับตัวแข็ง ร่วนซุย โปร่ง ระบายน้ำได้ดี แดดส่องสะดวก ถุงพลาสติกที่ใช้ต้องเจาะรูให้น้ำไหลได้ วิธีทำโดยใส่ถ่านแกลบลงในถุงพลาสติกเสร็จแล้วล้างถ่านแกลบให้หมดด่างเสียก่อนถ้าหากไม่ใช้ถ่านแกลบดำจะใช้ดินร่วนปนทราย โดยใช้ดินร่วน 2 ส่วน ทรายหยาบ 1 ส่วน ปุ๋ยคอกแห้งป่นละเอียด 1 ส่วน เอามาผสมให้เข้ากันดี หยอดเมล็ดให้ลึกพอประมาณถุงละ 2-3 เมล็ด (ถ้าเมล็ดใหญ่ใช้ 1 เมล็ด) ดูอย่าให้แดดจัด รดน้ำพอประมาณ วันละครั้ง อย่าให้น้ำขัง เมล็ดจะเน่า เมื่อเมล็ดงอกแล้วให้ถูกแดดบ้างเมื่อต้นเจริญเติบโตพอควร ก็แยกไปปลูกในที่ที่ต้องการได้
1.2 การขยายพันธุ์พืชโดยไม่อาศัยเพศ  คือการขยายพันธุ์พืชด้วยส่วนใดส่วนหนึ่งของพืช เช่น กิ่งหน่อ หัว ใบ เหง้า ไหล เป็นต้น โดยนำไปชำ ตอน แบ่งแยก ติดตา เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) ให้เกิดเป็นต้นใหม่ขึ้นมาได้
      ข้อดีของการขยายพันธุ์โดยไม่ต้องอาศัยเพศ คือ ไม่กลายพันธุ์สะดวกต่อการดูแลรักษา ได้ผลเร็ว และสามารถขยายพันธุ์พืชที่ยังไม่มีเมล็ดหรือ ไม่สามารถมีเมล็ดได้ แต่มีข้อเสียคือ ไม่มีรากแก้ว บางวิธีขยายพันธุ์ได้คราวละไม่มาก ต้องใช้เทคนิคและความรู้ช่วยบ้าง เช่น การตอน การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นต้น
      วิธีการขยายพันธุ์พืชแบบไม่อาศัยเพศมีหลายวิธี ในที่นี้จะแนะนำเฉพาะวิธีที่ใช้บ่อย และนำไปเลือกใช้กับการขยายพันธุ์พืชสมุนไพร ที่จะแนะนำต่อไปได้ส่วนวิธีการอื่นหากสนใจสามารถศึกษาได้จากตำราวิชาการด้านการเกษตร
      1.2.1 การแยกหน่อ หรือกอพืชสมุนไพรบางชนิด เช่น กระชาย  กล้วย ตะไคร้ ขิง ข่า เตย  ว่านหางจระเข้ ขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อ  หรือกอ ทำได้โดยแยกหน่อจะต้องเลือกหน่อที่แข็งแรง มีใบ 2-3 ใบ ใช้น้ำรดให้ทั่วเพื่อให้ดินนุ่ม ขุดแยกออกมาอย่างระมัดระวัง อย่าให้หน่อช้ำ เมื่อคัดออกมาแล้วเอาดินกลบโคนต้นแม่ให้เรียบร้อย นำหน่อที่แยกตัดรากที่ช้ำหรือใบที่มากเกินไปออกบ้าง แล้วนำไปปลูกลงในกระถางหรือดินที่เตรียมไว้ กดดินให้แน่น เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่มเก็บไว้ในที่ร่ม ถ้าปลูกลงแปลงก็บังร่มเงาให้จนกว่าต้นจะแข็งแรง ระวังอย่าให้น้ำขัง
      1.2.2 การปักชำ พืชสมุนไพร เช่น หญ้าหนวดแมว ขลู่ ดีปลี ปักชำได้ง่ายโดยใช้ลำต้น หรือกิ่งโดยเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ไม่อ่อนหรือไม่แก่จนเกินไป ใช้มีดหรือกรรไกรที่คมตัดเฉียง โดยใช้กิ่งชำมีตาติดอยู่สัก 3-4 ตา ตัดแล้วริดใบออกให้เหลือใบแต่น้อย ใช้ปูนแดงทาที่รอยตัดกัน เชื้อรา นำไปปักลงบนกระบะที่บรรจุถ่านแกลบดำ หรือดินร่วนปนทรายผสมแบบเดียวกับการเพาะเมล็ด การปักให้ปักเอน 45-60 องศา ให้ปลายชี้ไปทางทิศตะวันตก เพื่อให้ตาที่จะแตกออกมาอยู่ในทางทิศตะวันออก ไม้ใหญ่ปักห่างหน่อย ไม้เล็กปักถี่หน่อย  กลบดินให้แน่นไม่ให้โยกคลอน การรดน้ำให้สม่ำเสมอ และอย่าให้แฉะ และอย่ารดน้ำแรงจะทำให้กิ่งโยกคลอน เมื่อรากแตกและมีใบเจริญขึ้นก็ย้ายไปปลูกในที่ที่เตรียมไว้ได้
      1.2.3 การตอนกิ่ง พืชสมุนไพร เช่น กานพูล ใช้การตอน เหมาะที่จะขยายพันธุ์พืชที่มีกิ่งค่อนข้างแข็งแรง ทำได้โดยใช้มีดควั่นเปลือกให้เป็น 2 รอย ห่างกันประมาณครึ่งหนึ่งของเส้นรอบวงของกิ่งนั้น ลอกเปลือกและขูดเปลือกออก พอกดินตรงรอยควั่นและนำกาบมะพร้าวที่ชุ่มน้ำผสมดินมาปิด เอาใบตองหรือถุงพลาสติกหุ้มมัดให้แน่นเพื่อเก็บความชื้น ทิ้งไว้ 20-30 วัน รากจะเริ่มงอกรอจนรากแก่มีสีน้ำตาล จึงตัดกิ่งที่ตอนนำไปปลูกลงแปลงต่อไป

2. การปลูกและบำรุงรักษาพืชสมุนไพร
    หลักการทั่วไปของการปลูกและบำรุงรักษาพืชทั่วไปและพืชสมุนไพรไม่แตกต่างกันแต่ความอุดมสมบูรณ์ของพืชสมุนไพรจะเป็นเครื่องชี้บอกคุณภาพของสมุนไพรได้ พืชสมุนไพรต้องการการปลูก และบำรุงรักษาใกล้เคียงกับลักษณะธรรมชาติของพืชสมุนไพรนั้นมากที่สุด เช่นว่านหางจระเข้ต้องการดินปนทราย และอุดมสมบูรณ์ แดดพอเหมาะ หรือต้นเหงือกปลาหมอชอบขึ้นในที่ดินเป็นเลนและที่ดินกร่อยชุ่มชื้น เป็นต้น  หากผู้ปลูกสมุนไพรเข้าใจสิ่งเหล่านี้จะทำให้สามารถเลือกวิธีปลูกและจัดสภาพแวดล้อมของต้นไม้ได้เหมาะสมพืชสมุนไพรก็จะเจริญเติบโตดี เป็นผลทำให้คุณภาพพืชสมุนไพรที่นำมารักษาโรคมีฤทธิ์ดีขึ้นด้วย
    การปลูกและการบำรุงรักษาพืชสมุนไพร โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในประเทศไม่จริงจังเท่าที่ควร บางประเทศได้ทดลองเพื่อหาคำตอบว่า สภาพแวดล้อมอย่างไรจึงจะทำให้สาระสำคัญในพืชสมุนไพรชนิดนั้นๆ มากที่สุด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือ มากกว่าหนึ่งหน่วยงาน หรือการหาคำตอบว่าวิธีการขยายพันธุ์พืชสมุนไพรแต่ละชนิดจะทำอย่างไรจึงจะเหมาะสมและประหยัดมากที่สุด ในประเทศไทย หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีงานวิจัยด้านนี้อยู่บ้างและกำลังค้นคว้าไปต่อไป
    การปลูกเป็นการนำเอาส่วนของพืช เช่น เมล็ด หน่อ กิ่ง หัว ผ่านการเพาะหรือการชำหรือวิธีการอื่นๆ ใส่ลงในดิน หรือวัสดุอื่น เพื่อให้งอกหรือเจริญ เติบโตต่อไป การปลูกทำได้หลายวิธี คือ
    การปลูกด้วยเมล็ดโดยตรง  วิธีนี้ไม่ต้องเพาะเป็นต้นกล้าก่อน นำเมล็ดมาหว่านลงแปลงได้เลย หลังจากนั้นใช้ดินร่วน หรือทรายหยาบโรยทับบางๆ รดน้ำให้ชื้นตลอดทั้งวัน เมื่อเมล็ดงอก เป็นต้นอ่อนจึงถอนต้นอ่อนแอออก เพื่อให้มีระยะห่างตามสมควร ปกติมักใช้ในการ ปลูกผักหรือพืชล้มลุกและพืชอายสั้น เช่น กะเพรา  โหระพา ส่วนการหยอดลงหลุมโดยตรง มักใช้กับพืชที่มีเมล็ดใหญ่ เช่น ฟักทอง โดยหยอดในแต่ละหลุม มากกว่าจำนวนต้นที่ต้องการ แล้วถอนออกภายหลัง การปลูกด้วยต้นกล้าหรือกิ่งชำ ปลูกโดยการนำเมล็ดหรือกิ่งชำ ปลูกให้แข็งแรงดีในถุงพลาสติก หรือ ในกระถางแล้วย้ายไปปลูกในพื้นที่ที่ต้องการ การย้ายต้นอ่อนจากภาชนะเดิมไปยังพื้นที่ที่ต้องการต้องไม่ทำลายราก ถ้าเป็นถุงพลาสติกก็ใช้มีดกรีดถุงออก ถ้าเป็นกระถางถอดกระถางออกโดยใช้มือดันรูกลมที่ก้นกระถาง ถ้าดินแน่นมาก ให้ใช้เสียมเซาะดินแล้วใช้น้ำหล่อก่อนจะทำให้ถอนง่ายขึ้น หลุมที่เตรียม ปลูกควรกว้างกว่ากระถางหรือถุงพลาสติกเล็กน้อย จึงทำให้ต้นอ่อนเจริญเติบโตได้สะดวกวางต้นไม้ให้ระดับรอยต่อระหว่างลำต้นกับรากอยู่เสมอกับ ระดับขอบหลุมพอดีแล้วกลบด้วยดินร่วนซุยหรือดินร่วนปนทราย กดดินให้แน่นพอประมาณ นำเศษไม้ใบหญ้ามาคลุมไว้ รอบโคนต้น เพื่อรักษาความ ชุ่มชื้นและป้องกันแรงกระแทกเวลารดน้ำ หาไม้หลักซึ่งสูงมากกว่าต้นไม้มาปักไว้ข้างๆ ผูกเชือกยึดกับต้นไม้ คอยพยุงไม้ให้ต้นไม้ล้มหรือโยกคลอนได้ ปกติใช้กับต้นไม้ เช่น คูน แคบ้าน ชุมเห็ดเทศ สะแก ขี้เหล็ก เป็นต้น หรือใช้กับพันธุ์ไม้ที่งอกยากหรือมีราคาแพง จึงจำเป็นต้องเพาะเมล็ดก่อน
    การปลูกด้วยหัว  ปกติจะมีหัวที่เกิดจากรากและลำต้น เรียกชื่อแตกต่างกัน ในที่นี้จะรวมเรียกเป็นหัวหมด โดยไม่แยกรายละเอียดไว้ สำหรับ การปลูกไม้ประเภทหัว ควรปลูกในที่ระบายน้ำได้ดี มิฉะนั้นจะเน่าได้ การปลูกก็โดยการฝังหัวให้ลึกพอประมาณ (ปกติลึกไม่เกิน 3 เท่า ของความกว้างหัว) กดดินให้แน่นพอสมควร คลุมแปลงปลูกด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง เช่น การปลูกหอม กระเทียม
    การปลูกด้วยหน่อหรือเหง้า ปลูกโดยอาศัยหน่อหรือเหง้า อ่านรายละเอียดในการขยายพันธุ์พืชสมุนไพร ข้อ 2.1
    การปลูกด้วยไหล   ปกตินิยมเอาส่วนของไหลมาชำไว้ก่อนจะย้ายปลูกในพื้นที่ที่เตรียมไว้อีกครั้งหนึ่ง เช่น บัวบก แห้วหมู
    การปลูกด้วยจุก หรือตะเกียง  โดยการนำจุกหรือตะเกียง มาชำไว้ในดินที่เตรียมไว้ โดยให้ตะเกียงตั้งขึ้นตามปกติ กลบดินเฉพาะด้านล่าง เช่น สับปะรด
    การปลูกด้วยใบ เหมาะสำหรับพืชที่มีใบหนาใหญ่และแข็งแรง คล้ายกับการปลูกด้วยส่วนของกิ่งและลำต้น คือการตัดใบไปปักหรือวางบนดิน ที่ชุ่มชื้นให้เกิดต้นใหม่ เช่น ว่านลิ้นมังกร
    การปลูกด้วยราก  โดยตัดส่วนของรากใบปักชำให้เกิดต้นใหม่ เช่น ดีปลี เป็นต้น

การบำรุงรักษา
    เป็นการทำให้พันธุ์ไม้ที่ปลูกไว้เจริญงอกงามต่อไป ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องต่อไปนี้
1. การพรางแสง พันธุ์ไม้ที่ต้องการแสงน้อยหรือพันธุ์ไม้ที่ยังอ่อนแออยู่  ควรจะได้มีการพรางแสงหากต้องปลูกพืชดังกล่าวในที่โล่งเกินไป การพรางแสงปกติจะทำ ให้ช่วงระยะเวลาหนึ่งจนพืชนั้นตั้งตัวได้ แต่ถ้าเป็นพืชที่ต้องการแสงน้อยก็ต้องมีการพรางไว้ตลอดเวลา หรือปลูกใต้ต้นไม้ที่ให้ร่มเงาได้จะเหมาะสมกว่า
2. การให้น้ำ ปกติการปลูกควรปลูกช่วงต้นฤดูฝน เพราะจะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการให้น้ำ สำหรับการให้น้ำจะต้องพิจารณาลักษณะของ พืชแต่ละชนิดประกอบด้วยว่าต้องการน้ำมากหรือน้อย จึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะของพันธุ์ไม้ที่ปลูกบ้างตามสมควร แต่โดยหลักการแล้วเมื่อปลูกต้นไม้ ใหม่ๆ ก็ควรจะให้น้ำให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ปกติให้น้ำอย่างน้อยวันละครั้ง แต่หากแห้งเกินไปก็ต้องให้น้ำเพิ่มเติม คือ ต้องคอยสังเกตด้วย ทั้งนี้ ี้เพราะแต่ละท้องที่จะมีสภาพดินและอากาศแตกต่างกัน ส่วนการให้น้ำก็ต้องให้จนกว่าพืชจะตั้งตัวได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับพืชแต่ละชนิด แต่ก็พอสังเกตจากลักษณะ ของพืชนั้นได้ หากแสดงลักษณะเหี่ยวเฉาก็แสดงว่ายังตั้งตัวไม่ได้
3. การระบายน้ำ
    จะต้องหาวิธีการที่จะต้องระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้ได้ ถ้าฝนตกน้ำท่วมโคนพืชที่ปลูกไว้ เพราะจะเป็นอันตรายต่อระบบของรากพืชได้ ทั้งนี้อาจ ทำโดยการยกร่องปลูกหรือพูนดินให้สูงขึ้นก่อนปลูก ก็จะช่วยแก้ปัญหาน้ำขังได้ ถ้ามีปัญหา
4. การพรวนดิน
    จะช่วยทำให้ดินร่วนซุยเก็บความชื้นดี การระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศเป็นไปได้ดี อีกทั้งเป็นการกำจัดวัชพืชไปด้วย จึงควรมีการพรวนดิน ให้พืชที่ปลูกบ้างเป็นครั้งคราว แต่พยายามอย่าให้กระทบกระเทือนรากมากนัก และควรพรวนในขณะที่ดินแห้งพอสมควร
5. การให้ปุ๋ย
    ปกติจะให้ก่อนปลูกอยู่แล้วโดยใส่ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ (สูตรเสมอ เช่น 15-15-15) รองก้นหลุม แต่เนื่องจากมีการสูญเสียไปและพืช นำไปใช้ด้วย จึงจำเป็นต้องใส่เพิ่มเติมโดยอาจจะใส่ก่อนฤดูฝน 1 ครั้ง และใส่หลังฤดูฝน 1 ครั้ง ซึ่งอาจใส่แบบเป็นแถวระหว่างพืชหรือหว่านทั่วแปลง หรือใส่ รอบๆ โคนต้นบริเวณของทรงพุ่ม หรือใช้ปุ๋ยเกล็ดผสมน้ำฉีดให้ทางใบ การบำรุงรักษาพืชสมุนไพรควรหลีกเลี่ยงสารเคมี ไม่ว่าด้านการให้ปุ๋ยหรือการกำจัด วัชพืช ศัตรูพืช เนื่องจากสารเคมีอาจมีผลทำให้ปริมาณสำคัญในสมุนไพรเปลี่ยนแปลง หรืออาจมีพิษตกค้างเป็นอันตรายต่อการใช้สมุนไพร ควรจะเลือก วิธีการดูแลรักษาให้เป็นไปตามธรรมชาติให้มากที่สุด
 
กลุ่มโรคและอาการเจ็บป่วย                             รายการสมุนไพร
1. ระบบทางเดินอาหาร    
              1.1. โรคกระเพาะอาหาร                         ขมิ้นชัน   กล้วยน้ำว้า
              1.2. อาการท้องอืด  ท้องเฟ้อ  แน่นจุกเสียด      ขมิ้น   ขิง  กานพูล  กระเทียม กะเพรา ตะไคร้ พริกไทย
                                                                              ดีปลี  ข่า  กระชาย  แห้วหมู  กระวาน เร่ว  มะนาว  กระทือ
              1.3. อาการท้องผูก                                      ชุมเห็ดเทศ  มะขาม  มะขามแขก  แมงลัก  ขี้เหล็ก   คูน
              1.4. อาการท้องเสีย                                        ฝรั่ง  ฟ้าทะลายโจร  กล้วยน้ำว้า  ทับทิม  มังคุด   สีเสียดเหนือ
              1.5. อาการคลื่นไส้ อาเจียน                           ขิง   ยอ
              1.6. โรคพยาธิลำไส้                                 มะเกลือ  เล็บมือนาง  มะหาด  ฟักทอง
              1.7. อาการปวดฟัน                               แก้ว  ข่อย  ผักคราดหัวแหวน
              1.8. อาการเบื่ออาหาร                          บอระเพ็ด  ขี้เหล็ก  มะระ  สะเดาบ้าน
 
2. ระบบทางเดินหายใจ
      2.1. อาการไอ และระคายคอจากเสมหะ           ขิง  ดีปลี  เพกา  มะขามป้อม  มะขาม  มะนาว  มะแว้งเครือ  มะแว้งต้น
 
 3. ระบบทางปัสสาวะ
      3.1. อาการขัดเบา                               กระเจี๊ยบแดง  ขลู่  ตะไคร้  สับปะรด  หญ้าคา  อ้อยแดง 
 
 4. โรคผิวหนัง
      4.1. อาการกลากเกลื้อน                        กระเทียม   ข่า    ชุมเห็ดเทศ  ทองพันชั่ง   พลู
      4.2. ชันนะตุ                                      มะคำดีควาย
              4.3. แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก                บัวบก  น้ำมันมะพร้าว  ว่านหางจระเข้  น้ำแข็ง
              4.4. ฝี แผลพุพอง                                ขมิ้น  ชุมเห็ดเทศ  เทียนบ้าน  ว่านหางจระเข้ ว่านมหากาฬ  ฟ้าทะลายโจร
              4.5. อาการแพ้ อักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อย   ขมิ้นชัน ตำลึง  ผักบุ้งทะเล  พญายอ  เสลดพังพอน
              4.6. อาการลมพิษ                                พลู
              4.7. อาการงูสวัด  เริม                          พยายอ
 
 5. กลุ่มโรคและอาการเจ็บป่วยอื่นๆ
      5.1. อาการเคล็ด ขัด ยอก                         ไพล
       5.2. อาการนอนไม่หลับ                        ขี้เหล็ก
              5.3. อาการไข้                                     ฟ้าทะลายโจร  บอระเพ็ด
              5.4. โรคหิดเหา                                   น้อยเหน่า
 

ระบบทางเดินอาหาร
     โรคกระเพาะอาหาร
            ขมิ้นชัน กล้วยน้ำว้า
      อาการท้องอืด
            กระชาย กระทือ กระเทียม กระวาน กะเพรา กานพลู ข่า ขิง ดีปลี ตะไคร้ มะนาว เร่ว แห้วหมู ขมิ้นชัน พริกไทย
     อาการท้องผูก
            ต้นขี้เหล็ก คูณ ชุมเห็ดเทศ ชุมเห็ดไทย มะขาม มะขามแขก แมงลัก
     อาการท้องเสีย
            กล้วยน้ำว้า ทับทิม ฝรั่ง ฟ้าทะลายโจร มังคุด สีเสียดเหนือ ขมิ้น
     อาการคลื่นไส้ อาเจียน
            กะเพรา ขิง ยอ
     โรคพยาธิลำไส้
             ฟักทอง มะเกลือ มะขาม มะหาด เล็บมือนาง สะแก
     อาการปวดฟัน
            แก้ว ข่อย ผักคราดหัวแหวน
     อาการเบื่ออาหาร
            บอระเพ็ด ขี้เหล็ก มะระ สะเดาบ้าน

ระบบทางเดินหายใจ
         อาการไอและระคายคอจากเสมหะ
            ขิง ดีปลี เพกา มะขาม มะนาว มะแว้งเครือ มะแว้งต้น

ทางเดินปัสสาวะ
        อาการขัดเบา
            กระเจี๊ยบแดง ขลู่ ชุมเห็ดไทย ตะไคร้ สับประรด หญ้าคา หญ้าหนวดแมว อ้อยแดง
 
โรคผิวหนัง
      กลากเกลื้อน
            กระเทียม ชุมเห็ดเทศ ทองพันชั่ง ข่า
     ชันนะตุ
            มะคำดีควาย
     แผลไฟไหม้
            บัวบก น้ำมันมะพร้าว ว่านหางจระเข้
      ฝี แผลพุพอง
            ขมิ้นชัน ชุมเห็ดเทศ เทียนบ้าน ว่านหางจระเข้
     อาการแพ้
            ขมิ้นชัน ตำลึง ผักบุ้งทะเล เสลดพังพอนตัวเมีย พลู เสลดพังพอนตัว
     อาการลมพิษ
            พลู
     อาการงูสวัด
            พญายอ

อาการเจ็บป่วยอื่นๆ
     อาการเคล็ดขัดยอก
            ไพล
     อาการนอนไม่หลับ
            ขี้เหล็ก
     อาการไข้
            บอระเพ็ด ปลาไหลเผือก ฟ้าทะลายโจร ย่านาง
     โรคหิดเหา
            น้อยหน่า


การเก็บยา
เพื่อให้ได้ตัวยาที่มีสรรพคุณดีโบราณาจารย์ท่านจึงได้กำหนดให้มีวิธีเก็บยา ซึ่งแบ่งออกได้ 4 แบบ ดังต่อไปนี้

1. การเก็บยาตามฤดู
1.1. คิมหันตฤดู (ฤดูร้อน)  เก็บเอาราก แก่น ตัว (สำหรับสัตว์วัตถุ)
1.2. วสันตฤดู (ฤดูฝน)      เก็บเอาใบ ดอก ลูก หรือ ฝัก
1.3. เหมันตฤดู (ฤดูหนาว) เก็บเอาเปลือก ต้น กระพี้ เนื้อไม้
 
