อาราธนาศิลและรับศีล


ดาวน์โหลด คลิ๊กขวาเลือก save target as

 

คำอาราธนา และสมาทานศีล ๕

มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
( คำแปล : ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๕ ข้อ
เพื่อจะรักษาไว้ที่ละข้อๆ พร้อมทั้งพระรัตนตรัย )
ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
( คำแปล : แม้ครั้งที่สอง ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๕ ข้อ
เพื่อจะรักษาไว้ที่ละข้อๆ พร้อมทั้งพระรัตนตรัย )
ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
( คำแปล : แม้ครั้งที่สาม ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๕ ข้อ
เพื่อจะรักษาไว้ที่ละข้อๆ พร้อมทั้งพระรัตนตรัย )


( ต่อไปพระจะให้ศีล เมื่อพระให้ศีล เราก็ว่าตามไปที่ละบท ๆ ดังต่อไปนี้ )

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ( กล่าว ๓ หน )
( คำแปล : ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น
ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง )
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
(คำแปล : ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
(คำแปล : ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรม เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
(คำแปล : ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
(คำแปล : แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
(คำแปล : แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรม เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
( คำแปล : แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
( คำแปล : แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
( คำแปล : แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรม เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
( คำแปล : แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึก )

ต่อจากนี้พระท่านจะกล่าวว่า ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง ผู้รับศีลพึงรับพร้อม ๆ กันว่า
"อามะ ภันเต"แล้วตั้งใจสมาทานศีล(รับศีล)ตามที่พระท่านนำกล่าวสมาทานต่อไปว่า.-

ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
(ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการฆ่า )
อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
(ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว )
กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
(ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นเว้นจากการประพฤติผิดในกาม)
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
(ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากพูดเท็จ )
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการดื่มสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท )

(ต่อจากนี้พระท่านจะกล่าว ผู้รับศีลไม่ต้องว่าตาม)
อิมานิ ปัญจะสิกขาปะทานิ,
สีเลนะ สุคะติง ยันติ, สีเลนะ โภคะสัมปะทา,
สีเลนะ นิพพุติง ยันติ, ตัสฺมา สีลัง วิโสธะเย.

( คำแปล : เหล่านี้ คือ สิกขาบทห้าประการ
ผู้สมาทานไปสู่สุคติได้เพราะศีล
ได้รับความถึงพร้อมด้วยโภคทรัพย์ เพราะศีล
ไปพระนิพพานได้ เพราะศีล
เพราะฉะนั้น ควรชำระศีลให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เทอญ ฯ )


.............................................................


ผิดศีลข้อที่ 1 จะเป็นอย่างไร ?

ถ้าไม่เว้น ย่อมยังสัตว์ให้ไปเกิดในนรก
ในสัตว์ดิรัจฉานใน เปรตวิสัย...
และเมื่อเกิดเป็นมนุษย์อีก จะได้รับผล 9 ประการ คือ

1. เป็นคนทุพพลภาพ
2. เป็นคนรูปไม่งาม
3. มีกำลังกายอ่อนแอ
4. เป็นคนเฉื่อยชา
5. เป็นคนขี้ขลาด
6. เป็นผู้ที่ถูกคนอื่นฆ่า และฆ่าตัวเอง
7. โรคภัยเบียดเบียน
8. ความพินาศของบริวาร
9. อายุสั้น และให้ผลติดต่อกันหลายชาติ

.............................................................

ผิดศีลข้อที่ 2 จะเป็นอย่างไร

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า อทินนาทาน อันบุคคลเสพแล้ว
เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วย่อมยังสัตว์ให้ไปเกิดในนรก
ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย
วิบากแห่งอทินนาทานอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความพินาศแห่งโภคะ
ให้เป็นไปแก่ผู้เกิดเป็นมนุษย์มีสมบัติก็ต้องพินาศ
เมื่อเกิดเป็นมนุษย์อีกจะได้รับผล 6 ประการ

1. เป็นคนด้อยทรัพย์
2. เป็นคนยากจน
3. เป็นคนอดยาก
4. ไม่ได้สมบัติที่ตนต้องการ
5. ต้องพินาศในการค้า
6. ทรัพย์พินาศเพราะภัยต่าง ๆ
เช่น อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย ราชภัย โจรภัย เป็นต้น

.............................................................

ผิดศีลข้อที่ 3 จะเป็นอย่างไร

ถ้าไม่เว้นจะเกิดอะไรขึ้น....พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า...
บุคคลเสพแล้วเจริญให้มากแล้วย่อมยังสัตว์ให้ตกนรก
ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานในเปรตวิสัย
ทำแล้วหากเกิดเป็นมนุษย์อีกได้รับผล 11 ประการ คือ

1. มีผู้เกลียดชังมาก
2. มีผู้ปองร้ายมาก
3. ขัดสนทรัพย์
4. ยากจน อดอยาก
5. วิปริต
6. เป็นกระเทย
7. เป็นชายในตระกูลต่ำ
8. ได้รับความอับอายเป็นอาจิณ
9. ร่างกายไม่สมประกอบ
10. มากไปด้วยความวิตกห่วงใย
11. พลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก

.............................................................

ศีลข้อที่ 4 คือให้เว้นจากการพูดเท็จ พูดไม่เป็นความจริง พูดโกหกหรือพูดมุสา

ถ้าไม่เว้นจากมุสาวาท หรือพูดเท็จอะไรจะเกิดขึ้น...
พระพุทธเจ้าตรัสว่า มุสาวาทอันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มาก
แล้วย่อมยังสัตว์ไปในนรก ในกำเนิดดิรัจฉานในเปรตวิสัย
ผลจากการกล่าวมุสาวาทอย่างเบาที่สุดย่อมยังกางแตกจากมิตรให้ไปเกิดแก่ผู้เป็นมนุษย์

การกล่าวมุสาวาทแล้วจะได้อะไร

การกล่าวมุสาวาท หรือการพูดเท็จปราศจากความจริง เมื่อกล่าวออกไปแล้ว จะได้รับผล 2 ขั้น คือ

ได้รับผลในปฏิสนธิกาล คือเกิดในนรก ดิรัจฉาน, เปรตวิสัย
ถ้าได้เกิดมาเป็นมนุษย์จะได้รับผล อีก 8 ประการ คือ
1. พูดไม่ชัด
2. ฟันไม่เป็นระเบียบ
3. ปากเหม็นมาก
4. ไอตัวร้อนจัด
5. ตาไม่อยู่ในระดับปกติ
6. กล่าววาจาด้วยปลายลิ้นและปลายปาก
7. ท่าทางไม่สง่าผ่าเผย
8. จิตไม่เที่ยงคล้ายคนวิกลจริต

.............................................................

ถ้าผิดศีลข้อที่ 5 จะได้อะไร?

การดื่มสุรา เมรัย หรือสิ่งเสพติดให้โทษจะได้รับผล 2 ขั้นคือ

ได้รับผลในปฏิสนธิกาล เกิดในนรก, ดิรัจฉาน, เปรตวิสัย
ได้รับผลในปวัตติกาล คือ หลังจากเกิดแล้ว และผลที่จะได้รับในปวัตติกาลนี้จะครบองค์หรือไม่ก็ตาม
ถ้าได้เกิดมาเป็นมนุษย์ จะได้รับผลจากการดื่มสุรา 6 ประการคือ
1. ทรัพย์ถูกทำลาย
2. เกิดวิวาทบาทหมาง
3. เป็นบ่อเกิดแห่งโรค
4. เสื่อมเกียรติ
5. หมดยางอาย
6. ปัญญาเสื่อมถอยหรือพิการทางปัญญา

Comments