2. การเก็บยาตามทิศทั้ง 4
2.1. วันอาทิตย์, วันอังคาร เก็บเอาทางทิศตะวันออก
2.2. วันพุธ,       วันศุกร์    เก็บเอาทางทิศใต้
2.3. วันจันทร์,    วันเสาร์   เก็บเอาทางทิศตะวันตก
2.4. วันพฤหัสบดี             เก็บเอาทางทิศเหนือทิศที่จะไปนี้ ให้ถือเอาที่พักของหมอเป็นศูนย์กลาง

3. การเก็บยาตามวันและเวลา
วัน     เวลาเช้า                    เวลาสาย                    เวลาเที่ยง     เวลาเย็น
อาทิตย์     เก็บเอาต้น     เก็บเอาใบ     เก็บเอาราก     เก็บเอาเปลือก
จันทร์     เก็บเอาราก     เก็บเอาแก่น     เก็บเอาใบ     เก็บเอาเปลือก
อังคาร     เก็บเอาใบ     เก็บเอาเปลือก     เก็บเอาต้น     เก็บเอาราก
พุธ     เก็บเอาราก     เก็บเอาเปลือก     เก็บเอาต้น     เก็บเอาแก่น
พฤหัสบดี     เก็บเอาแก่น     เก็บเอาใบ     เก็บเอาราก     เก็บเอาเปลือก
ศุกร์     เก็บเอาใบ     เก็บเอาราก     เก็บเอาเปลือก     เก็บเอาต้น
เสาร์     เก็บเอาราก     เก็บเอาต้น     เก็บเอาเปลือก     เก็บเอาใบ

4. การเก็บยาตามกาล (ยาม)
กลางวัน                                ส่วนของต้นพืช
ยาม 1 (06.01-09.00 น.)         เก็บเอาใบ ดอก ลูก หรือ ฝัก
ยาม 2 (09.01-12.00 น.)         เก็บเอากิ่ง ก้าน
ยาม 3 (12.01-15.00 น.)         เก็บเอาต้น เปลือก แก่น
ยาม 4 (15.01-18.00 น.)         เก็บเอาราก

กลางคืน                               ส่วนของต้นพืช
ยาม 1 (18.01-21.00 น.)         เก็บเอาราก
ยาม 2 (21.01-24.00 น.)         เก็บเอาต้น เปลือก แก่น
ยาม 3 (24.01-03.00 น.)         เก็บเอากิ่ง ก้าน
ยาม 4 (04.01-06.00 น.)         เก็บเอาใบ ดอก ลูก หรือ ฝัก

(ข้อสังเกตุ..เวลากลางวันเก็บจากส่วนบนคือใบลงมาถึงราก ส่วนกลางคืนจะเริ่มจากเก็บรากขึ้นไปหาใบ)

การปรุงยาตามแบบแผนไทย
มี 28 วิธี ดังต่อไปนี้

1. ยาสับเป็นชิ้นเป็นท่อนใส่ลงในหม้อเติมน้ำต้ม แล้วรินแต่น้ำกิน
2. ยาดองแช่ด้วยน้ำท่าหรือน้ำสุรา แล้วรินแต่น้ำกิน
3. ยากัดด้วยเหล้าหรือแอลกอฮอล์ หยดลงน้ำกิน
4. ยาเผาให้เป็นด่าง เอาด่างนั้นแช่น้ำไว้ แล้วรินแต่น้ำกิน
5. ยากลั่นเอาน้ำเหงื่อ เช่น กลั่นสุรา เอาน้ำเหงื่อกิน
6. ยาหุงด้วยน้ำมัน เอาน้ำมันใส่กล้องเป่าบาดแผลและฐานฝี
7. ยาประสมแล้ว ต้มเอาน้ำบ้วนปาก
8. ยาประสมแล้ว ต้มแล้วเอาน้ำอาบ
9. ยาประสมแล้ว ต้มเอาน้ำแช่
10. ยาประสมแล้ว ต้มเอาน้ำชะ
11. ยาประสมแล้ว ต้มเอาน้ำสวน
12. ยาตำเป็นผงแล้ว บดให้ละเอียด ละลายน้ำกระสายต่าง ๆ กิน
13. ยาเผาหรือเผาให้ไหม้ ตำเป็นผงบดให้ละเอียด ละลายน้ำกระสายต่าง ๆ กิน
14. ยาประสมแล้ว ตำเป็นผงกวนให้ละเอียด ใส่กล้องเป่าทางจมูกและคอ
15. ยาประสมแล้ว มวนบุหรี่สูบเอาควัน เช่น บุหรี่
16. ยาประสมแล้ว ใช้เป็นยาทา
17. ยาประสมแล้ว ใช้เป็นลูกประคบ
18. ยาประสมแล้ว ทำเป็นยาพอก
19. ยาประสมแล้ว บดละเอียดเป็นผงแล้ว ปั้นเป็นเม็ดหรือลูกกลอนกลืนกิน
20. ยาประสมแล้ว บดเป็นผงปั้นเป็นแท่งหรือเป็นแผ่น แล้วใช้เหน็บ
21. ยาประสมแล้ว บดเป็นผง ตอกอัดเม็ด
22. ยาประสมแล้ว บดเป็นผง ปั้นเม็ดแล้วเคลือบ
23. ยาประสมแล้ว ทำเป็นเม็ดแคปซูล
24. ยาประสมแล้ว ห่อผ้าบรรจุลงในกลักเอาไว้ใช้ดม
25. ยาประสมแล้ว ใส่กล้องติดไฟใช้ควันเป่าบาดแผลและฐานฝี
26. ยาประสมแล้ว เผาไฟหรือโรยบนถ่านไฟ ใช้ควันรม
27. ยาประสมแล้ว ต้มเอาไอรมหรืออบ
28. ยาประสมแล้ว กวนเป็นยาขี้ผึ้งปิดแผล ซึ่งเรียกว่ายากวน

วิธีการปรุงยาตามแบบแผนโบราณนี้แต่เดิม มี 23-24 วิธี ต่อมากระทรวงฯ ได้ประกาศเพิ่มวิธีการปรุงยาอีกสองครั้ง
รวมวิธีการาปรุงยาในปัจจุบัน เป็น 28 วิธี วิธีการปรุงยานี้หมายความรวมถึงการบริหารยาเข้าด้วยกัน
ซึ่งแพทย์แผนไทยมีสิทธิที่จะปรุงและใช้ยาตามกรรมวิธีแผนโบราณเท่าที่กำหนดไว้ 28 วิธีเท่านั้น

1. ยาสับเป็นชิ้นเป็นท่อนใส่ลงในหม้อเติมน้ำต้ม แล้วรินแต่น้ำกิน
     เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุด สามารถใช้ได้ทั้งตัวยาสดหรือแห้ง ในตัวยาที่สารสำคัญสามารถละลายได้ดีในน้ำ โดยการนำตัวยามาทำความสะอาด สับให้เป็นท่อนขนาดพอเหมาะ และให้ง่ายต่อการทำละลายของน้ำกับตัวยา นำใส่ลงในหม้อ (ควรใช้หม้อดินใหม่หรือภาชนะเคลือบผิวที่ไม่ให้สารพิษเมื่อถูกความร้อน การใช้หม้อโลหะหรืออลูมิเนียม อาจทำให้ฤทธิ์ของยาเปลี่ยนไปได้ หรือมีโลหะปนออกมากับน้ำยา) เติมน้ำให้ท่วมยา (โดยใช้มือกดลงบนยาเบา ๆ ให้น้ำอยู่เหนือตัวยาเล็กน้อย) นำไปตั้งไฟต้มให้เดือด ตามที่กำหนดในตำรับยา หรือถ้าไม่มีกำหนดไว้ ให้กำหนดดังนี้
ถ้าเป็นตัวยาที่มีน้ำมันหอมระเหย เช่น ขิง, กระวาน, กานพลู, ไพร, ใบกะเพรา ฯลฯ ให้ต้มน้ำให้เดือดเสียก่อนจึงนำตัวยาใส่ลงไป ปิดฝา ทิ้งไว้ให้เดือดนานประมาณ 2-5 นาที จึงรินเอาน้ำยามารับประทาน ครั้งละครึ่งถึง 1 ถ้วยกาแฟ ก่อนอาหาร เช้า-กลางวัน-เย็น หรือเมื่อมีอาการ
ถ้าเป็นตัวยาที่ให้ต้มรับประทานทั่วไป ให้นำตัวยาใส่ในหม้อเติมน้ำท่วมยา แล้วจึงนำไปตั้งบนเตา ต้มให้เดือดนานประมาณ 15 นาที จึงรินเอาน้ำยามารับประทาน
ถ้าเป็นการต้มเคี่ยว เช่น เคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3 หรือ ครึ่งหนึ่ง ให้เอาตัวยาใส่หม้อ เติมน้ำท่วมยา ตั้งไฟต้มเคี่ยวไปจนกว่าจะเหลือปริมาณน้ำประมาณ 1 ส่วน หรือ ครึ่งหนึ่งตามกำหนด (เช่น ใส่น้ำก่อนต้ม 3 ขัน ให้ต้มเคี่ยวจนเหลือน้ำประมาณ 1 ขัน หรือ 1.5 ขัน เป็นต้น)
ยาต้มที่ปรุงจาก ใบไม้ นิยมต้มรับประทานเพียงวันเดียว แล้วทิ้งไป
ยาต้มที่ปรุงจาก แก่นไม้ เครื่องเทศ โกฐ เทียน ถ้าต้มอุ่น เช้า-เย็น ใช้ได้ 7-10 วัน
ยาต้มที่ปรุงจาก แก่นไม้ เครื่องเทศ โกฐเทียน หัวของพืชแห้ง ถ้าต้มอุ่น เช้า-เย็น ทุกวัน ใช้ได้ 7-15 วัน

2. ยาดองแช่ด้วยน้ำท่าหรือน้ำสุรา แล้วรินแต่น้ำกิน
การดองด้วยสุรา ใช้ได้ผลดีกับตัวยาที่สารสำคัญละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ น้ำยาที่ได้จะออกฤทธิ์เร็วและแรงกว่าการใช้วิธีต้ม นิยมใช้กับตัวยาแห้ง โดยนำตัวยามาบดหยาบ หรือ สับเป็นท่อนเล็ก ๆ ใส่ลงในขวดโหลหรือไห เทเหล้าขาว นิยมใช้เหล้า ข้าวเหนียว หรือเหล้าโรง 40 ดีกรี แต่อาจใช้เหล้า 28 ดีกรีแทนได้ ใส่ให้เหล้าท่วมยาขึ้นมาพอประมาณ ถ้าเป็นตัวยาแห้งตัวยาจะพองตัว ทำให้เหล้าแห้งหรือพร่องไป ควรเติมให้ท่วมยาอยู่เสมอ นิยมใช้ไม้ไผ่ซี่เล็ก ๆ ขัดกันไม่ให้ตัวยาลอยขึ้นมา ควรคนกลับยาทุกวัน ปิดฝาทิ้งไว้ นานประมาณ 30 วัน จึงรินเอาน้ำยามาใช้ หรือรับประทาน
การดองร้อน ในกรณีที่สารสำคัญไม่สลายตัวเมื่อถูกความร้อน อาจย่นเวลาการดองได้โดยใช้วิธี ดองร้อน คือ นำตัวยาห่อผ้าขาวบางสะอาดใส่ขวดโหล เทเหล้าลงไปให้ท่วมยา เอาขวดโหลที่ใส่ยาและเหล้าแล้ววางลงในหม้อใบโดพอเหมาะ เติมน้ำธรรมดาลงในหม้อชั้นนอก ทำเหมือนการตุ๋น แล้วนำขวดโหลยาออกมา ปิดฝาทิ้งไว้ ประมาณ 7-14 วัน จึงนำยามาใช้
การดองด้วยน้ำ ก็เช่นเดียวกับการดองด้วยสุรา แต่ใช้น้ำสะอาดที่ดื่มได้แทน จะมีกรรมวิธีแตกต่างกันไปตามแต่ละตำรับที่กำหนดมา ไม่นิยมใช้กับยาทั่ว ๆ ไป เพราะเสี่ยงต่อการบูดเน่าเสีย บางตำรับอาจให้นำไหยาดองไปผึงแดดไว้ บางตำรับให้นำไปฝังข้าวเปลือก บางตำรับให้ใช้น้ำฝนกลางหาว บางตำรับให้ใช้ครึ่งหนึ่งผสมกับเหล้าครึ่งหนึ่ง เป็นต้น

3. ยากัดด้วยเหล้าหรือแอลกอฮอล์ หยดลงน้ำกิน
เป็นการสกัดตัวยาด้วยเหล้าหรือแอลกอฮอล์ เช่นเดียวกับการดอง ใช้กับตัวยาที่มีฤทธิ์แรง เมื่อสกัดหรือดองแล้วกรองเอาน้ำยาที่ได้ นำมาหยดลงในน้ำให้เจือจางก่อนนำมารับประทาน เช่น เหล้ากัญชา, เหล้าสะระแหน่ เป็นต้น

4. ยาเผาให้เป็นต่าง เอาด่างนั้นแช่น้ำไว้ แล้วรินแต่น้ำกิน
เป็นการนำเอายามาเผาให้เป็นเถ้า (โบราณเรียกว่าด่าง) แล้วนำเอาเถ้าของยานั้นมาแช่น้ำสะอาด กรองเอาน้ำใสๆ ข้างบนมาใช้ทำยา นิยมใช้ในยาบางชนิด ส่วนใหญ่จะเป็นยาที่ใช้กัดเถาดานในท้อง ขับปัสสาวะ เช่น ด่างหญ้าพันงู ด่างสลัดได เป็นต้น

5. ยากลั่นเอาน้ำเหงื่อ เช่น กลั่นสุรา เอาน้ำเหงื่อกิน
เป็นการนำเอายาสมุนไพรมากลั่น เพื่อนำเอาผลิตผลที่ได้มาใช้ทำยา เช่น น้ำมันหอมระเหยจากไพร, ตะไคร้หอม, กฤษณา, น้ำมันสะระแหน่ เป็นต้น เหล้าหรือแอลกอฮอล์จากข้าวหมักหรือยาหมัก ในสมัยโบราณมีเหล้ายาที่ได้จากการผสมตัวยาสมุนไพรลงไปในแป้งเหล้า หรือ ในขั้นตอนการผ่าเหล้า แล้วนำเอามากลั่น ได้เหล้ายาที่ไม่ต้องผสมหรือดองสมุนไพรเพิ่มเติมอีก

6. ยาหุงด้วยน้ำมัน เอาน้ำมันใส่กล้องเป่าบาดแผลและฐานฝี
เป็นการนำยาสมุนไพรมาหุงด้วยน้ำมัน เช่น น้ำมันเหลือง, น้ำมันไพรที่ทำโดยวิธีหุงด้วยน้ำมัน เป็นต้น
โดยนำยาสมุนไพรใส่ลงไปในภาชนะ เติมน้ำมันลงไปให้ท่วมยา ยกขึ้นตั้งไฟ หุงด้วยไฟอ่อน ๆ จนตัวยาสมุนไพรกรอบดีแล้ว จึงกรองเอาแต่น้ำมันมาใช้ทำยา สมุนไพรที่ใช้ นิยมใช้สมุนไพรสด

7. ยาประสมแล้ว ต้มเอาน้ำบ้วนปาก
เป็นยาที่นำมาต้ม แล้วกรองเอาน้ำมาทำเป็นยาสำหรับบ้วนปาก เช่น ยากแก้ปากเปื่อย แก้เหงือกบวม แก้เจ็บคอ เป็นต้น

8. ยาประสมแล้ว ต้มแล้วเอาน้ำอาบ
เป็นยาที่นำมาต้มเพื่อนำเอาน้ำยามาอาบ เช่น ยาอาบแก้เม็ดผื่นคัน แก้เหือด-หัด สุกใส ดำแดง เป็นต้น นิยมใช้ในกรณีที่มีบริเวณเกิดโรคกว้างขวางมาก จนไม่สามารถใช้วิธีทาได้

9. ยาประสมแล้ว ต้มเอาน้ำแช่
เป็นยาที่นำมาต้มแล้วกรองเอาน้ำยามาแช่ อาจจะเป็นการแช่ทั้งตัว หรือแช่เฉพาะส่วนที่เกิดโรคก็ได้ นิยมใช้ในกรณีที่ต้องการให้ตัวยาซึมลงสู่ชั้นใต้ผิวหนังลึกลงไปมากกว่าการอาบหรือทาและเป็นการรักษาทั้งส่วนบริเวณที่แช่น้ำยา เช่น การแช่น้ำยาสมุนไพรเพื่อรักษาผิว รักษารอยเหี่ยวย่น รักษาโรคที่เกิดจากการได้รับพิษเรื้อรังและเกิดโรคในบางส่วน เช่น โรคผิวหนังจากสารพิษแช่ด้วยน้ำต้มเถารางจืด เป็นต้น

10. ยาประสมแล้ว ต้อเอาน้ำชะ
เป็นยาที่ต้มแล้วกรองเอาน้ำมาใช้ชะล้างบาดแผลต่าง ๆ เช่น น้ำต้มเปลือกต้นมะขามเทศ น้ำต้มเปลือกลูกมังคุด เป็นต้น

11. ยาประสมแล้ว ต้มเอาน้ำสวน
เป็นยาที่นำมาต้มแล้ว กรองเอาน้ำมาใช้สวนทางทวารหนัก เพื่อช่วยการขับถ่าย หรือการให้ยาที่ใช้กับคนไข้ที่ไม่สามารถกินยาได้ หรือเป็นยาที่ต้องการให้ดูดซึมเข้าทางทวารหนัก เป็นต้น ยาบางชนิดถ้าให้ทางปากอาจเกิดพิษแก่ร่างกายได้ จึงต้องนำมาให้โดยสวนทางทวารหนัก เช่น น้ำคั้นสะอาดจากเมล็ดสุกของมะระขี้นกบด ใช้ฆ่าเชื้อสาเหตุของโรคในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถกินอาหารทางปากได้ จะให้น้ำผึ้งผสมน้ำหรือยาทางทวารหนัก เนื่องจากแพทย์แผนไทยไม่สามารถให้น้ำเกลือได้ เครื่องมือสวนก็อาจใช้ลูกยางหรือหม้อสวนที่ใช้อยู่โดยทั่วไป สมัยปู่ชีวกโกมารภัจจ์มีกระบอกสวนทำด้วยโลหะ

12. ยาตำเป็นผงแล้ว บดให้ละเอียด ละลายน้ำกระสายต่าง ๆ กิน
เป็นการนำยามาบดให้เป็นผงละเอียด ด้วยเครื่องบดยา แล้วนำมาร่อนด้วยแร่ง เพื่อให้ได้ผงยาที่มีขนาดละเอียดต่าง ๆ ตามขนาดของแร่ง แร่งที่นิยมใช้ คือ แร่งเบอร์ 80 และ เบอร์ 100 ส่วนที่เป็นผงละเอียดมาก ๆ จะใช้แร่งเบอร์ 120 แล้วจึงนำผงยานั้นมาละลายน้ำกระสายยาต่าง ๆ กิน เช่น ยาหอมต่าง ๆ ยาอัมฤควาที ยาจันทลีลา ยาประสะกะเพราะ เป็นต้น
ยาสมุนไพรที่มีขนาดใหญ่ ต้องนำมาสับหรือย่อยให้เล็กลงจนสามารถนำเข้าเครื่องบดได้ เครืองบดที่ใช้กันมาแต่โบราณใช้แท่นหิน บดด้วยแท่งหินกลม ๆ ต่อมาทำเป็นรางโลหะ ร่องรูปตัววี มีลูกกลิ้งกลมขอบแบนคม กลิ้งบดไปมาบนร่องราง ในปัจจุบันพัฒนามาเป็นรางทรงกลม เป็นอ่างบดยาลูกกลิ้งกลมหมุนรอบตัวเองโดยเครื่องกล มีลูกกลิ้งคู่ ตั้งแต่ 2 ลูกขึ้นไปตามขนาดความจุของเครื่องบดยา และยังมีเครื่องบดยาตามแบบแผนปัจจุบัน ที่ใช้ระบบฟันตัดมีตะแกรงร่อนยาในตัว

13. ยาเผาหรือเผาให้ไหม้ ตำเป็นผงบดให้ละเอียด ละลายน้ำกระสายต่าง ๆ กิน
เป็นยาที่จะต้องนำมาเผาไหม้ ก่อนที่จะนำมากิน การเผายาให้ไหม้ จะต้องนำยามาใส่ลงในหม้อดินใหม่ ปิดฝาให้สนิทแล้วนำหม้อยานั้นมสุมด้วยไฟแกลบหรือถ่านแล้วจึงนำเอามาบดเป็นผงให้ละเอียด นำมาละลายน้ำกระสายยาต่าง ๆ กิน เช่น ยามหานิลแท่งทอง, เมล็ดมะกอก, ลุกมะคำดีควาย เป็นต้น

14. ยาประสมแล้ว ตำเป็นผงกวนให้ละเอียด ใส่กล้องเป่าทางจมูกและคอ
เป็นยาที่นำมาทำให้เป็นผงละเอียด แล้วนำมาใส่กล้องเป่าเข้าจมูก หรือคอ เช่น ยานัด, ยาแก้ต่อมทอลซิลอักเสบ, คออักเสบ เป็นต้น ยากลุ่มนี้จะต้องทำเป็นผงที่ละเอียดมากกว่ายาผงชนิดอื่น ควรใช้แร่งเบอร์ 120

15. ยาประสมแล้ว มวนบุหรี่สูบเอาควันเช่นบุหรี่
เป็นยาที่นำมาทำเป็นมวน ใช้จุดไฟสูบเช่นบุหรี่ เช่น ยาแก้ริดสีดวงจมูก เป็นต้น

16. ยาประสมแล้ว ใช้เป็นยาทา
เป็นยาใช้สำหรับทา อาจจะทำมาจากยาที่นำมาต้มเคี่ยวเอาน้ำ หรือยาที่หุงหรือเคี่ยวด้วยน้ำมัน ก็ได้ เช่น ยาทาสมานแผล, ยาทาฆ่าหิดเหา, ยาทาแก้โรคผิวหนังผื่นคันต่าง ๆ เป็นต้น

17. ยาประสมแล้ว ใช้เป็นลูกประคบ
อาจจะใช้เครื่องยาสดหรือแห้งก็ได้ นำมาผสมกันแล้วบดหยาบ ห่อด้วยผ้าขาวบางเป็นลูกประคบ เวลาใช้ต้องนำไปตั้งปากหม้อปากแคบ น้ำต้มให้เดือดจนลูกประคบระอุดีแล้ว จึงนำมาประคบตามร่างกายส่วนที่เกิดโรค เช่น ยาประคบแก้ปวดบวม แก้เส้นตึงเส้นขอด เป็นต้น ตรวจสอบความร้อนของลูกประคบโดยนำมาแตะที่หลังมือของผู้ประคบได้ไม่ร้อนมากจึงจะใช้ได้

18. ยาประสมแล้ว ทำเป็นยาพอก
เป็นยาสมุนไพรที่นำมาตำหรือบดพอแหลก แล้วนำมาพอกบริเวณที่เกิดโรค เช่น ยาพอกแก้ฟกบวม, ใบเถาคันตำผสมกับข้าวสุกและเกลือ พอกดูดหัวฝี, เมล็ดต้อยติ่งแช่น้ำ ปิดดูดหัวฝี เป็นต้น

19. ยาประสมแล้ว บดละเอียดเป็นผงแล้ว ปั้นเป็นเม็ดหรือลูกกลอนกลืนกิน
ยาปั้นเม็ดส่วนมากนิยมทำเป็นเม็ดกลมที่เรียกว่ายาลูกกลอน เป็นรูปแบบที่นิยมมาแต่โบราณอีกวิธีหนึ่ง การปั้นเม็ดกลม สามารถทำได้ด้วยมือ เครื่องมือที่ใช้มือ เครื่องปั้นกึ่งอัตโนมัติ หรือ เครื่องปั้นเม็ดอัตโนมัติ

20. ยาประสมแล้ว บดเป็นผงปั้นเป็นแท่งหรือเป็นแผ่น แล้วใช้เหน็บ
เป็นยาที่บดเป็นผงละเอียดแล้วร่อนด้วยแร่งเบอร์ 100 นำมาผสมกับน้ำกระสายยา ปั้นเป็นแท่งหรือแผ่นยาว ประมาณ 1-2 ซ.ม. นำไปอบแห้งสนิท ใช้สำหรับเหน็บช่องคลอดหรือทวารหนัก เช่น ยาแก้ตกขาว, ยาสมานช่องคลอด เป็นต้น

21. ยาประสมแล้ว บดเป็นผง ตอกอัดเม็ด
เป็นยาเม็ดแบน มี 2 ชนิด คือ อัดเม็ดด้วยมือ และ อัดเม็ดด้วยเครื่องตอกเม็ด การอัดเม็ดยาด้วยมือมีวิธีเตรียมยาเช่นเดียวกับการทำยาลูกกลอน แต่นำมาอัดเม็ดด้วยเครื่องอัดเม็ดทองเหลืองด้วยมือ ส่วนการตอกอัดเม็ดยาด้วยเครื่องดอกเม็ดนั้น มีกรรมวิธีที่แตกต่างออกไปจากวิธีการแบบโบราณ จะต้องนำผงยาที่บดและร่อนละเอียดดีแล้วทำมาแกรนูลด้วยเครื่องทำแกรนูลแล้ว จึงนำไปเข้าเครื่องตอกอัดเม็ด ซึ่งมีขั้นตอนและเชื้อประสานเนื้อยาตามกรรมวิธีการผลิตยาที่ใช้ในโรงงานผลิตยาแผนปัจจุบัน

22. ยาประสมแล้ว บดเป็นผง ปั้นเม็ดแล้วเคลือบ
เป็นยาที่บดเป็นผงและทำเป็นเม็ดแล้วนำมาเคลือบผิวด้วยน้ำตาล เพื่อให้ดูสวยงามน่ารับประทาน หรือทำให้รับประทานง่าย หรือ เพื่อให้ยืดระยะเวลาแตกตัวของเม็ดยาให้นานออกไป การเคลือบเม็ดยามีกรรมวิธีตามมาตรฐานการผลิตยาที่ใช้ในโรงงานผลิตยาแผนปัจจุบัน

23. ยาประสมแล้วทำเป็นเม็ดแคปซูล
เป็นยาที่ผสมและบดเป็นผงแล้วร่อนด้วยแร่งเบอร์ 100 นำมาบรรจุลงในปลอกแคปซูล โดยเครื่องใช้มือ หรือเครื่องบรรจุแคปซูลกึ่งอัตโนมัติหรือเครื่องบรรจุแคปซูลแบบอัตโนมัติก็ได้ ตามแต่กำลังการผลิตที่ต้องการ ขนาดของแคปซูลมีหลายขนาด เช่น ขนาดบรรจุผงยา 500 มิลลิกรัม, 250 มิลลิกรัม, 150 มิลลิกรัม เป็นต้น ปลอกแคปซูลมีหลายชนิดและหลายสีสุดแท้แต่ความพึงพอใจของผู้ผลิต ปลอกแคปซูลผลิตมาจากวัสดุต่าง ๆ กัน เช่น จากพืช และสัตว์ เป็นต้น
ยาสมุนไพรหลายชนิดสามารถนำมาบรรจุลงในปลอกแคปซูลได้ดี เช่น ยาเบญจโลกวิเชียร, ขมิ้นชัน, ฟ้าทะลายโจร, ยาผงขับลมบำรุงธาตุ เป็นต้น ไม่ควรใช้ยาที่ดูดความชื้นได้ดี หรือยาที่มีลักษณะเปียกแฉะ
คำว่า ยาแผนโบราณ ที่เคยกำหนดให้พิมพ์ไว้บนแคปซูลนั้น ปัจจุบันอนุญาตให้ไม่ต้องพิมพ์ก็ได้

24. ยาประสมแล้ว ห่อผ้าบรรจุลงในกลักเอาไว้ใช้ดม
เป็นยาดมสมุนไพรชนิดต่าง ๆ เมื่อปรุงเสร็จแล้วบรรจุลงในกลักไว้สูดดม เช่น ยาดมส้มมือเป็นต้น

25. ยาประสมแล้ว ใส่กล้องติดไฟใช้ควันเป่าบาดแผลและฐานฝี
เป็นยาสมุนไพรที่ผสมและบดเป็นผงแล้ว นำมาใส่ลงในกล้อง จุดไฟให้ติดเช่นเดียวกับการสูบบุหรี่ด้วยกล้องในสมัยก่อน แล้วเอาควันเป่าแผลหรือฝี

26. ยาประสมแล้ว เผาไฟหรือโรยบนถ่านไฟ ใช้ควันรม
เป็นยาสมุนไพรที่ผสมและบดแล้ว นำมาโรยลงไปบนถ่านไฟ รมบริเวณที่เกิดโรค เช่น ยารมหัวริดสีดวง, ยารมดากหรือ แผลเนื้อร้ายบริเวณปากช่องคลอด เป็นต้น
โดยทำม้านั่งเจาะรูกลม ๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว ตั้งให้สูงเหนือเตาไฟประมาณ 4-5 นิ้ว นำถ่านไฟที่คุโชนมาใส่ลงในเตาไฟ เอาเถ้าละเอียดโรยลงบนถ่านไฟนั้นชั้นหนึ่งก่อนป้องกันไม่ให้ไฟร้อนเกินไป จึงเอาผงยาโรยลงบนถ่านไฟในเตา เลื่อนเตาไฟให้ตรงกับช่องของม้านั่งที่เจาะไว้ ให้ผู้ป่วยนั่งบนม้านั่ง ให้ริดสีดวงทวารหรือดากอยู่ตรงกลางช่องที่เจาะไว้ รมควันและไอยานาน 10-15 นาที ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในตำรับยาหรือหมอสั่ง

27. ยาประสมแล้ว ต้มเอาไอรมหรืออบ
เป็นยาสมุนไพรที่นำมาใส่ลงในน้ำแล้วต้ม ต่อท่อหรือส่งไอน้ำยาเข้าไปในกระโจมหรือห้องอบ อุณหภูมิในห้องอบควรอยู่ระหว่าง 33-37 องศาเซลเซียส การอบยาสมุนไพร นิยมใช้ในโรคผิวหนังผื่นคัน , อัมพฤกษ์, อัมพาต, ขับโลหิตเน่าร้าย, ขับน้ำคาวปลา, ชัดมดลูกให้เข้าอู่, บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง, ลดไขมัน เป็นต้น

28. ยาประสมแล้ว กวนเป็นยาขี้ผึ้งปิดแผล ซึ่งเรียกว่ายากวน


หลักการปรุงยา
การปรุงยา มุ่งหมายเพื่อใช้ในการบำบัดรักษาหรือป้องกันโรค ครอบคลุมถึงสมุฏฐานของโรค แก้ไข้และป้องกันโรคแทรกโรคตามไว้พร้อมกัน
ตามหลักการแพทย์แผนโบราณ ยา คือ สิ่งซึ่งประกอบขึ้นจากตัวยาตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป เพื่อใช้ในการบำบัดรักษา ตรวจหรือป้องกันโรค ส่วนตัวยาเพียงอย่างเดียวท่านไม่เรียกว่าเป็นยา คงเป็นเพียง ตัวยา หรือ เครื่องยา เท่านั้น
ตาม พ.ร.บ. ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ ยา คือ วัตถุธาตุนานาชนิดที่นำมาใช้ในการวินิจฉัย บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค หรือความเจ็บไข้ของมนุษย์หรือสัตว์
เภสัชกร สามารถปรุงยาได้เฉพาะตามใบสั่งแพทย์ หรือปรุงยาตามตำรับยาที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
ส่วนการตั้งยาเพื่อใช้สำหรับรักษาโรคหรือแก้ไข้ เป็นหน้าที่ของแพทย์
ยาของไทย เป็นยาที่ประกอบขึ้นจากเครื่องยาตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป ซึ่งนิยมจัดร่วมเป็นตำรับ มีองค์ประกอบดังนี้

โครงสร้างของยาไทย
1.ตัวยาตรง เป็นตัวยาที่จะใช้รักษาอาการหลักโรคนั้น ๆ แต่การป่วยไข้แต่ละครั้ง ไม่ได้เกิดมีเฉพาะอาการเดียวหรือโรคเดียวบางทีอาจจะมีโรคเดียวก็จริง แต่เป็นธรรมดาเมื่อป่วยไข้ร่างกายอ่อนแอ อาจเกิดอาการหรือโรคอื่นแทรกตามมาได้ หลักการแพทย์ของไทย จึงได้จัดให้มีตัวยาเข้ามาช่วยแก้ไขในส่วนนี้ด้วย เรียกว่า
2.ตัวยาช่วย เป็นตัวยาที่มุ่งหมายเพื่อใช้รักษาโรคแทรกโรคตาม หรือในกรณีที่มีอาการของโรคหลายโรคด้วยกัน ก็จัดไว้รักษาอาการรองลงมา ยาช่วยจะต้องมีสรรพคุณไม่ขัดกันกับตัวยาตรง หรือทำลายฤทธิ์ยาตรง
3.ตัวยาคุม หรือ ยาประกอบ เป็นตัวยาที่คุมกำลังหรือคุมฤทธิ์ของยาตัวอื่นให้เป็นไปด้วยดี หรือ ป้องกันโรคตาม หรือเสริมในส่วนที่ควรแก้ไขเพิ่มเติม ให้ยามีสรรพคุณสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และสรรพคุณยาต้องไม่ขัดกันกับตัวยาตรงและยาช่วย
4.ตัวยาชูรส ชูกลิ่น และแต่งสี คือ ตัวยาที่นำมาปรุงแต่งเพื่อให้ยาขนานนั้น ๆ น่ารับประทาน เพื่อให้ง่ายแก่การใช้ยาและสรรพคุณต้องไม่ขัดกับยาตัวอื่น ๆ

การปรุงยาให้มีสรรพคุณดี
ในการปรุงยานั้น เภสัชกรสามารถปรุงยาได้ตามใบสั่งแพทย์ หรือตามตำรับ ที่กำหนดตามกฎกระทรวงฯเท่านั้น และควรพิจารณาถึงตัวยา ส่วน และฤทธิ์ของยาที่แจ้งไว้ในตำรับนั้น ๆ ด้วย ว่ามีความเหมาะสมหรืออาจเกิดโทษได้หรือไม่ หากสงสัยต้องสอบถามผู้ออกใบสั่งยา หรือตรวจสอบต้นตำรับยานั้นให้แน่นอนเสียก่อน มีหลักในการพิจารณา ดังนี้

1. พิจารณาตัวยา พิจารณาตามหลักของเภสัชวัตถุ ว่า ตำรับยากำหนดให้ใช้ตัวยา มีรูปลักษณะ สี กลิ่น รส ชื่อ อย่างไร ใช้ส่วนใด ของ พืช สัตว์ ธาตุใด มาปรุงเป็นยา ตัวยาที่จะใช้ควรเป็นตัวยาที่ใหม่ ไม่เสื่อมคุณภาพหรือสกปรก ก่อนใช้จะต้องสะตุประสะ หรือฆ่าฤทธิ์ก่อนหรือไม่ เป็นต้น
2. พิจารณาสรรพคุณยา ว่าตัวยานั้น ๆ มีสรรพคุณดี ตรงตามตำรับ และโรคที่จะใช้รักษาหรือไม่
มีฤทธิ์ขัดกันหรือไม่ หรือเป็นตัวยาที่มีพิษ หรือมีฤทธิ์แรงหรือไม่
3. พิจารณาขนาดและปริมาณ ว่าตัวยาใดควรใช้ขนาดเท่าใดจึงจะเหมาะสมกับโรคหรือถูกต้องตามตำรับหรือใบสั่งแพทย์
4. พิจารณาความสะอาดความละเอียดรอบคอบ จะต้องคัดเลือกตัวยาที่สะอาด ตัวยาใดควรล้าง
หรือทำความสะอาดก็ต้องทำให้เรียบร้อย รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ อุปกรณ์ต่าง ๆ และสถานที่ จะต้องสะอาดและเหมาะสม ต้องมีความละเอียดรอบคอบ การคัดเลือกตัวยา การชั่ง ตวงยา การสะตุ ประสะ หรือฆ่าฤทธิ์ยา การบดหรือปรุงยา ระมัดระวังความสะอาด เชื้อโรค เชื้อรา ความชื้น การปนเปื้อนของสิ่งแปลกปลอม ตรวจจำนวนและปริมาณยาให้ถูกต้อง
5. พิจารณาการปรุงยาให้ถูกวิธี ต้องพิจารณาว่า ตามตำรับ และตามหลักการปรุงยาแผนโบราณที่ใช้สืบกันมานั้น ทำอย่างไร ต้องทำให้ถูกต้องตามหลักเภสัชกรรม และตามที่กำหนดมาในตำรับยานั้น ๆ ต้องค้นคว้าศึกษาถึงการปรุงยาให้มีคุณภาพดี การรักษาคุณภาพของยาที่ปรุงเสร็จแล้ว ควรต้องบรรจุภาชนะอย่างไร เมื่อปรุงเสร็จแล้ว ต้องเขียนชื่อยา บอกขนาด วิธีใช้ สรรพคุณ และวันที่ปรุงให้ครบถ้วน


1. การสะตุ
การสะตุ คือ การทำให้ตัวยามีฤทธิ์อ่อนลง หรือ ทำให้พิษของตัวยาน้อยลง หรือทำให้ตัวยานั้นสะอาดขึ้น หรือทำให้ตัวยานั้นสะอาดปราศจากเชื้อโรค หรือ ทำให้ตัวยานั้นสลายตัวลง เช่น เกลือเมื่อสะตุแล้ว จะละเอียดลง ผสมยาง่ายขึ้น และฤทธิ์อ่อนลง เป็นต้น

1.1. การสะตุเหล็ก เอาเหล็กมากร่างด้วยตะไบ นำผงเหล็กที่ได้ มาใส่ในฝาละมี หรือหม้อดิน บีบน้ำมะนาวลงไปให้ท่วมผงเหล็ก เอาขึ้นตั้งไฟให้แห้ง ทำให้ได้ 7-8 ครั้ง จนผงเหล็กกรอบดีแล้ว จึงนำไปปรุงยา
1.2. การสะตุสารส้ม เอาสารส้มมาบดให้ละเอียด นำมาใส่หม้อดิน เอาตั้งไฟจนสารส้มละลายฟูขาวดีแล้วยกลงจากไฟนำมาใช้เป็นยาได้
1.3. การสะตุรงทอง เอารงทองมาบดให้ละเอียดแล้วห่อด้วยใบบัว หรือใบข่า 7 ชั้นนำไปปิ้งไฟจนสุกกรอบดี จึงนำไปใช้ปรุงยาได้
1.4. การสะตุมหาหิงคุ์ นำมหาหิงคุ์มาใส่ภาชนะไว้ เอาใบกะเพราแดงใส่น้ำต้มเดือดเทน้ำใบกะเพราแดง ต้มร้อน ๆ เทลงละลายมหาหิงคุ์ แล้วนำมากรองให้สะอาด จึงใช้ได้
1.5. การสะตุดินสอพอง นำดินสอพองใส่หม้อดินปิดฝาสุมไฟจนสุกดีแล้วจึงนำมาใช้(สะตุดินสอพองเพื่อให้สุกสะอาดปราศจากเชื้อโรค)
1.6. การสะตุน้ำประสานทอง เอาน้ำประสานทองใส่หม้อดิน ตั้งไฟจนละลายฟูขาวทั่วกันดีแล้ว ยกลงจากไฟ นำไปใช้ปรุงยาได้
1.7. การสะตุเปลือกหอย นำเปลือกหอยใส่ในหม้อดิน ตั้งไฟจนเปลือกหอยนั้นสุกดีแล้วจึงยกลงจากไฟ ทิ้งไว้ให้เย็น นำมาใช้ปรุงยาได้
1.8. การสะตุหัวนกแร้ง หัวนกกา หนัง กระดูก กีบ ไส้เดือน หรืออวัยวะของสัตว์ที่ไม่มีพิษต่าง ๆ นำสิ่งที่จะสะตุ ใส่ในหม้อดินปิดฝา ยกขึ้นตั้งไฟจนกรอบดีแล้วจึงยกลงจากไฟ นำมาใช้ปรุงยาได้
1.9. การสะตุหรือฆ่า หัวงูเห่า หัวงูทับทาง อวัยวะของสัตว์ที่มีพิษ นำสิ่งที่จะสะตุใส่ลงในหม้อดินปิดฝาให้สนิท ยาแนวด้วยดินสอพองผสมน้ำพอข้น สุมด้วยไฟแกลบ หรือถ่านไว้ตลอดคืน จึงนำออกมาใช้ปรุงเป็นยาได้
1.10. การสะตุยาดำ นำยาดำใส่ในหม้อดิน เติมน้ำเล็กน้อย ยกขึ้นตั้งไฟจนยาดำนั้นกรอบดีแล้วจึงนำไปใช้ปรุงยา

 
2. การประสะ
ประสะ มีความหมายดังนี้

2.1. การทำให้พิษของตัวยาอ่อนลง เช่น การประสะยางสลัดใด เป็นต้น
2.2. การทำความสะอาดตัวยา เช่น ล้างเอาสิ่งสกปรกออก ล้างเอาดินออก
2.3. ตัวยานั้นมีจำนวนเท่ายาทั้งหลาย เช่น ยาประสะกะเพรา ใส่ใบกะเพราหนักเท่าตัวยาอื่น ๆ ทั้งหมดรวมกัน เป็นต้น
2.4. ใช้ในชื่อของยาที่กระทำให้บริสุทธิ์ เช่น ยาประสะน้ำนม เป็นยาที่ช่วยทำให้น้ำนมมารดาบริสุทธิ์ ปราศจากโทษต่อทารก

การประสะยางสลัดใด ยางตาตุ่ม ยางหัวเข้าค่า
มีวิธีการทำเหมือนกันทั้ง 3 ชนิด คือ นำตัวยาที่จะประสะใส่ลงในถ้วย ใช้น้ำต้มเดือด ๆ เทลงไปในตัวยานั้น กวนจนน้ำเย็นแล้วเทน้ำทิ้งไปแล้วเทน้ำเดือดลงไปอีก กวนจนน้ำเย็น ทำอย่างนี้ ประมาณ 7 ครั้ง จนตัวยาสุกดีแล้วจึงนำไปปรุงยาได้


3. การฆ่าฤทธิ์ยา
คือ การทำให้พิษของตัวยาที่มีพิษมากหมดไป หรือเหลืออยู่น้อยจนไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ยา เช่น การฆ่าสารหนู ทำให้สารหนูที่มีพิษมากหมดพิษลงไป สามารถนำมาใช้ทำยาได้ เป็นต้น

3.1. การฆ่าสารหนู เอาสารหนูมาบดให้ละเอียด ใส่ในฝาละมีหรือหม้อดิน บีบน้ำมะนาวหรือน้ำมะกรูดลงไปให้ท่วมยา ตั้งไฟจนแห้ง ทำให้ได้ 7-8 ครั้ง จนสารหนูกรอบดีแล้วจึงนำมาใช้ทำยาได้ ให้นำภาชนะที่ใช้แล้วทุบทำลาย แล้วฝังดินให้เรียบร้อย (ปัจจุบัน ห้ามใช้ปรุงยาแผนโบราณ)
3.2. การฆ่าปรอท นำทองแดง ทองเหลือง หรือเงิน ใสไว้ในปรอท ให้ปรอทกินจนอิ่ม (ปรอทแทรกตัวไปในเนื้อโลหะนั้น ๆ เต็มที่) แล้วจึงนำไปใช้ทำยา นิยมทำยาต้ม (เป็นยาอันตราย)
3.3. การฆ่าลูกสลอด (บางตำราเรียกว่าการประสะลูกสลอด ยาที่มีฤทธิ์แรง ควรใช้คำว่าฆ่าฤทธิ์ยา) มีหลายวิธี เช่น
       3.3.1. เอาลูกสลอดห่อรวมกับข้าวเปลือก ใส่เกลือพอควร นำไปใส่หม้อดินต้ม จนข้าวเปลือกแตกบานทั่วกัน เอาลูกสลอดมาล้างให้สะอาด ตากให้แห้ง จึงนำไปปรุงยาได้
       3.3.2. ปลอกเปลือกลูกสลอดออกให้หมด ล้างให้สะอาด ห่อผ้าใส่ในหม้อหุงกับข้าว กวนจนข้าวแห้ง ทำให้ได้ 3 ครั้ง แล้วเอาลูกสลอดมาคั่วด้วยน้ำปลาอย่างดีให้เกรียม นำไปห่อผ้าทับเอาน้ำมันออก จึงนำมาใช้ปรุงยาได้
       3.3.3. เอาลูกสลอดแช่น้ำปลาร้าปากไหไว้ 1 คืน แล้วเอายัดใส่ในผลมะกรูด ใส่หม้อดินปิดฝา สุดด้วยไฟแกลบ เมื่อสุกดีแล้ว จึงนำไปใช้ปรุงยา พร้อมทั้งผลมะกรูด
       3.3.4. เอาลูกสลอดต้มกับใบมะขาม 1 กำมือ ใบส้มป่อย 1 กำมือ เมื่อสุกดีแล้วจึงเอาเนื้อในลูกสลอดมาใช้ปรุงยา
3.4. การฆ่าชะมดเช็ด โดยหั่นหัวหอม หรือ ผิวมะกรูด ให้เป็นฝอยละเอียด ผสมกับชะมดเช็ด ใส่ลงบนใบพลู หรือช้อนเงิน นำไปลนไฟเทียน จนชะมดละลายนานพอสมควร หอมดีแล้ว จึงเกรองเอาน้ำชะมดเช็ดไปใช้ปรุงยา

น้ำกระสายยา คือ
น้ำหรือของเหลวที่ใช้สำหรับละลายยา หรือรับประทานพร้อมกับยา โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
       เพื่อให้กลืนยาง่าย ไม่ฝืดหรือติดคอ และช่วยแต่งให้มีรส สี กลิ่นน่ารับประทาน
      เพื่อช่วยให้ยามีฤทธิ์โดยตรงต่อโรค นำฤทธิ์ยาให้แล่นเร็ว ทันต่ออาการของโรค
      เพื่อเพิ่มสรรพคุณทางยา ให้มีฤทธิ์แรงขึ้น หรือให้มีฤทธิ์ช่วยตัวยาหลักในการรักษาอาการข้างเคียง
น้ำกระสายยาแก้โรคต่างๆ
      แก้อาเจียน ใช้ลูกยอหมกไฟ ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา หรือเอาลูกผักชีและเทียนดำ ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา
      แก้อาเจียนเป็นเลือด เอาว่านหอยแครง หรือเปลือกลูกมะรุม รากส้มซ่า ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา
      แก้ท้องเดิน เอาเปลือกต้นมะเดื่อชุมพร ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา
      แก้บิด เอากะทือ หรือไพล หมกไฟ ฝนกับน้ำเป็นกระสายยา
      แก้กินผิดสำแดง (อาหารเป็นพิษ) เอาเปลือกแคแดงต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา หรือเอาทับทิมทั้ง 5 ต้มกับน้ำปูนใส เอาน้ำเป็นกระสายยา
      แก้หอบ ใบทองหลางใบมน ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา
      แก้สะอึก เอารากมะกล่ำเครือ ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา
      แก้ไข้เชื่อมมึน เอาน้ำดอกไม้ เป็นกระสายยา
      แก้ไข้มัว เอาน้ำจันทน์ เทศ เป็นกระสายยา
      แก้ไข้เพ้อคลั่ง เอาใบมะนาว 108 ใบ ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา
      แก้ไข้ระส่ำระสาย รากบัว ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา
      แก้สวิงสวาย เอาข้าวซาวน้ำ เป็นกระสายยา
      แก้สะบัดร้อนสะบัดหนาว เอาน้ำมูตร เป็นกระสายยา
      แก้เบื่ออาหาร เอาลูกผักชีลา ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา
      แก้น้ำลายเหนียว เอาเทียนตำห่อผ้า ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา
      แก้ขัดเบา เอากาฝากมะม่วง ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา
      แก้นอนไม่หลับ เอารากชุมเห็ดไทย ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา
      แก้กินอาหารไม่รู้รส เอาโกฐหัวบัว ชะอมเทศ ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา
      แก้ทรางขึ้นทรวงอก เอาผักเสี้ยนผี ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา
      แก้เด็กเป็นลมชัก เอาตระไคร้ ใบสะระแหน่ บดละลายน้ำดอกมะลิ เป็นกระสายยา
      แก้กระหายน้ำ เอาเมล็ดมะกอกเผาไฟ แช่น้ำเป็นกระสายยา
      แก้อกแห้งชูกำลัง เอาน้ำผึ้งเป็นกระสายยา
      แก้อ่อนเพลียบำรุงกำลัง เอาน้ำข้าวเช็ดรังนกนางแอ่นต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา
      ทำให้มีกำลัง เอาน้ำนมสัตว์ เป็นกระสายยา
      ขับลมให้แล่นทั่วกาย เอาน้ำส้มสายชูเป็นกระสายยา
      ชูกำลังชื่นใจ เอาน้ำตาล ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา
      แก้ไข้หวัดไอ เอาลูกมะแว้ง คั้นเอาน้ำผสมเกลือ เป็นกระสายยา
      แก้เสมหะแห้ง น้ำมะนาวผสมเกลือ เป็นกระสายยา
      แก้ลมจุกเสียด เอาข่า ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา
      แก้ท้องขึ้น เอากะเพรา ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา
      กระทุ้งพิษไข้ เอารากผักชีต้ม เอาน้ำเป็นกระสายยา
      แก้ชีพจร เอารากกะเพรา ฝนกับน้ำดอกมะลิ เป็นกระสายยา
    ถ้าหากยาขนาดใดไม่ได้แจ้งกระสายยาไว้ ให้ใช้น้ำสุกสะอาดเป็นกระสายยา
จาก : ตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป สาขาเภสัชกรรม โดยกองประกอบโรคศิลปะ สำนักกระทรวงสาธารณสุข


กำหนดอายุของยาที่ปรุงแล้ว
1. ยาผง
1.1. ยาผงที่ผสมด้วยใบไม้ล้วน ๆ มีอายุประมาณ 3-6 เดือน
1.2. ยาผงที่ผสมด้วยแก่นไม้ โกฐเทียน มีอายุประมาณ 6-8 เดือน
1.3. ยาผงที่ผสมด้วยใบไม้และแก่นไม้ อย่างละครึ่ง มีอายุประมาณ 4-6 เดือน
ยาอาจเสื่อมคุณภาพช้ากว่านี้ ถ้าเก็บรักษาดี ไม่ถูกแดด ฝน ความชื้น ถ้าปล่อยให้ถูกแดด ฝน ความชื้น อาจเสื่อมคุณภาพเร็วขึ้น

2. ยาปั้นเป็นลูกกลอน เป็นเม็ด เป็นแท่ง
2.1. ยาเม็ดที่ผสมด้วยใบไม้ล้วน 6-8 เดือน เริ่มเสื่อมคุณภาพ 1 ปี อาจหมดคุณภาพ
2.2. ยาเม็ดที่ผสมด้วยแก่นไม้ล้วน 1 ปี เริ่มเสื่อมคุณภาพ 2 ปี อาจหมดคุณภาพ
2.3. ยาเม็ดที่ผสมด้วยหัว เหง้า แก่น โกฐเทียน แร่ธาตุ 18 เดือน เริ่มเสื่อมคุณภาพ 2 ปี อาจหมดคุณภาพ
2.4. ยาเม็ดที่ผสมด้วยใบไม้ หัว โกฐเทียน แร่ธาตุ 8 เดือนก็เริ่มเสื่อมคุณภาพ 2 ปี อาจหมดคุณภาพ อายุของยาเม็ดนี้ ขึ้นอยู่กับการรักษา ถ้าเก็บรักษาดี ไม่ถูกความร้อนความชื้อก็สามารถเก็บไว้ได้นาน แต่ถ้ารักษาไม่ดีก็เสื่อมคุณภาพเร็วกว่าที่กำหนด

3. ยาน้ำ น้ำต้ม และยาดอง
3.1. ยาต้มผสมด้วยใบไม้ล้วน ต้มกินได้ครั้งเดียว แล้วเททิ้งเสีย
3.2. ยาต้มผสมด้วยแก่นไม้ เครื่องเทศ โกฐเทียน ถ้าต้มอุ่น เช้า-เย็นทุกวัน มีอายุ 7-10 วัน
3.3. ยาต้มผสมด้วยแก่นไม้ เครื่องเทศ โกฐเทียน หัวพืชแห้ง ถ้าต้มอุ่น เช้า-เย็นทุกวัน อายุ 7-15 วัน

4. ยาดองที่เข้าเกลือ หรือ ดีเกลือ
4.1. ยาดองที่ผสมด้วยของเค็มมาก ๆ เช่น เกลือ หรือ ดีเกลือ และ ตัวยาแห้งดี ปรุงถูกต้อง มีอายุประมาณ 2 ปี
4.2. ยาดองอื่น ๆ ที่ไม่ได้เข้าตัวยาเค็ม ๆ มีอายุประมาณ 1 ปี
 

เครื่องยาที่มีอันตราย
สมุนไพรมีคุณในการรักษาโรคในขณะเดียวกันส่วนที่เป็นโทษก็มีอยู่ ตัวยาบางชนิดเป็นยาที่มีฤทธิ์แรง บางชนิดมีพิษ การนำมาใช้ทำยาจะต้องเข้าใจถึงวิธีนำมาใช้ การฆ่าฤทธิ์ยา ขนาดและปริมาณที่ใช้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโทษหรือพิษอันอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ ตัวยาที่มีฤทธิ์แรงและอันตรายนั้น การใช้จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษและอยู่ในการควบคุมของแพทย์อย่างใกล้ชิด มีเครื่องยาหลายชนิด เช่น

1. สารหนู รสเมาเบื่อ สรรพคุณ  แก้โรคผิวหนัง มะเร็ง น้ำเหลืองเสีย ฟอกโลหิต ฆ่าพยาธิ ฆ่าเชื้อโรคในโลหิต(ห้ามใช้ในการปรุงยา)
       พิษ ทำให้มีอาการชักกระตุก น้ำลายฟูมปาก ตาย

2. ปรอท รสเมาเบื่อ  สรรพคุณ  แก้โรคผิวหนัง เรื้อน มะเร็งคุดทะราด กามโรค น้ำเหลืองเสีย
       พิษ ทำให้ถ่ายอย่างแรง เป็นแผลพุพอง น้ำเหลืองเสียไหลซึม เบื่ออาหาร ปากเปื่อย อาจตายได้

3. จุนสี รสเปรี้ยวฝาด  สรรพคุณ  ขับลม กัดหัวฝี หัวหูด รักษาคุดทะราด รักษาฟัน
       พิษ ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้แข็งตัว ทำให้ฟันโยกหลุดทั้งปาก

4. เมล็ดสลอด รสร้อนเผ็ดมัน  สรรพคุณ  ถ่ายพิษเสมหะและโลหิต ถ่ายน้ำเหลืองเสีย ถ่ายพยาธิ
        พิษ ทำให้ถ่ายอย่างแรงหมดน้ำ หมดแรง ทำให้ตายได้

5. ยางต้นตาตุ่ม รสขมร้อน ถ่ายพิษหนองฝี เสมหะและโลหิต ถ่ายพยาธิ ถ่ายอุจจาระ
        พิษทำให้ถ่ายอย่างแรง ทำให้หมดน้ำ อ่อนแรง ตาย

6. เมล็ดสบู่แดง รสจืดขื่นเมา  สรรพคุณ  เผาให้สุกรับประทาน ถ่ายอุจจาระธาตุ ทำให้อาเจียน ตำพอกบาดแผล แก้โรคผิวหนัง
        พิษ ทำให้ปวดท้องและท้องร่วงอย่างแรง คลื่นไส้อาเจียน กดหัวใจ กดการหายใจ หมดน้ำ อาจตายได้

7. ยางสลัดได รสร้อนเมาเบื่อ  สรรพคุณ  ถ่ายอุจจาระ ถ่ายพิษเสมหะและโลหิต ถ่ายน้ำเหลืองเสีย ถ่ายพิษตานซาง
        พิษ ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง เข้าตาตาบอด กินมากถ่ายแรง หมดน้ำเพลีย อาจตายได้

8. ยางหัวเข้าค่า รสร้อน  สรรพคุณ  ฆ่าพยาธิภายนอก แก้ฟกบวม คุดทะราด
        พิษ เป็นยาถ่ายอย่างแรง อ่อนเพลีย หมดน้ำ อาจตายได้

9. เมล็ดแสลงใจ รสเมาเบื่อขมจัด  สรรพคุณ  บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท แก้โรคเกิดจากปากคอพิการ ขับพยาธิ แก้โลหิตพิการ แก้ลมพานไส้ แก้ริดสีดวงทวาร แก้ไตพิการ
        พิษ มีพิษทั้งต้นและเมล็ด ทำให้กล้ามเนื้อกระตุก ขาสั่น ชัก หัวใจเต้นแรง ขากรรไกรแข็ง อาจตายได้

10. เมล็ดลำโพง รสเมาเบื่อ  สรรพคุณ  บำรุงประสาท แก้กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ แก้พิษไข้ ฆ่าพยาธิผิวหนัง
        พิษ เมล็ดเพียง 2-3 เมล็ดก็ทำให้เกิดพิษได้ ทำให้เสียสติ เกิดการอ่อนเพลีย หลับไปนาน ทำให้เพ้อฝัน ตื่นเต้น ตาแข็ง หายใจขัด พูดไม่ออก ถึงแม้นแก้พิษได้หายแล้ว ก็มักเสียจริตตลอดไป รักษาไม่หาย

11. ฝิ่น รสขมเมาเบื่อ  สรรพคุณ  แก้บิด ท้องร่วง แก้ปวด บำรุงประสาท แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
        พิษ เป็นยาเสพติด ทำให้เมา อาเจียน กดประสาท หมดสติ อาจตายได้

12. กัญชา รสเมาเบื่อ  สรรพคุณ  แก้โรคเส้นประสาท ทำให้นอนหลับ แก้หอบหืด เจริญอาหาร ชูกำลัง แก้ปวด แก้บิด
       พิษ เป็นยาเสพติด ใช้มากทำให้ประสาทมึนชา สับสน หวาดกลัว ความจำเสื่อม ตกใจง่าย เสียจริต

13. พระขรรค์ไขยศรี รสเมาเบื่อเย็น  สรรพคุณ  ขับเหงื่อ แก้ไข้ตัวร้อน แก้พิษร้อน
        พิษ ทำให้เหงื่อตกหนัก ตัวซีด เย็น ผิวหนังเหี่ยวซีด อาจตายได้

14. ยางรักดำ รสร้อนเมา  สรรพคุณ  ถ่ายพยาธิ แก้ริดสีดวงลำไส้ ถ่ายน้ำเหลือง แก้โรคพยาธิผิวหนัง เรื้อนคุดทะราด
       พิษ กินมากถ่ายแรง หมดน้ำ อ่อนเพลีย อาจตายได้

15. ยางเทพธาโร รสร้อน  สรรพคุณ  ถ่ายพยาธิ ถ่ายน้ำเหลืองเสีย
        พิษ กินมาก ถ่ายแรง หมดน้ำ อ่อนเพลีย อาจตายได้

16. เห็ดร่างแห รสขื่นเมาเบื่อเย็น  สรรพคุณ  แก้ไข้พิษ ถอนพิษกาฬ ฆ่าพยาธิภายนอก
       พิษ กดประสาท ทำให้หมดสติ รับประทานปริมาณมากทำให้ตายได้

17. สารปากนก รสเปรี้ยวฝาดเย็น  สรรพคุณ  แก้โรคแผลในกระเพาะอาหาร
       พิษ กินมากทำให้กระเพาะแข็งตัว ถึงตายได้

18. ต้นซาก รสเมาเบื่อ  สรรพคุณ  เผาเป็นถ่าน แก้ไข้พิษ แก้ตานซาง ถอนพิษ
       พิษ ทั้งต้น รับประทานเข้าไป มีพิษถึงตาย

19. รงทอง รสเมาเบื่อ  สรรพคุณ  ถ่ายพยาธิ ถ่ายลม ถ่ายโลหิต ถ่ายน้ำเหลือง
       พิษ ถ่ายอย่างแรง หมดน้ำ อ่อนเพลีย อาจตายได้

20. หนังช้าง รสเมาเบื่อ  สรรพคุณ  ใช้ทำยาพิษ
       พิษ มีพิษทำให้ตายได้

21. หนังโจงโคร่ง รสเมาเบื่อ  สรรพคุณ  ระงับประสาท ทำให้นอนหลับ สลบ
        พิษ ควันรมทำให้สลบ หมดสติ

นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่มีพิษ ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและชีวิตได้


มาตราชั่ง ตวง วัด
ผู้เป็นเภสัชกรจะต้องรู้จัก มาตราชั่ง ตวง ของไทยและสากล เพื่อให้การปรุงยาเป็นไปตามตำรับยา
ละมาตรฐานสากลในการเขียนบอกน้ำหนักตัวยา หมอนิยมใช้เครื่องหมาย ตีนกา บอกน้ำหนัก วางไว้ท้ายชื่อของตัวยานั้น ๆ

                                                       เครื่องหมายตีนกา
                  ชั่ง                                                                                 ๒
                   |                                                                                   |
ตำลึง           |                  บาท                                         ๒               |                  ๓
----------------|--------------------                                         ---------------|-----------------
เหื้อง            |                  สลึง                                         ๑               |                  ๒
                   |                                                                                   |
                   |                                                                                   |
                 ไพ                                                                                 ๒

ตัวอย่างการอ่านค่าจากเครื่องหมายตีนกาจากภาพได้ น้ำหนัก 2 ชั่ง, 2 ตำลึง, 3 บาท, 2 สลึง, 1 เฟื้อง, 2 ไพ


                                                                     มาตราวัดเปรียบเทียบ
                                     มาตราวัดของไทย                                           มาตราเมตริก
๒   เมล็ดงา (วัดตามยาว)               = ๑ เมล็ดข้าวเปลือก      
๔  เมล็ดข้าวเปลือก                       = ๑ องคุลี                                                 ๐.๑๗  เมตร
๑๕ องคุลี                                    = ๑ ชั้นฉาย (ประมาณ ๑ คืบ)                    ๐.๒๕  เมตร
๒ คืบ                                          = ๑ ศอก                                                 ๐.๕๐  เมตร
๔ ศอก                                        = ๑ วา                                                 ๒.๐๐  เมตร
๒๐ วา                                         = ๑ เส้น                                               ๔๐.๐๐  เมตร
๔๐๐ เส้น                                     = ๑ โยชน์                                          ๑,๖๐๐.๐๐  เมตร

(๑ องคุลี = ความยาวข้อแรกของนิ้วกลาง)

 

                                                     มาตราชั่งของไทย
2 เมล็ดงา                   เป็น 1 เมล็ดข้าวเปลือก            
4 เมล็ดข้าวเปลือก     เป็น 1 กล่อม      เท่ากับ 1 ฬส      
2 กล่อม                   เป็น 1 กล่ำ      เท่ากับ 2 ฬส     เป็น 1 อัฐ
                    2 กล่ำ                    เท่ากับ 2 อัฐ     เป็น 1 ไพ
                                          4 ไพ                   เป็น 1 เฟื้อง
                                          2 เฟื้อง                   เป็น 1 สลึง
                                          4 สลึง                   เป็น 1 บาท
                                          4 บาท                   เป็น 1 ตำลึง
                                          20 ตำลึง                   เป็น 1 ชั่ง
                                          20 ชั่ง                   เป็น 1 ดุล
                                          20 ดุล                   เป็น 1 เภรา

(1 กล่อม เท่ากับ 1 เมล็ดมะกล่ำตาหนู, 1 กล่ำ เท่ากับ 1 เมล็ดมะกล่ำตาช้าง)

 

                            มาตราตวงโบราณของไทย
150 เมล็ดข้าวเปลือก           = 1 หยิบมือ
               4 หยิบมือ           = 1 กำมือ
                  4 กำมือ           = 1 พายมือ
               2 พายมือ           = 1 กอบมือ
               4 กอบมือ           = 1 ทะนาน หรือ 1 ลิตร
              20 ทะนาน           = 1 สัด
                    50 สัด           = 1 บั้น หรือ 50 ถัง
                     2 บั้น           = 1 เกวียน หรือ 100 ถัง

 

                                            มาตราชั่งเปรียบเทียบ
       มาตราชั่งไทย                             มาตราชั่งจีน                   มาตราเมตริก(กรัม)
๒  ฬส     เป็น ๑ อัฐ                                                      ๐.๒๓๔๓๘
๒  อัฐ      เป็น  ๑  ไพ                                        ๐.๔๖๗๗๕
๔  ไพ      เป็น  ๑  เฟื้อง     ๕  หุน       เป็น  ๐.๕ ตำลึง     ๑.๘๗๕
๒  เฟื้อง   เป็น  ๑  สลึง     ๑๐  หุน     เป็น  ๑  สลึง     ๓.๗๕
๔  สลึง     เป็น ๑  บาท     ๔  สลึง      เป็น  ๑  บาท     ๑๕.๐๐
๔  บาท     เป็น ๑ ตำลึง     ๑.๖  ตำลึง  เป็น ๐.๑  ชั่งจีน     ๖๐.๐๐
๒๐  ตำลึง  เป็น ๑ ชั่ง     ๓๒  ตำลึง   เป็น  ๒  ชั่งจีน     ๑,๒๐๐.๐๐  (๑.๒ กก.)
๕๐ ชั่ง      เป็น ๑ หาบ     ๑๐๐  ชั่ง     เป็น  ๑  หาบจีน     ๖๐,๐๐๐.๐๐ (๖๐  กก.)
๒๐ ชั่ง      เป็น ๑ ดุล                                        ๒๔,๐๐๐.๐๐ (๒๔ กก.)
๑๐  ดุล     เป็น  ๑  เภรา                                        ๒๔๐,๐๐๐๐๐ (๒๔๐ กก.)

(๑๐ สลึง เท่ากับ ๑ ตำลึงจีน เท่ากับ ๑ ชั่ง จีน เท่ากับ ๖๐๐ กรัม)



                               มาตราตวงเปรียบเทียบ

                   มาตราของไทย                  มาตราเมตริก
                             1 ทนาน           1,000 ซีซี (1 ลิตร)
                             15 หยด           1 ซีซี
          1 ช้อนชา (หรือกาแฟ)           4 ซีซี
                        1 ช้อนหวาน           8 ซีซี
           1 ช้อนโต๊ะ (ช้อนคาว)           15 ซีซี
           1 ถ้วยชา (หรือกาแฟ)           30 ซีซี
                   ยาผง 1 ช้อนชา           1 กรัม


ตัวยาเรียกได้หลายชื่อ
ตัวยาที่เรียกได้หลายชื่อนี้ มิได้เป็นมาตรฐานเท่าใดนัก บางตำราก็เรียกไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนกันตำราที่กล่าวไว้นี้ เพราะด้วยประเทศถิ่นที่อยู่นั้น เรียกกันไปตามที่อยู่ของตนไป เมื่อรวมความแล้วก็เป็นตัวยาอย่างเดียวกัน มีชื่อจะกล่าวดังต่อไปนี้

ต้นทิ้งถ่อน     เรียกอีกชื่อว่า     พระยาฉัตรทัน
ต้นตะโกนา     เรียกอีกชื่อว่า     พระยาช้างดำ
หนาวเดือนห้า     เรียกอีกชื่อว่า     ต้นมะไฟเดือนห้า
ร้อนเดือนห้า     เรียกอีกชื่อว่า     ต้นมะไฟเดือนห้า
กระพังโหมใหญ่     เรียกอีกชื่อว่า     ตูดหมู
กระพังโหมเล็ก     เรียกอีกชื่อว่า     ตูดหมา
กระพังโหมน้อย     เรียกอีกชื่อว่า     ขี้หมาข้างรั้ว
ผักบุ้ง                    เรียกอีกชื่อว่า     ผักทอดยอด
ผักกระเฉด     เรียกอีกชื่อว่า     ผักรู้นอน
ต้นชิงชี่                   เรียกอีกชื่อว่า     ปู่เจ้าสมิงกุย
เถาหญ้านาง     เรียกอีกชื่อว่า     ปู่เจ้าเขาเขียวหรือหญ้าภัคคินี
เท้ายายม่อม     เรียกอีกชื่อว่า     ประทุมราชา
เจตมูลเพลิง     เรียกอีกชื่อว่า     ลูกใต้ดิน
ต้นช้าพลู                    เรียกอีกชื่อว่า     ผักอีไร
เปรียงพระโค     เรียกอีกชื่อว่า     น้ำมันในไขข้อกระดูกโค
ผักเป็ด                   เรียกอีกชื่อว่า     กินตีนท่า หรือหากินตีนท่า
หยักไย่ไฟ, หญ้ายองไฟ     เรียกอีกชื่อว่า     อยู่หลังคา (นมจาก)
ขี้ยาฝิ่น                    เรียกอีกชื่อว่า     ขี้คารู
สุรา                      เรียกอีกชื่อว่า     กูอ้ายบ้า
น้ำครำ          เรียกอีกชื่อว่า     น้ำไขเสนียด
ต้นปีป                        เรียกอีกชื่อว่า     ก้องกลางดง
ต้นชะเอม         เรียกอีกชื่อว่า     อ้อยสามสวน
เถามะระขี้นก       เรียกอีกชื่อว่า     ผักไห
เถาโคกกระสุน     เรียกอีกชื่อว่า     กาบินหนี
ก้างปลา         เรียกอีกชื่อว่า     ปู่เจ้าคาคลอง
เกลือกระตังมูตร     เรียกอีกชื่อว่า     เกลือเยี่ยว
เถากระไดลิง      เรียกอีกชื่อว่า     กระไดวอก
กำมะถันเหลือง      เรียกอีกชื่อว่า     สุพรรณถันเหลือง,มาดเหลือง
กระบือเจ็ดตัว     เรียกอีกชื่อว่า     กระทู้เจ็ดแบก
แก่นขนุน       เรียกอีกชื่อว่า     กรัก
หญ้าพองลม      เรียกอีกชื่อว่า     ปู่เจ้าลอยท่า
กำแพงเจ็ดชั้น       เรียกอีกชื่อว่า     ตะลุมนก
กาสามปีก      เรียกอีกชื่อว่า     กาจับหลัก, หญ้าสองปล้อง
กระเช้าผีมด       เรียกอีกชื่อว่า     หัวร้อยรู
ต้นกำลังช้างเผือก     เรียกอีกชื่อว่า     พระยาช้างเผือก
ต้นกำลังวัวเถลิง     เรียกอีกชื่อว่า     กำลังทรพี
ต้นกำลังเสือโคร่ง     เรียกอีกชื่อว่า     กำลังพระยาเสือโคร่ง
ต้นกำลังหนุมาน      เรียกอีกชื่อว่า     กำลังราชสีห์
แก่นกำเกรา     เรียกอีกชื่อว่า     ตำเสา
บัวบก                     เรียกอีกชื่อว่า     ผักหนอก
ขอบชะนางแดง     เรียกอีกชื่อว่า     หนอนตายหยากแดง
ขอบชะนางขาว     เรียกอีกชื่อว่า     หนอนตายหยากขาว
ดอกสลิด                     เรียกอีกชื่อว่า     ดอกขจร
ต้นกรรณิกา      เรียกอีกชื่อว่า     สุพันนิกา
ดอกคำฝอย       เรียกอีกชื่อว่า     คำยอง
ดอกคำไทย     เรียกอีกชื่อว่า     ดอกชาติ
ฆ้องสามย่านตัวผู้(นิลพัด)     เรียกอีกชื่อว่า     ต้นคว่ำตายหงายเป็น
ต้นเหงือกปลาหมอ      เรียกอีกชื่อว่า     ต้นแก้มคอ
ต้นฆ้องสามย่าน      เรียกอีกชื่อว่า     ส้มกระเช้า
ต้นจามจุรี       เรียกอีกชื่อว่า     ก้ามกราม,ก้ามป
ต้นช้างงาเดียว      เรียกอีกชื่อว่า     หนามคาใบ
ต้นตีนเป็ดเครือ      เรียกอีกชื่อว่า     เถาเอ็นอ่อน
ต้นตีนเป็ดต้น      เรียกอีกชื่อว่า     พระยาสัตบัน
ต้นตีนเป็ดน้ำ       เรียกอีกชื่อว่า     พะเนียงน้ำ
เม็ดเทียนขาว      เรียกอีกชื่อว่า     ยี่หร่า
เทียนตาตั๊กแตน      เรียกอีกชื่อว่า     ผักชีลาว
ต้นเทียนเยาวพาณี      เรียกอีกชื่อว่า     ผักชีกระเหรี่ยง
ต้นโทงเทง      เรียกอีกชื่อว่า     โคมจีน, โคมญี่ปุ่น
ต้นทองระอา      เรียกอีกชื่อว่า     ลิ้นงูเห่า
ผักเสี้ยนผี      เรียกอีกชื่อว่า     ไปนิพพานไม่รู้กลับ
หางไหลขาว            เรียกอีกชื่อว่า     โล่ติ๋น
หางไหลแดง      เรียกอีกชื่อว่า     กำลำเพาะ
สมออัพยา      เรียกอีกชื่อว่า     ลูกสมอไทย
สอมร่องแร่ง      เรียกอีกชื่อว่า     ลูกสมอชนิดหนึ่งก้านยาวห้อยร่องแร่งอยู่
บอระเพ็ดตัวผู้      เรียกอีกชื่อว่า      เถาชิงช้าชาลี
บอระเพ็ดตัวเมีย      เรียกอีกชื่อว่า     คือเถาบอระเพ็ดที่มีตุ่ม

         ชื่อตัวยามีสรรพคุณใกล้เคียงกัน
ตัวยาที่มีสรรพคุณใกล้เคียงกัน หรือมีสรรพคุณเสมอกันนั้น สามารถนำมาใช้แทนกันได้
เพราะตัวยาบางอย่างที่ต้องการ หรือมีในตำรับยานั้น ไม่มีหรือขาดไป หรือตัวยาบางอย่างต้องนำมาจากต่างประเทศ
บางครั้งตัวยาเกิดขาดตลาด จะรอให้ส่งมาจากต่างประเทศ คนไข้ก็คงจะไม่ได้รับประทานยาเป็นแน่
ดังนั้นแพทย์และเภสัชกรแผนโบราณ จึงได้คิดค้นหาตัวยาบางอย่างที่พอหาได้ พอจะมีสรรพคุณทัดเทียมกัน
เพื่อจะได้นำมาปรุงเป็นยาเพื่อรักษาโรค ตัวยาที่มีสรรพคุณใกล้เคียงกัน และพอจะใช้แทนกันได้นั้นมีดั้งนี้ คือ

ชื่อตัวยา                        สรรพคุณเสมอกับ
โกฐหัวบัว                 -    หัวกระเทียม
 
โกฐเขมา                  -     ทรงบาดาล
 
โกฐสอ                     -     ข่าลิง
 
โกฐจุฬาลัมพา     -     หญ้าตีนนก
 
โกฐเชียง        -     ไพล
 
โกฐกระดูก     -     หัวกระทือ
 
โกฐก้านพร้าว     -     ชิงช้าชาลี
 
โกฐน้ำเต้า                -     หัวเปราะป่า
 
กะเม็ง             -     ผักคราด
 
กะเพรา            -     แมงลัก
 
แก่นประดู่         -     แก่นมะซาง
 
เกลือสมุทร     -     เกลือประสะ
 
เกลือสินเธาว์     -     สมอทั้ง ๓
 
กานพลู           -     ลูกจันทน์
 
ดีปลี              -     ขิง
 
บอระเพ็ด         -     ชิงช้าชาลี
 
เปลือกตาเสือ     -     เปลือกนนทรี
 
เปลือกแตแดง     -     เปลือกแคขาว
 
ยางเทพทาโร     -     ยางสลัดได
 
หัสคุณเทศ     -     หัสคุณไทย
 
สารส้ม            -     เหง้าสับปะรด
 
โคกกระสุน     -     นมพิจิตร
 
ใบเงิน           -     ใบทอง
 
น้ำมะกรูด        -     น้ำมะนาว
 
ด่างสลัดได     -     ด่างโคกกระสุน
 
หนอนตายหยาก     -     กะเฟียด
 
ขมิ้นอ้อย         -     ขมิ้นชัน
 
กาหลง           -     จิก
 
ผักเสี้ยนทั้ง ๒     -     หญ็าพันงูทั้ง ๒
 
มะไฟเดือนห้า     -     หญ้าปากควาย
 
น้ำตาลทราย     -     น้ำตาลกรวด
 
มะแว้งต้น                 -     มะแว้งเครือ
 
มะกรูด              -     ส้มซ่า
 
เมล็ดสลอด     -     พาดไฉน
 
เข็มแดง                 -     เข็มขาว
 
ฝิ่นต้น             -     ฝิ่นเครือ
 
ดองดึง            -     ผักโหมแดง,ทนดี
 
ลูกกรวย           -     ลูกบิด
         

More
หมายเหตุ:โดย สมุนไพรดอทคอม

จุลพิกัด

จุลพิกัด หมายถึง การจำกัดจำนวนตัวยาน้อยชนิด โดยมากเป็นตัวยาที่มีชื่อเรียกอย่าง เดียวกัน
แต่จะมีข้อแตกต่างจากถิ่นที่เกิด ต่างกันที่สี ต่างกันที่ชนิด ต่างกันที่ขนาด ต่างกันที่รส
ต่างกันที่สี     ต่างกันที่ขนาด     ต่างกันที่ถิ่นที่เกิด     ต่างกันที่ชนิด     ต่างกันที่รส

จุลพิกัดต่างกันที่สี
กระบูนทั้ง ๒     กระบูนดำ                    กระบูนขาว
กระเพราทั้ง ๒     กระเพราแดง     กระเพราขาว
กระดูกไก่ทั้ง ๒     กระดูกไก่ดำ     กระดูกไก่ขาว
กระวานทั้ง ๒     กระวานดำ     กระวานขาว
กระดาษทั้ง ๒     กระดาษแดง     กระดาษขาว
ก้างปลาทั้ง ๒     ก้างปลาแดง     ก้างปลาขาว
กำมะถันทั้ง ๒     กำมะถันแดง     กำมะถันเหลือง
ขี้กาทั้ง ๒                    ขี้กาแดง                   ขี้กาขาว
ขอบชะนางทั้ง ๒     ขอบชะนางแดง     ขอบชะนางขาว
แคทั้ง ๒                    แคแดง                    แคขาว
เถาคันทั้ง ๒     เถาคันแดง     เถาคันขาว
เถามวกทั้ง ๒     เถามวกแดง     เถามวกขาว
จันทน์ทั้ง ๒     จันทน์แดง     จันทน์ขาว
เจตมูลเพลิงทั้ง ๒     เจตมูลเพลิงแดง     เจตมูลเพลิงขาว
ชะลูดทั้ง ๒     ชะลูดแดง     ชะลูดขาว
บัวหลวงทั้ง ๒     บัวหลวงแดง     บัวหลวงขาว
บัวสัตตบงกชทั้ง ๒     บัวสัตตบงกชแดง     บัวสัตตบงกชขาว
เทียนทั้ง ๒     เทียนแดง                เทียนขาว
เปราะหอมทั้ง ๒     เปราะหอมแดง     เปราะหอมขาว
หญ้านางทั้ง ๒     หญ้านางแดง     หญ้านางขาว
ผักเป็ดทั้ง ๒     ผักเป็ดแดง     ผักเป็ดขาว
ผักปรังทั้ง ๒     ผักปรังแดง     ผักปรังขาว
ผักแพรวทั้ง ๒     ผักแพรวแดง     ผักแพรวขาว
ฝ้ายทั้ง ๒         ฝ้ายแดง                    ฝ้ายขาว
ละหุ่งทั้ง ๒     ละหุ่งแดง                    ละหุ่งขาว
หางไหลทั้ง ๒     หางไหลแดง     หางไหลขาว
             
จุลพิกัดต่างกันที่ขนาด
กระพังโหมทั้ง ๒     กระพังโหมน้อย     กระพังโหมใหญ่
ตับเต่าทั้ง ๒     ตับเต่าน้อย     ตับเต่าใหญ่
เปล้าทั้ง ๒     เปล้าน้อย                   เปล้าใหญ่
เร่วทั้ง ๒                    เร่วน้อย                   เร่วใหญ่
ส้มกุ้งทั้ง ๒     ส้มกุ้งน้อย     ส้มกุ้งใหญ่
แห้วหมูทั้ง ๒     แห้วหมูน้อย     แห้วหมูใหญ่

จุลพิกัดต่างกันที่ถิ่นที่เกิด
กระทือทั้ง ๒     กระทือบ้าน     กระทือป่า
หัวข้าวเย็นทั้ง ๒     หัวข้าวเย็นเหนือ     หัวข้าวเย็นใต้
ขี้เหล็กทั้ง ๒     ขี้เหล็กบ้าน     ขี้เหล็กป่า
ชะเอมทั้ง ๒     ชะเอมเทศ     ชะเอมไทย
ชุมเรียงทั้ง ๒     ชุมเรียงบ้าน     ชุมเรียงป่า
ชุมเห็ดทั้ง ๒     ชุมเห็ดเทศ     ชุมเห็ดไทย
ดีเกลือทั้ง ๒     ดีเกลือไทย     ดีเกลือฝรั่ง
ปรงทั้ง ๒                    ปรงบ้าน                   ปรงป่า
ประยงค์ทั้ง ๒     ประยงค์บ้าน     ประยงค์ป่า
ผักหวานทั้ง ๒     ผักหวานบ้าน     ผักหวานป่า
ยอทั้ง ๒                    ยอบ้าน                    ยอป่า
สะเดาทั้ง ๒     สะเดาบ้าน     สะเดาป่า
สีเสียดทั้ง ๒     สีเสียดเทศ     สีเสียดไทย
หญ้าเกล็ดหอยทั้ง ๒     หญ้าเกล็ดหอยเทศ     หญ้าเกล็ดหอยไทย
หัสคุณทั้ง ๒     หัสคุณเทศ     หัสคุณไทย
อบเชยทั้ง ๒     อบเชยเทศ     อบเชยไทย

จุลพิกัดต่างกันที่ชนิด
กระพังโหมทั้ง ๒     กระพังโหมตัวผู้     กระพังโหมตัวเมีย
เกลือทั้ง ๒     เกลือตัวผู้                เกลือตัวเมีย
ตำลึงทั้ง ๒     ตำลึงตัวผู้                   ตำลึงตัวเมีย
ตำแยทั้ง ๒     ตำแยตัวผู้     ตำแยตัวเมีย
ผักปอดทั้ง ๒     ผักปอดตัวผู้     ผักปอดตัวเมีย
มะยมทั้ง ๒     มะยมตัวผู้     มะยมตัวเมีย
ศิลายอนทั้ง ๒     ศิลายอนตัวผู้     ศิลายอนตัวเมีย
       
จุลพิกัดต่างกันที่รส
มะขามทั้ง ๒     มะขามเปรี้ยว     มะขามหวาน
มะนาวทั้ง ๒     มะนาวเปรี้ยว     มะนาวหวาน
มะปรางทั้ง ๒     มะปรางเปรี้ยว     มะปรางหวาน
มะเฟืองทั้ง ๒     มะเฟืองเปรี้ยว     มะเฟืองหวาน
น้ำเต้าทั้ง ๒     น้ำเต้าเปรี้ยว     น้ำเต้าหวาน

พิกัดยา

คณาเภสัช (พิกัดยา) คือ ตัวยาหลายสิ่งหลายอย่าง รวมไว้เป็นหมวดเป็นหมู่ เรียกเป็นชื่อเดียวกัน เรียกเป็นคำตรงบ้าง เรียกเป็นคำศัพท์บ้าง เพื่อสะดวกในการจดจำ การเขียนตำรายา การปรุงยา และเป็นภูมิความรู้ของหมอ
การจัดพิกัดยา ท่านคำนึงถึงตัวยาที่อยู่ในพิกัดเดียวกัน ต้องมีรสไม่ขัดกัน และสรรพคุณเสมอกัน ตามแนวของโบราณาจารย์ท่านประสงค์จะให้ตัวยาที่จัดอยู่ในพิกัดเดียวกัน เสริมฤทธิ์กัน ให้มีสรรพคุณดี เหมาะแก่การนำไปใช้ในตำรับยา หรือเป็นกระสายยาได้สะดวก

พิกัดเทว (2 สิ่ง) มี 2 พิกัด
   พิกัดเทวคันธา (ทเวสุคนธ์)
   พิกัดเทวตรีคันธา (ทเวติคันธา)

พิกัดตรี (3 สิ่ง) มี 30 พิกัด
 1. พิกัดตรีผลา
 2. พิกัดตรีกฎุก (ตรีกตุก)
 3. พิกัดตรีสาร
 4. พิกัดตรีสมอ    
 5. พิกัดตรีวาตะผล
 6. พิกัดตรีอากาศผล
 7. พิกัดตรีปิตตะผล
 8. พิกัดตรีเสมหะผล    
 9. พิกัดตรีสันนิบาตผล
10. พิกัดตรีสุรผล
11. พิกัดตรีผลธาตุ    
12.พิกัดตรีทิพย์รส
13.พิกัดตรีญาณรส
14.พิกัดตรีสินธุรส    
15.พิกัดตรีมธุรส
16.พิกัดตรีธาตุ (ตรีชาติ)
17.พิกัดตรีผลสมุฎฐาน    
18.พิกัดตรีผลสุคติสมุฎฐาน
19..พิกัดตรีสุคนธ์
20.พิกัดตรีเพชรสมคุณ    
21 พิกัดตรีรัตตะกุลา (ตรีสัตกุลา)
22.พิกัดตรีเกสรมาศ
23. พิกัดเกสรเพศ    
24. พิกัดตรีพิษจักร
25.พิกัดตรีกาฬพิษ
26.พิกัดตรีฉินทลามกา    
27. พิกัดตรีอมฤต
28. พิกัดตรีทุราวสา
29. พิกัดตรีธารทิพย์     33. พิกัดตรีคันธวาต


พิกัดจตุ (4 สิ่ง) มี 4 พิกัด
 1. พิกัดจตุผลาธิกะ
 2. พิกัดจตุกาลธาตุ    
 3. พิกัดจตุวาตะผล
 4. พิกัดจตุทิพยคันธา

พิกัดเบญจ (5 สิ่ง) มี 19 พิกัด
 1. พิกัดเบญจกูล
 2. พิกัดเบญจมูลน้อย
 3. พิกัดเบญจมูลใหญ่
 4. พิกัดเบญจโลกวิเชียร (ยา 5 ราก, แก้ว 5 ดวง)
 5. พิกัดเบญจเหล็ก
 6. พิกัดเบญจตาล (ตานทั้ง 5)
 7. พิกัดเกลือทั้ง 5
 8. พิกัดเกสรทั้ง 5
 9. พิกัดบัวทั้ง 5
10. พิกัดเบญจโลธิกะ
11. พิกัดโกฐทั้ง 5
12. พิกัดเทียนทั้ง 5
13. พิกัดดีทั้ง 5
14. พิกัดเบญจมฤต
15. พิกัดโหราทั้ง 5
16. พิกัดเบญจโลหะ
17. พิกัดเบญจผลธาตุ
18. พิกัดเบญจผลธาตุ

พิกัดสัตตะ (7 สิ่ง) มี 6 พิกัด
 1. พิกัดสัตตะเขา
 2. พิกัดสัตตะปะระเมหะ
 3. พิกัดสัตตะโลห
 4. พิกัดสัตตะโกฐ
 5. พิกัดสัตตะเทียน
 6. พิกัดสัตตะเกสร

พิกัดเนาวะ (9 สิ่ง) มี 6 พิกัด
 1. พิกัดเนาวเขี้ยว
 2. พิกัดเนาวหอย
 3. พิกัดเนาวโลหะ
 4. พิกัดเนาวเทียน (เทียนทั้ง 9)
 5. พิกัดเนาวโกฐ (โกฐทั้ง 9)
 6. พิกัดเนาวเกสร (เกสรทั้ง 9)

พิกัดทศ (10 สิ่ง) มี 2 พิกัด
 1. พิกัดทศกุลาผล
 2. พิกัดทศมูลใหญ่


พิกัดพิเศษ มี 4 พิกัด
 1. พิกัดโกฐพิเศษ
 2. พิกัดเทียนพิเศษ
 3. พิกัดบัวพิเศษ
 4. พิกัดเกลือพิเศษ
   

มหาพิกัด
มหาพิกัดจำแนกออกเป็น
                   มหาพิกัดตรี (พวก ๓) มี ๓ พิกัด
                           มหาพิกัดตรีผลา
                           มหาพิกัดตรีกฏุก
                           มหาพิกัดตรีสาร
                   มหาพิกัดเบญจ (พวก ๕) มี ๕ พิกัด
                           มหาพิกัดเบญจกูล
                           มหาพิกัดอภิญญาณเบญจกูล
                           มหาพิกัดโสฬสเบญจกูล
                           มหาพิกัดทศเบญจกูล
                           มหาพิกัดทศเบญจขันธ์
                   มหาพิกัดทั่วไป (พวก ๖) มี 4 พิกัด
                           มหาพิกัดเตโชธาตุ
                           มหาพิกัดปถวีธาตุ
                           มหาพิกัดวาโยธาตุ
                           มหาพิกัดอาโปธาตุ


ยารสประธาน 3 รส

ยารสประธาน เป็นรสหลักและเป็นรสของยาที่ปรุงหรือปสมเป็นตำรับแล้วประกอบขึ้นจากเครื่องยาที่ได้มาจากเภสัชวัตถุ อันมี พืชวัตถุ สัตว์วัตถุ หรือ ธาตุวัตถุ เมื่อนำมาปรุงเป็นยาแล้ว จึงรวมรสของเครื่องยา แยกเป็นยารสประธาน 3 รส ดังนี้

1. ยารสเย็น ได้แก่ รสของยาที่ปรุงขึ้นจากตัวยาที่มีรสเย็น เช่น ใบไม้ที่มีรสเย็น เกสรดอกไม้ที่มีรสไม่ร้อน เขี้ยวสัตว์ เขา งา นอ เป็นต้น เมื่อนำมาปรุงเป็นยาแล้ว จะได้ยารสเย็น เช่น ยาเขียว ยาจันทลีลา ยามหากาฬ ยามหานิล เป็นต้น

สำหรับแก้ในทางเตโชธาตุ (ธาตุไฟ) แก้ไข้พิษ ไข้กาฬ ดับพิษร้อนเป็นรสยาประจำในฤดูร้อน แสลงกับโรคลม

2. ยารสร้อน ได้แก่ รสของยาที่ปรุงขึ้นจากตัวยาที่มีรสร้อน เช่น เบญจกูล กะเพรา หัสคุณ เป็นต้น เมื่อนำมาปรุงเป็นยาแล้ว จะได้ยารสร้อน เช่น ยาสัณฑฆาต ยาประสะกานพลู ยาไฟประลัยกัลป์ ยาประจุวาโย เป็นต้น

สำหรับแก้ในทางวาโยธาตุ (ธาตุลม) แก้ลมกองหยาบ ลมจุกเสียดแน่น แก้ล้มพรรดึก บำรุงธาตุ เป็นรสยาประจำในฤดูฝน แสลงกับไข้ที่มีพิษร้อน

3. ยารสสุขุม ได้แก่ รสของยาที่ปรุงขึ้นจากตัวยาที่มีรสสุขุม เช่น โกฐต่าง ๆ เทียนต่าง ๆ กฤษณา เกสรทั้ง 5 ชะลูด เป็นต้น เมื่อนำมาปรุงเป็นยาแล้วจะได้ยารสสุขุม เช่น ยาหอมเนาวโกฐ ยาหอมอินทรจักร ยาสังข์วิชัย เป็นต้น

สำหรับแก้ในทางอาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) เสมหะและโลหิต แก้ลมกองละเอียด เป็นรสยาประจำในฤดูหนาวแสลงกับไข้ที่มีพิษร้อนจัด

นอกจากยารสประธาน 3 รสแล้ว ท่านยังแบ่งรสยาออกไปอีกเป็น 9 รส ดังต่อไปนี้

สรรพคุณเภสัช

สรรพคุณเภสัช
คือ การรู้จักสรรพคุณของวัตถุธาตุนานาชนิด อันได้แก่ พืช สัตว์ และธาตุ ที่จะนำมาใช้ปรุงเป็นยาสำหรับรักษาโรคหรือแก้ไข้ โดยจะต้องรู้จักรสของยา เมื่อรู้จักรสของยาแล้ว รสของยานั้นจะบอกถึงสรรพคุณของยา

รสของยาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ รสของยาที่ปรุงสำเร็จแล้ว เรียกว่า รสประธาน มี 3 รส และรสของเครื่องยาแต่ละชนิด ซึ่งโบราณาจารย์ได้แบ่งออกเป็นหลายแบบ เช่น ยา 4 รส ยา 6รส ยา 8 รส และยา 9รส หลักการแพทย์แผนไทยนิยมใช้รสยา 9 รสเป็นหลัก
 

 

รสยา 4 รส (ตามคัมภีร์ธาตุวิภังค์)

1. ยารสฝาด ซาบไปตามผิวเนื้อ เอ็น และเส้น

2. ยารสเผ็ด ซาบไปในผิวหนังทุกเส้นขน

3. ยารสเค็ม ซาบไปทุกเส้นเอ็นและกระดูกทั่วสรรพางค์กาย

4. ยารสเปรี้ยว ซาบไปในเส้นเอ็นทั่วสรรพางค์กาย

 

ยา 6 รส (ตามคัมภึร์วรโยคสาร)

1. มธุระ รสหวาน ชอบกับตา เจริญรสธาตุ

2. อัมพิละ รสเปรี้ยว ทำให้ลม ดี เสลด อนุโลมตามซึ่งตน เจริญรสอาหาร กระทำสารพัดดิบให้สุก ถ้าใช้เป็นเกิดคุณ ใช้ไม่เป็นเกิดโทษ

3. กฎุก รสเผ็ดร้อน ทำให้กำลังน้อย ระงับความเกียจคร้าน ระงับพิษมิให้เจริญ บำรุงไฟธาตุ ทำให้อาหารสุก

4. ลวณะ รสเค็ม เผาโทษ เผาเขฬะ ให้เจริญไฟธาตุ

5. ติดติกะ รสขม เจริญไฟธาตุ แก้ร้อนใน แก้กระหายน้ำ ทำให้มูตรและคูถบริสุทธิ์เจริญรสอาหาร

6. กาสะวะ รสฝาด เจริญไฟธาตุ เจริญผิวกายและเนื้อ แก้กระหายน้ำ

รสทั้ง 6 ทำให้เกิดโทษได้ดังนี้

1. รสเผ็ด รสขม รสฝาด ทำให้ลมกำเริบ

2. รสเผ็ด รสเปรี้ยว รสเค็ม ทำให้ดีกำเริบ

3. รสหวาน รสเปรี้ยว รสเค็ม ทำให้เสลดกำเริบ

ยา 8 รส (ตามคัมภีร์ธาตุวิวร)

1. รสฝาด ซาบมังสา

2. รสขม ซาบตามผิวหนัง

3. รสเค็ม ซาบตามเส้นเอ็น

4. รสเผ็ดร้อน ซาบกระดูก

5. รสหวาน ซาบลำไส้ใหญ่

6. รสเปรี้ยว ซาบลำไส้น้อย

7. รสหอมเย็น ซาบหัวใจ

8. รสมัน ซาบข้อต่อทั้งปวง

 

รสยา 9 รส

เป็นรสของเครื่องยา คือตัวยาสมุนไพรแต่ละชนิดที่จะนำมาปรุงเป็นยา รสของเครื่องยาที่นิยมใช้เป็นหลักในประเทศไทย มี 9 รส และ รสจืดอีก 1 รส รวมเป็น 10 รส แต่คณาจารย์ก็ยังนิยมเรียกว่ารสยา 9 รสอยู่เช่นเดิม มีดังนี้

1. ยารสฝาดชอบสมาน

2. ยารสหวานซึมซาบไปตามเนื้อ

3. ยารสเมาเบื่อ แก้พิษ

4. ยารสขมแก้ทางดีและโลหิต

5. ยารสเผ็ดร้อนแก้ลม

6. ยารสมันแก้เส้นเอ็น

7. ยารสหอมเย็น บำรุงหัวใจ

8. ยารสเค็มซึมซาบไปตามผิวหนัง

9. ยารสเปรี้ยวกัดเสมหะ

ในตำราเวชศึกษาจัดรสยาเพิ่มอีก 1 รส คือ ยารสจืด ใช้สำหรับ แก้ในทางเตโช ขับปัสสาวะ ดับพิษร้อน แก้ไข้
.
คำภีร์เวชกรรมไทยต่างๆ

การวินิจฉัยโรค
   คัมภีร์สมุฎฐานวินิจฉัย
    คัมภีร์โรคนิทาน
    คัมภีร์ธาตุวิภังค์
    คัมภีร์ธาตุวิวรณ์

โรคไข้ต่างๆ
      คัมภีร์ฉันทศาสตร์
      คัมภีร์ตักศิลา
      คัมภีร์สิทธิสารสงเคราะห์

โรคในปากในคอ
      คัมภีร์มุขโรค

โรคของมารดาและเด็ก
      คำภีร์ปฐมจินดา

โรคโลหิตระดูสตรี
      คำภีร์มหาโชตรัต

โรคระบบทางเดินอาหาร
      คัมภีร์ธาตุบรรจบ
      คัมภีร์อุทรโรค

โรคระบบทางเดินปัสสาวะ
      คัมภีร์มุจฉาปัตขันทิกา

โรคความสึกหรอของร่างกาย
      คัมภีร์กระษัย

โรคฝีภายใน
      คัมภีร์อติสาร
      คัมภีร์ทิพย์มาลา

โรคระบบผิวหนัง
      คัมภีร์ไพจิตรมหาวงศ์
      คัมภีร์วิถีกุฎฐโรค

โรคลม
      คัมภีร์ชวตาร
      คัมภีร์มัญชุสาระวิเชียร

โรคตา
      คัมภีร์อภัยสันตา
 
การใช้ยาเฉพาะโรค

จากตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป สาขาเวชกรรม
โดยกองประกอบโรคศิลปะ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ ๒๗ ขนาน
1.ยาหอมเทพจิต     แก้ลม บำรุงหัวใจ
       
2.ยาหอมทิพโอสถ     แก้ลมวิงเวียน ละลายน้ำดอกไม้ หรือน้ำสุก
       
3.ยาหอมอินทจักร์

 
    แก้ลมบาดทะจิตใช้น้ำดอกมะลิ
แก้ลมคลื่นเหียน อาเจียนใช้น้ำลูกผักชี เทียนดำต้ม ถ้าไม่มีใช้น้ำสุก
แก้ลมจุกเสียดใช้น้ำขิงต้ม
       
4.ยาหอมเนาโกฐ

 
     แก้ลมคลื่นเหียน อาเจียน ใช้น้ำลูกผักชี เทียนดำต้ม
 แก้ลมปลายไข้ ใช้ก้านสะเดา ลูกกระดอม และบอระเพ็ดต้ม
 เอาน้ำ ถ้าหาน้ำกระสายไม่ได้ ใช้น้ำสุกแทน
       
5.ยามหานิลแท่งทอง     แก้ไข้ แก้กระหายน้ำ แก้หัด อีสุก อีใส
       
6.ยาจันทลีลา     แก้ไข้ แก้ตัวร้อน
       
7.ยาประสะจันทน์แดง     แก้ไข้ตัวร้อน กระหายน้ำ ละลายน้ำสุก หรือน้ำดอกมะลิ
       
8.ยาแสงหมึก
 

 
     แก้ตัวร้อน ละลายน้ำดอกไม้เทศ
แก้ท้องขึ้น ปวดท้อง ละลายน้ำใบกระเพราต้ม
แก้ไอ ขับเสมหะ ละลายน้ำลูกมะแว้งเครือ หรือลุกมะแว้งต้นกวาดคอ
แก้ปากเป็นแผล แก้ละออง ละลายน้ำลูกเบญกานี ฝนทาปาก
       
9.ยาประสะเปราะใหญ่
       ถอนพิษไข้ตานทรางสำหรับเด็ก ละลายน้ำดอกไม้เทศ หรือน้ำสุก
รับประทาน หรือผสมน้ำสุราสุมกระหม่อม
       
10.ยาเขียวหอม
      แก้ตัวร้อน ร้อนใน กระหายน้ำ ละลายน้ำสุกหรือน้ำดอกมะลิ
แก้พิษหัด พิษสุกใส ละลายน้ำรากผักชีต้ม ทั้งรับประทานและชะโลม
       
11.ยาประสะไพล
      แก้จุกเสียด ละลายน้ำสุกหรือน้ำสุรา
แก้ระดุไม่ปกติ ขับน้ำคาวปลาละลายน้ำสุกหรือน้ำสุรา
       
12.ยาวิสัมพยาใหญ่     แก้ท้องขึ้น อืดเฟ้อ จุกเสียด
       
13.ยามันทธาตุ     แก้ธาตุไม่ปกติ แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ
       
14.ยาธาตุบรรจบ      แก้ธาตุไม่ปกติ แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ
       
15.ยาประสะกานพลู     แก้ปวดท้อง เนื่องจากธาตุไม่ปกติ
       
16.ยาประสะกระเพรา     แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ แก้ท้องแน่น จุกเสียด
       
17.ยามหาจักรใหญ่      แก้ลมทราง แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
       
18.ยาเหลืองปิดสมุทร     แก้ท้องเสีย
       
19.ยาตรีหอม     แก้เด็กท้องผูก ระบายพิษไข้
       
20.ยาถ่าย     แก้ท้องผูก
       
21.ยาอำมฤควาที     แก้ไอ ขับเสมหะ
       
22.ยาประสะมะแว้ง     แก้ไอ แก้เสมหะ
       
23.ยาไฟประลัยกัลป์     ขับน้ำคาวปลาในเรือนไฟ ช่วยให้มดลูกเข้าอู่
       
24.ยาไฟห้ากอง     ขับน้ำคาวปลาในเรือนไฟ ช่วยให้มดลูกเข้าอู่
       
25.ยาประสะเจตพังคี     แก้กษัยจุกเสียด
       
26.ยาธรณีสันฑะฆาต     แก้กระษัยเส้นเถาดาน ท้องผูก
       
27.ยาบำรุงโลหิต     บำรุงโลหิต

 


ประเภทยาสำหรับแก้ไข้

๑. ยาจันทลีลา

    ส่วนประกอบ โกฐเขมา โกฐสอ โกฐจุฬาลัมพา จันทน์แดง จันทน์เทศ ลูกกระดอม บอระเพ็ด รากปลาไหลเผือก หนักสิ่งละ ๔ ส่วน พิมเสนหนัก ๑ ส่วน

    วิธีทำ ชนิดผง บดเป็นผง ( พิมเสน ชะมดเช็ด เป็นกระสาย )
              ชนิดเม็ด บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๕ กรัม

    สรรพคุณ แก้ไข้ แก้ตัวร้อน แก้ไข้สามฤดู

    ขนาดรับประทาน รับประทานทุก ๔ ชม. หรือ ๑ ช้อนกาแฟ ได้ทุกเวลา ใช้น้ำดอกมะลิ น้ำซาวข้าว เป็นกระสาย
                                   ชนิดผง เด็ก ครั้งละ ๑/๒ – ๑ ช้อนกาแฟ
                                   ผู้ใหญ่ ครั้งละ ๑-๒ ช้อนกาแฟ

๒. ยามหานิลแท่งทอง

    ส่วนประกอบ เนื้อในเม็ดสะบ้ามอญสุม กระดูกกาสุม กระดูกงูเหลือมสุม หวายตะคร้าสุม เม็ดมะกอกสุม ลูก มะคำดีควายสุม ถ่านไม้สัก จันทน์แดง จันทน์เทศ ใบพิมเสน ใบย่านาง หมึกหอม หนักสิ่งละ ๑ ส่วน เบี้ย จั่นคั่วให้เหลือ ๓ เบี้ย

    วิธีทำ บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด ปิดทองคำเปลว หนักเม็ดละ ๐.๕ กรัม

    สรรพคุณ แก้ไข้ แก้กระหายน้ำ แก้หัด อีสุก อีใส

    ขนาดรับประทาน วันละ ๒ ครั้ง กับน้ำสุก หรือ น้ำรากผักชี แก้หัด อีสุก อีใส
                                   ผู้ใหญ่ ครั้งละ ๓-๔ เม็ด
                                   เด็ก ครั้งละ ๑-๒ เม็ด

๓. ยาประสะจันทน์แดง

    ส่วนประกอบ รากเหมือดคน รากมะปรางหวาน รากมะนาว เปราะหอม โกฐหัวบัว จันทน์เทศ ฝางเสน (หนักสิ่งละ ๔ ส่วน ) / เกสรบัวหลวง ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกมะลิ ( หนักสิ่งละ ๑ ส่วน ) / จันทน์แดง หนัก ๓๒ ส่วน

    วิธีทำ บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด

    สรรพคุณ แก้ไข้ตัวร้อน กระหายน้ำ ละลายน้ำสุก หรือน้ำดอกมะลิ

    ขนาดรับประทาน ทุก ๓ ชม.
                                   ผู้ใหญ่ ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ
                                   เด็ก ครั้งละ ๑/๒ ช้อนกาแฟ

๔. ยาเขียวหอม

    ส่วนประกอบ ใบพิมเสน ใบผักกระโฉม ใบหมากผู้ ใบหมากเมีย ใบสันพร้าหอม รากแฝกหอม เปราะหอม จันทน์เทศ จันทน์แดง ว่านกีบแรด ว่านร่อนทอง เนระพูสี พิษนาคน์ มหาสดำ รากไคร้เครือ ดอกพิกุล เกสรบุนนาค เกสรสารภี เกสรบัวหลวงหนักสิ่งละ ๑ ส่วน ระย่อมหนัก๑/๔ ส่วน

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ แก้ตัวร้อน ร้อนใน กระหายน้ำ ละลายน้ำสุก หรือน้ำดอกมะลิ
                    แก้พิษหัด พิษสุกใส ละลายน้ำรากผักชีต้ม ทั้งรับประทานและชะโลม

    ขนาดรับประทาน รับประทาน วันละ ๔-๖ ครั้ง
                                   ผู้ใหญ่ ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ
                                   เด็ก ครั้งละ ๑-๒ ช้อนกาแฟ

๕. ยาจันทหฤทัย

    ส่วนประกอบ จันทน์ทั้ง๓ กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก( หนักสิ่งละ ๑ บาท) / โกฐสอ โกฐจุฬาลัมพา โกฐพุงปลา โกฐก้านพร้าว (หนักสิ่งละ๒ สลึง) / โกฐหัวบัว ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกมะลิ เกสรบัวหลวง ( หนักสิ่งละ ๒ สลึง) / ชะมด ๑ เฟื้อง/ พิมเสน ๑ เฟื้อง / อำพัน ๑ สลึง / แก่นพรม หัวมหากาฬ ชะเอมเทศ เนระพูสี หวายตะคร้า( สิ่งละ ๑ บาท) / หวายตะมอย พิษนาศน์(สิ่งละ๒สลึง) / มวกแดง ไคร้เครือ( สิ่งละ ๑ บาท)

    วิธีทำ บดเป็นผง ละลายน้ำดอกไม้ ครั้งละ ๑-๒ ช้อนชา รับประทาน ๓ เวลา

    สรรพคุณ แก้พิษไข้ พิษกาฬ เป็นไข้เพื่อสันนิบาต ให้จับสะท้านร้อนสะบัดหนาว แก้ไข้ทั้งปวง

    ขนาดรับประทาน ก่อนอาหาร และก่อนนอน หรือเวลามีอาการ

๖. ยาจันทน์สามโลก

    ส่วนประกอบ เกสรบัวหลวง เกสรสารภี เกสรบุนนาค ดอกพิกุล หัวแห้วหมู ใบย่านาง ใบพิมเสน ใบเท้ายายม่อม ใบมะระ ใบน้ำเต้า จันทน์แดง จันทน์เทศ ยาทั้งหมด หนักสิ่งละ ๑ บาท / จันทนา เท่ายาทั้งหลาย

    วิธีทำ บดเป็นผง ละลายน้ำดอกไม้เทศ หรือน้ำจันทน์แดงต้ม และใช้จันทนา

    สรรพคุณ แก้ไข้ให้เชื่อมมัว แก้ร้อนใน หรือคูถเสมหะพิการ

    ขนาดรับประทาน ฝนแทรก ใช้ ๓ เวลา ก่อนอาหาร และก่อนนอน และเมื่อเวลามีอาการ

๗. ยาแสงหมึก

    ส่วนประกอบ หมึกหอม จันทน์ชะมด จันทน์เทศ ดอกจันทน์ ลูกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู ใบสันพร้าหอม ใบพิมเสน ใบกะเพราดีงูเหลือม ( หนักสิ่งละ ๔ ส่วน) / ชะมด พิมเสน ( หนักสิ่งละ ๑ ส่วน)

    วิธีทำ บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๒ กรัม

    สรรพคุณ   แก้ตัวร้อน ละลายน้ำดอกไม้เทศ
                       แก้ท้องขึ้น ปวดท้อง ละลายน้ำใบกะเพราต้ม
                       แก้ไอ ขับเสมหะ ละลายน้ำลูกมะแว้งเครือ หรือลูกมะแว้งต้น กวาดคอ
                       แก้ปากเป็นแผล แก้ละออง ละลายน้ำลูกเบญกานี ฝนทาปาก

    ขนาดรับประทาน     ใช้กวาดคอ วันละ ๑ ครั้ง หลังจากนั้น รับประทาน ทุก ๓ ชม.
                                       เด็ก อายุ ๑-๖ เดือน ครั้งละ ๒ เม็ด
                                       เด็ก อายุ ๗-๑๒ เดือน ครั้งละ ๓ เม็ด

๘. ยาประสะเปราะใหญ่

    ส่วนประกอบ เประหอม(หนัก๒๐ส่วน) / จันทน์แดง จันทน์เทศ / ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู / โกฐ หัวบัว โกฐเขมาโกฐสอ โกฐจุฬาลัมพา โกฐเชียง เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน ดอกพิกุล ดอกสารภี ดอกบุนนาค เกสรบัวหลวง(หนักสิ่งละ๑ส่วน)

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ ถอนพิษไข้ตานทรางสำหรับเด็ก ละลายน้ำดอกไม้เทศหรือน้ำสุกรับประทาน หรือผสมน้ำสุราสุมกระหม่อม

    ขนาดรับประทาน รับประทานทุก ๓ ชม. ครั้งละ ๑/๒ – ๑ ช้อนกาแฟ

ประเภทยาหอม บำรุงหัวใจ แก้ลม

๑. ยาหอมเทพวิจิตร

    ส่วนประกอบ ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู จันทน์แดง จันทน์ขาว กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก ชะลูด อบเชย เปราะหอม แฝกหอม ( หนักสิ่งละ ๒ ส่วน) / ผิวมะกรูด ผิวมะงั่ว ผิวมะนาว ผิวส้มตะรังกานู ผิวส้มจีน ผิวส้มโอ ผิวส้มเขียวหวาน ( หนักสิ่งละ ๔ ส่วน) / ผิวส้มซ๋า หนัก ๒๓ ส่วน / ดอกบุนนาค ดอกสารภี เกสรบัวหลวง ดอกบัวขม ดอกบัวเผื่อน ( หนักสิ่งละ ๔ ส่วน) / ชะมดเช็ด การบูร ( หนักสิ่งละ ๑ ส่วน) / โกฐสอ โกฐเขมา โกฐหัวบัว โกฐเชี่ยง โกฐจุฬาลัมพา โกฐกระดูก โกฐก้านพร้าว โกฐพุงปลา โกฐชฎามังสี ( หนักสิ่งละ ๔ ส่วน) / เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน เทียนเยาวพาณี เทียนสัตตบุษย์ เทียนเกล็ดหอย เทียนตากบ ( หนักสิ่งละ ๔ ส่วน) / พิมเสน หนัก ๔ ส่วน/ ดอกมะลิหนัก ๑๘๔ ส่วน

    สรรพคุณ แก้ลม บำรุงหัวใจ

    วิธีทำ      ชนิดผง บดเป็นผง
                  ชนิดเม็ด บดเป็นผงทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๒ กรัม

    ขนาดรับประทาน ชนิดผง ครั้งละ ๑/๒ -๑ ช้อนกาแฟ

    ชนิดเม็ด ครั้งละ ๕-๗ เม็ด

๒. ยาหอมอินทจักร์

    ส่วนประกอบ สะค้าน รากช้าพลู ขิง ดีปลี รากเจตมูลเพลิง ลูกผักชีลา โกฐสอ โกฐเขมา โกฐก้านพร้าว โกฐพุงปลา โกฐจุฬาลัมพา โกฐเชียง โกฐกักกรา โกฐน้ำเต้า โกฐกระดูก / เทียนดำ เทียนขาว เทียนแดง เทียนข้าวเปลือก จันทน์แดง จันทน์เทศ เถามวกแดง เถามวกขาว รากย่านาง เปลือกชะลูด อบเชย เปลือกสมุลแว้ง กฤษณา กระลำพัก บอระเพ็ด ลูกกระดอม กำยาน ขอนดอก ชะมดเช็ด ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู รากไคร้เครือ อำพันแดง ดอกสารภี ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกจำปา ดอกกระดังงา ดอกมะลิ ดอกคำไทย ฝางเสน ดีงูเห่า ดีหมูป่า ดีวัว พิมเสน ( สิ่งละ ๑ ส่วน)

    สรรพคุณ แก้ลมคลื่นเหียน อาเจียน ใช้น้ำลูกผักชี เทียนดำต้น เป็นกระสายยาแก้ลมปลายไข้ ใช้ก้านสะเดา ลูกกระดอม และบอระเพ็ด เป็นกระสายยาต้มเอาน้ำ ถ้าหาน้ำกระสายไม่ได้ ให้ใช้น้ำสุกแทน

    วิธีทำ      ชนิดผง บดเป็นผง
                   ชนิดเม็ด บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๒ กรัม

    ขนาดรับประทาน     รับประทานทุก ๓ ชม.
                                      ชนิดผง ครั้งละ ๑/๒-๑ ช้อนกาแฟ
                                      ชนิดเม็ด ครั้งละ ๕-๑๐ เม็ด

๓. ยาหอมทิพโอสถ

    ส่วนประกอบ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกมะลิ เกสรบัวหลวง ดอกกระดังงา ดอกจำปา บัวจงกลนี หัวแห้วไทย กระจับ ฝาง จันทน์แดง จันทน์ขาว จันทน์เทศ กฤษณา ชะลูด อบเชย สมุลแว้ง สนเทศ ว่านน้ำ กระชาย เปราะหมด ดอกคำไทย ชะเอมเทศ สุรามฤต ข่าต้น ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ( หนักสิ่งละ ๔ ส่วน) / โกฐสอ โกฐเขมา โกฐหัวบัว โกฐเชียง โกฐจุฬาลัมพา โกฐกระดูก โกฐก้านพร้าว โกฐพุงปลา โกฐชฎามังสี ( หนักสิ่งละ ๒ ส่วน) / เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน เทียนเยาวพาณี เทียนสัตตบุษย์ เทียนเกล็ดหอย เทียนตากบ การบูร( หนักสิ่งละ ๑ ส่วน) / ชะมดเช็ด พิมเสน ( หนักสิ่งละ๒ ส่วน)

    วิธีทำ   ชนิดผง บดเป็นผง
               ชนิดเม็ด บดเป็นผงทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๒ กรัม

    สรรพคุณ แก้ลมวิงเวียน ละลายน้ำดอกไม้สุกหรือน้ำสุก เป็นน้ำกระสายยา

    ขนาดรับประทาน     ชนิดผง ครั้งละ ๑/๒ - ๑ ช้อนกาแฟ
                                      ชนิดเม็ด ครั้งละ ๕-๗ เม็ด

๔. ยาหอมแท่งทอง ( ยาผง)

ส่วนประกอบ (ขนานที่๑)

    จันทน์แดง จันทน์เทศ จันทนา อำพันทอง โกฐหัวบัว โกฐเขมา โกฐเชียง เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนเยาวพาณี เกล็ดหอยเทศ หญ้าฝรั้น ชะมดเชียง พิมเสน สัตตเขา เนาวเขี้ยว ( หนักสิ่งละ ๑ สลึง) / โคโรค คูลิก่า มูลม่าเหมี่ยว ไข่มุก ( หนักสิ่งละ ๑ สลึง) / ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกมะลิ มวกแดง มวกขาว สุรามะริด แฝกหอม ( หนักสิ่งละ ๑ บาท)

    วิธีทำ ทำผง บดด้วยน้ำดอกกุหลาบ หรือน้ำดอกมะลิ หรือน้ำดอกไม้เทศ ปั้นเป็น เม็ด ปิดทองคำเปลว เท่าเม็ดพริกไทย

    สรรพคุณ แก้หอบ แก้สะอึก แก้เสลด ดี ขึ้น แก้ใจสวิงสวาย มืดหน้า มัวตา ละลายน้ำดอกไม้แทรกพิมเสน

    ขนาดรับประทาน ครั้งละ ๑-๓ เม็ด ก่อนอาหาร ๓ เวลา หรือเวลามีอาการ

ส่วนประกอบ (ขนานที่๒)

    โกฐจุฬาลัมพา โกฐกระดูก โกฐก้านพร้าว โกฐพุงปลา โกฐชฎามังสี ( หนักสิ่งละ๒ ส่วน) / เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน เทียนเยาวพาณี เทียนสัตตบุษย์ เทียนเกล็ดหอย เทียนตากบ การบูร( หนักสิ่งละ ๑ ส่วน) / ชะมดเช็ด พิมเสน ( หนักสิ่งละ ๒ ส่วน)

    วิธีทำ     ชนิดผง บดเป็นผง
                ชนิดเม็ด บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๒ กรัม

    สรรพคุณ แก้ลมวิงเวียน ละลายน้ำดอกไม้ หรือน้ำสุก เป็นกระสายยา

    ขนาดรับประทาน ชนิดผง ครั้งละ ๑/๒ -๑ ช้อนกาแฟ
                                   ชนิดเม็ด ครั้งละ ๕-๗ เม็ด

ประเภทยาสำหรับ โรคทางเดินอาหาร ท้องขึ้น อืดเฟ้อ แก้ลมทราง

๑. ยาประสะกะเพรา

    ส่วนประกอบ พริกไทย ขิง ดีปลี กระเทียม น้ำประสานทองสะตุ( หนักสิ่งละ ๒ ส่วน) / ชะเอมเทศ มหาหิงคุ์ ( หนักสิ่งละ ๘ ส่วน) / เกลือสินเธาว์ (หนัก๑ ส่วน)/ ผิวมะกรูด (หนัก๒๐ ส่วน) / ใบกระเพราะ( ๔๗ ส่วน)

    วิธีทำ บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๑ กรัม

    สรรพคุณ    แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ละลายน้ำสุก หรือ น้ำใบกะเพราต้ม
                       แก้ท้องแน่น จุกเสียด ใช้ไพลเผาไฟ พอสุก ฝนแทรก

    ขนาดรับประทาน รับประทาน เช้า – เย็น
                               เด็กอายุ ๑-๓ เดือน ครั้งละ ๑-๒ เม็ด
                               เด็กอายุ ๔-๖ เดือน ครั้งละ ๒-๓ เม็ด
                               เด็กอายุ ๗-๑๒ เดือน ครั้งละ ๔-๖ เม็ด

๒. ยาประสะกานพลู

    ส่วนประกอบ เทียนดำ เทียนขาว โกฐสอ โกฐกระดูก กำมะถันเหลือง การบูร รากไคร้เครือ เปลือกเพกา เปลือกขี้อ้าย ใบกระวาน ลูกกระวาน ลูกผักชีลา แฝกหอม ว่านน้ำ หัวกระชาย เปราะหอม รากแจง กรุงเขมา ( หนักสิ่งละ๔ ส่วน) / รากข้าวสาร เนื้อไม้ ลูกจันทน์ ขมิ้นชัน ( หนักสิ่งละ๘ ส่วน) / ขิงแห้ง ดีปลี (หนักสิ่งละ๓ ส่วน) / น้ำประสานทองสะตุ ไพล เจตมูลเพลิงแดง สะค้าน ช้าพลู( หนักสิ่งละ๒ ส่วน) / เปลือกซิก(?) (หนัก๑๐ ส่วน) / พริกไทย(หนัก๑ ส่วน) / กานพลู(หนัก ๑๓๑ ส่วน)

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ แก้ปวดท้อง เนื่องจากธาตุไม่ปกติ ใช้ไพลเผาไฟ ฝนกับน้ำปูนใสเป็นน้ำกระสายยา ถ้าหาน้ำกระสาย ไม่ได้ ให้ใช้น้ำสุกแทน

    ขนาดรับประทาน รับประทาน ทุก ๓ ชม.
                                   ผู้ใหญ่ ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ

๓. ยาประสะกระเทียม

    ส่วนประกอบ จันทน์เ ทศ ๑ บ. จันทน์แดง ๑ บ. ชะลูด๑ บ. เทียนขาว๑ บ. ลูกจันทน์๑ บ. ดอกจันทน์๑ บ. กานพลู๓ บ.แห้วหมู๔ บ. มะตูมอ่อน๔ บ. การบูร ๕ บ. กำมะถันแดง ๕ บ. มหาหิงส์ ๑ สลึง เบญจกูลสิ่งละ ๓ สลึง กระเทียมกรอบเท่ายาทั้งหลาย

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ แก้ปวดมวนแน่นท้อง อุจจาระเป็นเสมหะและโลหิต ละลายน้ำ เปลือกมะรุม เปลือกขนุน

    ขนาดรับประทาน    ละลายน้ำสุราแก้ปวดท้อง ท้องเดิน แก้บิด ปวดมวนในท้อง ใช้น้ำกานพลู ต้มละลายยา รับประทานครั้งละ ๑-๒ ช้อนโต๊ะ
                                     ก่อนอาหาร ๓ เวลา หรือเวลาที่มีอาการปั้นเป็นเม็ด เม็ดละ ๐.๕ กรัม รับประทานครั้งละ ๓ เม็ด

๔. ยาเหลืองปิดสมุทร

    ส่วนประกอบ แห้วหมู๑ ขมิ้นอ้อย๑ เปลือกเพกา ๑ รากกล้วยตีบ๑ กระเทียม๑ ดีปลี๑ ชันย้อย๑ ครั่ง๑ สีเสียดไทย๑ สีเสียดเทศ๑ ใบเทียน๑ ใบทับทิม๑ ขมิ้นชันกึ่งยาทั้งหลาย แก้อุจจาระเป็นเสมหะและโลหิต

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ แก้อุจจาระเป็นเสมหะและโลหิต แก้ท้องเสีย ท้องเดิน

    ขนาดรับประทาน รับประทานครั้งละ ๑-๒ ช้อนชา ละลายในน้ำใบเทียน ใบทับทิมต้ม ๓ เวลาก่อนอาหาร หรือเวลามีอาการ ปั้นเม็ดหนักเม็ดละ ๐.๕ กรัม รับประทานครั้งละ ๓ เม็ด

๕. ยาเหลืองโสฬส

    ส่วนประกอบ พริกไทย๑ ขิง๑ กระเทียม๑ ข่า๑ กระชาย๑ ดีปลี๑ เหง้าตะไคร้๑ ใบกะเพรา๑ ว่านร่อนทอง๑ ว่านกีบแรด๑ หอม๑ กะทือ๑ ไพล๑ ผิวมะกรูด๑ ขมิ้นอ้อย๑ ว่านน้ำ๑ ยาเหล่านี้หนักสิ่งละ๑ บาท กำมะถันเหลืองหนัก ๔ บาท ขมิ้นชันเท่ายาทั้งหลาย แก้ลง แก้ปวดท้อง

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ แก้ลงท้อง แก้ปวดท้อง

    ขนาดรับประทาน ครั้งละ ๑-๒ ช้อนชา ละลายน้ำขิง น้ำกระสายยา น้ำดีปลีต้มรับประทาน ๓ เวลา ก่อนอาหารและเวลามีอาการ ปั้นเม็ดหนักเม็ดละ ๐.๓ กรัม รับประทานครั้งละ ๕ เม็ด

๖. ยาธาตุบรรจบ

    ส่วนประกอบ ขิง โกฐเขมา โกฐพุงปลา โกฐเชียง โกฐสอ เทียนดำ เทียนขาว เทียนสัตตบุษย์ เทียนเยาวพาณี เทียนแดง ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กานพลู การบูร เปลือกสมุลแว้ง ลูกกระวาน ลูกผักชีลา ใบพิมเสน รากไคร้เครือ ดีปลี เปราะหอม หนักสิ่งละ ๑ ส่วน โกฐก้านพร้าว หนัก ๘ ส่วน เนื้อลูกสมอไทย หนัก๑๖ ส่วน น้ำประสานทองสะตุ หนัก๑ ส่วน

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ   แก้ธาตุไม่ปกติ ท้องเสีย ใช้เปลือกแค หรือเปลือกสะเดา หรือเปลือกลูกทับทิม ต้มกับน้ำปูนใส
                       แก้ท้อง ขึ้น ท้องเฟ้อ ใช้กระเทียม ๓ กลีบทุบชง น้ำร้อน หรือใช้ใบกะเพรา ต้มเป็นกระสาย ถ้าหากหาน้ำกระสายไม่ได้ ให้ใช้น้ำสุกแทน

    ขนาดรับประทาน รับประทานวันละ ๓ เวลา ก่อนอาหาร
                                   ผู้ใหญ่ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ เด็ก ครั้งละ ๑/๒ ช้อนกาแฟ

๗. ยามันทธาตุ

    ส่วนประกอบ โกฐสอ โกฐเขมา โกฐหัวบัว โกฐเชียง โกฐจุฬาลัมพา เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน รากไคร้เครือ ลูกผักชีล้อม ลูกผักชีลา การบูร กระเทียม เปลือกสมุลแว้ง เปลือกโมกมัน จันทน์แดง จันทน์เทศ กานพลู ดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิงแดง พริกไทยอ่อน ลูกจันทน์ หนักสิ่งละ ๑ ส่วน ขิง ลูกเบญกานี หนักสิ่งละ ๓ ส่วน

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ แก้ธาตุไม่ปกติ แก้ท้องขึ้น อืดเฟ้อ

    ขนาดรับประทาน รับประทาน วันละ ๓ ครั้ง ก่อนอาหาร
                                   ผู้ใหญ่ ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ ละลายน้ำสุก
                                   เด็ก ครั้งละ ๑/๒ ช้อนกาแฟ ละลายน้ำสุก

๘. ยาแสงหมึก

    ส่วนประกอบ หมึกหอม จันทน์ชะมด จันทน์เทศ ดอกจันทน์ ลูกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู ใบสันพร้าหอม ใบพิมเสน ใบกะเพราดีงูเหลือม ( หนักสิ่งละ ๔ ส่วน) / ชะมด พิมเสน ( หนักสิ่งละ ๑ ส่วน)

    วิธีทำ บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๒ กรัม

    สรรพคุณ  แก้ท้องขึ้น ปวดท้อง ละลายน้ำใบกะเพราต้ม
                       แก้ตัวร้อน ละลายน้ำดอกไม้เทศ
                       แก้ไอ ขับเสมหะ ละลายน้ำลูกมะแว้งเครือ หรือลูกมะแว้งต้น กวาดคอ
                      แก้ปากเป็นแผล แก้ละออง ละลายน้ำลูกเบญกานี ฝนทาปาก

    ขนาดรับประทาน ใช้กวาดคอ วันละ ๑ ครั้ง หลังจากนั้น รับประทาน ทุก ๓ ชม.
                                   เด็ก อายุ ๑-๖ เดือน ครั้งละ ๒ เม็ด
                                   เด็ก อายุ ๗-๑๒ เดือน ครั้งละ ๓ เม็ด

๙. ยามหาจักรใหญ่

    ส่วนประกอบ โกฐสอ โกฐเขมา โกฐพุงปลา โกฐก้านพร้าว โกฐกระดูก เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนเยาวพาณี สมอไทย (เอาแต่เนื้อ) สมอพิเภก (เอาแต่เนื้อ) มะขามป้อม(เอาแต่เนื้อ) ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู ชะเอมเทศ เมล็ดโหระพา ลูกผักชีลา สารส้ม ดินประสิว ขมิ้นอ้อย หัวกระเทียม หนักสิ่งละ๑ ส่วน / ยาดำสะตุ หนัก๔ ส่วน / ใบกระพังโหมหนัก ๓๐ ส่วน

    วิธีทำ บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๕ กรัม

    สรรพคุณ แก้ลมทราง แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ

    ขนาดรับประทาน เด็กอายุต่ำกว่า ๕ ขวบ รับประทานครั้งละ ๑-๓ เม็ด เพิ่มและลดได้ตามส่วน รับประทาน กับน้ำสุก ก่อนอาหาร เช้าเย็น

๑๐. ยาวิสัมพยาใหญ่

    ส่วนประกอบ ลูกผักชีลา ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ หนักสิ่งละ ๘ส่วน กระวาน กานพลู โกฐสอ โกฐเขมา โกฐหัวบัว โกฐเชียง โกฐจุฬาลัมพา อบเชย สมุลแว้ง สมอเทศ สมอไทย รากไคร้เครือ ว่านน้ำ บอระเพ็ด ขิงแห้ง พญารากขาว หนักสิ่งละ ๒ ส่วน ดีปลี หนัก๕๖ ส่วน น้ำประสานทองสะตุ หนัก๑ ส่วน

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ แก้ท้องขึ้น อืดเฟ้อ จุกเสียด

    ขนาดรับประทาน รับประทานทุก ๔ ชม. ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ ใช้น้ำสุกเป็นกระสาย หรือผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน

ยาสำหรับเด็ก แก้โรคทราง, แก้เด็กท้องผูก ระบายพิษไข้

๑. ยามหาจักรใหญ่

    ส่วนประกอบ โกฐสอ โกฐเขมา โกฐพุงปลา โกฐก้านพร้าว โกฐกระดูก เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนเยาวพาณี สมอไทย (เอาแต่เนื้อ) สมอพิเภก (เอาแต่เนื้อ) มะขามป้อม(เอาแต่เนื้อ) ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู ชะเอมเทศ เมล็ดโหระพา ลูกผักชีลา สารส้ม ดินประสิว ขมิ้นอ้อย หัวกระเทียม หนักสิ่งละ๑ ส่วน / ยาดำสะตุ หนัก๔ ส่วน / ใบกระพังโหมหนัก ๓๐ ส่วน

    วิธีทำ บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๕ กรัม

    สรรพคุณ แก้ลมทราง แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ

    ขนาดรับประทาน เด็กอายุต่ำกว่า ๕ ขวบ รับประทานครั้งละ ๑-๓ เม็ด เพิ่มและลดได้ตามส่วน รับประทาน กับน้ำสุก ก่อนอาหาร เช้าเย็น

๒. ยาประสะเปราะใหญ่

    ส่วนประกอบ เประหอม(หนัก๒๐ส่วน) / จันทน์แดง จันทน์เทศ / ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู / โกฐ หัวบัว โกฐเขมา โกฐสอ โกฐจุฬาลัมพา โกฐเชียง เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน ดอกพิกุล ดอกสารภี ดอกบุนนาค เกสรบัวหลวง(หนักสิ่งละ๑ส่วน)

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ ถอนพิษไข้ตานทรางสำหรับเด็ก ละลายน้ำดอกไม้เทศหรือน้ำสุกรับประทาน หรือผสมน้ำสุราสุมกระหม่อม

    ขนาดรับประทาน รับประทานทุก ๓ ชม. ครั้งละ ๑/๒ – ๑ ช้อนกาแฟ

๓. ยาแสงหมึก

    ส่วนประกอบ หมึกหอม จันทน์ชะมด จันทน์เทศ ดอกจันทน์ ลูกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู ใบสันพร้าหอม ใบพิมเสน ใบกะเพรา ดีงูเหลือม ( หนักสิ่งละ ๔ ส่วน) / ชะมด พิมเสน ( หนักสิ่งละ ๑ ส่วน)

    วิธีทำ บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๒ กรัม

    สรรพคุณ   แก้ท้องขึ้น ปวดท้อง ละลายน้ำใบกะเพราต้ม
                       แก้ตัวร้อน ละลายน้ำดอกไม้เทศ
                       แก้ไอ ขับเสมหะ ละลายน้ำลูกมะแว้งเครือ หรือลูกมะแว้งต้น กวาดคอ
                       แก้ปากเป็นแผล แก้ละออง ละลายน้ำลูกเบญกานี ฝนทาปาก

    ขนาดรับประทาน ใช้กวาดคอ วันละ ๑ ครั้ง หลังจากนั้น รับประทาน ทุก ๓ ชม.
                                   เด็ก อายุ ๑-๖ เดือน ครั้งละ ๒ เม็ด

๔. ยาตรีหอม

    ส่วนประกอบ เนื้อลูกสมอเทศ เนื้อลูกสมอพิเภก เนื้อลุกมะขามป้อม ลูกผักชีลา หนักสิ่งละ ๔ ส่วน / รากไคร้เครือ โกฐสอ ชะเอมเทศ น้ำประสานทองสะตุ ลูกซัดคั่ว หนักสิ่งละ ๑ ส่วน / เนื้อลูกสมอไทย น้ำเต้าใหญ่นึ่งสุก หนักสิ่งละ ๒๒ ส่วน /

    วิธีทำ บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ 0.๒ กรัม

    สรรพคุณ แก้เด็กท้องผูก ระบายพิษไข้

    ขนาดรับประทาน รับประทานก่อนอาหารเช้า
                                   เด็กอายุ ๑-๒ เดือน ครั้งละ ๒-๓ เม็ด
                                   เด็กอายุ ๓-๕ เดือน ครั้งละ ๔-๕ เม็ด
                                   เด็กอายุ ๖-๑๒ เดือน ครั้งละ ๖-๘ เม็ด

ยา ขับน้ำคาวปลา แก้ระดูไม่ปกติ

๑. ยาประสะไพล

    ส่วนประกอบ ไพล(๘๑ส่วน) หัวหอม ดีปลี ผิวมะกรูด กระเทียม พริกไทย เทียนดำ เกลือสินเธาว์ ขิง ขมิ้นอ้อย การบูร ( หนักสิ่งละ๑ ส่วน)

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ แก้จุกเสียด แก้ระดูไม่ปกติ ขับน้ำคาวปลา

    ขนาดรับประทาน รับประทาน วันละ ๓ ครั้ง ก่อนอาหาร ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ ละลายน้ำสุก หรือน้ำสุรา

๒. ยาไฟประลัยกัลป์

    ส่วนประกอบ พริกไทยล่อน ขิง ดีปลี กระเทียม หนักสิ่งละ๔ส่วน ขมิ้นอ้อย กะทือ ข่า ไพล เปลือกมะรุม หนักสิ่งละ๔ส่วน รากเจตมูลเพลิงแดง สารส้ม แก่นแสมทะเล การบูร ผิวมะกรูด หนักสิ่งละ ๔ ส่วน

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ ขับน้ำคาวปลา ในเรือนไฟ ช่วยให้มดลูกเข้าอู่

    ขนาดรับประทาน รับประทาน วันละ ๓ ครั้ง ก่อนอาหาร ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ ละลายน้ำสุก หรือน้ำสุรา

๓. ยาไฟห้ากอง

    ส่วนประกอบ รากเจตมูลเพลิงแดง ขิง พริกไทยล่อน สารส้ม ฝักส้มป่อย หนักสิ่งละ ๑ ส่วน

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ ขับน้ำคาวปลาในเรือนไฟ ช่วยให้มดลูกเข้าอุ่

    ขนาดรับประทาน รับประทาน วันละ ๓ ครั้ง ก่อนอาหาร ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ ละลายน้ำสุก หรือน้ำสุรา

๔. ยาบำรุงโลหิต

    ส่วนประกอบ  เบญจกุล.,โกฐ๕ เทียน๕ , เกสร๕ , / ,กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก ขมิ้นเครือ / ผลจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กานพลู / ชะลูด อบเชยเทศ จันทน์ทั้ง๒ / ฝางเสน เลือดแรด ดอกคำไทย

    รับประทาน ต้มรับประทาน ให้โลหิตงามดี

ยาแก้ท้องเสีย

๑. ยาธาตุบรรจบ

    ส่วนประกอบ ขิง โกฐเขมา โกฐพุงปลา โกฐเชียง โกฐสอ เทียนดำ เทียนขาว เทียนสัตตบุษย์ เทียนเยาวพาณี เทียนแดง ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กานพลู การบูร เปลือกสมุลแว้ง ลูกกระวาน ลูกผักชีลา ใบพิมเสน รากไคร้เครือ ดีปลี เปราะหอม หนักสิ่งละ ๑ ส่วน โกฐก้านพร้าว หนัก ๘ ส่วน เนื้อลูกสมอไทย หนัก๑๖ ส่วน น้ำประสานทองสะตุ หนัก๑ ส่วน

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ     แก้ธาตุไม่ปกติ ท้องเสีย ใช้เปลือกแค หรือเปลือกสะเดา หรือเปลือกลูกทับทิม ต้มกับน้ำปูนใส
                        แก้ท้อง ขึ้น ท้องเฟ้อ ใช้กระเทียม ๓ กลีบทุบชง น้ำร้อน หรือใช้ใบกะเพรา ต้มเป็นกระสาย ถ้าหากหาน้ำกระสายไม่ได้ ให้ใช้น้ำสุกแทน

    ขนาดรับประทาน รับประทานวันละ ๓ เวลา ก่อนอาหาร
                                   ผู้ใหญ่ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ เด็ก ครั้งละ ๑/๒ ช้อนกาแฟ

๒. ยาเหลืองปิดสมุทร

    ส่วนประกอบ แห้วหมู ขมิ้นอ้อย เปลือกเพกา รากกล้วยตีบ กระเทียมคั่ว ดีปลี ชันย้อย ครั่ง สีเสียดเทศ สีเสียดไทย ใบเทียน ใบทับทิม หนักสิ่งละ ๑ ส่วน ขมิ้นชัน หนัก ๖ ส่วน

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ แก้อุจจาระเป็นเสมหะและโลหิต แก้ท้องเสีย ท้องเดิน

    ขนาดรับประทาน รับประทานครั้งละ ๑-๒ ช้อนชา ละลายในน้ำใบเทียน ใบทับทิมต้ม ๓ เวลาก่อนอาหาร หรือเวลามีอาการ ปั้นเม็ดหนักเม็ดละ๐.๕ กรัม รับประทานครั้งละ ๓ เม็ด

ยาระบาย ยาถ่าย

๑. ยาถ่าย

    ส่วนประกอบ ใบมะกา ใบมะขาม ใบส้มป่อย หญ้าไทร ใบไผ่ป่า ฝักคูณ รากขี้กาแดง รากขี้กาขาว รากตองแตก เถาวัลย์เปรียง หัวหอม ฝักส้มป่อย สมอไทย สมอดีงู (หนักสิ่งละ๑ส่วน) ขี้เหล็กทั้ง๕หนัก ๑ ส่วน ยาดำ หนัก๔ส่วน ดีเกลือฝรั่งหนัก๒๐ ส่วน

    วิธีทำ บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๒ กรัม

    สรรพคุณ แก้ท้องผูก

    ขนาดรับประทาน รับประทานวันละ ๑ ครั้งก่อนนอน ครั้งละ ๒-๕ เม็ด ตามธาตุหนัก ธาตุเบา

๒. ยาระบาย

    ส่วนประกอบ ลูกสมอเทศ ลูกมะขามป้อม ลูกสมอพิเภก หนักสิ่งละ ๔ บาท / รากไคร้เครือ รากตองแตก ใบมะกา ลูกซัดคั่ว หนักสิ่งละ ๒ บาท / เนื้อลูกสมอไทย ๑๐ บาท / โกฐน้ำเต้านึ่งแล้ว ๒๐ บาท /

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ เป็นยาระบาย

    ขนาดรับประทาน ละลายน้ำสุกรับประทาน
                                   ครั้งละ ๑ ช้อนชา วันละ ๑ ครั้ง ก่อนนอน

๓. ยาธรณีสันฑะฆาต

    ส่วนประกอบ ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู เทียนดำ เทียนขาว หัวดองดึง หัวบุก หัวกลอย หัวกระดาดขาว หัวกระดาดแดง ลูกเร่ว ขิง ชะเอมเทศ รากเจตมูลเพลิงแดง โกฐกระดูก โกฐเขมา โกฐน้ำเต้า หนักสิ่งละ ๑ ส่วน ฟักแพวแดง เนื้อลูกมะขามป้อม หนักสิ่งละ๒ ส่วน เนื้อลูกสมอไทย มหาหิงคุ์ การบูร หนักสิ่งละ ๖ ส่วน รงทอง(ประสะแล้ว) หนัก๔ ส่วน ยาดำหนัก ๒๐ ส่วน พริกไทยล่อนหนัก ๙๖ ส่วน

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ แก้กษัยเส้นเถาดาน ท้องผูก

    ขนาดรับประทาน วันละ ๑ ครั้ง ก่อนอาหารเช้าหรือก่อนนอน ครั้งละ ๑/๒-๑ ช้อนกาแฟ ละลายน้ำสุก หรือผสม น้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน
    คำเตือน คนเป็นไข้ หรือสตรีมีครรภ์ ห้ามรับประทาน

๔. ยาตรีหอม

    ส่วนประกอบ เนื้อลูกสมอเทศ เนื้อลูกสมอพิเภก เนื้อลุกมะขามป้อม ลูกผักชีลา หนักสิ่งละ ๔ ส่วน / รากไคร้เครือ โกฐสอ ชะเอมเทศ น้ำประสานทองสะตุ ลูกซัดคั่ว หนักสิ่งละ ๑ ส่วน / เนื้อลูกสมอไทย น้ำเต้าใหญ่นึ่งสุก หนักสิ่งละ ๒๒ ส่วน /

    วิธีทำ บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ 0.๒ กรัม

    สรรพคุณ แก้เด็กท้องผูก ระบายพิษไข้

    ขนาดรับประทาน รับประทานก่อนอาหารเช้า
                                   เด็กอายุ ๑-๒ เดือน ครั้งละ ๒-๓ เม็ด
                                   เด็กอายุ ๓-๕ เดือน ครั้งละ ๔-๕ เม็ด
                                   เด็กอายุ ๖-๑๒ เดือน ครั้งละ ๖-๘ เม็ด

ยาแก้ไอ ขับเสมหะ

๑. ยาอำมฤควาที

    ส่วนประกอบ รากไคร้เครือ โกฐพุงปลา เทียนขาว ลูกผักชีลา เนื้อลูกมะขามป้อม เนื้อลูกสมอพิเภก หนักสิ่งละ๗ ส่วน น้ำประสานทองสะตุ หนัก๑ ส่วน ชะเอมเทศ หนัก๔๓ ส่วน

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ แก้ไอ ขับเสมหะ ละลายน้ำมะนาวแทรกเกลือ ใช้จิบหรือกวาดคอ

    ขนาดใช้ ผู้ใหญ่ ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ
                   เด็ก ลดลงตามส่วน

๒. ยาประสะมะแว้ง

    ส่วนประกอบ สารส้มหนัก๑ ส่วน ขมิ้นอ้อยหนัก๓ส่วน ใบสวาด ใบตาลหม่อน ใบกะเพรา หนักสิ่งละ๔ส่วน ลูกมะแว้งต้น ลูกมะแว้งเครือ หนักสิ่งละ๘ส่วน

    วิธีทำ บดเป็นผง ผสมน้ำสุกแทรกพิมเสน พอควร ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๒ กรัม

    สรรพคุณ แก้ไอ แก้เสมหะ ละลายน้ำมะนาวแทรก เกลือรับประทานหรือใช้อม

ยาแก้โรคกระษัย (ความเสื่อมโทรมของร่างกาย)

๑. ยาประสะเจตพังคี

    ส่วนประกอบ ดอกจันทน์ ลูกจันทน์ ลูกกระวาน ใบกระวาน กานพลู กรุงเขมา รากไคร้เครือ การบูร ลูกสมอทะเล พญารากขาว เปลือกหว้า เกลือสินเธาว์ หนักสิ่งละ๑ ส่วน พริกไทยล่อน บอระเพ็ด หนักสิ่งละ ๒ ส่วน ข่าหนักสิ่งละ๑๖ ส่วน ระย่อมหนักสิ่งละ๒ ส่วน เจตพังคีหนักสิ่งละ ๓๔ ส่วน

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ แก้กษัยจุกเสียด

    ขนาดรับประทาน รับประทานเช้าและเย็น ก่อนอาหาร ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ ละลายน้ำสุก

๓. ยาธรณีสันฑะฆาต

    ส่วนประกอบ ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู เทียนดำ เทียนขาว หัวดองดึง หัวบุก หัวกลอย หัวกระดาดขาว หัวกระดาดแดง ลูกเร่ว ขิง ชะเอมเทศ รากเจตมูลเพลิงแดง โกฐกระดูก โกฐเขมา โกฐน้ำเต้า หนักสิ่งละ ๑ ส่วน ฟักแพวแดง เนื้อลูกมะขามป้อม หนักสิ่งละ๒ ส่วน เนื้อลูกสมอไทย มหาหิงคุ์ การบูร หนักสิ่งละ ๖ ส่วน รงทอง(ประสะแล้ว) หนัก๔ ส่วน ยาดำหนัก ๒๐ ส่วน พริกไทยล่อนหนัก ๙๖ ส่วน

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ แก้กษัยเส้นเถาดาน ท้องผูก

    ขนาดรับประทาน วันละ ๑ ครั้ง ก่อนอาหารเช้าหรือก่อนนอน ครั้งละ ๑/๒-๑ ช้อนกาแฟ ละลายน้ำสุก หรือผสม น้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน
    คำเตือน คนเป็นไข้ หรือสตรีมีครรภ์ ห้ามรับประทาน

ยาสำหรับโรคทางเดินปัสสาวะ

๑. ยาแก้ปัสสาวะพิการ

    ส่วนประกอบ ขี้เหล็กทั้ง ๕ ชุมเห็ดไทยทั้ง ๕ เถาวัลย์เปรียง รากหญ้าคา หัวหญ้าชันกาด หัวหวายลิง รากถั่วปีป น้ำหนักเสมอภาค ข้าวกล้อง ๑ กำมือ สารส้มหนัก ๑ บาท

    วิธีทำ ต้มรับประทาน ๓ เวลา ก่อนอาหาร

    สรรพคุณ แก้เบาเป็นหนอง เป็นแป้ง แดง ขัด ปวดแสบปวดร้อน

๒. ยาแก้ปัสสาวะเป็นโลหิต

    ส่วนประกอบ หัวข้าวเย็นทั้ง ๒ หนักสิ่งละ ๔๐ บาท / เทียนทั้ง ๕ หนักสิ่งละ จอก(ประมาณ ๑๕ กรัม) / ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ดีปลี มหาสดำ หนักสิ่งละ ๑ บาท / พริกไทย ๑ ทะนาน

    วิธีทำ ต้มรับประทาน

    สรรพคุณ แก้ปัสสาวะเป็นโลหิต

    ขนาดรับประทาน ต้มรับประทาน ๓ เวลา ก่อนอาหาร

๓. ยาแก้ปัสสวะมากเกินไป

    ส่วนประกอบ จันทน์ทั้ง ๒ สมอทั้ง ๓ สะค้าน ผลกระดอม แฝกหมอ ลูกผักชี หัวแห้วหมู รากช้าพลู เจตมูลเพลิง หัวข้าวเย็นจีน อ้อยแดง สิ่งละ เท่าๆกัน

    วิธีทำ ต้มรับประทาน

    สรรพคุณ แก้ปัสสาวะมากเกินไป

    ขนาดรับประทาน รับประทาน ๓ เวลาก่อนอาหาร

๔. ยาแก้ปัสสาวะไม่ออก

    ส่วนประกอบ เหง้าสับปะรด รากลำเจียก รากเตย หัวข้าวเย็นทั้ง ๒ สารส้มหนัก ๑ บาท หญ้าคาเท่าๆ ทั้งหลาย

    วิธีทำ ต้มรับประทาน

    สรรพคุณ แก้ปัสสาวะไม่สะดวก ปัสสาวะหยดย้อย

    ขนาดรับประทาน รับประทาน ๓ เวลาก่อนอาหาร

๕. ยาแก้กระษัย

    ส่วนประกอบ ขี้หล็กทั้ง ๕ แก่นแสมสาร ทั้ง ๒ แก่นปรู แก่นประดุ่ ไม้สัก ฝาง แกแล แก่นสน ว่านน้ำ หัวแห้วหมู หนักสิ่งละ ๑ บาท / สมอไทย ๑๕ ผล / ฝักคูณ ๓ ฝัก / ใบมะกา เบญจกูล หนักสิ่งละ ๑ บาท

    วิธีทำ ต้มรับประทาน

    สรรพคุณ แก้กระษัยไตพิการ

    ขนาดรับประทาน รับประทาน ๓ เวลาก่อนอาหาร

ยาแก้โรคผิวหนัง

๑. ยาชำระน้ำเหลือง

    ส่วนประกอบ ขี้เหล็กทั้ง ๕ ลูกสมอทั้ง ๓ ลูกมะขามป้อม ใบมะกา หัวแห้วหมู รากตองแตก บอระเพ็ด ขมิ้นอ้อย โกฐน้ำเต้า สิ่งละ ๕ สลึง / เถาวัลย์เปรียงสด เอามากหน่อย / เทียนทั้ง ๕ สิ่งละ ๒ สลึง / ยาดำ ๑ บาท

    วิธีทำ ฝักราชพฤกษ์ ๕ ฝัก ต้ม ๓ เอา ๑ แทรกดีเกลือ ตามธาตุหนัก-เบา กิน

    สรรพคุณ ชำระน้ำเหลืองเสีย

    ขนาดรับประทาน ครั้ง ละ ๑-๒ ช้อนโต๊ะ ๒ เวลา เช้า-เย็น

๒. ยาแก้เม็ดผื่นคันตามตัว

    ส่วนประกอบ ใบสำมะงา ๘ ส่วน / ใบเหงือกปลาหมอ ๑ ส่วน /

    วิธีทำ ต้มเข้าด้วยกัน ใส่ถังแช่ไว้นานๆ

    สรรพคุณ แก้คัน

    ขนาดใช้ ใช้อาบ ๓ วัน ก็หายแล

ยาแก้อัมพฤกษ์ ,อัมพาต

๑. ยาแก้ลมอัมพฤกษ์ ,อัมพาต

    ส่วนประกอบ น้ำมะกรูด น้ำมะนาว น้ำลูกมะงั่ว เปลือกทองหลางใบมน ไพล ข่า ขมิ้นอ้อย กุ่มทั้งสอง กระเทียม รากเจตมูลเพลิง พริกไทย ผักเสี้ยนผี เกลือ การบูร ผลจันทน์ ดอกจันทน์ น้ำหนักส่วนเสมอภาค

    วิธีทำ บดเป็นผง ละลายน้ำ หรือน้ำเปลือกอบเชยต้ม

    สรรพคุณ แก้ลมอัมพฤกษ์ อัมพาต

    ขนาดรับประทาน ๑-๒ ช้อนชา วันละ ๒ ครั้ง ก่อนอาหาร เช้าและก่อนนอน

๒. ยาธรณีสันฑะฆาต

    ส่วนประกอบ ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู เทียนดำ เทียนขาว หัวดองดึง หัวบุก หัวกลอย หัวกระดาดขาว หัวกระดาดแดง ลูกเร่ว ขิง ชะเอมเทศ รากเจตมูลเพลิงแดง โกฐกระดูก โกฐเขมา โกฐน้ำเต้า หนักสิ่งละ ๑ ส่วน ฟักแพวแดง เนื้อลูกมะขามป้อม หนักสิ่งละ๒ ส่วน เนื้อลูกสมอไทย มหาหิงคุ์ การบูร หนักสิ่งละ ๖ ส่วน รงทอง(ประสะแล้ว) หนัก๔ ส่วน ยาดำหนัก ๒๐ ส่วน พริกไทยล่อนหนัก ๙๖ ส่วน

    วิธีทำ บดเป็นผง

    สรรพคุณ แก้กษัยเส้นเถาดาน ท้องผูก

    ขนาดรับประทาน วันละ ๑ ครั้ง ก่อนอาหารเช้าหรือก่อนนอน ครั้งละ ๑/๒-๑ ช้อนกาแฟ ละลายน้ำสุก หรือผสม น้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน
    คำเตือน คนเป็นไข้ หรือสตรีมีครรภ์ ห้ามรับประทาน

การซักประวัติ และวิธีการตรวจโรค

1. การซักประวัติ     หมายถึงการถามประวัติคนไข้ ประวัติครอบครัว ประวัติการเจ็บป่วยทั้งปัจจุบันและอดีต ผู้ศึกษาจะต้องมีไหวพริบช่างสังเกตุ ซึงเป็นศิลปะอันสำคัญของแพทย์ในการซักประวัติ และวิธีการตรวจโรคนี้ เป็นการยากที่จะวางแผนตายตัวลงไปได้ แต่เมื่อสรุปแล้วหลักใหญ่ๆ ในการตรวจโรค มีหลัก อยู่ ๔ ประการคือ

        1.1. ถามประวัติคนไข้และครอบครัว -นาม ตำบลที่อยู่ ที่เกิด สัญชาติ อายุ อาชีพ ความประพฤติที่เคยชิน โรคทีเคยเป็นมา ถามถึงครอบครัวที่ใกล้ชิด สำหรับการพิเคราะห์เผ่าพันธ์ อันเป็นหนทางให้ให้โรคติดต่อถึงกันได้

        1.2. ถามประวัติโรคทั้งอดีตและปัจจุบัน- เช่น ถามวันเวลาที่แรกป่วย เริ่มป่วยมีอาการอย่างไร อาการต่อมา การรักษาพยาบาล แล้วอาการผันแปรอย่างไรในวันหนึ่งๆ ปัจจุบันเวลาที่ตรวจมีความสำคัญอย่างไร

        1.3. การตรวจร่างกายและจิตใจคนไข้นั้น- เช่นตรวจดูลักษณะรูปร่าง ผิวพรรณ กำลัง สติอารมณ์ ทุกขเวทนา ตรวจการหายใจเป็นอย่างไร ตรวจอวัยวะ หัวใจ ตับ ปอด ม้าม ลิ้น ตา ๆ ตรวจเหงื่อ และส่วนที่พิการซึ่งแลเห็น

        1.4. การตรวจและถามอาการนั้น- เช่นลองปรอท ดูความร้อน ตรวจชีพจร อุจจาระ ปัสสาวะ( ถามและตรวจ) ๆ ถามถึง การบริโภคอาหาร การหลับนอน ความรู้สึกภายในภายนอก และในปากในคอ

   
*ในหลักการตรวจโรคที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นเหล่านีไม่ใช่ว่าจะต้องตรวจแก่คนไข้   รายหนึ่งๆทุกข้อ ทุกหลักไป     ก็หามิได้ ย่อมสุดแท้แต่เหตุผลของความเจ็บไข้ ที่ปรากฎไปถึง ขอให้อยู่ในความ วินิจฉัยของแพทย์ ตามสมควร  
                             
     
2. วิธีการตรวจโรค     ธรรมดาแพทย์ที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็จะต้องตรวจอวัยวะใหญ่น้อย ให้รอบคอบ เพื่อจะได้รู้ความเป็นไปของโรคนั้น ดังจะได้อธิบายวิธีตรวจต่อไปนี้-

            2.1. ตรวจชีพจร - เพื่อทราบความหนักและเบาของโรค

            2.2. ตรวจเส้น อัษฎากาศ เส้นสุมนา เส้นอัมพฤกษ์

            2.3. ตรวจร่างกาย - เพื่อรู้ว่าส่วนพิการในที่หนึ่งที่ใด

            2.4. ตรวจจักษุ - เพื่อรู้อาการของโรคซึ่งแสดงทางจักษุ มีสีแดง เขียว ขาว เป็นต้น

            2.5. ตรวจ ปาก ลิ้น ขากรรไกร เพื่อรู้ความเป็นแผลเป็นละออง เป็นเม็ดและพิการอื่นๆ ในที่นั้น

            2.6. ตรวจหทัง(หัวใจ)

            2.7. ตรวจปัปผาสัง ( ปอด)

            2.8. ตรวจยกะนัง( ตับ)

            2.9. ตรวจวักกัง(ม้าม)

            2.10. ตรวจอันตัง(ไส้ใหญ่) อันตะคุณัง(ไส้น้อย) ตลอดถึงกระเพาะอาหาร

            2.11. การตรวจปัสสาวะ เพื่อรู้สี แดง ดำ เขียวเหลืองขุ่นข้นเจือมาในปัสสาวะนั้นกับการ                   ่
                      ถ่ายปัสสาวะสะดวกหรือไม

            2.12. ตรวจปิหะกัง(ไต)

            2.13. ตรวจมดลูก

            2.14. ตรวจเฉพาะที่ป่วย เพื่อรู้ว่าเป็นแผลฟกช้ำ เคล็ด ยอก บวม

            2.15. ตรวจอุจจาระ ทั้งถามทั้งตรวจด้วยตนเอง เพื่อรู้หยาบ ละเอียด สีดำ แดง เขียว ขาว เหลือง

            2.16. ตรวจปัสสาวะ ทั้งตรวจและถาม เพื่อรู้สีแห่งปัสสาวะ สีดำ แดง เหลือง เขียว ขาว ขุ่น ข้น
                  เบาสะดวกหรือไม่

 

    การตรวจโรคโดยความสังเกต

            1.     ตรวจสติอารมณ์ เพื่อรู้ความปกติ หรือ ความฟั่นเฟือน แห่งกำลังใจ ของผู้ป่วย

     2.    ตรวจเสียง เพื่อรู้ว่าเสียง นั้นปกติ หรือแหบ แห้ง และวิปริตอย่างไร

     3.     ตรวจการหายใจ เพื่อรู้อาการ เร็ว ช้า สั้น ยาวหนัก เบา

    4.      ตรวจทุกเทนา เพื่อรู้อาการหนัก เบา ต่างๆ ที่มีกับผู้ป่วย
                    การตรวจโดยวิธีการถาม
                    -    เมื่อก่อนจะเจ็บ มีเหตุอย่างไร เพื่อประสงค์ รู้มูลของโรคที่ได้เกิดขึ้น
                    -    ล้มเจ็บมาแต่ วัน เดือน และเวลาใด เพื่อ รู้ฤดูสมุฏฐาน กาล สมุฏฐาน
                    -    แรกเจ็บมีอาการอย่างไร เพื่อรู้อาการหนักเบา ของโรคที่เป็นมาแล้ว
                    -    อาการที่รู้สึกไม่สบายในวันหนึ่งๆ เวลาใด เพื่อรู้กาล สมุฏฐาน

    5.     การรักษาพยาบาลแล้ว มีอาการเป็นอย่างไร เพื่อรู้การผันแปรของโรค

    6.     เจ็บมาได้กี่วัน เพื่อรู้อายุของโรค ซึ่งตกอยู่ในระหว่างโทษชนิดใด

    7.      ผู้ป่วยอายุเท่าไร เพื่อรู้อายุสมุฏฐาน

    8.      โรคประจำตัวมีอย่างไร เช่น ริดสีดวง หืด โรคบุรุษ ๆลๆ เป็นต้น

    9.     ความประพฤติที่เป็นอยู่เนืองนิตย์ของผู้ป่วย เช่น สูบฝิ่น ดื่มสุรา และประกอบอาชีพ และ
             อิริยาบถสำหรับร่างกาย 

    10.    การนอนของคนไข้ เพื่อรู้ว่าหลับมากน้อย หรือหลับสนิทหรือไม่ หรือไม่หลับ

    11.    บริโภคอาหารเป็นอย่างไร ได้มากหรือน้อย มีรสอร่อยหรือไม่

    12.     ความทุกขเวทนาเป็นอย่างไร เพื่อรู้ความปวด ขัด ยอก จุกเสียดในที่ใด ทั้งภายใน และภายนอก

    13.     ความรู้สึกในปาก ลิ้น คอ และในที่ต่างๆ เพื่อรู้เป็นปกติหรือพิการ

    

    * เมื่อตรวจและถามพอกับความต้องการแล้ว ต่อไปเป็นหน้าที่ของแพทย์จักต้องวินิจฉัยหาเหตุและผล ตามหลักของ
    สมุฏฐานต่างๆ ว่า โรคที่เกิดขึ้นนี้ มีสมุฏฐานอะไร เป็นเหตุและธาตุใด พิกัดใด พิการบ้าง รวมธาตุที่พิการมีกี่อย่าง ความรู้แผนกนี้ แพทย์จะต้องรู้ให้รอบคอบทุกประการ
    

    วิธีการวินิจฉัยโรค

            -    มูลให้เกิดโรคในคราวนี้มี ๑๒ ปราการ เช่นฤดูเปลี่ยนแปลงเป็นต้น      
                 ได้กับสิ่งใดเป็นมูลให้เกิดโรคขึ้น

            -    โรคคราวนี้ มีธาตุใด พิกัดใด ที่พิการนั้นมีกี่อย่างรวมกี่อย่าง 
                  เพื่อจะได้แก้ไขให้ตรงตามหลักของธาตุสมุฏฐาน

            -    ผู้ป่วยตั้งแต่แรกเป็นจนถึงวันที่ตรวจอยู่ในเกณฑ์ฤดูสมุฏฐานอะไร พิกัดอะไร

            -    ผู้ป่วยอายุอยู่ในวัยใด ในวัยนั้นเป็นอายุและสมุฏฐานอะไร พิกัดอะไร และสิ่งใดให้โทษ

            -    เวลาผู้ป่วยไม่สบาย มีการกลุ้มอกกลุ้มใจเป็นต้น
                 หรือถึงเวลาจับไข้อยู่ในกาลสมุฏฐานใด พิกัดใด และสิ่งใดให้โทษ

            -    ตั้งแต่วันแรกป่วยจนถึงวันที่ตรวจ รวมได้กี่วัน
                 เพื่อรู้อายุของโรคนั้นตกอยู่ในโทษใด(มีเอกโทษเป็นต้น)

            -    ควรรู้ว่า ธาตุใดกำเริบ หย่อน พิการ นับตั้งแต่วัน เดือน และเวลาแรกป่วย
                 จนถึงวันที่ตรวจ เพื่อจะได้รู้โรคคราวนี้ ตกอยู่ในส่วนใด


การวิจารณ์ในการรักษา และวิธีประกอบยาให้ตรงกับโรค

            -    โรคนี้ตามแพทย์ได้สมมุตติไว้ว่า เป็นโรคอะไร และชื่อว่าโรคอย่างใด

            -    โรคนี้จะต้องใช้ยาสรรพคุณอย่างไร และยาชนิดใดแก้ จึงจะตรงกับโรค

            -    โรคนี้จะต้องแก้ธาตุใด สมุฏฐานใด พิกัดใดก่อนจึงจะควรกับโรคนั้น

            -    โรคในคราวนี้มีธาตุใด สมุฏฐานใด พิกัดใด เป็นหัวหน้า
                  ที่ให้โทษร้ายแรง( เพื่อจะได้แก้ไขเสียก่อน)
            

            *    เมื่อได้วางยาแก้ไข้แล้ว โรคนั้นยังไม่ถอย ควรจะต้องตรวจและพิจารณา เหตุผลของโรคนั้นอีก ส่วนยาก็จะต้องเปลี่ยนหรือเพิ่มเพิ่มเติมขนานอื่นๆ อีกต่อไป แล้วแต่จะสมควรกับโรค

        

        การวินิจฉัยโรค ( การประมวลโรค)

    การตรวจโรคตามที่กล่าวมาแล้ว และยังมีการตรวจอีกหลายวิธีนั้น มิใช่ว่าแพทย์จะต้องทำการตรวจทุกสิ่งทุกอย่างไปก็หามิได้ ย่อมสุดแต่ความเหมาะสมกาลเทศะสำหรับคนไข้รายใดรายหนึ่ง แล้วแต่เหตุผล ที่จะต้องเกี่ยวโยงไปถึง ซึ่งจะต้องขอมอบให้เป็นความสามารถของแพทย์ผู้ได้ลงมือปฎิบัติกับคนไข้เฉพาะหน้า เมื่อตรวจแล้ว พอที่จะสรุปความเห็นวินิจฉัยประมวลโรคได้ โดยอาศัยหลัก ๕ ประการดังนี้

    1.     คนเจ็บป่วยด้วยการเช่นนี้ มีอะไรพิการอยู่ในสมุฏฐานและพิกัดใด
            รวมความแล้วควรจะสมมุติเรียกว่าโรคอะไร

    2.     โรคนั้นมีที่เกิดแต่อะไรเป็นเหตุ รีบคิดค้นเมื่อได้ความแล้ว พึงเอาอาการนั้นๆ
             มาเป็นหลักวิเคราะห์ว่า คนเจ็บนั้นเกิด โรคด้วยเหตุอันใด
             มีอะไรขาดหรือเกินหรือกระทบกระเทือน อะไร จึงเป็นเหตุให้เจ็บไข้

    3.     โรคเช่นนี้จะบำบัดแก้ไขโดยวิธีการใดก่อน เมื่อเห็นทางแก้ไขแล้ว
             จึงวิเคราะห์เลือกยาที่จะใช้บำบัดต่อไป

    4.     สรรพคุณยาอะไร จะต้องใช้อย่างละมากน้อยเท่าใด ให้รับประทานเวลาอะไร ขนาดเท่าใด

    5.     เริ่มวางยาตามลักษณะโรคที่ตรวจพบ สุดแต่จะเห็นสมควรจะให้ยาบำบัดโรค
             ที่ทรมานสำคัญอย่างใดก่อน

    

    ส่วนยาที่ที่ท่านตั้งตำรับบอกวิธีให้ทำไว้ จักต้องใช้อะไรมีส่วนเท่าไร เมื่อปรุงผสมแล้วเรียกชื่อว่า อย่างไร ยาสำหรับแก้โรคต่างๆนั้น ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์แพทยศาสตร์ฉบับหลวง และเวชศึกษาอย่างมากมาย ล้วนแต่เป็นตำรายาที่ดีทั้งสิ้น ซึ่งเคยบำบัดโรคร้ายหายมาแล้วทั้งนั้น เมื่อท่านจะจัดปรุงขึ้น จงใช้ความพยายามอย่างประณีต ในการคัดเลือกชั่งตวงให้ถูกต้องจริงๆ จงสงวนศักดิ์ของยาไทยไว้ ให้เป็นยาที่มี สรรพคุณอนันต์อันหาคามิได้ และสมควรเป็นตำรับคู่มือที่ทรงเกียรติ แต่แพทย์แผนโบราณ ซึ่งได้ศึกษา สืบมรดก ต่อมา ท่านจะได้เป็นเวชกรผู้เชี่ยวชาญไปในภายภาคหน้า